พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 951

นิวาส  และนิกายทั้งหลาย  หรือว่าในอารมณ์ทั้งหลายนั้น   ๆ.  คำว่า  ทีฆรตฺต

ได้แก่  สิ้นกาลนาน.   คำว่า   ปจฺจนุโภติ ได้แก่  ย่อมเสวย.  คำว่า  น  โส

ชาโต   นาโหสิ ได้แก่   อัตตานั่นชื่อว่า  ไม่เกิด  เพราะการไม่เกิดเป็นธรรมดา

อธิบายว่า     อัตตานั้นมีอยู่ในกาลทุกเมื่อทีเดียว.     ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละจึงว่า

อัตตา   ไม่ได้มีแล้วในอดีต    จักไม่มีแม้ในอนาคต     เพราะว่า    อัตตาใดเกิด

ขึ้นแล้ว   อัตตานั้นได้มีแล้ว   แต่อัตตาใดจักเกิด   อัตตานั้นก็จักมี  ดังนี้.

อีกอย่างหนึ่ง  คำว่า  น  โส ชาโต นาโหสิ อธิบายว่า  อัตตานั้น

ไม่เกิด   ไม่ได้มีแล้ว   แม้ในอดีต    แม้ในอนาคต   ก็จะไม่เกิดจักไม่มี    เพราะ

ความที่อัตตานั้นมีอยู่ในกาลทุกเมื่อ.    คำว่า   นิจฺโจ ได้แก่  เว้นจากการเกิด

และการดับ    คำว่า  ธุโว   (ยั่งยืน)  ได้แก่  เป็นสภาพมั่นคง   เป็นสิ่งมีสาระ.

คำว่า  สสฺสโต ได้แก่  ประกอบด้วยกาลทั้งปวง.  คำว่า อวิปริณามธฺมโม

(ไม่แปรผัน)   ได้แก่    ธรรมที่ไม่ละความเป็นปกติของตน  คือ  ย่อมไม่ถึงซึ่ง

ความเป็นไปโดยประการอื่น    เหมือนกิ้งก่า  ไม่ละอยู่ซึ่งความเป็นปกติของตน

ฉะนั้น.  ชื่อว่าทิฏฐิ  อันเป็นไปกับอาสวะทั้งปวงนี้   พระผู้มีพระภาคเจ้า   ตรัส

แล้วด้วยประการฉะนี้    คำที่เหลือในที่ทั้งปวง   มีอรรถตื้นทั้งนั้น    แล.

ฉักกนิทเทส  จบ


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 952

อรรถกถาสัตตกนิทเทส

อธิบายมาติกาหมวด ๗

สภาวธรรมเหล่าใด  ชื่อว่า   ย่อมนอนเนื่อง   เพราะอรรถว่าเป็นสภาพ

ที่มีกำลังและเพราะอรรถว่าเป็นสภาพที่ยังละไม่ได้   เพราะเหตุนั้น   สภาวธรรม

เหล่านั้น   จึงชื่อว่า อนุสัย คือกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน.

สภาวธรรมเหล่าใด    ย่อมประกอบสัตว์ไว้    ย่อมให้สัตว์สืบต่ออยู่ใน

วัฏฏะ  เพราะเหตุนั้น  สภาวธรรมเหล่านั้น  จึงชื่อว่า   สัญโญชน์ คือกิเลส

เครื่องประกอบสัตว์ไว้ในวัฏฏะ.

สภาวธรรมเหล่าใด  ย่อมเกิดกลุ้มรุมจิต  โดยกระทำให้กำเริบ   เพราะ

เหตุนั้นสภาวธรรมเหล่านั้น   จึงชื่อว่า    ปริยุฏฐาน คือ   กิเลสที่ประทุษร้าย

จิต.  ปริยุฏฐาน คือ  กามราคะ ชื่อว่า  กามราคปริยุฏฐาน.   แม้ในคำที่

เหลือก็นัยนี้แหละ.

ธรรมทั้งหลายอันมิใช่ของสัตบุรุษ   หรือว่า   ธรรมทั้งหลายอันไม่สงบ

เพราะอรรถว่าเป็นธรรมลามก  เพราะเหตุนั้น  ธรรมเหล่านั้น    จึงชื่อว่า  อสัท-

ธรรม.

จริตทั้งหลาย   อันโทษทั้งหลายมีราคะเป็นต้น ประทุษร้ายแล้ว   เพราะ

เหตุนั้นจริตเหล่านั้น   จึงชื่อว่า ทุจจริต.  ธรรมเหล่าใด  ย่อมสำคัญว่าตนมีอยู่

โดยอาการนั้น ๆ   เพราะเหตุนั้น    ธรรมเหล่านั้น    จึงชื่อว่ามานะ.

 

๑. องค์ธรรมของอนุสัยกิเลส  สัญโญชน์  และปริยุฏฐาน  อย่างเดียวกัน  คือ    กามราคะ

ปฏิฆะ  มานะ  ทิฏฐิ  วิจิกิจฉา  ภวราคะ  อวิชชา  ส่วนที่ต่างกันนั้น  คือ   อนุสัย   จัดเป็นกิเลส

อย่างละเอียดได้ปัจจัยแล้วจึงเกิดขึ้น  สัญโญชน์และปริยุฏฐาน  จัดเป็นกิเลสอย่างกลาง    เพราะ

เกิดสัมปยุตกับจิต     กิเลสทั้งหมดล่วงมโนทวารไปสู่กายทวาร    วจีทวาร    เรียกว่า   กิเลสอย่าง

หยาบ.


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 953

ทิฏฐินิทเทส

คำว่า  รูปี  ได้แก่  มีรูป.   คำว่า   จาตุมหาภูติโก   ความว่า  สำเร็จ

ด้วยมหาภูตรูป ๔.   คำว่า  มาตาปิตูน  เอต  ได้แก่รูปอันเป็นของมารดาและ

บิดา.  ถามว่ารูปอะไร  ตอบว่า รูปคือ  น้ำสุกกะและโลหิต (น้ำสุกกะอันเป็นของ

บิดาและโลหิตของมารดา)    ชื่อว่ามาตาเปตติกสัมภวะ   เพราะเกิดขึ้นแต่น้ำ

สมภพของมารดาและบิดา.   สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้   ย่อมกล่าวซึ่งความ

เป็นแห่งมนุษย์ด้วยรูปกายอันเป็นประธานนั้นว่านี้เป็นอัตตา.  ในวาระที่ ๒ สมณ-

พราหมณ์บางคนปฏิเสธรูปกายอันเกิดแต่มารดาบิดานั้น     แต่ย่อมกล่าวรับรอง

ซึ่งความเป็นอัตตาอันเป็นทิพย์.   คำว่า   ทิพฺโพ   ได้แก่  อัตตาที่บังเกิดขึ้นใน

เทวโลก. คำว่า กามาวจโร  ได้แก่ อัตตาอันนับเนื่องด้วยสวรรค์ ๖ ชั้น.  คำว่า

กพฬิงฺการ   ภกฺขยติ   ได้แก่  มีก้อนข้าวเป็นอาหาร.    คำว่า    มโนมโย

ได้แก่   อัตตาที่เกิดขึ้นแล้วด้วยใจซึ่งเกิดแต่ฌาน.   คำว่า    สพฺพงฺคปจฺจงฺคี

ได้แก่  ประกอบด้วยอวัยวะน้อยใหญ่ทั้งปวง.    คำว่า    อหีนินฺทฺริโย   ได้แก่

มีอินทรีย์บริบูรณ์ไม่บกพร่อง.  รูปเหล่าใด มีอยู่ในพรหมโลก พระผู้มีพระภาค-

เจ้า   ตรัสซึ่งรูปนั้น   ด้วยสามารถแห่งรูปของพรหมด้วย   และด้วยสามารถแห่ง

สัณฐานแห่งรูปนอกจากนี้ด้วย.    คำว่า    อากาสานญฺจายตนูปโค     ได้แก่

เป็นผู้เข้าถึงซึ่งความเป็นแห่งอากาสานัญจายตนะ.    ในคำทั้งหลายแม้นอกนี้    ก็

นัยนี้แหละ.   บทที่เหลือในที่ทั้งปวง    มีอรรถตื้นทั้งนั้น   แล.

สัตตกนิทเทส  จบ

 

๑. บาลีว่า  ภกฺโข.


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 954

อรรถกถาอัฏฐกนิทเทส

อธิบายมาติกาหมวด ๘

กิเลสวัตถุ คือ  กิเลสทั้งหลายนั่นแหละ.   คำว่า  กุสตวตฺถูนิ ได้แก่

วัตถุเป็นที่ตั้งแห่งความเกียจคร้าน  คือความขี้เกียจ อธิบายว่าเป็นเหตุแห่งความ

เกียจคร้าน.  คำว่า  กมฺม  กตฺตพฺพ  โหติ    (แปลว่า   เราจักต้องทำการงาน)

ได้แก่  การงานที่ต้องทำมีการพิจารณาปัจจัย ๔ มีจีวรเป็นต้น.  คำว่า  น  วิริย

อารภติ  (แปลว่า  ไม่ปรารภความเพียร)  ได้แก่ ไม่ปรารภความเพียร  แม้ทั้ง

๒ อย่าง.   คำว่า  อุปฺปตฺสฺส ได้แก่เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง มีฌาน วิปัสสนา

มรรคและ  ผล.    คำว่า   อนธิคตสฺส ได้แก่   เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ

อันนั้นนั่นแหละ.  คำว่า   อสจฺฉิกตสฺส ได้แก่   เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งฌาน

วิปัสสนา   มรรคและผลนั้นนั่นแหละที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง.    คำว่า   อิท  

อธิบายว่า   การจมลงอย่างนี้ว่า   เชิญท่านเถิด   เราจะนอน   ดังนี้   นี้เป็นกุสีต-

วัตถุข้อที่หนึ่ง.    พึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงโดยนัยนี้.

ก็ในคำว่า   มาสาจิต  มญฺเ  (แปลว่า  เป็นเหมือนถั่วหมัก)  ได้แก่

ถั่ว   อันบุคคลให้เปียกชุ่มแล้วด้วยน้ำ   ชื่อว่า   ถั่วหมัก.   อธิบายว่า   ถั่วหมัก

เปียกชุ่มแล้วย่อมเป็นของหนัก  ฉันใด  กายของผู้เกียจคร้านนั้นย่อมหนัก ฉัน

นั้น.

คำว่า  คิลานา วุฏฺฐิโต โหติ ได้แก่ ภิกษุเพิ่งจะหายป่วย.

 

๑.  กิเลสวัตถุ ๘ คือ  โลภะ  โทสะ  โมหะ  มานะ  ทิฏฐิ  วิจิกิจฉา  ถีนะ  อุทธัจจะ


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 955

จิตตปฏิฆาตในโลกธรรม

บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อฏฺสุ  โลกธมฺเมสุ  ดังนี้ ที่ชื่อว่า

โลกธรรม   เพราะเป็นธรรมของชาวโลก.    สัตว์โลกทั้งหลาย  ชื่อว่า  พ้นจาก

โลกธรรมเหล่านี้ย่อมไม่มีเลย   โลกธรรมเหล่านี้    ย่อมมีแม้แก่พระพุทธเจ้าทั้ง

หลายเทียว  เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเรียกว่า  โลกธรรม ดังนี้.

บทว่า   ปฏิฆาโต  ได้แก่อาการคือ   การกระทบจิต.   คำว่า   ลาเภ สาราโค

(แปลว่า  ความยินดีในลาภ)   ได้แก่  ความยินดี   อันเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่ง

โสมนัสอันอิงอาศัยเรือนอย่างนี้ว่า    เราย่อมได้ลาภ   ดังนี้     ความยินดีนั้นจึง

ชื่อว่า   กระทบจิต.   คำว่า   อลาเภน   ปฏิวิโรโธ   (แปลว่า  ความยินร้ายใน

ความเสื่อมลาภ)  ได้แก่    ความยินร้ายอันเกิดขึ้นแล้วด้วยสามารถแห่งโทมนัส

ว่า   เราย่อมไม่ได้ลาภ  ดังนี้   ความยินดียินร้ายแม้นั้น     ย่อมกระทบจิต   เพราะ

ฉะนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้า   จึงตรัสเรียกว่า   ปฏิฆาตะ.   แม้ในคำว่า    ความ

ยินดีในยศเป็นต้น   บัณฑิตพึงทราบความเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านั้น  อย่างนี้ว่า

เรามีบริวารมาก    เรามีบริวารน้อย    เราได้รับความสรรเสริญ     เราได้รับการ

นินทา   เราถึงสุข   เราถึงทุกข์   ดังนี้.   คำว่า  อนริยโวหารา  ได้แก่ โวหาร

(คำพูด)  ของบุคคลผู้มิใช่พระอริยะ.

โทษทั้งหลายของบุรุษ ชื่อว่า  ปุริสโทส. คำว่า  น สรามิ  ได้แก่

ย่อมแก้ตัว   ย่อมให้คนหลุดพ้น     โดยความเป็นผู้ไม่มีสติอย่างนี้ว่า   เราระลึก

ไม่ได้    กำหนดไม่ได้ซึ่งฐานะแห่งกรรมนอันเราทำแล้ว.    คำว่า  โจทกเยว

ปฏิปฺผรติ   ได้แก่  เป็นผู้ขัดเเย้งกันแผ่ไป   คือย่อมตั้งอยู่ด้วยความเป็น  ผู้โต้-

เถียงกัน.  คำว่า  กินฺนุ  โข   ตุยฺห  ความว่า  ประโยชน์อะไรหนอ  ด้วยการ

กล่าวของท่านผู้โง่เขลา  ไม่ฉลาด   คือ  ย่อมแสดงว่า   ท่านย่อมไม่รู้เรื่องวัตถุ


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 956

แห่งอาบัติ     ย่อมไม่รู้จักการตำหนิ.     อธิบายว่า     แม้ท่านเองก็ไม่รู้จักอาบัติ

ท่านจึงสำคัญคำอะไร ๆ อันบุคคลพึงกล่าวอย่างนี้  ดังนั้น  โทษนั้นย่อมครอบงำ

ท่าน.  คำว่า  ปจฺจาโรเปติ   ความว่า  ย่อมกล่าวยกอาบัติขึ้นว่า  ท่านนั่นแหละ

ต้องอาบัติ   เป็นต้น.   คำว่า   ปฏิกโรหิ  ได้แก่  ย่อมแสดงว่า   ท่านจงแสดง

เทสนาคามินี   (คือการแสดงอาบัติตั้งแต่ถุลลัจจัย   จนถึงอาบัติต่ำสุด)   จงออก

จากวุฏฐานคามินี     (คือ   ออกจากอาบัติสังฆาทิเสส)     เมื่อตั้งมั่นอยู่ในความ

บริสุทธิ์จากอาบัติเหล่านั้น    จึงควรทักท้วงผู้อื่น  ดังนี้.  คำว่า  อญฺเนญฺ

ปฏิจรติ   ได้แก่  ย่อมกลบเกลื่อนซึ่งเหตุอย่างอื่นด้วยเหตุอื่น   หรือว่า  กลบ-

เกลื่อนซึ่งถ้อยคำด้วยถ้อยคำ.   คำว่า   อาปตฺตึ   อาปนฺโนสิ   ได้แก่   ย่อม

กล่าวว่า    ใครพูดว่าเราต้องอาบัติ     เราต้องอาบัติอะไร     ต้องอาบัติอย่างไร

ต้องอาบัติที่ไหน  ย่อมพูดอะไร ๆ อย่างนี้.

อีกอย่างหนึ่ง   เมื่อสงฆ์กล่าวว่า   อาบัติอะไร ๆ เห็นปานนี้   ท่านเห็น

หรือ  ดังนี้  ภิกษุนั้น  ย่อมไม่พึง   ย่อมไม่น้อมโสตเข้าไป.   คำว่า   พหิทฺธา

กถ  อปนาเมติ   ได้แก่  ถูกสงฆ์ถามว่า  ท่านต้องอาบัติชื่อนี้หรือ.   ภิกษุผู้ถูก

ถามนั้น    ก็จะพูดเป็นอย่างอื่นว่า   กระผมจะไปเมืองปาฏลีบุตร.   เมื่อสงฆ์ถาม

อีกว่า   พวกเราย่อมไม่ถามการไปเมืองปาฏลีบุตรของเธอ   ดังนี้.   ภิกษุนั้นก็จะ

พูดต่อไปว่า   เราไปสู่เมืองราชคฤห์.    สงฆ์กล่าวว่า   ท่านจะไปเมืองราชคฤห์

หรือไปบ้านพราหมณ์ก็ตาม    เธอก็ต้องอาบัติ  ดังนี้.    บรรดาคำพูดนอกเรื่อง

เหล่านั้น   เมื่อภิกษุกล่าวคำว่า   เนื้อสุกรอันเราได้แล้ว   เป็นต้น   ชื่อว่า   ย่อม

พูดสับสน.   คำว่า  โกป   ได้แก่  ความเป็นผู้โกรธแล้ว.   คำว่า  โทส  ได้แก่

เป็นผู้ประทุษร้ายแล้ว.     คำแม้ทั้งสองนี้     ก็เป็นชื่อของความโกรธนั่นแหละ.

คำว่า  อปฺปจฺจย  ได้แก่ กิริยาที่ไม่สันโดษ.   คำนี้เป็นชื่อของโทมนัส.  คำว่า


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 957

ปาตุกโรติ  ได้แก่ ย่อมแสดง  ย่อมประกาศ. คำว่า  พาหาวิกฺเขปกภณติ

ได้แก่  แกว่งแขนพูดถ้อยคำอันไม่มียางอาย.   คำว่า   วิเหเสติ ได้แก่   ย่อม

เบียดเบียน   ย่อมเสียดสี.   คำว่า   อนาทยิตฺวา ได้แก่  ไม่ถือเอาด้วยความ

เคารพยำเกรง   คือ   ดูหมิ่น   และไม่เอื้อเฟื้อ.    คำว่า   อติพาฬฺห ได้แก่

แน่วแน่ยิ่งเกินประมาณ.   คำว่า   มยิ  พฺยาวฏา    ได้แก่  ถึงการขวนขวายใน

เรา.   คำว่า   หีนายาวตฺติตฺวา   อธิบายว่า    ลาเพศมาเป็นคฤหัสถ์  เพื่อต้อง

การเป็นคนเลว.   ค่าว่า   อตฺตมนา  โหถ   ได้แก่  ย่อมกล่าวโดยประสงค์ว่า

ท่านทั้งหลาย   จงมีจิตยินดี   จงได้สิ่งอันเราพึงได้   จงอยู่ในที่อันเราพึงอยู่   จง

อยู่อย่างผาสุกอันเราทำแล้วเพื่อท่านทั้งหลาย   ดังนี้.

วาทะอันเป็นไปในคำว่า   อัตตาไม่มีสัญญา    ชื่อว่า   อสัญญีวาทะ.

อสัญญีวาทะนั้น   มีอยู่แก่บุคคลเหล่านั้น    เพราะเหตุนั้น     บุคคลเหล่านั้น  จึง

ชื่อว่า   อสัญญีวาทะ.   ความเห็นผิดว่า   อัตตามีรูป    ในคำว่า   รูปี  อตฺตา

เป็นต้น    ความว่า  ทิฏฐิว่า  อัตตามีรูป   ย่อมเกิดแก่บุคคลผู้ได้ฌาน   เพราะยึด

ถือกสิณรูปว่าเป็นอัตตา.  ส่วนความเห็นผิดของผู้ไม่ได้ฌานย่อมมีด้วยสักว่าการ

ตรึกเท่านั้น    เหมือนความเห็นผิดของอาชีวกทั้งหลาย.   ก็แล  ความเห็นผิดว่า

อัตตาไม่มีรูป  ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ได้ฌานเท่านั้น เพราะถือเอานิมิตในอรูปสมาบัติ

ว่าเป็นอัตตา.    ความเห็นผิดของผู้ไม่ได้ฌาน   ย่อมมีเพียงความตรึกอย่างเดียว

เหมือนความเห็นผิดของพวกนิครนถ์.  ก็ในที่นี้   บัณฑิตพึงสอบสวนถึงเหตุให้

แน่นอนในความเป็นแห่งอัตตาอันไม่มีสัญญาทีเดียว.  เพราะว่า บุคคลผู้มีความ

เห็นผิด  ยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น  ย่อมเป็นราวกะคนบ้า. คำว่าอัตตาทั้งที่มีรูป

และไม่มีรูป  ได้แก่  ความเห็นผิดที่ท่านกล่าวไว้   ด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ยึด

ถือเอารูปฌานและอรูปฌานปะปนกัน.   ทิฏฐินี้    ย่อมเกิดแก่บุคคลผู้ได้รูปาวจร

และอรูปาวจรสมาบัติบ้าง   แก่ผู้ตรึกเอาเองบ้าง.


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 958

ก็คำว่า  อัตตามีรูปก็ไม่ใช่  ไม่มีรูปก็ไม่ใช่  เป็นทิฏฐิของผู้ชอบ

ตรึกโดยส่วนเดียวเท่านั้น. คำว่า   อนฺตวา   (แปลว่า   อัตตามีที่สุด)   ได้แก่

ทิฏฐิของบุคคลผู้ถือปริตตกสิณ  (กสิณมีอารมณ์เล็กน้อย)  โดยความเป็นอัตตา.

คำว่า  อนนฺตวา  ได้แก่  ทิฏฐิของผู้ถือกสิณมีอารมณ์ไม่มีประมาณ.   คำว่า

อนฺตวา  จ  อนนฺตวา จ (แปลว่า  อัตตาทั้งที่มีที่สุดและหาที่สุดมิได้) ได้แก่

ทิฏฐิอันเกิดขึ้น    เพราะถือเอากสิณในเบื้องบนและเบื้องต่ำที่มีที่สุด    และถือ

เอากสิณในเบื้องขวางที่ไม่มีที่สุดว่าเป็นอัตตา.  คำว่า  เนวนฺตวา นานนฺตวา

(แปลว่า  อัตตามีที่สุดก็มิใช่  หาที่สุดมิได้ก็มิใช่)  ได้แก่ทิฏฐิของพวกชอบคิด

เท่านั้น.  บทที่เหลือในที่ทั้งปวง  มีอรรถตื้นทั้งนั้น   แล.

อัฏฐกนิทเทส  จบ

 

อรรถกถานวกนิทเทส

อธิบาย  มาติกาหมวด ๙

คำว่า อาฆาตวัตถุ  ๙  นี้  เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสัตว์ทั้งหลาย.  ธรรม

ทั้งหลายที่ชื่อว่า  ปุริสมละ  เพราะเป็นมลทินต่อบุรุษ. คำว่า นววิธา ได้แก่

มลทิน ๙ อย่าง  หรือว่า  ๙ ประเภท.

 

ตัณหามูลธรรม

คำว่า  ตณฺห  ปฏิจฺจ ได้แก่  เพราะอาศัยตัณหา   คำว่า  ปริเยสนา

ได้แก่  การแสวงหาอารมณ์มีรูปเป็นต้น.   จริงอยู่   เมื่อตัณหายังมีอยู่   อารมณ์

มีรูปเป็นต้นนั้นก็มีอยู่.   คำว่า  ลาโภ   ได้แก่   การได้อารมณ์มีรูปเป็นต้น.

จริงอยู่   เมื่อการแสวงหายังมีอยู่   อารมณ์มีรูปเป็นต้น    ก็มีอยู่.


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 959

ก็วินิจฉัยมี  ๔  ด้วยอำนาจแห่ง  ญาณ  ตัณหา  ทิฏฐิ  และวิตก.

ในคำเหล่านั้น    ปัญญาใดที่พึงรู้การวินิจฉัย   (การตัดสินใจ)  ได้โดย

ง่าย   ครั้นรู้การวินิจฉัยดีแล้ว    ก็ประกอบความสุขเนือง ๆ ในภายใน  นี้ชื่อว่า

ญาณวินิจฉัย.  วินิจฉัย ๒ คือ  ตัณหาวินิจฉัย  ทิฏฐิวินิจฉัย   อันมาแล้วใน

พระบาลีนั้น  ตัณหาวิจริต  ๑๐๘  ชื่อว่า  ตัณหาวินิจฉัย.  ทิฏฐิ ๖๒  ชื่อว่า

ทิฏฐิวินิจฉัย.  ก็ความตรึกนั่นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกว่า

วินิจฉัยในวิภังค์นี้  มาในพระสูตรนี้ว่า ดูก่อนจอมเทพ ฉันทะ (ความพอใจ)

แล   เป็นเหตุแห่งความตรึก   ดังนี้.

จริงอยู่   บุคคลใดได้ลาภแล้ว   ย่อมวินิจฉัยซึ่งสิ่งนั้น ๆ ว่า   สิ่งนี้เป็น

ของชอบใจ  สิ่งนี้ไม่ชอบใจ  หรือว่าสิ่งนี้ดี   สิ่งนี้ไม่ดีด้วยความตรึกนั่นแหละ

คือ    โดยตรึกว่า    สิ่งของมีประมาณเท่านี้     จักมีแก่เรา    เพื่อความเจริญแห่ง

รูปารมณ์   สิ่งของมีประมาณเท่านี้   จักมีแก่เรา  เพื่อความเจริญแห่งสัททารมณ์

เป็นต้น    สิ่งของมีประมาณเท่านี้สมควรแก่เรา   สิ่งของมีประมาณเท่านี้สมควร

แก่ผู้อื่น     เราจักบริโภคมีประมาณเท่านี้     จักเก็บไว้มีประมาณเท่านี้   ดังนี้

ด้วยเหตุนั้น     พระผู้มีพระภาคเจ้า   จึงตรัสว่า   เพราะอาศัยการได้    จึงเกิดการ

วินิจฉัย  ดังนี้.

คำว่า   ฉนฺทราโค  ได้แก่  ราคะ  คือ  ความยินดี  อันมีกำลังทราม

ด้วย  อันมีกำลังมากด้วย   ย่อมเกิดในวัตถุอันตรึกด้วยอกุศลวิตก  อย่างนี้.  ก็

คำว่า ฉนฺโท ในวิภังค์นี้   เป็นชื่อของราคะมีกำลังทราม.  คำว่า อชฺโฌสาน

ได้แก่  ความยึดถืออันมีกำลังว่า   เป็นเรา    เป็นของของเรา    ดังนี้.   คำว่า

ปริคฺคโห   แปลว่า  ความหวงแหน   ได้แก่   การทำความหวงแหนด้วยอำนาจ

แห่งตัณหาและทิฏฐิ.  คำว่า   มจฺฉริย  ความตระหนี่  ได้แก่ ความไม่อดทน


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 960

เพื่อให้เป็นของสาธารณะแต่ชนเหล่าอื่น.    ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ    อาจารย์ใน

ปางก่อน จึงกล่าวความหมายแห่งตัณหาและทิฏฐินั้นไว้อย่างนี้ว่า ความอัศจรรย์

นี้จงมีแก่เราเท่านั้น     จงอย่ามีแก่บุคคลอื่น   เป็นต้น    เพราะความเป็นไปแห่ง

ตัณหาและทิฏฐินั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้า   จึงตรัสเรียกธรรมนี้ว่า  ความตระหนี่

ดังนี้.   คำว่า   อารกฺโข   แปลว่า   การรักษา  ได้แก่   การรักษาด้วยดี    ด้วย

อำนาจแห่งการคุ้มครองป้องกันสิ่งของนั้น  ๆ     โดยการปิดประตูและเก็บไว้ใน

หีบเป็นต้น.    คำว่า   อธิกโร    ได้แก่   อธิกรณ์    คือเรื่องที่เกิดขึ้น.    คำว่า

อธิกรณ์นี้   เป็นชื่อของเหตุ.  คำว่า  อารกฺขาธิกรณ  นี้   เป็นศัพท์นปุงสก-

ลิงค์   ในความมี   ความเป็น   อธิบายว่า   เป็นเหตุแห่งการรักษา.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า   ตรัสตัณหามูลกธรรม ๙   เพื่อห้ามอกุศลธรรม

อื่น ๆ ในเพราะการเบียดเบียนสัตว์มีการจับท่อนไม้เป็นต้น.   การจับถือท่อน-

ไม้   ท่านเรียกว่า   ทัณฑาทานะ.   การจับถือศาสตรามีคมข้างเดียว   เป็นต้น

ชื่อว่า    สัตถาทานะ.    การทะเลาะด้วยกายก็ตาม    การทะเลาะด้วยวาจาก็ตาม

ชื่อว่า   การทะเลาะ.   ความพิโรธ   การโต้เถียงเกิดขึ้นก่อน   การวิวาทเกิดขึ้น

ทีหลัง.     คำว่า    ตุว  ตุว    เป็นถ้อยคำที่ไม่เคารพ   ท่านแก้ศัพท์นี้ว่าเป็น

ตฺวตฺว  ดังนี้.

การสั่นสะเทือน  การหวั่นไหว  ชื่อว่า อิญชิตะ.  พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสมานะนั่นแหละไว้ในคำว่า   อสฺมิ   (แปลว่า   เป็นเรา)  ไว้ด้วยบททั้งปวง

ซึ่งมีคำว่า   อิญฺชิตเมต   เป็นต้น.    จริงอยู่    มานะ    แม้เป็นไปแล้วในคำว่า

เป็นเรา  ดังนี้  ก็ชื่อว่า  อิญชิตะนั่นแหละ.   เนวสัญญีนาสัญญี อันเป็นไป

 

๑.   เหตุ  ได้แก่  การทะเลาะ   การแก่งแย่ง   การพูดขึ้นมึงกู   เป็นต้น

๒.   หมายถึงการพูดเร็ว ๆ ว่า  ท่าน ๆ

๓.   เราจักเป็นสัตว์  มีสัญญาก็ไม่ใช่  ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 961

ในคำว่า    นี้เป็นเรา   ก็ดี    หรือเราจักเป็นไปก็ดี   ก็ชื่อว่า   อิญชิตะ.   มานะ

นั่นแหละ   พระผู้มีพระภาคเจ้า   ตรัสไว้แม้ด้วยหมวดเก้าที่เหลือ.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า   ย่อมตรัสว่า   ชื่อว่า  มานะ  เพราะความหวั่น-

ไหว.   ชื่อว่า  ความหวั่นไหวเพราะความสำคัญตน.   ชื่อว่า   ความสำคัญตน

เพราะความดิ้นรน.    ชื่อว่า   ความดิ้นรน    เพราะเป็นธรรมยังสัตว์ให้เนิ่นช้า.

ธรรมที่ยังสัตว์ให้เนิ่นช้า   ชื่อว่า  สังขตะ   เพราะการปรุงแต่ง  ด้วยเหตุนั้น  ๆ

ดังนี้.  บทที่เหลือในที่ทั้งปวง  มีอรรถตื้นทั้งนั้น  แล.

นวกนิทเทส  จบ

 

อรรถกถาทสกนิทเทส

อธิบาย  มาติกาหมวด ๑๐

กิเลสวัตถุ ๑๐ คือ   กิเลส ๑๐ นั่นแหละ.   ก็ในนิทเทสนี้   กิเลสวัตถุนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรื่องนี้กับด้วยอาฆาตอันเกิดขึ้นในอฐานะ.    ซึ่งเป็นดัง

กระทบตอไม้และหนามเป็นต้น    อันบุคคลไม่พึงให้กำเริบ    ด้วยสามารถแห่ง

บททั้งหลายมีคำว่า  อนตฺถ  เม  อจริ  เป็นต้น    แปลว่า   ผู้นี้ได้ทำความเสื่อม

เสียแก่เรา.   คำว่า   มิจฺฉาาณ     ในมิจฉัตตะ ๑๐ ได้แก่   โมหะอันเกิดขึ้น

โดยกิริยาที่พิจารณาว่า    บรรดาการทำบาปทั้งหลาย    เราขจัดได้แล้ว    ขจัดดี

แล้ว     ด้วยสามารถแห่งความคิดโดยอุบาย.    คำว่า    มิจฺฉาวิมุตฺติ       ได้แก่

ธรรมที่เป็นชื่อของวิมุตติ   ของบุคคลผู้ยังไม่หลุดพ้นอยู่นั่นแหละ.   บทที่เหลือ

ในที่ทั้งปวง  มีอรรถตื้นทั้งนั้น  แล.

ทสกนิทเทส  จบ


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 962

อรรถกถาตัณหาวิจริตนิทเทส

อธิบาย   ตัณหาวิจริต

คำว่า  ตณฺหาวิจริตานิ  ได้แก่ ความปรากฏแห่งตัณหา  ความเป็น

ไปทั่วแห่งตัณหา.  คำว่า อชฺฌตฺติกสฺส  อุปาทาย  แปลว่า  อาศัยเบญจขันธ์

ภายใน.   ก็คำว่า    อชฺฌตฺติกสฺส   นี้   เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยา-

วิภัตติ.    คำว่า    อสฺมีติ   โหติ  แปลว่า   ตัณหาว่า   เรามี  ดังนี้  ก็มี  ได้แก่

คำว่า   เรามี  ดังนี้ก็มี   เพราะอาศัยขันธปัญจกะภายใน   นี้ใด   แล้วถือเอาการ

ประชุมแห่งปัญจขันธ์นั้น    ด้วยสามารถแห่งตัณหา  มานะ   ทิฏฐิ.   อธิบายว่า

ครั้นเมื่อการประชุมแห่งปัญจขันธ์นั้น     ยังมีอยู่    การยึดถือว่าเรามีอยู่    จึงมี.

ในคำว่า  อิตฺถสฺมีติ   โหติ  แปลว่า  เราเป็นโดยประการนี้   ดังนี้  ก็มีเป็นต้น

พึงทราบว่า  เมื่อการยึดถือเอา   โดยการประชุมกันว่า    เรามีอยู่อย่างนี้     มีอยู่

การยึดถือ ๒ อย่าง     ย่อมมี   คือ   ความยึดถือเอา    โดยการไม่เปรียบเทียบ

(อนุปนิธาย)   และการถือเอาโดยการเปรียบเทียบ   (อุปนิธาย) ฯ  ใน ๒ อย่าง

นั้น    คำว่า   อนุปนิธาย    ได้แก่การไม่อาศัยอาการอย่างอื่นว่า    เรามีอยู่โดย

ประการนี้  เพราะทำภาวะของตนเท่านั้นให้เป็นอารมณ์.  อธิบายว่า  การยึดถือ

เอา  ด้วยสามารถแห่งตัณหา  มานะ  ทิฏฐิ  อย่างนี้  ว่า  บรรดาชนทั้งหลายมี

กษัตริย์เป็นต้น    เราเป็นอย่างนี้   ดังนี้    เรียกว่า   การยึดถือเอาโดยอนุปนิธายะ

ก่อน.

ส่วนการยึดถือเอา  โดยอุปนิธายะ  มี ๒ อย่าง  คือ  โดยความเปรียบ

เทียบเสมอกับตน  และไม่เสมอกับตน.  เพื่อแสดงการยึดถือนั้น   พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า  จึงตรัสว่า  เอวสฺมิ  และว่า  อญฺถสฺมิ   ด้วย.  บรรดาคำเหล่านั้น


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 963

คำว่า   เอวสฺมิ   นี้    เป็นการยึดถือโดยเปรียบเทียบเสมอกับตน.    อธิบายว่า

กษัตริย์นี้ฉันใด    พราหมณ์นี้ฉันใด    แม้ตัวเราก็ฉันนั้น    ดังนี้.    คำว่า

อญฺถสฺมิ  นี้  เป็นการยึดถือเปรียบเทียบโดยความไม่เสมอกับตน   อธิบายว่า

กษัตริย์นี้  ฉันใด  พราหมณ์นี้  ฉันใด  เราเป็นอย่างอื่น  คือเลวกว่า  หรือว่า

ยิ่งกว่าชนเหล่านั้น  ดังนี้.  ตัณหาวิจริต  ๔ เหล่านี้   พระผู้มีพระภาคเจ้า  ตรัส

ด้วยสามารถแห่งปัจจุบันก่อนนั่นแหละ.     ส่วนตัณหาวิจริต  ๔  เหล่านี้มีซึ่งจัก

เกิดเป็นต้น     ตรัสไว้ด้วยอำนาจแห่งอนาคต.    บัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่ง

ตัณหาเหล่านั้น  โดยนัยที่กล่าวแล้วในหมวด ๔ ดังที่กล่าวไว้ก่อนนั่นแหละ.

คำว่า   อสฺมิ   ได้แก่  เราเที่ยง.   คำว่า  สาตสฺมิ   ได้แก่  เราไม่เที่ยง.

อีกอย่างหนึ่ง พระบาลีว่า อสสฺมิ  สตสฺมิ  ดังนี้ก็มี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า

อตฺถิ  เป็นอสธาตุ.   คำว่า   อตฺถิ   นี้เป็นชื่อของคำว่าเที่ยง.   คำว่า   สีทติ

เป็นสตธาตุ.   คำว่า   สีทติ  นี้  เป็นชื่อของคำว่า  ไม่เที่ยง.   เพราะเหตุนั้น

บัณฑิตพึงทราบบททั้ง ๒ เหล่านี้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า  ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่ง

สัสสตะและอุจเฉทะ.    บททั้ง ๔  ข้างหน้าแต่นี้     มีคำว่า   สิย    เป็นต้น     พึง

ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งความสงสัยและความกังวล

ใจ.    บทเหล่านั้น    พึงทราบเนื้อความโดยนัยที่กล่าวไว้ในหนวด ๔ แรกนั้น

แหละ.   ก็บททั้ง ๔ มีคำว่า  อปาห  สิย  เป็นต้น   พระผู้มีพระภาคเจ้า  ตรัส

ไว้ด้วยสามารถแห่งอาการปรารถนา    อย่างนี้ว่า    ชื่อว่า    เราพึงมีโดยประการ

นั้น  ๆ บ้าง.   บททั้ง ๔ เหล่านั้น    พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหมวด ๔ แรก

นั่นแหละ.

 

๑.  เราพึงเป็น  เราพึงเป็นโดยประการนี้   เราพึงเป็นอย่างนั้น  เราพึงเป็นโดยประการอื่น

๒.  เราพึงเป็นบ้าง เราพึงเป็นโดยประการนี้บ้าง เราพึงเป็นอย่างนั้นบ้าง เราพึงเป็นประการอื่นบ้าง


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 964

ในบทเหล่านั้น  บัณฑิตพึงทราบอย่างนี้.

เทฺว ทิฏิสีสา จตฺตาโร      สุทฺธสีสา สีสมูลกา

ตโย ตโยติ เอตาน             อฏฺารส  วิภาวเย.

แปลว่า

บัณฑิตพึงชี้แจงตัณหาวิจริตธรรม

๑๘  เหล่านี้   คือ ๒ บท   ชื่อว่า   ทิฏฐิสีสะ

(มีทิฏฐิเป็นประธาน)   ๔ บทเป็นสุทธสีสะ

บทละสาม รวม ๑๒ บท เป็นสีสมูลกะ ดังนี้.

จริงอยู่    ในบทเหล่านั้น     สองบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้า   ตรัสไว้ด้วย

สามารถแห่ง สัสสตะ  และอุจเฉทะ   ชื่อว่า  ทิฏฐิสีสะ.   สี่บทเหล่านี้   คือ

อสฺมิ  (แปลว่า  ตัณหาว่าเราเป็น)  ภวิสฺส  (ตัณหาว่าเราจักเป็น) สิย (ตัณหา

ว่าเราพึงเป็น)   อปาห   สิย  (ตัณหาว่าเราพึงเป็นบ้าง)    ชื่อว่า    สุทธสีสะ

เท่านั้น.  สิบสองบท  คืออย่างละ ๓ มีคำว่า  อิตฺถสฺมิ   เป็นต้น    (ตัณหาว่า

เราเป็นโดยประการนี้)  ชื่อว่า สีสมูลกะ  เพราะฉะนั้นพึงทราบ  ตัณหาวิจริต

ธรรมเหล่านั้น  อย่างนี้ว่า  สองบท ชื่อว่า ทิฏฐิสีสะ  สี่บท ชื่อว่า  สุทธสีสะ

สิบสองบท  ชื่อว่า  สีสมูลกะ  ดังนี้.

บัดนี้   พระผู้มีพระภาคเจ้า  เพื่อทรงจำแนกแสดงธรรมเหล่านั้น (ตัณ-

หาวิจริต)   โดยลำดับเทียว   จึงเริ่มคำว่า   กถญฺจ   อสฺมีติ   โหติ   เป็นอาทิ

(แปลว่า   ก็ตัณหาว่า   เรามี   คือ  อย่างไร).  บรรดาคำเหล่านั้น    คำว่า  กิญฺจิ-

ธมฺม   อนวการึ    กริตฺวา     (แปลว่า    ไม่ทำการแยกธรรมอันใดอันหนึ่ง)

อธิบายว่า   ไม่ทำการแยกธรรมอะไร ๆ    แม้สักอย่างหนึ่ง    คือไม่ถือเอาแต่ละ

อย่างในบรรดาธรรมทั้งหลายมีรูป  เวทนาเป็นต้น   โดยถือเอารวมกันนั่นแหละ.


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 965

คำว่า  อสฺมีติ  ฉนฺท  ปฏิลภติ  (แปลว่า  ย่อมได้ฉันทะ  คือ ความพอใจ

ว่า เรามี ดังนี้)  อธิบายว่า  ถือเอาเบญจขันธ์รวมกันทั้งหมด  แล้วย่อมได้ตัณหา

ว่าเราดังนี้.  แม้ในคำว่า  มานะ  ทิฏฐิ  ก็นัยนี้.   ในธรรมเหล่านั้น  (คือ  ตัณหา

มานะ  ทิฏฐิ)   นิทเทสนี้    เป็นตัณหาวิจริตนิทเทส   แม้ก็จริง   ถึงอย่างนั้น

มานะ  ทิฏฐิก็ไม่เว้นจากตัณหา.  เพราะฉะนั้น  ในตัณหาวิจริตนิทเทสนี้ พระ-

ผู้มีพระภาคเจ้า   จึงตรัสมานะและทิฏฐิไว้  ด้วยสามารถแห่งอรรถอย่างเดียวกัน

กับตัณหาวิจริตนั้น.  อีกอย่างหนึ่งแม้ธรรมทั้งสาม  คือ  ตัณหา  มานะ  ทิฏฐิ

ซึ่งเป็นธรรมทำสัตว์ให้เนิ่นช้านี้      พระผู้มีพระภาคเจ้า     ทรงยกขึ้นแสดงโดย

ตัณหาสีสะ (คือ มีตัณหาเป็นประธาน). ส่วนมานะทิฏฐิ พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงถือเอา  เพื่ออธิบายตัณหานั้นโดยสมควรแก่ธรรมที่ยกขึ้นแสดงเท่านั้น.  อีก

อย่างหนึ่ง   พระผู้มีพระภาคเจ้า   เมื่อทรงแสดงธรรมเครื่องเนิ่นช้า  คือ  ตัณหา

จึงตรัสไว้อย่างนี้     เพื่อแสดงแม้ธรรมเครื่องเนิ่นช้าที่เหลือ     (คือมานะทิฏฐิ)

กับตัณหานั้นนั่นแหละ.  คำว่า  ตสฺมึ   สติ  อิมานิ  ปปญฺจิตานิ  (แปลว่า

เมื่อธรรมทั้ง ๓ มีอยู่   ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้าเหล่านั้น)   อธิบายว่า    ครั้นเมื่อ

ธรรมเครื่องเนิ่นช้า  ๓ อย่าง   ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า    ตรัสไว้โดยนัยว่า   ตสฺมึ

อสฺมีติ ฉนฺทปฏิลภติ เป็นต้น  มีอยู่  ธรรมเหล่านี้  มีคำว่า  อิตฺถสฺมีติ  วา

(แปลว่า   เราเป็นโดยประการนั้น)   เป็นต้น    ย่อมเป็นธรรมเครื่องให้เนิ่นช้า

แล้ว   ดังนี้.

ในคำทั้งหลายมีคำว่า  ขตฺติโยสฺมิ (แปลว่า  ตัณหาว่า เราเป็นกษัตริย์

เป็นต้น)  บัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้ว่า   เราชื่อว่า   เป็นกษัตริย์ ด้วย

เสนาอำมาตย์เป็นต้นอภิเษก   (แต่งตั้ง)  เราชื่อว่าเป็นพราหมณ์  ด้วยความเป็น

ปุโรหิต    โดยการเรียนมนต์เป็นต้น   เราชื่อว่าเป็นแพศย์  ด้วยการรักษานาและ


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 966

โคเป็นต้น    เราชื่อว่า   เป็นเช่นชาติศูทร   ด้วยความเป็นผู้แสวงหาอาหาร   เรา

ชื่อว่าเป็นผู้ครองเรือน  ด้วยลักษณะของคฤหัสถ์  ดังนี้  คำว่า เอว  อิตฺถสฺมีติ

โหติ   (แปลว่า   ตัณหาว่า   เราเป็นอย่างนั้น)   อธิบายว่า   ตัณหา   ย่อมยังวิธี

การแห่งกษัตริย์เป็นต้นในชนทั้งหลายมีกษัตริย์เป็นต้น   ให้เกิดขึ้นในตนอย่าง

นี้แล้ว   จึงพอใจวิธีการโดยประการอย่างนี้ว่า   เป็นเรา   ดังนี้.   ในคำว่า  ยถา

โส     ขตฺติโย  เป็นต้น      พึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้ว่า   ชนนั้นเป็นกษัตริย์

ด้วยเสนาอำมาตย์เป็นต้นอภิเษก   ฉันใด   แม้เราก็เป็นกษัตริย์   ฉันนั้น.

ในนัยที่ ๒ พึงทราบความโดยนัยนี้ว่า บุคคลนั้นเป็นกษัตริย์ โดยเสนา

อำมาตย์เป็นต้นอภิเษก   ฉันใด   แต่เราหาเป็นกษัตริย์เช่นนั้นไม่   คือว่า   เป็น

คนเลวกว่าคนนั้น   หรือว่าประเสริฐกว่า ดังนี้.  แม้ในนิทเทสแห่งคำว่า  ภวิสฺส

เป็นต้นก็นัยนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้า    ครั้นทรงจำแนกตัณหาวิจริตอาศัยเบญจขันธ์ภาย

ในอย่างนี้แล้ว     บัดนี้      เพื่อทรงจำแนกตัณหาวิจริตอาศัยเบญจขันธ์ภายนอก.

จึงตรัสคำว่า  ตตฺถ  กตมานิ   เป็นอาทิ.  บรรดาคำเหล่านั้น  คำว่า  พาหิรสฺส

อุปาทาย   ได้เเก่   อาศัยเบญจขันธ์ภายนอก.    จริงอยู่    แม้คำว่า   พาหิรสฺส

อุปาทาย  นี้    ก็เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ.    คำว่า   อิมินา

ได้แก่   ด้วยรูปนี้ ฯลฯ   หรือว่า    ด้วยวิญญาณนี้.  ก็คำที่เหลือ   บัณฑิตพึง

ทราบเนื้อความ   โดยนัยที่กล่าวแล้วในอุทเทสวาระก่อนนั่นแหละ.  ในนิทเทส-

วาระ   คำว่า  อวการึ  กริตฺวา   ได้แก่ ทำการแยกเบญจขันธ์.   ในคำทั้งหลาย

มีคำว่า อิมินา อสฺมีติ  ฉนฺทปฏิลภติ เป็นต้น  บัณฑิตพึงทราบเนื้อความ

อย่างนี้ว่า    บุคคลถือเอาเบญจขันธ์    อย่างนี้ว่า     อิมินา  รูเปน  วา   ฯลฯ

วิญฺาเณน  วา  ดังนี้  โดยเอกเทส  ย่อมได้ฉันทะว่า  เรามีด้วยรูปนี้  เป็นต้น.

 


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 967

ในคำทั้งหลายมีคำว่า  อิมินา  ขตฺติโยสฺมิ   เป็นต้น    พึงทราบเนื้อ

ความโดยนัยก่อนนั่นแหละ.   อย่างนี้ว่า   เราเป็นกษัตริย์ด้วยฉัตร   หรือว่าด้วย

พระขรรค์   หรือว่าด้วยเสนาอำมาตย์อภิเษก   ดังนี้.   จริงอยู่    บทว่า   อิมินา

เป็นสักว่าบทเท่านั้น  คือเป็นคำวิเศษ   ในข้อนี้.   บทที่ท่านกล่าวว่า   อิมินา

ดังนี้นั่นแหละ    แม้ในคำว่า    ยถา  โส  ขตฺติโย   เป็นต้น    ก็เป็นบทวิเศษ.

เพราะฉะนั้น   บัณฑิตครั้นประกอบทอย่างนี้ว่า   เป็นกษัตริย์ด้วยสามารถแห่ง

รูปนั้น  ฉันใด   แม้เราก็ฉันนั้น  หรือว่า  เป็นกษัตริย์ด้วยพระขรรค์  หรือว่า

ด้วยฉัตร  หรือว่าด้วยเสนาอำมาตย์อภิเษกนี้   ฉันใด   เราก็ฉันนั้น  ดังนี้   พึง

ทราบเนื้อความในบททั้งปวงโดยนัยนี้.    คำว่า  อิมินา  นิจฺโจสฺมิ  (แปลว่า

เราเที่ยงด้วยรูปนี้)     อธิบายว่า    ครั้นทำการแยกเบญจขันธ์แล้วก็ถือเอาธรรม

อย่างหนึ่งในรูปเป็นต้นนั่นแหละว่าเป็นเรา    แล้วย่อมสำคัญว่า    เราเที่ยง   เรา

ยั่งยืนด้วยพระขรรค์นี้   หรือว่าด้วยฉัตร   ดังนี้.   แม้ในคำว่า   อุจเฉททิฏฐิ   ก็

นัยนี้.   คำที่เหลือในบททั้งปวง   พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้ว.

คำว่า  อิติ เอวรูปานิ อตีตินิ  ฉตฺตึส   ได้แก่  ตัณหาวิจริตใน

อดีต  ของแต่ละบุคคล  มี ๓๖.  คำว่า  อนาคตานิ  ฉตฺตึส  ได้แก่  ตัณหา

วิจริต  ในอนาคต  ของแต่ละบุคคลนั่นแหละ มี ๓๖.  คำว่า ปจฺจุปฺปนฺนานิ

ฉตฺตึส   ได้แก่  ตัณหาวิจริตในปัจจุบัน ๓๖  ของบุคคลคนหนึ่ง ๆ  หรือว่า

มากคนด้วยสามารถแห่งตัณหาตามที่ได้.    ก็บัณฑิตพึงทราบตัณหาวิจริตของ

สัตว์ทั้งปวงในอดีตโดยส่วนเดียวเท่านั้นมี ๓๖  ในอนาคต ๓๖  ในปัจจุบัน ๓๖

ดังนี้.  จริงอยู่   สัตว์ทั้งหลายชนิดที่มีตัณหา  มานะ   ทิฏฐิ   มิใช่เช่นเดียวกัน

มีมากนายหาที่สุดมิได้.   อนึ่ง   ในข้อว่า  อฏฺสต  ตณฺหาวิจริต  โหติ  นี้


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 968

บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในที่นี้   อย่างนี้ว่า   ตัณหาวิจริต   กล่าวคือ  ตัณหา

๑๐๘  ดังนี้นั่นแหละ.   บทที่เหลือในที่ทั้งปวง   มีอรรถตื้นทั้งนั้น   แล.

ตัณหาวิจริตนิทเทส  จบ

 

ในทิฏฐิคตนิทเทส

คำว่า    พฺรหฺมชาเล   เวยฺยากรเณ ได้แก่   พระสูตรที่หนึ่งแห่ง

คัมภีร์ทีฆนิกาย  อันเป็นคำไวยากรณ์  ชื่อว่า พรหมชาละ.  คำว่า  วุตฺตานิ

ภควตา ได้แก่ ภาษิตที่พระศาสดา ตรัสโดยพระองค์เอง.  ในคำว่า  จตฺตาโร

สสฺสตวาทา เป็นต้น     บัณฑิตพึงทราบประเภท    และเนื้อความแห่งทิฏฐิ

โดยนัยที่กล่าวในพรหมชาลสูตร   มีคำว่า   เต จ  โภนฺโต  สมณพฺราหฺมณา

กิมาคมฺม  กิมารพฺภ   สสฺสตวาทา  สสฺสต  อตฺตานญฺจ โลกญฺจ  ปญฺ-

เปนฺติ    จตูหิ   วตฺถูหิ เป็นต้น   นั่นแหละ    (แปลว่า   ก็สมณพราหมณ์   ผู้

เจริญ   ซึ่งมีวาทะว่าเที่ยงเหล่านั้น    อาศัยอะไร   ปรารภอะไร    จึงบัญญัติว่า

อัตตา   และโลกเที่ยง   ด้วยเหตุ ๔ ประการ)   ดังนี้.

วรรณนาขุททกวัตถุวิภังค์ในอรรถกถาวิภังค์  ชื่อสัมโมหวิโนทนี  จบ


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 969

๑๘.  ธัมมหทยวิภังค์

สัพพสังคาหิกวาระ

[๑๐๗๓]  ขันธ์มีเท่าไร อายตนะมีเท่าไร ?   ธาตุมีเท่าไร ?

สัจจะมีเท่าไร อินทรีย์มีเท่าไร เหตุมีเท่าไร อาหารมีเท่าไร ?

ผัสสะมีเท่าไร ? เวทนามีเท่าไร สัญญามีเท่าไร เจตนามีเท่าไร ?

จิตมีเท่าไร ?

[๑๐๗๔]   ขันธ์มี ๕  อายตนะมี ๑๒  ธาตุมี ๑๘ สัจจะมี ๔   อินทรีย์มี

๒๒ เหตุมี ๙   อาหารมี ๔   ผัสสะมี ๗  เวทนามี ๗  สัญญามี ๗   เจตนามี ๗

จิตมี ๗.

[๑๐๗๕]  ในธรรมเหล่านั้น ขันธ์ ๕ เป็นไฉน ?

คือ  รูปขันธ์  เวทนาขันธ์  สัญญาขันธ์  สังขารขันธ์   วิญญาณขันธ์

เหล่านี้เรียกว่า   ขันธ์   ๕.

[๑๐๗๖]  อายตนะ ๑๒ เป็นไฉน ?

คือ  จักขายตนะ  รูปายตนะ  โสตายตนะ  สัททายตนะ  ฆานายตนะ

คันธายตนะ  ชิวหายตนะ  รสายตนะ  กายายตนะ  โผฏฐัพพายตนะ  มนายตนะ

ธัมมายตนะ.

เหล่านี้เรียกว่า   อายตนะ  ๑๒.

[๑๐๗๗]  ธาตุ  ๑๘  เป็นไฉน ?

คือ  จักขุธาตุ   รูปธาตุ   จักขุวิญญาณธาตุ  โสตธาตุ  สัททธาตุ  โสต-

วิญญาณธาตุ  ฆานธาตุ    คันธธาตุ    ฆานวิญญาณธาตุ  ชิวหาธาตุ    รสธาตุ


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 970

ชิวหาวิญญาณธาตุ    กายธาตุ    โผฏฐัพพธาตุ    กายวิญญาณธาตุ     มโนธาตุ

ธัมมธาตุ   มโนวิญญาณธาตุ.

เหล่านี้เรียกว่า   ธาตุ ๑๘.

[๑๐๗๘]   สัจจะ ๔  เป็นไฉน ?

คือ   ทุกขสัจจะ   สมุทยสัจจะ   มัคคสัจจะ   นิโรธสัจจะ

เหล่านั้นเรียกว่า   สัจจะ ๔.

[๑๐๗๙]  อินทรีย์ ๒๒ เป็นไฉน ?

คือ  จักขุนทรีย์  โสตินทรีย์   ฆานินทรีย์   ชิวหินทรีย์    กายินทรีย์

มนินทรีย์    อิตถินทรีย์    ปุริสินทรีย์    ชีวิตินทรีย์    สุขินทรีย์    ทุกขินทรีย์

โสมนัสสินทรีย์    โทมนัสสินทรีย์    อุเปกขินทรีย์    สัทธินทรีย์    วิริยินทรีย์

สตินทรีย์  สมาธินทรีย์  ปัญญินทรีย์  อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์  อัญญินทรีย์

อัญญาตาวินทรีย์.

เหล่านั้นเรียกว่า   อินทรีย์  ๒๒.

[๑๐๘๐]  เหตุ  ๙ เป็นไฉน ?

คือ   กุศลเหตุ ๓  อกุศลเหตุ ๓  อัพยากตเหตุ ๓

ในเหตุ ๙ เหล่านั้น  กุศลเหตุ ๓ เป็นไฉน ?

คือ กุศลเหตุ  คือ  อโลภะ กุศลเหตุ คือ อโทสะ กุศลเหตุ คือ อโมหะ

เหล่านี้เรียกว่า   กุศลเหตุ ๓.

อกุศลเหตุ ๓ เป็นไฉน ?

คือ อกุศลเหตุ คือ โลภะ อกุศลเหตุ คือ โทสะ  อกุศลเหตุ  คือ โมหะ

เหล่านี้ เรียกว่า   อกุศลเหตุ ๓.

อัพยากตเหตุ ๓ เป็นไฉน ?

 

๑. ม.  อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 971

คือ   อโลภะ    อโทสะ    อโมหะ    ฝ่ายวิบากแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย

หรือในกิริยาอัพยากตธรรมทั้งหลาย.

เหล่านั้นเรียกว่า  อัพยากตเหตุ.

[๑๐๘๑]  อาหาร ๔  เป็นไฉน ?

คือ   กพฬิงการาหาร   ผัสสาหาร   มโนสัญเจตนาหาร   วิญญาณาหาร

เหล่านี้เรียกว่า   อาหาร ๔.

[๑๐๘๒]  ผัสสะ ๗  เป็นไฉน ?

คือ   จักขุสัมผัส   โสตสัมผัส   ฆานสัมผัส    ชิวหาสัมผัส    กายสัมผัส

มโนธาตุสัมผัส  มโนวิญญาณธาตุสัมผัส.

เหล่านี้เรียกว่า   ผัสสะ ๗

[๑๐๘๓]  เวทนา ๗ เป็นไฉน ?

คือ   เวทนาเกิดแต่จักขุสัมผัส   เวทนาเกิดแต่โสตสัมผัส     เวทนาเกิด

แต่ฆานสัมผัส    เวทนาเกิดแต่ชิวหาสัมผัส    เวทนาเกิดแต่กายสัมผัส    เวทนา

เกิดแต่มโนธาตุสัมผัส   เวทนาเกิดแต่มโนวิญญาณธาตุสัมผัส.

เหล่านี้เรียกว่า  เวทนา ๗.

[๑๐๘๔]  สัญญา ๗ เป็นไฉน ?

คือ   สัญญาเกิดแต่จักขุสัมผัส    สัญญาเกิดแต่โสตสัมผัส    สัญญาเกิด

แต่ฆานสัมผัส  สัญญาเกิดแต่ชิวหาสัมผัส   สัญญาเกิดแต่กายสัมผัส   สัญญาเกิด

แต่มโนธาตุสัมผัส   สัญญาเกิดแต่มโนวิญญาณธาตุสัมผัส.

เหล่านี้เรียกว่า   สัญญา ๗.


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 972

[๑๐๘๕]  เจตนา ๗ เป็นไฉน ?

คือ   เจตนาเกิดแต่จักขุสัมผัส    เจตนาเกิดแต่โสตสัมผัส     เจตนาเกิด

แต่ฆานสัมผัส   เจตนาเกิดแต่ชิวหาสัมผัส   เจตนาเกิดแต่กายสัมผัส   เจตนาเกิด

แต่มโนธาตุสัมผัส   เจตนาเกิดแต่มโนวิญญาณธาตุสัมผัส

เหล่านี้เรียกว่า   เจตนา   ๗.

[๑๐๘๖]  จิต ๗  เป็นไฉน ?

คือ  จักขุวิญญาณ    โสตวิญญาณ    ฆานวิญญาน    ชิวหาวิญญาณ

กายวิญญาณ   มโนธาตุ   มโนวิญญาณธาตุ.

เหล่านี้เรียกว่า   จิต ๗.

 

อุปปัตตานุปปัตติวาระ

กามธาตุ

[๑๐๘๗]  ในกามธาตุมีขันธ์เท่าไร  ฯลฯ มีจิตเท่าไร ?

ในกามธาตุ   มีขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ สัจจะ ๓ อินทรีย์ ๒๒

เหตุ ๙ อาหาร ๔  ผัสสะ ๗  เวทนา ๗ สัญญา ๗  เจตนา ๗ จิต ๗

บรรดาธรรมเหล่านั้น     ขันธ์ ๕ ในกามธาตุ  เป็นไฉน ?

คือ   รูปขันธ์ ฯลฯ   วิญญาณขันธ์    เหล่านี้เรียกว่า    ขันธ์ ๕ ใน

กามธาตุ.

อายตนะ ๑๒ ในกามธาตุ  เป็นไฉน ?

คือ  จักขายตนะ  รูปายตนะ ฯลฯ ฆานายตนะ  ธัมมายตนะ เหล่านี้

เรียกว่า  อายตนะ  ๑๒ ในกามธาตุ.

ธาตุ  ๑๘ ในกามธาตุ  เป็นไฉน ?


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 973

คือ จักขุธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ ฯลฯ มโนธาตุ  ธัมมธาตุ  มโนวิญญาณ-

ธาตุ   เหล่านี้เรียกว่า   ธาตุ  ๑๘  ในกามธาตุ.

สัจจะ ๓ ในกามธาตุ  เป็นไฉน ?

คือ   ทุกขสัจจะ   สมุทยสัจจะ   มัคคสัจจะ   เหล่านี้เรียกว่า   สัจจะ ๓

ในกามธาตุ.

อินทรีย์  ๒๒ ในกามธาตุ  เป็นไฉน ?

คือ  จักขุนทรีย์ ฯลฯ  อัญญาตาวินทรีย์  เหล่านี้เรียกว่า   อินทรีย์

๒๒ ในกามธาตุ.

เหตุ  ๙ ในกามธาตุ  เป็นไฉน ?

คือ   กุศลเหตุ ๓  อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓ เหล่านี้เรียกว่า  เหตุ

๙ ในกามธาตุ.

อาหาร ๔ ในกามธาตุ  เป็นไฉน ?

คือ  กพฬิงการาหาร  ผัสสาหาร   มโนสัญเจตนาหาร   วิญญาณาหาร

เหล่านี้เรียกว่า  อาหาร ๔ ในกามธาตุ.

ผัสสะ ๗ ในกามธาตุ    เป็นไฉน ?

คือ  จักขุสัมผัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุสัมผัส  เหล่านี้เรียกว่า  ผัสสะ

๗  ในกามธาตุ.

เวทนา ๗  สัญญา ๗ เจตนา ๗ จิต ๗ ในกามธาตุ เป็นไฉน ?

คือ  จักขุวิญญาณ ฯลฯ  มโนธาตุ  มโนวิญญาณธาตุ  เหล่านี้เรียกว่า

จิต  ๗ ในกามธาตุ.


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 974

รูปธาตุ

[๑๐๘๘]  ในรูปธาตุ  มีขันธ์เท่าไร  ฯลฯ  มีจิตเท่าไร

ในรูปธาตุ  มีขันธ์ ๕ อายตนะ ๖  ธาตุ ๙  สัจจะ ๓  อินทรีย์ ๑๔ เหตุ

๘ อาหาร ๓ ผัสสะ ๔ เวทนา ๔  สัญญา ๔ เจตนา ๔  จิต ๔.

ขันธ์ ๕ ในรูปธาตุ  เป็นไฉน ?

คือ  รูปขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ เหล่านี้เรียกว่า ขันธ์   ๕   ในรูป

ธาตุ.

อายตนะ ๖ ในรูปธาตุ   เป็นไฉน ?

คือ   จักขายตนะ   รูปายตนะ   โสตายตนะ   สัททายตนะ    มนายตนะ

ธัมมายตนะ   เหล่านี้เรียกว่า   อายตนะ ๖ ในรูปธาตุ.

ธาตุ ๙  ในรูปธาตุ  เป็นไฉน ?

คือ  จักขุธาตุ  รูปธาตุ  จักขุวิญญาณธาตุ  โสตธาตุ   สัททธาตุ  โสต-

วิญญาณธาตุ   มโนธาตุ   ธัมมธาตุ   มโนวิญญาณธาตุ   เหล่านี้เรียกว่า ธาตุ  ๙

ในรูปธาตุ.

สัจจะ ๓ ในรูปธาตุ  เป็นไฉน ?

คือ  ทุกขสัจจะ  สมุทยสัจจะ  มัคคสัจจะ  เหล่านี้เรียกว่า  สัจจะ ๓

ในรูปธาตุ.

อินทรีย์ ๑๔ ในรูปธาตุ  เป็นไฉน?

คือ จักขุนทรีย์  โสตินทรีย์  มนินทรีย์  ชีวิตินทรีย์  โสมนัสสินทรีย์

อุเปกขินทรีย์  สัทธินทรีย์  วิริยินทรีย์  สตินทรีย์  สมาธินทรีย์   ปัญญินทรีย์

อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์    อัญญินทรีย์    อัญญาตาวินทรีย์    เหล่านี้เรียกว่า

อินทรีย์ ๑๔  ในรูปธาตุ.


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 975

เหตุ  ๘   ในรูปธาตุ  เป็นไฉน ?

คือ  กุศลเหตุ ๓  อกุศลเหตุ ๒  อัพยากตเหตุ ๓.

บรรดาเหตุ ๘  ในรูปธาตุนั้น  กุศลเหตุ ๓  เป็นไฉน  ?

คือ    กุศลเหตุคืออโลภะ    กุศลเหตุคืออโทสะ    กุศลเหตุคืออโมหะ

เหล่านี้เรียกว่า   กุศลเหตุ ๓.

อกุศลเหตุ ๒  เป็นไฉน ?

คือ  อกุศลเหตุคือโลภะ  อกุศลเหตุคือโมหะ เหล่านี้เรียกว่า  อกุศล-

เหตุ ๒.

อัพยากตเหตุ ๓  เป็นไฉน ?

คือ   อโลภะ  อโทสะ  อโมหะ  ฝ่ายวิบากแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย  หรือ

ในกิริยาอัพยากตธรรมทั้งหลาย   เหล่านี้เรียกว่า  อัพยากตเหตุ ๓.

เหล่านี้เรียกว่า  เหตุ ๘ ในรูปธาตุ.

อาหาร ๓ ในรูปธาตุ  เป็นไฉน ?

คือ   ผัสสาหาร   มโนสัญเจตนาหาร    วิญญาณาหาร    เหล่านี้เรียกว่า

อาหาร ๓  ในรูปธาตุ.

ผัสสะ ๔  ในรูปธาตุ  เป็นไฉน ?

คือ  จักขุสัมผัส  โสตสัมผัส  มโนธาตุสัมผัส  มโนวิญญาณธาตุสัมผัส

เหล่านี้เรียกว่า  ผัสสะ ๔ ในรูปธาตุ.

เวทนา ๔ สัญญา ๔ เจตนา ๔ จิต ๔ ในรูปธาตุ  เป็นไฉน ?

คือ จักขุวิญญาณ  โสตวิญญาณ  มโนธาตุ  มโนวิญญาณธาตุ เหล่านี้

เรียกว่า  จิต ๔  ในรูปธาตุ.


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 976

อรูปธาตุ

[๑๐๘๙]  ในอรูปธาตุ  มีขันธ์เท่าไร ฯลฯ  มีจิตเท่าไร.

ในอรูปธาตุ   มีขันธ์ ๔  อายตนะ ๒  ธาตุ ๒  สัจจะ ๓  อินทรีย์ ๑๑

เหตุ ๘   อาหาร ๓   ผัสสะ  ๑   เวทนา ๑   สัญญา ๑   เจตนา ๑   จิต ๑.

บรรดาธรรมเหล่านั้น    ขันธ์  ๔ ในอรูปธาตุ  เป็นไฉน ?

คือ  เวทนาขันธ์  สัญญาขันธ์  สังขารขันธ์   วิญญาณขันธ์   เหล่านี้

เรียกว่า  ขันธ์ ๔ ในอรูปธาตุ.

อายตนะ ๒ ในอรูปธาตุ  เป็นไฉน ?

คือ  มนายตนะ  ธัมมายตนะ  เหล่านี้เรียกว่า  อายตนะ ๒ ในอรูป-

ธาตุ.

ธาตุ ๒ ในอรูปธาตุ  เป็นไฉน ?

คือ  มโนวิญญาณธาตุ  ธัมมธาตุ  เหล่านี้เรียกว่า  ธาตุ ๒ ในอรูปธาตุ

สัจจะ ๓ ในอรูปธาตุ  เป็นไฉน ?

คือ   ทุกขสัจจะ   สมุทยสัจจะ   มัคคสัจจะ   เหล่านี้เรียกว่า   สัจจะ ๓

ในอรูปธาตุ.

อินทรีย์  ๑๑ ในอรูปธาตุ  เป็นไฉน ?

คือ   มนินทรีย์   ชีวิตินทรีย์   โสมนัสสินทรีย์   อุเปกขินทรีย์   สัท-

ธินทรีย์   วิริยินทรีย์   สตินทรีย์   สมาธินทรีย์   ปัญญินทรีย์   อัญญินทรีย์

อัญญาตาวินทรีย์  เหล่านี้เรียกว่า  อินทรีย์  ๑๑    ในอรูปธาตุ.

เหตุ  ๘ ในอรูปธาตุ  เป็นไฉน ?

คือ   กุศลเหตุ ๓    อกุศลเหตุ ๒    อัพยากตเหตุ ๓    เหล่านี้เรียกว่า

เหตุ ๘ ในอรูปธาตุ.


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 977

อาหาร ๓ ในอรูปธาตุ  เป็นไฉน ?

คือ   ผัสสาหาร   มโนสัญเจตนาหาร   วิญญาณาหาร   เหล่านี้เรียกว่า

อาหาร ๓ ในอรูปธาตุ.

ผัสสะ ๑  ในอรูปธาตุ  เป็นไฉน ?

คือ  มโนวิญญาณธาตุสัมผัส  นี้เรียกว่า  ผัสสะ ๑ ในอรูปธาตุ.

เวทนา ๑  สัญญา  ๑  เจตนา ๑  จิต ๑  ในอรูปธาตุ  เป็นไฉน

คือ  มโนวิญญาณธาตุ   นี้เรียกว่า  จิต ๑   ในอรูปธาตุ.

 

โลกุตตระ

[๑๐๙๐]  ในโลกุตตระ  มีขันธ์เท่าไร ฯ ล ฯ  มีจิตเท่าไร.

ในโลกุตตระ  มีขันธ์ ๔  อายตนะ ๒  ธาตุ ๒  สัจจะ ๒ อินทรีย์ ๑๒

เหตุ ๖   อาหาร ๓   ผัสสะ ๑   เวทนา ๑   สัญญา ๑   เจตนา ๑   จิต  ๑.

บรรดาธรรมเหล่านั้น  ขันธ์ ๔ ในโลกุตตระ  เป็นไฉน ?

คือ  เวทนาขันธ์  สัญญาขันธ์  สังขารขันธ์   วิญญาณขันธ์   เหล่านี้

เรียกว่า ขันธ์  ๔ ในโลกุตตระ.

อายตนะ ๒ ในโลกุตตระ  เป็นไฉน ?

คือ   มนายตนะ    ธัมมายตนะ    เหล่านี้เรียกว่า    อายตนะ ๒ ใน

โลกุตตระ.

ธาตุ ๒ ในโลกุตตระ  เป็นไฉน ?

คือ มโนวิญญาณธาตุ ธัมมธาตุ เหล่านั้นเรียกว่า ธาตุ ๒ ในโลกุตตระ.

สัจจะ ๒ ในโลกุตตระ  เป็นไฉน ?

คือ  มัคคสัจจะ  นิโรธสัจจะ เหล่านี้เรียกว่า สัจจะ ๒ ในโลกุตตระ.


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 978

อินทรีย์  ๑๒ ในโลกุตตระ  เป็นไฉน ?

คือ มนินทรีย์  ชีวิตินทรีย์  โสมนัสสินทรีย์  อุเปกขินทรีย์   สัทธินทรีย์

วิริยินทรีย์  สตินทรีย์  สมาธินทรีย์  ปัญญินทรีย์   อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์

อัญญินทรีย์  อัญญาตาวินทรีย์  เหล่านี้เรียกว่า อินทรีย์ ๑๒ ในโลกุตตระ.

เหตุ ๖ ในโลกุตตระ  เป็นไฉน ?

คือ   กุศลเหตุ ๓   อัพยากตเหตุ ๓.

บรรดาเหตุ ๖ เหล่านั้น  กุศลเหตุ ๓   เป็นไฉน ?

คือ    กุศลเหตุคืออโลภะ    กุศลเหตุคืออโทสะ    กุศลเหตุคืออโมหะ.

เหล่านี้เรียกว่า   กุศลเหตุ ๓.

อัพยากตเหตุ ๓  เป็นไฉน ?

คือ    อโลภะ    อโทสะ   อโมหะ    ฝ่ยวิบากแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย

เหล่านี้เรียกว่า   อัพยากตเหตุ ๓

เหล่านี้เรียกว่า  เหตุ ๖ ในโลกุตตระ.

อาหาร ๓ ในโลกุตตระ  เป็นไฉน ?

คือ   ผัสสาหาร   มโนสัญเจตนาหาร    วิญญาณาหาร    เหล่านี้เรียกว่า

อาหาร ๓ ในโลกุตตระ.

ผัสสะ ๑  ในโลกุตตระ  เป็นไฉน ?

คือ  มโนวิญญาณธาตุสัมผัส   นี้เรียกว่า  ผัสสะ ๑  ในโลกุตตระ.

เวทนา ๑ สัญญา ๑  เจตนา ๑  จิต  ๑ ในโลกุตตระ เป็นไฉน ?

คือ  มโนวิญญาณธาตุ  นี้เรียกว่า  จิต  ๑ ในโลกุตตระ.


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 979

ปริยาปันนาปริยาปันนวาระ

[๑๐๙๑]  บรรดาขันธ์  ๕   ขันธ์ไหน   นับเนื่องในกามธาตุ

ขันธ์ไหน  ไม่นับเนื่องในกามธาตุ ฯลฯ  บรรดาจิต   จิตไหน  นับ

เนื่องในกามธาตุ  จิตไหน  ไม่นับเนื่องในกามธาตุ ?

รูปขันธ์   นับเนื่องในกามธาตุ  ขันธ์  ๔   นับเนื่องในกามธาตุก็มี

ไม่นับเนื่องในกามธาตุก็มี.

อายตนะ ๑๐   นับเนื่องในกามธาตุ   อายตนะ ๒ นับเนื่องในกาม-

ธาตุก็มี  ไม่นับเนื่องในกามธาตุก็มี.

ธาตุ ๑๖  นับเนื่องในกามธาตุ  ธาตุ ๒  นับเนื่องในกามธาตุก็มี  ไม่

นับเนื่องในกามธาตุก็มี.

สมุทยสัจจะ  นับเนื่องในกามธาตุ  สัจจะ ๒  ไม่นับเนื่องในกาม-

ธาตุ  ทุกขสัจจะ   นับเนื่องในกามธาตุก็มี   ไม่นับเนื่องในกามธาตุก็มี.

อินทรีย์  ๑๐  นับเนื่องในกามธาตุ  อินทรีย์ ๓ ไม่นับเนื่องในกาม-

ธาตุ   อินทรีย์ ๙  นับเนื่องในกามธาตุก็มี   ไม่นับเนื่องในกามธาตุก็มี.

อกุศลเหตุ ๓  นับเนื่องในกามธาตุ  เหตุ ๖   นับเนื่องในกามธาตุ

ก็มี  ไม่นับเนื่องในกามธาตุก็มี.

กพฬิงการาหาร   นับเนื่องในกามธาตุ   อาหาร ๓   นับเนื่องใน

กามธาตุก็มี  ไม่นับเนื่องในกามธาตุก็มี.

ผัสสะ ๖ นับเนื่องในกามธาตุ  มโนวิญญาณธาตุสัมผัส  นับเนื่อง

ในกามธาตุก็มี  ไม่นับเนื่องในกามธาตุก็มี.

เวทนา ๖   สัญญา ๖   เจตนา ๖   จิต ๖    นับเนื่องในกามธาตุ

มโนวิญญาณธาตุ    นับเนื่องในกามธาตุก็มี  ไม่นับเนื่องในกามธาตุก็มี.


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 980

[๑๐๙๒]  บรรดาขันธ์ ๕  ขันธ์ไหน  นับเนื่องในรูปธาตุ  ขันธ์ไหน

ไม่นับเนื่องในรูปธาตุ  ฯลฯ  บรรดาจิต ๗ จิตไหน   นับเนื่องในรูปธาตุ   จิต

ไหน  ไม่นับเนื่องในรูปธาตุ.

รูปขันธ์ ไม่นับเนื่องในรูปธาตุ    ขันธ์  ๔  นับเนื่องในรูปธาตุก็มี

ไม่นับเนื่องในรูปธาตุก็มี.

อายตนะ ๑๐ ไม่นับเนื่องในรูปธาตุ  อายตนะ ๒ นับเนื่องในรูป

ธาตุก็มี  ไม่นับเนื่องในรูปธาตุก็มี.

ธาตุ  ๑๖   ไม่นับเนื่องในรูปธาตุ    ธาตุ ๒   นับเนื่องในรูปธาตุก็มี

ไม่นับเนื่องในรูปธาตุก็มี.

สัจจะ ๓ ไม่นับเนื่องในรูปธาตุ.  ทุกขสัจจะ นับเนื่องในรูปธาตุ

ก็มี  ไม่นับเนื่องในรูปธาตุก็มี.

อินทรีย์  ๑๓ ไม่นับเนื่องในรูปธาตุ  อินทรีย์ ๙  นับเนื่องในรูปธาตุ

ก็มี  ไม่นับเนื่องในรูปธาตุก็มี.

อกุศลเหตุ ๓ ไม่นับเนื่องในรูปธาตุ  เหตุ ๖  นับเนื่องในรูปธาตุ

ก็มี  ไม่นับเนื่องในรูปธาตุก็มี.

กพฬิงการาหาร ไม่นับเนื่องในรูปธาตุ  อาหาร ๓ นับเนื่องใน

รูปธาตุก็มี  ไม่นับเนื่องในรูปธาตุก็มี.

ผัสสะ ๖ ไม่นับเนื่องในรูปธาตุ   มโนวิญญาณธาตุสัมผัส นับ

เนื่องในรูปธาตุก็มี  ไม่นับเนื่องในรูปธาตุก็มี.

เวทนา ๖  สัญญา ๖  เจตนา ๖   จิต ๖   ไม่นับเนื่องในรูปธาตุ

มโนวิญญาณธาตุ นับเนื่องในรูปธาตุก็มี  ไม่นับเนื่องในรูปธาตุก็มี.

[๑๐๙๓]  บรรดาขันธ์ ๕ ขันธ์ไหน นับเนื่องในอรูปธาตุ  ขันธ์ไหน

ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ ฯลฯ    บรรดาจิต ๗  จิตไหน  นับเนื่องในอรูปธาตุ

จิตไหนไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ ?


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 981

รูปขันธ์  ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ   ขันธ์  ๔   นับเนื่องในอรูปธาตุ

ก็มี  ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี.

อายตนะ ๑๐ ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ   อายตนะ ๒  นับเนื่องใน

อรูปธาตุก็มี  ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี.

ธาตุ  ๑๖  ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ.  ธาตุ ๒   นับเนื่องในอรูปธาตุ

สัจจะ ๓ ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ.  ทุกขสัจจะ  นับเนื่องในอรูป-

ธาตุก็มี  ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี.

อินทรีย์  ๑๔  ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ.   อินทรีย์  ๘    นับเนื่องใน

อรูปธาตุก็มี  ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี.

อกุศลเหตุ ๓ ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ.  เหตุ  ๖  นับเนื่องในอรูป-

ธาตุก็มี  ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี.

กพฬิงการาหาร ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ.   อาหาร ๓ นับเนื่อง

ในอรูปธาตุก็มี  ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี.

ผัสสะ ๖  ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ. มโนวิญญาณธาตุสัมผัส นับ

เนื่องในอรูปธาตุก็มี  ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี.

เวทนา ๖  สัญญา ๖  เจตนา ๖  จิต ๖  ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุ.

มโนวิญญาณธาตุ  นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี  ไม่นับเนื่องในอรูปธาตุก็มี.

[๑๐๙๔]  บรรดาขันธ์ ๕  ขันธ์ไหน  เป็นโลกิยะ    ขันธ์ไหน  เป็น

โลกุตตระ ฯลฯ  บรรดาจิต ๗ จิตไหน เป็นโลกิยะ  จิตไหน เป็นโลกุตตระ.

รูปขันธ์   เป็นโลกิยะ  ขันธ์ ๔  เป็นโลกิยะก็มี  เป็นโลกุตตระก็มี.

อายตนะ ๑๐ เป็นโลกิยะ.  อายตนะ ๒ เป็นโลกิยะก็มี     เป็น-

โลกุตตระก็มี.


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 982

ธาตุ ๑๖  เป็นโลกิยะ.   ธาตุ ๒   เป็นโลกิยะก็มี   เป็นโลกุตตระก็มี.

สัจจะ ๒  เป็นโลกิยะ.   สัจจะ ๒   เป็นโลกุตตระ.

อินทรีย์ ๑๐.  เป็นโลกิยะ.  อินทรีย์  ๓ เป็นโลกุตตระ. อินทรีย์ ๙

เป็นโลกิยะก็มี   เป็นโลกุตตระก็มี.

อกุศลเหตุ ๓ เป็นโลกิยะ เหตุ ๖  เป็นโลกิยะก็มี  เป็นโลกุตตระก็มี.

กพฬิงการาหาร เป็นโลกิยะ.  อาหาร ๓ เป็นโลกิยะก็มี  เป็นโลกุต-

ตระก็มี.

ผัสสะ ๖ เป็นโลกิยะ.  มโนวิญญาณธาตุสัมผัส  เป็นโลกิยะก็มี

เป็นโลกุตตระก็มี.

เวทนา  ๖  สัญญา ๖  เจตนา  ๖  จิต  ๖  เป็นโลกิยะ.  มโนวิญ-

ญาณธาตุ   เป็นโลกิยะก็มี   เป็นโลกุตตระก็มี.

 

วิชชมานาวิชชมานวาระ

กามธาตุ

[๑๐๙๕]  ในกามธาตุ    ในขณะที่เกิด  ขันธ์เท่าไร   ย่อมเกิด

ปรากฏ  ฯลฯ  จิตเท่าไร  ย่อมเกิดปรากฏ.

ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด  ขันธ์ ๕  ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก.

อายตนะ ๑๑  ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก  อายตนะ ๑๐  ย่อม

เกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก  อายตนะ ๑๐ เหล่าอื่นอีก  ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์

บางพวก   อายตนะ ๙    ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก   อายตนะ ๗   ย่อม

เกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก.


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 983

ธาตุ ๑๑   ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก   ธาตุ  ๑๐ ย่อมเกิดปรากฏ

แก่สัตว์บางพวก ธาตุ ๑๐ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก  ธาตุ ๙

ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก.

สัจจะ ๑   ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก.

อินทรีย์  ๑๔   ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก  อินทรีย์  ๑๓   ย่อม

เกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก   อินทรีย์ ๑๓    เหล่าอื่นอีก    ย่อมเกิดปรากฏแก่

สัตว์บางพวก   อินทรีย์ ๑๒   ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก   อินทรีย์ ๑๐

ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก   อินทรีย์   ๙    ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก

อินทรีย์ ๙   เหล่าอื่นอีก   ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก   อินทรีย์ ๘   ย่อม

เกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก   อินทรีย์  ๘   เหล่าอื่นอีก   ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์

บางพวก   อินทรีย์  ๗   ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก   อินทรีย์  ๕   ย่อม

เกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก   อินทรีย์  ๔   ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก.

เหตุ ๓   ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก   เหตุ ๒    ย่อมเกิดปรากฏ

แก่สัตว์บางพวก  สัตว์ที่ไม่มีเหตุ  (อเหตุกสัตว์) บางเหล่า  ย่อมเกิดปรากฏ.

อาหาร ๔   ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก.

ผัสสะ  ๑  ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก.

เวทนา ๑   สัญญา ๑   เจตนา ๑    จิต  ๑    ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์

ทุกจำพวก.

[๑๐๙๖]  ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ขันธ์ ๕  เหล่าไหน ย่อม

เกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก ?


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 984

คือ รูปขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ขันธ์ ๕

เหล่านี้    ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก.

ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด  อายตนะ ๑๑  ย่อมเกิดปรากฏแก่

สัตว์จำพวกไหน ?

ในขณะที่เกิด  อายตนะ  ๑๑  คือ  จักขายตนะ  รูปายตนะ  โสตายตนะ

ฆานายตนะ  คันธายตนะ ชิวหายตนะ  รสายตนะ กายายตนะ  โผฏฐัพพายตนะ

มนายตนะ  ธัมมายตนะ  ย่อมเกิดปรากฏแก่กามาวจรเทวดา  มนุษย์สมัยปฐมกัป

เปรต   อสุรกาย  สัตว์ดิรัจฉาน  สัตว์นรก  ที่เป็นอุปปาติกสัตว์   ซึ่งมีอายตนะ

บริบูรณ์   ในกามธาตุ   ในขณะที่เกิด  อายตนะ ๑๑ เหล่านี้  ย่อมเกิด

ปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้.

ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด อายตนะ  ๑๐  ย่อมเกิดปรากฏแก่

สัตว์จำพวกไหน ?

ในขณะที่เกิด  อายตนะ  ๑๐ คือ รูปายตนะ โสตายตนะ  ฆานายตนะ

คันธายตนะ   ชิวหายตนะ   รสายตนะ  กายายตนะ  โผฏฐัพพายตนะ  มนายตนะ

ธัมมายตนะ  ย่อมเกิดปรากฏแก่เปรต  อสุรกาย  สัตว์ดิรัจฉาน  สัตว์นรก

ที่เป็นอุปปาติกสัตว์  ซึ่งตาบอดมาแต่กำเนิด   ในกามธาตุ   ในขณะที่

เกิด  อายตนะ  ๑๐  เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้.

ในกามธาตุ   ในขณะที่เกิด  อายตนะ ๑๐  เหล่าอื่นอีก  ย่อม

เกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ?

ในขณะที่เกิด  อายตนะ ๑๐  คือ จักขายตนะ  รูปายตนะ  ฆานายตนะ

คันธายตนะ  ชิวหายตนะ  รสายตนะ กายายตนะ  โผฏฐัพพายตนะ  มนายตนะ

ธัมมายตนะ  ย่อมเกิดปรากฏแก่เปรต   อสุรกาย  สัตว์ดิรัจฉาน  สัตว์นรก


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 985

ที่เป็นอุปปาติกสัตว์   ซึ่งหูหนวกมาแต่กำเนิด   ในกามธาตุ  ในขณะที่

เกิดอายตนะ  ๑๐  เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้.

ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด   อายตนะ  ๙   ย่อมเกิดปรากฏแก่

สัตว์จำพวกไหน ?

ในขณะที่เกิด   อายตนะ ๙  คือ  รูปายตนะ  ฆานายตนะ  คันธายตนะ

ชิวหายตนะ   รสายตนะ   กายายตนะ  โผฎฐัพพายตนะ  มนายตนะ  ธัมมายตนะ

ย่อมเกิดปรากฏแก่เปรต   อสุรกาย    สัตว์ดิรัจฉาน    สัตว์นรก    ที่เป็น

อุปปาติกสัตว์    ซึ่งตาบอดและหูหนวกมาแต่กำเนิด   ในกามธาตุ   ใน

ขณะที่เกิด   อายตนะ ๙   เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้.

ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อายตนะ ๗  ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์

จำพวกไหน ?

ในขณะที่เกิด  อายตนะ  ๗  คือ  รูปายตนะ  คันธายตนะ  รสายตนะ

กายายตนะ    โผฏฐัพพายตนะ    มนายตนะ    ธัมมายตนะ    ย่อมเกิดปรากฏแก่

คัพภไสยกสัตว์   ในกามธาตุ, ในขณะที่เกิด อายตนะ ๗ เหล่านี้ ย่อม

เกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้.

ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด  ธาตุ  ๑๑    ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์

จำพวกไหน ?

ในขณะที่เกิด   ธาตุ ๑๑  คือ  จักขุธาตุ  รูปธาตุ   โสตธาตุ   ฆานธาตุ

คันธธาตุ   ชิวหาธาตุ   รสธาตุ    กายธาตุ   โผฏฐัพพธาตุ   มโนวิญญาณธาตุ

ธัมมธาตุ   ย่อมเกิดปรากฏแก่กามาวจรเทวดา  มนุษย์สมัยปฐมกัป  เปรต

อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน  สัตว์นรก ที่เป็นอุปปาติกสัตว์  ซึ่งมีอายตนะ


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 986

บริบูรณ์ในกามธาตุในขณะที่เกิด  ธาตุ ๑๑   เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏ

แก่สัตว์เหล่านี้.

ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด   ธาตุ ๑๐ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์

จำพวกไหน ?

ในขณะที่เกิด   ธาตุ ๑๐  คือ   รูปธาตุ   โสตธาตุ  ฆานธาตุ  คันธธาตุ

ชิวหาธาตุ   รสธาตุ  กายธาตุ  โผฏฐัพพธาตุ  มโนวิญญาณธาตุ  ธัมมธาตุ    ย่อม

เกิดปรากฏแก่เปรต  อสุรกาย  สัตว์ดิรัจฉาน สัตว์นรก  ที่เป็นอุปปาติก-

สัตว์ซึ่งตาบอดมาแต่กำเนิด  ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด ธาตุ ๑๐ เหล่านี้

ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้.

ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด  ธาตุ  ๑๐  เหล่าอื่นอีก   ย่อมเกิด

ปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ?

ในขณะที่เกิด  ธาตุ ๑๐  คือ  จักขุธาตุ  รูปธาตุ  ฆานธาตุ  คันธธาตุ

ชิวหาธาตุ   รสธาตุ  กายธาตุ  โผฏฐัพพธาตุ  มโนวิญญาณธาตุ  ธัมมธาตุ  ย่อม

เกิดปรากฏแก่เปรต อสุรกาย  สัตว์ดิรัจฉาน  สัตว์นรกที่เป็นอุปปาติกสัตว์

ซึ่งหูหนวกมาแต่กำเนิด   ในกามธาตุ   ในขณะที่เกิด  ธาตุ ๑๐  เหล่านั้น

ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้.

ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด   ธาตุ ๙  ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์

จำพวกไหน ?

ในขณะที่เกิด  ธาตุ ๙ คือ  รูปธาตุ   ฆานธาตุ  คันธธาตุ   ชิวหาธาตุ

รสธาตุ  กายธาตุ  โผฏฐัพพธาตุ   มโนวิญญาณธาตุ  ธัมมธาตุ  ย่อมเกิดปรากฏ

แก่เปรต อสุรกาย  สัตว์ดิรัจฉาน  สัตว์นรก ที่เป็นอุปปาติกสัตว์  ซึ่งตาบอด


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 987

และหูหนวกมาแต่กำเนิด   ในกามธาตุในขณะที่เกิด    ธาตุ ๙  เหล่านี้

ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้.

ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด   ธาตุ ๗  ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์

จำพวกไหน ?

ในขณะที่เกิด   ธาตุ ๗  คือ    รูปธาตุ   คันธธาตุ    รสธาตุ   กายธาตุ

โผฏฐัพพธาตุ   มโนวิญญาณธาตุ   ธัมมธาตุ   ย่อมเกิดปรากฏเเก่คัพภไสยก-

สัตว์ในกามธาตุ   ในขณะที่เกิด  ธาตุ  ๗  เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏแก่

สัตว์เหล่านี้.

ในกามธาตุ   ในขณะที่เกิด   สัจจะ  ๑  อย่างไหน   ย่อมเกิด

ปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก.

คือ  ทุกขสัจจะ   ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด  สัจจะ ๑  นี้    ย่อม

เกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก.

ในกามธาตุ    ในขณะที่เกิด     อินทรีย์  ๑๔    ย่อมเกิดปรากฏ

แก่สัตว์จำพวกไหน ?

ในขณะที่เกิด  อินทรีย์  ๑๔ คือ  จักขุนทรีย์  โสตินทรีย์  ฆานินทรีย์

ชิวหินทรีย์  กายินทรีย์   มนินทรีย์    อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์    ชีวิตินทรีย์

โสมนัสสินทรีย์หรืออุเปกขินทรีย์  สัทธินทรีย์   วิริยินทรีย์    สตินทรีย์  สมา-

ธินทรีย์  ปัญญินทรีย์  ย่อมเกิดปรากฏแก่กามาวจรเทวดา   ผู้เป็นสเหตุก-

ญาณสัมปยุต  ในกามธาตุในขณะที่เกิด  อินทรีย์  ๑๔เหล่านี้  ย่อม

เกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้.

ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด  อินทรีย์  ๑๓  ย่อมเกิดปรากฏแก่

สัตว์จำพวกไหน ?


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 988

ในขณะที่เกิด   อินทรีย์  ๑๓  คือ   จักขุนทรีย์  โสตินทรีย์  ฆานินทรีย์

ชิวหินทรีย์  กายินทรีย์   มนินทรีย์    อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์    ชีวิตินทรีย์

โสมนัสสินทรีย์หรืออุเปกขินทรีย์  สัทธินทรีย์  วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์

ย่อมเกิดปรากฏแก่กามาวจรเทวดา    ผู้เป็นสเหตุกญาณวิปปยุต   ในกาม

ธาตุ.   ในขณะที่เกิด   อินทรีย์  ๑๓  เหล่านี้   ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์

เหล่านี้.

ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด  อินทรีย์   ๑๓  เหล่าอื่นอีก   ย่อม

เกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ?

ในขณะที่เกิด  อินทรีย์  ๑๓ คือ  จักขุนทรีย์  โสตินทรีย์   ฆานินทรีย์

ชิวหินทรีย์   กายินทรีย์  มนินทรีย์  ชีวิตินทรีย์  โมนัสสินทรีย์หรืออุเปกขินทรีย์

สัทธินทรีย์  วิริยินทรีย์  สตินทรีย์   สมาธินทรีย์  ปัญญินทรีย์   ย่อมเกิดปรากฏ

แก่   มนุษย์สมัยปฐมกัปผู้เป็นสเหตุกญาณสัมปยุต    ในกามธาตุ,      ใน

ขณะที่เกิดอินทรีย์ ๑๓  เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้.

ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด  อินทรีย์ ๑๒  ย่อมเกิดปรากฏแก่

สัตว์จำพวกไหน  ?

ในขณะที่เกิด  อินทรีย์  ๑๒ คือ  จักขุนทรีย์  โสตินทรีย์   ฆานินทรีย์

ชิวหินทรีย์  กายินทรีย์  มนินทรีย์  ชีวิตินทรีย์   โสมนัสสินทรีย์หรืออุเปกขินทรีย์

สัทธินทรีย์  วิริยินทรีย์   สตินทรีย์    สมาธินทรีย์    ย่อมเกิดปรากฏแก่มนุษย์

สมัยปฐมกัป   ผู้เป็นสเหตุกญาณวิปปยุต    ในกามธาตุ   ในขณะที่เกิด

อินทรีย์ ๑๒ เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้.

ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด   อินทรีย์  ๑๐  ย่อมเกิดปรากฏแก่

สัตว์จำพวกไหน ?


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 989

ในขณะที่เกิด  อินทรีย์  ๑๐ คือ  กายินทรีย์   มนินทรีย์   อิตถินทรีย์

หรือปุริสินทรีย์  ชีวิตินทรีย์    โสมนัสสินทรีย์หรืออุเปกขินทรีย์    สัทธินทรีย์

วิริยินทรีย์  สตินทรีย์  สมาธินทรีย์  ปัญญินทรีย์    ย่อมเกิดปรากฏแก่คัพภ-

ไสยกสัตว์     ผู้เป็นสเหตุกญาณสัมปยุต  ในกามธาตุในขณะที่เกิด

อินทรีย์  ๑๐  เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้.

ในกามธาตุ   ในขณะที่เกิด   อินทรีย์  ๙  ย่อมเกิดปรากฏแก่

สัตว์จำพวกไหน ?

ในขณะที่เกิด  อินทรีย์ ๙  คือ  กายินทรีย์   มนินทรีย์  อิตถินทรีย์

หรือปุริสินทรีย์    ชีวิตินทรีย์   โสมนัสสินทรีย์หรืออุเปกขินทรีย์  สัทธินทรีย์

วิริยินทรีย์  สตินทรีย์  สมาธินทรีย์   ย่อมเกิดปรากฏแก่คัพภไสยกสัตว์   ผู้

เป็นสเหตุกญาณวิปปยุต  ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด   อินทรีย์  ๙ เหล่า

นี้  ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้.

ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด  อินทรีย์ ๙  เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิด

ปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ?

ในขณะที่เกิด  อินทรีย์ ๙    คือ  จักขุนทรีย์  โสตินทรีย์  ฆานินทรีย์

ชิวหินทรีย์  กายินทรีย์   มนินทรีย์    อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์   ชีวิตินทรีย์

อุเปกขินทรีย์  ย่อมเกิดปรากฏแก่เปรต    อสุรกาย    สัตว์ดิรัจฉาน   สัตว์

นรกที่เป็นอุปปาติกสัตว์  ซึ่งมีอายตนะบริบูรณ์ในกามธาตุ   ในขณะ

ที่เกิดอินทรีย์  ๙ เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้.

ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด   อินทรีย์  ๘  ย่อมเกิดปรากฏแก่

สัตว์จำพวกไหน ?


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 990

ในขณะที่เกิด  อินทรีย์  ๘ คือ  โสตินทรีย์   ฆานินทรีย์   ชิวหินทรีย์

กายินทรีย์  มนินทรีย์  อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์   ชีวิตินทรีย์  อุเปกขินทรีย์

ย่อมเกิดปรากฏแก่เปรต    อสุรกาย    สัตว์ดิรัจฉาน    สัตว์นรก  ที่เป็น

อุปปาติกสัตว์ซึ่งตาบอดมาแต่กำเนิด     ในกามธาตุ.     ในขณะที่เกิด

อินทรีย์ ๘ เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้.

ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด  อินทรีย์ ๘ เหล่าอื่นอีก  ย่อมเกิด

ปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ?

ในขณะที่เกิด  อินทรีย์ ๘ คือ  จักขุนทรีย์ ฆานินทรีย์  ชิวหินทรีย์

กายินทรีย์ มนินทรีย์ อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ ย่อม

เกิดปรากฏแก่เปรต  อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน  สัตว์นรก ที่เป็นอุปปาติก-

สัตว์  ซึ่งหูหนวกมาแต่กำเนิด  ในกามธาตุ   ในขณะที่เกิด  อันทรีย์ ๘

เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้.

ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด   อินทรีย์      ย่อมเกิดปรากฏแก่

สัตว์จำพวกไหน ?

ในขณะที่เกิด  อินทรีย์ ๗   คือ ฆานินทรีย์  ชิวหินทรีย์  กายินทรีย์

มนินทรีย์    อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์    ชีวิตินทรีย์    อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิด

ปรากฏแก่เปรต   อสุรกาย   สัตว์ดิรัจฉาน   สัตว์นรกที่เป็นอุปปาติก-

สัตว์    ซึ่งตาบอดและหูหนวกมาแต่กำเนิด    ในกามธาตุ,    ในขณะที่

เกิดอินทรีย์ ๗ เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้.

ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด   อินทรีย์ ๕  ย่อมเกิดปรากฏแก่

สัตว์จำพวกไหน ?


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 991

ในขณะที่เกิด  อินทรีย์  ๕  คือ  กายินทรีย์   มนินทรีย์   อิตถินทรีย์

หรือปุริสินทรีย์  ชีวิตินทรีย์  อุเปกขินทรีย์    ย่อมเกิดปรากฏแก่คัพภไสยก-

สัตว์  ในกามธาตุ, ในขณะที่เกิด  อินทรีย์    เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏ

แก่สัตว์ เหล่านี้.

ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด    อินทรีย์ ๔  ย่อมเกิดปรากฏแก่

สัตว์จำพวกไหน ?

ในขณะที่เกิด  อินทรีย์  ๔  คือ  กายินทรีย์   มนินทรีย์  ชีวิตินทรีย์

อุเปกขินทรีย์  ย่อมเกิดปรากฏแก่คัพภไสยกสัตว์  ผู้เป็นอเหตุกนปุงสก-

สัตว์  ในกามธาตุในขณะที่เกิด  อินทรีย์  ๔ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏ

แก่สัตว์เหล่านี้.

ในกามธาตุ   ในขณะที่เกิดเหตุ ๓   ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์

จำพวกไหน ?

ในขณะที่เกิด  เหตุ ๓ คือ    อโลภะที่เป็นวิปากเหตุ    อโทสะที่เป็น

วิปากเหตุ   อโมหะที่เป็นวิปากเหตุ   ย่อมเกิดปรากฏแก่กามาวจรเทวดา

มนุษย์สมัยปฐมกัป  คัพภไสยกสัตว์    ผู้เป็นสเหตุกญาณสัมปยุต ใน

กามธาตุ,   ในขณะที่เกิด    เหตุ ๓  เหล่านี้    ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์

เหล่านี้.

ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด  เหตุ ๒  ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์

จำพวกไหน ?

ในขณะที่เกิด  เหตุ ๒ คือ    อโลภะที่เป็นวิปากเหตุ    อโทสะที่เป็น

วปากเหตุ  ย่อมเกิดปรากฏแก่กามาวจรเทวดา  มนุษย์สมัยปฐมกัป  คัพภ-


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 992

ไสยกสัตว์    ผู้เป็นสเหตุกญาณวิปปยุต    ในกามธาตุ, ในขณะที่เกิด

เหตุ ๒ เหล่านี้   ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้.

อเหตุกวิบาก  ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์นอกนี้.

ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด   อาหาร ๔ เหล่าไหน   ย่อมเกิด

ปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก ?

คือ   กวฬิงการาหาร   ผัสสาหาร   มโนสัญเจตนาหาร    วิญญาณาหาร

ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด  อาหาร ๔ เหล่านี้   ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์

ทุกจำพวก.

ในกามธาตุ   ในขณะที่เกิด   ผัลสสะ  ๑  อย่างไหน   ย่อมเกิด

ปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก ?

คือ  มโนวิญญาณธาตุสัมผัส ในกามธาตุ  ในขณะที่เกิด  ผัสสะ

๑  นี้  ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก.

ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด  เวทนา ๑  สัญญา  ๑  เจตนา ๑  จิต

๑   อย่างไหน  ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก ?

คือ  มโนวิญญาณธาตุ  ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด จิต ๑ นี้ ย่อม

เกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก.

 

รูปธาตุ

[๑๐๙๗]  ในรูปธาตุ   ในขณะที่เกิด   ขันธ์เท่าไร   ย่อมเกิด

ปรากฏ ฯลฯ  จิตเท่าไร  ย่อมเกิดปรากฏ ?

ในรูปธาตุ  ในขณะที่เกิด  ขันธ์ ๕   อายตนะ ๕  ธาตุ ๕   สัจจะ ๑

อินทรีย์ ๑๐ เหตุ ๓  อาหาร ๓  ผัสสะ ๑  เวทนา ๑  สัญญา ๑  เจตนา ๑  จิต ๑

ย่อมเกิดปรากฏแก่เทวดาทั้งหลาย  เว้นแต่พวกอสัญญสัตว์.


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 993

[๑๐๙๘]  ในรูปธาตุ  ในขณะที่เกิด  ขันธ์ ๕ เหล่าไหน  ย่อม

เกิดปรากฏ ?

คือ  รูปขันธ์  เวทนาขันธ์  สังขารขันธ์   วิญญาณขันธ์   ในรูปธาตุ

ในขณะที่เกิด  ขันธ์ ๕ เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏ.

ในรูปธาตุ  ในขณะที่เกิด   อายตนะ ๕  เหล่าไหน  ย่อมเกิด

ปรากฏ ?

คือ  จักขายตนะ  รูปายตนะ  โสตายตนะ  มนายตนะ    ธัมมายตนะ

ในรูปธาตุ  ในขณะที่เกิด  อายตนะ ๕  เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏ.

ในรูปธาตุ    ในขณะที่เกิด    ธาตุ  ๕  เหล่าไหน    ย่อมเกิด

ปรากฏ ?

คือ  จักขุธาตุ  รูปธาตุ  โสตธาตุ   มโนวิญญาณธาตุ   ธัมมธาตุ   ใน

รูปธาตุ  ในขณะที่เกิด  ธาตุ  ๕ เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏ.

ในรูปธาตุ   ในขณะที่เกิด   สัจจะ ๑  อย่างไหน   ย่อมเกิด

ปรากฏ ?

คือ  ทุกขสัจจะ ในรูปธาตุ  ในขณะที่เกิด  สัจจะ ๑  นี้ ย่อมเกิด

ปรากฏ ?

ในรูปธาตุ  ในขณะที่เกิด  อินทรีย์  ๑๐  เหล่าไหน  ย่อมเกิด

ปรากฏ  ?

คือ  จักขุนทรีย์  โสตินทรีย์  มนินทรีย์  ชีวิตินทรีย์  โสมนัสสินทรีย์

หรืออุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์  วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์

ในรูปธาตุ  ในขณะที่เกิด  อินทรีย์  ๑๐  เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏ.

ในรูปธาตุ  ในขณะที่เกิดเหตุ ๓ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ ?


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 994

คือ  อโลภะ  ที่เป็นวิปากเหตุ  อโทสะ  ที่เป็นวิปากเหตุ  อโมหะ ที่

เป็นวิปากเหตุ  ในรูปธาตุ  ในขณะที่เกิด    เหตุ ๓  เหล่านี้    ย่อมเกิด

ปรากฏ.

ในรูปธาตุ   ในขณะที่เกิด  อาหาร ๓  เหล่าไหน    ย่อมเกิด

ปรากฏ ?

ผัสสาหาร  มโนสัญเจตนาหาร  วิญญาณาหาร  ในรูปธาตุ  ในขณะ

ที่เกิด  อาหาร ๓  เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏ.

ในรูปธาตุ  ในขณะที่เกิด   ผัสสะ  ๑   อย่างไหน   ย่อมเกิด

ปรากฏ ?

คือ มโนวิญญาณธาตุสัมผัส ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ผัสสะ ๑ นี้

ย่อมเกิดปรากฏ.

ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด เวทนา ๑  สัญญา ๑  เจตนา ๑  จิต ๑

อย่างไหน  ย่อมเกิดปรากฏ ?

คือ  มโนวิญญาณธาตุ  ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด จิต ๑  นี้ ย่อม

เกิดปรากฏ.

[๑๐๙๙]  ในขณะที่เกิด  ขันธ์เท่าไร  ย่อมเกิดปรากฏ  ฯลฯ

จิตเท่าไร  ย่อมปรากฏ  แก่เหล่าเทวดาอสัญญสัตว์ ?

ในขณะที่เกิด  ขันธ์ ๑   คือ  รูปขันธ์  ย่อมเกิดปรากฏแก่เหล่า

เทวดาอสัญญสัตว์.

อายตนะ ๒  คือ  รูปายตนะ  ธัมมายตนะ  ย่อมเกิดปรากฏ.

ธาตุ ๒  คือ  รูปธาตุ  ธัมมธาตุ   ย่อมเกิดปรากฏ.

สัจจะ  ๑  คือ  ทุกขสัจจะ  ย่อมเกิดปรากฏ.


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 995

อินทรีย์ ๑ คือ  รูปชีวิตินทรีย์  ย่อมเกิดปรากฏ.

เหล่าเทวดาอสัญญสัตว์  ไม่มีเหตุ  ไม่มีอาหาร  ไม่มีผัสสะ  ไม่มีเวทนา

ไม่มีสัญญา   ไม่มีเจตนา  ไม่มีจิต   ย่อมเกิดปรากฏ.

 

อรูปธาตุ

[๑๑๐๐]  ในอรูปธาตุ  ในขณะที่เกิด   ขันธ์เท่าไร  ฯลฯ   จิต

เท่าไร  ย่อมเกิดปรากฏ ?

ในอรูปธาตุ  ในขณะที่เกิด  ขันธ์ ๔  ย่อมเกิดปรากฏ อายตนะ ๒

ย่อมเกิดปรากฏ  ธาตุ ๒ ย่อมเกิดปรากฏ สัจจะ ๑ ย่อมเกิดปรากฏ อินทรีย์ ๘

ย่อมเกิดปรากฏ เหตุ ๓ ย่อมเกิดปรากฏ  อาหาร ๓ ย่อมเกิดปรากฏ ผัสสะ ๑

ย่อมเกิดปรากฏ   เวทนา   ๑  สัญญา  ๑   เจตนา  ๑   จิต  ๑    ย่อมเกิดปรากฏ.

[๑๑๐๑]  ในอรูปธาตุ   ในขณะที่เกิด   ขันธ์ ๔    เหล่าไหน

ย่อมเกิดปรากฏ ?

คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์  สังขารขันธ์  วิญญาณขันธ์  ในอรูปธาตุ

ในขณะที่เกิด ขันธ์ ๔ เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏ.

ในอรูปธาตุ  ในขณะที่เกิด อายตนะ ๒ เหล่าไหน  ย่อมเกิด

ปรากฏ ?

คือ มนายตนะ ธัมมายตนะ ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิดอายตนะ ๒

เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏ.

ในอรูปธาตุ   ในขณะที่เกิด  ธาตุ  ๒   เหล่าไหน   ย่อมเกิด

ปรากฏ ?

คือ มโนวิญญาธาตุ  ธัมมธาตุ  ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด  ธาตุ ๒

เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏ.


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 996

ในอรูปธาตุ  ในขณะที่เกิด  สัจจะ  ๑   อย่างไหน   ย่อมเกิด

ปรากฏ ?

คือ  ทุกขสัจจะ  ในอรูปธาตุ  ในขณะที่เกิด  สัจจะ ๑ นี้   ย่อม

เกิดปรากฏ.

ในอรูปธาตุ  ในขณะที่เกิด  อินทรีย์   ๘  เหล่าไหน  ย่อมเกิด

ปรากฏ ?

คือ  มนินทรีย์  ชีวิตินทรีย์  อุเปกขินทรีย์  สัทธินทรีย์   วิริยินทรีย์

สตินทรีย์  สมาธินทรีย์  ปัญญินทรีย์ ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด  อินทรีย์ ๘

เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏ.

ในอรูปธาตุ    ในขณะที่เกิด   เหตุ ๓   เหล่าไหน   ย่อมเกิด

ปรากฏ ?

คือ   อโลภะที่เป็นวิปากเหตุ   อโทสะที่เป็นวิปากเหตุ   อโมหะที่เป็น

วิปากเหตุ  ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด เหตุ ๓ เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏ.

ในอรูปธาตุ  ในขณะที่เกิด  อาหาร ๓  เหล่าไหน  ย่อมเกิด

ปรากฏ ?

คือ   ผัสสาหาร  มโนสัญเจตนาหาร   วิญญาณาหาร  ในอรูปธาตุ  ใน

ขณะที่เกิด  อาหาร ๓  เหล่านี้  ย่อมเกิดปรากฏ.

ในอรูปธาตุ  ในขณะที่เกิด ผัสสะ  ๑ อย่างไหน   ย่อมเกิด

ปรากฏ ?

คือ มโนวิญญาณธาตุสัมผัส ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด  ผัสสะ ๑

นี้  ย่อมเกิดปรากฏ.


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 997

ในอรูปธาตุ  ในขณะที่เกิด   เวทนา ๑  สัญญา ๑  เจตนา ๑  จิต ๑

อย่างไหน  ย่อมเกิดปรากฏ ?

คือ  มโนวิญญาณธาตุ  ในอรูปธาตุ    ในขณะที่เกิด   จิต ๑  นี้

ย่อมเกิดปรากฏ.

 

ภุมมันตรวาระ

[๑๑๐๒]   ธรรมที่เป็นกามาวจร ธรรมที่ไม่ใช่กามาวจร ธรรม

ที่เป็นรูปาวจร  ธรรมที่ไม่ใช่รูปาวจร    ธรรมที่เป็นอรูปาวจร   ธรรม

ที่ไม่ใช่อรูปาวจร  ธรรมที่เป็นโลกิยะ   ธรรมที่เป็นโลกุตตระ.

 

กามาวจรภูมิ

[๑๑๐๓]   ธรรมที่เป็นกามาวจร  เป็นไฉน ?

คือ ขันธ์  ธาตุ  อายตนะ  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร   วิญญาณ

อันใด   อันท่องเที่ยวอยู่ในระหว่างภูนินี้   อันนับเนื่องอยู่ในระหว่างภูมินี้  คือ

เบื้องต่ำกำหนดเอาอเวจีนรกเป็นที่สุด   เบื้องบนกำหนดเอาเทวดาชั้นปรนิมมิต-

วสวัตดีเป็นที่สุด  เหล่านั้นชื่อว่า  ธรรมที่เป็นกามาวจร.

ธรรมที่ไม่ใช่กามาวจร  เป็นไฉน ?

คือ ธรรมที่เป็นรูปาวจร  ธรรมที่เป็นอรูปาวร ธรรมที่เป็นโลกุตตระ

เหล่านี้ชื่อว่า  ธรรมที่ไม่ใช่กามาวจร.

 

รูปาวจรภูมิ

ธรรมที่เป็นรูปาวจร  เป็นไฉน ?

คือ    จิตและเจตสิกธรรม    ของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ     หรือผู้เกิดแล้ว

หรือผู้อยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม  อันท่องเที่ยวอยู่ในระหว่างภูมินี้  อันนับเนื่องอยู่


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 998

ในระหว่างภูมินี้   คือ   เบื้องต่ำกำหนดเอาพรหมโลกเป็นที่สุด  เบื้องบนกำหนด

เอาเหล่าเทวดาชั้นอกนิฏฐาเป็นที่สุด   เหล่านี้    ชื่อว่า   ธรรมที่เป็นรูปาวจร.

ธรรมที่ไม่ใช่รูปาวจร  เป็นไฉน ?

คือ     ธรรมที่เป็นกามาวจร     ธรรมที่เป็นอรูปาวจร     ธรรมที่เป็น

โลกุตตระ  เหล่านี้ชื่อว่า  ธรรมที่ไม่ใช่รูปาวจร.

 

อรูปาวจรภูมิ

ธรรมที่เป็นอรูปาวจร  เป็นไฉน ?

คือ    จิตและเจตสิกธรรม    ของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ    หรือผู้เกิดแล้ว

หรือผู้อยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม    อันท่องเที่ยวอยู่ในระหว่างภูมินี้     อันนับเนื่อง

อยู่ในระหว่างภูมินี้    คือ   เบื้องต่ำกำหนดเอาเหล่าเทวดาผู้เข้าถึงอากาสานัญจา-

ยตนภพเป็นที่สุด      เบื้องบนกำหนดเอาเหล่าเทวดาผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญา-

ยตนภพเป็นที่สุด  เหล่านี้ชื่อว่า  ธรรมที่เป็นอรูปาวจร.

ธรรมที่ไม่ใช่อรูปาวจร  เป็นไฉน ?

คือ   ธรรมที่เป็นกามาวจร   ธรรมที่เป็นรูปาวจร   ธรรมที่เป็นโลกุต-

ตระ  เหล่านั้นชื่อว่า   ธรรมที่ไม่ใช่อรูปาวจร.

ธรรมที่เป็นโลกิยะ  เป็นไฉน ?

คือ  กุศลธรรม    อกุศลธรรม    อัพยากตธรรม    ที่เป็นอารมณ์ของ

อาสวะ   อันเป็นกามาวจร   รูปาวจร   อรูปาวจร   ได้แก่ รูปขันธ์   เวทนาขันธ์

สัญญาขันธ์  สังขารขันธ์  วิญญาณขันธ์  เหล่านี้ชื่อว่า  ธรรมที่เป็นโลกิยะ.

ธรรมที่เป็นโลกุตตระ  เป็นไฉน ?

คือ   มรรค   ผลแห่งมรรค   และอสังขตธาตุ   (คือนิพพาน)   เหล่านี้

ชื่อว่า  ธรรมที่เป็นโลกุตตระ.


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 999

อุปปาทกัมมอายุปมาณวาระ

[๑๑๐๔]   คำว่า  เทวดา ได้แก่ เทวดา ๓ จำพวก คือ สมมติเทวดา

อุปปัตติเทวดา  วิสุทธิเทวดา.

พระราชา   พระเทวี   พระราชกุมาร   เรียกว่า   สมมติเทวดา.

เหล่าเทวดาชั้นบน   นับแต่เหล่าเทวดาชั้นจาตุมหาราชขึ้นไป   เรียกว่า

อุปปัตติเทวดา.  พระอรหันต์ทั้งหลาย  เรียกว่า  วิสุทธิเทวดา.

 

กรรมที่เป็นเหตุให้เกิดเป็นมนุษย์และเทวดา

[๑๑๐๕]  คนทั้งหลาย ให้ทาน สมาทานศีล ทำอุโบสถกรรม

แล้ว  เกิดที่ไหน ?

คนทั้งหลาย   ให้ทาน   สมาทานศีล    ทำอุโบสถกรรมแล้ว    บางคน

เข้าถึงความเป็นพวกแห่งกษัตริย์ผู้มหาศาล      บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่ง

พราหมณ์ผู้มหาศาล   บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งคหบดีผู้มหาศาล  บางคน

เข้าถึงความเป็นพวกแห่งเหล่าเทวดาชั้นจาตุมหาราช     บางคนเข้าถึงความเป็น

พวกแห่งเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์     บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งเหล่าเทวดา

ชั้นยามา    บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งเหล่าเทวดาชั้นดุสิต   บางคนเข้าถึง

ความเป็นพวกแห่งเหล่าเทวดาชั้นนิมมานรดี   บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่ง

เหล่าเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี.

 

ประมาณแห่งอายุของมนุษย์

[๑๑๐๖]  อายุของเหล่ามนุษย์  มีประมาณเท่าไร ?

คือ   ประมาณ  ๑๐๐ ปี  ต่ำกว่าบ้าง   เกินกว่าบ้างก็มี.


พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 1000

ประมาณแห่งอายุของเทวดาเทียบกับมนุษย์

อายุของเหล่าเทวดาชั้นจาตุมหาราช  มีประมาณเท่าไร ?

คือ ๕๐ ปีของมนุษย์  นับเป็นวันหนึ่งและคืนหนึ่งของเหล่าเทวดาชั้น

จาตุมหาราช๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้นเป็น   ๑ เดือน, ๑๒  เดือนโดยเดือนนั้น

เป็น ๑ ปี. ๕๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น  เป็นกำหนดอายุของเหล่าเทวดาชั้น

จาตุมหาราช.

นับอย่างปีมนุษย์  มีประมาณเท่าไร ?

มีประมาณ ๙ ล้านปี.

อายุของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์  มีประมาณเท่าไร ?

คือ ๑๐๐ ปีของมนุษย์  นับเป็นวันหนึ่งและคืนหนึ่งของเหล่าเทวดาชั้น

ดาวดึงส์, ๓๐  ราตรีโดยราตรีนั้นเป็น ๑ เดือน   ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้นเป็น ๑

ปี. ๑,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น  เป็นกำหนดอายุของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์.

นับอย่างปีมนุษย์   มีประมาณเท่าไร ?

มีประมาณ   ๓ โกฏิ ๖ ล้านปี.

อายุของเหล่าเทวดาชั้นยามา  มีประมาณเท่าไร ?

คือ ๒๐๐ ปีของมนุษย์     นับเป็นวันหนึ่งและคืนหนึ่งของเหล่าเทวดา

ชั้นยามา, ๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้นเป็น ๑  เดือน, ๑๒  เดือนโดยเดือนนั้นเป็น ๑

ปี. ๒,๐๐๐   ปีทิพย์โดยปีนั้น  เป็นกำหนดอายุของเหล่าเทวดาชั้นยามา.

นับอย่างปีมนุษย์  มีประมาณเท่าไร ?

มีประมาณ ๑๔ โกฏิ ๔ ล้านปี.


หน้าที่ 901-950
หน้าที่ 1001-1043