พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 1

พระสุตตันตปิฎก

ขุททกนิกาย   เถรคาถา

เล่มที่  ๒   ภาคที่   ๓

ตอนที่  ๑

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เถรคาถา

[๑๓๗]       ขอท่านทั้งหลายจงฟังคาถาอันน้อมเข้าไป

สู่ประโยชน์   ของพระเถระทั้งหลาย  ผู้มีตนอันอบรม

แล้วบันลืออยู่    ดุจการบันลือแห่งสีหะทั้งทลาย    ซึ่ง

เป็นสัตว์ประเสริฐ  ว่าเหล่าสัตว์ที่มีเขี้ยวทั้งหลาย   ที่

ใกล้ถ้ำภูเขา  ฉะนั้น  ก็พระเถระเหล่านั้น  มีชื่อ  มีโคตร

มีธรรมเป็นเครื่องอยู่   มีจิตน้อมไปแล้วในธรรมตามที่

ปรากฏแล้ว  มีปัญญา  เป็นผู้ไม่เกียจคร้าน    อยู่ใน

เสนาสนะอันสงัด   มีป่า   คนไม้  และภูเขาเป็นต้นนั้น ๆ

ได้เห็นธรรมแจ่มแจ้ง  และได้บรรลุนิพพาน   อันเป็น

ธรรมไม่แปรผัน  เมื่อพิจารณาเห็นผล  อันเป็นที่สุดกิจ

ซึ่งตนทำเสร็จแล้ว  จึงได้ภาษิตเนื้อความนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 2

ปรมัตถทีปนี

อรรถกถาขุททกนิกาย   เถรคาถา

คันถารัมภกถา

ข้าพเจ้าขอไหว้พระโลกนาถเจ้า    ผู้มีพระทัย

เปี่ยมล้นไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณ      เสด็จถึงฝั่งแห่ง

สาครคือไญยธรรมได้แล้ว  ทรงแสดงธรรมอันละเอียด

ลึกล้ำ  มีนัยอันวิจิตร.

ข้าพเจ้าขอไหว้พระธรรมอันสูงสุด    ที่สมเด็จ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบูชาแล้ว  ซึ่งเป็นเครื่องนำผู้

สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะออกไปจากโลก.

ข้าพเจ้าขอไหว้พระอริยสงฆ์    ผู้สมบูรณ์ด้วย

คุณมีศีลเป็นต้น    สถิตมั่นอยู่ในมรรคและผล   เป็น

เนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม.

ด้วยเดชานุภาพแห่งบุญ     ที่เกิดจากการไหว้-

พระรัตนตรัย  ดังได้พรรณนามานี้  ขอข้าพเจ้าจงปลอด

จากอันตรายในที่ทุกสถาน   ในกาลทุกเมื่อ.    คาถา

เหล่านั้นใด   ที่ปราศจากอามิส   อันพระเถระทั้งหลาย

ผู้เสร็จกิจแล้ว  ผู้คงที่  มีพระสุภูติเถระเป็นต้น    และ

พระเถรีทั้งหลายภาษิตแล้ว  และคาถาเหล่าใด  ที่ลึกล้ำ

ละเอียดอ่อน  สดับแล้วโดยวิธี  มีอุทานเป็นต้น  ปฏิ-

สังยุตด้วยสุญญตธรรม  ประกาศธรรมของพระอริยเจ้า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 3

พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลาย  ผู้คงที่  ผู้แสวงหาคุณ

อันยิ่งใหญ่    รวบรวมคาถาเหล่านั้นไว้    ในคัมภีร์

ขุททกนิกาย โดยเรียกชื่อว่า เถรคาถา  และ เถรคาถา.

อันที่จริงการแต่งอรรถกถา  พรรณนาความลำดับบทที่

มีอรรถอันลึกซึ้ง   ที่ข้าพเจ้าทำ   มิใช่ของที่ทำได้ง่ายเลย

เพราะเป็นอรรถที่จะพึงหยั่งถึงได้      ก็ด้วยคัมภีรญาณ

แต่เพราะอรรถกถาจะช่วยทรงศาสนาของพระศาสดา

ไว้ได้  ทั้งวินิจฉัยของบรรดาบุรพาจารย์   ผู้เปรียบปาน

ด้วยราชสีห์      ก็จะยังคงดำรงอยู่ด้วย  ฉะนั้น    ข้าพเจ้า

จึงจักขอแต่งอรรถกถา   "เถรคาถา"  และ  "เถรีคาถา"

เต็มกำลังความสามารถ     โดยจะยึดวินิจฉัยของบรรดา

บุรพาจารย์นั้นเป็นหลัก    ถือนิกาย  ๕ เป็นเกณฑ์     อิง

อาศัยนัยจากโบราณอรรถกถา   แม้จะเป็นเพียงคำบอก

กล่าว   ที่ได้อาศัยอ้างอิงกันมา   แต่บริสุทธิ์ก็ถูกต้อง

ไม่คลาดเคลื่อน  เป็นการวินิจฉัยที่ละเอียด   ของบรรดา

บุรพาจารย์คณะมหาวิหาร      และข้อความของคาถา

เหล่าใด   เว้นอนุปุพพิกถาเสียแล้วรู้ได้ยาก     ข้าพเจ้า

จะนำอนุปุพพิกถานั้น  ของคาถาเหล่านั้น    มาแสดงให้

แจ่มแจ้ง  ทั้งจะแสดงข้อวินิจฉัยอีกด้วย.

สาธุชนทั้งหลาย     ขอท่านทั้งหลายได้โปรด

ตั้งใจสดับ  การพรรณนาความแห่งอรรถกถา  เถรคาถา

และเถรีคาถานั้น   ซึ่งจะจำแนกต่อไป   ของข้าพเจ้าผู้

หวังให้พระสัทธรรมดำรงมั่นอยู่ได้นาน  ต่อไปเทอญ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 4

อารัมภกถาวรรณนา

ก็เถรคาถา   และเถรีคาถา   แต่ละคาถาเป็นอย่างไร  ?   และมีประวัติ

เป็นมาอย่างไร  ?     ถึงความข้อนี้     ท่านจะกล่าวไว้ในคาถาทั้งหลายแล้วก็จริง

แต่เถรคาถาที่พระสุภูติเถระเป็นต้น    กล่าวแล้วในคาถานั้น     ข้าพเจ้าจะกล่าวซ้ำ

อีก  เพื่อทำข้อความให้ปรากฏ.   ก็พระเถระเหล่านั้นพิจารณาเห็นสุขอันเกิดแต่

มรรคผล   ตามที่ตนบรรลุแล้ว    ได้กล่าวคาถาบางอย่างไว้    ด้วยสามารถแห่ง

อุทาน  ได้กล่าวคาถาบางอย่างด้วยสามารถแห่งการพิจารณาธรรมเป็นเครื่องอยู่

คือสมาบัติของตน  ได้กล่าวคาถาบางอย่างไว้ด้วยสามารถแห่งคำถาม   ได้กล่าว

คาถาบางอย่างไว้ด้วยสามารถ (ชี้ให้เห็น)  ข้อที่คำสอนเป็นนิยยานิกธรรม.  ใน

เวลาทำสังคายนา    พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลาย    ร้อยกรองคาถาทั้งหมด

เหล่านั้นไว้   เป็นหมวดเดียวกัน   (โดยให้ชื่อ)   ว่า  " เถรคาถา ".  ส่วนเถรีคาถา

ท่านแสดงไว้เฉพาะพระเถรีทั้งหลาย.

ก็ในบรรดาปิฎกทั้ง  ๓  คือ  วินัยปิฎก  สุตตันตปิฎก  อภิธรรมปิฎก

คาถาเหล่านั้น   นับเนื่องในสุตตันตปิฎก.   ในบรรดานิกายทั้ง  ๕  คือ ทีฆนิกาย

มัชฌิมนิกาย  สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย  (และ)   ขุททกนิกาย  คาถาเหล่านั้น

นับเนื่องในขุททกนิกาย.  ในบรรดาสัตถุศาสน์  ๙  คือ  สุตตะ  เคยยะ   เวยยากรณ์

คาถา   อุทาน   อิติวุตตกะ  ชาดก   อัพภูตธรรม  เวทัลละ  สงเคราะห์เข้าเป็น

" คาถา ".   ก็ในบรรดาธรรมขันธ์  ๘๔,๐๐๐   ธรรมขันธ์  ที่พระอานนทเถระ

ผู้เป็นธรรมภัณฑาคาริก  ปฏิญาณไว้อย่างนี้ว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 5

ธรรมเหล่าใด    ที่เป็นไปแก่ข้าพเจ้า  ธรรม

เหล่านั้น     ข้าพเจ้าเรือนเอาจากพระพุทธเจ้า  ๘๒,๐๐๐

จากภิกษุรูปอื่น  ๒,๐๐๐  รวมเป็น  ๘๔,๐๐๐  ธรรมขันธ์

ดังนี้   ก็สงเคราะห์เข้าในธรรมขันธ์จำนวนเล็กน้อย.

ในบรรดาเถรคาถา   และเถรีคาถาเหล่านั้น     เถรคาถาจะว่าโดยนิบาต

ก่อน   เอกนิบาตจนถึงจุททสนิบาต   โดยนับเกิน  ๑  คาถาขึ้นไป   รวมเป็น

จุททสนิบาต  และนิบาต  ๗ เหล่านี้   คือ โสฬสนิบาต  วีสตินิบาต    ติงสนิบาต

จัตตาฬีสนิบาต  ปัญญาสนิบาต  สัฏฐินิบาต  ( และ)  สัตตตินิบาต  รวมเป็น  ๒๑

นิบาต.  ชื่อว่า นิบาต  เพราะอรรถว่า  ตั้งไว้  วางไว้.  ชื่อว่า  เอกนิบาต   เพราะ

เป็นที่ตั้งไว้วางไว้   ซึ่งคาถานิบาตละหนึ่งคาถา.  แม้ในนิบาตที่เหลือก็พึงทราบ

ความโดยนัยนี้.

ในบรรดานิบาตเหล่านั้น   เอกนิบาตมี  ๑๒  วรรค.  ในวรรคหนึ่ง ๆ

แบ่งออกเป็นวรรคละ  ๑๐  จึงมีพระเถระ   ๑๒๐  รูป  คาถาก็มีเท่านั้นเหมือนกัน

สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

ในแต่ละนิบาต    พระเถระ  ๑๒๐  รูป  ผู้เสร็จกิจ

แล้ว  หาอาสวะมิได้พร้อมด้วยพระธรรมสังคาหกาจารย์

ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลาย   ร้อยกรองไว้ดีแล้ว

ดังนี้.

ในทุกนิบาต          มีพระเถระ  ๔๙  รูป   มีคาถา  ๙๘  คาถา.

ในติกนิบาต          มีพระเถระ  ๑๖  รูป    มีคาถา  ๔๘  คาถา.

ในจตุกนิบาต        มีพระเถระ  ๑๓  รูป    มีคาถา  ๕๒ คาถา.

ในปัญจกนิบาต     มีพระเถระ ๑๒  รูป     มีคาถา  ๖๐  คาถา.

ในฉักกนิบาต        มีพระเถระ  ๑๔  รูป     มีคาถา  ๘๔ คาถา.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 6

ในสัตตกนิบาต        มีพระเถระ  ๕  รูป   มีคาถา  ๓๕  คาถา.

ในอัฏฐกนิบาต         มีพระเถระ ๓  รูป    มีคาถา  ๒๔  คาถา.

ในนวกนิบาต           มีพระเถระ  ๑  รูป    มีคาถา       ๙  คาถา.

ในทสกนิบาต           มีพระเถระ  ๗ รูป    มีคาถา   ๗๐  คาถา.

ในเอกาทสกนิบาต   มีพระเถระ  ๑  รูป    มีคาถา    ๑๑  คาถา.

ในทวาทสกนิบาต    มีพระเถระ  ๒  รูป   มีคาถา    ๒๔ คาถา.

ในเตรสกนิบาต        มีพระเถระ   ๑  รูป   มีคาถา     ๑๓ คาถา.

ในจุททสกนิบาต      มีพระเถระ  ๒  รูป   มีคาถา     ๒๘ คาถา.

ปัณณรสกนิบาต      ไม่มี.

ในโสฬสกนิบาต       มีพระเถระ  ๒  รูป    มีคาถา  ๓๒  คาถา.

ในวีสตินิบาต             มีพระเถระ  ๑๐ รูป   มีคาถา  ๒๔๕  คาถา.

ในติงสนิบาต              มีพระเถระ  ๓  รูป    มีคาถา  ๑๐๕   คาถา.

ในจัตตาลีสนิบาต       มีพระเถระ   ๑  รูป    มีคาถา     ๔๒  คาถา.

ในปัญญาสนิบาต        มีพระเถระ  ๑  รูป     มีคาถา     ๕๕  คาถา.

ในสัฏฐิกนิบาต            มีพระเถระ  ๑  รูป     มีคาถา      ๖๘ คาถา.

แม้ในสัตตตินิบาต*     มีพระเถระ   ๑  รูป     มีคาถา      ๗๑ คาถา.

ก็เมื่อประมวลแล้ว       มีพระเถระ   ๒๖๔  รูป    มีคาถา   ๑,๓๖๐   คาถา

ฉะนี้แล  และแม้ข้อนี้  ก็มีวจนะประพันธ์คาถา  ที่ท่านกล่าวรับรองไว้ว่า

พระธรรมสังคาหกาจารย์  ประกาศไว้ว่า   มีคาถา

,๓๖๐   คาถา   มีพระเถระ   ๒๖๔   รูป   ดังนี้.

ส่วนเถรีคาถา   สงเคราะห์เข้าในโสฬสนิบาต  คือ  นิบาต  ๙  นิบาต

ได้แก่  เอกนิบาตจนถึงนวกนิบาต  โดยเพิ่มขึ้นนิบาตละ   ๑  คาถา   และเอกาทสก-

มหานิบาต


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 7

นิบาต   ทวาทสกนิบาต โสฬสกนิบาต   วีสตินิบาต  ติงสตินิบาต   จัตตาลีสนิบาต

มหานิบาต.

ในเอกนิบาต        มีพระเถรี  ๑๘   รูป  มีคาถา  ๑๘   คาถาเท่ากัน.

ในทุกนิบาต         มีพระเถรี   ๑๐  รูป  มีคาถา   ๒๐   คาถา.

ในติกนิบาต         มีพระเถรี   ๘    รูป   มีคาถา   ๒๔  คาถา.

ในจตุกนิบาต       มีพระเถรี   ๑     รูป  มีคาถา        ๔  คาถา.

ในปัญจกนิบาต    มีพระเถรี ๑๒  รูป   มีคาถา     ๖๐   คาถา.

ในฉักกนิบาต      มีพระเถรี     ๘  รูป   มีคาถา      ๔๘  คาถา.

ในสัตตกนิบาต    มีพระเถรี     ๓  รูป   มีคาถา      ๒๑  คาถา.

ตั้งแต่อัฏฐกนิบาตไป  จนถึงโสฬสกนิบาต   มีพระเถรีนิบาตละ  ๑ รูป

คาถาก็มีจำนวนเท่ากับนิบาตนั้น  ๆ.

ในวีสตินิบาต         มีพระเถรี    ๕   รูป  มีคาถา   ๑๑๘    คาถา.

ในติงสนิบาต          มีพระเถรี    ๑   รูป  มีคาถา      ๓๔   คาถา.

ในจัตตาลีสนิบาต   มีพระเถรี     ๑  รูป  มีคาถา       ๔๘   คาถา

แม้ในมหานิบาต     ก็มีพระเถรี   ๑ รูป  มีคาถา        ๗๕  คาถา.

ในเถรคาถา  และเถรีคาถานี้   พึงทราบจำนวนแห่งนิบาต   คาถาวรรค

และคาถาทั้งหลาย  ดังพรรณนามานี้.

จบอารัมภกถาวรรณนา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 8

นิทานกถาวรรณนา

ในเถรคาถา  และเถรีคาถาเหล่านี้   ซึ่งมีจำนวนตามที่กำหนดไว้แล้ว

อย่างนี้   เถรคาถาเป็นคาถาต้น.   แม้ในบรรดาเถรคาถาเหล่านั้น    คาถาที่ท่าน

พระอานนท์  กล่าวไว้เพื่อชมเชยพระเถระเหล่านั้น    ในคราวทำปฐมสังคายนา

นี้ว่า

ขอท่านทั้งหลายจงฟังคาถา     อันน้อมเข้าไปสู่

ประโยชน์   ของพระเถระทั้งหลาย    ผู้มีตนอันอบรมแล้ว

บันลืออยู่   ดุจการบันลือแห่งสีหะทั้งหลาย   ซึ่งเป็น

สัตว์ประเสริฐว่าเหล่าสัตว์ที่มีเขี้ยวทั้งหลาย   ที่ใกล้ถ้ำ

ภูเขา  ฉะนั้น    ดังนี้   เป็นคาถาแรก.

ศัพท์ว่า  สีหะ  ในบทว่า สีหาน ในคาถานั้นมาแล้ว  ในความหมายว่า

พญาเนื้อ  ดังในประโยคว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ราชสีห์เป็น พญาเนื้อ.    มาใน

ความหมายว่า  บัญญัติ  ดังในประโยคว่า   ครั้งนั้นแล   สีหเสนาบดี  เข้าไปเฝ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้า    โดยที่ซึ่งพระองค์เสด็จประทับอยู่.    มาในความหมายว่า

ตถาคต   ดังในประโยคว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  คำว่า  สีหะ  นี้  เป็นชื่อของ

เราผู้ตถาคต  อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.  ในความหมาย  ๓ อย่างนั้น   ในความ

หมายว่าตถาคต  สีหศัพท์มาแล้วในความหมายว่าคล้ายกัน  ฉันใด  แม้ในคาถานี้

ก็ฉันนั้น    สีหศัพท์พึงทราบว่า  มาแล้วด้วยสามารถแห่งความหมายว่าคล้ายกัน.

เพราะฉะนั้น  บทว่า สีหาน     จึงตัดบทเป็น  สีหาน  อิว  (แปลว่า  ดุจราชสี)

ลบสระเสียด้วยอำนาจสนธิ  ดังในประโยคเป็นต้นว่า   เอว  ส  เต  ดังนี้.  บรรดา

บทเหล่านั้น   บทว่า  อิว  เป็นบทนิบาต.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 9

บทว่า  สุณาถ   เป็นบทอาขยาต.   นอกนี้เป็นบทนาม.    และบทว่า

สีหาน   ในเวลาเชื่อมความใช้เป็นฉัฏฐีวิภัตติ   ก็และการเชื่อมความในบทว่า

สีหาน  นี้   ถึงท่านจะไม่ได้กล่าวไว้โดยสรุปก็จริง   แต่โดยอรรถ  ย่อมชื่อว่า

เป็นอันท่านกล่าวไว้แล้วทีเดียว.  เพราะเหมือนอย่าง  เมื่อพูดว่า    โอฏฺสฺเสว

มุข   เอตสฺส  ดังนี้    ก็เท่ากับพูดความนี้ว่า  หน้าของเขาเหมือนหน้าอูฐ   ฉันใด

แม้ในข้อนี้ก็ฉันนั้น   เมื่อพูดว่า  สีหาน  ก็เท่ากับพูดความนี้ว่า  เหมือนการ

บันลือของสีหะ  ฉะนั้น.  ถ้าจะต่อศัพท์ว่า  มุขะ  เข้าในบทว่า  โอฏฺสฺเสว

ได้ไซร้  แม้ในบทว่า  สีหาน  นี้   ก็ต่อบทว่า  นทนฺตาน  เข้าได้ (เหมือนกัน)

เพราะฉะนั้น   บทว่า  สีหาน     จึงเป็นบทตัวอย่างที่นำมาแสดงให้เห็น.

บทว่า นทนฺตำน แสดงถึงความเกี่ยวเนื่องกัน    ของบทว่า  สีหาน

นั้น    โดยเป็นตัวอย่างที่นำมาแสดงให้เห็น.

บทว่า ทาีน เป็นวิเสสนะของบทว่า  สีหาน.  บทว่า  คิริคพฺภเร

แสดงถึงที่ซึ่งราชสีห์นั้นเที่ยวไป.  บทว่า  สุณาถ   เป็นคำเชิญชวนในการฟัง.

บทว่า  ภาวิตตฺตาน  แสดงถึงมูลเค้าของสิ่งที่ควรฟัง.  บทว่า  คาถา  ได้แก่

คำที่แสดงถึงเรื่องที่น่าฟัง.     บทว่า   อตฺถูปนายิกา   เป็นวิเสสนะของบทว่า

คาถา.  แท้จริงคำว่า  สีหาน   นทนฺตาน  ทาีน ในคาถานี้มาแล้ว   โดย

เป็นปุงลิงค์โดยแท้  แต่เปลี่ยนลิงค์เสียแล้ว   พึงทราบความ  แม้โดยเป็นอิตถีลิงค์

ว่า  สีหีน เป็นต้น.  อีกอย่าง โดยรูปเอกเสสสมาส  ทั้งราชสีห์  และนางราชสีห์

ชื่อว่าสีหะ.  ก็บรรดาบทเหล่านั้น   โดยบทมีอาทิว่า  สีหานนิทานคาถาทั้ง ๓

คาถาเหล่านี้   ใช้ได้ทั่วไปทั้งเถรคาถา   และเถรีคาถา.

พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า  สีหาน  นั้นต่อไป  ชื่อว่า  สีหะ  เพราะ

อดทน  และเพราะฆ่า.   อธิบายว่า   เปรียบเหมือนราชสีห์   ที่เป็นพญามฤค

ย่อมไม่มีอันตรายแม้จากสรภมฤค  และช้างที่ตกมันแล้วเป็นต้น   เพราะประกอบ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 10

ไปด้วยพลังพิเศษ  แม้อันตรายจากลมและแดดเป็นต้น   ราชสีห์ก็อดทนได้ทั้งนั้น

แม้เมื่อออกหากิน   พบช้างตระกูลคันธะตกมัน   และกระบือป่าเป็นต้น    ก็ไม่

หวาดหวั่น    ไม่พรั่นพรึงผจญได้  เพราะผยองในเดช   และเมื่อผจญก็จะฆ่าสัตว์

เหล่านั้นได้โดยแท้   แล้วกัดกินเนื้ออ่อน  ในที่นั้น  ๆ   อยู่ได้อย่างสบายทีเดียว

ฉันใด  พระมหาเถระทั้งหลาย  แม้เหล่านี้ก็ฉันนั้น  ไม่หวาดหวั่น  ไม่พรั่นพรึง

แม้แต่ที่ไหน  ๆ   เพราะมีความผยองในเดช    โดยละอันตรายแม้ทั้งปวงเสียได้

เพราะประกอบไปด้วยคุณพิเศษอันเป็นกำลังของพระอริยะ   เพราะครอบงำพลัง

แห่งสังกิเลสมีราคะเป็นต้น     แล้วฆ่าเสียคือละได้    ย่อมอยู่โดยสุขมีสุขในฌาน

เป็นต้น    เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า  สีหะ  เพราะเป็นประดุจราชสีห์    โดยอดทน

และโดยการฆ่า.   แต่โดยอรรถแห่งศัพท์  พึงทราบว่า  ชื่อว่า  สีหะ  ด้วยอรรถว่า

เบียดเบียน   เหมือนอย่างสิ่งที่ชาวโลก   เรียกกันว่าเปรียง   ด้วยอรรถว่าเป็นที่

ชอบใจ   โดยย้ายอักษรข้างต้นมาไว้ข้างหลัง.   แม้ที่ชื่อว่าราชสีห์  ด้วยอรรถว่า

อดกลั้น    ก็พึงทราบอย่างนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง ไกรสรราชสีห์พญามฤค  ตัวเดียวเทียวไปอยู่  เพราะความ

ผยองในเดชของตน ไม่หวังเอาสัตว์ไร ๆ เป็นสหาย  ฉันใด  แม้พระเถระเหล่านี้

ก็ฉันนั้น    ชื่อว่าสีหะ   เพราะเป็นดุจสีหะ    เพราะความเป็นผู้ยินดียิ่งในวิเวก

และแม้เพราะอรรถว่าเป็นผู้เดียวเที่ยวไป   เพราะเที่ยวไปแต่ผู้เดียว    โดยความ

เป็นผู้สูงด้วยเดช.    ด้วยเหตุนั้น     พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า    สีหเวกจร

นาค  (เป็นเหมือนราชสีห์  และช้างใหญ่  เที่ยวไปโดดเดี่ยว)  ดังนี้.

อีกอย่างหนึ่ง  พระมหาเถระเหล่านี้    ชื่อว่าสีหะ   เพราะอรรถว่าเป็น

ดุจสีหะ.  เพราะประกอบไปด้วยคุณพิเศษ  มีความไม่สะดุ้ง  ว่องไว  และความ

พยายามเป็นต้น.   สมดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 11

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ๒  จำพวกนี้    เมื่อฟ้าฝ่าย่อมไม่สะดุ้ง  ๒  จำพวก

เป็นไฉน ?   คือ  ภิกษุผู้ขีณาสพ  ๑    สีหมฤคราช  ๑    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

๒  จำพวกนี้แล    เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง    ดังนี้     แม้ความว่องไวของราชสีห์

ก็ไม่สาธารณะทั่วไปกับสัตว์เหล่าอื่น    แม้ความแกล้วกล้าก็เหมือนกัน    ( คือไม่

เหมือนสัตว์อื่น).    จริงอย่างนั้น   ราชสีห์กระโดดไปได้ไกล  ถึง  ๑๐๐  อุสภะ

ตกลงในหมู่กระบือป่าเป็นต้น     ถึงแม้จะเป็นลูกราชสีห์    ก็ยังต่อสู้ช้างที่ตกมัน

ซึ่งทำลายปลอกออกได้    เคี้ยวกินเนื้ออ่อนที่ติดโคนงาได้.    ส่วนกำลังแห่ง

อริยมรรค   และกำลังแห่งฤทธิ์ของพระมหาเถระเหล่านั้น     ก็ไม่สาธารณะทั่วไป

กับภิกษุเหล่าอื่น  เป็นทั้งความเพียรในสัมมัปปธาน ๔  เป็นทั้งบุญอันประเสริฐ

ยิ่ง.  เพราะฉะนั้น  บทว่า  สีหาน   จึงได้ความว่า  ดุจเหมือนราชสีห์.   ก็ใน

ข้อนี้  พึงทราบว่า  ท่านอุปมาราชสีห์ไว้ต่ำ ๆ  เพราะประโยชน์มีความอดกลั้น

เป็นต้น   อันเป็นคุณพิเศษล่วงส่วน  ได้ในพระเถระทั้งหลายเท่านั้น.

บทว่า  นทนฺตาน ความว่า  คำรามอยู่.   อธิบายว่า   ในเวลามุ่งหา

อาหาร   และเวลายินดีเป็นต้น    ราชสีห์ทั้งหลายออกจากถ้ำของตนแล้ว   บิดกาย

บันลือสีหนาทน่าเกรงขาม  ฉันใด แม้พระมหาเถระเหล่านี้  ก็ฉันนั้น   จะบันลือลั่น

น่าเกรงขาม    ในเวลาพิจารณาอารมณ์อันเป็นไปในภายใน    และเวลาอุทาน

เป็นต้น.  ด้วยเหตุนั้น   ท่านจึงกล่าวว่า  ดุจการบันลือของราชสีห์ทั้งหลาย  ดังนี้.

บทว่า ทาีน แปลว่า  มีเขี้ยว.   อธิบายว่า  มีเขี้ยวประเสริฐ  มีเขี้ยวงามยิ่ง.

อธิบายว่า  ราชสีห์ทั้งหลายข่มขวัญปรปักษ์  ด้วยกำลังของเขี้ยวทั้ง  ๔  ที่มั่นคง

และกล้าแข็งอย่างยิ่ง    แล้วยังมโนรถของตนให้ถึงที่สุดได้    ฉันใด    แม้พระ-

มหาเถระเหล่านี้ก็ฉันนั้น      ข่มกิเลสอันเป็นปรปักษ์   ที่ตนยังครอบงำไม่ได้ใน

สงสาร  ที่หาเบื้องต้นมิได้   ด้วยกำลังแห่งเขี้ยวคืออริยมรรคทั้ง  ๔  ยังมโนรถ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 12

ของตนให้ถึงที่สุดได้.    แม้ในอธิการนี้  พระอริยมรรคชื่อว่าเขี้ยว  เพราะเป็น

ดุจเขี้ยว  เพราะฉะนั้น    พึงทราบความโดยความหมายที่คล้ายกันเท่านั้น.

บทว่า  คิริคพฺภเร  แปลว่า  ใกล้ถ้ำภูเขา.     (บทว่า   คิริคพฺภเร)

เป็นสัตมีวิภัตติลงในอรรถว่าใกล้.    อาจารย์บางพวกกล่าวว่า  คิริควฺหเร.

ความว่า   ที่ชัฎแห่งป่าคือไพรสณฑ์ ใกล้ภูเขา.    ก็คำว่า คิริคพฺภเร  นี้   เป็น

คำแสดงถึงสถานที่อันรุ่งโรจน์    และแสดงถึงภาคพื้นที่ควรบันลือสีหนาทของ

ราชสีห์เหล่านั้น.  ประกอบความว่า  ของราชสีห์ทั้งหลายซึ่งบันลืออยู่  ที่ใกล้ถ้ำ

ภูเขา   ดังนี้.

ก็ราชสีห์ทั้งหลาย      เมื่ออยู่ที่ใกล้ถ้ำภูเขา     คือในที่ซึ่งสงัดจากผู้คน

เพราะราชสีห์เป็นสัตว์ที่คนและสัตว์อื่นเข้าใกล้ได้ยาก   จะบันลือสีหนาทในเวลา

ไปหากิน  เพื่อป้องกันความสะดุ้งกลัวของหมู่มฤคเล็ก  ๆ  ที่จะบังเกิดขึ้นเพราะ

เห็นตน  ฉันใด  แม้พระมหาเถระเหล่านี้   เมื่ออยู่ในสุญญาคาร   เช่นเดียวกับ

ถ้ำภูเขา   ที่คนเหล่าอื่นเข้าใกล้ได้ยากทีเดียว    ก็บันลือ   (สีหนาท)   อย่างไม่

เกรงใคร   กล่าวคือคาถาที่กล่าวไว้    เพื่อหลีกเว้นความสะดุ้งหวาดเสียวเล็ก ๆ

น้อย  ๆ  ด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ   ของปุถุชนผู้ด้อยคุณธรรม.   ด้วยเหตุนั้น

ท่านจึงกล่าวว่า  สีทานว  นทนฺตาน  ทาีน   คิริคพฺภเร  ( แปลว่า  ดุจ-

การบันลือของสีหะทั้งหลาย      ซึ่งเป็นสัตว์ประเสริฐกว่าเหล่าสัตว์ที่มีเขี้ยว

ทั้งหลาย  ที่ใกล้ถ้ำภูเขา)  ดังนี้.

บทว่า สุณาถ  เป็นคำกล่าวบังคับให้ฟัง.  พระอานนทเถระ  ประสงค์

จะให้เกิดความเป็นผู้ใคร่จะฟัง  ให้เกิดความสนใจในการฟัง  ปลุกให้เกิดความ

อุตสาหะ.  ให้เข้าไปตั้งไว้ซึ่งความเคารพและความนับถืออย่างมาก  แก่บริษัทที่

มาประชุมกัน   (เพื่อฟัง)  คาถาทั้งหลายที่พระเถระนั้นกล่าวอยู่.   อีกอย่างหนึ่ง

พึงทราบความแห่งบทว่า   สีหาน  เป็นต้น     ด้วยสามารถแห่งความสูงสุด


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 13

อย่างเดียว   โดยเว้นจากการกำหนดสัตว์ที่เสมอกัน.     อธิบายว่า   เพราะฉะนั้น

ท่านทั้งหลายจงพึงคาถาที่คล้ายกับการบันลือสีหนาทอย่างไม่หวั่นกลัว     ของ

พระเถระเหล่านั้น     เหมือนการบันลือสีหนาทของราชสีห์   ที่เป็นราชาของมฤค

บันลืออยู่   คือ   คำรามอยู่   แบบราชสีห์คำรามที่ใกล้ถ้ำภูเขา    ของสัตว์ชื่อว่า

มีเขี้ยวทั้งหลาย    เพราะมีเขี้ยวประเสริฐ   งดงาม    โดยความเป็นเขี้ยวที่มั่นคง

แหลมคม.  ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า  ท่านทั้งหลายจงพึงคาถา  อันกระทำความสะดุ้ง

หวาดเสียวแก่ชนผู้ประมาทแล้ว   ชื่อว่าเป็นการบันลืออย่างไม่หวั่นเกรง  เพราะ

เหตุแห่งภัยทั้งหลาย    ท่านละได้แล้วด้วยดี   โดยประการทั้งป่วง   เช่นเดียวกับ

การบันลือสีหนาทของพระเถระทั้งหลาย   ผู้มีตนอันอบรมแล้ว    ผู้ไม่ประมาท

แล้ว   เหมือนการบันลืออย่างไม่หวั่นเกรงนั้น      การทำความหวาดเสียวแก่มฤค

อื่นจากราชสีห์นั้น    เพราะไม่มีภัยแม้แต่ที่ไหน ๆ  ของราชสีห์   ที่เป็นราชาแห่ง

หมู่มฤค  บันลือสีหนาทอยู่  ฉะนั้น.

บทว่า   ภาวิตตฺตาน  ได้แก่  ผู้มีจิตอันอบรมแล้ว.   อธิบายว่า   จิต

ท่านเรียกว่าตน  ดังในประโยคมีอาทิว่า  ได้ยินว่าตนแลฝึกได้ยาก  ผู้ใดแลมีจิต

ตั้งมั่นแล้ว   จะเป็นผู้ซื่อตรงดุจกระสวยทอผ้าฉะนั้น   และดุจในประโยคมีอาทิว่า

ตั้งใจไว้ชอบดังนี้.  เพราะฉะนั้น   จึงได้ความว่า  ของพระอริยบุคคลผู้ยังจิตให้

เจริญยิ่งแล้วด้วยสมถะและวิปัสสนา  โดยการประกอบเนือง   ๆ   ซึ่งอธิจิต   คือ

ท่านผู้ยังจิตให้ถึงที่สุด   แห่งสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา      แล้วดำรงอยู่.

อีกอย่างหนึ่ง   บทว่า   ภาวิตตฺตาน  ความว่า  มีตนอันอบรมแล้วเป็นสภาพ.

อธิบายว่า     มีตนอันอบรมแล้วด้วยคุณมีศีลเป็นต้น     อันเป็นแล้วตามสภาพ.

ที่ชื่อว่า   คาถา   เพราะเป็นถ้อยคำอันท่านร้อยกรองไว้    ได้แก่  ถ้อยคำ  ๔  บท

หรือ  ๖  บท  ที่ฤษีทั้งหลายประพันธ์ไว้โดยเป็นฉันท์  มีอนุฏฐุภฉันท์เป็นต้น.

เพราะเหตุที่   ฉันท์แม้อื่น    มีลักษณะคล้ายกับอนุฏฐภฉันท์    ท่านจึงเรียกว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 14

คาถา  (เหมือนกัน).  คาถา ชื่อว่า อัตถูปนายิกา  เพราะอรรถว่า  น้อมเข้าไป

ซึ่งประโยชน์ทั้งหลาย    มีประโยชน์ตนเป็นต้น     หรือเพราะน้อมตนเข้าไปใน

ประโยชน์เหล่านั้น.

อีกอย่างหนึ่ง  บทว่า  ภาวิตตฺตาน แปลว่า  มีอัตภาพอันเจริญแล้ว.

อธิบายว่า  อัตภาพท่านเรียกว่า  อัตตา  เพราะเป็นที่ตั้งแห่งมานะว่าเป็น  " เรา "

ก็และอัตตานั้น   อันอัตภาพเหล่านั้น  อบรมแล้ว   ด้วยอัปปมาทภาวนา (และ)

อนวัชชภาวนา   คือให้ถือเอากลิ่น   แห่งคุณธรรมได้โดยชอบทีเดียว.   พระ-

อานนทเถระเจ้า   แสดงความบริบูรณ์แห่งภาวนา   แม้ทั้ง    ๔   คือ   กายภาวนา

ศีลภาวนา  จิตภาวนา  ปัญญาภาวนา  เหล่านั้น    ไว้ด้วยบทว่า  ภาวิตตฺตาน

นั้น   และทางดำเนินไปสู่พระสัมโพธิญาณ     ในที่นี้ท่านประสงค์เอาว่าภาวนา

ก็การตรัสรู้  สัจจะนี้มี  ๒  อย่าง   คือ โดยการตรัสรู้  ๑  และโดยอรรถแห่งสัจจะ

นั้น  ๑.  ส่วนสัมโพธินั้น    มี ๓ อย่าง  คือ  สัมมาสัมโพธิญาณ  ๑    ปัจเจกสัม-

โพธิญาณ  ๑  สาวกสัมโพธิญาณ  ๑.

ในบรรดาสัมโพธิ  ๓  อย่างนั้น   ชื่อว่า  สัมมาสัมโพธิ   เพราะรู้   คือ

ตรัสรู้ธรรมทั้งปวง     โดยชอบด้วยพระองค์เอง.    มรรคญาณที่เป็นปทัฏฐาน

ของสัพพัญญุตญาณ  และสัพพัญญุตญาณที่เป็นปทัฏฐานของมรรคญาณ  ท่าน

เรียกว่า   สัมมาสัมโพธิญาณ   ด้วยเหตุนั้น   ท่านพระอานนทเถระจึงกล่าวว่า

พระนามว่า  พุทฺโธ  แก่   พระผู้มีพระภาคเจ้า   เป็นพระสัพพัญญู    ไม่มี

อาจารย์    ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งสัจจะทั้งหลายเอง   ในธรรมทั้งหลายที่พระองค์

ไม่เคยได้ยินมาในกาลก่อน  เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความเป็นพระสัพพัญญู  ในธรรม

เหล่านั้น     และถึงแล้ว   ซึ่งความเป็นผู้ชำนาญในพลธรรมทั้งหลาย   ดังนี้.

แท้จริง    ความเป็นผู้ชำนาญในพลธรรมทั้งหลาย   มีการตรัสรู้ธรรม

ที่ควรตรัสรู้เป็นอรรถ.  ชื่อว่า  ปัจเจกสัมโพธิ   เพราะตรัสรู้ด้วยตนเองทีเดียว


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 15

เป็นส่วนตัว.    อธิบายว่า    ไม่ได้ตรัสรู้ตามใคร  ได้แก่   ตรัสรู้สัจจธรรมด้วย

สยัมภูญาณ.

ความจริง    การตรัสรู้สัจจธรรม    ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย

แม้เป็นไปอยู่ด้วยพระองค์เองทีเดียว  โดยเป็นสยัมภูญาณ  ชื่อว่า  มีผู้ตรัสรู้ตาม

เพราะเป็นเหตุแห่งการตรัสรู้สัจจธรรมของสัตว์ทั้งหลาย  หาประมาณไม่ได้.

ก็การบรรลุสัจจะนั้น    ของเหล่าสัตว์ผู้หาประมาณมิได้  เหล่านี้  ย่อมไม่เป็นเหตุ

แห่งการตรัสรู้สัจจธรรมของสัตว์   แม้คนเดียว.  ชื่อว่า สาวก  เพราะเกิดในที่สุด

แห่งการฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา.     การตรัสรู้สัจจธรรมของพระ-

สาวกทั้งหลาย   ชื่อว่า  สาวกสัมโพธิ.

ก็การตรัสรู้  ๓  อย่างแม้นี้    ของพระโพธิสัตว์  ๓  จำพวก  พึงทราบว่า

ยังการเจริญโพธิปักขิยธรรม  ๓๗  ประการ   มีสติปัฏฐานเป็นต้น     ให้บริบูรณ์

เพื่อถึงที่สุดแห่งปฏิปทาที่จะมาถึงตามลำดับของตน  (รอความบริบูรณ์แห่งบารมี

ของตน)  เพราะเว้นโพธิปักขิยธรรม  ๓๗  ประการนั้น   การตรัสรู้นอกนี้จะมี

ไม่ได้.    อธิบายว่า    เว้นการตรัสรู้ด้วยสัจฉิกิริยากิจเสียแล้ว     การตรัสรู้ด้วย

ภาวนากิจ     จะเกิดไม่ได้เลย.     และเมื่อมีการตรัสรู้ภาวนากิจ    การตรัสรู้ด้วย

ปหานกิจ   และการตรัสรู้ด้วยปริญญากิจ   ย่อมชื่อว่า  เป็นอันสำเร็จแล้วทีเดียว.

ก็ในเวลาที่พระมหาโพธิสัตว์เจ้า  บำเพ็ญโพธิสมภารเสร็จบริบูรณ์แล้ว

ในภพสุดท้าย   บำเพ็ญบุพกิจเสร็จสิ้นแล้ว    เสด็จขึ้นสู่โพธิมณฑล    ทรงตั้ง

ปฏิญญาว่า   เราจักไม่ทำลายบัลลังก์นี้    จนกว่าจิตของเราจักหลุดพ้นจากอาสวะ-

ทั้งหลาย  เพราะไม่ยึดมั่น    (ถือมั่น)  ดังนี้แล้ว  ประทับนั่งบนอปราชิตบัลลังก์

(บัลลังก์ที่พญามารมิอาจผจญได้)    ยังไม่ทันถึงเวลาเย็น    ก็ทรงกำจัดมารและ

พลแห่งมารเสียได้   ทรงระลึกถึงขันธ์ที่พระองค์เคยอยู่อาศัยมาแล้วในก่อน  ใน

โวการภพที่มีอาการมิใช่น้อย ด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ  ในปุริมยาม (ยามต้น)


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 16

ทรงบรรลุ  จตูปปาตญาณและอนาคตังสญาณด้วยการชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์

ในมัชฌิมยาม  (ยามกลาง)  ทรงตั้งมั่นซึ่งวิปัสสนา   โดยมุขคือปฏิจจสมุปบาท

จำเดิมแต่ชราและมรณะ   โดยนัยมีอาทิว่า    สัตวโลกนี้    ถึงความลำบากหนอ

ย่อมเกิด แก่  ตาย  จุติ  และอุปบัติ  ก็และถึงอย่างนั้น   ก็ยังไม่รู้จัก  (พระนิพพาน)

อันเป็นเครื่องสลัดทุกข์นี้  คือ ชราและมรณะ   เป็นพระโลกนาถลับขวาน  คือ

พระญาณ  เพื่อจะตัดเสียซึ่งชัฎคือกิเลส    ดุจลับขวานที่หินสำหรับลับ  เพื่อจะ

ตัดชัฏใหญ่  (ถางป่าใหญ่)   ฉะนั้น  ทรงยังวิปัสสนาให้ตั้งท้อง โดยการบรรลุ

พระสัพพัญญุตญาณ  เพราะเหตุสมบัติ  คือ ความเป็นพระพุทธเจ้า    ถึงความ

แก่กล้า   ทรงเข้าสมาบัติต่าง ๆ ในระหว่าง ๆ ทรงยกนามรูปตามที่ทรงกำหนด

แล้วขึ้นสู่ไตรลักษณ์  พิจารณาสังขารในโวการภพมีอาการมิใช่น้อยด้วยสามารถ

แห่งการพิจารณาธรรมตามลำดับบท     ยังสัมมสนวารให้พิสดารแล้ว    โดยมุข

แห่งธรรม  ๓๖  แสนโกฏิ.   เมื่อวิปัสสนาญาณกล่าวคือมหาวชิรญาณ  ในสัมม-

สนญาณนั้นแก่กล้า   ผ่องใส    เป็นไปโดยความเป็นวุฏฐานคามินี    ทรงสืบต่อ

สัมมสนญาณนั้นด้วยมรรคได้  ในเวลาใด  ในเวลานั้น  ทรงยังกิเลส   ๑,๕๐๐

ให้สิ้นไป   โดยลำดับแห่งมรรค   ชื่อว่า   ย่อมตรัสรู้  พระสัมมาสัมโพธิญาณ

ในขณะแห่งมรรคอันเลิศ     (อรหัตมรรค)     จำเดิมแต่ขณะแห่งผลอันเลิศ

(อรหัตผล)  ชื่อว่า  ทรงบรรลุแล้วในปัจฉิมยาม   (ยามสุดท้าย).

ก็แม้ทศพลญาณ  และเวสารัชชญาณเป็นต้น   ชื่อว่า  ย่อมอยู่ในเงื้อม

พระหัตถ์ของพระองค์ในเวลานั้น  เพราะความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้น

ข้อนี้     จึงจัดเป็นปฏิปทาแห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ    โดยการตรัสรู้ก่อน

ส่วนโดยใจความแห่งสัมมาสัมโพธิปฏิปทานั้น  ได้แก่ การเพิ่มพูนโพธิสมภาร

อันเป็นแล้วในระหว่างที่ทรงบังเกิดในดุสิตพิภพ  จนถึงแสดงมหาภินิหาร.  คำที่

ควรกล่าวถึงในการเพิ่มพูนพระโพธิสมภารนั้น    ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้ว   สมบูรณ์


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 17

ด้วยอาการทั้งปวง  ในอรรถกถาจริยาปิฎก   เพราะฉะนั้น     ผู้ศึกษา  พึงถือเอา

โดยนัยที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้ว   ในอรรถกถาแห่งจริยาปิฎกนั้นเทอญ.

ฝ่ายพระปัจเจกโพธิสัตว์ทั้งหลาย    บำเพ็ญอภินิหาร    เพื่อเป็นพระ-

ปัจเจกโพธิ  มีปัจเจกโพธิสมภาร    อันสร้างสมมาแล้วโดยลำดับ    ดำรงอยู่ใน

อัตภาพสุดท้ายในเวลาเช่นนั้น    ถือเอาสังเวคนิมิต    อันปรากฏแล้วโดยความ

ที่ญาณถึงความแก่กล้า   เห็นโทษในภพเป็นต้น   โดยไม่แปลกกัน  กำหนดปวัต-

ติกาลและเหตุแห่งปวัตติกาล    นิวัตติกาลและเหตุแห่งนิวัตติกาลด้วยสยัมภูญาณ

เพิ่มพูนจตุสัจจกัมมัฏฐานมีสัจจะ ๔  เป็นอารมณ์  โดยนัยอันมาแล้ว   มีอาทิว่า

ท่านมนสิการอยู่โดยแยบคายว่า  นี้ทุกข์  ดังนี้.  พิจารณาทบทวนสังขารทั้งหลาย

ตามสมควรแก่อภินิหารของตน     ขวนขวายวิปัสสนาโดยลำดับ    บรรลุมรรค

อันเลิศตามลำดับมรรค   ชื่อว่า   ย่อมตรัสรู้    ปัจเจกสัมโพธิญาณ    จำเดิมแต่

ขณะแห่งผลอันเลิศ (อรหัตผล) ไป  ชื่อว่า เป็นพระปัจเจกสัมพุทธะ   ย่อมเป็น

พระอรรคทักขิไณยบุคคลของโลก   พร้อมทั้งเทวโลก.  ส่วนสาวก  หรือเพื่อน

สพรหมจารีของพระศาสดา    ฟังกัมมัฏฐานอันมีสัจจธรรมทั้ง  ๔.  เป็นอารมณ์

ดำรงตาม     คือ    เพียรพยายามปฏิบัติ    ข้อปฏิบัติเกิดแต่กัมมัฏฐานนั้น

ขวนขวายวิปัสสนาหรือเมื่อปฏิปทา  เจริญขึ้น  แทงตลอดสัจจะทั้งหลาย  ชื่อว่า

ย่อมบรรลุสาวกสัมโพธิญาณ   ในภูมิแห่งอรรคสาวกที่สำเร็จตามสมควรแก่-

อภินิหารของตน หรือในขณะแห่งมรรคอันเลิศอย่างเดียว.  ต่อแต่นั้นย่อมชื่อว่า

เป็นการตรัสรู้ของสาวก     เป็นอรรคทักขิไณยบุคคลในโลกพร้อมทั้งเทวโลก.

ปัจเจกสัมโพธิ และสาวกสัมโพธิ  พึงทราบโดยการตรัสรู้  ดังพรรณนามานี้ก่อน.

แต่โดยความหมายแห่งสัมมาสัมโพธิญาณ ของพระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย

นั้น  โดยกำหนดอย่างต่ำ    ต้องปรารถนาการเพิ่มพูนโพธิสมภารตลอดเวลา    ๔

อสงไขย (กำไร) แสนมหากัป. โดยกำหนดอย่างกลาง   ต้องปรารถนาการเพิ่มพูน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 18

โพธิสมภาร ตลอดเวลา  ๘  อสงไขย (กำไร) แสนมหากัป.   โดยกำหนดอย่างสูง

ต้องปรารถนาการเพิ่มพูนโพธิสมภารตลอดเวลาถึง  ๑๖  อสงไขย  (กำไร)

แสนมหากัป.   และข้อแตกต่างกันเหล่านี้    พึงทราบด้วยสามารถแห่งบารมีของ

พระโพธิสัตว์  ผู้ที่เป็นปัญญาธิกะ  สัทธาธิกะ  และวิริยาธิกะ.

อธิบายว่า ผู้ที่เป็นปัญญาธิกะ ย่อมมีศรัทธาอ่อน  แต่มีปัญญากล้าแข็ง

และต่อจากนั้นไปไม่นาน  บารมีก็จะถึงความบริบูรณ์   เพราะความเป็นผู้ฉลาด

ในอุบาย   เป็นภาวะผ่องใส   และละเอียดอ่อน.

ผู้ที่เป็นสัทธาธิกะ  ย่อมมีปัญญาปานกลาง   เพราะฉะนั้น   บารมีของ

พระโพธิสัตว์ผู้เป็นสัทธาธิกะเหล่านั้น   จึงถึงความบริบูรณ์ไม่เร็วเกินไป  และ

ไม่ช้าเกินไป.

ส่วนผู้ที่เป็นวิริยาธิกะ   ย่อมมีปัญญาน้อย   เพราะฉะนั้น    บารมีของ

พระโพธิสัตว์    ผู้วิริยาธิกะเหล่านั้น     จึงถึงความบริบูรณ์   โดยการเนิ่นนาน

ทีเดียว.

สำหรับพระปัจเจกโพธิสัตว์ไม่อย่างนั้น       อธิบายว่า    ท่านเหล่านั้น

แม้ถึงจะมีบารมีเป็นปัญญาธิกะ    ก็ยังต้องปรารถนาการเพิ่มพูนโพธิสมภาร

ตลอดเวลา ๒ อสงไขย  (กำไร)   แสนกัป (แต่) ไม่ต่ำกว่านั้น.   แม้ท่านผู้เป็น

สัทธาธิกะ   และวิริยาธิกะ   ล่วงเลยกัปอื่นจากกำหนดที่กล่าวแล้ว   ไปเล็กน้อย

เท่านั้น   ก็ย่อมบรรลุปัจเจกสัมโพธิญาณ   แต่ไม่ถึงอสงไขยที่  ๓.

สำหรับพระโพธิสัตว์  ผู้เป็นสาวก   บำเพ็ญอภินิหาร   เพื่อความเป็น

อรรคสาวก    ต้องปรารถนาการเพิ่มพูนโพธิสมภาร    สิ้นเวลา  ๑  อสงไขย

(กำไร)   แสนกัป.

สำหรับผู้ที่เป็นมหาสาวก  (บำเพ็ญอภินิหาร เพื่อความเป็นมหาสาวก)

ต้องปรารถนาการเพิ่มพูนโพธิสัมภาร   สิ้นเวลาแสนกัปเท่านั้น.   ถึงพระพุทธ-


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 19

มารดา  พระพุทธบิดา  พุทธอุปัฏฐากและพระพุทธชิโนรส  ก็เหมือนกัน  (คือ

ใช้เวลาเพิ่มพูนโพธิสมภารแสนกัป). ในอธิการนั้น   พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้

เมื่อพระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย   ผู้ตั้งปณิธานโดยรวบรวมธรรม  ๘

ประการ  ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า

เพราะประชุมแต่งธรรม  ๘  ประการ  คือ  ความ-

เป็นมนุษย์   ๑  ความสมบูรณ์ด้วยเพศ  ๑  เหตุ   ๑   การพบ

พระศาสดา ๑  บรรพชา  ๑  คุณสมบัติ  ๑   อธิการ  ๑

ความเป็นผู้มีฉันทะ ๑  อภินิหารจึงสำเร็จได้  ดังนี้.

จำเดิมแต่บำเพ็ญมหาภินิหาร    ขวนขวายแล้ว ๆเล่า ๆ ในทานเป็นต้นเป็น

พิเศษถวายมหาทานเช่นกับทานของพระเวสสันดร ทุกๆวัน  แม้สั่งสมอยู่ซึ่งบารมี

ธรรมทุกอย่าง  มีศีลอันสมควรแก่มหาทานนั้นเป็นต้น   ขึ้นชื่อว่าการบังเกิดขึ้น

แห่งพระพุทธเจ้า  ย่อมไม่มีในระหว่างได้เลย  เพราะยังไม่ถึงกำหนดเวลาตามที่

กล่าวแล้ว. เพราะเหตุไร  เพราะพระญาณยังไม่สุกเต็มที่.  อธิบายว่า พระญาณ

ของพระพุทธเจ้า    ถึงความเจริญ   งอกงาม  ไพบูลย์   ตั้งท้อง   ย่อมถึงความ

สุกงอม  ดุจข้าวกล้าที่ให้สำเร็จแล้วในเวลาที่กำหนด  ฉันใด  ดังนั้น  การบรรลุ

ปัจเจกสัมโพธิญาณและสาวกสัมโพธิญาณ  ในระหว่างนั้น  แหละโดยยังไม่ถึง

กำหนดเวลาตามที่กล่าวแล้วในที่นั้นๆ ย่อมไม่มีแก่พระปัจเจกโพธิสัตว์ ผู้กระทำ

อภินิหาร  ประมวลธรรม ๕ ประการเหล่านั้น  คือ

ความเป็นมนุษย์    ๑  ความสมบูรณ์ด้วยเพศ   ๑

การเห็นท่านผู้ปราศจากอาสวะ  ๑  อธิการ  ๑  ความ

เป็นผู้มีฉันทะ  ๑  เหล่านี้  รวมเป็นเหตุแต่งอภินิหาร.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 20

และแก่พระโพธิสัตว์ผู้เป็นสาวก  ผู้ตั้งปณิธานไว้ด้วยสามารถแห่งความปรารถนา

อันประกอบแล้วด้วยองค์  ๒  คือ  อธิการ ๑  ความเป็นผู้มีฉันทะ  ๑  ก็ฉันนั้น.

เพราะเหตุใด ?   เพราะญาณยังไม่สุกเต็มที่. อธิบายว่า ปัญญาบารมี  ที่ส่งเสริม

เพิ่มเติมด้วยบารมีทั้งหลายมีทานบารมีเป็นต้น     ของพระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย

แม้เหล่านี้   ย่อมตั้งท้อง ถึงความสุกงอม  ยังพระพุทธญาณให้บริบูรณ์โดยลำดับ

ฉันใด  ปัญญาบารมีที่ส่งเสริมเพิ่มเติม  ด้วยบารมีทั้งหลาย  มีทานบารมีเป็นต้น

(ของพระปัจเจกพุทธเจ้า   และพระสาวกทั้งหลาย)   ก็ฉันนั้นเหมือนกัน    ย่อม

ตั้งท้อง ถึงความสุกงอม  ยังพระปัจเจกโพธิญาณ และสาวกโพธิญาณให้บริบูรณ์

ตามสมควรโดยลำดับ.

แท้จริง   โดยการสั่งสมทานไว้    ท่านเหล่านี้    จึงเป็นผู้มีใจไม่ข้องอยู่

ในกิเลสทั้งปวง  เป็นผู้มีจิตไม่เพ่งเล็ง   เพราะมีอัธยาศัยไม่ละโมบในภพนั้น  ๆ

โดยการสั่งสมศีลไว้   จึงเป็นผู้มีกายวาจาและการงานบริสุทธิ์ด้วยดี   เพราะมีกาย

วาจาสำรวมดีแล้ว  มีอาชีพบริสุทธิ์  มีทวารอันคุ้มครองแล้ว  ในอินทรีย์ทั้งหลาย

เป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ     ย่อมตั้งจิตมั่นด้วยชาคริยานุโยค     การประกอบ

ความเพียรของท่านเหล่านั้น  นี้   พึงทราบด้วยสามารถแห่งปัจจาคติกวัตรที่ทำ

ไว้แล้ว.

ก็สมาบัติ   ๘   อภิญญา  ๕  อภิญญา  ๖ และบุพภาควิปัสสนาอันเป็น

อธิฏฐานธรรม  ย่อมอยู่ในเงื้อมมือ   ของท่านผู้ปฏิบัติอยู่เช่นนี้    ได้โดยไม่ยาก

ทีเดียว  ส่วนคุณธรรมมีความเพียรเป็นต้น   ก็หยั่งลงสู่ภายในแห่งบุพภาควิปัส-

สนานั้นทีเดียว.

ก็ความอดทนอย่างยิ่ง   ในการบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น    เพื่อปัจเจก-

โพธิญาณ  หรือสาวกโพธิญาณ   นี้   ชื่อว่า  วิริยะ.  ความอดทนต่อความโกรธ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 21

นั้นใด   นี้ชื่อว่า   ขันติ.   การให้ทาน  การสมาทานศีลเป็นต้น   และการไม่กล่าว

ให้คลาดเคลื่อน  (จากความเป็นจริง)  อันใด  นี้   ชื่อว่าสัจจะ.   การอธิฎฐาน

ใจที่ไม่หวั่นไหวแน่วแน่    อันให้สำเร็จประโยชน์ในที่ทั่วไปนั่นแหละ   ชื่อว่า

อธิฏฐาน.   การมุ่งประโยชน์ในหมู่สัตว์   อันเป็นพื้นฐานของความเป็นไปแห่ง

ทานและศีลเป็นต้น   นี้  ชื่อว่า  เมตตา.  การวางเฉยในประการที่ไม่เหมาะสม

ที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว  ชื่อว่า  อุเบกขา.  ดังนั้น  เมื่อทาน  ศีล  ภาวนา

และศีล  สมาธิ  ปัญญา มีอยู่   บารมีทั้งหลาย   มีวิริยบารมีเป็นต้น   ย่อมชื่อว่า

สำเร็จแล้วทีเดียว   ด้วยอาการอย่างนี้.

ปฏิปทามีทานเป็นต้น    เพื่อประโยชน์แก่ปัจเจกโพธิญาณก็ดี    เพื่อ

ประโยชน์แก่สาวกโพธิญาณก็ดี   นั้นแหละ  ชื่อว่า  ภาวนา  เพราะอบรม  คือ

บ่มสันดาน  ของพระโพธิสัตว์เหล่านั้น.

ปฏิปทาอันเนื่องด้วยสมถะและวิปัสสนา   ที่เป็นไปแล้วในสันดาน

อันทานและศีลปรุงแต่งดีแล้ว     โดยพิเศษ    เป็นเหตุให้พระโพธิสัตว์เหล่านั้น

สมบูรณ์ด้วยธรรมเป็นที่ประชุมแห่งการบำเพ็ญเพียรในเบื้องต้น.   ด้วยเหตุนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

ดูก่อนอานนท์     อานิสงส์   ๕  ประการเหล่านี้

ย่อมมีในการบำเพ็ญเพียรเบื้องต้น  ๕  ประการคืออะไร

บ้าง ?    ดูก่อนอานนท์  คือ   ผู้บำเพียรเบื้องต้นใน

พระธรรมวินัยนี้  ย่อมชื่นชมพระอรหัตผล  ในปัจจุบัน

นี้แหละ   พลันทีเดียว ๑   ถ้ายังไม่ได้ชื่นชมอรหัตผล


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 22

ในทิฏฐธรรม  โดยพลัน  ต่อมาในมรณสมัย  จะได้ชื่นชม

พระอรหัตผล   ๑    ต่อไปเป็นเทพบุตร    จะได้ชื่นชม

พระอรหัตผล  ๑  ต่อไป  จะได้เป็นผู้ตรัสรู้โดยฉับพลัน

ในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย  ๑  ใน

กาลภายหลัง  จะได้เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า  ๑  ดังนี้.

ด้วยประการดังพรรณนามานี้     พระพุทธเจ้า    พระปัจเจกพุทธเจ้า

และสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย   ผู้มีอัตภาพอันอบรมแล้ว    ด้วยการอบรม

ธรรมเป็นเครื่องถึงซึ่งฝั่ง  อันเป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้น   ด้วยสมถภาวนาและวิปัส-

สนาภาวนา และด้วยมรรคภาวนากล่าวคือการตรัสรู้  อันเป็นนิโรธคามินีปฏิปทา

ย่อมได้ชื่อว่ามีตนอันอบรมแล้ว. ในวิเศษบุคคลเหล่านั้น   สาวกของพระพุทธเจ้า

ทั้งหลาย  ท่านประสงค์เอาในที่นี้.

ก็ด้วยบทว่า   สีหาน     นี้    ในคาถานี้     พระธรรมสังคาหกาจารย์

แสดงถึงความที่พระเถระทั้งหลาย    อันปรปักษ์ของตนครอบงำไม่ได้   และ

พฤติกรรมที่ข่มขี่ข้าศึกเหล่านั้น       โดยการแสดงพฤติกรรมที่เสมอด้วยสีหะ.

ด้วยบาทคาถาว่า   สีหานว  นทนฺ  ตาน  ฯเปฯ   คาถา  นี้  ท่านแสดงถึง

ความที่พระเถระทั้งหลายเหล่านั้น    อันข้าศึกทั้งหลาย   ย่ำยีไม่ได้  โดยปรวาท

และพฤติกรรมที่ข่มขี่ข้าศึกเหล่านั้น     โดยการแสดงว่าเถรคาถาทั้งหลาย    เป็น

เช่นเดียวกับสีหนาท.   ด้วยบทว่า  ภาวิตตฺตาน นี้   ท่านแสดงถึงเหตุแห่งการ

บันลือสีหนาท  ของพระเถระทั้งหลายเหล่านั้น.  ในคาถานี้  พระเถระทั้งหลาย

ท่านเรียกว่า  เป็นเช่นกับ  สีหะ   เพราะมีอัตภาพอันอบรมแล้ว      และคาถาของ

พระเถระเหล่านั้น    ท่านเรียกว่าเป็นเช่นกับด้วยสีหนาท.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 23

ด้วยบทว่า    อติถูปนายิกา  นี้  ท่านแสดงถึงประโยชน์ในการข่มขี่.

ในบรรดาอกุศลธรรมเหล่านั้น    สังกิเลสธรรม ชื่อว่า เป็นปรปักษ์ของพระเถระ

ทั้งหลาย.  สมุจเฉทปหาน  กับตทังควิกขัมภนปหาน  ชื่อว่า การข่มขี่สังกิเลส-

ธรรมนั้น.

พระเถระเหล่านั้น      ท่านเรียกว่า   ผู้มีตนอันอบรมแล้ว    เพราะเมื่อ

สมุจเฉทปหาน   พร้อมด้วยตทังควิกขัมภนปหานมีอยู่   ปฏิปัสสัทธิปหาน  และ

นิสสรณปหาน   ย่อมชื่อว่า   สำเร็จแล้วโดยแท้.

ท่านกล่าวอธิบายความไว้ดังนี้   ก็ในมรรคขณะ   พระอริยะทั้งหลาย

ชื่อว่า  ย่อมเจริญอัปปมาทภาวนา  จำเดิมแต่ผลอันเลิศ  (อรหัตผล)  ไป  ชื่อว่า

ผู้มีตนอันอบรมแล้ว.

ในบรรดาปหาตัพพธรรมเหล่านั้น      ท่านแสดงความสมบูรณ์ด้วยศีล

ของพระเถระเหล่านั้น    ด้วยตทังคปหาน  แสดงความสมบูรณ์ด้วยสมาธิ   ด้วย

วิกขัมภนปหาน  แสดงความสมบูรณ์ด้วยปัญญา   ด้วยสมุจเฉทปหาน  แสดงผล

ของสัมปทาเหล่านั้น   ด้วยบทนอกนี้.

ก็ท่านแสดง  ความที่ข้อปฏิบัติของพระเถระเหล่านั้น  งามในเบื้องต้น

ด้วยศีล.   และศีลชื่อว่า  งามในเบื้องต้น    ด้วยข้อปฏิบัติ   โดยพระบาลีว่า  โก

จาทิ  กุสลาน  ธมฺมาน   สีลญฺจ   สุวิสุทฺธ   (ก็อะไรเป็นเบื้องต้นของ

กุศลธรรมทั้งหลาย    ได้แก่   ศีลที่บริสุทธิ์ดีแล้ว)    บ้าง   สีเล     ปติฏฺาย

(นระตั้งอยู่แล้วในศีล) บ้าง  สพฺพปาปสฺส  อกรณ  (การไม่ทำบาปทั้งปวง)

บ้าง  เพราะความเป็นเหตุนำมาซึ่งคุณธรรม  มีความไม่ต้องเดือดร้อนเป็นต้น.

ท่านแสดงความงามในท่ามกลางด้วยสมาธิ  สมาธิชื่อว่า   งามในท่าม-

กลางด้วยข้อปฏิบัติ   โดยพระบาลีว่า  จิตฺต  ภาวย (ยังจิตให้เจริญอยู่)   บ้าง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 24

กุสลสฺส   อุปสมฺปทา    (ยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม)  บ้าง   เพราะเป็นเหตุ

นำมาซึ่งคุณมีอิทธิวิธะเป็นต้น.

ท่านแสดงความงามในที่สุดด้วยปัญญา   ปัญญาชื่อว่าเป็นที่สุดของข้อ

ปฏิบัติ    โดยพระบาลีว่า   สจิตฺตปริโยทปน (การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว)

บ้าง  ปญฺญ   ภาวย  (ยังปัญญาให้เจริญ)   บ้าง   ปัญญานั่นแหละ   ชื่อว่า

งาม  โดยเหตุที่ปัญญาเหนือกว่ากุศลธรรมทั้งหลาย   เพราะนำมาซึ่งความเป็นผู้

คงที่ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ทั้งหลาย  สมดังที่ตรัสไว้ว่า

บัณฑิตทั้งหลาย   ย่อมไม่หวั่นไหวในนินทาและ

สรรเสริญทั้งหลาย    เหมือนเขาหิน   เป็นแท่งทึบ  ไม่

สะท้านสะเทือน  ด้วยลมฉะนั้น  ดังนี้.

อนึ่ง  ท่านแสดงความเป็นผู้มีวิชชา  ๓    ด้วยสีลสัมปทา    เพราะจะ

บรรลุวิชชา  ๓  ได้   ต้องอาศัยสีลสมบัติ.

แสดงความเป็นผู้มีอภิญญา ๖    ด้วยสมาธิสัมปทา    เพราะจะบรรลุ

อภิญญา  ๖ ได้  ต้องอาศัยสมาธิสมบัติ.

แสดงความเป็นผู้มีปฏิสัมภิทาแตกฉาน  ด้วยปัญญาสัมปทา   เพราะจะ

บรรลุปฏิสัมภิทา ๔ ได้  ต้องอาศัยปัญญาสมบัติ.

ด้วยบทว่า  อตฺถูปนายิกา  นี้  พึงทราบว่า  ท่านแสดงความนี้ไว้ว่า

บรรดาพระเถระเหล่านั้น  บางท่านได้วิชชา  ๓  บางท่านได้อภิญญา  ๖  บางท่าน

ถึงปฏิสัมภิทาทั้งหลาย.

อนึ่ง  ท่านแสดงการงดเว้น   ส่วนสุดกล่าวคือกามสุขัลลิกานุโยค  ของ

พระเถระเหล่านั้น   ด้วยสีลสัมปทา.    แสดงการงดเว้น    ส่วนสุด  กล่าวคืออัต-

กิลมถานุโยค  ด้วยสมาธิสัมปทา.   แสดงการเสพมัชฌิมาปฏิปทา  ด้วยปัญญา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 25

อนึ่ง  พึงทราบว่า   ท่านแสดงการละ   โดยการก้าวล่วงกิเลสทั้งหลาย

ของพระเถระเหล่านั้น   ด้วยสีลสัมปทา.

แสดงการละความกลุ้มรุมของกิเลสทั้งหลาย  ด้วยสมาธิสัมปทา.

แสดงการละอนุสัยของกิเลสทั้งหลาย  ด้วยปัญญาสัมปทา.

อีกอย่างหนึ่ง  แสดงการชำระสังกิเลสคือทุจริต  ด้วยสีลสัมปทา.

แสดงการชำระสังกิเลสคือตัณหา  ด้วยสมาธิสัมปทา.

แสดงการชำระสังกิเลสคือทิฏฐิ   ด้วยปัญญาสัมปทา.

อีกอย่างหนึ่ง    แสดงการก้าวล่วงอบาย    ของพระเถระเหล่านั้นด้วย

ตทังคปหาน.

แสดงการก้าวล่วงกามธาตุ  ด้วยวิกขัมภนปหาน.

แสดงการก้าวล่วงภพทั้งปวง  ด้วยสมุจเฉทปหาน.

อีกอย่างหนึ่ง  ในบทว่า   ภาวิตตฺตาน นี้  พึงทราบว่า  ได้แก่ภาวนา

๓  คือ  สีลภาวนา  จิตตภาวนา  ปัญญาภาวนา   เพราะกายภาวนา   หยั่งลงสู่

ภายในแห่งภาวนา  ๓  นั้น.

คำที่ว่า  สีลภาวนา  จ   ปฏิปตฺติยา  อาทิดังนี้ทั้งหมด   เช่นกับคำ

ที่กล่าวแล้วในก่อน.   ก็หมู่มฤคเหล่าอื่น  ย่อมอดทนการบันลือของสีหะไม่ได้

ที่ไหนจะอดทนการข่มขู่คุกคามได้  การบันลือของสีหะนั่นแหละ   จะข่มขู่คุกคาม

หมู่มฤคเหล่านั้น     โดยแท้ฉันใด    วาทะของอัญญเดียรถีย์ทั้งหลายก็ฉันนั้น

เหมือนกัน  จะทนวาทะของพระเถระทั้งหลายไม่ได้  ที่ไหนจะทนการครอบงำได้

ที่แท้วาทะของพระเถระนั่นแหละ  จะครอบงำวาทะของเดียรถีย์เหล่านั้น.    ข้อนั้น

เพราะเหตุไร เพราะเถรวาท   เป็นไปตามพระไตรลักษณ์  และหลักธรรมว่า

สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง  สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์   ธรรมทั้งปวง

เป็นอนัตตาบ้าง   ว่านิพพานธาตุบ้าง  เพราะโดยธรรมดาแล้ว  ใคร ๆ  ไม่สามารถ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 26

จะคัดค้านให้เป็นอย่างอื่นไปได้.  ก็คำใดที่จะพึงกล่าวในข้อนี้   คำนั้นจักแจ่มแจ้ง

ข้างหน้า  ( คือในคัมภีร์ทั้งหลายเป็นอันมาก)   ในอธิการนี้   พึงทราบการขยาย

ความของคาถาแรก   โดยสังเขปเท่านี้ก่อน.

ส่วนในคาถาที่  ๒   พึงทราบการขยายความ   โดยมุขคือการแสดงการ

สัมพันธ์ดังต่อไปนี้     ผู้ประสงค์จะสวดคาถาของพระเถระเหล่าใด    ในบรรดา

พระเถระเหล่านั้น    เพื่อจะระบุพระเถระเหล่านั้น   โดยชื่อ  โดยโคตร  และโดย

คุณธรรม   ด้วยสามารถแห่งสาธารณนาม  ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า  ยถานามา

ดังนี้.   แต่ว่าโดยอสาธารณนามแล้ว  เนื้อความจักแจ่มแจ้งในคาถานั้น ๆ ทีเดียว.

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า   ยถานามา   ความว่า   มีชื่ออย่างไร.

อธิบายว่า  ปรากฏโดยชื่อ  โดยนัยมีอาทิว่า  สุภูติ  มหาโกฏฐิกะ   ดังนี้.

บทว่า  ยถาโคตฺตา  ความว่า  มีโคตรอย่างไร  อธิบายว่า  ปรากฏแล้ว

โดยกำเนิดใด ๆ  โดยส่วนแห่งตระกูล  โดยนัยมีอาทิว่า  โคตมโคตร   กัสสป-

โคตร  ดังนี้.

บทว่า   ยถาธมฺมวิหาริโน    ความว่า   มีปกติอยู่ด้วยธรรมเช่นใด

อธิบายว่า    ไม่ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ยิ่งด้วยประยัติ    (ไม่สนใจคันถธุระ)     แต่

มีปกติอยู่ด้วยสมาบัติตามสมควรอยู่.  (สนใจวิปัสสนาธุระ ).

อีกอย่างหนึ่ง  บทว่า   ยถาธมฺมวิหาริโน   ความว่า  ผู้มีปกติอยู่ตาม

ธรรม    และในบรรดาทิพวิหารธรรมเป็นต้น     อยู่เนือง ๆ  กับธรรมมีศีล

เป็นต้น   เช่นใด  คืออยู่กับธรรมประเภทใด.

บทว่า   ยถาธิมุตฺตา  ความว่า    มีอธิมุตติเช่นใด  คือในบรรดาสัทธา-

ธิมุตติ    และปัญญาธิมุตติทั้งหลาย   มีอธิมุตติอย่างใด   อีกอย่างหนึ่ง   ชื่อว่า

ยถาธีมุตฺตา   เพราะน้อมไปสู่พระนิพพาน   ด้วยประการใด ๆ  ในมุขทั้งหลาย

มีสุญญตมุขเป็นต้น.   สมดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า    อาสวะของท่าน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 27

ผู้มีจิตน้อมไปสู่พระนิพพาน  ย่อมถึงความดับสูญ.   ก็คำทั้งสองนี้    พึงทราบ

ด้วยสามารถแห่งธรรมที่เป็นบุพภาค.    เพราะว่า  การน้อมไปตามที่กล่าวแล้ว

จะมีได้ในขณะก่อนได้บรรลุพระอรหัตเท่านั้น     ต่อไปก็ไม่มี.    ด้วยเหตุนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำมีอาทิว่า    นระใดไม่มีศรัทธา    เป็นคนอกตัญญู

และตัดที่ต่อเป็นต้น  ดังนี้.    ปาฐะว่า   ยถาวิมุตฺตา   ดังนี้บ้าง.    ความก็ว่า

พ้นแล้วด้วยประการใด  ๆในบรรดาปัญญาวิมุตติ  และอุภโตภาควิมุตติทั้งหลาย.

บทว่า  สปฺปญฺ    ความว่า  มีปัญญา  ด้วยปัญญาแม้  ๓  อย่างคือ

ติเหตุกปฏิสนธิปัญญา    (ปัญญาที่ประกอบด้วยไตรเหตุ )  ๑   ปาริหาริกปัญญา

( ปัญญาสำหรับบริหารตน)  ๑ ภาวนาปัญญา ( ปัญญาที่สำเร็จด้วยการภาวนา) ๑.

บทว่า  วิหรึสุ  ความว่า  อยู่แล้วด้วยผาสุวิหาร   ตามที่ได้แล้วนั่นแหละ   เพราะ

ความเป็นผู้มีปัญญานั้นเอง.

บทว่า  อตนฺทิตา  แปลว่า  ผู้ไม่เกียจคร้าน.    อธิบายว่า  มีความ

หมั่นขยัน    ในข้อปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ตน   และในข้อปฏิบัติที่เป็นประโยชน์

ผู้อื่นตามกำลัง.  ก็ในพระคาถานี้   ท่านแสดงความที่พระเถระเหล่านั้น   ปรากฏ

แล้วโดยการประกาศ   ด้วยศัพท์ว่า  นาม   และโคตร.   แสดงสีลสัมปทา   และ

สมาธิสัมปทา  ด้วยศัพท์ว่า  พรหมวิหาร.   แสดงปัญญาสัมปทา    ด้วยบทว่า

ยถาธิมุตฺตา  สปฺปญฺ   นี้.  แสดงวิริยสัมปทา  อันเป็นเหตุแห่งสีลสัมปทา

เป็นต้น  ด้วยบทว่า  อตนฺทิตา  นี้.    แสดงความที่พระเถระเหล่านั้น     มีชื่อ

โดยการประกาศ     ด้วยบทว่า    ยถานามา    นี้.    แสดงถึงการประชุม

แห่งสมบัติคือเหล่ากอพระอริยบุคคลผู้เป็นสัทธานุสารี   และธัมมานุสารี    ด้วย

บทว่า  ยถาโคตฺตา  นี้.  แสดงการประกอบด้วยสมบัติ  คือ  ศีล  สมาธิ ปัญญา

วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ  ด้วยบทมีอาทิว่า  ยถาธมฺมวิหาริโน.   แสดงถึง

การบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น  ของผู้ที่ดำรงอยู่ในอัตหิตสมบัติแล้ว    ด้วยบทว่า

อตนฺทิตา  นี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 28

อีกอย่างหนึ่ง  บทว่า ยถานามา  นี้  แสดงถึงชื่ออันมารดาบิดาทั้งหลาย

ตั้งแล้ว   แก่พระเถระเหล่านั้น    เพราะระบุเพียงชื่อ.  บทว่า   ยถาโคตฺตา   นี้

แสดงถึงความเป็นกุลบุตร   เพราะระบุส่วนของตระกูล.   แสดงถึงความที่พระ-

เถระเหล่านั้น     บวชด้วยศรัทธา   ด้วยบทว่า   ยถาโคตฺตา   นั้น.    บทว่า

ยถาธมฺมวิหาริโน  นี้  แสดงถึงจรณสมบัติ   เพราะแสดงถึงความพร้อมเพรียง

ด้วยคุณมีศีลสังวรเป็นต้น.   บทว่า   ยถาธิมุตฺตา  สปฺปญฺ  นี้  แสดงถึงวิชชา

สมบัติของพระเถระเหล่านั้น       เพราะแสดงชัดถึงการบรรลุ    ด้วยญาณสมบัติ

อันเป็นที่สุดของการสิ้นไปแห่งอาสวะ.   บทว่า  อตนฺทิตา  นี้   แสดงถึงอุบาย

เป็นเครื่องบรรลุวิชชาสมบัติ   และจรณสมบัติ.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านแสดงเหตุเพียงการประกาศชื่อของพระเถระเหล่านั้น

ด้วยบทว่า  ยถานามา  นี้.  ส่วนด้วยบทว่า  ยถาโคตฺตา  นี้  ท่านแสดงถึงสมบัติ

คือจักร  ๒  ข้างท้าย.    เพราะการประชุมแห่งโคตรสมบัติ    ของพระอริยบุคคล

ผู้เป็นสัทธานุสารี     และธัมมานุสารี    ผู้ไม่ได้ตั้งตนไว้โดยชอบ    และไม่ได้

กระทำบุญไว้ในปางก่อน  จะมีไม่ได้เลย.

แสดงถึงสมบัติ   คือจักร ๒  ข้างต้น   ของพระเถระเหล่านั้น   ด้วยบทว่า

ยถาธมฺมวิหาริโน   นี้.    เพราะเมื่ออยู่ในประเทศที่ไม่สมควรก็ดี    เว้นจากการ

คบหากับสัตบุรุษก็ดี  คุณพิเศษเหล่านั้นจะมีไม่ได้เลย.   แสดงถึงการประกอบ

ด้วยสมบัติ   คือการฟังพระสัทธรรม    ด้วยบทว่า  ยถาธิมุตฺตา  นี้.  เพราะ

เว้นจากการประกาศของผู้อื่น   (การฟังพระสัทธรรม)  เสียแล้ว   การแทงตลอด

ซึ่งสัจจธรรมของพระสาวกทั้งหลาย    จะมีไม่ได้เลย.     แสดงถึงเหตุแห่งการ

ประพฤติโดยขมีขมัน    เพื่อคุณพิเศษตามที่กล่าวแล้ว  ด้วยบทว่า    สปฺปญฺ

อตนฺทิตา  นี้   เพราะแสดงถึงการเริ่มต้น    ของญายธรรม.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 29

อีกนัยหนึ่ง  ในบทว่า  ยถาโคตฺตา   นี้    ท่านแสดงถึงความถึงพร้อม

ด้วยโยนิโสมนสิการ  ของพระเถระเหล่านั้น   ด้วยการระบุถึงโคตร   เพราะผู้ที่

สมบูรณ์ด้วยโคตรตามที่กล่าวแล้ว   จึงจะเกิดโยนิโสมนสิการ.

ด้วยศัพท์ว่า   ธัมมวิหาระ   ในบทว่า    ยถาธมฺมวิหาริโน   นี้  ท่าน

แสดงถึงการถึงพร้อมด้วยการฟังพระสัทธรรม       เพราะเว้นจากการฟังธรรม

เสียแล้ว     จะไม่มีธรรมเป็นเครื่องอยู่นั้นได้เลย.     แสดงถึงการปฏิบัติธรรม

สมควรแก่ธรรมถึงที่สุด  ด้วยบทว่า  ยถาธิมุตฺตา  นี้   แสดงถึงความเป็นผู้มี

สัมปชัญญะในที่ทั้งปวง   ด้วยบทว่า    สปฺปญฺญา   นี้     แสดงถึงผู้ที่บำเพ็ญ

อัตหิตสมบัติให้บริบูรณ์    ตามนัยที่กล่าวแล้ว   ดำรงอยู่   จะเป็นผู้ไม่ลำบากใน

การปฏิบัติ   เพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น  ด้วยบทว่า  อตนฺทิตา  นี้.

อนึ่ง  แสดงถึงความสมบูรณ์ด้วยสรณคมน์      ของพระเถระเหล่านั้น

ด้วยบทว่า  ยถาโคตฺตา  นี้     เพราะระบุถึงเหล่าพระอริยเจ้า   ผู้สัทธานุสารี.

แสดงสมาธิขันธ์  อันเป็นประธานของสีลขันธ์  ด้วยบทว่า  ยถาธมฺมวิหาริโน  นี้.

ก็คุณของพระสาวกทั้งหลาย  มีสรณคมน์  เป็นเบื้องต้น   มีสมาธิเป็น

ท่ามกลาง  มีปัญญาเป็นปริโยสาน  เพราะฉะนั้น    คุณของพระสาวกแม้ทั้งหมด

จึงเป็นอันท่านแสดงแล้ว  ด้วยการแสดงคุณในเบื้องต้น ท่ามกลางและปริโยสาน.

ก็สมบัติแห่งคุณ  เช่นนี้   อันพระเถระเหล่านั้นบรรลุแล้วด้วยสัมมา-

ปฏิบัติใด  เพื่อจะแสดงสัมมาปฏิบัตินั้น   ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตตฺถ   ตตฺถ-

วิปสฺสิตฺวา  ดังนี้.

บทว่า   ตตฺถ   ตตฺถ  ได้แก่ ในเสนาสนะอันสงัดแล้วมีป่า  โคนไม้

และภูเขาเป็นต้นนั้น ๆ.  อีกอย่างหนึ่ง  บทว่า   ตตฺถ  ตตฺถ  ได้แก่ ในเวลา

แห่งอุทาน  เป็นต้นนั้น  ๆ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 30

บทว่า    วิปสฺสิตฺวา    แปลว่า    เห็นแจ้งแล้ว.   คือ   ยังทิฏฐิวิสุทธิ

และกังขาวิตรณวิสุทธิ     อันกำหนดนามรูป     และกำหนดปัจจัยให้ถึงพร้อม

บรรลุวิสุทธิที่ ๕  ตามลำดับแห่งการพิจารณากลาปะเป็นต้น     ยังวิปัสสนาให้

เขยิบสูงขึ้น   ด้วยสามารถแห่งการบรรลุถึงยอด   แห่งปฏิปทาญาณ  และทัสสน-

วิสุทธิ.

บทว่า   ผุสิตฺวา   แปลว่า   ถึงแล้ว   คือทำให้แจ้งแล้ว.

บทว่า  อจฺจุต  ปท  ได้แก่  พระนิพพาน  อธิบายว่า พระนิพพาน

นั้นท่านเรียกว่า อัจจุตะ เพราะเป็นที่  ๆ ไม่มีจุติ   โดยที่พระนิพพานนั้นมีการ

ไม่ต้องจุติเองเป็นธรรมดา    และโดยที่ผู้บรรลุพระนิพพานแล้ว     ไม่มีเหตุอัน

ทำให้ต้องจุติ.  และเรียกว่า    ปทะ    เพราะความที่พระนิพพานนั้นไม่เจือด้วย

สังขตธรรมทั้งหลาย  และเพราะเป็นแดนอันผู้มุ่งพระนิพพานนั้น  พึงดำเนินไป.

บทว่า      กตนฺต   ได้แก่  ที่สุดแห่งกิจที่ตนทำเสร็จแล้ว    อธิบายว่า

อริยมรรคที่พระโยคาวจรเหล่านั้น   บรรลุแล้ว  ชื่อว่า  พระโยคาวจรการทำแล้ว

เพราะมรรคอันปัจจัยของตนให้เกิดแล้ว  ส่วนผลอันเป็นที่สุดของพระอริยมรรค

นั้น    ท่านประสงค์เอาว่า  กตันตะ  ( ที่สุดแห่งกิจอันตนทำแล้ว)  อีกอย่างหนึ่ง

สังขตธรรมทั้งหลาย    ชื่อว่า   กระทำแล้ว   เพราะอันปัจจัยทั้งหลายกระทำแล้ว

คือ   ให้สำเร็จแล้ว.    ที่สุดแห่งสังขตธรรมอันปัจจัยกระทำแล้ว   ชื่อว่า    พระ-

นิพพาน    เพราะเป็นแดนสลัดออกซึ่งสังขตธรรมนั้น.    ซึ่งที่สุดแห่งกิจอันตน

ทำสำเร็จเสร็จแล้วนั้น.

บทว่า   ปจฺจเวกฺขนฺตา   ความว่า  พิจารณาข้อปฏิบัติเฉพาะอริยผล

และนิพพาน ด้วยวิมุตติญาณทัสสนะว่า  อริยผลนี้   อันเราบรรลุแล้วหนอ  ด้วย

การบรรลุอริยมรรค    อสังขตธาตุ    อันเราบรรลุแล้ว    ดังนี้.     อีกอย่างหนึ่ง

กิจ   ๑๖  อย่าง  มีปริญญากิจเป็นต้นอันใด  ที่พระอริยเจ้าควรการทำ   ชื่อว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 31

อันท่านทำแล้ว     เพราะอันพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในผลอันเลิศ    ให้สำเร็จแล้ว

คือ   ให้สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว   ด้วยสามารถแห่งการแทงตลอดสัจจธรรม  พิจารณา

อยู่ซึ่งโสฬสกิจนั้น    อันท่านทำแล้วอย่างนี้.   ด้วยบทว่า   ปจฺจเวกฺขนฺตา  นี้

ท่านแสดงถึงการพิจารณากิเลสที่ละได้แล้ว.     ส่วนการพิจารณา  ๑๙  อย่าง   มี

อิตรปัจจเวกขณะเป็นต้น   ย่อมชื่อว่าเป็นอันท่านแสดงแล้ว   โดยนัยก่อน.

คำว่า   อิม  ในบทว่า   อิมมตฺถ  นี้   ท่านกล่าวไว้โดยประสงค์ว่า

เนื้อความแห่งเถรคาถา    และเถรีคาถาทั้งสิ้น    ใกล้เคียง    และปรากฏชัดเจน

ทั้งแก่ตน   และแก่พระมหาเถระผู้เป็นธรรมสังคาหกาจารย์  ที่มาประชุมกันแล้ว

ในที่นั้น     เหล่าอื่น.  บทว่า อตฺถ  ได้แก่ เนื้อความอันปฏิสังยุตด้วยโลกิยะ

และโลกุตระ    ทั้งที่น้อมเข้าไปสู่ตน   น้อมเข้าไปสู่ผู้อื่น    อันข้าพเจ้าจะกล่าว

ด้วยคาถาทั้งหลาย  มีอาทิว่า  ฉนฺนา  เม  กุฏิกา  ดังนี้.

บทว่า   อภาสึสุ   ความว่า   กล่าวแล้วโดยผูกเป็นคาถา.   ประกอบ

ความว่า  ท่านทั้งหลายจงฟังคาถาทั้งหลาย   อันน้อมเข้าไปในตนของพระเถระ

เหล่านั้น    ผู้มีตนอันอบรมแล้ว    อันข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไป  ณ  บัดนี้.   ท่าน

พระอานนท์   ผู้เป็นธัมมภัณฑาคาริก    แสดงความนี้ไว้ว่า    ก็พระมหาเถระ

เหล่านั้น    เมื่อกล่าวอยู่อย่างนี้  ชื่อว่า น้อมเข้าไปโดยส่วนเดียว  ซึ่งศาสนธรรม

(คำสอน)    ด้วยคาถาทั้งหลาย    อันประกาศความปฏิบัติชอบของตน   (และ)

ชักชวนผู้อื่น    ในการปฏิบัติชอบนั้น      ด้วยการทำให้เป็นแจ้ง   (แสดงธรรม)

และพึงทราบว่า   เมื่อแสดงอย่างนั้น     ย่อมแสดงให้เห็นถึงการยกย่องเชิดชูพระ-

เถระเหล่านั้น  ด้วยคาถาเหล่านั้น  และยกถ้อยคำของพระเถรีและพระเถระเหล่านั้น

ขึ้นตั้งโดยเป็นนิทาน  ให้เป็นหลักฐานสืบไป.

จบนิทานกถาวรรณนา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 32

เอกนิบาต

เถรคาถา   เอกนิบาต  วรรคที่  ๑

๑.   เสภูติเถรคาถา

ว่าด้วยคาถาของพระสุภูติเถระ

[๑๓๘]  ได้ยินว่า  ท่านพระสุภูติเถระ    ได้ภาษิตคาถานี้ไว้  อย่างนี้ ว่า

ดูก่อนฝน     กุฎีเรามุ่งดีแล้ว   มีเครื่องป้องกัน

อันสบาย     มิดชิดดี   ท่านจงตกลงมาตามสะดวกเถิด

จิตของเราตั้งมั่นดีแล้ว   หลุดพ้นแล้ว   เราเป็นผู้มี

ความเพียรอยู่  เชิญตกลงมาเถิดฝน.

เอกนิบาตอรรถวรรณนา

วรรควรรณนาที่๑

อรรถกถาสุภูติเถรคาถา

บัดนี้    (ข้าพเจ้า  จะเริ่ม)   พรรณนาความแห่งเถรคาถาทั้งหลาย   อัน

เป็นไปแล้ว   โดยนัยมีอาทิว่า   ฉนฺนา   เม     กุฏิกา   ดังนี้.  ก็เพราะเหตุที่

เมื่อข้าพเจ้า   กล่าวประกาศความเป็นไปแห่งเรื่องราวของคาถาเหล่านั้น   ๆ  การ

พรรณนาความนี้    จึงจะปรากฏและรู้ได้ง่าย    ฉะนั้น      ข้าพเจ้า   จักประกาศ

เหตุเกิดแห่งเรื่องไว้ในคาถานั้น ๆ แล้วทำการพรรณนาความ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 33

บรรดาคาถาเหล่านั้น     คาถาว่า   ฉนฺนา   เม   กุฏิกา    เป็นต้น

มีเรื่องราวเป็นอย่างไร  ?   ข้าพเจ้าจะกล่าว   (พรรณนา)   ดังต่อไปนี้  ดังได้

สดับมา  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า  พระนามว่า ปทุมุตตระ   ผู้เป็นนาถะของโลก

ยังไม่เสด็จอุบัติขึ้น   ในที่สุดแห่งแสนกัปแต่ภัทรกัปนี้      บุตรคนหนึ่งเกิดแล้ว

แก่พราหมณ์ผู้มหาศาลคนหนึ่งในนครชื่อหังสวดี  พราหมณ์ได้ตั้งชื่อบุตรนั้นว่า

"นันทมาณพ"  นันทมาณพเจริญวัยแล้ว   เรียนไตรเพท  เมื่อไม่เห็นสิ่งที่เป็น

สาระในไตรเพทนั้น    จึงบวชเป็นฤษี    (อยู่)   ที่เชิงเขา   พร้อมด้วยมาณพ

๔๔,๐๐๐   ผู้เป็นบริวารของตน     ยังสมาบัติ  ๘  และอภิญญา  ๕  ให้เกิดแล้ว.

ทั้งยังบอกกัมมัฏฐานแก่อันเตวาสิกทั้งหลายอีกด้วย.       แม้อันเตวาสิกเหล่านั้น

ต่างก็ได้ฌาน  โดยกาลไม่นานเลย.

ก็โดยสมัยนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้า   พระนามว่า  ปทุมุตตระ   เสด็จ

อุบัติแล้วในโลก  อาศัยหังสวดีนครประทับอยู่   วันหนึ่ง    ทรงตรวจดูหมู่สัตว์

ในเวลาใกล้รุ่ง  ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัต  ของเหล่าชฎิลผู้เป็นอันเตวาสิก

ของนันทดาบส    และความปรารถนาตำแหน่งสาวก    อันประกอบไปด้วยองค์

สองของนันทดาบส   จึงทรงกระทำการปฏิบัติพระสรีระแต่เช้าทีเดียว   ทรงถือ

บาตรและจีวร  ไม่ทรงชวนภิกษุอื่นไร  ๆ  เป็นดุจสีหะ   เสด็จไปเพียงผู้เดียว

เมื่ออันเตวาสิกของนันทดาบส   ไปหาผลาผล    เมื่อนันทดาบส    มองเห็นอยู่

นั่นแล    เสด็จลงจากอากาศ     ประทับยืนอยู่ที่พื้นดิน     โดยทรงพระดำริว่า

ขอนันทดาบสจงรู้ความเป็นพระพุทธเจ้าของเรา  ดังนี้.

นันทดาบส   เห็นพุทธานุภาพ    และความบริบูรณ์แห่งพระลักษณะ

พิจารณาดูมนต์สำหรับทำนายลักษณะ    แล้วรู้ว่า    ขึ้นชื่อว่า    ผู้ประกอบด้วย

ลักษณะเหล่านี้    เมื่ออยู่ครอบครองเรือน  จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ   เมื่อบวช

จะได้เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า   ผู้ตัดวัฏฏะในโลกได้ขาด.   บุรุษอาชาไนยผู้นี้


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 34

จักเป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย    แล้วการทำการต้อนรับ     ไหว้โดยเบญ-

จางคประดิษฐ์  แล้วปูอาสนะถวาย.

พระผู้มีพระภาคเจ้า   เสด็จประทับนั่ง  บนอาสนะที่ดาบสปูลาดไว้แล้ว.

ฝ่ายนันทดาบส  เลือกอาสนะที่สมควรแก่ตน  แล้วนั่ง   ณ  ส่วนข้างหนึ่ง.

สมัยนั้น  ชฎิล   ๔๔,๐๐๐  คน ถือเอาผลาผลมีรสโอชะ  ล้วนแต่ประณีต

มาถึงสำนักของอาจารย์   มองดูอาสนะที่พระพุทธเจ้า  และอาจารย์นั่งแล้ว  พูดว่า

ข้าแต่ท่านอาจารย์   พวกข้าพเจ้าทั้งหลาย   วิจารณ์กันว่า   ในโลกนี้    ไม่มีใคร

ใหญ่กว่าท่าน  แต่ชะรอยบุรุษผู้นี้   จักใหญ่กว่าท่าน.

นันทดาบสกล่าวว่า  พ่อคุณ  พวกท่านพูดอะไร  (อย่างนั้น )  พวกท่าน

ประสงค์จะเปรียบ  เขาสิเนรุราช    ซึ่งสูง  ๖๘๐,๐๐๐  โยชน์    กับเมล็ดพันธุ์

ผักกาด  พวกท่านอย่าเอาเราเข้าไปเปรียบ  กับพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเลย.

ลำดับนั้น     ดาบสเหล่านั้น     คิดว่า   ถ้าท่านผู้นี้   จักเป็นคนต่ำต้อย

อาจารย์ของพวกเราคงไม่หาซึ่งข้อเปรียบเทียบอย่างนี้   บุรุษอาชาไนยผู้นี้  ใหญ่

ขนาดไหนหนอ     ดังนี้แล้ว    พากันหมอบลงแทบเท้า     แล้วนมัสการด้วย

เศียรเกล้า.

ลำดับนั้น  อาจารย์กล่าวกะดาบสเหล่านั้นว่า  พ่อทั้งหลาย ไทยธรรม

อันสมควรแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลายของเราไม่มี   และพระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จ

มาในเวลาภิกษาจาร   เพราะฉะนั้น    พวกเราจักถวายไทยธรรมตามกำลังความ-

สามารถ พวกท่านจงนำเอาผลาผลอันประณีต  บรรดามีที่ท่านทั้งหลายนำมาแล้ว

มาเถิด   ดังนี้แล้ว   ให้นำผลาผลมา   ล้างมือแล้วใส่ลงในบาตรของพระตถาคต-

เจ้า   ด้วยตนเอง.

เพียงเมื่อพระศาสดา   ทรงรับผลาผลเท่านั้น   เทวดาทั้งหลายก็ใส่โอชะ

อันเป็นทิพย์ลงไป.  ดาบสกรองน้ำถวายด้วยตนเองทีเดียว.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 35

ลำดับนั้นเมื่อพระศาสดา   เสวยเสร็จแล้ว   ดาบสผู้เป็นอาจารย์จึงเรียก

อันเตวาสิกทั้งหมดมา   กล่าวสาราณียกถาในสำนักของพระศาสดา   นั่งแล้ว.

พระศาสดาดำริว่า   ขอภิกษุสงฆ์จงมา.    ภิกษุทั้งหลาย    ที่เป็นพระ

ขีณาสพประมาณ   ๑๐๐,๐๐๐   รูป  รู้ความดำริของพระศาสดาแล้ว     พากันมา

ถวายบังคมพระศาสดา  แล้วยืนอยู่   ณ  ส่วนข้างหนึ่ง.

นันทดาบส  เรียกอันเตวาสิกทั้งหลายมาแล้ว  พูดว่า  ดูก่อนพ่อทั้งหลาย

แม้อาสนะที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งแล้ว     ก็ต่ำ   อีกทั้งอาสนะ  ของพระสมณะ

๑๐๐,๐๐๐   รูปก็ไม่มี  วันนี้   ท่านทั้งหลายควรกระทำสักการะ   แด่พระผู้มีพระ

ภาคเจ้า และพระภิกษุสงฆ์ให้โอฬาร  ท่านทั้งหลาย  จงนำดอกไม้อันสมบูรณ์ด้วย

สีและกลิ่นมาจากเชิงเขา.    ดาบสทั้งหลายนำดอกไม้ที่สมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นมา

โดยครู่เดียวเท่านั้น    ปูอาสนะดอกไม้  ประมาณ  ๑ โยชน์  ถวายพระพุทธเจ้า

แล้ว.   เพราะเหตุที่วิสัยของท่านผู้มีฤทธิ์    เป็นอจินไตย.  สำหรับพระอรรคสาวก

มีเนื้อที่ประมาณ  ๓  คาวุต.  สำหรับภิกษุทั้งหลายที่เหลือ   มีเนื้อที่ประมาณ

กึ่งโยชน์เป็นต้นเป็นประเภท  สำหรับสงฆนวกะ  ได้มีเนื้อที่ประมาณ  ๑ อุสภะ.

เมื่อดาบสทั้งหลาย  ปูอาสนะเสร็จแล้วอย่างนี้  นันทดาบส  ยืนประคอง

อัญชลีอยู่เบื้องหน้าพระตถาคต    แล้วกราบทูลว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ขอ

พระองค์จงเสด็จขึ้นสู่อาสนะดอกไม้  นี้    เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุข  แก่

ข้าพเจ้าตลอดกาลนาน.  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้แล้ว.

เมื่อพระศาสดาประทับนั่งแล้วอย่างนี้       ภิกษุทั้งหลายรู้อาการของพระศาสดา

แล้วจึงนั่ง   บนอาสนะที่ถึงแล้วแก่ตน  ๆ.

นันทดาบส    ถือฉัตรดอกไม้ใหญ่    ยืนกั้นถวายบนพระเศียร   ของ

พระตถาคตเจ้า.     พระศาสดาทรงดำริว่า    สักการะนี้ของดาบสทั้งหลายจงมีผล

มาก    แล้วเข้านิโรธสมาบัติ     แม้ภิกษุทั้งหลายรู้ว่าพระศาสดาเข้าสมาบัติแล้ว


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 36

จึงพากันเข้าสมาบัติ.   เมื่อพระตถาคตเจ้า  ประทับนั่ง   เข้านิโรธสมาบัติตลอด

๗ วัน  เมื่อถึงเวลาภิกขาจาร  อันเตวาสิกทั้งหลาย  ต่างบริโภคมูลผลาผลในป่า

ในเวลาที่เหลือ  ก็ยืนประคองอัญชลี  แด่พระพุทธเจ้า.

ส่วนนันทดาบส   ไม่ยอมไปภิกษาจาร  ทรงฉัตรดอกไม้  (ถวายพระ-

ศาสดา)   ยังเวลาให้ล่วงไปด้วยปีติสุขอย่างเดียว   ตลอด   ๗   วัน.   พระศาสดา

ตรัสสั่งพระสาวกรูปหนึ่ง     ผู้ประกอบไปด้วยองค์  ๒    คือ  องค์แห่ง

ภิกษุผู้อยู่โดยไม่กิเลส    และองค์แห่งภิกษุผู้เป็นทักขิไณยบุคคล   ว่า    เธอจง

กระทำอนุโมทนาถึงอาสนะที่สำเร็จด้วยดอกไม้   แก่หมู่ฤาษี.   ภิกษุรูปนั้น   มีใจ

ยินดีแล้ว   ดุจทหารผู้ใหญ่  ได้รับพระราชทานลาภใหญ่  จากสำนักของพระเจ้า

จักรพรรดิ (เลือกสรร)  เฉพาะพุทธวจนะ.  คือ พระไตรปิฏก  มาทำอนุโมทนา.

ในที่สุดแห่งเทศนาของภิกษุนั้น    พระศาสดาทรงแสดงธรรมด้วยพระองค์เอง.

ในเวลาจบเทศนา     ดาบส   ๔๔,๐๐๐ ทั้งหมดบรรลุพระอรหัตแล้ว

พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ออก   ตรัสว่า  เธอทั้งหลาย  จงเป็นภิกษุมาเถิด

ผมและหนวดของดาบสเหล่านั้น     อันตธานไปในทันใดนั้นเอง.    บริขาร  ๘

สวมใส่อยู่แล้วในกาย  (ของดาบสเหล่านั้น  )  ครบถ้วน.   ดาบสเหล่านั้นเป็นดุจ

พระเถระผู้มีพรรษา  ๖๐  แวดล้อมพระศาสดาแล้ว.     ส่วนนันทดาบส  ไม่

ได้บรรลุคุณพิเศษ   เพราะมีจิตฟุ้งซ่าน.    ได้ยินว่า    นันทดาบสนั้น   จำเดิม

แต่เริ่มฟังธรรม   ในสำนักของพระเถระ   ผู้อยู่อย่างปราศจากกิเลส   ได้เกิดจิต-

ตุปบาทขึ้นว่า โอหนอ  แม้เราพึงได้ธุระ  อันพระสาวกนี้ได้แล้ว  ในศาสนาของ

ของพระพุทธเจ้า   ผู้จะเสด็จอุบัติในอนาคตกาล.

ด้วยปริวิตกนั้น     นันทดาบสจึงไม่สามารถทำการแทงตลอดมรรค

และผลได้.   แต่ท่านได้ถวายบังคมพระตถาคตเจ้า   แล้วยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์

กราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ภิกษุผู้กระทำอนุโมทนาถึงอาสนะที่ทำด้วย


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 37

ดอกไม้   ต่อหมู่ฤาษี  นี้   มีชื่ออย่างไร  ในศาสนาของพระองค์.    พระศาสดา

ตรัสตอบว่า    ภิกษุนั้น    ชื่อว่าถึงแล้วซึ่งเอตทัคคะ  ในองค์แห่งภิกษุผู้อยู่อย่าง

ไม่มีกิเลส    และในองค์แห่งภิกษุผู้เป็นพระทักขิไณยบุคคล.   ท่านได้ทำความ

ปรารถนาไว้ว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   สักการะนี้ใดที่ข้าพระองค์  ผู้เข้าไปทรง

ไว้  ซึ่งฉัตร คือ  ดอกไม้  ตลอด  ๗  วัน  กระทำแล้วด้วยอธิการนั้น  ข้าพระ

องค์ไม่ปรารถนาสมบัติอื่น    แต่ในอนาคตกาล    ขอข้าพระองค์พึงเป็นสาวกผู้

ประกอบด้วยองค์  ๒  ดุจพระเถระนี้       ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์

หนึ่งเถิด.  พระศาสดา ทรงส่งอนาคตังสญาณไปตรวจดูอยู่ว่า  ความปรารถนา

ของดาบสนี้     จักสำเร็จหรือไม่หนอ   ทรงตรวจดูอยู่   ทรงเห็นความปรารถนา

ของดาบสจะสำเร็จ     โดยล่วงแสนกัปไปแล้ว    จึงตรัสว่า    ความปรารถนาของ

ท่านจักไม่เป็นโมฆะ     ในอนาคตกาล     ผ่านแสนกัปไปแล้ว     พระพุทธเจ้า

พระนามว่า โคดม  จักเสด็จอุบัติขึ้น  ความปรารถนาของท่านจักสำเร็จในสำนัก

ของพระพุทธเจ้า  พระนามว่า โคตมะนั้น  แล้วตรัสธรรมกถา  ทรงแวดล้อมไป

ด้วยภิกษุสงฆ์แล้วแล่นไปสู่อากาศ (เหาะไปแล้ว).

นันทดาบส  ได้ยืนประคองอัญชลี  อุทิศเฉพาะพระศาสดา  และภิกษุ

สงฆ์  จนกระทั่งลับคลองจักษุ. ในเวลาต่อมา  ท่านเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรม

ตามกาลเวลา.     มีฌานไม่เสื่อมแล้วทีเดียว     ทำกาละไปบังเกิดในพรหมโลก.

และจุติจากพรหมโลกนั้นแล้ว   บวชอีก   ๕๐๐   ชาติ   ได้เป็นผู้มีการอยู่ป่าเป็น

วัตร.    แม้ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า    พระนามว่า   กัสสปะ   ก็ได้

บวช    เป็นผู้มีการอยู่ป่าเป็นวัตร    บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตร  ให้บริบูรณ์แล้ว.

ได้ยินว่า ผู้ที่ไม่ได้บำเพ็ญวัตรนี้   ชื่อว่า จะบรรลุถึงความเป็นพระมหาสาวกไม่

ได้เลย      ท่านบำเพ็ญคตปัจจาคตวัตร    อยู่ถึง    ๑๒๐   ปี     ทำกาละแล้ว


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 38

บังเกิดในภพดาวดึงส์  ในเทวโลก  ชั้นกามาพจร.    สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ใน

อปทานว่า

ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์    มีภูเขาชื่อ  นิสภะ

เราได้สร้างอาศรมไว้ที่ภูเขานิสภะนั้น     อย่างสวยงาม

สร้างบรรณศาลาไว้  ในกาลนั้น  เราเป็นชฎิล   มีนาม

ว่าโกลิยะ    มีเดชรุ่งเรือง    ผู้เดียวไม่มีเพื่อน    อยู่ที่

ภูเขาชื่อนิสกะ  เวลานั้น  เราไม่บริโภคผลไม้  เหง้ามัน

และใบไม้  ในกาลนั้น  เราอาศัยใบไม้เป็นต้นที่เกิดเอง

และหล่นเอง  เลี้ยงชีวิต  เราย่อมไม่ยังอาชีพให้กำเริบ

แม้จะสละชีวิต ย่อมยังจิตของตนให้ยินดี  เว้นอเนสนา

จิตสัมปยุตด้วยราคะเกิดขึ้นแล้วแก่เราเมื่อใด    เมื่อนั้น

เราบอกตนเองว่า เราผู้เดียวทรมานจิตนั้น   ท่านกำหนัด

ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด       ขัดเคืองใน

อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง   และหลงใหลใน

อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหล  จงออกไปเสียจาก

ป่า  ที่อยู่นี้เป็นของท่านผู้บริสุทธิ์  ไม่มีมลทิน   มีตบะ

ท่านอย่าประทุษร้ายผู้บริสุทธิ์เลย  จงออกไปเสียจากป่า

เถิด   ท่านจักเป็นเจ้าของเรือน   ได้สิ่งที่ควรได้เมื่อใด

ท่านอย่ายินดี  แม้ทั้ง  ๒  อย่างนั้นเลย   จงออกไปจาก-

ป่าเถิด   เปรียบเหมือนฟืนเผาศพ      ใช้ทำกิจอะไร  ๆ

ที่ไหนไม่ได้  ไม้นั้นเขาไม่ได้สมมติว่า   เป็นไม้ในบ้าน

หรือในป่า   ฉันใด    ท่านก็เปรียบเหมือนฟืนเผาศพ

ฉันนั้น  จะเป็นคฤหัสถ์ก็ไม่ใช่  จะเป็นสมณะก็ไม่ใช่


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 39

วันนี้  ท่านพ้นจากเพศทั้งสอง  จงออกไปจากป่าเสียเถิด

ข้อนี้พึงมีแก่ท่านหรือหนอ     ใครจะรู้ข้อนี้ของท่าน

ใครจะนำธุระของท่านไปได้โดยเร็ว     เพราะท่านมาก

ไปด้วยความเกียจคร้าน    วิญญูชนจักเกลียดท่าน

เหมือนชาวเมืองเกลียดของไม่สะอาดฉะนั้น    ฤาษี

ทั้งหลายจักคร่าท่านมา  ประท้วงทุกเมื่อ   วิญญูชนจัก

ประกาศท่านว่า  มีศาสนาอันก้าวล่วงแล้ว   ก็เมื่อไม่ได้

การอยู่ร่วม    ท่านจักเป็นอยู่อย่างไรได้     ช้างมีกำลัง

เข้าไปหาช้างกุญชรตกมัน  ๓  ครั้ง    เกิดในตระกูลช้าง

มาตังคะ  มีอายุ  ๖๐  ด้อยกำลังแล้ว   ถูกนำออกจากโขลง

มันถูกขับออกจากโขลงแล้ว  ย่อมไม่ได้ความสุขสำราญ

เป็นสัตว์มีทุกข์    โศกเศร้า  ซบเซาหวั่นไหวอยู่  ฉันใด

ชฏิลทั้งหลายจักขับแม้ท่านผู้มีปัญญาทรามออก    ท่าน

ถูกชฎิลเหล่านั้นขับไล่แล้ว  จักไม่ได้ความสุขสำราญ

ฉันนั้น    ท่านเพรียบพร้อมแล้ว  ด้วยลูกศร   คือความ-

โศก    ทั้งกลางวันและกลางคืน    จักถูกความเร่าร้อน

แผดเผา    เหมือนช้างลูกขับออกจากโขลง    ฉะนั้น

เบ้าทองย่อมไม่ถูกเผาไหม้ที่ไหน ๆ ฉันใด   ท่านมีศีล

วิบัติแล้ว   ก็ฉันนั้น   จักไม่ทำกิเลสให้ไหม้ได้   ในที่

ไหน ๆ  แม้ท่านจะอยู่ครองเรือน    ก็จักเป็นอยู่อย่างไร

ได้  แม้ทรัพย์อันเป็นของมารดาบิดา  ที่เก็บไว้แล้วของ

ท่านก็ไม่มี   ท่านต้องทำงานเอง  ชนิดอาบเหงื่อต่างน้ำ

จักมีชีวิตอยู่ในเรือนอย่างนี้   ท่านไม่ชอบใจกรรมที่ดี


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 40

เราห้ามใจอันหมักหมมด้วยสังกิเลสอย่างนี้     ในที่นั้น

เรากล่าวธรรมกถานานาชนิด     ห้ามจิตจากบาปธรรม

เมื่อเรามีปิติอยู่ด้วยความไม่ประมาทอย่างนี้  เวลา  ๓

หมื่นปี  ล่วงเลยเราผู้อยู่ในป่าใหญ่ไปแล้ว   พระสัมมา

สัมพุทธเจ้า   พระนามว่า    ปทุมุตตระ    ทรงเห็นเรา

ผู้ยินดีแล้วในความไม่ประมาท    ผู้แสวงหาประโยชน์

อันอุดม  จึงเสด็จมายังสำนักของเรา.  พระพุทธเจ้าผู้มี

พระรัศมี   ดังสีทองชมพูนุท  ประมาณมิได้  ไม่มีใคร

เปรียบ    ไม่มีใครเสมอด้วยพระรูปพระโฉม    เสด็จ

จงกรมอยู่บนอากาศในเวลานั้น        พระพุทธเจ้าผู้ไม่มี

ใครเสมอด้วยพระญาณ    เสด็จจงกรมอยู่บนอากาศใน

เวลานั้น  ดังพญารังมีดอกบานสะพรั่ง   เหมือนสายฟ้า

(แลบ) ในกลุ่มเมฆ   พระองค์เสด็จจงกรมอยู่บนอากาศ

ในเวลานั้น   ดุจพญาราชสีห์ตัวไม่เกรงใคร   ดุจพญาช้าง

ตัวองอาจ   ดุจพญาเสื่อโคร่งตัวไม่ครั่นคร้าม  พระพุทธเจ้า

ผู้มีพระรัศมีดังสิงคี   ส่องสว่างดังถ่านเพลิงไม้ตะเคียน

มีพระรัศมีโชติช่วงดังดวงแก้วมณี  เสด็จจงกรมอยู่บน

อากาศในเวลานั้น    พระพุทธเจ้ามีพระรัศมีเปรียบดัง

เขาไกรลาสอันบริสุทธิ์  เสด็จจงกรมอยู่บนอากาศใน

เวลานั้น     ดังพระจันทร์ในวันเพ็ญ    ดุจพระอาทิตย์ใน

เวลาเที่ยง  เวลานั้น   เราได้เห็นพระองค์เสด็จจงกรมอยู่

บนอากาศ  จึงคิดอย่างนี้ว่า  สัตว์ผู้นี้เป็นเทวดาหรือว่า

เป็นมนุษย์   นระเช่นนี้    เราไม่เคยได้ยินได้ฟัง   หรือ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 41

ได้พบเห็นบนแผ่นดิน   ชะรอยจะเป็นอำนาจเวทมนตร์

ผู้นี้คงจักเป็นพระศาสดา   ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้ว   ได้

ยังจิตของตนให้เลื่อมใส     เรารวบรวมเอาดอกไม้และ

ของหอมต่างๆ  ไว้ในเวลานั้น  ได้ปูลาดอาสนะดอกไม้

อันวิจิตรดี       เป็นที่รื่นรมย์ใจ      แล้วได้ทูลคำนี้กะ

พระพุทธเจ้าผู้เลิศกว่านระผู้เป็นสารถี  ว่า   ข้าแต่พระ

วีระ    อาสนะอันสมควรแก่พระองค์นี้    ข้าพระองค์

ปูถวายไว้แล้ว     ขอได้ทรงโปรดยังจิตของข้าพระองค์

ให้ร่าเริง   ประทับนั่งบนอาสนะดอกโกสุมเถิด   พระ-

ผู้มีพระภาคเจ้า    ผู้ไม่ทรงหวาดหวั่น   ดังพญาไกรสร

ประทับนั่งบนอาสนะดอกโกสุมอันประเสริฐนั้น  เป็น

เวลา  ๗  คืน   ๗  วัน.    พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก

เสด็จออกจากสมาธิแล้ว     เมื่อทรงพยากรณ์ธรรมของ

เรา ได้ตรัสพระพุทธพจน์  ดังนี้ว่า  ท่านจงเจริญพุทธา-

นุสติอันยอดเยี่ยมกว่าภาวนาทั้งหลาย     ครั้นเจริญ

พุทธานุสตินี้แล้ว   จักยังมนัสให้สมบูรณ์     จักรื่นรมย์

ในเทวโลกตลอดสามหมื่นกัป     จักได้เป็นจอมเทวดา

เสวยเทวสมบัติถึง  ๘๐  ครั้ง   จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ

อยู่ในแว่นแคว้น ๑,๐๐๐  ครั้ง  จักได้เป็นพระเจ้าประเทศ-

ราชอันไพบูลย์  โดยคณานับมิได้   จักได้เสวยสมบัติ

นั้นทั้งหมด   นี้เป็นผลแห่งการเจริญพุทธานุสติ   เมื่อ

ท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่  จักได้โภคสมบัติเป็น

อันมาก  จักไม่มีความบกพร่องด้วยโภคะ  นี้เป็นผลแห่ง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 42

(การเจริญ)   พุทธานุสติ  แม้  (สิ้นเวลา)   แสนกัป

พระศาสดาทรงพระนามว่า โคตมะ  โดยพระโคตร   ผู้

ทรงสมภพในองค์ของพระเจ้าโอกากราช    จักเสด็จ

อุบัติในโลก.   ท่านสละทรัพย์  ๘๐  โกฏิ  ข้าทาสและ

กรรมกรเป็นอันมาก     จักบวชในศาสนาของพระผู้มี

พระภาคเจ้า   พระนามว่า   โคดม   จักยังพระสัมมา

สัมพุทธเจ้าโคดม  ศายบุตร   ผู้ประเสริฐให้โปรดปราน

จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา  มีนามว่า   "สุภูติ"

พระศาสดา   พระนามว่าโคดม   ประทับนั่งท่ามกลาง

ภิกษุสงฆ์แล้ว    จักทรงตั้งท่านว่าเป็นเลิศใน    ๒

ตำแหน่ง  คือ   ในคุณคือความเป็นพระทักขิไณยบุคคล  ๑

ในการอยู่โดยไม่มีข้าศึก   ๑    พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ผู้มีพระนามสูงสุดกว่าสัตว์ผู้เกิดในน้ำ   (และบนบก)

[ผู้เป็นมหาวีระ)   ครั้นตรัสดังนี้แล้ว    เสด็จเหาะขึ้นสู่

อากาศ  ดุจพญาหงส์ในทิฆัมพร   เราอันพระโลกนาถ

พร่ำสอนแล้ว  ถวายบังคมพระตถาคตเจ้า  มีจิตเบิกบาน

เจริญพุทธานุสติอันสูงสุดทุกเมื่อ      ด้วยกุศลกรรมที่

เราทำดีแล้วนั้น     และด้วยการตั้งเจตนาไว้   เราละกาย

มนุษย์แล้ว  ได้ไปสู่ภพดาวดึงส์  ได้เป็นจอมเทพ  เสวย

ทิพยสมบัติ   ๘๐  ครั้ง    และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ

,๐๐๐  ครั้ง  ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์  โดย

คณานับมิได้  ได้เสวยสมบัติเป็นอันดี  นี้เป็นผลแห่ง

(การเจริญ)  พุทธานุสติ   เมื่อท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อย


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 43

ภพใหญ่    เราย่อมได้โภคสมบัติมาก    เราไม่มีความ

บกพร่องด้วยโภคะเลย   นี้เป็นผลแห่ง  (การเจริญ)

พุทธานุสติ   ในแสนกัปแต่กัปนี้   เราได้ทำกรรมใดไว้

ในกาลนั้น  ด้วยผลแห่งกรรมนั้น  เราไม่รู้จักทุคติเลย

นี้เป็นผลแห่ง   (การเจริญ)   พุทธานุสติ    คุณพิเศษ

เหล่านี้  คือ  ปฏิสัมภิทา  ๔  วิโมกข์  ๙  และอภิญญา  ๖

เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว      คำสอนของพระพุทธเจ้า

เราได้กระทำเสร็จแล้ว  ฉะนี้แล.

ทราบว่า   พระสุภูติเถระเจ้า  ได้กล่าวคาถาเหล่านี้    ด้วยประการฉะนี้แล

ก็นันทดาบสนั้น     เสวยทิพยสมบัติ   ด้วยสามารถแห่งการเกิด   สลับ

กันไปในดาวดึงส์พิภพ   จุติจากดาวดึงส์พิภพนั้นแล้ว    เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ

และเป็นเจ้าประเทศราชในมนุษยโลก  นับ   ๑,๐๐๐  ครั้ง    เสวยมนุษยสมบัติอัน

โอฬาร   ต่อมาในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย   เกิดเป็น

น้องชายของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี  ในเรือนของสุมนเศรษฐี  ณ  กรุงสาวัตถี

ได้มีนามว่า  "สุภูติ"

สมัยนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก

ทรงประกาศธรรมจักร     เสด็จไปยังกรุงราชคฤห์โดยลำดับ    ทรงกระทำการ

อนุเคราะห์สัตวโลก  โดยการรัมมอบพระวิหารเวฬุวันเป็นต้น   ในกรุงราชคฤห์

นั้น   อาศัยกรุงราชคฤห์ประทับอยู่ในป่าสีตวัน.    ครั้งนั้น     ท่านอนาถบิณฑิก-

เศรษฐี    ถือเอาเครื่องมือของผู้หมั่นขยันในพระนครสาวัตถี    สร้างเรือนของ

เศรษฐีชาวเมืองราชคฤห์   สดับข่าวการเสด็จอุบัติแห่งพระพุทธเจ้า    จึงเข้าไป

เฝ้าพระศาสดา  ผู้เสด็จประทับอยู่  ณ  ป่าสีตวัน    ดำรงอยู่แล้วในโสดาปัตติผล

โดยการเข้าเฝ้าครั้งแรกทีเดียว    แล้วทูลขอให้พระศาสดาเสด็จมากรุงสาวัตถีอีก


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 44

ให้สร้างพระวิหาร  โดยการบริจาคทรัพย์  ๑  แสน  ไว้ในที่ห่างกันโยชน์หนึ่ง ๆ

ในระยะทาง  ๔๕  โยชน์   ถัดจากกรุงสาวัตถีนั้น   ซื้อที่สวนของพระราชกุมาร

ทรงพระนามว่า  เชตะ  ประมาณ  ๘  กรีส โดยมาตราวัดหลวง  ด้วยการเอาทรัพย์

ปูลาดไปเป็นโกฎิ ๆ.  ในวันที่พระศาสดาทรงรับพระวิหาร  สุภูติกุฎุมพีนี้ได้ไป

พร้อมกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีฟังเทศนาแล้ว    ได้มีศรัทธา    (ปสาทะ)

บรรพชาแล้ว.

ท่านอุปสมบทแล้ว    ทำมาติกา  ๒   ให้คล่องแคล่ว    ให้อาจารย์บอก

กัมมัฏฐาน   บำเพ็ญสมณธรรมในป่า   เจริญวิปัสสนา   มีเมตตาฌานเป็นบาท

บรรลุพระอรหัตแล้ว.   ก็เพราะเมื่อท่านแสดงธรรม  ย่อมแสดงธรรมไม่เจาะจง

ตามทำนองที่พระศาสดาทรงแสดงแล้ว   ฉะนั้น     ท่านจึงได้นามว่า  เป็นผู้เลิศ

กว่าภิกษุผู้อยู่โดยไม่มีข้าศึก.   เมื่อเที่ยวบิณฑบาต   ก็เข้าฌานแผ่เมตตาไปทุกๆ

บ้าน  ออกจากฌานแล้วจึงรับภิกษา  ด้วยคิดว่า.  โดยวิธีนี้   ทายกทั้งหลาย  จักมี

ผลมาก.  เพราะฉะนั้น   ท่านจึงชื่อว่า   เป็นผู้เลิศกว่าทักขิไณยบุคคลทั้งหลาย.

ด้วยเหตุนั้น     พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า    พระสุภูติเลิศกว่าภิกษุ

สาวกของเรา   ผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่มีกิเลส   พระสุภูติเลิศกว่าพวกภิกษุสาวก

ของเรา  ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล  ดังนี้.

พระมหาเถระนี้        ตั้งอยู่ในพระอรหัตผลแล้ว     ถึงที่สุดแห่งผลของ

บารมีที่ตนได้บำเพ็ญแล้ว     เป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องในโลก     เที่ยวจาริกไป

ตามชนบท  เพื่อบำเพ็ญประโยชน์แก่ชนหมู่มาก  ถึงกรุงราชคฤห์แล้วโดยลำดับ

ด้วยประการฉะนี้.

พระเจ้าพิมพิสาร     ทรงสดับการมาของพระเถระแล้ว     เสด็จไปหา

ไหว้แล้ว   ตรัสว่า  ท่านผู้เจริญ    นิมนต์ท่านอยู่ในที่นี้แหละ    ทรงพระดำริว่า

เราจักสร้างที่อยู่ถวาย    ดังนี้แล้ว     เสด็จหลีกไปแล้วก็ทรงลืมเสีย.    พระเถระ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 45

เมื่อไม่ได้เสนาสนะ  ก็ยังเวลาให้ผ่านไปในอัพโภกาส  (กลางแจ้ง)  ด้วยอานุภาพ

ของพระเถระ  ฝนไม่ตกเลย.

มนุษย์ทั้งหลาย  ถูกภาวะฝนแล้ง  บีบคั้น   คุกคาม  จึงพากันไปทำการ

ร้องทุกข์  ที่ประตูวังของพระราชา   พระราชาทรงใคร่ครวญดูว่า   ด้วยเหตุไร

หนอแล   ฝนจึงไม่ตก    แล้วทรงพระดำริว่า    ชะรอยพระเถระจะอยู่กลางแจ้ง

ฝนจึงไม่ตก    แล้วรับสั่งให้สร้างกุฎีมุงด้วยใบไม้ถวายพระเถระ    แล้วรับสั่งว่า

" ท่านผู้เจริญ  นิมนต์ท่านอยู่ในบรรณกุฎี   นี้แหละ"   ไหว้แล้ว  เสด็จหลีกไป.

พระเถระ    เข้าไปสู่กุฎี    แล้วนั่งขัดสมาธิบนอาสนะที่ปูลาดด้วยหญ้า.

ก็ในครั้งนั้น    ฝนหยาดเม็ดลงมาเล็ก ๆ น้อย ๆ  ไม่ยังสายธารให้ชุ่มชื่นทั่วถึง.

ลำดับนั้น   พระเถระประสงค์จะบำบัดภัยอันเกิดแต่ฝนแล้ง  แก่ชาวโลก

จึงประกาศความไม่มีอันตราย  ที่เป็นวัตถุภายในและภายนอกของตน   จึงกล่าว

คาถาว่า

กระท่อของเรามุงแล้ว   สะดวกสบายปราศจาก

ลม    ดูก่อนฝน   ท่านจงตกตามสบายเถิด   จิตของเรา

ตั้งมั่นแล้ว   หลุดพ้นแล้ว     เรามีความเพียรเครื่องเผา-

กิเลสอยู่   ดูก่อนฝน  ท่านจงตกเถิด  ดังนี้.

ฉนฺน  ศัพท์ในคาถานั้น    มาแล้วในความเหมาะสม   ดังในประโยค

มีอาทิว่า  เด็กหญิงคนนั้น    เหมาะสมกับเด็กชายคนนี้   และดังประโยคมีอาทิว่า

ไม่เหมาะสม  (คือ)   ไม่สมควร.    มาแล้วในสังขยาพิเศษ   ที่ทำถ้อยคำให้

สละสลวย  ดังในประโยคมีอาทิว่า  ฉนฺน   เตฺวว   ผคฺคุณผสฺสายตนาน.

มาแล้วในความว่ายึดถือ    ดังในประโยคมีอาทิว่า  ฝน  คือ  กิเสสย่อมรั่วรดผู้ที่

ยึดถือ   ย่อมไม่รั่วรด   ผู้ปราศจากกิเลส.  มาในความว่า  นุ่งห่มดังในประโยค


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 46

มีอาทิว่า แม้เรา ก็ยังไม่ได้นุ่งห่ม  จักทำอะไรให้ท่านได้.  มาในต้นบัญญัติ  ดังใน

ประโยคมีอาทิว่า  ท่านฉันนะ  ได้ประพฤติอนาจาร.  มาในความว่า  มุงบังด้วย

หญ้าเป็นต้น    ดังในประโยคว่า เรามุงบังไว้หมดแล้ว  เรามุงบังไว้เรียบร้อยแล้ว

และดังในประโยคว่า   เรามุงบังกระท่อมไว้แล้ว   ก่อไฟไว้แล้ว.   แม้ในคาถานี้

พึงทราบว่า  มาในความหมายว่า มุงบังด้วยหญ้าเป็นต้นอย่างเดียว  เพราะฉะนั้น

จึงมีอธิบายว่า    กุฎีที่มุงบังแล้วด้วยหญ้า    หรือใบไม้  ชื่อว่า   มุงบังไว้ดีแล้ว

ทีเดียว โดยประการที่ฝนจะไม่รั่ว  คือฝนจะไม่หยดลงมา ได้แก่  รั่วรดไม่ได้เลย.

เม    ศัพท์มาแล้วใน  กรณะ  (ตติยาวิภัตติ)   ดังในประโยคมีอาทิว่า

บัดนี้   ไม่ควรเลย  ที่จะประกาศธรรมที่เราได้บรรลุแล้วโดยแสนยาก   อธิบายว่า

มีความหมายเท่ากับ  มยา  (อันเรา).

มาแล้ว    ในความว่า    มอบให้    ดังในประโยคมีอาทิว่า     ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์นั้น  โดย

ย่อ  อธิบายว่า มีความหมายเท่ากับ  มยฺห   (แก่ข้าพระองค์).   มาแล้วในอรรถ

แห่งฉัฏฐีวิภัตติ   ดังในประโยคมีอาทิว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก่อนแต่กาลตรัสรู้

เมื่อเรายังเป็นพระโพธิสัตว์  ยังไม่ได้ตรัสรู้  ดังนี้   แม้ในคาถานี้    พึงทราบว่า

ใช้ในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติอย่างเดียว    อธิบายว่า   มีความหมายเท่ากับ   มม.

ขึ้นชื่อว่า   สิ่งไร ๆ  ที่จะพึงยึดถือว่า  เป็นของเรา    ย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพ

ทั้งหลาย  เพราะพระขีณาสพเหล่านั้น   อันโลกธรรมทั้งหลายเข้าไปแปดเปื้อน

ไม่ได้ก็จริง  แต่โดยสมบัติของโลก    แม้พระขีณาสพเหล่านั้น  ก็ยังมีเพียงการ

กล่าวเรียกกันว่า  เรา  ว่าของเรา.  ด้วยเหตุนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้า   จึงตรัสว่า

สาวกทั้งหลายของเรา    พึงเป็นธรรมทายาทเถิด    อย่าเป็นอามิสทายาทเลยด้วย

เหตุดังฤา.  ก็ท้องมารดาก็ดี  กรชกายก็ดี  แม้ที่อาศัยซึ่งมุงบังด้วยหญ้าเป็นต้นก็ดี


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 47

ท่านเรียกว่า  " กระท่อม".  สมจริงตามนั้น   ท้องมารดาท่านเรียกว่า  กระท่อม

ดังในประโยคมีอาทิว่า

ท่านกล่าวมารดา   ว่าเป็นกระท่อม   ท่านกล่าว

ภรรยา  ว่าเป็นรัง    ท่านกล่าวบุตร    ว่าเป็นเครื่องสืบ

ต่อไป  ท่านกล่าวตัณหาว่าเป็นเครื่องผูกแก่เรา  ดังนี้.

กรชกายอันเป็นที่ประชุมแห่งอาการ  ๓๒  มีผมเป็นต้น     ท่านเรียกว่า

กระท่อม  ดังในประโยคมีอาทิว่า

เราติเตียนกระท่อม   คือสรีระร่าง   อันสำเร็จด้วย

โครงกระดูก   อันฉาบทาด้วยเนื้อ  ร้อยรัดด้วยเส้นเอ็น

เต็มไปด้วยของไม่สะอาด    มีกลิ่นเหม็น   น่าเกลียด

ที่คนทั่ว ๆ ไปเข้าใจว่าเป็นของผู้อื่น   และเป็นของตน

ดังนี้.

ที่อาศัยที่มุงบังด้วยหญ้า  ท่านเรียกว่า  กระท่อม ดังในประโยคมีอาทิว่า

ดูก่อนน้องหญิง   กระท่อมของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ   ฝน

รั่วรดได้  ดังนี้  และดังในประโยคมีอาทิว่า  ขึ้นชื่อว่า  กระท่อม  ฉาบแล้วก็มี

ยังไม่ได้ฉาบก็มี   ดังนี้.  แม้ในคาถานี้พึงทราบว่าได้แก่  ที่อาศัยอันมุงด้วยหญ้า

นั่นแหละ   เพราะหมายถึงบรรณศาลา.  เพราะว่า    กระท่อม   ก็คือกุฎีนั่นเอง.

อธิบายว่า  กุฎี  ที่ไม่ปรากฏ  ท่านเรียกว่า  กระท่อม.

ส่วนสุขศัพท์   มาในสุขเวทนา   ดังในประโยคมีอาทิว่า  บุคคลละสุข

และทุกข์  โสมนัสและโทมนัสในกาลก่อนได้   ดังนี้.   มาในความว่าเป็นมูลของ

ความสุข     ดังในประโยคมีอาทิว่า     การบังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

นำมาซึ่งความสุข    การฟังพระธรรมเทศนานำมาซึ่งความสุข    ดังนี้.    มาใน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 48

เหตุแห่งความสุข  ดังในประโยคมีอาทิว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    คำว่า   บุญนี้

เป็นชื่อของความสุข  ดังนี้.   มาในอารมณ์ที่เป็นสุข     ดังในประโยคมีอาทิว่า

ดูก่อนมหาลี    ก็เพราะเหตุใดแล   รูปจึงเป็นสุขอันสุขติดตามแล้ว    ก้าวลงแล้ว

สู่ความสุ   ดังนี้.   มาในความไม่เพ่งเล็ง   ดังในประโยคมีอาทิว่า    ดูก่อน

จุนทะ.  รูปสมาบัติเหล่านี้     เป็นสุขวิหารธรรมในปัจจุบัน     ในวินัยของพระ-

อริยเจ้า  ดังนี้.    มาในพระนิพพาน   ดังในประโยคว่า   พระนิพพานเป็นสุข

อย่างยิ่ง   ดังนี้.  มาในฐานะอันเป็นปัจจัยของความสุข    ดังในประโยคมีอาทิว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เพียงเท่านี้แม้จะเปรียบอุปมา  โดยการบอกกล่าว   จนถึง

สวรรค์เป็นสุข     ก็ไม่ใช่ทำได้ง่ายนัก   ดังนี้.    มาในอารมณ์   ที่น่าปรารถนา

ดังในประโยคมีอาทิว่า  เป็นไปเพื่อสวรรค์  มีสุขเป็นวิบาก   ยังสวรรค์ให้เป็น

ไปพร้อม  ดังนี้.    แม้ในคาถานี้   พึงทราบว่ามาในอารมณ์ที่น่าปรารถนาหรือ

ในอารมณ์อันเป็นเหตุแห่งความสุข.

ก็กุฎีนั้น    ยังความพอใจ  ทั้งภายใน  และภายนอก  ให้ถึงพร้อมแล้ว

ท่านจึงเรียกว่า  สุข   เพราะอยู่อาศัยสบาย.    อนึ่ง    ท่านเรียกว่า    " สุข "

เพราะเป็นปัจจัยแห่งความสุขทางกายและสุขทางใจ    โดยประกอบไปด้วยความ

สมบูรณ์ด้วยความสุขทุกฤดู   เพราะไม่หนาวเกินไป  และไม่ร้อนเกินไป.

บทว่า    นิวาตา   แปลว่า   ไม่มีลม   อธิบายว่า   เว้นจากอันตราย

อันเกิดแต่ลม  เพราะมีช่องหน้าต่างอันปิดลงกลอนได้สนิท.   บทว่า  นิวาตา

นี้   เป็นบทแสดงถึงความที่กุฎีนั้นอำนวยความสุข.   เพราะว่า  ในเสนาสนะที่มี

ลม  จะไม่ได้ฤดูเป็นที่สบาย  ในเสนาสนะที่อับลม  จึงจะได้ฤดูเป็นที่สบายนั้น.

บทว่า  วสฺส  แปลว่า ยังฝนให้ตก คือ ยังธารนำให้หลั่งลงมาโดยชอบ.

เทวศัพท์    ในบทว่า    เทวา  นี้   มาในความหมายว่า   กษัตริย์

ผู้สมมติเทพ  ดังในประโยคมีอาทิว่า    ข้าแต่สมมติเทพ  พระนครแปดหมื่นสี่พัน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 49

อันมีเมืองกุสาวดีราชธานี  เป็นประมุขเหล่านี้   ของพระองค์   ขอพระองค์จงยัง

ฉันทะให้เกิด   ในพระนครเหล่านี้เถิด   จงทำความใยดีในชีวิต  ดังนี้.  มาใน

อุปปัตติเทพ   ดังในประโยคมีอาทิว่า   เหล่าเทพชั้นจาตุมหาราชิกา  มีวรรณะ

มากด้วยความสุข   ดังนี้.    มาในวิสุทธิเทพ  ดังในประโยคมีอาทิว่า   คำสอน

ของพระผู้มีพระภาคเจ้า   พระองค์นั้น  ผู้เป็นเทพเหนือเทพ  ผู้เห็นไญยธรรม

ทั้งปวง  ดังนี้.     ก็ในเมื่อกล่าวถึงข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเทพเหนือกว่า

วิสุทธิเทพทั้งหลาย  เทพนอกนี้เป็นอันท่านกล่าวถึงแล้วทีเดียว.    มาในอากาศ

ดังในประโยคมีอาทิว่า    ในอากาศที่แจ่มใส    ปราศจากเมฆหมอก    ดังนี้.

มาในเมฆหรือหมอก    ดังในประโยคมีอาทิว่า    ก็ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล

ดังนี้.  แม้ในคาถานี้  ได้แก่  เมฆหรือหมอก.  ก็พระเถระกล่าวบังคับเมฆหมอก

เหล่านั้นว่า  วัสสะ   (จงยังฝนให้ตก).

บทว่า  ยถาสุข  แปลว่า   ตามใจชอบ.  พระเถระเมื่อจะอนุเคราะห์

เหล่าสัตว์ผู้อาศัยฝนเป็นอยู่   จึงกล่าวว่า  อันตรายในภายนอกไม่มีแก่เรา เพราะ

การตกของท่าน  เพราะฉะนั้น  ท่านจงตกตามสบายเถิด  ดังนี้.

บัดนี้  พระเถระเมื่อจะแสดงถึงความไม่มีอันตรายในภายใน  จึงกล่าว

คำมีอาทิว่า  จิตฺต  ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  จิตฺต  เม  สุสมาหิต  ความว่า จิตของเรา

ตั้งอยู่แล้วในอารมณ์ด้วยดี  คือดียิ่ง  โดยชอบ  คือโดยความเป็นเอกัคคตารมณ์

อันถูกต้องทีเดียว.

แลจิตนั้น  มิได้ตั้งมั่น    ด้วยเหตุเพียงข่มนิวรณ์เป็นต้นไว้ได้เท่านั้น

โดยที่แท้    จิตนั้นหลุดพ้นแล้ว     คือพ้นแล้วโดยพิเศษ    จากสังโยชน์ทั้งปวง

อันสงเคราะห์ด้วยโอรัมภาคิยสังโยชน์  และอุทธัมภาคิยสังโยชน์   และจากกิเลส


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 50

ธรรมทั้งปวง.  อธิบายว่า  ละกิเลสเหล่านั้นได้   ด้วยสามารถแห่งสมุจเฉทปหาน

แล้วตั้งอยู่.

บทว่า   อาตาปี  แปลว่า  มีความเพียร.   อธิบายว่า   เราเป็นผู้มีความ

เพียรอันปรารภแล้ว  เพื่อผลสมาบัติ  และเพื่ออยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม  โดยเริ่ม

บำเพ็ญวิปัสสนา   แต่มิใช่เพื่อจะละกิเลส     เพราะไม่มีกิเลสที่จะต้องละนั่นเอง.

พระเถระเมื่อจะแสดงว่า    ดูก่อนฝน    ท่านอันข้าพเจ้าเชิญชวนให้ตก   เพราะ

ไม่มีอันตรายในภายนอกฉันใด  แม้อันตรายภายในก็ไม่มีฉันนั้น   จึงกล่าวคำว่า

วสฺส   เทว  (ดูก่อนฝนท่านจงตกเถิด)   ดังนี้ไว้อีก.

นัยอื่น  บทว่า  ฉนฺนา   ได้แก่  ปิดแล้ว   บังแล้ว.   บทว่า  กุฏิกา

ได้แก่  อัตภาพ.   ก็อัตภาพนั่นมาแล้ว   โดยความหมายว่า   กาย   ดังในประโยค

มีอาทิว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    กายนี้เองของบุคคลซึ่งเป็นที่รวมแห่งอวัยวะ

มิใช่น้อย  มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น     ประกอบแล้วด้วยตัณหา    ประชุมกันแล้ว

และมีนามรูปในภายนอก.     มาแล้วในความหมายว่า    เรือ    ดังในประโยคมี

อาทิว่า   ดูก่อนภิกษุ  เธอจงวิดเรือลำนี้     เรืออันเธอวิดแล้วจักถึงฝั่งได้เร็ว.

มาแล้วในความหมายว่า   เรือน   ดังในประโยคมีอาทิว่า    ดูก่อนนายช่างผู้ทำ

เรือน  ยอดของเรือนเราหักแล้ว.    มาโดยความหมายว่า  ถ้ำ   ดังในประโยคมี

อาทิว่า  นรชนผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือกาย  ถูกกิเลสเป็นอันมากปกปิดไว้แล้ว   ดำรง

อยู่ด้วยอำนาจกิเลสมีราคะเป็นต้น    หยั่งลงในกามคุณ    เครื่องทำจิตให้ลุ่มหลง.

มาแล้วโดยความหมายว่า  รถ    ดังในประโยคมีอาทิว่า    รถคืออัตภาพ   มีศีล

อันหาโทษมิได้   มีหลังคาคือบริขารขาว    มีกรรมคือสติอันเดียว   แล่นไปอยู่.

มาแล้วในคำว่า ที่อยู่อาศัย ดังในประโยคว่า ท่านจักทำเรือน (ที่อยู่อาศัย) ไม่ได้

อีกแล้ว.   มาแล้ว  โดยความหมายว่า  กุฎี  ดังในประโยคมีอาทิว่า  กุฎีคืออัตภาพ

มีหลังคาอันเปิดแล้ว   ไฟดับสนิทแล้ว.    เพราะฉะนั้น   แม้ในคาถานี้  ท่านจึง

เรียกอัตภาพนั้นว่า  " กุฏิกา"    (กระท่อม).    อธิบายว่า   อัตภาพ    จะมีได้


 
หน้าที่ 51-100