พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 251

เขาได้ยินคำของบิดาแล้ว  ลุกขึ้นกราบบิดา  เมื่อจะเรียนให้ทราบเพื่อจะ

ไปสู่ที่อยู่ของมนุษย์  จากที่อยู่ในป่า  ด้วยความเคารพ  จึงกล่าวคาถา  ๒  คาถาว่า

ข้าแต่คุณพ่อกัสสปะ     ผมอดทนอยู่ในป่าไม่ได้

ผมจะขอลาคุณพ่อไป  การอยู่ในป่าลำบาก ผมปรารถนา

จะไปสู่บ้านเมือง.

ข้าแต่คุณพ่อผู้เป็นดุจพรหม   ผู้ออกจากป่านี้ไป

อยู่  ณ ชนบทใด ๆ จะพึงศึกษาขนบธรรมเนียมที่ชาว

ชนบทเขาประพฤติฉันอย่างไร   ขอคุณพ่อจงพร่ำสอน

ขนบธรรมเนียมนั้นแก่ผมด้วยเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า   กสฺสปามนฺตยานิ  ต  ความว่า  ข้าแต่

คุณพ่อกัสสปะ   ผมขอบอกกะคุณพ่อ.   บทว่า  คนฺตเว  แปลว่า  เพื่อจะไป.

บทว่า อาจาร  ความว่า  ผมอยู่ในชนบทใด  เมื่ออยู่ในชนบทนั้น  ต้องศึกษา

ต้องทราบ   ข้อที่ต้องประพฤติ  คือ แบบธรรมเนียมของชนบทอย่างใด  โปรด

สั่งสอน   โปรดตักเตือนธรรมนั้นเถิด.

พระมหาสัตว์กล่าวว่า    ดีละพ่อ    ฉันแสดงจารีตของประเทศแก่เจ้า

แล้วกล่าวคาถา  ๒  คาถาว่า

ถ้าเจ้าละป่า   เหง้ามันและผลไม้ในป่า  พึงพอใจอยู่

ในบ้านเมือง  เจ้าจงสำเหนียกจารีตของชนบทนั้นของ

เราไว้.

เจ้าจงอย่าเสพของมีพิษ    จงเว้นเหวโดยเด็ดขาด

อย่าจมอยู่ในเปือกตม  ในที่ใกล้อสรพิษ  จงเตรียมตัว

ให้พร้อม.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 252

บรรดาบทเหล่านั้น     บทว่า    ธมฺม    ความว่า   ถ้าเจ้าชอบใจอยู่ใน

แว่นแคว้น    เจ้าจงสำเหนียกธรรมคือจารีตของชนบท.  บทว่า  ยตฺโต  อาสีวิเส

ความว่า  เจ้าพึงประพฤติสำรวม    เตรียมพร้อมเที่ยวไปใกล้อสรพิษ   เมื่ออาจ

ก็พึงเว้นอสรพิษเสียให้ห่างไกล.

ดาบสกุมารเมื่อไม่รู้เนื้อความของคำที่บิดากล่าวไว้โดยย่อ   จึงถามว่า

ผมขอถาม คุณพ่อกล่าวอะไรว่าเป็นพิษ  เป็นเหว

เป็นเปือกตม  เป็นอสรพิษ  ของพรหมจรรย์    ผมถาม

แล้ว   คุณพ่อโปรดบอกความข้อนั้นแก่ผมเถิด.

ฝ่ายดาบสโพธิสัตว์   ได้พยากรณ์แก่บุตรว่า

ดูก่อนนารทะ    น้ำดองในโลกเขาเรียกว่า   สุรา

สุรานั้น  ทำใจให้ฮึกเหิม  มีกลิ่นหอม   ทำให้พูดมาก

มีรสหวาน  แหลมปานน้ำผึ้ง  พระอริยะทั้งหลายกล่าว

สุรานั้น  ว่าเป็นพิษของพรหมจรรย์.

ดูก่อนนารทะ   หญิงทั้งหลายในโลก   ย่อมย่ำยี

บุรุษผู้ประมาทแล้ว    หญิงเหล่านั้น      ย่อมจูงจิตของ

บุรุษไป  เหมือนลมพัดปุยนุ่นที่หล่นจากต้นไป ฉะนั้น

นี่บัณฑิตกล่าวว่า  เป็นเหวของพรหมจรรย์.

ดูก่อนนารทะ  ลาภ  สรรเสริญ   สักการะ  และ

การบูชาในตระกูลอื่น  นี่บัณฑิตกล่าวว่า  เป็นเปือกตม

ของพรหมจรรย์.

ดูก่อนนารทะ   พระราชาเป็นใหญ่ครอบครอง

แผ่นดินนี้  เจ้าอย่าเข้าไปใกล้พระราชาผู้เป็นใหญ่  เป็น

จอมแห่งมนุษย์เช่นนั้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 253

ดูก่อนนารทะ    เจ้าอย่าเที่ยวไปใกล้บาทมูลแห่ง

พระราชาทั้งหลาย  ผู้เป็นอิสระ และเป็นอธิบดีเหล่านั้น

พระราชานั้น   บัณฑิตกล่าวว่าเป็นอสรพิษของพรหม-

จรรย์.

บุคคลผู้ต้องการอาหารในเวลาอาหาร  พึงเข้าไป

ใกล้เรือนใด  พึงรู้กุศล  คืออโคจร  ๕  ที่ควรเว้นในสกุล

นั้นแล้วพึงเที่ยวแสวงหาอาหารในเรือนนั้น     บุคคล

เข้าไปสู่ตระกูลอื่นเพื่อปานะหรือโภชนะแล้วพึงรู้จัก

ประมาณบริโภคแต่พอควรและไม่พึงใส่ใจในรูปหญิง.

เจ้าจงเว้นให้ห่างไกลซึ่งการตั้งคอกโค   ร้านขาย

สุรา  คนเกเร  ที่ประชุมและขุมทรัพย์ทั้งหลาย  เหมือน

บุคคลผู้ไปด้วยยาน  เว้นหนทางอันไม่ราบเรียบฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า  อาสโว ได้แก่ยาพิษอันเป็นเช่นกับน้ำดอง

ดอกไม้เป็นต้น. บทว่า ตทาหุ ความว่า พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสุรานั้นกล่าว

คือน้ำดองว่าเป็นพิษแห่งพรหมจรรย์.  บทว่า  ปมตฺต  ได้แก่   ผู้มีสติหลงลืม.

บทว่า    ตูลภฏฺว    ความว่า   เปรียบดังปุยนุ่นที่ถูกลมพัดจากต้นร่วงลงมา.

บทว่า  อกฺขาโต   แปลว่า  อันบัณฑิตมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นตรัสแล้ว.  บทว่า

สิโลโก  ได้แก่   เกียรติคุณ.  บทว่า  สกฺกาโร  ได้แก่  กรรมมีอัญชลีกรรม

เป็นต้น.   บทว่า   ปูชา   ได้แก่   การบูชาด้วยสักการะมีของหอมและระเบียบ

ดอกไม้เป็นต้น.   บทว่า   ปงฺโก   ความว่า  บัณฑิตทั้งหลาย  กล่าวเปือกตม

เพราะอรรถว่า  ทำให้จมลง. บทว่า  มหนฺเต แปลว่า ถึงความเป็นผู้มีอานุภาพ

มาก.   บทว่า  น  เตส   ปาทโต   จเร  ความว่า  ไม่พึงเที่ยวไปใกล้พระบาท

ของพระราชาเหล่านั้น คือไม่พึงเข้าถึงราชสกุล.  จริงอยู่ พระราชาทั้งหลายทรง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 254

กริ้วแล้ว      ย่อมให้ถึงความวอดวายโดยครู่เดียวเท่านั้น       เหมือนอสรพิษ

ฉะนั้น.    อีกอย่างหนึ่ง   บัณฑิตพึงทราบความด้วยอำนาจโทษดังกล่าวแล้วใน

การเข้าไปภายในพระราชวัง.  บทว่า  ภตฺตตฺโถ  ความว่า เป็นผู้มีความต้องการ

ด้วยภัต.  บทว่า  ยนฺเตตฺถ      กุสล   ความว่า  ในบรรดาเรือนที่เจ้าพึงเข้าไป

เรือนใดเป็นกุศล   คือ  ไม่มีโทษ   เจ้าพึงรู้เรือนที่เว้นจากอโคจร  ๕  ประการ

พึงเที่ยวแสวงหาอาหารในเรือนนั้น.  บทว่า  น   จ   รูเป  มน  กเร  ความว่า

เจ้าพึงเป็นผู้รู้จักประมาณในตระกูล  แม้เมื่อบริโภคเล่าก็อย่าไว้วางใจในรูปสตรี

ในตระกูลนั้น   อย่าลืมตายึดเอานิมิตในรูปหญิง.     บาลีในคัมภีร์ทั้งหลายว่า

คุฏฺ   มชฺช   กิราสญฺจ   ดังนี้  แต่ในอรรถกถา  ท่านกล่าว  โคฏฺ   มชฺช

กิราสญฺจ   แล้วกล่าวว่า  บทว่า  โคฏฺ   ได้แก่  ที่โคทั้งหลายพักอยู่. บทว่า

มชฺช ได้แก่  โรงสุรา.  บทว่า  กิราส  ได้แก่   คนผู้เป็นนักเลง   และคนเกเร.

บทว่า  สภาธิกรณานิ  จ   ได้แก่  ที่ประชุม  ที่ขุมทรัพย์   แห่งเงินและทอง.

บทว่า อารกา  ความว่าเจ้าพึงเว้นสิ่งทั้งหมดนั้นเสียให้ห่างไกล.  บทว่า  ยานีว

ความว่าเหมือนบุคคลมียานอันเต็มด้วยเนยใสและน้ำมันไปสู่หนทางอันราบเรียบ

ฉะนั้น.

เมื่อบิดากำลังกล่าวสอนอยู่นั้นเอง  มาณพกลับได้สติกล่าวว่า    ข้าแต่พ่อ

ข้าพเจ้าไม่ควรไปแดนมนุษย์    ลำดับนั้น      บิดาได้สอนวิธีเจริญเมตตาเป็นต้น

แก่ดาบสกุมาร ๆ   ตั้งอยู่ในโอวาทของบิดา   ยังฌานและอภิญญาให้บังเกิด  โดย

ไม่นานนัก  สองดาบสพ่อลูก  มิได้เสื่อมจากฌาน  ได้บังเกิดในพรหมโลก.

พระศาสดา  ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว   ทรงประชุม

ชาดกว่า  นางกุมาริกา  นี้  ได้มาเป็นนางสาวเทื้อนี้   ดาบสกุมารได้เป็น

ภิกษุผู้กระสัน  ส่วนดาบสบิดา  คือเราตถาคตนั่นเองแล.

จบอรรถกถาจุลลนารทกัสสปชาดก


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 255

๕.  ทูตชาดก

 

ว่าด้วยการบอกความทุกข์แก่ผู้ที่ควรบอก

[๑๗๗๗]    ดูก่อนพราหมณ์  เราส่งทูตทั้งหลายมา

เพื่อท่านผู้เพ่งอยู่  ณ  ฝั่งแม่น้ำคงคา   ทูตเหล่านั้นถาม

ท่าน  ท่านก็มิได้บอกให้แจ่มแจ้ง   ความทุกข์ที่เกิดขึ้น

แก่ท่านนั้น  เป็นความตายของท่านมิใช่หรือ.

[๑๗๗๘]    ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงบำรุงรัฐกาสีให้

เจริญ     ถ้าความทุกข์เกิดขึ้นแก่พระองค์     ผู้ใดไม่พึง

เปลื้องพระองค์จากทุกข์ได้   พระองค์อย่าได้ตรัสบอก

ความทุกข์นั้นแก่ผู้นั้น.

[๑๗๗๙]    ผู้ใดพึงเปลื้องทุกข์ของบุคคลผู้เกิด-

ทุกข์ได้ส่วนเดียวโดยธรรม    พึงบอกเล่าแก่ผู้นั้นได้

โดยแท้.

[ ๑๗๘๐]    ข้าแต่พระราชา   เสียงของสุนัขจิ้งจอก

ก็ดี  ของนกก็ดี  รู้ได้ง่าย   เสียงของมนุษย์รู้ได้ยากยิ่ง

กว่านั้น.

[๑๗๘๑]    อนึ่ง  ผู้ใดเมื่อก่อนเป็นผู้ใจดี   คนทั้ง-

หลายนับถือว่าเป็นญาติ   เป็นมิตรหรือเป็นสหาย   ภาย

หลังผู้นั้นกลับกลายเป็นศัตรูไปก็ได้   ใจของมนุษย์รู้ได้

ยากอย่างนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 256

[๑๗๘๒]    ผู้ใดถูกถามเนือง ๆ  ถึงทุกข์ของตน

ย่อมบอกในกาลอันไม่ควร ผู้นั้นย่อมมีแต่มิตรผู้แสวง-

หาประโยชน์   แต่ไม่ยินดีร่วมทุกข์ด้วย.

[๑๗๘๓]    บุคคลรู้กาลอันควร   และรู้จักบัณฑิต

ผู้มีปัญญาว่าใจร่วมกัน    แล้วพึงบอความทุกข์

ทั้งหลายแก่บุคคลผู้เป็นนั้น      นักปราชญ์พึงบอกความ

ทุกข์ร้อนแก่ผู้อื่น  พึงเปล่งวาจาอ่อนหวานมีประโยชน์.

[๑๗๘๔]    อนึ่ง   ถ้าบุคคลอดกลั้นความทุกข์ของ

ตนไม่ได้ก็พึงรู้ว่า ประเพณีของโลกนี้จะมีเพื่อถึงความ

สุขสำหรับเราผู้เดียวไม่ได้    นักปราชญ์เมื่อเพ่งเล็งหิริ

และโอตตัปปะอันเป็นของจริง    พึงอดกลั้นความ

ทุกข์ร้อนไว้ผู้เดียวเท่านั้น.

[๑๗๘๕]    ข้าแต่พระมหาราชา    ข้าพระองค์ต้อง

การจะหาทรัพย์ให้อาจารย์     จึงเที่ยวไปทั่วแว่นแคว้น

นิคม  และราชธานีทั้งหลาย.

[๑๗๘๖]    ขอกะคฤหบดี  ราชบุรุษ และพราหมณ์

มหาศาลได้ทองคำ  ๗ ลิ่ม ทองคำ  ๗  ลิ่มของข้าพระองค์

นั้นหายเสียแล้ว  เพราะเหตุนั้น  ข้าพระองค์จึงเศร้าโศก

มาก.

[๑๗๘๗]    ข้าแต่พระมหาบุรุษ   บุรุษผู้เป็นทูตของ

พระองค์เหล่านั้น      ข้าพระองค์คิดรู้ด้วยใจว่า   ไม่

สามารถจะปลดเปลื้องข้าพระองค์จากทุกข์ได้   เพราะ

เหตุนั้น  ข้าพระองค์จึงไม่บอกแก่บุรุษเหล่านั้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 257

[๑๗๘๘]    ข้าแต่พระมหาราชา  ส่วนพระองค์

ข้าพระองค์คิดรู้ด้วยใจว่า     พระองค์สามารถจะ

ปลดเปลื้องข้าพระองค์จากทุกข์ได้     เพราะเหตุนั้น

ข้าพระองค์จึงกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบ.

[๑๗๘๙]    พระราชาผู้บำรุงรัฐกาสีให้เจริญ     มี

พระหฤทัยเลื่อมใส    ได้พระราชทานทองคำ  ๑๔  แท่ง

แก่พระโพธิสัตว์นั้น.

จบทูตชาดกที่  ๕

 

อรรถกถาทูตชาดก

พระศาสดา  เมื่อเสด็จประทับอยู่  ณ  พระเชตวันมหาวิหาร  ทรง

พระปรารภการสรรเสริญปัญญาของพระองค์     ตรัสพระธรรมเทศนานี้

มีคำเริ่มต้นว่า   ทูเต   เต    พฺรหฺเม   ปาเหสึ  ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย    สนทนากันถึงถ้อยคำปรารภพระคุณของพระศาสดาใน

โรงธรรมสภาว่า   อาวุโสทั้งหลาย   ท่านทั้งหลายจงดูความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย

ของพระทศพลเถิด   พระองค์แสดงนางอัปสรทั้งหลาย  แก่นันทกุลบุตร  แล้ว

ประทานพระอรหัต    ทรงประทานผ้าเก่าแก่พระจุลปันถกะ   แล้วประทานพระ-

อรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา      ทรงประทานดอกปทุมแก่นายช่างทอง      แล้ว

ประทานพระอรหัต     พระองค์ทรงแนะสัตว์ทั้งหลายด้วยอุบายต่าง  ๆ   อย่างนี้


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 258

พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บัดนี้   พวกเธอนั่งสนทนา

กันด้วยเรื่องอะไรหนอ    เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว    ตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย  มิใช่แต่ในบัดนี้อย่างเดียวเท่านั้น     ที่ตถาคตเป็นผู้ฉลาดในอุบาย

โดยรู้อุบายว่า  นี้เป็นดังนี้   แม้ในกาลก่อน   ตถาคตก็เป็นผู้ฉลาดในอุบายเหมือน

กัน    แล้วทรงนำอดีตนิทานมา  ดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล    เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ    อยู่ในกรุง

พาราณสี  ชนบทไม่มีเงินใช้  เพราะพระเจ้าพรหมทัตทรงบีบบังคับชาวชนบท

ขนเอาทรัพย์ไปหมด.    ในกาลนั้น    พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์

ณ  กาสิกคาม   ครั้นเจริญวัยแล้ว    ได้ไปเมืองตักกศิลา   กล่าวกะอาจารย์ว่า

ข้าพเจ้าจักเที่ยวขอเขาโดยธรรม      แล้วจักนำเอาทรัพย์มาให้อาจารย์ภายหลัง

แล้วเริ่มเรียนศิลปศาสตร์    ครั้นเรียนสำเร็จสอบไล่ได้แล้ว     จึงบอกอาจารย์ว่า

ข้าแต่ท่านอาจารย์   กระผมจักไปนำทรัพย์ค่าจ้างสอนมาให้ท่าน   แล้วออกเที่ยว

ไปตามชนบทแสวงหาทรัพย์โดยชอบธรรม  ได้ทองคำเจ็ดลิ่ม   จึงไปด้วยคิดว่า

จักให้อาจารย์   ในระหว่างทางได้ลงสู่เรือเพื่อข้ามแม่น้ำคงคา  เรือโคลงไปมาใน

แม่น้ำนั้น    ทองคำของพระโพธิสัตว์ก็ตกน้ำ   พระโพธิสัตว์คิดว่า   เงินเป็นของ

หายาก     เมื่อเราจะเที่ยวแสวงหาทรัพย์ค่าจ้างสอนตามชนบท     ก็จักเนิ่นช้า

อย่ากระนั้นเลย   เราควรนั่งอดอาหาร  อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคานี่แหละ  พระราชาจัก

ทรงทราบความที่เรานั่งอยู่โดยลำดับ    ก็จักส่งพวกอำมาตย์มา   เราจักไม่พูดจา

กับพวกอำมาตย์เหล่านั้น    ลำดับนั้น   พระราชาก็จักเสด็จมาเอง  เราจักได้ทรัพย์

ค่าจ้างสอนในสำนักของพระราชาด้วยอุบายนี้  คิดดังนี้แล้ว  ห่มผ้าสาฎกเฉวียงบ่า

เอายัญและสายสิญจน์วงไว้โดยรอบ    นั่งอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา    ประดุจรูปปฏิมา

ทองคำบนพื้นทราย  ซึ่งมีสีดังแผ่นเงินฉะนั้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 259

มหาชนเห็นพระโพธิสัตว์นั่งอดอาหารอยู่  จึงถามว่า   ท่านนั่งเพื่ออะไร.

พระโพธิสัตว์มิได้กล่าวแก่ใคร ๆ    วันรุ่งขึ้น    ผู้ที่อยู่บ้านใกล้ประตูพระนคร

ได้ฟังว่า  พระโพธิสัตว์นั่งอยู่ที่นั้น   จึงพากันไปถาม.  พระโพธิสัตว์ก็มิได้กล่าว

แม้แก่ชนเหล่านั้น.    ชนเหล่านั้นเห็นความลำบากของพระโพธิสัตว์    ก็พากัน

คร่ำครวญหลีกไป.  ในวันที่  ๓ ชาวพระนครพากันมา   ในวันที่  ๔   อิสรชนพา

กันมาจากพระนคร    ในวันที่  ๕  ราชบุรุษพากันมา    ในวันที่  ๖    พระราชา

ทรงส่งพวกอำมาตย์มา   พระโพธิสัตว์ก็มิได้กล่าวแม้แก่ชนเหล่านั้น.   ในวันที่

๗  พระราชาทรงกลัวภัย  จึงเสด็จไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์  เมื่อจะตรัสถาม

จึงตรัสพระคาถาที่  ๑ ว่า

ดูก่อนพราหมณ์  เราส่งทูตทั้งหลายมาเพื่อท่านผู้

เพ่งอยู่  ณ  ฝั่งแม่น้ำคงคา   ทูตเหล่านั้นถามท่าน  ท่าน

ก็มิได้บอกให้แจ่มแจ้ง  ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่ท่านนั้น

เป็นความตายของท่านมิใช่หรือ  ?

บรรดาบทเหล่านั้น      บทว่า   ตุยฺห   มต  นุ  เต  ความว่า  ดูก่อน

พราหมณ์  ความทุกข์ซึ่งเกิดแก่ท่านนั้น  เป็นความตายของท่านมิใช่หรือ  ท่าน

จึงไม่บอกแก่คนอื่น.

พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น     จึงทูลว่า    ข้าแต่มหาราชเจ้า   ข้าพระองค์

จะบอกแก่ผู้ที่สามารถจะนำทุกข์ไปได้เท่านั้น    ไม่บอกแก่ผู้อื่น   แล้วกล่าวคาถา

๗ คาถาว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงบำรุงรัฐกาสีให้เจริญ      ถ้า

ความทุกข์เกิดขึ้นแก่พระองค์    ผู้ใดไม่พึงเปลื้องทุกข์

จากพระองค์ได้    พระองค์อย่าได้ตรัสบอกความทุกข์

นั้นแก่ผู้นั้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 260

ผู้ใดพึงเปลื้องทุกข์ของบุคคลผู้เกิดทุกข์     ได้

ส่วนเดียวโดยธรรม  พึงบอกเล่าแก่ผู้นั้นได้โดยแท้.

ข้าแต่พระราชา   เสียงของสุนัขจิ้งจอกก็ดี   ของ

นกก็ดี   รู้ได้ง่าย  เสียงของมนุษย์รู้ได้ยากยิ่งกว่านั้น.

อนึ่ง  ผู้ใดเมื่อก่อนเป็นผู้ใจดี  คนทั้งหลายนับถือ

ว่าเป็นญาติ    เป็นมิตรหรือเป็นสหาย    ภายหลังผู้นั้น

กลับกลายเป็นศัตรูไปได้    ใจของมนุษย์รู้ได้ยาก

อย่างนี้.

ผู้ใดถูกถามเนือง ๆ  ถึงทุกข์ของตน   ย่อมบอก

ในกาลไม่ควร  ผู้นั้นย่อมมีแต่มิตรผู้แสวงหาประโยชน์

แต่ไม่ยินดีร่วมทุกข์ด้วย.

บุคคลรู้กาลอันควร    และรู้จักบัณฑิตผู้มีปัญญา

มีใจร่วมกันแล้ว   พึงบอกความทุกข์ทั้งหลายแก่บุคคล

ผู้เช่นนั้น  นักปราชญ์พึงบอกความทุกข์ร้อนแก่บุคคล

อื่น  พึงเปล่งวาจาอ่อนหวานมีประโยชน์.

อนึ่ง    ถ้าบุคคลอดกลั้นความทุกข์ของตนไม่ได้

ก็พึงรู้ว่า    ประเพณีของโลกนี้   จะมีเพื่อถึงความสุข

สำหรับเราผู้เดียวไม่ได้   นักปราชญ์เมื่อเพ่งเล็งหิริและ

โอตัปปะอันเป็นของจริง     พึงอดกลั้นความทุกข์ร้อน

ไว้ผู้เดียวเท่านั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า  อุปฺปชฺเช  ความว่า   ถ้าความทุกข์พึง

เกิดขึ้นแก่พระองค์.    บทว่า  มา   อกฺขาหิ   แปลว่า   จงอย่าบอก.    บทว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 261

ทุพฺพิชานคร    ความว่า    ถ้อยคำของมนุษย์รู้ได้ยากยิ่งกว่าถ้อยคำของสัตว์

ดิรัจฉาน   เพราะเหตุนั้น     คือเพราะไม่รู้โดยถ่องแท้    ไม่พึงบอกทุกข์ของตน

ซึ่งไม่สามารถจะนำไปได้.   บทว่า  อปิ   เจ   ความว่า   เพราะท่านกล่าวไว้ใน

คาถาแล้ว.   บทว่า  อนานุปุฏฺโ  แปลว่า  ถูกถามบ่อย ๆ.  บทว่า  ปเวทเย

แปลว่า   ย่อมกล่าว.  บทว่า อกาลรูเป  แปลว่า ในกาลอันไม่สมควร.    บทว่า

กาล    ความว่า   ตลอดกาลที่พูดถึงความลับของตน.    บทว่า   ตถาวิธสฺส

ความว่า    รู้จักบุรุษผู้เป็นบัณฑิต    ว่าผู้ใดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับตนแล้ว

พึงบอกแก่บุคคลเช่นนั้น.    บทว่า  ติปฺปานิ   แปลว่า  ทุกข์.    บทว่า  สเจ

ความว่า   ถ้าว่าบุคคลอดกลั้นความทุกข์ของตนไม่ได้   พึงรู้ว่าเป็นน่าที่ของตน

ในเมื่อเรี่ยวแรงแห่งชาติชายตนหรือของผู้อื่นมีอยู่.     บทว่า    นีติ    ความว่า

ประเพณีโลกเป็นอย่างนี้   อธิบายว่า  โลกธรรม  ๘.  ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้

ว่า  ถ้าประเพณีของโลกนี้  จะมีเพื่อถึงความสุขสำหรับเราเท่านั้นไม่ได้   ขึ้นชื่อว่า

ผู้จะพ้นไปจากโลกธรรมทั้ง   ๘  ประการที่เกิดขึ้นแล้วย่อมไม่มี   เมื่อเป็นเช่นนี้

นักปราชญ์ผู้ปรารถนาแต่ความสุข   เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยหิริและโอตตัปปะ  ไม่พึง

ทำกรรมที่ชื่อว่ายกทุกข์ให้แก่ผู้อื่น  และเราก็มีหิริและโอตตัปปะ   เพราะเหตุนั้น

นักปราชญ์เมื่อเพ่งหิริโอตตัปปะในตนซึ่งเป็นของมีจริง ไม่พึงบอกแก่บุคคลอื่น

พึงนอนปรับทุกข์อยู่แต่ผู้เดียว.

พระมหาสัตว์ครั้นแสดงธรรมถวายพระราชาด้วยคาถา ๗  คาถาอย่างนี้

แล้ว   เมื่อจะแสดงความที่ตนแสวงหาทรัพย์เพื่ออาจารย์ได้กล่าวคาถา  ๔  คาถา

ว่า

ข้าแต่พระมหาราช   ข้าพระองค์ต้องการจะหา

ทรัพย์ให้อาจารย์   จึงเที่ยวไปทั่วแว่นแคว้นนิคม  และ

ราชธานีทั้งหลาย.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 262

ขอกะคฤหบดี    ราชบุรุษและพราหมณ์มหาศาล

ได้ทองคำ  ๗  ลิ่ม   ทองคำ  ๗ ลิ่มของพระองค์นั้นหาย

เสียแล้ว  เพราะเหตุนั้น  ข้าพระองค์จึงเศร้าโศกมาก.

ข้าแต่พระมหาราช     บุรุษผู้เป็นทูตของพระองค์

เหล่านั้น      ข้าพระองค์คิดรู้ด้วยใจว่า    ไม่สามารถจะ

ปลดเปลื้องข้าพระองค์จากทุกข์ได้     เพราะเหตุนั้น

ข้าพระองค์จึงไม่บอกแก่บุรุษเหล่านั้น.

ข้าแต่พระมหาราช   ส่วนพระองค์   ข้าพระองค์

คิดรู้ด้วยใจว่า  พระองค์สามารถจะปลดเปลื้องข้าพระ-

องค์จากทุกข์ได้  เพราะเหตุนั้น  ข้าพระองค์จึงกราบทูล

ให้พระองค์ทรงทราบ.

บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า    ภิกฺขมาโน  ความว่า  ขออยู่กะคฤหบดี

เป็นต้นเหล่านั้น.  บทว่า  เต   เม   ความว่า   เมื่อข้าพระองค์ข้ามแม่น้ำคงคา

ทองของพระองค์  ๗  ลิ่มหายเสียแล้ว  คือตกไปในแม่น้ำคงคา.  บทว่า  ปุริสา  เต

ความว่า    ข้าแต่มหาราช บุรุษผู้เป็นทูตของพระองค์. บทว่า มนสานุวิจินฺติตา

ความว่า  ข้าพระองค์รู้ว่าคนเหล่านั้น     ไม่สามารถจะปลดเปลื้องข้าพระองค์ให้

พ้นจากทุกข์ได้.  บทว่า  ตสฺมา  ความว่า   เพราะเหตุนั้น     ข้าพระองค์จึงไม่

บอกทุกข์ของตนแก่เขาเหล่านั้น.   บทว่า   ปเวทยึ    แปลว่า   ได้แจ้งไว้แล้ว.

พระศาสดาเมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น    จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า

พระราชาผู้บำรุงรัฐกาสีใหญ่   มีพระหฤทัยเลื่อม

ใส  ได้พระราชทานทองคำ  ๑๔ แท่ง  แก่พระโพธิสัตว์

นั้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 263

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  ชาตรูปมเย   ความว่า ได้ทรงพระราชทาน

ทองคำ   ๑๔  แท่งแก่พระโพธิสัตว์นั้น.

พระมหาสัตว์ถวายโอวาทแก่พระราชาแล้ว  ให้ทรัพย์แก่อาจารย์บำเพ็ญ

กุศลมีทานเป็นต้น   แม้พระราชากดำรงอยู่ในโอวาทของพระมหาสัตว์  ครองราช

สมบัติโดยธรรม   แล้วชนทั้งสองก็ไปตามยถากรรม.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว   ตรัสว่า   ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย  มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น   ที่ตถาคตเป็นผู้ฉลาดในอุบาย   แม้ในกาลก่อน

ตถาคตก็เป็นผู้ฉลาดในอุบายเหมือนกัน    แล้วทรงประชุมชาดกว่า   พระราชา

ในครั้งนั้นได้มาเป็นพระอานนท์    อาจารย์ได้มาเป็นพระสารีบุตร   ส่วน

มาณพ  คือเราตถาคตนั่นแล.

จบอรรถกถาทูตชาดก


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 264

๖.  กาลิงคโพธิชาดก

 

ว่าด้วยการพยากรณ์ที่อันเป็นชัยภูมิ

[๑๗๙๐]    พระเจ้าจักพรรดิทรงพระนามว่ากาลิง-

คะ  ได้ทรงสั่งสอนมนุษย์ทั่วแผ่นดินโดยธรรม ได้เสด็จ

ไปสู่ที่ใกล้ต้นโพธิ์  ด้วยช้างทรงมีอานุภาพมาก.

[๑๗๙๑]    การทวาชปุโรหิตชาวกาลิงครัฐ  พิจาร-

ณาดูภูมิภาคแล้ว  จึงประคองอัญชลี   กราบทูลพระเจ้า

จักรพรรดิผู้เป็นบุตรแห่งดาบสชื่อกาลิงคะว่า

[๑๗๙๒]    ข้าแต่พระมหาราชา   ขอเชิญพระองค์

เสด็จลงเถิด  ภูมิภาคนี้อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นสมณะทรง

สรรเสริญแล้ว  พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ตรัสรู้โดยยิ่ง  มี

พระคุณหาประมาณมิได้  ย่อมไพโรจน์   ณ  ภูมิภาคนี้.

[๑๗๙๓]    หญ้าและเครือเถาทั้งหลายในภูมิภาค

ส่วนนี้    ม้วนเวียนโดยทักษิณาวัฏ    ภูมิภาคส่วนนี้

เป็นที่ไม่หวั่นไหวแห่งแผ่นดิน    (เมื่อกัลป์จะตั้งขึ้น

ย่อมตั้งขึ้นก่อนเมื่อกัลป์พินาศก็พินาศภายหลัง)  ข้าแต่

พระมหาราชา   ข้าพระองค์ได้สดับมาอย่างนี้.

[๑๗๙๔]    ภูมิภาคส่วนนี้ เป็นมณฑลแห่งแผ่นดิน

อันทรงไว้ซึ่งภูตทั้งปวง  มีสาครเป็นขอบเขต  ขอเชิญ

พระองค์เสด็จลง     แล้วทรงกระทำการนอบน้อมเถิด

พระเจ้าข้า.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 265

[๑๗๙๕]    ช้างกุญชรตัวประเสริฐ   เกิดในตระกูล

อุโบสถย่อมไม่เข้าไปใกล้ประเทศนั้นเลย    ด้วยเหตุมี

ประมาณเท่านี้.

[๑๗๙๖]    ช้างตัวประเสริฐนี้  เป็นช้างเกิดแล้วใน

ตระกูลอุโบสถโดยแท้   ถึงกระนั้น   ก็ไม่อาจจะเข้าไป

ใกล้ประเทศมีประมาณเท่านี้ได้   ถ้าพระองค์ยังทรง

สงสัยอยู่  ก็จงทรงไสช้างพระที่นั่งไปเถิด.

[๑๗๙๗]    พระเจ้ากาลิงคะทรงสดับคำนั้นแล้ว

จึงทรงใคร่ครวญถ้อยคำของปุโรหิตผู้ชำนาญการพยา-

กรณ์ว่า  เราจักรู้ถ้อยคำของปุโรหิตนี้ว่าจริงหรือไม่จริง

อย่างนี้แล้ว  ทรงไสช้างพระที่นั่งไป.

[๑๗๙๘]    ฝ่ายช้างพระที่นั่งนั้น    ถูกพระราชา

ทรงไสไปแล้ว     ก็เปล่งเสียงดุจนกกระเรียนแล้วถอย-

หลังทรุดคุกลง  ดังอดทนภาระหนักไม่ได้.

[๑๗๙๙]    ปุโรหิตภารทวาชะชาวกาลิงครัฐ  รู้ว่า

ช้างพระที่นั่งสิ้นอายุแล้ว    จึงรีบกราบทูลพระเจ้า-

กาลิงคะว่า   ข้าแต่พระมหาราชา   ขอเชิญเสด็จไปทรง

ช้างพระที่นั่งเชือกอื่นเถิด ช้างพระที่นั่งเชือกนี้สิ้นอายุ

แล้ว   พระเจ้าข้า.

[๑๘๐๐]    พระเจ้ากาลิงคะทรงสดับคำนั้นแล้ว  จึง

รีบเสด็จไปทรงช้างพระที่นั่งเชือกใหม่   เมื่อพระราชา

เสด็จก้าวไปพ้นแล้ว     ช้างพระที่นั่งที่ตายแล้วก็ล้มลง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 266

ณ พื้นดินที่นั้นเอง     ถ้อยคำของปุโรหิต    ผู้ชำนาญ

การพยากรณ์เป็นอย่างใด   ช้างพระที่นั่งเป็นอย่างนั้น.

[๑๘๐๑]    พระเจ้ากาลิงคะได้ตรัสกะพราหมณ์

ภารทวาชะ  ชาวกาลิงครัฐอย่างนี้ว่า  ท่านเป็นสัมพุทธะ

รู้เห็นเหตุทั้งปวงโดยแท้.

[๑๘๐๒]    กาลิงคพราหมณ์   เมื่อไม่รับคำสรร-

เสริญนั้นจึงได้กราบทูลว่า    ข้าแต่พระมหาราชา    ข้า

พระองค์เป็นผู้ชำนาญการพยากรณ์ชื่อว่าพุทธะผู้รู้เหตุ

ทั้งปวงก็จริง.

[๑๘๐๓]    แต่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นพระสัพ-

พัญญูด้วย  เป็นพระสัพพวิทูด้วย ย่อมรู้เหตุทั้งปวงด้วย

พระญาณเป็นเครื่องกำหนด   ข้าพระองค์รู้เหตุทั้งปวง

ได้เพราะกำลังแห่งอาคม  พระพุทธเจ้าทั้งหลาย  รู้เหตุ

ทั้งปวงได้ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ.

[๑๘๐๔]    พระเจ้ากาลิงคะ    ทรงนำเอามาลาและ

เครื่องลูบไล้พร้อมด้วยดนตรีต่าง ๆ  ไปบูชาพระมหา-

โพธิ์แล้ว  รับสั่งให้กระทำกำแพงแวดล้อม.

[๑๘๐๕ ]    รับสั่งให้เด็ดดอกไม้ประมาณหกหมื่น

เล่มเกวียนมาบูชาโพธิมณฑลอันเป็นอนุตริยะ  แล้ว

เสด็จกลับ.

จบกาลิงคโพธิชาดกที่  ๖


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 267

อรรถกถากาลิงคชาดก*

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับ  ณ  พระเชตวันมหาวิหาร  ทรงพระ-

ปรารภการบูชามหาโพธิ์    ที่พระอานนท์เถระการทำแล้ว      ตรัสพระธรรม

เทศนานี้   มีคำเริ่มต้นว่า   ราชา    กาลิงฺโค   จกฺกวตฺติ  ดังนี้.

ความพิสดารว่า     พระตถาคตเสด็จหลีกจาริกไปตามชนบท     เพื่อ

ประโยชน์จะทรงสงเคราะห์เวไนยสัตว์       ชาวกรุงสาวัตถีต่างถือของหอมและ

ดอกไม้เป็นต้นไปยังพระเชตวัน     ไม่ได้ปูชนียสถานอย่างอื่นไปวางไว้ที่ประตู

พระคันธกุฎี  ด้วยเหตุนั้น   เขาก็มีความปราโมทย์กันอย่างยิ่ง.  ท่านอนาถปิณฑิก

มหาเศรษฐีทราบเหตุนั้นแล้ว     จึงไปยังสำนักพระอานนท์เถระ     ในเวลาที่

พระตถาคตเสด็จมาพระเชตวัน    กล่าวว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ     เมื่อพระตถาคต

เสด็จหลีกจาริกไป    พระวิหารนี้ไม่มีปัจจัย    มนุษย์ทั้งหลายไม่มีสถานที่บูชา

ด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น   ขอโอกาสเถิดท่านเจ้าข้า  ขอท่านจงกราบทูล

ความเรื่องนี้แด่พระตถาคต    แล้วจงรู้ที่ที่ควรบูชาสักแห่งหนึ่ง.

พระอานนทเถระรับว่า  ดีละ  แล้วทูลถามพระตถาคตว่า  ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ    เจดีย์มีกี่อย่าง.    พระศาสดาตรัสตอบว่า    มีสามอย่างอานนท์.

พระอานนทเถระทูลถามว่า  สามอย่างอะไรบ้างพระเจ้าข้า.   พระศาสดาตรัสว่า

ธาตุเจดีย์  ๑  ปริโภคเจดีย์  ๑   อุทเทสิกเจดีย์  ๑.  พระอานนทเถระทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  เมื่อพระองค์เสด็จจาริกไป    ข้าพระองค์อาจกระทำเจดีย์

ได้หรือ.   พระศาสดาตรัสว่า  อานนท์  สำหรับธาตุเจดีย์ไม่อาจทำได้    เพราะ

ธาตุเจดีย์นั้น  จะมีได้ในกาลที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว  สำหรับอุทเทสิกเจดีย์

ก็ไม่มีวัตถุปรากฏ   เป็นเพียงเนื่องด้วยตถาคตเท่านั้น    ต้นมหาโพธิ์ที่พระพุทธเจ้า

บาลีเป็น  กาลิงคโพธิชาดก*


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 268

อาศัยเป็นที่ตรัสรู้  ถึงพระพุทธเจ้าจะยังทรงพระชนม์อยู่ก็ตาม   ปรินิพพานแล้ว

ก็ตาม    เป็นเจดีย์ได้เหมือนกัน.    พระอานนท์ทูลว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

เมื่อพระองค์เสด็จหลีกไป  พระมหาวิหารเชตวันหมดที่พึ่งอาศัย  มนุษย์ทั้งหลาย

ไม่ได้สถานที่เป็นที่บูชา     ข้าพระองค์จักนำพืชจากต้นมหาโพธิมาปลูกที่ประตู

พระเชตวัน   พระเจ้าข้า.    พระศาสดาตรัสว่า   ดีแล้วอานนท์   เธอจงปลูกเถิด

เมื่อเป็นเช่นนั้น  ในพระเชตวันก็จักเป็นดังตถาคตอยู่เป็นนิตย์. พระอานนท์เถระ

บอกแก่พระเจ้าโกศล    อนาถปิณฑิกมหาเศรษฐี    และนางวิสาขามหาอุบาสิกา

เป็นต้น    ให้ขุดหลุม  ณ  ที่เป็นที่ปลูกต้นโพธิที่ประตูพระเชตวัน    แล้วกล่าวกะ

พระมหาโมคคัลลานเถระว่า   ท่านขอรับ   กระผมจักปลูกต้นโพธิที่ประตูพระ-

เชตวัน    ท่านช่วยนำเอาลูกโพธิสุกจากต้นมหาโพธิให้กระผมทีเถิด.

พระมหาโมคคัลลานเถระรับว่า   ดีละ   แล้วเหาะไปยังโพธิมณฑล

เอาจีวรรับลูกโพธิที่หล่นจากขั้วแต่ยังไม่ถึงพื้นดิน     ได้แล้วนำมาถวายพระ-

อานนทเถระ.     พระอานนทเถระได้แจ้งความพระเจ้าโกศลเป็นต้นว่า    เราจัก

ปลูกต้นโพธิ์ในที่นี้.    พระเจ้าโกศลให้ราชบุรุษถือเครื่องอุปกรณ์ทุกอย่างเสด็จ

มาพร้อมด้วยบริวารใหญ่ในเวลาเย็น.  อนาถปิณฑิกมหาเศรษฐี   มหาอุบาสิกา

วิสาขา  และผู้มีศรัทธาอื่น ๆ ก็ได้ทำเช่นนั้น.

พระอานนทเถระ   ตั้งอ่างทองใบใหญ่ไว้ในที่เป็นที่ปลูกต้นโพธิ   ให้

เจาะก้นอ่างแล้วให้ลูกโพธิสุกแด่พระเจ้าโกศล   ทูลว่า   มหาบพิตร    พระองค์

จงปลูกโพธิสุกนี้เถิด    พระเจ้าโกศลทรงพระดำริว่า    ความเป็นพระราชามิได้

ดำรงอยู่ตลอดไป  ควรที่เราจะให้อนาถปิณฑิกมหาเศรษฐีปลูกต้นโพธินี้   ทรง

ดำริดังนี้      แล้วได้วางลูกโพธิสุกนั้นไว้ในมือของมหาเศรษฐี.     อนาถปิณฑิก

มหาเศรษฐีรวบรวมเปือกตมที่มีกลิ่นหอมแล้ว    ฝังลูกโพธิสุกไว้ในเปือกตมนั้น


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 269

พอลูกโพธิพ้นมือมหาเศรษฐี     เมื่อชนทั้งปวงกำลังแลดูอยู่     ได้ปรากฏลำต้น

โพธิประมาณเท่างอนไถ   สูงห้าสิบศอก    แตกกิ่งใหญ่ห้ากิ่ง ๆ  ละห้าสิบศอก

คือในทิศทั้งสี่และเบื้องบน     ต้นโพธินั้นเป็นต้นไม้ใหญ่กว่าต้นไม้ใหญ่ในป่า

ตั้งขึ้นในทันใดนั่นเอง  ด้วยประการฉะนี้.

พระราชารับสั่งให้เอาหม้อทองคำและหม้อเงิน  ๘๐๐ หม้อ   ใส่น้ำหอม

เต็ม  ประดับด้วยดอกบัวเขียว  สูงขึ้นมาหนึ่งศอกเป็นต้น    ตั้งเป็นแถวแวดล้อม

ต้นมหาโพธิ    แล้วรับสั่งให้ทำแท่นสำเร็จด้วยรัตนะเจ็ด    โปรยปรายผสมทอง

สร้างกำแพงล้อมรอบ   ทำซุ้มประตูสำเร็จด้วยรัตนะ ๗ เครื่องสักการะได้มีเป็น

อันมาก.   พระอานนทเถระเข้าไปเฝ้าพระตถาคต  กราบทูลว่า   ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ  ขอพระองค์จงประทับนั่ง  ณ  โคนต้นโพธิ์ที่ข้าพระองค์ปลูก  เข้าสมาบัติ

ที่ข้าพระองค์เข้า  ณ  โคนต้นมหาโพธิ      เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน.

พระศาสดาตรัสว่า   พูดอะไร   อานนท์   เมื่อเรานั่งเข้าสมาบัติที่ได้เข้าแล้ว   ณ

มหาโพธิมณฑล  ประเทศอื่นก็ไม่อาจที่จะทรงอยู่ได้.  พระอานนท์เถระกราบทูล

ว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ       เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน    ขอพระองค์จง

ใช้สอยโคนต้นโพธิ์นั้น    ด้วยความสุขเกิดแก่สมาบัติ    โดยกำหนดว่าใกล้ภูมิ-

ประเทศนี้เถิด.    พระศาสดาทรงใช้สอยโคนต้นโพธินั้น    ด้วยความสุขเกิดแต่

สมาบัติตลอดราตรีหนึ่ง.

พระอานนท์เถระถวายพระพรแด่พระเจ้าโกศลเป็นต้น ให้ทำการฉลอง

ต้นโพธิ.    และต้นโพธิ์แม้นั้น  ก็ปรากฏว่า  อานนท์โพธิทีเดียว    เพราะเป็น

ต้นไม้ที่พระอานนท์ปลูกไว้.  ครั้งนั้นภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า

ท่านพระอานนท์  เมื่อตถาคตยังดำรงอยู่   ให้ปลูกต้นโพธิ์แล้วบูชาอย่างมากมาย

พระเถระมีคุณมากน่าอัศจรรย์จริง.  พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า  ดูก่อนภิกษุ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 270

ทั้งหลาย  บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยอะไรหนอ  เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูล

ให้ทรงทราบ  จึงตรัสว่า  ภิกษุทั้งหลาย  มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น   แม้ในกาลก่อน

อานนท์ก็ได้พามนุษย์ในทวีปใหญ่ทั้ง  ๔  พร้อมด้วยทวีปบริวาร  ให้นำของหอม

และดอกไม้เป็นอันมากไปกระทำการฉลองต้นโพธิ์  ณ  มหาโพธิมณฑลเหมือนกัน

ดังนี้แล้ว   ทรงนำอดีตนิทานมาเล่าดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล พระเจ้ากาลิงคราชเสวยราชสมบัติอยู่ในทันตปุรนคร

แคว้นกาลิงคะ.   พระองค์มีพระราชโอรสของพระองค์  คือ   มหากาลิงคะ

องค์หนึ่ง  จุลลกาลิงคะองค์หนึ่ง  ในสององค์นั้น  องค์พี่  พวกโหรทำนายว่า

จักได้ครองราชสมบัติ    เมื่อพระราชบิดาล่วงลับไปแล้ว    แต่องค์น้องพวกโหร

ทำนายว่า    จักบวชเป็นฤาษีเที่ยวภิกขาจาร     แต่โอรสขององค์น้องจักได้เป็น

พระเจ้าจักรพรรดิ.

ต่อมาภายหลัง  เมื่อพระราชบิดาล่วงลับไป   พระราชโอรสองค์พี่เป็น

พระราชา  องค์น้องเป็นอุปราช.  อุปราชนั้น  ได้มีมานะขึ้นเพราะบุตรเป็นเหตุว่า

ได้ยินว่า  ลูกของเราจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ.  พระราชานั้นทรงอดทนอยู่

ไม่ได้จึงรับสั่งกะอำมาตย์รับใช้คนหนึ่งว่า  เจ้าจงจับเจ้าจุลลกาลิงคะ.  อำมาตย์

นั้นไปกราบทูลว่า    ข้าแต่พระกุมาร   พระราชาประสงค์จะจับพระองค์   ขอจง

รักษาชีวิตของพระองค์ไว้.    อุปราชได้เอาของสามอย่างของพระองค์    คือ

พระราชลัญจกร  ผ้ากัมพลเนื้อละเอียด  และพระขรรค์  แสดงแก่อำมาตย์รับใช้

แล้วตรัสว่า    ท่านทั้งหลายพึงให้ราชสมบัติแก่บุตรของเราด้วยสัญญานี้    แล้ว

เสด็จเข้าป่า  สร้างอาศรมในภูมิประเทศที่รื่นรมย์  บวชเป็นฤาษีอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ.

แม้ในแคว้นมัททราช พระอัครมเหสีของพระเจ้ามัททราชในสาคลนคร

ประสูติพระธิดา.    พวกโหรทำนายพระธิดาว่า    พระธิดานี้จักเที่ยวภิกขาจาร


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 271

เลี้ยงชีพ    แต่พระโอรสของพระนางจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ.     พระราชา

ชาวชมพูทวีปได้สดับเหตุดังนั้น    จึงมาล้อมพระนครพร้อมกัน.     พระเจ้า

มัททราชทรงดำริว่า    ถ้าเราให้ธิดานี้แก่พระราชาองค์หนึ่ง    พระราชาที่เหลือ

ก็จักโกรธ   เราจักรักษาธิดาของเราไว้   จึงพาพระธิดาและพระอัครมเหสีปลอม

พระองค์หนีเข้าป่า   สร้างอาศรมอยู่ทางเหนืออาศรมของกาลิงคกุมาร   เลี้ยงชีพ

ด้วยมวลผลาหารอยู่  ณ  ที่นั้น.   พระชนกชนนีทรงดำริว่า   เราจักรักษาธิดาอยู่

ในอาศรม   แล้วไปหาผลาหาร.    ในเวลาที่พระชนกชนนีไป    พระธิดาได้เอา

ดอกไม้ต่าง ๆ    มาทำเป็นเทริดดอกไม้แล้ววางไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา     จนเกิด

เป็นเหมือนคั่นบันได.  ที่นั้นมีต้นมะม่วงที่งามชอุ่มอยู่ต้นหนึ่ง  พระธิดาขึ้นเล่น

บนต้นมะม่วง   แล้วปาเทริดดอกไม้ไป.

วันหนึ่ง    เทริดดอกไม้ไปคล้องพระเศียรของกาลิงคกุมารผู้กำลัง

สรงสนานอยู่ในแม่น้ำคงคา.   พระกาลิงคกุมารแลดูแล้ว  ทรงพระดำริว่า  เทริด

ดอกไม้นี้  หญิงคนหนึ่งกระทำ  แต่ไม่ใช่หญิงแก่ทำ   เป็นหญิงสาวทำ   เราจัก

ตรวจตราดูก่อน  จึงไปเหนือน้ำคงคาด้วยอำนาจกิเลส  ได้สดับเสียงของพระธิดา

ผู้นั่งอยู่บนต้นมะม่วงร้องเพลงด้วยเสียงอันไพเราะ     จึงเสด็จไปที่โคนต้นไม้

ทอดพระเนตรเห็นพระธิดา  จึงตรัสถามว่า   แม่นางผู้มีพักตร์อันเจริญ   ท่าน

เป็นใคร.   พระธิดาตอบว่า  เราเป็นมนุษย์.    พระกุมารตรัสว่า   ถ้าเช่นนั้น

ท่านจงลงมา. พระธิดาตรัสว่า  นาย เราเป็นกษัตริย์ไม่อาจลงไปได้.  พระกุมาร

ตรัสว่า   ที่รัก     ฉันเป็นกษัตริย์เหมือนกัน   ท่านจงมาเถิด.    พระธิดาตรัสว่า

นาย     คนมิใช่เป็นกษัตริย์ได้ด้วยเหตุสักว่าถ้อยคำเท่านั้น        ถ้าท่านเป็น

กษัตริย์    ขอท่านจงกล่าวมายาของกษัตริย์เถิด.    ชนทั้งสองนั้นต่างกล่าวมายา

กษัตริย์กะกันและกัน.    เมื่อชนทั้งสองอยู่ด้วยความรักใคร่    พระราชธิดาก็ตั้ง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 272

ครรภ์  โดยครบ ๑๐  เดือนก็ประสูติพระราชโอรส  ซึ่งสมบูรณ์ด้วยบุญลักษณะ

อันอุดม.  พระชนกชนนีได้ขนานนามว่า  กาลิงคะ.  กาลิงคกุมารนั้นเจริญวัย

สำเร็จการศึกษาศิลปวิทยาทุกอย่าง      ในสำนักของพระชนกและพระอัยกา.

ลำดับนั้น พระชนกของกาลิงคกุมารนั้น  ตรวจดูดวงดาวก็ทราบว่าพี่ชายสวรรคต

แล้ว   จึงบอกบุตรว่า  พ่ออย่าอยู่ในป่าเลย  พระเจ้ามหากาลิงคะผู้เป็นลุงของพ่อ

สวรรคตแล้ว  พ่อจงไปยังทันตปุรนคร ครองราชสมบัติสืบสันตติวงศ์เถิด   แล้ว

มอบพระธำมรงค์ผ้ากัมพลและพระขรรค์ ซึ่งพระองค์นำมาให้แล้วตรัสสั่งว่า พ่อ

ในทันตปุรนคร    อำมาตย์ผู้ประพฤติประโยชน์ของเรามีอยู่ที่ถนนโน้น   พ่อจง

เหาะลงไปที่กลางที่นอนในเรือนของเขา    แล้วแสดงรัตนะสามประการนี้   แล้ว

บอกความที่เจ้าเป็นโอรสของเราแก่เขา   เขาจักช่วยเจ้าให้ได้ครองราชสมบัติ.

กาลิงคกุมารนั้น   กราบลาพระชนกชนนีและอัยกาแล้ว    เหาะไปด้วย

บุญฤทธิ์    ลงนั่งเหนือที่นอนของอำมาตย์  ถูกถามว่า  ท่านเป็นใคร  จึงบอกว่า

เราเป็นบุตรของจุลลกาลิงคะ   แล้วแสดงรัตนะสามนั้น.   อำมาตย์จึงประกาศแก่

ราชบริษัท.    อำมาตย์และราชบริษัททั้งหลายพร้อมกันประดับประดาพระนคร

นั้น  อภิเษกกาลิงคกุมารให้ครองราชสมบัติ.

ลำดับนั้น  ปุโรหิตชื่อว่า ภารทวาชะ  ของพระเจ้ากาลิงคะได้กราบทูล

จักรพรรดิให้พระเจ้ากาลิงคะทรงทราบ.    พระเจ้ากาลิงคะนั้น     ทรงบำเพ็ญ

จักรวัตรนั้นให้บริบูรณ์แล้ว.  ครั้นถึงวันอุโบสถ ๑๕  ค่ำ  จักรแก้วก็มาจากที่อยู่

ของจักรแก้ว  ช้างแก้วก็มาจากตระกูลอุโปสถ  ม้าแก้วก็มาจากตระกูลอัศวราชวลา-

หก  แก้วมณีก็มาจากเขาเวปุลลบรรพต  นางแก้ว  ขุนคลังแก้ว  ขุนพลแก้ว  ก็บัง

เกิดปรากฏแก่พระเจ้ากาลิงคะนั้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 273

พระเจ้าจักรพรรดิกาลิงคราช   ทรงครองราชสมบัติตลอดห้องจักรวาล

วันหนึ่ง  มีเสนาแวดล้อมเต็มไปในที่ประมาณ ๓๖ โยชน์  เสด็จขึ้นทรงช้างเผือก

ขาวเปรียบด้วยอดเขาไกรลาส  ไปสู่สำนักพระชนกชนนีด้วยสิริวิลาสใหญ่.

ฝ่ายช้างพระที่นั่งพระเจ้าจักรพรรดินั้น     ไม่อาจเหาะข้ามมหาโพธิ-

มณฑลอันเกิดแต่สะดือแผ่นดิน  อันเป็นไชยมงคลของพระพุทธเจ้าทั้งปวงได้.

พระเจ้าจักรพรรดิราชทรงไสไปเนือง ๆ   แต่ช้างทรงนั้นก็ไม่อาจที่จะ

ไปได้.

พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น   จึงตรัสพระคาถาที่  ๑  ว่า

พระเจ้าจักรพรรดิทรงพระนามว่า   กาลิงคะ  ได้

ทรงสั่งสอนมนุษย์ทั่วแผ่นดินโดยธรรม   ได้เสด็จไปสู่

ที่ใกล้ต้นโพธิด้วยช้างทรงมีอานุภาพมาก.

ลำดับนั้น     ปุโรหิตของพระเจ้าจักรพรรดิ   ซึ่งตามเสด็จไปด้วยคิดว่า

ธรรมดาว่าทางอากาศไม่มีเครื่องกั้น   เพราะเหตุไรหนอ   พระราชาจึงไม่อาจจะ

ไสช้างไปได้  เราจักตรวจตราดู   แล้วลงจากอากาศตรวจตราเห็นภูมิภาคอันเป็น

มณฑลสะดือแผ่นดิน  มีชัยบัลลังก์ของพระพุทธเจ้าทั้งปวง.

ได้ยินว่า  ในครั้งนั้น  ขึ้นชื่อว่าต้นหญ้าแม้สักเท่าหนวดกระต่ายมิได้มี

ในที่มีประมาณ  ๘  กรีสนั้นเลย    มีแต่ทรายอันมีสีเหมือนแผ่นเงิน   เรี่ยรายอยู่

หญ้าเครือเถาไม้ใหญ่โดยรอบที่นั้น   มียอดเวียนประทักษิณโพธิมณฑล   แล้ว

ตั้งอยู่เฉพาะหน้าโพธิมณฑล.

ปุโรหิตตรวจดูภูมิภาคแล้ว   คิดว่า  แท้จริง  ที่นี้เป็นที่  ๆ  กำจัดกิเลส

ทั้งปวงของพระพุทธเจ้าทั้งปวง   แม้ถึงใคร ๆ  มีท้าวสักกะเป็นต้น     ก็ไม่อาจ

ที่จะเหาะข้ามที่นี้ไปได้    จึงไปเฝ้าพระเจ้ากาลิงคราช    แสดงคุณของพระโพธิ

มณฑล   แล้วกราบทูลพระราชาว่า  เสด็จลงเถิด  พระพุทธเจ้าข้า.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 274

พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น    จึงตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

ภารทวาชปุโรหิต    พิจารณาดูภูมิภาคแล้ว    จึง

ประคองอัญชลีกราบทูลพระเจ้าจักรพรรดิ   ผู้เป็นบุตร

แห่งดาบส   ชื่อว่า  กาลิงคะว่า

ข้าแต่พระมหาราชเจ้า   ขอเชิญพระองค์เสด็จลง

เถิด   ภูมิภาคนี้อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นสมณะทรง

สรรเสริญแล้ว     พุทธเจ้าทั้งหลายผู้ตรัสรู้โดยยิ่ง    มี

พระคุณหาประมาณมิได้  ย่อมไพโรจน์   ณ  ภูมิภาคนี้.

หญ้าและเครือเถาทั้งหลายในภูมิภาคส่วนนี้

ม้วนเวียนโดยรอบทักษิณาวัฏ    ภูมิภาคส่วนนี้เป็นที่ไม่

หวั่นไหวแห่งแผ่นดิน  ข้าแต่มหาราชเจ้า  ข้าพระองค์

สดับมาอย่างนี้.

ภูมิภาคส่วนนี้   เป็นมณฑลแห่งแผ่นดิน   อัน

ทรงไว้ซึ่งภูตทั้งปวง    มีสาครเป็นขอบเขต    ขอเชิญ

พระองค์เสด็จลงแล้ว     กระทำการนอบน้อมเถิด

พระเจ้าข้า.

ช้างกุญชรเชือกประเสริฐ  เกิดในตระกูลอุโปสถ

ย่อมไม่เข้าไปใกล้ประเทศเลย ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้.

ช้างเชือกประเสริฐ   เป็นช้างเกิดในตระกูล

อุโบสถโดยแท้  ถึงกระนั้น  ก็ไม่อาจจะเข้าไปใกล้

ประเทศมีประมาณเท่านี้ได้    ถ้าพระองค์ยังทรงสงสัย

อยู่  ก็จงทรงไสช้างพระที่นั่งไปเถิด.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 275

พระเจ้ากาลิงคะทรงสดับคำนั้นแล้ว     จึงทรง

ใคร่ครวญถ้อยคำของปุโรหิตผู้ชำนาญการพยากรณ์ว่า

เราจักรู้ถ้อยคำของปุโรหิตนี้ว่า  จริงหรือไม่จริงอย่างนี้

แล้ว  ทรงไสพระที่นั่งไป.

ฝ่ายช้างพระที่นั่ง    ถูกพระราชาไสไปแล้ว    ก็

เปล่งเสียงดุจนกกระเรียนแล้วถอยหลังทรุดคุกลง   ดัง

อดทนภาระหนักไม่ได้ฉะนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า  สมณโกลญฺ  แปลว่า  บุตรแห่งดาบส.

บทว่า    จกฺกวตฺตยโต     ความว่า    ผู้มีมานะว่า    เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ

อธิบายว่าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ. บทว่า  ปริคฺคเหตฺวา  ความว่า  ตรวจดูภูมิภาค.

บทว่า  สมณุคีโต  ความว่า   อันพระพุทธเจ้าทั้งปวงพรรณนาแล้ว.    บทว่า

อนธิวรา   แปลว่า   ผู้มีคุณอันชั่งมิได้    ประมาณมิได้.    บทว่า  วิโรจนฺติ

ความว่า  ผู้กำจัดความมืดคือกิเลสทั้งปวงได้แล้ว   ย่อมนั่งรุ่งเรืองอยู่ในภูมิภาค

ส่วนนี้   เหมือนพระสุริโยทัยทอแสงอ่อน ๆ ฉะนั้น.   บทว่า   ติณลตา  ได้แก่

หญ้าและเครือเถา.   บทว่า  มณฺโฑ  ความว่า  เป็นมณฑลแห่งแผ่นดินหนาถึง

สองแสนสี่หมื่นโยชน์    เป็นสาระไม่ถูกอะไร ๆ  ครอบงำได้    เป็นสถานที่ไม่

หวั่นไหว   เมื่อกัปยังดำรงอยู่ก็ดำรงอยู่ก่อน    เมื่อกัปพินาศก็พินาศในภายหลัง.

บทว่า   อิติ  โน   สุต  ความว่า   ข้าพระองค์ได้สดับมาแล้วด้วยลักษณะมนต์

อย่างนี้.    บทว่า   โอโรหิตฺวา   ความว่า    ขอเชิญพระองค์ลงจากอากาศแล้ว

จงกระทำการนอบน้อม     คือกระทำการบูชาสักการะต่อสถานที่    เป็นที่กำจัด

กิเลสของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์นี้.    บทว่า    เย    เต     ความว่า   ช้าง

ประเสริฐตัวบังเกิดในตระกูลอุโบสถ    กล่าวคือช้างแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 276

บทว่า  เอตฺตาวตา  ความว่า   ช้างเชือกประเสริฐทั้งหมดนั้น   ย่อมไม่ไปใกล้

ประเทศมีประมาณเท่านี้ได้เลย  แม้จะถูกตักเตือนก็ไม่เข้าไป.  บทว่า  อภิชาโต

ความว่า  ช้างเชือกประเสริฐนี้  ในตระกูลอุโปสถ  ครอบงำ  ก้าวล่วง   ตระกูลช้าง

ทั้ง  ๘  มีโคจริยาเป็นต้น.    บทว่า   กุญฺชร   แปลว่า   ชนิดสูงสุด.    บทว่า

เอตฺตาวตา  ความว่า   ช้างประเสริฐนี้    ไม่สามารถเข้าไปประเทศมีประมาณ

เท่านี้ได้    คือไม่อาจเข้าไปให้ยิ่งกว่านั้นไปได้    พระองค์เมื่อหวังเฉพาะจงให้

สัญญาด้วยขอเพชรแล้วไสไป.  บทว่า เวยฺยญฺชนิกวโจ  นิสาเมตฺวา  ความว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    พระราชาพระองค์นั้น     ทรงตรวจตราใคร่ครวญถ้อยคำ

ของกาลิงคภารทวาชปุโรหิตนั้นเชี่ยวชาญชำนาญในการพยากรณ์ลักษณะแล้ว

ใคร่ครวญพิจารณาว่า  เราจักรู้คำของผู้นี้เป็นความหรือไม่จริงดังนี้   จึงไสช้าง

พระนั่งไป.  บทว่า   โกญฺโจว   อภินทิตฺวา  ความว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ช้างเชือกประเสริฐนั้น    อันพระราชาทรงเตือนแล้วด้วยขอประดับเพชรแล้วไส

ไป  จึงเปล่งเสียงร้องเหมือนเสียงนกกระเรียน    ถอยไปชูงวงขึ้นน้อมคอเข้าไป

นั่งอยู่บนอากาศนั่นเอง  ทำเป็นเหมือนไม่อาจจะนำภาระหนักไปได้.

ช้างพระที่นั่งนั้น  เมื่อถูกพระเจ้าจักรพรรดิทิ่มแทงอยู่บ่อย ๆ ไม่อาจจะ

อดกลั้นทุกขเวทนาได้ทำกาละแล้ว.

ส่วนพระเจ้ากาลิงคะ    เมื่อไม่ทราบว่าช้างทรงถึงแก่ความตาย   จึงคง

ประทับอยู่  ณ  ที่นั้น.    ปุโรหิตภารทวาชะ  ชาวกาลิงคะจึงกราบทูลว่า  ข้าแต่

พระมหาราชเจ้า   ช้างพระที่นั่งของพระองค์สิ้นชีวิตแล้ว      ขอพระองค์ทรงก้าว

ไปสู่ช้างเชือกอื่นเถิด   พระพุทธเจ้าข้า.

พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้นจึงตรัสพระคาถาที่  ๑๐ ว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 277

ปุโรหิตภารทวาชะกาลิงครัฐ    รู้ว่าช้างพระที่นั่ง

สิ้นอายุแล้ว   จึงรีบกราบทูลพระเจ้ากาลิงคะว่า   ข้าแต่

พระมหาราชเจ้า   ขอเชิญเสด็จไปทรงช้างพระที่นั่งเชือก

อื่นเถิด  ช่างพระที่นั่งเชือกนี้สิ้นอายุแล้วพระเจ้าข้า.

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า   นาโค   ขณายุโก   ความว่า   ช้างเชือก

ประเสริฐของพระองค์  ถึงความสิ้นชีวิตแล้ว  เพราะเมื่อพระราชาจะทรงทำพระ-

ราชกิจอะไรๆ  ไม่สามารถประทับนั่งบนหลังได้  ขอพระองค์จงทรงก้าวไปทรง

ช้างประเสริฐเชือกอื่น  เพื่อเสด็จไปโดยที่สุดแห่งโพธิมณฑล.

ด้วยกำลังพระฤทธิ์ของพระเจ้ากาลิงคะ   ช้างเชือกประเสริฐอื่นก็มาจาก

ตระกูลอุโปสถแล้วน้อมหลังเข้าไปใกล้พระเจ้ากาลิงคะ.     พระเจ้ากาลิงคะเสด็จ

ประทับนั่งบนหลังของช้างเชือกนั้น.   ขณะนั้น    ช้างเชือกที่ตายก็ล้มลงไปบน

พื้นดิน.

พระศาสดา  เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้นจึงตรัสพระคาถาอีกว่า

พระเจ้ากาลิงคะ  ทรงสดับคำนั้นแล้วจึงรีบเสด็จ

ไปทรงช้างพระที่นั่งเชือกใหม่  เมื่อพระราชาเสด็จก้าว

ไปพ้นแล้ว   ช้างพระที่นั่งที่ตายแล้วก็ล้มลง  ณ พื้นดิน

ที่นั่นเอง   ถ้อยคำของปุโรหิต ผู้ชำนาญการพยากรณ์

เป็นอย่างใด  ช้างพระที่นั่งเป็นอย่างนั้น.

ลำดับนั้น   พระเจ้ากาลิงคราชจึงเสด็จลงจากอากาศ  แล้วทอดพระเนตร

ดูโพธิมณฑลเห็นปาฏิหาริย์   เมื่อจะทรงสรรเสริญปุโรหิตภารทวาชะจึงตรัสว่า

พระเจ้ากาลิงคะ  ได้ตรัสกะพราหมณ์ภารทวาชะ

ชาวกาลิงครัฐ    อย่างนี้ว่า   ท่านเป็นสัมพุทธะ  รู้เหตุ

ทั้งปวงโดยแท้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 278

พราหมณ์ปุโรหิตมิได้รับคำสรรเสริญนั้น     ตั้งตนไว้ในฐานะอันต่ำ

แล้วเข้าใกล้สรรเสริฐพระพุทธคุณเท่านั้น.

พระศาสดาเมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้น     จึงตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

กาลิงคพราหมณ์  เมื่อไม่รับคำสรรเสริญนั้น   จึง

ได้กราบทูลว่า   ข้าแต่พระมหาราชา   ข้าพระองค์เป็นผู้

ชำนาญการพยากรณ์ชื่อว่า พุทธะ  ผู้รู้เหตุทั้งปวงก็จริง.

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า   เวยฺยญฺชนิกา   ความว่า   ข้าแต่พระ-

มหาราชเจ้า     ข้าพระองค์เห็นพยัญชนะแล้ว     เป็นผู้สามารถเมื่อพยากรณ์ได้

ชื่อว่าสุคตพุทธะ    ข้าแต่พระมหาราชเจ้า     ก็พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้เหตุทั้งปวง

เป็นผู้รู้ธรรมทั้งปวง  ความที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงทราบและทรงรู้แจ้งเหตุ

ทั้งปวงต่างด้วยอดีตเหตุเป็นต้น     คือพระพุทธเจ้าเหล่านั้นย่อมรู้เห็นทั้งปวง

ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ  โดยลักษณะ ส่วนข้าพระองค์ทั้งหลาย   เป็นผู้สามารถ

ในอาคม   (นิกายเป็นที่มา)   รู้ด้วยกำลังศิลปะเท่านั้น    และรู้เพียงเอกเทศเดียว

เท่านั้น  ส่วนพระพุทธเจ้าทั้งหลายรู้เหตุทั้งปวงแล.

เจ้ากาลิงคะได้สดับพุทธคุณแล้วเกิดโสมนัส   จึงให้ชนผู้อยู่ในสกล

จักรวาลนำของหอมเเละมาลาเป็นอันมาก มากระทำการบูชาพระมหาโพธิมณฑล

สิ้น ๗ วัน.

พระศาสดา  เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้นจึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถา

ว่า

พระเจ้ากาลิงคะ   ทรงนำเอามาลาและเครื่องลูบ-

ไล้พร้อมด้วยดนตรีต่าง  ๆ   ไปบูชาพระมหาโพธิ์แล้ว

รับสั่งให้กระทำกำแพงแวดล้อมไว้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 279

รับสั่งให้เก็บดอกไม้ประมาณหกหมื่นเล่มเกวียน

มาบูชาโพธิมณฑลอันเป็นอนุตริยะ  แล้วเสด็จกลับ.

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า  ปายาสิ   ความว่า   ท้าวเธอได้เสด็จไป

ยังสำนักของพระชนกชนนีแล้ว  ทรงรับสั่งให้ยกเสาทองคำ  สูงประมาณ  ๑๘ ศอก

ณ  มหาโพธิมณฑลแล้วให้สร้างเวที   แล้วไปด้วยแก้ว  ๗ ประการ   ถวายพระ-

มหาโพธินั้น     เกลี่ยทรายเจือด้วยแก้ว     ให้สร้างกำแพงล้อมไว้    ให้สร้างซุ้ม

ประตู    ให้รวบรวมดอกไม้ประมาณหกหมื่นเล่มเกวียนทุกวัน ๆ  แล้วบูชา

โพธิมณฑลด้วยประการฉะนี้.  แต่ในบาลีมาเพียงเท่านี้ว่า  สฏฺิวาหสหสฺสานิ

ปุปฺผาน  ดอกไม้ประมาณหกหมื่นเล่มเกวียน.

พระเจ้ากาลิงคะ   ครั้นทรงทำการบูชาพระมหาโพธิอย่างนี้แล้ว   เสด็จ

ไปหาพระชนกชนนีมาสู่เมืองทันตุปุระแล้วบำเพ็ญกุศลทั้งหลายมีทานเป็นต้น

สิ้นพระชนม์แล้วบังเกิดในดาวดึงสพิภพ.

พระศาสดา  ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว  จึงตรัสว่า  อานนท์

ได้ทำการบูชาโพธิมณฑลในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้  แม้ในกาลก่อน  อานนท์ก็ได้

กระทำการบูชาโพธิมณฑลแล้วเหมือนกัน  แล้วตรัสประชุมชาดกว่า  พระเจ้ากา-

ลิงคะ  ในครั้งนั้น   ได้มาเป็นพระอานนท์  ส่วนปุโรหิตชื่อว่าภารทวาชะ

ชาวกาลิงคะคือเราตถาคตแล.

จบอรรถกถากาลิงคชาดก


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 280

๗.  อกิตติชาดก

 

ว่าด้วยอกิตติดาบสขอพรท้าวสักกะ

[๑๘๐๖]    ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูต  ทรงเห็น

อกิตติดาบสผู้ยับยั้งอยู่จึงได้ตรัสถามว่าดูก่อนพราหมณ์

ท่านปรารถนาสมบัติอะไร  ถึงยับยั้งอยู่ผู้เดียวในถิ่นอัน

แห้งแล้ง.

[๑๘๐๗]    ดูก่อนท้าวสักกะ  การเกิดบ่อย ๆ เป็น

ทุกข์   อนึ่ง  ความแตกทำลายแห่งร่างกายและความตาย

อย่างหลงใหล   ก็เป็นทุกข์  เพราะเหตุนั้น   อาตมภาพ

จึงยับยั้งอยู่  ณ  ที่นี้.

[๑๘๐๘]    ข้าแต่ท่านกัสสปะ    เพราะถ้อยคำที่

พระคุณเจ้ากล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร  เป็นสุภาษิต

โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

[๑๘๐๙]    ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้ง-

ปวง   ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ

ชนทั้งหลายได้บุตร  ภรรยา   ทรัพย์    ข้าวเปลือกและ

สิ่งของอันเป็นที่รักทั้งหลาย    แล้วยังไม่อิ่มด้วยความ

โลภใด  ความโลภนั้นอย่าพึงมีในอาตมภาพเลย.

[๑๘๑๐]    ข้าแต่ท่านกัสสปะ   เพราะถ้อยคำที่

พระคุณเจ้ากล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร   เป็นสุภาษิต

โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 281

[๑๘๑๑]    ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูต

ทั้งปวง  ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ

นา  ที่ดิน  เงิน  โค  ม้า  ทาส  กรรมกรย่อมเสื่อมสิ้น

ไปด้วยโทสะใด   โทสะนั้นอย่าพึงมีในอาตมภาพเลย.

[๑๘๑๒]    ข้าแต่ท่านกัสสปะ   เพราะถ้อยคำที่

พระคุณเจ้ากล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร   เป็นสุภาษิต

โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

[๑๘๑๓]    ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูต

ทั้งปวง ถ้ามหาบพิตร จะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ

อาตมภาพไม่พึงเห็น   ไม่พึงได้ฟังคนพาล   ไม่พึงอยู่

ร่วมกับคนพาล   ไม่ขอกระทำและไม่ขอชอบใจการ

เจรจาปราศรัยกับคนพาล.

[๑๘๑๔]    ข้าแต่ท่านกัสสปะ   คนพาลได้กระทำ

อะไรให้แก่ท่านหรือ    ขอท่านจงบอกเหตุนั้นแก่โยม

เพราะเหตุไร  ท่านจึงไม่ปรารถนาเห็นคนพาล.

[๑๘๑๕]    คนพาลผู้มีปัญญาทรามย่อมแนะนำสิ่ง

ที่ไม่ควรจะแนะนำ  ย่อมชักชวนในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ

การแนะนำชั่วเป็นความดีของเขา     คนพาลนั้นถึงจะ

พูดดีก็โกรธ  เขามิได้รู้วินัย   การไม่เห็นคนพาลนั้นเป็น

ความดี.

[๑๘๑๖]    ข้าแต่ท่านกัสสปะ   เพราะถ้อยคำที่

พระคุณเจ้ากล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร  เป็นสุภาษิต

โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 282

[๑๘๑๗]      ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูต

ทั้งปวง  ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ

อาตมภาพพึงขอเห็น   ขอฟังนักปราชญ์   ขออยู่ร่วมกัน

กับนักปราชญ์      ขอกระทำและขอขอบใจการเจรจา

ปราศรัยกับนักปราชญ์.

[๑๘๑๘]     ข้าแต่ท่านกัสสปะ    นักปราชญ์ได้

กระทำอะไรให้แก่ท่านหรือ  ท่านจงบอกเหตุนั้นแก่โยม

เพราะเหตุไร  ท่านจึงปรารถนาเห็นนักปราชญ์.

[๑๘๑๙]     นักปราชญ์ย่อมแนะนำสิ่งที่ควรแนะนำ

ย่อมไม่ชักชวนในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ   การแนะนำดีเป็น

ความดีของนักปราชญ์นั้น  นักปราชญ์นั้น  ผู้อื่นกล่าว

ชอบก็ไม่โกรธ    ย่อมรู้จักวินัย    การสมาคมคบหากัน

กับนักปราชญ์นั้นเป็นความดี.

[๑๘๒๐]     ข้าแต่ท่านกัสสปะ  เพราะถ้อยคำที่

พระคุณเจ้ากล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร   เป็นสุภาษิต

โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

[๑๘๒๑]     ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูต

ทั้งปวง   ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ

เมื่อราตรีสว่างแจ้ง  พระอาทิตย์อุทัยขึ้นแล้ว  ขออาหาร

อันเป็นทิพย์และยาจกผู้มีศีลพึงปรากฏขึ้น   เมื่ออาตม-

ภาพให้ทานอยู่   ขอให้ศรัทธาของอาตมภาพ   ไม่พึง

เสื่อมสิ้นไป    ครั้นให้ทานแล้วขอให้อาตมภาพไม่พึง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 283

เดือดร้อนในภายหลัง   เมื่อกำลังให้อยู่   ก็ขอให้อาตม-

ภาพพึงยังจิตให้เลื่อมใส   ดูก่อนท้าวสักกะ   ขอมหา-

บพิตรทรงประทานพรนี้แก่อาตมภาพเถิด.

[๑๘๒๒]     ข้าแต่ท่านกัสสปะ  เพราะถ้อยคำที่

พระคุณเจ้ากล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร  เป็นสุภาษิต

โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

[๑๘๒๓]     ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูต

ทั้งปวง  ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ

มหาบพิตรอย่าพึงเข้ามาใกล้อาตมภาพอีกเลย    ดูก่อน

ท้าวสักกะ   ขอมหาบพิตรทรงประทานพรนี้แก่อาตม-

ภาพเถิด.

[๑๘๒๔]     นรชาติหญิงชายทั้งหลาย    ย่อมปรา-

รถนาจะเห็นโยม   ด้วยวัตรจริยาเป็นอันมาก    เพราะ

เหตุไรหนอ  การเห็นโยมจึงเป็นภัยแก่ท่าน.

[๑๘๒๕]     อาตมภาพเห็นเพศเทวดาเช่นพระองค์

ผู้สำเร็จด้วยสิ่งที่ต้องประสงค์ทุกอย่างแล้ว   ก็จะพึง

ประมาท    ทำความเพียรปรารถนาตำแหน่งท้าวสักกะ

การเห็นมหาบพิตรจึงเป็นภัยแก่อาตมภาพ.

จบอกิตติชาดกที่   ๗


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 284

อรรถกถาอกิตติชาดก

พระศาสดา   เมื่อเสด็จประทับอยู่   ณ  พระเชตวันมหาวิหาร  ทรง

ปรารภอุบาสกผู้ทานบดี     ชาวกรุงสาวัตถีผู้หนึ่ง     ตรัสพระธรรมเทศนานี้

มีคำเริ่มต้นว่า  อกิตฺตึ   ทิสฺวาน  สมฺมนฺต  ดังนี้.

เล่ากันมาว่า  อุบาสกนั้นนิมนต์พระศาสดา  ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์

มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานตลอด ๗ วัน  ในวันสุดท้าย  ได้ถวายบริขารทั้งปวง

แก่พระอริยสงฆ์.  ลำดับนั้น   พระศาสดาประทับท่ามกลางบริษัทนั้นแหละ   เมื่อ

ทรงกระทำอนุโมทนาตรัสว่า   อุบาสก   การบริจาคของเธอใหญ่หลวง     กรรม

ที่ทำได้ยากยิ่งเธอกระทำแล้ว    ธรรมดาว่าทานวงศ์นี้    เป็นวงศ์ของหมู่บัณฑิต

แต่ก่อนแท้จริง   อันชื่อว่าทานไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์  ไม่ว่าเป็นบรรพชิต   ควรให้

ทั้งนั้น  ก็บัณฑิตแต่เก่าก่อนบวชอยู่ในป่า  และแม้จะฉันใบหมากเม่านึ่งกับวัตถุ

เพียงแต่น้ำ    ไม่เค็มและไร้กลิ่น    ก็ยังให้แก่ยาจกที่ประจวบเหมาะ    ตนเองยัง

อัตภาพให้เป็นไปด้วยปีติสุข.   อุบาสกนั้นกราบทูลอาราธนาว่า   ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ    การถวายบริกขารทั้งปวงนี้     ปรากฏแก่มหาชนแล้วละ     พระเจ้าข้า

ข้อนี้พระองค์ตรัสยังมิได้ปรากฏ  โปรดตรัสคำนั้นแก่พวกข้าพระองค์เถิด พระเจ้า

ข้า  ดังนี้แล้วจึงทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ  ณ  กรุงพาราณสี

พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาล   มีสมบัติ  ๘๐ โกฏิ   บิดามารดา

ขนานนามว่า   อกิตติ.    เมื่อท่านเดินได้แล้ว    มารดาคลอดน้องสาวคนหนึ่ง.

บิดามารดาขนานนามว่า  ยสวดี.  พระมหาสัตว์ได้อายุ ๑๖ ปี  ไปเมืองตักกศิลา

เรียนศิลปะทั้งปวงแล้วกลับมา.   ลำดับนั้น   มารดาบิดาของท่านทำกาลกิริยาลง.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 285

ท่านได้จัดทำเปตกิจแก่มารดาบิดาแล้ว   ทำการสำรวจทรัพย์อยู่    สดับว่าท่านผู้

ชื่อโน้นสร้างสมบัติไว้เท่านี้ล่วงลับไปแล้ว.     ท่านผู้โน้นสร้างสมบัติประมาณ

เท่านี้ล่วงลับไปแล้ว  ก็มีใจสลด  ดำริว่า  ทรัพย์นี้ปรากฏแก่เรา  ผู้รวบรวมทรัพย์

หาปรากฏไม่   ทุกคนทิ้งทรัพย์นี้ไปเสียทั้งนั้น.     เราก็คงขนเอามันไปไม่ได้  จึง

เรียกน้องสาวมาบอกว่า  เธอจงดูแลทรัพย์นี้เถิด.  น้องสาวถามว่า  ก็พี่มีอัธยาศัย

อย่างไรเล่าพี่. กล่าวว่าฉันอยากจะบวช  น้อง.  คุณพี่เจ้าคะ  ดิฉันไม่ขอน้อมเศียร

รับทรัพย์ที่พี่ถ่มทิ้งไว้แล้ว  ดิฉันไม่ต้องการทรัพย์นี้ดอก  แม้ดิฉันก็จักบวชบ้าง.

ท่านอำลาพระราชา    แล้วให้คนเที่ยวตีกลองร้องประกาศว่า   เหล่าชน

ผู้มีความต้องการทรัพย์    จงพากันไปสู่เรือนของท่านอกิตติบัณฑิตเถิด      ท่าน

บำเพ็ญมหาทานตลอด  ๗  วัน    ครั้นยังไม่สิ้นไป   ก็ดำริว่า   อายุสังขารของเรา

ย่อมเสื่อมไป   เราจะมัวรอให้ทรัพย์หมดในรูปทำไมกัน  ผู้ต้องการจงพากันถือ

เอาไป  แล้วเปิดประตูนิเวศน์ประกาศว่า  เราให้หมดเลย   เชิญขนไปเถิด   ทิ้งเรือน

อันมีเงินทองเสีย    พาน้องสาวออกจากพระนครพาราณสีไป   ทั้ง ๆ  ที่มวลญาติ

พากันร่ำไห้  ท่านออกทางประตูใด   ประตูนั้นได้นามว่า  ประตูอกิตติ     ท่าน

ข้ามแม่น้ำท่าใด   แม้ท่านั้นก็ได้นามว่า  ท่าอกิตติ  ท่านเดินไปได้สองสามโยชน์

ก็สร้างบรรณศาลาในสถานอันน่ารื่นรมย์  แล้วบวชพร้อมกับน้องสาว.  ตั้งแต่กาล

ท่านบวช  ประชาชนชาวบ้าน  ชาวตำบลและราชธานีเป็นอันมากพากันบวช   จึง

ได้มีบริวารมาก      เกิดลาภสักการะมากเป็นไปเหมือนครั้งพุทธุปบาทกาล.

ลำดับนั้น     พระมหาสัตว์ดำริว่า  ลาภสักการะนี้มีมากนัก  ทั้งบริวารของเราก็มี

มากมาย   แต่เราควรอยู่ลำพังผู้เดียวเท่านั้น   ถึงยามปลอด   แม้แต่น้องสาวก็ไม่

บอกให้ทราบ     ออกไปลำพังผู้เดียวเท่านั้น     ไปถึงแคว้นทมิฬโดยพักอยู่ใน

อุทยานใกล้กับท่ากาจีระ  ยังฌานและอภิญญาให้บังเกิดแล้ว.   แม้ในที่นั้น   ลาภ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 286

และสักการะมากมายก็บังเกิดแก่ท่าน   ท่านรังเกียจลาภสักการะนั้น   ก็ทิ้งเหาะไป

ทางอากาศ ลงที่เกาะหมากเม่า  ใกล้เกาะนาค.  ครั้งนั้นเกาะหมากเม่าได้นามว่า

เกาะงู  ท่านสร้างบรรณศาลาชิดต้นหมากเม่าใหญ่พำนักอยู่ในเกาะงูนั้น   การที่

ท่านอยู่ในเกาะนั้นไม่มีใครทราบเลย.    ลำดับนั้นน้องสาวของท่านตามหาพี่ชาย

ลุถึงแคว้นทมิฬโดยลำดับ   ไม่ได้พบท่าน  จึงอยู่ในสถานที่ท่านเคยอยู่นั่นแหละ

แต่ไม่สามารถจะทำฌานให้เกิดได้.    พระมหาสัตว์มิได้ไปที่ไหน ๆ   เพราะท่าน

ปรารถนาน้อย  ในเวลาที่ต้นหมากเม่านั้นมีผล  ก็ฉันผลหมากเม่า  เวลามีแต่ใบ

ก็เก็บมานึ่งฉัน.

ด้วยเดชแห่งศีลของท่าน    บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกเทวราช

แสดงอาการร้อนแล้ว.     ท้าวสักกเทวราชทรงนึกว่า     ใครเล่านะประสงค์จะให้

เราเคลื่อนจากที่     ทรงเห็นอกิตติบัณฑิต    ก็ทรงดำริว่า    ดาบสนี้รักษาศีล

เพื่ออะไรเล่า    ต้องการเป็นท้าวสักกะ    หรือปรารถนาอย่างอื่น    ต้องทดลอง

ท่านดู    แล้วทรงดำริต่อไปว่า     ดาบสนี้เลี้ยงชีวิตด้วยลำบาก    ฉันใบหมาก

เม่าที่เพียงนึ่งกับน้ำ     ถ้าปรารถนาความเป็นท้าวสักกะ     คงจะให้ใบหมากเม่า

นึ่งแก่เรา  ถ้าไม่ปรารถนาคงไม่ให้  แล้วแปลงเป็นพราหมณ์ไปสู่สำนักของท่าน

พระโพธิสัตว์นึ่งใบหมากเม่าแล้วปลงลง   คิดว่า   เราให้เย็นจึงจะฉัน     นั่งอยู่ที่

ประตูบรรณศาลา.  ลำดับนั้น   ท้าวสักกะได้ยืนอยู่เฉพาะหน้าท่าน  เพื่อขอภิกษา.

พระมหาสัตว์เห็นท้าวสักกะแล้วมีความโสมนัส    ดำริว่า     เป็นลาภเหลือหลาย

ของเราซินะ   เราเห็นยาจก  วันนี้   เราต้องให้ทานทำมโนรถของเราให้ลุถึงที่สุด

ถือใบหมากเม่านึ่งไปใส่ในภาชนะของท้าวเธอ มิได้เหลือไว้เพื่อตนเลยด้วยคิดว่า

ขอทานของเรานี้   จงเป็นปัจจัยแห่งพระสัพพัญญุตญาณดังนี้.    พราหมณ์

ได้รับใบหมากเม่านึ่งนั้นเดินไปหน่อย    ก็อันตรธานไป.    ฝ่ายพระโพธิสัตว์

ครั้นให้แก่ท้าวเธอแล้ว    ก็มิได้นึ่งใหม่    คงยับยั้งด้วยปีตินั่นเอง    วันรุ่งขึ้น

นึ่งเสร็จ    ก็นั่งที่ประตูบรรณศาลานั่นแหละ.    ท้าวสักกะก็แปลงเป็นพราหมณ์


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 287

มาอีก.     พระมหาสัตว์ก็ให้แก่ท้าวเธออีก     คงยับยั้งอยู่ด้วยอาการอย่างเดียว.

แม้ในวันเป็นคำรบสาม    คงให้อย่างนั้นแหละ    ถึงโสมนัสว่า   โอ   เป็นลาภ

เหลือหลายของเรา    เราอาศัยใบหมากเม่าประสบบุญใหญ่โต     แม้ถึงจะอิดโรย

เพราะไม่มีอาหารตลอดสามวัน      ก็ยังออกจากบรรณศาลาในเวลาเที่ยงคืนได้

นั่งที่ประตูบรรณศาลารำพึงถึงทานอยู่.  ท้าวสักกะทรงพระดำริว่า   พราหมณ์นี้

ขาดอาหารตลอดสามวัน  แม้จะอิดโรยเห็นปานนั้น  ก็ยังให้ทานได้อย่างน่ายินดี

แม้ความแปรแห่งจิตก็มิได้มีเลย    เรายังมิได้รู้ว่าท่านปรารถนาชื่อนี้แล้ว ให้ทาน

ต้องถามจึงจักทราบอัธยาศัยของท่าน.   ท้าวเธอเสด็จมาในเวลาเที่ยงคืน   ยืนอยู่

เบื้องหน้าพระมหาสัตว์ตรัสว่า     เจ้าพระคุณดาบส     ในเมื่อลมร้อนเห็นปาน

ฉะนี้พัดพานอยู่     พระคุณเจ้าก็คงกระทำตปกรรมอยู่ในป่าอันมีน้ำเค็มล้อมรอบ

เห็นปานนี้    เพื่ออะไรเล่าขอรับ.

พระศาสดาเมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น  จึงตรัสพระคาถาที่  ๑ ว่า

ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูต  ทรงเห็นอกิตติดาบส

ผู้ยับยั้งอยู่    จึงได้ตรัสว่า  ดูก่อนพราหมณ์   ท่านปรารถนา

สมบัติอะไร  ถึงยับยั้งอยู่ผู้เดียวในถิ่นอันแห้งแล้ง.

บรรดาบทเหล่านั้น     บทว่า  กึ   ปฏฺย  ความว่า   ท่านปรารถนา

มนุษย์สมบัติหรือ  หรือว่าสวรรค์สมบัติเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง.

พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้น     และทราบว่าท้าวเธอเป็นท้าวสักกะ    เพื่อ

ประกาศว่า    อาตมภาพมิได้ปรารถนาสมบัติเหล่านั้นเลย     แต่ปรารถนาพระ-

สัพพัญญุตญาณ  จึงกระทำการบำเพ็ญตบะ  ดังนี้   จึงกล่าวคาถาที่  ๒ ว่า

ดูก่อนท้าวสักกะ  การเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์   อนึ่ง

ความแตกทำลายแห่งร่างกาย    และความตายอย่าง

หลงใหล   ก็เป็นทุกข์  เพราะเหตุนั้น  อาตมภาพจึงยับยั้ง

อยู่  ณ  ที่นี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 288

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า  ตสฺมา  ความว่า พระมหาสัตว์แสดงความ

ที่ท่านมีอัธยาศัยในพระนิพพานอย่างนี้ว่า   การแตกทำลายขันธ์บ่อย ๆ  และการ

ตายอย่างลุ่มหลง  เป็นทุกข์  เพราะเหตุนั้น  อาตมภาพจึงปรารถนาพระนิพพาน

อันเป็นธรรมชาติไม่มีเรื่องเหล่านั้น  จึงยับยั้งอยู่  ณ  ที่นี้.

ท้าวสักกะสดับคำนั้นแล้ว  ทรงมีพระหฤทัยยินดีว่า  ข่าวว่า  พระคุณเจ้า

รูปนี้    เบื่อหน่ายในภพทั้งปวงแล้ว   อยู่ในป่าเพื่อต้องการพระนิพพาน   เราต้อง

ถวายพระพรแก่ท่าน   เมื่อจะเชิญท่านรับพร   จึงกล่าวคาถาที่  ๓ ว่า

ข้าแต่ท่านกัสสปะ     เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้า

กล่าวนี้  เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต  โยมขอถวาย

พรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า  ยกิญฺจิ  มนสิจฺฉสิ  ความว่า   กระผม

ขอถวายพรสุดแต่พระคุณเจ้าจะปรารถนาสิ่งใด   ขอพระคุณเจ้าจงรับพรเถิด.

พระมหาสัตว์เมื่อจะรับพร   จึงกล่าวคาถาที่  ๔  ว่า

ดูก่อนท้าวสักกะ  ผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง  ถ้า

มหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ      ชน-

ทั้งหลายได้บุตร  ภรรยา  ทรัพย์   ข้าวเปลือก  และสิ่ง

ของอันเป็นที่รักทั้งหลายแล้วยังไม่อิ่มด้วยความโลภใด

ความโลภนั้นอย่าพึงมีในอาตมภาพเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  วรญฺเจ  เม  อโท  ความว่า  ถ้ามหาบพิตร

จะทรงประทานพรแก่อาตมภาพไซร้.  บทว่า ปิยานิ   จ  ความว่า  และสิ่งอื่นใด

อันเป็นที่รัก.    บทว่า   อนุตปฺเปนฺติ   ความว่า   ชนทั้งหลายย่อมปรารถนา

สมบัติมีบุตรเป็นต้นบ่อย ๆ   ก็ยังไม่ถึงความอิ่ม.   บทว่า  น  มยิ  วเส   ความว่า

ขอความโลภจงอย่าอยู่   คืออย่าเกิดในอาตมภาพเลย.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 289

ลำดับนั้น     ท้าวสักกะทรงยินดีต่อท่านเมื่อจะให้พรยิ่งขึ้นไป    และ

พระมหาสัตว์ เมื่อจะรับพร  ต่างก็กล่าวคาถาทั้งหลายว่า

ข้าแต่ท่านกัสสปะ     เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้า

กล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร  เป็นสุภาษิต  โยมขอถวายพร

แก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง    ถ้า

มหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ  นา  ที่ดิน

เงิน  โค  ม้า  ทาส  กรรมกรย่อมเสื่อมสิ้นไปด้วยโทสะ

ใด   โทสะนั้นอย่าพึงมีในอาตมภาพเลย.

ข้าแต่ท่านกัสสปะ     เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้า

กล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร  เป็นสุภาษิต   โยมขอถวาย

พรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง    ถ้า

มหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ อาตมภาพ

ไม่พึงเห็น  ไม่พึงได้ฟังคนพาล  ไม่พึงอยู่รวมกับคน

พาล ไม่ขอกระทำและไม่ขอชอบใจการเจรจาปราศรัย

กับคนพาล.

ข้าแต่ท่านกัสสปะ  คนพาลได้กระทำอะไรให้แก่

ท่านหรือ   ขอท่านจงบอกเหตุนั้นแก่โยม  เพราะเหตุไร

ท่านจึงไม่ปรารถนาเห็นคนพาล.

คนพาลผู้มีปัญญาทราม  ย่อมแนะนำสิ่งที่ไม่ควร

จะแนะนำ  ย่อมชักชวนในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ  การแนะนำ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 290

ชั่วเป็นความดีของเขา    คนพาลนั้นถึงจะพูดดีก็โกรธ

เขามิได้รู้วินัย   การไม่เห็นคนพาลนั้นเป็นความดี.

ข้าแต่ท่านกัสสปะ     เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้า

กล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร  เป็นสุภาษิต   โยมขอถวาย

พรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง     ถ้า

มหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ  อาตมภาพ

พึงขอเห็น     ขอฟังนักปราชญ์    ขออยู่ร่วมกันกับ

นักปราชญ์  ขอกระทำและขอชอบใจการเจรจาปราศรัย

กับนักปราชญ์.

ข้าแต่ท่านกัสสปะ    นักปราชญ์ได้กระทำอะไร

ให้แก่ท่านหรือ    ท่านจงบอกเหตุนั้นแก่โยม    เพราะ

เหตุไร  ท่านจึงปรารถนาเห็นนักปราชญ์.

นักปราชญ์ย่อมแนะนำสิ่งที่ควรแนะนำ  ย่อมไม่

ชักชวนในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ     การแนะนำดีเป็นความดี

ของนักปราชญ์นั้น   นักปราชญ์นั้น     ผู้อื่นกล่าวชอบ

ก็ไม่โกรธ    ย่อมรู้จักวินัย     การสมาคมคบหากันกับ

นักปราชญ์นั้นเป็นความดี.

ข้าแต่ท่านกัสสปะ     เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้า

กล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร  เป็นสุภาษิต   โยมขอถวาย

พรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 291

ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง  ถ้า

มหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ   เมื่อราตรี

สว่างจ้า   พระอาทิตย์อุทัยขึ้นแล้ว   ขออาหารอันเป็น

ทิพย์และยาจกผู้มีศีลพึงปรากฏขึ้น   เมื่ออาตมภาพให้

ทานอยู่  ขอให้ศรัทธาของอาตมภาพไม่พึงเสื่อมสิ้นไป

ครั้นให้ทานแล้ว     ขอให้อาตมภาพไม่พึงเดือดร้อน

ภายหลัง   เมื่อกำลังให้อยู่  ก็ขอให้อาตมภาพพึงยังจิต

ให้เลื่อมใส    ดูก่อนท้าวสักกะ    ขอมหาบพิตรทรง

ประทานพรนี้แก่อาตมภาพเถิด.

ข้าแต่ท่านกัสสปะ    เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้า

กล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร   เป็นสุภาษิต   โยมขอถวาย

พรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.

ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง     ถ้า

มหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ  มหาบพิตร

อย่าพึงเข้ามาใกล้อาตมภาพอีกเลย     ดูก่อนท้าวสักกะ

ขอมหาบพิตรทรงประทานพรนี้แก่อาตมภาพเถิด.

นรชาติหญิงชายทั้งหลาย   ย่อมปรารถนาจะเห็น

โยม    ด้วยวัตรจริยาเป็นอันมาก    เพราะเหตุไรหนอ

การเห็นโยมจึงเป็นภัยแก่ท่าน.

อาตมภาพเห็นเพศเทวดาเช่นพระองค์   ผู้สำเร็จ

ด้วยสิ่งที่ต้องประสงค์ทุกอย่างแล้ว     ก็จะพึงประมาท

ทำความเพียรปรารถนาตำแหน่งท้าวสักกะ     การเห็น

มหาบพิตรจึงเป็นภัยแก่อาตมภาพ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 292

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า   เยน  ชาเตน  ความว่า  พระมหาสัตว์

ขอว่า   หมู่สัตว์มีดวงจิตใดเกิดแล้วจึงโกรธ   ต้องเสื่อมจากไร่นาเป็นต้นเหล่านี้

ด้วยอำนาจราชทัณฑ์  เพราะตนทำกรรมมีฆ่าสัตว์เป็นต้น    หรือด้วยการฆ่าตน

เสียด้วยวิธี   มีกินยาพิษเป็นต้น    โทสจิตนั้นไม่พึงอยู่ในอาตมภาพเลย.  บทว่า

น สุเณ  ความว่า อาตมภาพไม่พึงได้ฟังด้วยเหตุเหล่านั้นว่า  คนพาลย่อมอยู่ในที่

ชื่อโน้นเป็นต้นก็ดี. บทว่า กินฺนุ  เต อกร  ความว่า คนพาลย่อมฆ่ามารดา บิดา

ของพระคุณเจ้าหรือ  ก็หรือว่า  คนพาลกระทำความพินาศอะไรให้แก่ท่านหรือ.

บทว่า   อนย   นยติ   ความว่า   คนมีปัญญาทรามย่อมยึดถือสิ่งที่มิใช่เหตุว่า

เป็นเหตุ    คือย่อมคิดถึงกรรมที่ทารุณเห็นปานนี้ว่า    เราจักกระทำปาณาติบาต

เป็นต้นเลี้ยงชีพ.    บทว่า  อธุราย  ความว่า  คนมีปัญญาทราม   ไม่ชักชวน

ในสัทธาธุระ  ศีลธุระ  และปัญญาธุระ  ชักชวนในสิ่งที่ไม่ควรประกอบ.  บทว่า

ทุนฺนโย   เสยฺยโส  โหติ  ความว่า  การแนะนำชั่วนั่นแลเป็นความดีสำหรับ

ผู้มีปัญญาทราม    คือเขาย่อมยึดเอาทุศีลกรรมห้าประการแล้วประพฤตินั่นแหละ

เป็นดี   อีกอย่างหนึ่ง   เขาเป็นคนที่แนะนำได้ยากในทางปฏิบัติที่เป็นประโยชน์

เกื้อกูล    เพราะใคร  ๆ  ไม่สามารถที่จะแนะนำได้.    บทว่า   สมฺมา   วุตฺโต

ความว่า     เขาถูกกล่าวโดยเหตุโดยการณ์ย่อมโกรธเคือง.     บทว่า    วินย

ความว่า   เขาไม่รู้จักวินัยที่ต้องประพฤติโดยเอื้อเฟื้อ   เช่นว่าต้องก้าวไปอย่างนี้

เป็นอาทิ  ทั้งไม่รับโอวาทด้วย.  บทว่า สาธุ  ตสฺส  ความว่า  เพราะเหตุเหล่านี้

การไม่พบเห็นเขาเสียได้นั่นแหละเป็นการดี.   บทวา   ยาจกา   ได้แก่    ผู้รับ

โภชนะอันเป็นทิพย์นั้น.  บทว่า  วตฺตจารีหิ  ได้แก่  ด้วยทาน  ศีล  และอุโบสถ

กรรม.  บทว่า ทสฺสน  อภิกงฺขนฺติ  ความว่า  เหล่านระและนารีพากันมุ่งหวัง

จะเห็นข้าพเจ้า.   บทว่า  ต  ตาทิส ความว่าเห็นท่านผู้ประดับด้วยเครื่องประดับ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 293

เห็นปานนั้น.    บทว่า   ปมชฺเชยฺย  ความว่า   อาตมภาพถึงความประมาทเสีย

คือพึงปรารถนาสิริสมบัติของท่าน   ในเมื่อตบะกรรมอาตมภาพบำเพ็ญเพื่อต้อง

การพระนิพพาน    มาปรารถนาตำแหน่งท้าวสักกะเสียเล่า     อาตมาภาพต้องได้

นามว่าเป็นผู้ประมาท   การเห็นท่านเป็นภัยแก่อาตมาภาพอย่างนี้.

ท้าวสักกเทวราชรับคำว่า   ดีละ   พระคุณเจ้า     ตั้งแต่บัดนี้ข้าพเจ้าจัก

ไม่มาสู่สำนักพระคุณเจ้าละ  บังคมท่านขอสมาแล้วก็ครรไลหลีกไป  พระมหาสัตว์

อยู่   ณ  ที่นั้นเองตลอดชีวิต   เจริญพรหมวิหารธรรมบังเกิดในพรหมโลกแล้ว.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว      ทรงประชุมชาดกว่า

ท้าวสักกะในครั้งนั้น   ได้มาเป็นพระอนุรุทธะ   ส่วนอกิตติบัณฑิต   คือ

เราตถาคตแล.

จบอรรถกถาอกิตติชาดก

 

๘.  ตักการิยชาดก

 

ว่าด้วยการพูดดีเป็นศรีแก่ตัว

[๑๘๒๖]    ดูก่อนพ่อตักการิยะ    ฉันเองเป็นคน

โง่เขลา     กล่าวคำชั่วช้าเหมือนกบในป่าร้องเรียกงูมา

ให้กินตนฉะนั้น    ฉันน่าจะตกลงไปในหลุมนี้   ได้ยิน

มาว่า  บุคคลที่พูดล่วงเลยขอบเขตไม่ดีเลย.

[๑๘๒๗]    บุคคลที่พูดล่วงเลยขอบเขต    ย่อมได้

ประสบการจองจำ การถูกฆ่า ความเศร้าโศกและความ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 294

ร่ำไห้  ข้าแต่ท่านอาจารย์   ชนทั้งหลายจะฝังท่านลงใน

หลุมเพราะเหตุใด     ท่านต้องติเตียนตัวท่านเองเพราะ

เหตุนั้น.

[๑๘๒๘]    เราจะซักถามตุณฑิละ   เพื่อประโยชน์

อะไรเล่า  นางกาลีซิควรทำกะน้องชายของเขาเอง  เรา

ถูกแย่งผ้าจนเป็นคนเปลือยกาย   แม้เรื่องนี้   ก็เหมือน

กับเรื่องของท่านเป็นอันมาก.

[๑๘๒๙]    นกกะลิงตัวใด      มิได้ชนกับเขาด้วย

เข้าไปจับอยู่ในระหว่างศีรษะแพะทั้งสองซึ่งกำลังชน

กันอยู่  นกกะลิงตัวนั้น  ก็ถูกศีรษะแพะบดขยี้แล้ว  ณ  ที่

นั่นเอง  แม้เรื่องนี้ก็เหมือนกับเรื่องของท่านเป็นอันมาก.

[๑๘๓๐]    คน  ๔  คนจะป้องกันคน  ๆ  เดียว   ช่วย

กันจับชายผ้าไว้คนละชาย    คนทั้งหมดนั้นก็พากันหัว

แตกนอนตายแล้ว    แม้เรื่องนี้    ก็เหมือนกับเรื่องของ

ท่านเป็นอันมาก.

[๑๘๓๑]    นางแพะที่ถูกโจรทั้งหลายผูกไว้ในพุ่ม

กอไผ่  คึกคะนองเอาเท้าหลังดีดไปกระทบมีดตกลงมา

พวกโจรก็เอามีดนั้นเองเชือดคอนางแพะฉันใด      แม้

เรื่องนี้  ก็เหมือนกับเรื่องของท่านเป็นอันมาก.

[๑๘๓๒]    พวกนี้มิใช่เทวดา   มิใช่บุตรคนธรรพ์

พวกนี้เป็นเนื้อ    พวกนี้ถูกนำมาด้วยอำนาจประโยชน์


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 295

เจ้าทั้งหลายจงย่างมันตัวหนึ่ง     สำหรับอาหารมื้อเย็น

อีกตัวหนึ่งสำหรับอาหารมื้อเช้า.

[๑๘๓๓]    คำทุพภาษิตตั้งแสนคำ  ก็ไม่ถึงแม้ส่วน

เสี้ยวของคำสุภาษิต  กินนรรังเกียจคำทุพภาษิตจึงเศร้า

หมอง   เพราะเหตุนั้น    กินนรจึงนิ่งเฉยเสีย  ไม่ใช่นิ่ง

เฉยเพราะความโง่เขลา.

[๑๘๓๔]    กินรีตัวนี้กล่าวแก้เราได้แล้ว      เจ้า

ทั้งหลาย  จงปล่อยกินรีตัวนั้นไป   อนึ่ง  จงนำไปส่ง

ให้ถึงเขาหิมพานต์   ส่วนกินนรตัวนี้เจ้าทั้งหลาย  จงส่ง

ไปให้โรงครัวใหญ่ จงย่างมันสำหรับอาหารเช้า   แต่เช้า

ทีเดียว.

[๑๘๓๕]    ข้าแต่พระมหาราชา  ปศุสัตว์ทั้งหลาย

พึ่งฝน  ประชาชนนี้   ก็พึ่งปศุสัตว์   พระองค์เป็นที่พึ่ง

ของข้าพระบาท  ภรรยาของข้าพระบาท   ก็พึ่งข้าพระ-

บาท   ในระหว่างข้าพระบาททั้งสอง   ตัวหนึ่งรู้ว่าอีก

ตัวหนึ่งตายแล้ว    ตนเองพ้นแล้วจากความตาย   จึงจะ

ไปสู่บรรพต.

[๑๘๓๖]    ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน  ความ

นินทาทั้งหลายมิใช่จะหลีกเลี่ยงให้พ้นไปโดยง่ายดาย

ชนทั้งหลายมีฉันทะต่าง ๆ กัน       ซึ่งควรจะส้องเสพ

คนหนึ่งได้รับการสรรเสริญด้วยคุณธรรมข้อใด  คนอื่น

ก็ได้ความนินทา  ด้วยคุณธรรมข้อนั้นเอง.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 296

[๑๘๓๗]    โลกทั้งปวงมีจิตยิ่งด้วยจิตของคนอื่น

โลกทั้งปวงชื่อว่า     มีจิตในจิตของตน     สัตว์ทั้งปวง

ที่เป็นปุถุชน   ต่างก็มีจิตใจต่างกัน     สัตว์ทั้งหลายใน

โลกนี้   ไม่พึงเป็นไปในอำนาจแห่งจิตของใคร.

[๑๘๓๘]    กินนรพร้อมด้วยกินรีผู้ภรรยา      เป็น

ผู้นิ่งไม่พูด       เป็นผู้กลัวภัยได้กล่าวแก้แล้วในบัดนี้

กินนรนั้นชื่อว่าพ้นแล้วในบัดนี้  เป็นผู้มีความสุข  หา

โรคมิได้   เพราะว่าการเปล่งวาจาดีนำมาซึ่งประโยชน์

แก่นรชนทั้งหลาย.

จบตักการิยชาดกที่  ๘

 

อรรถกถาตักการิยชาดก

พระศาสดา  เมื่อเสด็จประทับอยู่  ณ  พระเชตวันมหาวิหาร   ทรง

พระปรารภภิกษุชื่อโกกาลิกะ  ตรัสพระธรรมเทศนานี้  มีคำเริ่มต้นว่า  อหเมว

ทุพฺภาสิต  ภาสิ  พาโล  ดังนี้.

ความพิสดารว่า     ภายในพรรษาหนึ่ง     พระอัครสาวกทั้งสองท่าน

ประสงค์จะละหมู่อยู่อย่างเงียบ ๆ ทูลลาพระศาสดา ไปถึงที่อยู่ของพระโกกาลิกะ

ในโกกาลิกรัฐกล่าวเธออย่างนี้ว่า  โกกาลิกะผู้มีอายุ   เรากับเธอถ้อยทีถ้อยอาศัย

กัน  จักอยู่เป็นผาสุกตลอดไตรมาสนี้  เราขออยู่จำพรรษา ณ  ที่นี้แหละ.   เธอ

ตอบว่า   ผู้มีอายุ   ก็ท่านอาศัยผมแล้วจักอยู่สำราญได้ไฉนเล่า.    พระอัครสาวก

ตอบว่า  ผู้มีอายุ  ถ้าเธอไม่บอกแก่ใคร ๆ  ว่า   พระอัครสาวกอยู่จำพรรษาที่นี้


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 297

เราจะพึงอยู่สบาย    นี้เราอาศัยเธออยู่เป็นผาสุก.    เธอถามว่า    เมื่อเป็นเช่นนี้

ผมอาศัยท่าน  พึงอยู่เป็นผาสุกได้อย่างไร.   ตอบว่า  เราจักบอกธรรม  จักกล่าว

ธรรมกถาแก่เธอตลอดไตรมาส    นี้เธออาศัยเราอยู่เป็นผาสุก.    พระโกกาลิกะ

กล่าวว่า  ผู้มีอายุ  เชิญท่านอยู่ตามอัธยาศัยเถิด   และได้ถวายเสนาสนะที่สมควร

แก่ท่านทั้งสอง.  พระอัครสาวกทั้งสองพากันอยู่สบายด้วยความสุขในผลสมาบัติ.

ใคร ๆ  มิรู้การที่ท่านพากันอยู่   ณ  ที่นี้.  ท่านทั้งสองจำพรรษาแล้ว   ปวารณา

แล้ว  ก็พากันบอกพระโกกาลิกะนั้นว่า  อาวุโส  เราอาศัยเธออยู่กันอย่างสบายแล้ว

จักพากันไปถวายบังคมพระศาสดา    เธอรับคำว่า   สาธุ   แล้วพาพระอัครสาวก

ทั้งสองเที่ยวบิณฑบาตในหมู่บ้านใกล้  ๆ.   พระเถระทั้งหลายกระทำภัตกิจเสร็จ

แล้ว  ก็พากันออกจากบ้าน.

พระโกกาลิกะส่งพระเถระเหล่านั้นแล้วกลับไปบอกคนทั้งหลายว่า

อุบาสกทั้งหลาย    พวกแกเหมือนเดรัจฉาน     ช่างไม่รู้เสียเลยว่าพระอัครสาวก

ทั้งสองอยู่ในวิหารตลอด   ๓   เดือน    บัดนี้เล่า     ท่านก็กลับไปเสียแล้ว.

คนทั้งหลายพากันกล่าวว่า     เหตุไรเล่า   พระผู้เป็นเจ้าจึงไม่แจ้งแก่พวกผม

ให้ทราบ   แล้วพากันถือเภสัช    มีเนยใสและน้ำมันเป็นต้น     และเครื่องนุ่งห่ม

คือผ้าเป็นอันมาก     เข้าไปหาพระเถระไหว้แล้วต่างกราบเรียนว่า     ข้าแต่พระ-

คุณเจ้าผู้เจริญ   โปรดอภัยแก่พวกกระผมเถิด.   พระโกกาลิกะดำริว่า  พระเถระ

ทั้งสองมักน้อยสันโดษ  คงไม่รับผ้าเหล่านี้ด้วยตน  คงให้แก่เรา  จึงไปสู่พระเถระ

ทั้งหลายกับพวกอุบาสกนั่นเอง.    พระเถระทั้งสองมิได้รับอะไร ๆ  ไว้เพื่อตน

ทั้งไม่สั่งให้เขาถวายแก่พระโกกาลิกะ  เพราะท่านมุ่งอบรมภิกษุอยู่.  พวกอุบาสก

พากันอ้อนวอนว่า   ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ   เมื่อพระคุณเจ้าไม่รับคราวนี้    ก็

นิมนต์มาที่นี้อีกเพื่ออนุเคราะห์พวกกระผม.     พระเถระเจ้ารับแล้วพากันไปสู่

สำนักพระศาสดา  พระโกกาลิกะผูกอาฆาตว่า   พระเถระเหล่านั้น   เมื่อตนไม่รับ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 298

ก็ไม่บอกให้เขาให้แม้แก่เรา.      ฝ่ายพระเถระทั้งสองพักอยู่ในสำนักพระศาสดา

หน่อยหนึ่ง  ก็พาภิกษุ  ๕๐๐  รูปผู้เป็นบริวารของตน ๆ   เที่ยวจาริกไปกับภิกษุ

,๐๐๐ รูป  จนถึงโกกาลิกรัฐ.   พวกอุบาสกเหล่านั้นก็พากันต้อนรับ  พาพระ-

เถระไปสู่วิหารนั้นเอง  กระทำสักการะใหญ่ทุก ๆ วัน.   เภสัชและเครื่องนุ่งห่ม

คือผ้าเกิดขึ้นมามากมาย.   พวกภิกษุผู้ที่มากับพระเถระ   พากันเลือกจีวรให้แก่

พวกภิกษุที่มากันเท่านั้น   ไม่ได้ให้แก่พระโกกาลิกะ.   แม้พระเถระก็มิได้บอก

ให้เธอ    โกกาลิกะไม่ได้จีวรก็ด่าตัดเพ้อพระเถระว่า  สารีบุตรและโมคคัลลานะ

ปรารถนาน้อย   เมื่อก่อนเขาให้ลาภไม่รับ   บัดนี้รับเสียจนล้นเหลือ  ไม่มองดู

ผู้อื่น ๆ  เลย      พระเถระทั้งหลายดำริว่า     โกกาลิกะประสบอกุศลเพราะอาศัย

พวกเรา    พร้อมด้วยบริวารพากันออกไป    แม้จะถูกหมู่ชนพากันอาราธนาว่า

พระคุณเจ้านิมนต์อยู่อีกสักสองสามวันเถิด  ก็มิได้ปรารถนาจะกลับ.

ลำดับนั้นภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่า อุบาสกทั้งหลาย  พระเถระทั้งหลายจักอยู่

ได้อย่างไร  พระเถระผู้ชิดชอบของพวกท่าน   ทนการอยู่ของภิกษุเหล่านั้นไม่ได้.

อุบาสกเหล่านั้นพากันไปสู่สำนักของพระโกกาลิกะนั้น    กล่าวว่า   พระคุณเจ้าผู้

เจริญ ได้ยินว่า พระคุณเจ้าทนการอยู่ในสำนักของพระเถระไม่ได้  นิมนต์ไปเถิด

ขอรับ   จงขอให้พระเถระเจ้าทั้งสองรับขมาแล้วนิมนต์กลับมา   หรือไม่เช่นนั้น

พระคุณเจ้าจงหนีไปอยู่ที่อื่นเถิด.  พระโกกาลิกะจำไปอ้อนวอนพระเถระทั้งหลาย

ด้วยความกลัวพวกอุบาสก.   พระเถระทั้งหลายต่างกล่าวว่า   ผู้มีอายุ   เธอจงไป

เสียเถิด   พวกเราจักไม่กลับละ.   เธอเมื่อไม่อาจนิมนต์พระเถระให้กลับได้    ก็

กลับไปวิหารนั่นแล.   ลำดับนั้น     พวกอุบาสกพากันถามเธอว่า   พระคุณเจ้าข้า

พระคุณเจ้านิมนต์พระเถระกลับหรือ  ก็กล่าวว่า  ผู้มีอายุทั้งหลาย    ข้าพเจ้าไม่

สามารถนิมนต์ให้กลับได้.      ลำดับนั้น       พวกอุบาสกต่างคิดว่า     เมื่อภิกษุ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 299

ผู้มีบาปกรรมนี้ยังอยู่ในวิหารนี้  พวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักจักไม่อยู่  พวกเราต้อง

ไล่เธอไปเสีย  แล้วพากันกล่าวกะเธอว่า พระคุณเจ้าข้า  พระคุณเจ้าอย่าอยู่ที่นี้เลย

พระคุณเจ้าจะพึ่งพาอาศัยอะไร ๆ  พวกข้าพเจ้าไม่ได้ละ.   เธอถูกพวกเหล่านั้น

ชังน้ำหน้าเสียแล้ว    ก็ถือบาตรจีวรไปพระเชตวัน    เข้าเฝ้าพระศาสดากราบทูล

ว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ท่านพระสารีบุตร    ท่านพระโมคคัลลานะมีความ

ปรารถนาลามก  ลุอำนาจความปรารถนาลามกเสียแล้ว.   ลำดับนั้น  พระศาสดา

รับสั่งกะเธอว่า   โกกาลิกะ   เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย    จงยังจิตให้เลื่อมใสใน

สารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด.  ท่านโกกาลิกะกราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

พระองค์มัวเชื่อพระอัครสาวกของพระองค์      ข้าพระองค์ได้เห็นประจักษ์แล้วว่า

พวกนี้ล้วนเลว  ๆ    มีลับลมคมในทุศีลทั้งนั้น    แม้พระศาสดาจะตรัสห้ามถึง

สามครั้ง  ก็คงกล่าวอย่างนั้น  แล้วลุกจากอาสนะหลีกไป.

พอเธอหันไปเท่านั้นทั่วร่างก็เกิดตุ่มประมาณเท่าเมล็ดผักกาด       ค่อย

เจริญโดยลำดับ    ถึงขนาดมะตูมสุกแล้วแตกน้ำเหลืองและเลือดไหลโทรมกาย.

เธอต้องระทดเจ็บแสบนอนอยู่  ณ  ซุ่มพระทวารพระเชตวัน   ถึงพรหมโลกได้

มีเรื่องเกรียวกราวกันว่า    พระอัครสาวกทั้งสองถูกพระโกกาลิกะด่า.   ลำดับนั้น

ตุทีพรหมอุปัชฌาย์ของเธอทราบเรื่องนั้น      จึงมาดำริว่า     จักให้เธอขมา

พระเถระทั้งหลายเสีย     ยืนในอากาศกล่าวว่า     โกกาลิกะ     ท่านทำกรรม

หยาบคายนัก     ท่านจงให้พระอัครสาวกเลื่อมใสเถิด.     เธอถามว่า    ผู้มี

อายุ     ท่านเป็นใครเล่า     เราชื่อว่า    ตุทีพรหม    เธอกลับเอ็ดเอามหาพรหม

ว่า   ผู้มีอายุ    ท่านนะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์แล้วว่า   เป็นพระอนาคา

มีมิใช่หรือ    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วว่า    ธรรมดาว่า    พระอนาคามี

มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นสภาวะ      ท่านคงเป็นยักษ์ที่กองขยะเป็นแน่.

ท้าวมหาพรหมนั้น     เมื่อมิอาจให้เธอเชื่อถือถ้อยคำได้     ก็กล่าวว่า    ท่าน

นั้นเองจักปรากฏตามคำของท่าน       แล้วไปสู่พรหมโลกชั้นสุทธาวาสทันที.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 300

ฝ่ายภิกษุโกกาลิกะก็ตายไปบังเกิดในปทุมนรก.   ท้าวสหัมบดีพรหมรู้ความที่เธอ

เกิดในที่นั้นแล้ว    จึงกราบทูลแด่พระตถาคต.   พระศาสดาตรัสเล่าแก่พวกภิกษุ

พวกภิกษุเมื่อกล่าวถึงโทษของเธอ  พากันสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า  ผู้มีอายุ

ทั้งหลาย     ได้ยินว่า    โกกาลิกภิกษุด่าพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ

บังเกิดในปทุมนรกเพราะอาศัยปากของตน.      พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ   เมื่อภิกษุ

เหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้วตรัสว่า     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     มิใช่แต่ใน

บัดนี้เท่านั้น   ที่โกกาลิกะถูกถ้อยคำกำจัดเสีย   เสวยทุกข์เพราะปากของตน  แม้

ในกาลก่อน   ก็เสวยทุกข์เพราะปากของตนแล้วเหมือนกันดังนี้แล้ว    จึงทรงนำ

อดีตนิทานมาเล่าดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล  เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี

ปุโรหิตของท้าวเธอเป็นคนตาเหลือง มีเขี้ยวงอกออกมา.   นางพราหมณีของเขา

เล่นชู้กับพราหมณ์อื่น.  แม้พราหมณ์ผู้เป็นชู้นั้น   ก็มีลักษณะเช่นนั้นเหมือนกัน.

ปุโรหิตเฝ้าห้ามนางพราหมณีบ่อย  ๆ  เมื่อไม่อาจห้ามปรามกันได้.    ก็คิดว่าเรา

ไม่อาจจะฆ่าไอ้ไพรีของเรานี้ด้วยมือตนได้   ต้องหาอุบายฆ่ามันเสียให้ได้.   เขา

ก็เข้าเฝ้าพระราชากราบทูลว่า    ข้าแต่พระมหาราช    พระนครของพระองค์เป็น

พระนครชั้นเลิศในสกลชมพูทวีป    พระองค์เล่าก็เป็นพระอัครราชา    ประตู

พระนครด้านทักษิณของพระองค์ผู้ทรงนามว่าอัครราชาเช่นนี้     สร้างไว้ชั่ว

ไม่เป็นมงคลเลยพระเจ้าข้า.   พระราชาตรัสสั่งว่า  ควรจะได้อะไรเล่า.  เขากราบ

ทูลว่า   ต้องรื้อประตูเก่าเสียหาไม้ที่ประกอบด้วยมงคลมาให้พลีแก่ฝูงภูตผู้รักษา

พระนคร แล้วตั้งพระทวารใหม่ตามมงคลฤกษ์   พระเจ้าข้า.   พระราชารับสั่งว่า

ถ้าเช่นนั้น    เชิญท่านทำอย่างนั้นเถิด.


หน้าที่ 201-250
หน้าที่ 301-350