พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่ 851

บทว่า  โอกสารี  ความว่า ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่มีเรือนเป็นต้น.  ถาม

ว่า    ก็เหตุไรพระมหากัจจานะจึงไม่กล่าวในที่นี้ว่า    วิญฺาณธาตุ  โข

คหปติ  ตอบว่า  เพื่อกำจัดความหลงใหล.

ก็บทว่า  โอโก  โดยอรรถท่านกล่าวถึงปัจจัย    กัมมวิญญาณที่เกิด

ก่อน   ย่อมเป็นปัจจัยทั้งแก่กรรมวิญญาณ   ทั้งแก่วิปากวิญญาณ   ที่เกิดที่

หลัง     และวิปากวิญญาณที่เกิดก่อน    ย่อมเป็นปัจจัยทั้งแก่วิปากวิญญาณ

ทั้งแก่กัมมวิญญาณที่เกิดทีหลัง  ฉะนั้น   พึงมีความหลงใหลว่า  วิญญาณใน

ที่นี้   ดวงไหนหนอ   เพื่อกำจัดความหลงใหลนั้น   พระมหากัจจานะจึงไม่

ถือเอาวิญญาณนั้นกระทำการแสดงไม่ให้ปนกัน.  อีกอย่างหนึ่ง   ท่านกล่าว

อภิสังขารและวิญญาณฐิติ  ๔  ด้วยสามารถเป็นอารมณ์ของวิบาก    แม้เพื่อ

แสดงอภิสังขารและวิญญาณฐิติเหล่านั้น    จึงไม่เอาวิญญาณในที่นี้.

บทว่า  อุปายุปาทานา   ความว่า  อุบาย ๒ ด้วยสามารถแห่งตัณหา

อุบายและทิฏฐิอุบาย  อุปาทาน  ๔  มีกามุปาทานเป็นต้น.

บทว่า  เจตโส   อธิฏานาภินิเวสานุสยา  ความว่า เป็นเหตุยึด

มั่น  เป็นเหตุถือมั่น  และเป็นเหตุนอนเนื่อง  แห่งอกุศลจิต.

บทว่า  ตถาคตสฺส  ได้แก่  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  จริงอยู่  ความ

พอใจเป็นต้นเหล่านั้น   อันพระขีณาสพทั้งหลายแม้ทั้งปวงละได้แล้วทีเดียว

แต่ความเป็นขีณาสพของพระศาสดาปรากฏยิ่งในโลก  ฉะนั้น ท่านจึงกล่าว

คำว่า   ตถาคต  นี้โดยที่สุดเบื้องบน.

เพราะเหตุไร ท่านจึงถือเอาวิญญาณ  ในบทว่า  วิญฺาณธาตุยา   นี้


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่ 852

เพื่อแสดงการละกิเลส  เพราะในขันธ์  หรือขันธ์  ๕  ยังละกิเลสไม่ได้หมดที่

เดียว   ฉะนั้น   ท่านจึงถือเอาเพื่อแสดงการละกิเลส.

บทว่า  เอว  โข   คหปติ   อโนกสารี   โหติ  ความว่า  พระตถาคต

ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่ด้วยกัมมวิญญาณ  จึงชื่อว่าเป็นผู้ไม่ท่องเที่ยวไปสู่ที่อยู่

ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า  รูปนิมิตฺตนิเกตสารวินิพนฺธา   ความว่า  รูปนั้นแลชื่อว่า

นิมิต  ด้วยอรรถว่า   เป็นปัจจัยของกิเลสทั้งหลาย   ชื่อว่าที่อยู่   ด้วยอรรถ

ว่า   เป็นที่อยู่   กล่าวคือเป็นกิริยาแห่งอารมณ์  ฉะนั้นจึงชื่อว่า   ที่อยู่คือรูป

นิมิต  ความท่องเที่ยวไปด้วย    ความผูกพันด้วย   ชื่อว่าความท่องเที่ยวไป

และความผูกพัน    ท่านกล่าวความที่กิเลสทั้งหลายแผ่ไป    และความผูกพัน

ของกิเลสทั้งหลาย   แม้ด้วยบททั้งหลาย   ความท่องเที่ยวไปและความผูกพัน

ในที่อยู่คือรูปนิมิต   ชื่อว่า   ความท่องเที่ยวไปและความผูกพันในที่อยู่คือ

รูปนิมิต    เพราะฉะนั้น   จึงเป็นความท่องเที่ยวไปและความผูกพันในที่อยู่

คือรูปนิมิต    อธิบายว่า   ด้วยความท่องเที่ยวไปของกิเลส    และด้วยความ

ผูกพันของกิเลสที่เกิดขึ้นในที่อยู่คือรูปนิมิต.

บทว่า  นิเกตสารีติ   วุจฺจติ   ความว่า  เรียกว่า  ความท่องเที่ยวไป

ในที่อยู่  ด้วยอรรถว่า  เป็นที่อยู่อาศัย  ด้วยสามารถแห่งการการทำอารมณ์.

บทว่า  ปหีนา   ความว่า    ความท่องเที่ยวไปและผูกพันของกิเลส

ในที่อยู่คือรูปนิมิตเหล่านั้น  พระตถาคตละได้แล้ว.

ก็เหตุไรในที่นี้   ท่านจึงเรียก   เบญจขันธ์  ว่า  โอก  เรียกอารมณ์

๖ ว่า  นิเกต.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่ 853

ก็ในเพราะความวิเสสด้วยอรรถว่าอาลัย    ของเบญจขันธ์และอารมณ์

เหล่านั้นแม้ที่มีอยู่เพราะฉันทราคะมีกำลังและมีกำลังน้อย ท่านจึงเรียกเรือน

ล้วน ๆ นั่นแหละว่า  โอก  โดยตรง.

บทว่า  นิเกต    ได้แก่     อุทยานเป็นที่อยู่อาศัยเป็นต้น      ของผู้ที่

กำหนดหมายกันไว้ว่า   วันนี้พวกเราจักเล่นในที่โน้น  ในข้อนั้นฉันทราคะ

ในเรือนที่ประกอบ   ด้วย   บุตร    ภรรยา   และข้าวเปลือก     ย่อมมีกำลัง

ฉันใด  ในขันธ์ทั้งหลายที่เป็นไปในภายใน    ก็ฉันนั้น     เหมือนอย่างว่า

ฉันทราคะในที่อุทยานเป็นต้นมีกำลังน้อยกว่าฉันทราคะในเรือนนั้น  ฉันใด

ในอารมณ์ ๖ ภายนอก  ก็ฉันนั้น  เพราะเหตุนั้น  พึงทราบว่า  ท่านแสดง

เทศนาอย่างนี้เพราะความที่ฉันทราคะมีกำลังและมีกำลังน้อย.

บทว่า  สุขิเตสุ   สุขิโต   ความว่า    เมื่อพวกอุปัฏฐากมีความสุข

ด้วยสามารถแห่งทรัพย์  ข้าวเปลือก   และลาภเป็นต้น    ย่อมเป็นผู้มีความ

สุขด้วยความสุขอาศัยเรือนว่า   บัดนี้     เราจักได้จีวรที่ชอบใจ    โภชนะที่

ชอบใจเที่ยวเสวยสมบัติที่ถึงแล้วด้วยตนกับด้วยอุปัฏฐากเหล่านั้น.

บทว่า  ทุกฺขิเตสุ   ทุกฺขิโต  ความว่า     เมื่อความทุกข์เกิดขึ้นแก่

อุปัฏฐากเหล่านั้นด้วยเหตุอะไร ๆ ก็ตาม  ตนเองย่อมมีความทุกข์ถึง ๒ เท่า

บทว่า  กิจฺจกรณีเยสุ  ได้แก่   กรณียะกล่าวคือหน้าที่การงาน.

บทว่า  โวโยค  อาปชฺชติ  ความว่า    ตนเองย่อมถึงการบำเพ็ญ

ประโยชน์   คือความที่กิจเหล่านั้นอันตนพึงทำ,

บทว่า  กาเมสุ   ได้แก่   วัตถุกาม.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่ 854

บทว่า  เอว   โข    คหปติ   กาเมหิ   อริตฺโต   โหติ   ความว่า

เป็นผู้ไม่เปล่าจากกิเลสกามทั้งหลาย   คือไม่ว่าง    เพราะมีกิเลสภายใน

อย่างนี้.   ในฝ่ายขาว   พึงทราบว่า   เป็นผู้เปล่า   คือว่าง   เพราะไม่มีกิเลส

เหล่านั้น.

บทว่า  ปุเรกฺขราโน   ความว่า   กระทำวัฏฏะไว้เบื้องหน้า.

บทว่า  เอวรูโป   สย   เป็นต้น   ความว่า   ย่อมปรารถนาในรูปทั้ง

หลายมีรูป   สูง   ต่ำ   ดำ   ขาว   เป็นต้น   ว่าขอเราพึงมีรูปอย่างนี้   ย่อม

ปรารถนาในเวทนาทั้งหลายมีสุขเวทนาเป็นต้น   ว่า    ขอเราพึงมีเวทนา

อย่างนี้   ย่อมปรารถนาในสัญญาทั้งหลาย  มีนีลสัญญาเป็นต้น    ว่า   ขอเรา

พึงมีสัญญาอย่างนี้  ย่อมปรารถนาในสังขารทั้งหลายมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น

ว่า     ขอเราพึงมีสังขารอย่างนี้     ย่อมปรารถนาในวิญญาณทั้งหลายมีจักษุ

วิญญาณเป็นต้นว่า  ขอเราพึงมีวิญญาณอย่างนี้.

บทว่า  อปุเรกฺขราโน  ความว่า  ไม่การทำวัฏฏะไว้เบื้องหน้า.

บทว่า  สหิตมฺเม  อสหิตนฺเต  ความว่า  คำของท่านไม่มีประโยชน์

ไม่สละสลวย   คำของข้าพเจ้ามีประโยชน์  สละสลวย  หวานเหมือนน้ำผึ้ง.

บทว่า  อธิจิณฺณนฺเต   วิปราวตฺต   ความว่า   คำใดที่ท่านสะสม

ฝึกฝนเป็นเวลานานคล่องแคล่วดี  คำนั้นทั้งหมดเปลี่ยนแปลงกลับไปชั่วขณะ

เพราะอาศัยวาทะของเรา.

บทว่า  อาโรปิโต  เต  วาโท   ความว่า   เรายกโทษของท่านขึ้น

แล้ว.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่ 855

บทว่า  จร  วาทปฺปโมกฺขาย  ความว่า  ท่านจงเข้าไปหาอาจารย์

นั้น  ๆ  แสวงหาที่เก่ง ๆ  เดินทางเที่ยวไปเพื่อเปลื้องวาทะนี้.

บทว่า  นิพฺเพเธหิ  วา  สเจ   ปโหสิ   ความว่า   ถ้าท่านสามารถ

เองทีเดียว   ก็จงแก้ไขเสียในที่นี้นั่นแหละ  คนแบบนี้นั้นน่าศึกษา.

คาถาว่า   เยหิ  วิวิตฺโต   เป็นต้น   พึงทราบดังต่อไปนี้   บรรดาบท

เหล่านั้น.

บทว่า  เยหิ  ความว่า  จากทิฏฐิเป็นต้นเหล่าใด.

บทว่า  วิวิตฺโต   วิจเรยฺย   ความว่า   ว่างแล้วพึงเที่ยวไป.

บทว่า  น  ตานิ  อคฺคยฺห  วเทยฺย  นาโค  ความว่า  บุคคลชื่อ

ว่านาคไม่พึงยึดถือทิฏฐิเหล่านั้นกล่าวโดยนัยว่า ไม่กระทำความชั่ว  เป็นต้น.

บทว่า  เอลมฺพุช  ความว่า  เกิดในน้ำกล่าวคือเอละ.

บทว่า  กณฺฏกวาริช   ความว่า   ดอกบัวมีก้านเป็นหนาม  มีอธิบาย

ว่า  ปทุม.

บทว่า  ยถา  ชเลน  ปงฺเกน  จ  นูปลิตฺต   ความว่า   ดอกบัวนั้น

อันน้ำเปือกตมไม่เข้าไปติด  ฉันใด.

บทว่า  เอว   มุนิ   สนฺติวโท  อคิทฺโธ   ความว่า  มุนีผู้กล่าวความ

สงบภายใน  ไม่ติดพัน  เพราะไม่มีความติดพัน.

บทว่า  กาเม   จ   โลเก   จ   อนูปลิตฺโต   ความว่า  เป็นผู้ไม่เข้า

ไปติดในกามแม้ ๒ อย่าง และในโลกมีอบายเป็นต้น  ด้วยกิเลสทั้งหลาย ๒.

บทว่า  อาคุ   น   กโรติ   ความว่า  ไม่การทำโทษมีอกุศลเป็นต้น.

บทว่า  น  คจฺฉติ   ความว่า  ย่อมไม่ถึงโทษด้วยอำนาจอคติ.

บทว่า  นาคจฺฉติ   ความว่า   ไม่เข้าถึงกิเลสที่ละแล้ว.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่ 856

บทว่า  ปาปกา   แปลด่า   ลามก.

บทว่า  อกุสลา   ความว่า   เกิดแต่ความเป็นผู้ไม่ฉลาด.

บทว่า  เต   กิเลเส  น  ปุเนติ   ความว่า  กิเลสเหล่าใด  อันบุคคล

นั้นละได้แล้ว  บุคคลนั้นย่อมไม่มาสู่กิเลสเหล่านั้นอีก.

บทว่า  น   ปจฺเจติ   ความว่า   ไม่กลับเข้าถึง.

บทว่า  น  ปจฺจาคจฺฉติ   ความว่า  ไม่กลับมาอีก.

บทว่า  ขรทณฺโฑ  ความว่า  ก้านของใบขรุขระ  คือก้านหยาบ.

บทว่า  จตฺตเคโธ   ความว่า  สละความติดพัน.

บทว่า  วนฺตเคโธ   ความว่า  คายความติดพัน.

บทว่า  มุตฺตเคโธ   ความว่า  ตัดความติดพันที่เป็นเครื่องผูกพัน.

บทว่า  ปหีนเคโธ   ความว่า  ละความติดพัน.

บทว่า  ปฏินิสฺสฏเคโธ   ความว่า  สละคืนความติดพันด้วยประ-

การที่ไม่งอกขึ้นสู่จิตอีก     แม้ในบทว่าเป็นผู้มีความกำหนัดอันสละคืนแล้ว

เป็นต้น    ต่อไปก็นัยนี้เหมือนกัน    บทเหล่านั้นทั้งหมดนั่นแล   เป็นไวพจน์

แสดงภาวะที่คุ้นเคยแห่ง  คหิต  ศัพท์  จะมีอะไรยิ่งขึ้นไป.

คาถาว่า   น  เวทคู   เป็นต้น  พึงทราบดังต่อไปนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  น  เวทคู  ทิฏฺิยา   ความว่า  มุนีผู้ถึง

เวทคือมรรค ๔   เช่นเราย่อมเป็นผู้ไม่ไปด้วยทิฏฐิ   คือย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ

หรือไม่ย้อมมาสู่ทิฏฐินั้นโดยสาระ    ในคำเหล่านั้นมีเนื้อความของคำ   ดัง

ต่อไปนี้ :-

ชื่อว่า  ทิฏฺิยายก  เพราะอรรถว่า  ด้วยทิฏฐิ   เป็นตติยาวิภัตติ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่ 857

ชื่อว่า ทิฏฺิยายก  เพราะอรรถว่า  ไปสู่ทิฏฐิ  เป็นทุติยาวิภัตติ.

แม้ที่เป็นฉัฏฐีวิภัตติ  เป็น   ทิฏฺิยา    เพราะอรรถว่า    การไปของ

ทิฏฐิ  ก็มี.

บทว่า  น  มุติยา   ส  มานเมติ   ความว่า  มุนีนั้นย่อมไม่ถึงความ

ถือตัวแม้ด้วยอารมณ์ที่ทราบ  ชนิดมีรูปที่เขาทราบเป็นต้น.

บทว่า  น  หิ   ตมฺมโย   โส   ความว่า  เป็นผู้ไม่มีตัณหา   คือเป็นผู้

ไม่มีตัณหานั้นเป็นที่ไปในเบื้องหน้า  ด้วยสามารถแห่งตัณหาและทิฏฐิ   แต่

ผู้นี้ไม่เป็นเช่นนั้น.

บทว่า  น  กมฺมุนา  นาปิ   สุเตน  เนยฺโย    ความว่า   มุนีนั้น

ย่อมไม่เป็นผู้อันกรรมมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น       หรือเสียงที่ได้ยินมีความ

หมดจดที่ได้ยินเป็นต้น  นำไปได้.

บทว่า  อนูปนีโต   ส   นิเวสเนสุ   ความว่า   มุนีนั้นเป็นผู้อัน

ตัณหาและทิฏฐิไม่นำเข้าไปแล้วในที่อาศัย คือตัณหาและทิฏฐิทั้งปวง  เพราะ

ละความนำเข้าไปทั้งสองได้แล้ว.

กลิ่น รส และโผฏฐัพพะชื่อว่ารูปที่เขาทราบแล้ว  ในบทว่า  มุตรูเปน

วา  นี้.

บทว่า  มาน   เนติ   ความว่า   ย่อมไม่ถึงอัสมิมานะการถือเราถือเขา.

บทว่า  น  อุเปติ   ความว่า  ย่อมไม่มาสู่ที่ใกล้.

บทว่า  น  อุปคจฺฉติ  ความว่า  ย่อมไม่เข้าไปตั้งอยู่.

บทว่า  ตมฺมโย  ได้แก่   การทำความอิ่มใจ    และแก่มุนีนั้นผู้เป็น

อย่างนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่ 858

คาถาว่า   สญฺาวิรตฺตสฺส    เป็นต้น  พึงทราบดังต่อไปนี้  บรรดา

บทเหล่านั้น.

บทว่า  สญฺาวิรตฺตสฺส   ความว่า   แก่มุนีผู้ละกามสัญญาเป็นต้น

ด้วยภาวนาซึ่งมีเนกขัมมสัญญาเป็นสภาพถึงก่อน   ด้วยบทนี้  ท่านประสงค์

เอาผู้มีสมถะเป็นยานซึ่งเป็นอุภโตภาควิมุต.

บทว่า  ปฺาวิมุตฺตสฺส  ความว่า  แก่มุนีผู้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง

ด้วยภาวนาซึ่งมีวิปัสสนาเป็นสภาพถึงก่อน     ด้วยบทนี้    ท่านประสงค์เอา

ผู้เป็นสุกขวิปัสสก.

บทว่า  สญฺญฺจ    ทิฏฺิญฺจ   เย   อคฺคเหสุ   เต    ฆฏฺฏมานา

วิวทนฺติ   โลเก    ความว่า   ก็ชนเหล่าใดยังถือสัญญามีกามสัญญาเป็นต้น

ชนเหล่านั้น      โดยเฉพาะพวกคฤหัสถ์ยังถือทิฏฐิซึ่งมีกามเป็นเหตุนั่นแหละ

ชนเหล่านั้นโดยเฉพาะพวกบรรพชิต     ย่อมกระทบกระทั่งวิวาทกันและกัน

มีธรรมเป็นเหตุ.

บทว่า  โย   สมถปุพฺพงฺคม  อริยมคฺค   ภาเวติ  ความว่า  บุคคล

ใดกระทำสมถะให้เป็นสภาพถึงก่อน  คือให้เป็นปุเรจาริก  เจริญอริยมรรค

พร้อมวิปัสสนา  ยังสมาธิให้เกิดขึ้นก่อน  ยังอริยมรรคพร้อมวิปัสสนาให้เกิด

ขึ้นภายหลัง.

บทว่า  ตสฺส   อาทิโต   ความว่า  อันบุคคลนั้นข่มเสียแล้วแต่ปฐม-

ฌานเป็นต้น.

บทว่า  อุปาทาย   ความว่า   อิงแล้ว   อาศัยแล้ว.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่ 859

บทว่า  คนฺถา   วิกฺขมฺภิตา   โหนฺติ   ความว่า   กิเลสเป็นเครื่อง

ร้อยรัด  ย่อมเป็นของอันบุคคลนั้นกระทำให้ไกลแล้ว.

บทว่า  อรหตฺตปฺปตฺเต   บรรลุอรหัตตผล.

บทว่า  อรหโต   ความว่า    ผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผล   กิเลสทั้งปวงมี

กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดและโมหะเป็นต้น      ย่อมเป็นสภาพอันพระอรหันต์

ละเสียแล้ว.

บทว่า  โย    วิปสฺสนาปุพพงฺคม    อริยมคฺค    ภาเวติ   ความว่า

บุคคลใดกระทำวิปัสสนาให้เป็นสภาพถึงก่อน    คือให้เป็นปุเรจาริก  เจริญ

อริยมรรค  ยังวิปัสสนาให้เกิดขึ้นก่อน  เจริญสมาธิอันสัมปยุตด้วยอริยมรรค

ภายหลัง.

บทว่า  ตสฺส  อาทิโต   อุปาทาย  ความว่า   อันบุคคลนั้นอาศัย

วิปัสสนาจำเดิมแต่เห็นแจ้ง.

บทว่า  ภิกฺขมฺภิตา   ในบทว่า    โมหา  วิกฺขมฺภิตา  โหนฺติ    นี้

ความว่า  ให้ถึงที่ไกล.

บทว่า  สญฺาวเสน   ฆฏฺเฏนฺติ  ความว่า  ชนเหล่าใดยังถือกาม

สัญญาเป็นต้น   ชนเหล่านั้นย่อมเบียดเบียนกันด้วยสามารถแห่งสัญญา.

บทว่า  สงฺฆฏฺเฏนฺติ  ความว่า  ย่อมเบียดเบียนกันกว่านั้น ๆ.

บัดนี้      เพื่อจะแสดงเหล่าชนที่เบียดเบียนกัน     ท่านจึงกล่าวความ

พิสดาร  โดยนัยว่า   ราชาโนปิ   ราชูหิ   วิวทนฺติ   เป็นต้น.

ในบทว่า  อญฺมญฺ   ปาณีหิปิ    อุปกฺกมนฺติ   ความว่า   ย่อม

ประหารกันและกันด้วยมือทั้งสอง.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่ 860

บทว่า   เลฑฺฑูหิ  ได้แก่  ด้วยก้อนดิน.

บทว่า   ทณฺเฑหิ  ได้แก่  ด้วยไม้พอง.

บทว่า   สตฺเถหิ  ได้แก่  ด้วยศัสตราสองคม.

บทว่า   อภิสงฺขาราน   อปฺปหีนตฺตา  ความว่า  เพราะความที่ยัง

ละปุญญาภิสังขารเป็นต้นไม่ได้.

บทว่า   คติยา   ฆฏฺเฏนฺติ   ความว่า  ย่อมเบียดเบียนกัน   คือ  ย่อม

ถึงความกระทบกระทั่งกัน     ในคติอันเป็นที่พึ่งซึ่งจะต้องไป    แม้ในนรก

เป็นต้น   ก็นัยนี้เหมือนกัน     คำที่เหลือในที่นี้ง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าว

แล้ว.

 

สัทธัมมปัชโชติกา   อรรถกถามหานิทเทส

อรรถกถา  มาคันทิยสุตตนิทเทส

จบ   สูตรที่  ๙


หน้าที่ 801-850