พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 1

พระสุตตันตปิฎก

ขุททกนิกาย     วิมานวัตถุ

เล่มที่  ๒  ภาคที่   ๑

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

๑.  อิตถิวิมานวัตถุ

ปีฐวรรคที่  ๑

๑.  ปฐมปีฐวิมาน

ว่าด้วยวิมานตั่งทอง

[๑]  พระโมคคัลลานะ  ถามว่า

ดูก่อนเทพธิดาผู้ประดับองค์  ทรงมาลัย   ทรง

พัสตราภรณ์สวยงาม  วิมานตั่งทองของท่านโอฬาร

ท่านส่องแสงประกายดังสายฟ้าอันแลบลอดหลืบเมฆ

เพราะบุญอะไร  ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้  เพราะบุญ

อะไร  ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน  อนึ่ง  โภคะทุกอย่างที่

น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน  ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก

อาตภาพขอถามท่าน  ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 2

อะไรไว้    เพราะบุญอะไร    ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง

อย่างนี้   และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.

เทวดานั้น        ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว

ดีใจ  ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่าง

นี้ว่า

ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในมนุษยโลก    ดีฉันได้ถวาย

อาสนะแก่หมู่ภิกษุผู้มาถึงเรือน    ได้อภิวาท    ได้ทำ

อัญชลี     และถวายทานตามกำลัง      เพราะบุญนั้น

ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้   เพราะบุญนั้น   ผลนี้จึงสำเร็จ

แก่ดีฉัน    อนึ่ง  โภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน

ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก  ดีฉันขอบอกแก่ท่าน

ครั้งเกิดเป็นมนุษย์  ดีฉันได้ทำบุญใดไว้  เพราะบุญนั้น

ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้  และวรรณะของ

ดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.

จบปฐมปีฐวิมาน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 3

ปรมัตถทีปนี

อรรถกถาขุททกนิกาย  วิมานวัตถุ

คันถารัมภกถา

ข้าพเจ้าขอไหว้พระพุทธเจ้า  ผู้มีพระมหากรุณา

เป็นนาถะ   ทรงข้ามสังสารสาครด้วยไญยธรรม  ทรง

แสดงธรรมอันละเอียดลุ่มลึกมีนัยมีวิจิตร.

ข้าพเจ้าขอไหว้พรธรรมสูงสุด     ที่พระสัมมา-

สัมพุทธเจ้าทรงบูชาแล้ว  ซึ่งเป็นเครื่องนำผู้สมบูรณ์

ด้วยวิชชาและจรณะออกไปจากโลก.

ข้าพเจ้าขอไหว้พระอริยสงฆ์   ผู้สมบูรณ์ด้วยคุณ

มีศีลเป็นต้น    ตั้งอยู่ในมรรคผล  เป็นบุญเขตอัน

ยอดเยี่ยม.

บุญใด   เกิดจากการไหว้พระรัตนตรัย   ดังกล่าว

มานี้   ขอข้าพเจ้าเป็นผู้อันอำนาจบุญนั้นกำจัดอันตราย

ในที่ทั้งปวง.

บุญใด ๆ  อันเทวดาทั้งหลายทำไว้ในชาติก่อน ๆ

เทศนาอันใด  ที่ทำผลแห่งกรรมให้ประจักษ์   ดำเนิน

ไปโดยการถามและตอบของเทวดาเหล่านั้น      โดย

แยกสมบัติ    คือผลมีวิมานเป็นต้น   ของบุญนั้น  ๆ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 4

พระอรหันต์ทั้งหลายผู้เชี่ยวชาญแต่ก่อน    สังคายนา

เรื่องใดไว้ในคันภีร์ขุททกนิกาย   โดยชื่อว่าวิมานวัตถุ

เพราะฉะนั้น     จักยึดนัยที่มาในอรรถกถารุ่นเก่านั้น

เมื่อจะประกาศนิทานทั้งหลายในเทศนานั้น ๆ   โดย

พิเศษ  จักแต่งกถาพรรณนาอรรถอันงาม  ซึ่งหมดจด

ดี     ไม่สับสน    มีวินิจฉัยอรรถอย่างละเอียด    ไม่

ผิดลัทธิสมัยของพระเถระทั้งหลายผู้อยู่ในมหาวิหาร

ตามกำลัง  ขอสาธุชนทั้งหลาย   จงตั้งใจฟังวิมาน-

วัตถุนั้นของข้าพเจ้า   ซึ่งกำลังกล่าวอยู่   โดยเคารพ

เทอญ.

อธิบายคำว่า  วิมานวัตถุ

ในวิมานวัตถุนั้น   สถานที่เล่นและอยู่อาศัยของเทวดาทั้งหลาย   มี

จำนวนนับอันประเสริฐ   ชื่อว่า  วิมาน.   จริงอยู่   วิมานเหล่านั้น  บังเกิด

ด้วยอานุภาพของกรรมส่วนสุจริตของเทวดาเหล่านั้น     รุ่งเรืองด้วยรัตนะ

ต่าง  ๆ  มีสีและทรวดทรงอันวิจิตร   เพราะประกอบด้วยขนาดพิเศษมี  ๑

โยชน์  และ ๒ โยชน์เป็นต้น  เรียกกันว่า   วิมาน   เพราะพรั่งพร้อมด้วย

ความงาม    และเพราะต้องนับโดยวิธีพิเศษ.    วัตถุที่ตั้งแห่งวิมานทั้งหลาย

เป็นเหตุแห่งเทศนานั้น  เหตุนั้น  เทศนานั้น  จึงชื่อว่า  วิมานวัตถุ   ได้แก่

เทศนาที่ดำเนินไปโดยนัยว่า  ปีนฺเต  โสวณฺณมย  ปีฐวิมานตั่งทองของ

ท่าน   ดังนี้เป็นต้น.   ก็คำนี้เป็นเพียงตัวอย่าง   เพราะเทศนานี้ดำเนินไป

อาศัยสมบัติมีรูปโภคะและบริวารเป็นต้น  และกรรมที่เป็นเหตุทำให้บังเกิด


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 5

สมบัตินั้น    ของเทวดาเหล่านั้น   อีกนัยหนึ่ง   กล่าวโดยมุข   คือ  วิบาก

พึงทราบว่า    ชื่อว่า   วิมานวัตถุ   เพราะเป็นเหตุแห่งการนับในระหว่าง

[ช่วง]  กรรม.

ถามว่า  วิมานวัตถุนี้   ใครกล่าว  กล่าวที่ไหน  กล่าวเมื่อไร   และ

กล่าวเพราะเหตุไร.    ตอบว่า  วิมานวัตถุนี้   ดำเนินไป   โดยกิจ  ๒ อย่าง

คือ  ถามและตอบ.   ในกิจ  ๒ อย่างนั้น   คาถาคำตอบ   เทวดาทั้งหลาย

นั้น ๆ  กล่าว.  ส่วนคาถาคำถาม  บางคาถาพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส  บาง

คาถา   ท้าวสักกะเป็นต้นตรัส   บางคาถา   พระสาวกเถระทั้งหลายกล่าว.

แม้ในคาถาคำถามนั้น    คาถาส่วนมาก    ท่านพระมหาโมคคัลลานะ    ผู้

สร้างสมภารคือบุญและญาณ     เพื่อเป็นพระอัครสาวกของพระผู้มีพระภาค

พุทธเจ้า    บำเพ็ญสาวกบารมีมาโดยลำดับถึง  ๑   อสงไขย    กำไรแสนกัป

ถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณหมดสิ้น    ซึ่งมีคุณพิเศษมีอภิญญา   ๖    และ

ปฏิสัมภิทา  ๔  เป็นต้นเป็นบริวาร   ดำรงอยู่ในตำแหน่งอัครสาวกรูปที่  ๒

อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ  ในเหล่าภิกษุ

สาวกผู้มีฤทธิ์   กล่าวไว้แล้ว.

ก่อนอื่น  พระเถระเมื่อจะกล่าว    ก็เที่ยวเทวจาริกไปเพื่อเกื้อกูลโลก

ไถ่ถามเทวดาทั้งหลายในเทวโลก    กลับมามนุษยโลกอีก    ทำคำถามและ

คำตอบไว้รวมกัน  เพื่อทำผลบุญ ให้ประจักษ์แก่มนุษย์ทั้งหลาย   กราบทูล

เรื่องถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว    จึงกล่าวแก่ภิกษุทั้งหลาย.    ท้าวสักกะ

ตรัสก็โดยถามปัญหา     เทวดาทั้งหลายตอบท้าวสักกะนั้นก็ดี      ตอบท่าน

พระมหาโมคคัลลานเถระก็ดี   ก็โดยตอบปัญหาเหมือนกัน.  โดยนัยดังกล่าว

มานี้   คาถาวิมานวัตถุ  พระผู้มีพระภาคเจ้า  พระเถระทั้งหลาย  และเทวดา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 6

ทั้งหลายกล่าว  ก็โดยถามปัญหา  และเทวดาทั้งหลายกล่าวไว้ในที่นั้น  ๆ  ก็

โดยตอบปัญหานั้น  ภายหลัง  พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายผู้สังคายนา

ธรรมวินัย รวบรวมยกขึ้นสู่สังคีติว่าวิมานวัตถุอย่างเดียว   ก็การตอบบท

ว่า  ใครกล่าว  เป็นต้น  โดยสังเขปทั่ว ๆ ไปในวิมานวัตถุนี้   เท่านี้ก่อน.

ส่วนบทว่า  ใครกล่าว  เมื่อกล่าวโดยพิสดาร   ก็พึงกล่าวอาคมนีย-

ปฏิปทา  ข้อปฏิบัติที่พึงดำเนินมาของพระเถระ   ตั้งแต่มหาเถระทำปณิธาน

ความปรารถนาไว้แทบเบื้องบาทพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี.

ก็ปฏิปทานั้น   ท่านกล่าวไว้พิสดารแล้วในที่นั้น   ๆ   ในอรรถกถาทั้งหลาย

อันเป็นที่มา  เพราะฉะนั้น  พึงทราบตามนัยที่มาแล้วในที่นั้น.   เมื่อกล่าว

โดยไม่ทั่วไป   [โดยเฉพาะ]   การตอบบทว่า   กล่าวที่ไหน   ก็จักมาถึง

ตอนพรรณนาความแห่งวิมานนั้น ๆ.

ส่วนอาจารย์พวกอื่นๆ  กล่าวว่า วันหนึ่ง ท่านพระมหาโมคัลลานะ

ไปในที่ลับหลีกเร้นอยู่     เกิดใจปริวิตกอย่างนี้ว่า     ปัจจุบันนี้      มนุษย์

ทั้งหลาย  เมื่อความถึงพร้อมแห่งวัตถุ  [ไทยธรรม]  ความถึงพร้อมแห่ง

เขต       [ทักขิไณยบุคคล]      และความถึงพร้อมแห่งจิตเลื่อมใสของตน

[เจตนา]   แม้ไม่มี   ก็ยังพากันทำบุญนั้น   บังเกิดในเทวโลกเสวยสมบัติ

อันโอฬาร    ถ้ากระไร    เราจาริกไปในเทวโลก    ทำเทวดาเหล่านั้นเป็น

ประจักษ์พยานให้กล่าวบุญ     ตามที่พวกเขาสร้างสมไว้    และผลบุญตามที่

ได้ประสบ   แล้วกราบทูลความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า   เมื่อเป็นดังนั้น

พระศาสดาของเรา เมื่อทรงแสดงผลกรรมให้ประจักษ์ชัดแก่มนุษย์ทั้งหลาย

เหมือนดังทรงทำพระจันทร์เพ็ญอุทัยขึ้น ณ  พื้นนภากาศ  ทรงชี้ความที่บุญ

ทั้งหลาย  แม้ประมาณเล็กน้อย  ก็ยังมีผลโอฬาร  โดยศรัทธาความเชื่อต่อ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 7

เนื่องกันได้    ทรงทำวิมานวัตถุนั้น ๆ ให้เป็นวัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่องแล้ว

จักทรงประกาศพระธรรมเทศนาได้ยิงใหญ่. พระธรรมเทศนานั้น  ก็จะเป็น

ประโยชน์เกื้อกูลความสุขแก่ชนเป็นอันมาก   แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

ท่านลุกขึ้นจากอาสนะ     นุ่งผ้า  ๒  ชั้นย้อมดีแล้วผืนหนึ่ง     อีกผืนหนึ่ง

ห่มเฉวียงบ่า  เปรียบดังฟ้าแลบ  มีลำสายคล้ายหิงคุ์ตามธรรมชาติ  [หยาด

มหาหิงคุ ] และเปรียบดังยอดเขาอัญชันคิรี เดินได้   ซึ่งฉาบด้วยแสงสนธยา

ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า     ถวายบังคมแล้ว     นั่ง ณ  ที่สมควรส่วนหนึ่ง

กราบทูลความประสงค์ของตน    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแล้ว     ก็

ลุกจากอาสนะ    ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า   ทำประทักษิณเวียนขวา

เข้าจตุตถฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา    ออกจากจตุตถฌานนั้นแล้ว     ก็

ถึงดาวดึงสภพในทันทีนั้น  โดยกำลังฤทธิ์   จึงไถ่ถามถึงบุญกรรม   ตามที่

เทวดาทั้งหลายนั้น ๆ สร้างสมไว้.   เทวดาเหล่านั้น   ก็บอกกล่าวแก่ท่าน.

ท่านกลับจากดาวดึงส์นั้นมายังมนุษยโลกแล้ว     กราบทูลเรื่องนั้นทั้งหมด

ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า     โดยทำนองที่เป็นไปในดาวดึงสภพนั้น.

พระศาสดา ก็ได้ทรงรับทราบเรื่องนั้นแล้ว     ทรงทำวิมานวัตถุนั้นให้เป็น

วัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่องแล้วทรงแสดงธรรมโดยพิสดาร   โปรดบริษัทที่มา

ประชุมกัน.

ก็วิมานวัตถุนี้นั้น    นับเข้าในสุตตันตปิฎก    ในปิฎกทั้ง ๓    คือ

วินัยปิฎก   สุตตันตปิฎก   อภิธรรมปิฎก.    นับเข้าในขุททกนิกาย   ใน

นิกายทั้ง  ๕  คือ  ทีฆนิกาย  มัชฌิมนิกาย  สังยุตตนิกาย   อังคุตตรนิกาย

ขุททกนิกาย.  สงเคราะห์เข้าในคาถา  ในสัตถุศาสน์มีองค์ ๙   คือ  สุตตะ

เคยยะ  เวยยากรณะ   คาถา   อุทานะ   อิติวุตตกะ   ชาตกะ   อัพภูตธัมมะ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 8

เวทัลละ.  สงเคราะห์เข้าในธรรมขันธ์เล็กน้อย  ในพระธรรมขันธ์  ๘๔,๐๐๐

ซึ่งท่านพระอานนท์  คลังพระธรรมปฏิญญาไว้ดังนี้  ว่า

ทฺวาสีติ  พุทฺธโต  คณฺหึ           เทฺว   สหสฺสานิ  ภิกฺขุโต

จตุราสีติ   สหสฺสานิ                เย    เม  ธมฺมา   ปวตฺติโน

ธรรมเหล่าใดอันข้าพเจ้าให้เป็นไป      ข้าพเจ้า

เรียนธรรมเหล่านั้น      จากพระพุทธองค์   ๘๒,๐๐๐

จากภิกษุ   [พระสารีบุตรเถระ]  อีก  ๒,๐๐๐   รวม

เป็น  ๘๔,๐๐๐  พระธรรมขันธ์.

กล่าวโดยวรรค    มี  ๗ วรรค    คือ  ปีฐวรรค    จิตตลตาวรรค

ปาริฉัตตกวรรค   มัญชิฏฐกวรรค   มหารถวรรค   ปายาสิวรรค   สุนิก-

ขิตตวรรค.   กล่าวโดยเรื่อง   วรรคที่  ๑  มี  ๑๗  เรื่อง   วรรคที่  ๒  มี  ๑๑

เรื่อง  วรรคที่  ๓    มี ๑๐  เรื่อง  วรรคที่  ๔  มี ๑๒  เรื่อง  วรรคที่   ๕

มี ๑๔  เรื่อง   วรรคที่  ๖   มี  ๑๐  เรื่อง   วรรคที่  ๗  มี ๑๐  เรื่อง    รวม

๘๕  เรื่อง  ไม่นับอันตรวิมาน   แต่นับด้วย   ก็มี  ๑๒๓  เรื่อง   กล่าวโดย

คาถา  มี  ๑,๕๐๐  คาถา.   บรรดาวรรคของวิมานวัตถุนั้น    ปีฐวรรคเป็น

วรรคต้น .  บรรดาเรื่อง   เรื่องปีฐวิมาน  วิมานตั่งทองเป็นเรื่องต้น.  แม้

วิมานวัตถุนั้นมีคาถาว่า  ปีนฺเต  โสวณฺณมย  เป็นคาถาต้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 9

๑.  อิตถิวิมานวัตถุ

ปีฐวรรควรรณนาที่  ๑

๑.  อรรถกถาปฐมปีฐวิมาน

แม้ปีฐวิมานเรื่องที่  ๑  ในปีฐวรรคที่  ๑  นั้น  มีวัตถุปัตติเหตุ

เกิดเรื่อง   ดังต่อไปนี้ :-

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า   ประทับ ณ พระเชตวัน   อารามของท่าน

อนาถบิณฑิกะ   กรุงสาวัตถี   พระเจ้าปเสนทิโกศล   ทรงถวายอสทิสทาน

๗ วัน  แด่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน   ท่านอนาถบิณฑิกะ

มหาเศรษฐี    ก็ถวาย ๓ วัน    พอสมควรแก่อสทิสทานนั้น    นางวิสาขา

มหาอุบาสิกา   ก็ถวายมหาทานเหมือนอย่างนั้น.   ประวัติความเป็นไปแห่ง

อสทิสทาน  ได้ปรากฏทั่วชมพูทวีป.  ครั้งนั้น   มหาชนยกเรื่องขึ้นพูดกัน

ในที่นั้น ๆ ว่า   ทานจักมีผลมาก  ด้วยการบริจาคสมบัติอันโอฬารอย่างนี้

หรือ ๆ จักมีผลมาก  แม้ด้วยการบริจาคพอสมควรแก่ทรัพย์สมบัติของตน.

ภิกษุทั้งหลายฟังคำนั้นแล้ว    ก็กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.   พระผู้มี-

พระภาคเจ้าตรัสว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ทานมิใช่จักมีผลมาก   ด้วยการ

ถึงพร้อมแห่งไทยธรรมอย่างเดียว   ที่แท้   ทานจักมีผลมาก    ก็ด้วยความ

ถึงพร้อมแห่งจิตที่เลื่อมใส   และด้วยความถึงพร้อมแห่งเขต   [ทักขิไณย-

บุคคล ]    เพราะฉะนั้น   ทานวัตถุเพียงสักข้าวกำมือหนึ่งก็ดี    เพียงผ้าเก่า

ผืนหนึ่งก็ดี   เพียงเครื่องลาดทำด้วยหญ้าก็ดี   เพียงเครื่องลาดทำด้วยใบไม้ก็ดี

เพียงสมอดองน้ำมูตรเน่าก็ดี   บุคคลมีจิตเลื่อมใสแล้ว   ตั้งไว้ในทักขิไณย-

บุคคล  ทานแม้นั้น   ก็จักมีผลมาก  รุ่งเรืองมาก   แผ่ไพศาลมาก  ดังนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 10

จริงอย่างนั้น  ท้าวสักกะจอมทวยเทพ   ก็ตรัสคำเป็นคาถา   ดังนี้ว่า

นตฺถิ   จิตฺเต   ปสนฺนมฺหิ         อปฺปิกา   นาม  ทกฺขิณา

ตถาคเต   วา   สมฺพุทฺเธ           อถวา   ตสฺส   สาวเก

เมื่อจิตเลื่อมใสในพระตถาคตสัมพุทธเจ้า   หรือ

พระสาวกของพระสัมพุทธเจ้านั้น    ทักษิณาไม่ชื่อว่า

น้อยเลย.

ถ้อยคำนั้น  ได้แพร่ไปทั่วชมพูทวีป.  มนุษย์ทั้งหลาย  พากันให้ทาน

ตามสมควรแก่ทรัพย์สมบัติ   แก่สมณพราหมณ์คนยากไร้  คนเดินทางไกล

วณิพกและยาจกทั้งหลาย    ตั้งน้ำดื่มไว้ที่ลานเคหะ    ปูอาสนะไว้ที่ซุ้มประตู.

สมัยนั้น     พระเถระผู้ถือปิณฑปาติกธุดงค์เป็นวัตรรูปหนึ่ง    มีอากัปกิริยา

ก้าวไป   ถอยกลับ   เหลียว   แล   คู้แขน   เหยียดแขน   น่าเลื่อมใส   ทอด

จักษุลง   ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ    เที่ยวบิณฑบาต   ก็มาถึงเรือนหลังหนึ่ง

ในเวลาจวนแจ.   ในเรือนหลังนั้น   กุลธิดาผู้หนึ่ง   ถึงพร้อมด้วยศรัทธา

เห็นพระเถระ     ก็เกิดความเคารพความนับถือมาก    เกิดปีติโสมนัสอย่าง

โอฬาร  จึงนิมนต์ให้ท่านเข้าไปยังเรือน   ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์   จัด

ตั่งของตน  ปูผ้าเนื้อเกลี้ยงสีเหลืองบนตั่งนั้นถวาย.   เมื่อพระเถระนั่งเหนือ

ตั่งนั้นแล้ว   นางคิดว่า  บุญเขตสูงสุดนี้    ปรากฏแก่เราแล้ว   ก็มีจิตเลื่อมใส

เลี้ยงดูด้วยอาหาร    ตามสมควรแก่ทรัพย์สมบัติ    ทั้งนางก็ถือพัดพัดถวาย.

พระเถระฉันเสร็จแล้ว       กล่าวธรรมีกถาประกอบด้วยทานมีถวายอาสนะ

ถวายอาหารเป็นต้นแล้วก็ไป.      สตรีผู้นั้นพิจารณาถึงทานของตนและ

ธรรมกถานั้น  อันปีติถูกต้องกำซาบไปทั่วเรือนร่าง   จึงได้ถวายตั่งแม้นั้น

แก่พระเถระ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 11

สมัยต่อมาจากนั้น    สตรีผู้นั้นเกิดโรคอย่างหนึ่งตาย   ไปบังเกิดใน

วิมานทองขนาด  ๑๒ โยชน์      ภพดาวดึงส์    นางมีเทพอัปสร ๑,๐๐๐

เป็นบริวาร.       ก็ด้วยอำนาจที่นางถวายตั่งเป็นทาน      จึงบังเกิดบัลลังก์

[เตียงตั่ง  แท่น ]  ทอง  ลอยไปในอากาศแล่นเร็ว ชั้นบนมีราชรถทรวด

ทรงดังเรือนยอด.   ด้วยเหตุนั้น   วิมานนี้จึงเรียกว่า   ปีฐวิมาน.   แท้จริง

วิมานตั่งนั้น  เป็นทองส่องให้เห็นความเหมาะสมกับกรรม  เพราะนางลาด

ผ้าสีทองถวาย   ชื่อว่า   แล่นไปเร็ว   เพราะกำลังปีติแรง    ชื่อว่า    ไปได้

ตามชอบใจ     เพราะนางถวายแก่ทักขิไณยบุคคลโดยจิตชอบ     ได้ชื่อว่า

ประกอบด้วยความงดงาม  น่าเลื่อมใสพร้อมสรรพ   เพราะสมบัติคือความ

เลื่อมใสโอฬาร.

ต่อมาวันมหรสพวันหนึ่ง     เมื่อเทวดาทั้งหลาย      พากันไปสวน

นันทนวัน    เพื่อเล่นกรีฑาในอุทยาน   ด้วยอานุภาพอันเป็นทิพย์ของตน ๆ

เทวดาองค์นั้น ทรงนุ่งผ้าทิพย์ประดับด้วยทิพยาภรณ์  มีเทพอัปสร  ๑,๐๐๐

เป็นบริวาร   ก็ออกจากภพของตน ขึ้นสู่วิมานตั่งนั้น  ส่องแสงสว่างดั่งดวง

จันทร์  ดวงอาทิตย์โดยรอบ   ด้วยเทวฤทธิ์ยิ่งใหญ่ด้วยสิริโสภาคย์ตระการ

ไปยังอุทยาน.   ก็สมัยนั้น    ท่านพระมหาโมคคัลลานะ   เที่ยวเทวจาริกไป

โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง     เข้าไปยังภพดาวดึงส์     แสดงองค์ไม่ไกล

จากเทวดาองค์นั้น.  เทวดาองค์นั้น  เห็นท่านก็มีความเลื่อมใสมีความเคารพ

มีกำลังพรั่งพร้อม      จึงรีบลงจากบัลลังก์เข้าไปหาพระเถระ.     กราบด้วย

เบญจางคประดิษฐ์แล้วยืนนมัสการประคองอัญชลีอันรุ่งเรืองด้วยทศนัข

สโมธาน  [ชุมนุม  ๑๐  นิ้ว].     พระเถระเห็นประจักษ์ถึงกุศลและอกุศล


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 12

ตามที่เทวดาองค์นั้นและสัตว์เหล่าอื่นสั่งสมไว้        ด้วยความแตกฉานแห่ง

กำลังปัญญา  โดยอานุภาพแห่งยถากัมมูปคญาณ  [ญาณที่รู้ถึงสัตว์ทั้งหลาย

เข้าถึงภพนั้น ๆ  ตามกรรม]  ของท่าน  เหมือนผลมะขามป้อม  ที่วางไว้

บนฝ่ามือ  ก็จริงอยู่    ถึงอย่างนั้น    เพราะเหตุที่ปัญญาทบทวนเฉพาะภพ

ในอดีต    และกรรมตามที่สั่งสมไว้    ส่วนมากสำเร็จโดยธรรมดาแก่เทวดา

ทั้งหลายในลำดับอุปปัตติภพเท่านั้นว่า    เราจุติจากไหนหนอ   จึงอุบัติใน

ภพนี้   เราทำกุศลกรรมอะไรหนอ  จึงได้สมบัตินี้      และญาณย่อมเกิดแก่

เทวดานั้น  ตามเป็นจริงฉะนั้น พระเถระประสงค์จะให้เทวดาองค์นั้นกล่าว

กรรมที่ทำไว้แล้ว       กระทำผลกรรมให้ประจักษ์แก่โลกพร้อมทั้งเทวโลก

จึงถามว่า

ดูก่อนเทพธิดา  ผู้ประดับองค์  ทรงมาลัยดอกไม้

ทรงพัสตราภรณ์สวยงาม  วิมานตั่งทองของท่านโอฬาร

เร็วดังใจ  ไปได้ตามปรารถนา  ท่านส่องแสงประกาย

ดังสายฟ้าแลบลอดหลืบเมฆ

เพราะบุญอะไร      วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้

เพราะบุญอะไร     ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน   และโภคะ

ทุกอย่างที่น่ารัก   จึงเกิดแก่ท่าน

ดูก่อนเทพี   ผู้มีอานุภาพมาก  อาตมาขอถามท่าน

ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านทำบุญอะไร    เพราะบุญอะไร

ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้        และวรรณะของ

ท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.

เทวดานั้นดีใจ     ถูกท่านพระโมคคัลลานะถาม


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 13

ครั้นแล้วจึงพยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า

ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์    ดีฉันได้ถวาย

อาสนะแก่เหล่าภิกษุที่มาถึง   [ เรือน ]  ได้กราบไหว้

ไค้ทำอัญชลี  [ประนมมือ]     และได้ถวายทานตาม

กำลัง

เพราะบุญนั้น         วรรณะของดีฉันจึงเป็นเช่นนี้

เพราะบุญนั้น   ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน  และโภคะ

ทุกอย่างที่น่ารัก   จึงเกิดแก่ดีฉัน

ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก  ดีฉันขอบอกแก่

ท่าน    ครั้งเกิดเป็นมนุษย์     ดีฉันได้ทำบุญอันใดไว้

เพราะบุญอันนั้น   ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้

และวรรณะของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.

อธิบายคำว่า   ปีฐะ

ท่อนไม้ก็ดี    อาสนะก็ดี    ตั่งที่ทำด้วยเถาวัลย์ก็ดี   อาสนะที่ทำด้วย

หวายก็ดี     อาสนะที่ทำด้วยไม้เป็นต้นซึ่งมีชื่อแปลกออกไปมีมสารกะเตียง

ที่มีแคร่สอดเข้ากับขาเป็นต้นก็ดี  ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น  ชื่อว่าปีฐะ  ตั่ง  ใน

คาถานั้น.  จริงอย่างนั้น  ท่อนไม้มีปีฐะเป็นต้น  พอวางเท้าได้   เรียกว่า

ปีฐะ  ได้ในบาลีนี้ว่า   ปาทปี    เขียงเท้า  ปาทกสิกา  กระเบื้องรองเท้า

ท่อนไม้ที่พอมือจับได้.  เรียกว่า ปีฐะ ได้ในบาลีนี้ว่า   ปีสปฺปิ   คนเปลี้ย.

ส่วนอาสนะ  โดยโวหารท้องถิ่นในชนบทบางแห่งเรียกว่า  ปีิกา  ที่สำหรับ

ทำพลีกรรมเทวดาทั้งหลาย     เรียกว่า  ปีฐะ  ได้ในบาลีนี้ว่า    ภูตปีิกา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 14

ตั่งเซ่นภูตผี  เทวกุลปีิกา  ตั่งสังเวยเทวดา.   อาสนะที่เขาสร้างขึ้นด้วย

หวายและเถาวัลย์เป็นต้น  เรียกว่า  ปีฐะ  ได้ในบาลีนี้ว่า  ภทฺทปิ   ภัทรบิฐ

เก้าอี้   [หวาย]    ท่านหมายถึงจึงกล่าวไว้ว่า   ภทฺทปี    อุปาทยิ    ทำ

ภัทรบิฐให้เกิดขึ้น.  อาสนะที่ทำด้วยไม้เป็นต้น ต่างโดยเป็นเตียงสอดแคร่

เข้ากับขาเป็นต้น  เรียกว่า   ปีฐะ     ได้ในบาลีเป็นอาทิว่า    สุปญฺตฺต

มญฺจปี   เตียงตั่งที่จัดไว้ดีแล้ว  และว่า  มญฺจ  วา  ปี   วา  การยมาเนน

ใช้ให้เขาทำเตียงหรือตั่ง.  ส่วนในที่นี้   พึงทราบว่า   วิมานทอง   ขนาด

๑  โยชน์  บังเกิดด้วยบุญญานุภาพของเทวดา   ตั้งอยู่โดยอาการคล้ายบัลลังก์

[เตียง, ตั่ง, แท่น].

ในบทว่า  เต   เตศัพท์    มาในอรรถปฐมาวิภัตติพหุวจนะ    โดย

เป็นตศัพท์    ได้ในบาลีเป็นต้นว่า    น   เต   สุข   ปชานนฺติ   เย    น

ปสฺสนฺติ   นนฺทน  ชนเหล่าใดไม่เห็นสวนนันทนวัน  ชนเหล่านั้น   ชื่อว่า

ไม่รู้จักสุข.  มาในอรรถจตุตถีวิภัตติ  โดยเป็นตุมฺหศัพท์  อธิบายว่า  แด่

ท่าน  ได้ในบาลีเป็นต้นว่า

นโม  เต  ปุริสาชญฺ                 นโม   เต  ปุริสุตฺตม

นโม   เต   พุทฺธาวีรตฺถุ

ท่านบุรุษอาชาไนย     ขอความนอบน้อมจงมีแด่

พระองค์  ท่านผู้เป็นบุรุษสูงสุด   ขอความนอบน้อม

จงมีแด่พระองค์   ท่านพุทธะผู้แกล้วกล้า      ขอความ

นอบน้อมจงมีแด่พระองค์.

มาในอรรถตติยาวิภัตติ  ได้ในบาลีเป็นต้นว่า  กินฺเต  ทิฏ  กินฺติ   เต

สุต  ท่านเห็นอะไร  ท่านฟังมาว่าอะไร และว่า   อุปธี   เต  สมติกฺกนฺตา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 15

อาสวา   เต   ปทาลิตา   อุปธิกิเลสทั้งหลาย  ท่านก็ก้าวล่วงเสียแล้ว   อาสวะ

ทั้งหลาย  ท่านก็ทำลายได้แล้ว.  มาในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ   ได้ในบาลีเป็นต้น

ว่า  กินฺเต   วตฺต   กึ   ปน  พฺรหฺมจริย  อะไรเป็นวัตรของท่าน  ก็อะไร

เป็นพรหมจรรย์.   ส่วนในที่นี้   เตศัพท์พึงเห็นว่าใช้ในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ.

อธิบายว่า   ของท่าน.

ในบทว่า  โสวณฺณมย  นี้   สุวัณณศัพท์มาในอรรถว่า   ความถึง

พร้อมแห่งผิว   ได้ในบาลีเป็นต้นอย่างนี้ว่า  สุวณฺเณ   ทุพฺพณฺเณ  สุคเต

ทุคฺคเต   ผิวสวย  ผิวทราม   มั่งมี   ยากจน   และว่า  สุวณฺณตา  สุสรตา

ความมีผิวสวย  ความมีเสียงไพเราะ.    มาในอรรถว่า  ครุฑ     ได้ในบาลี

เป็นต้นว่า    กาก    สุวณฺณา  ปริวารยนฺติ    ครุฑทั้งหลายห้อมล้อม  กา.

มาในอรรถว่า   ทอง    ได้ในบาลีเป็นต้นว่า    สุวณฺณวณฺโณ  กาญฺจน-

สนฺนิภตโจ  มีผิวดังทอง  มีหนังเปล่งปลั่งดังทอง.    แม้ในที่นี้   สุวัณณ

ศัพท์พึงเห็นว่าใช้ในอรรถว่า    ทองอย่างเดียว.     จริงอยู่     วิมานตั่งนั้น

ท่านเรียกว่า     ทอง    เพราะมีสีงาม      เหตุมีสีเสมอพระพุทธะทั้งหลาย.

ทองนั่นแล ชื่อว่า  โสวัณณะ เหมือนคำว่า เวกตะ  และ เวสมะ [ วิกตสฺส

ภาโว   เวกต    วิสมสฺส   ภาโว    เวสม].  ส่วนมยศัพท์มาในอรรถว่า

อสฺม  มี  เป็น  ได้ในบาลีเป็นต้นว่า    อนุญฺาตปฏิญฺาตา   เตวิชฺชา

มยมสฺมุโภ   [มย  อสฺม  อุโภ]  เราทั้งสองมีวิชชา ๓   เป็นผู้ปฏิญญา

ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับรอง.     มาในอรรถว่า    บัญญัติรับรู้กัน

ได้ในบาลีนี้ว่า  มย   นิสฺสาย  เหมาย   ชาตมณฺโฑ   ทรี  สุภา  ซอกเขา

เกิดสดใสเป็นทอง   งดงาม    เพราะอาศัยหิน    [ ศิลา ].     มาในอรรถว่า

บังเกิด  ได้ในบาลีนี้ว่า  มโนมยา   ปีติภกฺขา   สยมฺปภา   เกิดโดยใจ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 16

มีปีติเป็นอาหาร  มีรัศมีในตัวเอง  พรหมเว้นปัจจัยภายนอกเสีย  ก็บังเกิด

ทางใจอย่างเดียว   เพราะเหตุนั้น   ท่านจึงกล่าวว่า   สำเร็จด้วยใจ.   มาใน

อรรถว่า   วิการ  ทำให้แปลก  ได้ในบาลีเป็นต้นว่า    ยนฺนูนาห   สาม

จิกฺขลฺล   มทฺทิตฺวา   สพฺพมตฺติกามย   กุฏิก  กเรยฺย  ถ้ากระไร   เรา

พึงขยำโคลน  สร้างกุฎี    ทำด้วยดินล้วนเสียเอง.     มาในอรรถว่า    บท

บูรณ์  ทำบทให้เต็ม    ได้ในบาลีเป็นต้นว่า    ทานมย    สำเร็จด้วยทาน

สีลมย  สำเร็จด้วยศีล.  แม้ในที่นี้   มยศัพท์  ก็พึงเห็นว่า   ใช้ในอรรถว่า

ทำให้แปลก  หรือในอรรถว่า  ทำบทให้เต็ม.  ก็เมื่อใด    มยศัพท์มีความ

ดังนี้ว่า  ปีฐวิมาน  บังเกิดด้วยทอง  ชื่อว่า    โสวัณณมัย    เกิดด้วยทอง

เมื่อนั้น  ก็พึงเห็นว่า  มยศัพท์ใช้ในอรรถว่า  ทำให้แปลกว่า  วิการ  ทำ

ให้แปลก  [ทำรูปพรรณต่าง ๆ]  ด้วยทอง   ชื่อว่า    โสวัณณมัย.   จะ

กล่าวว่า  ใช้ในอรรถบังเกิดดังนี้บ้าง    ก็ควรทั้งนั้น.  ก็เมื่อใด   มีอรรถ

ดังนี้ว่า     บังเกิดด้วยทอง    ชื่อว่า   โสวัณณะ    เมื่อนั้น    ก็พึงเห็นว่า

มยศัพท์   ใช้ในอรรถว่า   ทำบทให้เต็มดังนี้ว่า    ทองนั่นแหละ   ชื่อว่า

โสวัณณมัย.

บทว่า  อุฬาร   แปลว่า  ประณีตก็ได้  ประเสริฐก็ได้  ใหญ่ก็ได้.

จริงอยู่  อุฬารศัพท์  มาในอรรถว่า  ประณีต ได้ในบาลีเป็นต้นว่า   ย่อม

บรรลุ    คุณพิเศษอันประณีต     อื่นจากคุณพิเศษก่อน.   มาในอรรถว่า

ประเสริฐ    ได้ในบาลีเป็นต้นว่า    เขาว่าท่านกัจจายนพราหมณ์สรรเสริญ

พระสมณโคดม  ด้วยการสรรเสริญอย่างประเสริฐ.  มาในอรรถว่า   ใหญ่

๑.  ปุพฺเพนาปร  อุฬาร  วิเสส   อธิคจฺฉติ.

๒.  อุฬาราย   ภว   กจฺจายโน  สมณโคตม  ปสสาย  ปสสติ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 17

ได้ในบาลีเป็นต้นว่า  อุฬารโภคา  โภคะใหญ่  อุฬารยสา  ยศใหญ่และว่า

โอฬาริก    อันใหญ่.  ก็วิมานแม้นั้น     ชื่อว่าประณีต     เพราะอรรถว่า

กระทำความไม่อิ่มสำหรับผู้ใช้สอย   โดยความฟูปลื้มใจ    ชื่อว่าประเสริฐ

เพราะถูกสรรเสริญโดยภาวะมีความเป็นวิมานที่น่าเลื่อมใสโดยรอบเป็นต้น

ชื่อว่าใหญ่  เพราะใหญ่โดยขนาด    และเพราะมีค่ามาก.   วิมานอันโอฬาร

กล่าวกันว่า   โอฬารกย่างเดียว   ด้วยอรรถแม้  ๓  อย่างแล.

จิต  ชื่อว่า  มโน  ใจ  ในบทว่า มโนชว  นี้.   ก็หากว่า  มโนศัพท์

กล่าวทั่ว  ๆ  ไป   ก็สำหรับจิตที่เป็นกุศล   อกุศล     และอัพยากฤต    แม้

ทุกดวง.   แต่ก็พึงทราบโดยเป็นจิตสำเร็จมาแต่กิริยา   ที่เป็นไปในอารมณ์

อย่างใดอย่างหนึ่ง   เพราะท่านกล่าวว่า   มโนชว  เพราะฉะนั้น  วิมานทอง

ชื่อว่ามโนชวะ   เพราะเร็วดังใจ   เหมือนคำว่า   โอฏฺมุโข    ปากมีผีปาก

[พูดได้คล่อง]   อธิบายว่า  ไปเร็วเหลือเกิน.   จริงอยู่    ใจย่อมตกไปใน

อารมณ์แม้ไกลนักหนาได้ฉับพลันทีเดียว   เพราะเป็นไปรวดเร็ว.  ด้วยเหตุ

นั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เรามองไม่เห็น

ธรรมแม้แต่อย่างหนึ่งอันอื่น      ซึ่งเป็นไปรวดเร็วเหมือนอย่างจิตนี้เลยนะ

ภิกษุทั้งหลาย   และว่าจิตไปได้ไกล   ไปดวงเดียว   ดังนี้.   บทว่า  คจฺฉติ

ได้แก่  ไปทางอากาศจากวิมานที่อยู่ของเทวดาองค์นั้น   ตรงไปยังอุทยาน.

ในบทว่า   เยน  กาม   นี้    กามศัพท์  มาในอรรถว่า อารมณ์มีรูป

เป็นต้น   ที่น่าพอใจ  ได้ในบาลีเป็นต้นว่า   กามา   หิ    วิจิตฺรา    มธุรา

มโนรมา  วิรูปรูเปน  มเถนฺติ   จิตฺต  แท้จริง  กามทั้งหลาย  งดงาม   หวานชื่น

ระรื่นใจ   ย่อมย่ำยีจิต     ด้วยรูปแปลก ๆ.     มาในอรรถว่า    ฉันทราคะ

ได้ในบาลีเป็นต้นว่า  ฉนฺโท  กาโม  ฉันทะ   เป็นกาม  ราโค  กาโม


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 18

ราคะ   เป็นกาม  ได้แก่  กิเลสกาม.     มาในอรรถว่า  โลภะความอยากได้

ทุกอย่าง  ได้ในบาลีเป็นต้นว่า  กามุปาทาน   ยึดกามความอยากได้.   มา

ในอรรถว่า     คามธรรม      ธรรมของชาวบ้าน    ได้ในบาลีเป็นต้นว่า

อตฺตกามปาริจริยาย   วณฺณ    ภาเสยฺย    สรรเสริญการบำเรอกามด้วย

ตนเอง.    มาในอรรถว่า     หิตฉันทะ    ความพอใจในประโยชน์เกื้อกูล

ได้ในบาลีเป็นต้นว่า  สนฺเตตฺถ   ตโย  กุลปุตฺตา   อตฺตกามรูปา  วิหรนฺติ

มีกุลบุตร ๓ คน   ในที่นั้น   มีความพอใจในประโยชน์ตนอยู่.    มาใน

อรรถว่า    เสรีภาพอยู่โดยอำเภอใจ    ได้ในบาลีเป็นต้นว่า     อตฺตาธีโน

อปราธีโน  ภุชิสฺโส  เยน  กามงฺคโม   มีตนเป็นใหญ่  [ คือพึ่งตนเอง]

ไม่มีคนอื่นเป็นใหญ่   [คือไม่พึ่งคนอื่น]  เป็นไท    ไปได้ตามปรารถนา

แม้ในที่นี้กามศัพท์พึงเห็นว่า ใช้ในอรรถว่า เสรีภาพเท่านั้น.  เพราะฉะนั้น

บทว่า   เยน   กาม  จึงแปลว่า  ตามความปรารถนา.   อธิบายว่า   ความ

สมควรแก่ความปรารถนาของเทวดา.

บทว่า   อลงฺกเต   แปลว่า   แต่งองค์แล้ว   อธิบายว่า    มีเรือนร่าง

ประดับด้วยอาภรณ์ทิพย์  มีภาระประมาณ   ๖๐   เล่มเกวียน    ต่างโดยเป็น

เครื่องประดับมือประดับเท้าเป็นต้น   รุ่งเรืองด้วยข่ายรัศมีต่าง ๆ อย่างและ

รุ่งโรจน์ด้วยรัตนะหลายชนิด.     คำนี้เป็นเอกวจนะใช้ในอรรถสัมโพธนะ

[สสกฤต  ใช้    มคธใช้อาลปนะเป็นวิเสสนะของเทวธีเต       ในคาถา].

บทว่า  มาลฺยธเร  ได้แก่สวมมาลัยดอกไม้   เพราะมีเกศและหัตถ์เป็นต้น

ตกแต่งดีแล้ว     ด้วยดอกไม้ทิพย์    อันงดงามด้วยกลุ่มช่อคลี่ขยายรุ่งโรจน์

โดยรอบ    มีกลีบช่อและเกสรทำด้วยทองบริสุทธิ์ดี  และรัตนะต่าง ๆ  เกิด

แต่ต้นกัลปพฤกษ์ต้นปาริฉัตตกะ    และเถาสันดานกลดาเป็นต้น.     บทว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 19

สุวตฺเถ  ได้แก่  มีพัสตราภรณ์อันงาม  โดยเป็นผ้าทิพย์  มีเครื่องปกปิดคือ

ผ้านุ่งและผ้าห่มเป็นต้น    มีรัศมีของผู้มีแสงสว่างอันบริสุทธิ์ดี    มีหลากสี

ด้วยเครื่องย้อมต่าง ๆ    เกิดแต่กัลปพฤกษ์และลดา.    บทว่า    โอภาสสิ

แปลว่า   ส่องสว่าง.   บทว่า   วิชฺชุริว    แปลว่า    คล้ายฟ้าแลบ.    บทว่า

อพฺภกูฏ  ได้แก่  ยอดเมฆ. ก็คำนี้เป็นทุติยาวิภัตติ  ใช้ในอรรถสัตตมีวิภัตติ

อีกนัยหนึ่ง  คำว่า  โอภาสสิ  เป็นคำกล่าวอรรถ  เพราะเหตุที่อยู่ภายใน.

อธิบายว่า ส่องสว่าง.  คำว่า  อพฺภกูฏ  ในฝ่ายนี้   พึงเห็นว่า  เป็นทุติยา-

วิภัตติ  ใช้ในอรรถทุติยาวิภัตติเท่านั้น.

ก็ในข้อนี้    มีความดังนี้ว่า    ยอดเขาแดงฉาบด้วยแสงสนธยา    แม้

ตามปกติก็ส่องสว่างอยู่      สายฟ้าที่รุ่งโรจน์อยู่โดยรอบ    ก็แลบส่องสว่าง

โดยพิเศษ  ฉันใด   วิมานนี้รุ่งเรืองด้วยรัตนะต่าง  ๆ   อันสำเร็จมาแต่ทอง

อันบริสุทธิ์ดี     มีรัศมีซ่านออกอยู่โดยปกติ   ตัวท่านประดับด้วยอลังการ

ทุกอย่าง   ก็ส่องแสงสว่างโดยพิเศษ   ด้วยรัศมีเรือนร่างของท่าน  และแสง

ประกายแห่งพัสตราภรณ์     อันโชติช่วงโดยประการทั้งปวง     ก็ฉันนั้น

เหมือนกัน.

ก็ในปฐมปีฐวิมานนี้   คำว่า  ปี  นี้  เป็นคำกล่าวถึงข้อที่พึงชี้แจง.

คำว่า   อพฺภกูฏ   เป็นคำกล่าวถึงตัวอย่าง.   คำว่า   เต    ก็อย่างนั้น    เป็น

คำกล่าวถึงข้อที่พึงชี้แจง.   แท้จริง   คำนั้น  ท่านเพ่ง  คำว่า  ปี   นี้   แม้

กล่าวเป็นฉัฏฐีวิภัตติ    ครั้นเพ่งบทเหล่านี้คือ     อลงฺกเต     มาลฺยธเร

สุวตฺเถ  โอภาสสิ  ก็เปลี่ยนไปเป็นปฐมาวิภัตติ   เพราะฉะนั้น   ท่านจึง

อธิบายว่า    ตฺว   ท่าน.   คำว่า  วิชฺชุริว  เป็นคำกล่าวยกตัวอย่าง.   คำว่า

โอภาสสิ  นี้    เป็นคำแสดงถึงความเกี่ยวกันของข้ออุปไมย   และอุปมาแม้


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 20

ทั้งสอง.   จริงอยู่   คำว่า   โอภาสสิ   นี้    ท่านเพ่งบทว่า   ตฺว  จึงกล่าวไว้

เป็นมัธยมบุรุษ  ครั้นเพ่งบทว่า  ปี  จึงเปลี่ยนไปเป็นประถมบุรุษ.  ส่วน

  ศัพท์ในคำนี้    พึงเห็นว่า   ท่านลบแล้วแสดงไว้.   คำว่า   คจฺฉติ  เยน

กาม   โอภาสสิ  และ   วิชฺชุลโตภาสิต   อพฺภกูฏ   วิย  นี้เป็นทุติยา-

วิภัตติ  เปลี่ยนไปเป็นปฐมาวิภัตติ.   คำว่า   ปิ    นี้    ก็อย่างนั้น  เป็น

คำกล่าวถึงข้อที่พึงขยายคำว่า   เต   โสวณฺณมย  อุฬาร  เป็นต้น  เป็น

วิเสสนะคำขยายของคำว่า   ปี   นั้น.

ถามว่า  ก็ท่านกล่าวว่า โสวณฺณมย  ไว้แล้ว  ไม่น่ากล่าวว่า  อุฬาร

เพราะทองเป็นของประเสริฐสุดอยู่แล้ว เหตุเป็นโลหะอันเลิศ    และเพราะเป็น

ทิพย์  ท่านก็ประสงค์เอาแล้วในที่นี้  มิใช่หรือ.  ตอบว่าไม่ใช่  เพราะสิ่งไร ๆ

ก็มีสภาพวิเศษ.   เหมือนอย่างว่า ทองมีรส   [น้ำ]  รุ้งร่วงเป็นประเสริฐ

สุด  บริสุทธิ์ดีโดยเป็นทองรูปพรรณหลายชนิด  อันเป็นเครื่องใช้สอยของ

มนุษย์ แต่นั้น ก็เกิดเป็นอากร  [บ่อเกิด]  จากนั้น ทองทุกชนิดก็เป็นของ

ทิพย์ของประเสริฐสุดฉันใด   ก็ฉันนั้น แม้เพราะเป็นทองทิพย์  ก็เป็นทอง

จามีกร  ทองคำจากทองจามีกรก็เป็นทองสาตกุมภะจากทองสาตกุมภะก็เป็น

ทองชมพูนท    จากทองชมพูนท  ก็เป็นทองสิงคี.  ทองสิงดีนั้นแลประเสริฐ

สุดแห่งทองทุกชนิด.   ด้วยเหตุนั้น   ท้าวสักกะ   จอมทวยเทพจึงกล่าวว่า

มุตฺโต  มุตฺเตหิ  สห  ปุราณชฏิเลหิ

วิปฺปมุตฺโต  วิปฺปมุตฺเตหิ

สิงฺคีนิกฺขสวณฺโณ

ราชคห   ปาวิสิ  ภควา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 21

พระผู้มีพระภาคเจ้า    ผู้พ้นแล้วกับเหล่าปุราณ-

ชฎิลผู้พ้นแล้ว  พระผู้หลุดพ้นแล้วกับเหล่าปุราณชฎิล

ผู้หลุดพ้นแล้วทรงมีพระฉวีวรรณเสมอด้วยแท่งทอง

สิงคี   เสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์.

เพราะฉะนั้น     ท่านพระโมคคัลลานะแม้กล่าวว่า   โสวณฺณมย   ก็ยัง

กล่าวว่า  อุฬาร    อนึ่งเล่า  คำว่า   อุฬาร   นี้    ก็มิใช่ท่านกล่าวหมายถึง

ความที่วิมานนั้นประเสริฐสุดและประณีตเท่านั้น  ที่แท้   ยังมีความที่ท่าน

กล่าวไว้ดังนี้ว่า  ทั้งใหญ่ด้วย.    ก็ในปีฐวิมานนี้    คำว่า   ปี    เป็นต้น

เป็นคำแสดงความที่ผลพึงเห็นสมกับกรรม.     แม้อย่างนั้น     พระเถระก็

แสดงว่าวิมานนั้นถึงพร้อมแห่งวัตถุ  ด้วยบทว่า  โสวณฺณมย  นี้   แสดงว่า

วิมานนั้นถึงพร้อมด้วยความงามอย่างยิ่ง   ด้วยบทว่า   อุฬาร   นี้     แสดงว่า

วิมานนั้นถึงพร้อมด้วยการไป  ด้วยบทว่า  มโนชว   นี้    แสดงว่า  วิมาน

นั้นถึงพร้อมด้วยสมบัติแห่งตั่ง  เหตุที่แล่นไปรวดเร็ว  ด้วยบทว่า   คจฺฉติ

เยน  กาม  นี้.

อีกนัยหนึ่ง        พระเถระแสดงว่า   วิมานนั้นประณีต  ด้วยบทว่า

โสวณฺณมย  นี้   แสดงว่า   วิมานนั้นใหญ่โดยกว้าง   ด้วยบทว่า    อุฬาร

นี้  แสดงว่า วิมานนั้นใหญ่โดยอานุภาพ  ด้วยบทว่า มโนชว  นี้  แสดงว่า

วิมานนั้นอยู่สบาย   ด้วยบทว่า  คจฺฉติ   เยน  กาม    นี้.   อีกอย่างหนึ่ง

พระเถระแสดงว่าวิมานนั้นสะสวยและมีสีงาม   ด้วยบทว่า  โสวณฺณมย  นี้

แสดงว่า  วิมานนั้น  น่าดู   น่าเลื่อมใส  ด้วยบทว่า  อุฬาร  นี้    แสดงว่า

วิมานนั้น  ถึงพร้อมด้วยความเร็ว  ด้วยบทว่า    มโนชว   นี้    แสดงว่า

วิมานนั้นไปได้ไม่ขัดข้องในที่ไหน ๆ   ด้วยบทว่า  คจฺฉติ   เยน   กาม  นี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 22

อีกนัยหนึ่ง วิมานนั้น  เป็นผลหลั่งออกแห่งบุญกรรมอันใด  เพราะ

บุญกรรมนั้นเป็นผลของอโลภะ  จึงชื่อว่าสำเร็จด้วยทอง  เพราะเป็นผลแห่ง

อโทสะ  จึงชื่อว่าโอฬาร  เพราะเป็นผลแห่งอโมหะ     จึงชื่อว่าเร็วดังใจ

ไปได้ตามปรารถนา.  โดยทำนองอย่างนั้น  วิมานนั้น  ชื่อว่า  สำเร็จด้วย

ทอง  ก็เพราะกรรมนั้นเป็นผลแห่งศรัทธา.  ชื่อว่า  โอฬาร   เพราะเป็น

ผลแห่งปัญญา.   ชื่อว่า เร็วดังใจ   เพราะเป็นผลแห่งวิริยะ..   ชื่อว่า   ไปได้

ตามปรารถนา  เพราะเป็นผลแห่งสมาธิ.   หรือพึงทราบว่า  ชื่อว่า สำเร็จ

ด้วยทอง   เพราะเป็นผลแห่งศรัทธากับสมาธิ  ชื่อว่า  โอฬาร  เพราะเป็น

ผลแห่งสมาธิกับปัญญา   ชื่อว่า  มโนชวะ  เร็วดังใจ    เพราะเป็นผลแห่ง

สมาธิกับวิริยะ  ชื่อว่า  ไปได้ตามปรารถนา  เพราะเป็นผลแห่งสมาธิกับสติ.

ในปีฐวิมานนั้น  คำว่า    ปี    เป็นต้น    เป็นคำระบุถึงความถึง

พร้อมแห่งสมบัติอันเป็นผลแห่งบุญของเทวดานั้น   โดยแสดงถึงสมบัติคือ

วิมาน  ฉันใด    คำว่า  อลงฺกเต  เป็นต้น    ก็ระบุถึงความถึงพร้อมแห่ง

สมบัติอันเป็นผลแห่งบุญ  โดยแสดงสมบัติคืออัตภาพ   ก็ฉันนั้น.   เหมือน

อย่างว่า   อัตภาพมีทองสีแดงเป็นเครื่องประดับ     แม้ศิลปาจารย์ผู้ชำนาญ

ประดิษฐ์แล้ว    ขจิตด้วยมณีรัตนะ  อันรุ่งเรืองด้วยข่ายมีรัศมีต่าง ๆ   ย่อม

งดงาม  มิใช่งดงามอย่างเดียว  ฉันใด    อัตภาพที่พรั่งพร้อมทั่วสรรพางค์

แม้งามโดย   ๔  แง่   อันเขาประดับดีสดใสแล้วเทียว    ย่อมงดงาม     มิใช่

งดงามอย่างเดียว  ก็ฉันนั้น    ด้วยเหตุนั้น  พระเถระจึงแสดงความงดงาม

อย่างวิเศษอันนำมา  ของเทวดานั้น ด้วยบทว่า อลงฺกเต   นี้   แสดงความ

งดงามวิเศษอันไม่นำมา  ด้วยบทว่า  โอภาสสิ  นี้.  โดยทำนองอย่างนั้น


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 23

พระเถระแสดงความงดงามอย่างยิ่งที่มีปัจจัยอันเป็นไปอยู่   [ ปัจจุบัน ]  เป็น

เครื่องหมาย   ด้วยบทต้น  ที่มีปัจจัยล่วงแล้ว    [ อดีต ]  เป็นเครื่องหมาย

ด้วยบทหลัง    หรือว่า    พระเถระแสดงว่า    เทวดานั้นถึงพร้อมด้วยวัตถุ

เครื่องใช้สอย    ด้วยบทต้น    แสดงว่า    เทวดานั้นถึงพร้อมด้วยวัตถุของผู้

ใช้สอย  ด้วยบทหลัง.

ในเรื่องนี้   ถามว่า     ก็วิมานนั้นเป็นพาหะที่เทียมสัตว์    หรือเป็น

พาหะที่ไม่เทียมสัตว์.   ตอบว่า   แม้หากว่า  ในเทวโลก  รถวิมานทั้งหลาย

แม้ก็เป็นพาหะเทียมสัตว์  เพราะบาลีเป็นต้นว่า  สหสฺสยุตฺต  อาชญฺรถ

รถม้าเทียมม้า  ๑,๐๐๐  ตัว.  แต่เหล่านั้นเป็นเทพบุตรทั้งนั้น  แสดงตัวโดย

รูปเป็นพาหะในเวลาทำกิจ   [ หน้าที่ ]   เหมือนเอราวัณเทพบุตรแสดงตัว

โดยรูปเป็นช้าง     ในเวลาเล่นกีฬา.    ก็วิมานนี้     และวิมานเช่นนี้อันอื่น

พึงเห็นได้ว่า  เป็นพาหะที่ไม่เทียมสัตว์.

ถามว่า  หากว่า  เมื่อเป็นเช่นนี้   ปัจจัยพิเศษในอันเคลื่อนไหวด้วย

วาโยธาตุ  มีในภายในวิมานนั้นเองหรือภายนอก.  ตอบว่า พึงถือว่า ภายใน

เหมือนอย่างว่า  วงลมพายุใหญ่เร็วจัด    อันบังเกิดเพราะกรรมทั่ว ๆ ไป

ของสัตว์ทั้งหลายที่อาศัยดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เป็นต้นเป็นอยู่      พัด

เบียดเบียนดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เป็นต้น   เหล่านั้น   ให้เคลื่อนไปในที่อื่น

เสีย  ฉันใด  วาโยธาตุภายนอก  ที่พัดเบียดเบียนวิมานนั้น  ฉันนั้น   ก็หา

ไม่  อนึ่ง  เปรียบเหมือนจักรรัตนะ   หมุนไปโดยอำนาจวาโยธาตุที่ตั้งขึ้น

ภายใน  แต่วาโยธาตุภายนอก     แห่งจักรรัตนะนั้น     เหมือนดวงจันทร์

เป็นต้น  เบียดเบียนแล้วพัดไป   ก็หาไม่  เพราะจักรรัตนะหมุนไป   โดย

อำนาจจิตของพระเจ้าจักรพรรดิ  ในลำดับพระดำรัสเป็นต้นว่า  ท่านจักร-


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 24

รัตนะจงหมุนไปดังนี้    ฉันใด    พึงเห็นว่า   วิมานไปได้   ด้วยวาโยธาตุ

ที่อาศัยตน  โดยอำนาจจิตของเทวดานั้นเท่านั้น  ก็ฉันนั้น.   ด้วยเหตุนั้น

พระเถระจึงกล่าวว่า   เร็วดังใจ   ไปได้ตามปรารถนา   ดังนี้.

พระเถระครั้นระบุสมบัติอันเป็นผลบุญของเทวดานั้น  ในคาถาที่  ๑

อย่างนี้แล้ว   บัดนี้    เพื่อจะประกาศบุญสัมปทา    อันเป็นเหตุแห่งสมบัติ

นั้น  จึงกล่าว ๒ คาถาว่า  เกน   เต    ตาทิโส    วณฺโณ  เป็นต้น  ใน

คาถานั้น   กึศัพท์ในบทว่า  เกน   มาในอรรถว่า    ติเตียน     ได้ในบาลี

เป็นต้นว่า   กึ  ราชา  ดย  โลก   น  รกฺขติ  ผู้ใดไม่รักษาโลก   ผู้นั้น

เป็นพระราชาได้อย่างไร   กึ   นุ   โข   นาม  ตุมฺเห  ม  วตฺตพฺพ  มญฺถ

เธอทั้งหลายจะสำคัญเราว่าควรกล่าวคำชื่อไรเล่าหนอ.        มาในอรรถไม่

แน่นอน  ได้ในบาลีเป็นต้นว่า   ยงฺกิญฺจิ    รูป   อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺน

รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง   ทั้งอดีต   อนาคตและปัจจุบัน.    มาในอรรถคำถาม

ได้ในบาลีเป็นต้นว่า  กึสูธ   วิตฺต  ปุริสสฺส   เสฏฺ   ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ

อะไรเล่า  ชื่อว่า  ประเสริฐสุดสำหรับบุรุษ.  แม้ในที่นี้    กึศัพท์ก็พึงเห็น

ว่าใช้ในอรรถคำถาม.  บทว่า  เกน  เป็นตติยาวิภัตติ  ใช้ในอรรถว่าเหตุ

อธิบายว่า   เพราะบุญอะไร.  บทว่า   เต    แปลว่า   ของท่าน.    บทว่า

เอตาทิโส  แปลว่า  เช่นนี้   อธิบายว่า  ตามที่เห็นอยู่ในบัดนี้.  วัณณศัพท์

ในบทว่า วณฺโณ มาในอรรถว่าคุณ  ได้ในบาลีเป็นต้นว่า  กทา  สญฺญุฬฺหา

ปน   เต   คหปติ   อิเม  สมณสฺส  โคตมสฺส  วณฺณา   ดูก่อนคฤหบดี

คุณเหล่านี้   ของพระสมณโคดม  ท่านรวบรวมไว้เมื่อไร.   มาในอรรถว่า

สรรเสริญ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า  อเนกปริยาเยน  พุทฺธสฺส  วณฺณ   ภาสติ

ธมฺมสฺส   วณฺณ   ภาสติ   สงฺฆสฺส   วณฺณ  ภาสติ   สรรเสริญพระพุทธเจ้า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 25

สรรเสริญพระธรรม   สรรเสริญพระสงฆ์มากปริยาย.   มาในอรรถว่า  เหตุ

ได้ในบาลีเป็นต้นว่า  อถ  เกน  นุ   วณฺเณน   คนฺธเถโนติ   วุจฺจติ

เพราะเหตุไรเล่า  จึงเรียกว่า      คนขโมยกลิ่น.     มาในอรรถว่าประมาณ

[ จำนวน ]    ได้ในบาลีเป็นต้นว่า    ตโย   ปตฺตสฺส    วณฺณา   บาตร

ประมาณ  [ จำนวน ]   ๓  บาตร.  มาในอรรถว่าชาติ  ได้ในบาลีเป็นต้น

ว่า  จตฺตาโร   เม   โภ  โคตม  วณฺณา   ท่านพระโคดม    ชาติของเรา

มี ๔.    มาในอรรถว่า     ทรวดทรง     ได้ในบาลีเป็นต้นว่า     มหนฺต

หตฺถิราชวณฺณ  อภินิมฺมิตฺวา     เนรมิตทรวดทรงเป็นพญาช้างใหญ่.

มาในอรรถว่า  ผิวพรรณ  ได้ในบาลีเป็นต้นว่า  สุวณฺณวณฺโณสิ  ภควา

สุสุกฺกทาโสิ  วิริยวา  ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า    พระองค์มีผิวพรรณ

ดังทอง   ข้าแต่ท่านผู้บำเพ็ญเพียร   พระองค์มีพระเขี้ยวขาวดี.    แม้ในที่นี้

วัณณศัพท์  ก็พึงเห็นว่า  ใช้ในอรรถว่า  ผิวพรรณ  อย่างเดียว.    ความ

ในข้อนี้มีดังนี้   ดูก่อนเทวดา  เพราะบุญวิเศษอะไร  คือเช่นไร  เป็นเหตุ

ผิวพรรณแห่งเรือนร่างของท่านจึงมีรัศมีแม้ไปถึง  ๑๒   โยชน์เช่นนี้    คือ

อย่างนี้.

บทว่า   เกน   เต  อิทฺธมิชฺฌติ   ความว่า    ผลสุจริตอันโอฬารที่

ท่านได้มาในบัดนี้     ย่อมสำเร็จเสร็จสรรพแก่ท่านในสถานที่นี้     ด้วยบุญ

อันดียิ่งอะไร.   บทว่า   อุปฺปชฺชนฺติ   แปลว่า   บังเกิด.   อธิบายว่า    เป็น

ไปสูงเป็นชั้น   ๆ  [ ซ้อนกัน ]  โดยไม่ขาดสาย.  บทว่า   โภคา     ได้แก่

อุปกรณ์แก่ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันวิเศษมีพัสตราภรณ์      [ เครื่องประดับ

คือผ้า ]   เป็นต้น  ที่ได้ชื่อว่า  โภคะ  เพราะอรรถว่า  เป็นของพึงใช้สอย.

ศัพท์ว่า   เย   แสดงความไม่แน่นอน   โดยสามัญ.  ศัพท์ว่า  เกจิ   แสดง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 26

ความไม่แน่นอน     ถือเอาความต่างเป็นอย่าง ๆ ไป   ด้วยศัพท์แม้ทั้งสอง

ย่อมรวบรวมโภคะเช่นนั้น  ที่ได้ในที่นั้น  อันต่างโดยประณีตและประณีต

กว่าเป็นต้น  ครอบคลุมโดยไม่เหลือเลย  จริงอยู่  นิเทศนี้ครอบคลุมความ

ไว้ไม่เหลือ เหมือนที่ว่า เยเกจิ  สงฺขารา  สังขารทั้งหลาย  เหล่าใดเหล่าหนึ่ง

[ ทุกอย่าง ] . บทว่า  มนโส  ปิยา  ได้แก่  ที่ใจพึงรัก อธิบายว่า  น่าพอใจ.

ก็ในข้อนี้    ด้วยบทว่า  เอตาทิโส  วณฺโณ  นี้      พระเถระแสดง

วัณณสัมปทา ความถึงพร้อมแห่งวรรณะ อันนับเนื่องในอัตภาพของเทวดา

นั้น  ซึ่งมีความวิเศษที่กล่าวไว้แล้วในหนหลัง.   ด้วยบทว่า    โภคา    นี้

พระเถระแสดงความถึงพร้อมแห่งกามคุณ  อันต่างโดยรูป    เสียง    กลิ่น

รส  โผฏฐัพพะ  อันเป็นทิพย์ ซึ่งเป็นวัตถุเครื่องอุปโภคและบริโภค.  ด้วย

บทว่า  มนโส     ปิยา    นี้    พระเถระแสดงความที่อารมณ์มีรูปเป็นต้น

เหล่านั้น เป็นของน่าปรารถนา  น่าใคร่  น่าพอใจ.  แต่ด้วยบทว่า อิธมิชฺฌติ

นี้   พระเถระแสดงความถึงพร้อมแห่งอายุ  วรรณะ  ยศ  สุข  และอธิปไตย

อันเป็นทิพย์ ด้วย บทว่า เยเกจิ  มนโส   ปิยา   นี้  ฐานะอันใด  ๑๐ ประการ

ที่มาในพระสูตรว่า     ผู้นั้น    ย่อมยึดไว้ได้ซึ่งเทพเหล่าอื่นด้วยฐานะ   ๑๐

คือ  อายุทิพย์   วรรณทิพย์  ยศทิพย์  สุขทิพย์  อธิปไตยทิพย์  รูปทิพย์

เสียงทิพย์  กลิ่นทิพย์  รสทิพย์  โผฏฐัพพทิพย์   พึงทราบว่า   พระเถระ

แสดงการรวบรวมฐานะอันนั้นไว้ในที่นี้  โดยไม่เหลือเลย.

บทว่า  ปุจฺฉามิ   ได้แก่   ทำปัญหา    อธิบายว่า    ประสงค์จะรู้.

รู้กันว่า  พระเถระกล่าว  ๓  คาถาว่า เกน   เต  ตาทิโส  วณฺโณ  เกน  เต

อิทฺธมิชฺฌติ  กิมกาสิ  ปุญฺ  เกนาสิ  เอวญฺชลิตานุภาวา  โดยถือเอากึศัพท์


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 27

อย่างเดียว   ด้วยอำนาจปุจฉาเพราะไม่มีข้อความอื่น   ก็จริง    ถึงกระนั้น

ท่านก็กล่าวว่า  ปุจฺฉามิ   ขอถาม  ก็เพื่อให้รู้ว่าเป็นปุจฉาพิเศษ.   จริงอยู่

ปุจฉานี้   มิใช่อทิฏฐโชตนาปุจฉา    เพราะเนื้อความเช่นนี้   ไม่มีสิ่งที่พระ-

มหาเถระไม่เห็น  ทั้งมิใช่วิมติเฉทนาปุจฉา  เพราะพระเถระเพิกความสงสัย

ได้โดยประการทั้งปวงแล้ว  ทั้งมิใช่อนุมัตติปุจฉา    เพราะคำถามนั้นมิได้

เป็นไปโดยอาการถือเอาด้วยอนุมัติคล้อยตามเหมือนในบาลีเป็นต้นว่า   ต

กึ   มญฺสิ   ราชญฺ   ดูก่อนท่านพระยา   ท่านจะสำคัญความข้อนั้น

อย่างไร     ทั้งมิใช่กเถตุกามยตาปุจฉา    เพราะพระเถระมิได้ถาม    โดยที่

เทวดานั้นต้องการจะตอบเอง.    แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง    ปุจฉานั้น    พึง

ทราบว่าเป็นทิฏฐสังสันทนาปุจฉา    ถามเทียบเคียงสิ่งที่เห็น ๆ   กันแล้ว.

เนื้อความนี้นั้น    กล่าวไว้ชัดแจ้งแล้วในอัตถุปปัตติกถา   เหตุเกิดเรื่องใน

หนหลัง  โดยนัยเป็นต้นว่า  เถโร  กิญฺจาปิ.  บทว่า  ต  แปลว่า  ท่าน.

คำนี้นั้น      เพ่งคำต้นและคำหลัง.   เป็นทุติยาวิภัตติเอกวจนะ   เพราะเพ่ง

คำต้น    แต่พึงเห็นว่าเป็นปฐมาวิภัตติเอกวจนะ  เพราะเพ่งคำหลัง.

เทวศัพท์  ในคำว่า  เทวี      นี้    มาโดยอำนาจสมมติเทพ    ได้ใน

บาลีทั้งหลาย   เป็นต้นว่า   อิมานิ   เต     เทว   จตุราสีตินครสหสฺสานิ

กุสาวตีราชธานิปมุขานิ  ข้าแต่สมมติเทพ  ๘๔,๐๐๐  พระนครของพระองค์

เหล่านี้   มีกรุงกุสาวดีราชธานีเป็นประมุข  และว่า  เอตฺถ   เทว  ฉนฺท

กโรหิ    ชีวิเต  อเปกฺข   ข้าแต่สมมติเทพ  ในเรื่องนี้    ขอพระองค์โปรด

ทรงทำความพอพระทัย  ความเยื่อใย   ในพระชนม์ชีพเถิด    ดังนี้.   มา

โดยอำนาจวิสุทธิเทพ  ได้ในบาลีเป็นต้นว่า   ตสฺส  เทวาติเทวสฺส  สาสน

สพฺพทสฺสิโน   พระผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพพระองค์นั้น   ทรงเห็นทุกอย่าง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 28

ซึ่งคำสอน.   จริงอยู่   บรรดาวิสุทธิเทพทั้งหลาย   เมื่อกล่าวกันถึงความที่

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นอติเทพ   ก็เป็นอันกล่าวถึงความที่ทรงเป็นเทพ

ยิ่งกว่าวิสุทธิเทพนอกนี้ด้วย.  มาโดยอำนาจอุปัตติเทพ  ได้ในบาลีเป็นต้น

ว่า   จาตุมฺมหาราชิกา   เทวา   ทีฆายุกา  วณฺณวนฺโต  สุขพหุลา  เหล่า

เทพชั้นจาตุมหาราช มีอายุยืน  มีวรรณะ  มากด้วยสุข  ดังนี้.  แม้ในที่นี้

เทวศัพท์พึงทราบว่า    มาโดยอำนาจอุปัตติเทพอย่างเดียว.    แต่เมื่อกล่าว

โดยอรรถแห่งบท   เทวดา  ย่อมเล่น  ย่อมระเริง  ย่อมรักด้วยบุญฤทธิ์ของตน

ย่อมยินดีด้วยกามคุณ  ๕.   อีกนัยหนึ่ง  เทวดาองค์ใด  ย่อมส่องสว่าง  โดย

นัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง  และไปได้ด้วยวิมานทางอากาศ  เหตุนั้น  เทวดา

องค์นั้น  จึงชื่อว่า   เทวี.  ก็คำว่า  ตฺว  เทวิ  นี้  เป็นเอกวจนะ  ใช้ใน

อรรถว่า  สัมโพธนะ   [ อาลปนะ ].    บทว่า    มหานุภาเว  ได้แก่  ผู้มี

ประภาพ    [อำนาจ,    รัศมี ]    อันโอฬาร.   ก็อานุภาพของเทวดานั้น

พระเถระแสดงไว้ด้วย  ๒   คาถาหลังแล้ว.

ในบทว่า    มนุสฺสภูตา  นี้   ชื่อว่า  มนุษย์  เพราะใจสูง   คือมีใจ

อันสร้างสมโดยคุณคือสติ  ความกล้า  ความประพฤติอย่างประเสริฐ  [พรหม

จรรย์]  ความเพียร  ความมั่นคง   มีจิตประกอบด้วยคุณอันอุกฤษฏ์     ก็

มนุษย์เหล่านั้น  คือใครเล่า.  คือเหล่าสัตว์วิเศษ    ชาวชมพูทวีป.    ด้วย

เหตุนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    มนุษย์ชาว

ชมพูทวีป       ย่อมชนะมนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีป      และเทพชั้นดาวดึงส์

ด้วยฐานะ  ๓   อย่าง  ฐานะ   ๓  อย่างคืออะไร  คือ  เป็นผู้กล้า    เป็นผู้มี

สติ  การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัยนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 29

จริงอย่างนั้น     พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า       พระปัจเจกพุทธเจ้า

พระอัครสาวก  พระมหาสาวก   พระเจ้าจักรพรรดิ    และสัตว์ผู้มีอานุภาพ

เหล่าอื่น    ย่อมเกิดในชมพูทวีปนั้นแห่งเดียว.    อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า

แม้ชาวทวีปใหญ่พวกนี้   กับชาวทวีปน้อย  ก็รู้กันแล้วว่าเป็นมนุษย์เหมือน

กัน    เพราะมีรูปเป็นต้นเสนอกับชาวชมพูทวีปเหล่านั้น.   ส่วนอาจารย์อีก

พวกหนึ่งกล่าวว่า    ชื่อว่ามนุษย์    ก็เพราะใจที่ประกอบด้วยโลภะเป็นต้น

และอโลภะเป็นต้นหนาแน่น.   จริงอยู่   สัตว์เหล่าใด   เกิดเป็นมนุษย์  ใน

สัตว์เหล่านั้น    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง     เหล่าสัตว์ที่มีโลภะเป็นต้นและอโลภะ

เป็นต้นหนาแน่น  ย่อมทำทางอบายให้เต็ม  เพราะเป็นผู้มีโลภะเป็นต้นหนา

แน่น  และทำทางสุคติและทางไปพระนิพพานให้เต็ม  เพราะเป็นผู้มีอโลภะ

เป็นต้นแน่นหนา เพราะฉะนั้น  สัตว์วิเศษชาวทวีปใหญ่ทั้ง ๔ กับชาวทวีป

น้อยทั้งหลาย  เรียกกันว่า    มนุษย์   เพราะใจที่ประกอบด้วยโลภะเป็นต้น

และอโลภะเป็นต้นหนาแน่นแล.

ฝ่ายชาวโลกกล่าวว่า  ชื่อว่ามนุษย์    เพราะเป็นเหล่ากอของพระมนู

มนุษย์กัปแรกที่เป็นต้นแห่งการยึดครองโลก    จัดประโยชน์และมิใช่ประ-

โยชน์อยู่ในฐานะเป็นบิดาของสัตว์ทั้งหลาย    ที่ในพระศาสนาเรียกว่าพระ-

เจ้ามหาสมมต  ชื่อว่าพระมนู.  และเหล่าสัตว์ที่ตั้งอยู่ในโอวาทานุสาสนีของ

พระมนูนั้น  สืบ ๆ ต่อกันมาโดยประจักษ์  ก็เลยเรียกกันว่ามนุษย์  เพราะ

เป็นเสมือนบุตร.    ก็เพราะเหตุนั้นนั่นเอง    สัตว์เหล่านั้น   เขาจึงเรียกว่า

มาณพ   และมนุษย์  ผู้เป็นแล้ว  เกิดแล้ว   หรือถึงความเป็นมนุษย์ในหมู่

มนุษย์  เหตุนั้น  จึงชื่อว่า  มนุสฺสภูตา  ผู้เกิดเป็นมนุษย์.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 30

บทว่า  กิมกาสิ   ปุญฺ   ความว่า   ท่านใดทำสั่งสมก่อสร้างสุจริต

กุศลกรรมอะไร  คือเช่นไร  ในกุศลกรรมทั้งหลาย  ที่ต่างโดยทานศีลเป็น

ต้น  ซึ่งได้ชื่อว่าบุญ   เพราะทำให้บังเกิดผลคือควานที่น่าบูชา   และเพราะ

ชำระชะล้างสันดานที่ตนเองเกิดให้หมดจด.  บทว่า  ชลิตานุภาวา  ได้แก่

โชติช่วงไปทั่ว  คือมีบุญฤทธิ์.

ถามว่า  ในเรื่องนี้  เหตุไร  พระเถระจึงกล่าวว่า  ครั้งเกิดเป็นมนุษย์

ท่านได้ทำบุญอะไร  ในคติอื่น ๆไม่มีการทำบุญกันหรือ.  ตอบว่า   ไม่มี

การทำบุญหามิได้.      เพราะเหตุที่ความเกิดแห่งกุศลจิตฝ่ายกามาวจรยังได้

[มี]    ในบางคราว  แม้แต่ในคตินรก   ก็จะป่วยกล่าวไปไยในคติอื่น ๆ

ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วมิใช่หรือว่า   เป็นทิฏฐสังสันทนาปุจฉา   ถามเทียบ

ถึงสิ่งที่เห็น ๆ กันอยู่แล้ว    ฉะนั้น พระมหาเถระเห็นเทวดาองค์นั้น   ซึ่ง

ครั้งดำรงอยู่ในอัตภาพเป็นมนุษย์กระทำบุญกรรมเกิดขึ้นแล้ว    เมื่อจะถาม

โดยเนื้อความที่เป็นอยู่แล้ว  จึงกล่าวว่า  ครั้งเกิดเป็นมนุษย์  ท่านได้ทำบุญ

อะไร.

อีกอย่างหนึ่ง  ในคติอื่น ๆ  เพราะเป็นผู้มีสุขโดยส่วนเดียว  เพราะ

เป็นผู้มีทุกข์โดยส่วนเดียว   และเพราะเป็นผู้มากไปด้วยทุกข์   โอกาสที่จะ

ทำบุญ  ไม่ใช่หาได้ง่าย  ๆ เพราะความพรั่งพร้อมแห่งปัจจัยมีการพึ่งพาอาศัย

สัตบุรุษเป็นต้น  หาได้แสนยาก  บางคราวแม้เกิดขึ้นมาก็มิใช่โอฬารไพบูลย์

เพราะเหตุตามที่กล่าวมาแล้ว.   ส่วนในคติแห่งมนุษย์  เพราะเป็นผู้มากไป

ด้วยสุข   โอกาสทำบุญ จึงหาได้ง่าย   เพราะความพรั่งพร้อมแห่งปัจจัยมีการ

พึ่งพาอาศัยสัตบุรุษเป็นต้นโดยมาก  หาได้ง่าย.  อนึ่งเล่า   ทุกข์อันใดเกิด

ขึ้นในคติแห่งมนุษย์นั้น      ทุกข์แม้อันนั้น   ก็เป็นอุปนิสัยเหตุแห่งการทำ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 31

ทำบุญ  โดยพิเศษ.  จริงอยู่   มนุษย์ทั้งหลายมีทุกข์เป็นเหตุ  จึงมีศรัทธาแล

เปรียบเหมือนเมื่อมีด   ช่างทำสำเร็จจากก้อนเหล็ก  การเผาไฟก็ดี   การเอา

น้ำรดก็ดี  มิใช่ปัจจัยพิเศษโดยส่วนเดียวของมีดนั้น  เพราะสามารถทำการ

เชือดเฉือนได้    แต่การเฝ้าแล้วเอาน้ำรด     โดยความพยายามพอประมาณ

ต่างหาก  เป็นปัจจัยพิเศษของการทำการเชือดเฉือนนั้น   ฉันใด   ความที่

สันดานสัตว์เพรียบพร้อมไปด้วยทุกข์โดยส่วนเดียว  ความเป็นผู้มากไปด้วย

ทุกข์  และความเป็นผู้พรั่งพร้อมไปด้วยสุข  มิใช่ปัจจัยพิเศษของการทำบุญ

แต่เมื่อมีความเร่าร้อนด้วยทุกข์     และความพอกพูนด้วยสุข     โดยความ

พยายามพอประมาณ    การทำบุญที่ได้เหตุแล้วจึงเกิดขึ้น    และเมื่อเกิดขึ้น

ก็รุ่งเรือง    แผ่ไพศาล   ทั้งสามารถเชือดเฉือนปฏิปักษ์คือบาปได้ด้วย    ก็

ฉันนั้นเหมือนกัน   เพราะฉะนั้น   ความเป็นมนุษย์จึงเป็นปัจจัยพิเศษของ

การทำบุญ.  ด้วยเหตุนั้น  พระเถระจึงกล่าวว่า  ครั้งเกิดเป็นมนุษย์   ท่าน

ได้ทำบุญอะไร.  คำที่เหลือ  รู้ได้ง่ายทั้งนั้น.

ก็พระเถระถามอย่างนี้แล้ว   เทวดาองค์นั้น    ก็ตอบปัญหา.    เพื่อ

แสดงความนั้น   ท่านจึงกล่าวคาถาว่า  สา   เทวตา   อตฺตมนา   เทวดา

องค์นั้นดีใจ     ดังนี้เป็นต้น.    ก็คาถานี้ใครกล่าว.    พระธรรมสังคาหก-

เถระผู้ร่วมทำสังคายนากล่าว.   บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า    สา   ได้แก่

เทวดาองค์ที่พระเถระกล่าวว่า  ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก   อาตมาขอถาม

ท่านก่อน.  เทพบุตรก็ดี  พรหมก็ดี   เทพธิดาก็ดี  ท่านเรียกว่า  เทวดา.

จริงอยู่   เทพบุตรท่านเรียกว่า   เทวดา   เทวะก็เหมือนกัน   เรียก

ว่าเทวดา  ได้ในบาลีเป็นต้นว่า  อถโข  อญฺตรา  เทวตา  อภิกฺกนฺตาย

รตฺติยา  อภิกฺกนฺตวณฺณา  ครั้งนั้น เทวดาองค์หนึ่งเมื่อราตรีปฐมยามล่วงไป


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 32

แล้ว   มีวรรณะงาม.    พรหมท่านก็เรียกว่าเทวดาเหมือนกัน    ได้ในบาลี

เป็นต้นว่า  ตา   เทวตา  สตฺตสตา  อุฬารา  พฺรหฺมวิมานา  อภินิกฺขมิตฺวา

เทวดา  ๗๐๐ องค์     เหล่านั้นโอฬารออกจากวิมานพรหม.     เทพธิดาก็

เรียกว่าเทวดา  ได้ในบาลีเป็นต้นว่า

อภิกฺกนฺเตน  วณฺเณน        ยา   ตฺว  ติฏฺสิ   เทวเต

โอภาเสนฺตี   ทิสา   สพฺพา  โอสธิ  วิย  ตารกา

ดูก่อนเทวดา    ท่านมีวรรณะงาม    ส่องสว่างไป

ทุกทิศ   ดังดาวประกายพรึก.

แม้ในที่นี้    ก็พึงเห็นว่าเป็นเทพธิดาอย่างเดียว.

บทว่า   อตฺตมนา  ได้แก่ มีใจยินดีแล้ว  มีใจถูกปีติและโสมนัสจับ

แล้ว.   จริงอยู่   จิตอันไปกับปีติและโสมนัส   ก็เป็นเหมือนถูกปีติและโสม-

นัสนั้นจับไว้เป็นของตน  เพราะโทมนัสไม่มีโอกาส.  อีกอย่างหนึ่ง  บทว่า

อตฺตมนา  ได้แก่   มีใจเป็นของตน.   จริงอยู่   จิตอันประกอบด้วยปีติและ

โสมนัสอันไม่มีโทษ   ได้รับการที่กล่าวว่า  เป็นของตนในบัดนี้คือปัจจุบัน

และยังจะได้รับการที่จะกล่าวว่า  เป็นของตน    เพราะนำประโยชน์เกื้อกูล

และสุขมาให้แก่ผู้พร้อมด้วยปีติและโสมนัสนั้น    ในเวลาต่อไป  คืออนาคต.

จิตนอกนี้หาได้ไม่.

บทว่า  โมคฺคลฺลาเนน  ความว่า พระมหาเถระองค์นั้น  รู้จักกันว่า

โมคคัลลานะ      โดยโคตร      เพราะท่านเป็นบุตรของพราหมณ์มหาศาล

โมคคัลลานโคตร.    อันท่านโมคคัลลานะรูปนั้น    [ ถามแล้ว ].      บทว่า

ปุจฺฉิตา  ได้แก่ ถามโดยทิฏฐสังสันทนาปุจฉา  คือถามเทียบถึงสิ่งที่เห็น ๆ

กันอยู่แล้ว.  ประกอบความว่า   เทวดาองค์นั้นดีใจตอบปัญหา.   ก็เทวดา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 33

องค์นั้นดีใจว่า  กรรมแม้ประมาณเล็กน้อยชื่อนั้น ยังเป็นเหตุแห่งทิพยสมบัติ

ใหญ่โดยถึงเพียงนี้.  แม้แต่ก่อน  เทวดาองค์นั้น   อาศัยบุญของตน  ก็เสวย

โสมนัสในระหว่าง ๆ.  แต่บัดนี้   การทำความนอบน้อม   ซึ่งเทวดาองค์นั้น

แม้การทำแก่พระเถระรูปหนึ่ง   ยังมีผลอันโอฬารอย่างนี้.   ก็ท่านพระโมค-

คัลลานะรูปนี้   เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้ามีคุณอันโอฬาร   มีอานุภาพ

มาก. ปีติจึงเกิดด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ  เราได้พบท่านพระโมคคัลลานะ

รูปนี้และทำความเคารพนบนอบ    และท่านจะทำการถามปัญหาที่เกี่ยวด้วย

ผลบุญของเราเท่านั้น     เทวดาองค์นั้น   มีปีติและโสมนัสอย่างแรงเกิดขึ้น

อย่างนี้      รับคำของพระเถระด้วยเศียรเกล้า  จึงพยากรณ์  คือตอบปัญหา

โดยอาการที่ท่านถามแล้ว.

บทว่า ปญฺห ได้แก่พยากรณ์กล่าวตอบความนั้น  ที่ท่านต้องการรู้.

ก็พยากรณ์อย่างไรเล่า.  บทว่า  ปุฏฺา  ได้แก่ โดยอาการที่ท่านถาม  อธิบาย

ว่า   โดยอาการแห่งปัญหาที่ท่านถามแล้วนั่นแล.    แท้จริง   ในคำนี้    ท่าน

กล่าวว่า   ปุจฺฉิตา   ถามแล้วกล่าวย้ำว่า   ปุฏฺา   โดยอาการที่ท่านถามแล้ว

พึงเห็นว่า   เป็นการกล่าวแน่นอนถึงข้อความโดยเฉพาะ   ก็ความเฉพาะนั้น

คืออะไร.     คือความที่คำพยากรณ์    [ คำตอบ ]     พอเหมาะแก่คำถาม.

จริงอยู่    ท่านแสดงผลกรรมอันใด  ก็ถามถึงกรรมอันเป็นตัวเหตุแห่งผล-

กรรมนั้น     เป็นการประกาศความที่คำถามและคำตอบทั้งสองนั้น     พอ

เหมาะแก่กันและกัน.    คำถามดำเนินไปโดยอาการใด    ไม่ว่าจะโดยอรรถ

และโดยพยัญชนะ   ความที่คำพยากรณ์ที่มีอาการนั้น   พอเหมาะแก่คำถาม

และคำตอบก็ดำเนินไปโดยอาการนั้น   คำที่ท่านกล่าวว่า   ปุจฺฉิตา   แล้ว

กล่าวว่า   ปุฏฺา  อีก  ก็เพื่อให้รู้ความเฉพาะอันนี้  ด้วยประการฉะนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 34

อีกอย่างหนึ่ง    คำว่า     ปุจฺฉิตา    เป็นคำระบุถึงเหตุที่เทวดานั้น

ถูกถาม   โดยมุข    คือความวิเสส    [ ขยายความ ]    และคำพยากรณ์ตอบ

ปัญหา    ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า    ถามว่า    พระเถระถามโดยนัยเป็นต้นว่า

เพราะบุญอะไร  ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้.  เทวดาถูกพระเถระให้ตอบปัญหา

นั้น   จึงบอกกรรมที่เทวดานั้นกระทำมาแล้ว   เหตุนั้น  คำถามนั้น   ท่าน

จึงกล่าวว่า   เทวตา  ปุจฺฉิตา   เทวดาถูกถาม.   เพราะเหตุที่เทวดาถูกถาม

ถูกให้ตอบถึงกรรมที่ถูกพระเถระถาม     ฉะนั้น      จึงชื่อว่าถูกถามปัญหา

และเพราะเหตุที่เทวดาถูกถามอีก     มีสภาพที่จะต้องบอกถึงกรรมที่ถูกถาม

ฉะนั้น  จึงชื่อว่าพยากรณ์ปัญหา.  คำว่านี้เป็นผลของกรรมใด  นี้   เป็นคำ

แสดงสรูปความที่พระเถระกล่าวว่าปัญหา.     ก็ในคำนี้มีความดังนี้ว่านี้เป็น

ผลบุญของกรรมใด    ที่ประจักษ์แก่พระเถระผู้ถาม    และเทวดาที่ถูกถาม

มีในลำดับชาติ   [ มนุษย์ ]  มีประการดังกล่าวแล้ว   เทวดาก็พยากรณ์บุญ

กรรมที่พระเถระกล่าวว่าปัญหา  เพราะท่านต้องการรู้กรรมนั้น.

คำว่า  อห  มนุสฺเสสุ   เป็นต้น   เป็นอาการพยากรณ์   [ ตอบ ]

ปัญหา.     ในคำนั้น    เทวดาแสดงองค์ด้วยคำว่า    อห.    เทวดากล่าวว่า

มนุสฺเสสุ  ในหมู่มนุษย์แล้วกล่าวย้ำว่า   มนุสฺสภูตา   ครั้งเกิดเป็นมนุษย์

ก็เพื่อแสดงว่า  ในครั้งนั้น  คุณของมนุษย์ทั้งหลาย  มีอยู่ในตน.   จริงอยู่

ผู้ใดเกิดเป็นมนุษย์     กระทำกรรมที่ไม่ควรมีฆ่าสัตว์เป็นต้น      ก็สมควร

รับโทษ    เมื่อต้องโทษมีการตัดมือเป็นต้น     จากพระราชาเป็นอาทิในที่

นั้น ๆ ย่อมเสวยทุกข์เป็นอันมาก  ผู้นี้ชื่อว่ามนุษย์นรก.  อีกคนหนึ่ง  เกิด

เป็นมนุษย์ไม่ได้อาหารและเครื่องนุ่งห่ม     เพราะกรรมที่คนทำไว้แต่ก่อน

ต้องกระหายหิวโหย    มากไปด้วยทุกข์  เมื่อไม่ได้หลักแหล่ง   ก็เร่ร่อนไป


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 35

ผู้นี้   ชื่อว่ามนุษย์เปรต.  อีกคนหนึ่ง   เกิดเป็นมนุษย์  อาลัยผู้อื่นเลี้ยงชีพ

ต้องทำงานหนักให้เขา    หรือเป็นคนขาดมรรยาท    ประพฤติแต่อนาจาร

ถูกเขาข่มขู่   กลัวตายก็ไปอาศัยป่ารก   มากไปด้วยทุกข์   ต้องซอกซอนไป

ไม่รู้ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์  ได้แต่บรรเทาทุกข์   คือความหิวโหย

ด้วยการนอนเป็นต้นเป็นเบื้องหน้า   ผู้นี้   ชื่อว่ามนุษย์ดิรัจฉาน.  ส่วนผู้ใด

รู้จักประโยชน์มิใช่ประโยชน์ของตน  เธอผลแห่งกรรม   มีหิริ  ละอายบาป

โอตตัปปะ     เกรงกลัวบาป  สมบูรณ์  พรั่งพร้อมด้วยความเอ็นดูในสัตว์

ทั้งปวง  มากไปด้วยความสลดใจ  งดเว้นอกุศลกรรมบถ  ประพฤติเอื้อเฟื้อ

ในกุศลกรรมบถ   บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุทั้งหลาย    ผู้นี้ตั้งอยู่ในมนุษยธรรม

ชื่อว่ามนุษย์โดยปรมัตถ์.  แม้เทวดาองค์นี้    ก็เป็นเช่นนั้น   ด้วยเหตุนั้น

เทวดาจึงกล่าวว่า    มนุสฺเสสุ    มนุสฺสภูตา    ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่

มนุษย์.   อธิบายว่า   ดีฉันถึงความเป็นมนุษย์ในหมู่สัตว์ที่เป็นมนุษย์  และ

ไม่ละมนุษยธรรมดำรงอยู่.

บทว่า  อพฺภาคตาน แปลว่า  ผู้มาถึงเข้าแล้ว. อธิบายว่า  อาคันตุกะ

ที่มาถึงแล้ว.   จริงอยู่   อาคันตุกะมี  ๒  คือ   อติถิ   แขก    และอัพภาคตะ

ผู้มาถึง. บรรดาอาคันตุกะ  ๒  อย่างนั้น อาคันตุกะผู้คุ้นเคยกันอยู่แล้ว  ชื่อว่า

อติถิ   แขก.    อาคันตุกะผู้ไม่คุ้นเคยกัน  ชื่อว่า  อัพภาคตะ  ผู้มาถึง.

ผู้มาถึงก่อน  ทั้งผู้ที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว  หรือผู้ไม่คุ้นเคยกัน   ชื่อว่า   อติถิ

แขก.   ผู้ที่มาปรากฏตัวเวลากินอาหารมาถึงเดี๋ยวนี้เอง   ชื่อว่า  อัพภาคตะ.

อีกนัยหนึ่ง    ผู้ที่เขาเชิญมากินอาหาร     ชื่อว่าอติถิ    ผู้ที่เขาไม่ได้เชิญมา

ชื่อว่าอัพภาคตะ.   ก็ภิกษุรูปนี้    เป็นผู้มิได้คุ้นเคยกันมาก่อน   เป็นผู้ที่เขา

ไม่ได้นิมนต์    และมาถึงบัดนี้.    เทวดาหมายถึงภิกษุรูปนั้น    จึงกล่าวว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 36

อพฺภาคตาน   ผู้มาถึงแล้ว.  แต่ในคาถานั้น   เทวดากล่าวคำเป็นพหุวจนะ

ก็ด้วยความเคารพ. บุคคลย่อมนั่งจ่อมลงในสิ่งใด  เหตุนั้น  สิ่งนั้น  ชื่อว่า

อาสนะ   สิ่งที่นั่ง  ได้แก่สิ่งที่ประกอบเป็นที่นั่ง  หรือควรนั่งได้  อย่างใด

อย่างหนึ่ง     แต่ในที่นี้ประสงค์เอา   ปีฐะ   ตั่ง.   เทวดากล่าวว่า  อาสนก

ที่นั่ง  เพราะตั่งนั้นเป็นของเล็ก  และเป็นของไม่โอฬาร [ ไม่ใหญ่ ].  บทว่า

อทาสึ    ความว่า  เทวดาเกิดโสมนัสว่า  ทานที่ถวายแก่พระเถระรูปนั้นนี้

จักมีผลมาก   อานิสงส์มากแก่เรา    ดังนี้แล้ว    เชื่อกรรมและผลแห่งกรรม

ได้ถวายเพื่อพระเถระรูปนั้นจะได้ใช้สอย   อธิบายว่า    บริจาคโดยบริจาค

ไม่มุ่งผล.

บทว่า อภิวาทยึ  ได้แก่ ได้กระทำการอภิวาทกราบไหว้  อธิบายว่า

ไหว้พระทักขิไณยบุคคลด้วยเบญจางคประดิษฐ์.   จริงอยู่    เทวดาเมื่อไหว้

โดยใจความ   ชื่อว่ากล่าวอวยพรกะผู้ไหว้นั้นนั่นแหละ   โดยนัยเป็นต้นว่า

ขอท่านจงมีสุข  จงไม่มีโรค.  บทว่า  อญฺชลิก   อกาสึ    ความว่า   ดีฉัน

ประคองเหนือเศียรเกล้า   ซึ่งอัญชลี   ที่รุ่งเรืองด้วยทศนัขสโมธาน   [ ชุม

นุม  ๑๐  นิ้ว ]  ได้กระทำความย้ำเกรงต่อท่านผู้มีคุณอันประเสริฐทั้งหลาย.

บทว่า   ยถามุภาว  ได้แก่   ตามกำลัง   อธิบายว่า   ตามสมควรแก่ทรัพย์

สมบัติของดีฉัน   ซึ่งมีอยู่ในเวลานั้น.  บทว่า   อทาสิ  ทาน  ได้แก่  ดีฉัน

นิมนต์พระทักขิไณยบุคคลให้ฉัน     ด้วยการบริจาคไทยธรรมมีข้าวน้ำเป็น

ต้น   ก็ประสบบุญที่สำเร็จด้วยทาน.

ก็ในคาถานั้น   คำว่า   อห    ดีฉันนี้     เป็นคำแสดงความสัมพันธ์

ด้วยการเห็นกรรมและผลว่าตกสืบต่อเป็นสายเดียวกัน.   คำว่า   มนุสฺเสสุ

มนุสฺสภูตา  ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์   นี้  เป็นคำแสดงความวิเศษ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 37

แห่งการสืบต่ออันเป็นที่ตั้งการบุญกิริยานั้น.    คำว่า    อพฺภาคตาน   ( แก่

ภิกษุผู้มาถึงเรือนแล้ว )  นี้   เป็นคำแสดงเจตนาสมบัติ  และแสดงเขตสมบัติ

เพราะแสดงว่า   การรับ      [ ของพระทักขิไณยบุคคล ]   ก็เหมือนการให้

[ ของทายกทายิกา]   เป็นไปไม่มุ่งผลาอะไรเลย.   คำว่า   อาสนก   อทาสึ

ยถามุภาวญฺจ   อทาสิ   ทาน    ดีฉันได้ถวายอาสนะและได้ถวายทานตาม

กำลัง   นี้    เป็นคำแสดงการถวายสาระ   ทางโภคะ    [ โภคสาระ ].     คำว่า

อภิวาทยึ   อญฺชลิก  อกาสึ     ดีฉันกราบไหว้  ได้กระทำอัญชลี  ประนมมือ

นี้   เป็นคำแสดงการถวายสาระ   ทางกาย   [ กายสาระ ].

บทว่า  เตน  ได้แก่    เพราะบุญตามที่กล่าวแล้วนั้นเป็นเหตุ.   เม

ศัพท์ในบทว่า  เม  นี้  มาในอรรถตติยาวิภัตติ  อธิบายว่า  มยา  แปลว่า  อัน

เรา  ได้ในบาลีเป็นต้นว่า   กิจฺเฉน  เม อธิคต  หลนฺทานิ  ปกาสิตุ  พระ-

นิพพาน  อันเราบรรลุแล้วด้วยความยาก  ไม่ควรประกาศในบัดนี้ . มาใน

อรรถจตุตถีวิภัตติ  อธิบายว่า  มยฺห แปลว่า  แก่เรา  ได้ในบาลีเป็นต้นว่า

สาธุ  เม  ภควา  สงฺขิตฺเตน  ธมฺม  เทเสตุ  สาธุ  ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ   ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงแสดงธรรมโดยสังเขปแก่ข้าพระ-

องค์เถิด.   มาในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ    ได้ในบาลีเป็นต้นว่า    ปุพฺเพว     เม

ภิกฺขเว  สมฺโพธา  อนภิสมฺพุทฺธสฺส  โพธิสตฺตสฺเสว  สโต  ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย   ก่อนแต่การตรัสรู้ของเราผู้เป็นพระโพธิสัตว์ยังไม่ได้ตรัสรู้.

แม้ในที่นี้      เมศัพท์  มาในอรรถฉัฏฐีวิภัตติอย่างเดียว    อธิบายว่า  มม

แปลว่า  ของเรา.  เมศัพท์นี้นั้น  พึงสัมพันธ์ความ  ในข้อความทั้งสองว่า

เพราะบุญของเรานั้น   และว่า   วรรณะของเราจึงเป็นเช่นนี้.    คำที่เหลือ

มีนัยกล่าวไว้แล้วทั้งนั้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 38

ครั้นเทวดาองค์นั้นพยากรณ์ปัญหาอย่างนี้แล้ว  ท่านพระมหาโมค-

คัลลานะ    ก็แสดงธรรมโดยพิสดาร  เทศนานั้น  เป็นประโยชน์แก่เทวดา

องค์นั้นพร้อมกับบริวาร.  พระเถระจากเทวโลกนั้น   กลับมาสู่มนุษยโลก

กราบทูลเรื่องนั้นถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าทุกประการ.     พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า   ทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่องแล้ว     ทรงแสดง

ธรรมโปรดบริษัทที่มาประชุมกัน.   แต่คาถาอย่างเดียว    ท่านพระธรรม-

สังคาหกาจารย์ยกขึ้นสู่สังคายนาแล.

จบอรรถกถาปฐมปีฐวิมาน

๒.  ทุติยปีฐวิมาน

ว่าด้วยวิมานตั่งแก้วไพฑูรย์

[๒]     พระโมคคัลลานะถามว่า

ดูก่อนเทพธิดาผู้มีกายอันประดับแล้ว  ทรงมาลัย

ทรงพัสตราภรณ์อันสวยงาม     วิมานตั่งแก้วไพฑูรย์

ของท่านโอฬาร  เร็วดังใจ   ไปได้ตามปรารถนา  ท่าน

ส่องแสงประกายดังสายฟ้าแลบลอดหลืบเมฆ  ท่าน

มีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญอะไร  อนึ่ง  เพราะบุญอะไร

โภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.

ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก   อาตมาขอถามท่าน

ครั้งเกิดเป็นมนุษย์  ท่านได้ทำบุญอะไรไว้  เพราะบุญ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 39

อะไร  ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้   และวรรณะ

ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.

เทวดานั้น     ถูกพระโมคคัลลานะตามแล้ว   ดีใจ

ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า

ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในมนุษยโลก   ดีฉันได้ถวาย

อาสนะแก่หมู่ภิกษุผู้มาสู่เรือน    ได้อภิวาท  กระทำ

อัญชลี   และถวายทานตามกำลัง  เพราะบุญนั้น  ดีฉัน

จึงมีวรรณะเช่นนี้  เพราะบุญนั้น    ผลนี้จึงสำเร็จแก่

ดีฉัน  และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแต่ดีฉัน.

ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก  ดิฉันขอบอกแก่

ท่าน  ครั้งเกิดเป็นมนุษย์  ดีฉันได้ทำบุญใดไว้  เพราะ

บุญนั้น  ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้   และวรรณะ

ของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.

จบทุติยปีฐวิมาน

อรรถกถาทุติยปีฐวิมาน

ทุติยปีฐวิมาน  มีคาถาว่า  ปีนฺเต  เวฬุริยมย   เป็นต้น.  เหตุเกิด

เรื่อง  [ อัตถุปปัตติ ]  และการพรรณนาควานของทุติยปีฐวิมานนั้นพึงทราบ

ตามนัยที่กล่าวมาแล้วในปฐมปีฐวิมานนั่นแล  ส่วนความต่างกันมีดังนี้

ดังได้สดับมา  สตรีผู้หนึ่งเป็นชาวกรุงสาวัตถี เห็นพระเถระรูปหนึ่ง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 40

เข้ามาบิณฑบาตยังเรือนของตน    มีจิตเลื่อมใส     เมื่อจะถวายอาสนะแก่

พระเถระรูปนั้น    ก็เอาผ้าสีเขียวลาดบนตั่งของตนถวาย.   ด้วยปีฐทานนั้น

วิมานบัลลังก์สำเร็จด้วยแก้วไพฑูรย์ก็บังเกิดแก่นาง   ซึ่งบังเกิดในเทวโลก.

ด้วยเหตุนั้น  ท่านพระโมคคัลลานะจึงถามว่า

ดูก่อนเทพธิดาผู้ประดับองค์ ทรงพวงมาลัย  ทรง

พัสตราภรณ์อันสวยงาม     วิมานตั่งแก้วไพฑูรย์ของ

ท่านโอฬาร  เร็วดังใจ   ไปได้ตามปรารถนา    ท่าน

ส่องแสงประกายคล้ายสายฟ้าแลบลอดหลืบเมฆ

เพราะบุญอะไร  วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนั้น  เพราะ

บุญอะไร  ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน  และโภคะทุกอย่าง

ที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.

ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก    อาตมาขอถามท่าน

ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านทำบุญอะไรไว้  เพราะบุญอะไร

ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้     และวรรณะของ

ท่านจึงส่องสว่างไปทุกทิศ.

เทวดานั้น      ถูกท่านพระโมคคัลลานะถามแล้ว

ดีใจ  ก็พยากรณ์ตอบปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า

ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์     ดีฉันได้ถวาย

อาสนะแก่ภิกษุที่มาถึงเรือน   ได้กราบไหว้  ได้กระทำ

อัญชลีประนมมือ และได้ถวายทานตามกำลัง.  เพราะ

บุญนั้น  วรรณะของดีฉันจึงเป็นเช่นนี้  เพราะบุญนั้น


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 41

ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน   และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึง

เกิดแก่ดีฉัน.

ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก  ดีฉันขอบอกแก่

ท่าน  ครั้งเกิดเป็นมนุษย์    ดีฉันได้กระทำบุญอันใด

เพราะบุญอันนั้น     ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้

และวรรณะของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.

บรรดาบทเหล่านั้น     บทว่า   เวฬุริยมย     แปลว่า  สำเร็จด้วย

แก้วไพฑูรย์.     แก้วมณีที่เกิดขึ้นไม่ไกลหมู่บ้านวิฬูร      แห่งภูเขาวิฬูระ

ชื่อว่า   แก้วไพฑูรย์.   เขาว่าแก้วไพฑูรย์นั้น  มีบ่อเกิดอยู่ที่หมู่บ้านวิฬูระ.

แต่เพราะเกิดไม่ไกลหมู่บ้านวิฬูระ  จึงปรากฏชื่อว่า   เวฬุริยะ  แก้วไพฑูรย์.

แม้ในเทวโลก   แก้วไพฑูรย์นั้น    ก็มีชื่ออย่างนั้น     เพราะมีประกายแห่ง

สีเช่นเดียวกับแก้วไพฑูรย์นั้น          เหมือนอย่างชื่อของเหล่าเทพบุตรใน

เทวโลก  ก็โดยได้ชื่อมาในมนุษยโลก.  ก็แก้วไพฑูรย์นั้น   มีสีคล้ายขนคอ

นกยูงก็มี   มีสีคล้ายใบมะคำดีควายก็มี  มีสีคล้ายใบไผ่อันสนิทก็มี.   ส่วนใน

ที่นี้     พึงทราบว่ามีสีคล้ายขนคอนกยูง.     คำที่เหลือทั้งหมด  ก็เช่นคำที่

กล่าวมาแล้วในปฐมปีฐวิมานแล.

จบอรรถกถาทุติยปีฐวิมาน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 42

๓.  ตติยปีฐวิมาน

ว่าด้วยวิมานตั่งทอง

[๓]  พระโมคคัลลานะถามว่า

ดูก่อนเทพธิดาผู้มีกายอันประดับแล้ว  ทรงมาลัย

ทรงพัสตราภรณ์สวยงาม  วิมานตั่งทองของท่านโอฬาร

เร็วดังใจไปได้ตามปรารถนา ท่านจึงส่องแสงประกาย

ดังสายฟ้าแลบลอดหลืบเมฆ  เพราะบุญอะไร  ท่านจึง

มีวรรณะเช่นนี้    เพราะบุญอะไร    ผลนี้จึงสำเร็จแก่

ท่าน  อนึ่ง   โภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดขึ้นแก่ท่าน.

ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก    อาตมาขอถามท่าน

ครั้งเกิดเป็นมนุษย์  ท่านได้ทำบุญอะไรไว้  เพราะบุญ

อะไร  ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้   และวรรณะ

ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.

เทวดานั้น  ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว    ดีใจ

ได้พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า

นี้เป็นผลกรรมอันน้อยของดีฉันที่เป็นเหตุให้ดีฉัน

มีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้   ดีฉันครั้งเกิดเป็นมนุษย์ใน

หมู่มนุษย์  ในมนุษยโลกในชาติก่อน   ได้เห็นภิกษุผู้

ปราศจากกิเลสดุจธุลี    ผู้ผ่องใส  ไม่ขุ่นมัว  ก็เลื่อมใส

ได้ถวายตั่งแก่ท่านด้วยมือทั้งสองของตน   เพราะบุญ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 43

นั้น     ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้  เพราะบุญนั้น   ผลนี้จึง

สำเร็จแก่ดีฉัน   และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่

ดีฉัน.

ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก      ดีฉันขอบอก

แก่ท่าน     ครั้งเกิดเป็นมนุษย์    ดีฉันได้ทำบุญใดไว้

เพราะบุญนั้น   ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้   และ

วรรณะของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.

จบตติยปีฐวิมาน

อรรถกถาตติยปีฐวิมาน

ตติยปีฐวิมาน  มีคาถาว่า  ปีนฺเต  โสวณฺณมย  เป็นต้น.  เรื่อง

ของตติยปีฐวิมานนั้น  เกิดขึ้นในกรุงราชคฤห์.

ดังได้สดับมา       พระเถระขีณาสพรูปหนึ่ง     เที่ยวบิณฑบาตใน

กรุงราชคฤห์    ได้อาหารแล้วประสงค์จะฉันในเวลาจวนแจ    จึงเข้าไปยัง

เรือนหลังหนึ่งซึ่งเปิดประตูไว้.   ในเรือนหลังนั้น    สตรีเจ้าของเรือน  มี

ศรัทธาปสาทะ      สังเกตรู้อาการของพระเถระ    จึงกล่าวว่า    มาเถิดเจ้าข้า

ขอท่านโปรดนั่งตรงนี้ฉันอาหารเถิดค่ะ  แล้วจัดตั่งอย่างดี     ปูผ้าสีเหลือง

ข้างบน  ได้บริจาคโดยมิได้มุ่งอะไร    และตั้งความปรารถนาว่า    ขอบุญ

ของเรานี้      จงเป็นปัจจัยให้ได้ตั่งทองในอนาคตกาลเถิด.    เมื่อพระเถระ

นั่งฉันอาหาร ณ  ที่นั้น ล้างบาตรแล้วก็ลุกไป.  นางจึงกล่าวว่า  ท่านเจ้าข้า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 44

อาสนะนี้     ดีฉันบริจาคแก่ท่านแล้ว      ขอได้โปรดใช้สอยเพื่ออนุเคราะห์

ฉันด้วยเถิดเจ้าค่ะ.    พระเถระรับตั่งนั้น    เพื่ออนุเคราะห์นาง    แล้วให้

ถวายแก่สงฆ์.     สมัยต่อมา     นางเป็นโรคอย่างหนึ่งตายไปบังเกิดในภพ

ดาวดึงส์.  คำดังกล่าวมาเป็นต้นทั้งหมด     พึงทราบตามนัยที่กล่าวมาแล้ว

ในกถาพรรณนาปฐมวิมานนั้นแล.   ด้วยเหตุนั้น    ท่านพระโมคคัลลานะ

จึงถามว่า

ดูก่อนเทพธิดาผู้ประดับองค์    ทรงมาลัย    ทรง

พัสตราภรณ์อันสวยงาม วิมานตั่งทองของท่านโอฬาร

เร็วดังใจ  ไปได้ตามปรารถนา   ท่านส่องแสงประกาย

คล้ายสายฟ้าแลบลอดหลืบเมฆ        เพราะบุญอะไร

วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้    เพราะบุญอะไร  ผลนี้จึง

สำเร็จแก่ท่าน  และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.

ดูก่อนเทพี   ผู้มีอานุภาพมาก  อาตมาขอถามท่าน

ครั้งเกิดเป็นมนุษย์   ท่านได้ทำบุญอะไร    เพราะบุญ

อะไร   ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้   และวรรณะ

ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.

เทวดาองค์นั้น      ถูกท่านพระโมคคัลลานะถาม

แล้ว  ดีใจ ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผล

อย่างนี้ว่า

นี้เป็นผลของกรรมเล็กน้อยของดิฉันอันเป็นเหตุ

ให้ดีฉันมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้   ครั้งเกิดเป็นมนุษย์

ในหมู่มนุษย์ในชาติก่อน  ในมนุษยโลก   ดีฉันได้พบ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 45

ภิกษุผู้ปราศจากกิเลสดุจธุลี  ผู้ผ่องใส  ไม่หม่นหมอง

ก็เลื่อมใสจึงได้ถวายตั่งแก่ท่านด้วยมือตนเอง  เพราะ

บุญนั้น  วรรณะของดีฉันจึงเป็นเช่นนี้  เพราะบุญนั้น

ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน   และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึง

เกิดแก่ดีฉัน.

ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก     ดีฉันขอบอก

แก่ท่าน    ครั้งเกิดเป็นมนุษย์    ดีฉันได้ทำบุญใด

เพราะบุญนั้น        ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้

และวรรณะของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.

ก็ในคำคาถาที่  ๕   เป็นต้นว่า ปุริมาย  ชาติยา  มนุสฺสโลเก

ในชาติก่อนในมนุษยโลก  นี้  ชาติศัพท์ใช้ในอรรถว่า สังขตลักษณะ  ได้

ในบาลีเป็นต้นว่า  ชาติ  ทฺวีหิ  ขนฺเธหิ  สงฺคหิตา  ชาติจัดเข้ากับขันธ์

๒.   ใช้ในอรรถว่า นิกาย  ได้ในบาลีเป็นต้นว่า  นิคณฺา  นาม  สมณชาติ

นิกาย  [ หมู่ ]   สมณะ  ชื่อนิครนถ์. ใช้ในอรรถว่า  ปฏิสนธิ ได้ในบาลี

เป็นต้นว่า  ย  มาตุกุจฺฉิย  ปม  จิตฺต  อุปฺปนฺน  ปม  วิญฺาณ

ปาตุภูต  ตทุปาทาย  สาวสฺส  ชาติ  ปฐมจิต  ปฐมวิญญาณ   อันใด

เกิดปรากฏในท้องมารดา  ความอาศัยปฐมจิตปฐมวิญญาณอันนั้นเกิดชื่อว่า

ชาติ.  ใช้ในอรรถว่า  ตระกูล ได้ในบาลีเป็นต้นว่า  อกฺขิตฺโต  อนุปกฏฺโ

ชาติวาเทน   เป็นผู้อันเขาไม่คัดค้าน    ไม่รังเกียจ    โดยกล่าวถึงชาติคือ

ตระกูล.  ใช้ในอรรถว่า   ประสูติ    ได้ในบาลีเป็นต้นว่า   สมฺปติชาโต

อานนฺท  โพธิสตฺโต  ดูก่อนอานนท์   พระโพธิสัตว์เกิดแล้ว ณ  เดี๋ยวนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 46

ใช้ในอรรว่า  ภพ  ได้ในบาลีเป็นต้นว่า  เอกปิ    ชาตึ    เทฺวปิ      ชาติโย

ชาติ  [ ภพ ]  ๑  บ้าง  ๒ ชาติ  [ ภพ ]  บ้าง.   แม้ในที่นี้     ชาติศัพท์

พึงเห็นว่า  ใช้ในอรรถว่า  ภพอย่างเดียว.    เพราะฉะนั้น    จึงมีความว่า

ในชาติก่อน  คือในภพก่อน    อธิบายว่า   ในอัตภาพก่อนที่ล่วงมาติดต่อ

กัน   ก็คำนี้เป็นตติยาวิภัตติ  ใช้ในอรรถสัตตมีวิภัตติ.  บทว่า  มนุสฺสโลเก

ได้แก่ ภพ  คือมนุษยโลก  ท่านกล่าวหมายถึงกรุงราชคฤห์.  ในที่นี้ท่าน

ประสงค์เอาโอกาสโลก     ส่วนสัตวโลกท่านกล่าวด้วยบทว่า    มนุสฺเสสุ

นี้แล้ว.

บทว่า  อทฺทส   แปลว่า  เห็นแล้ว    [ พบแล้ว ].    บทว่า   วิรช

ได้แก่  ชื่อว่า  วิรชะ  เพราะท่านปราศจากกิเลสดุจธุลีมีราคะเป็นต้นแล้ว.

บทว่า  ภิกฺขุ  ได้แก่   ชื่อว่า    ภิกษุ    เพราะท่านทำลายกิเลสเสียแล้ว.

ชื่อว่า  วิปปสันนะ  เพราะท่านมีจิตผ่องใส  เหตุไม่มีความขุ่นมัวด้วยกิเลส

ชื่อว่า  อนาวิละ  เพราะท่านมีความดำริไม่หม่นหมอง.   บทต้น  ๆ ในคำ

นี้   เป็นคำกล่าวเหตุของบทหลัง ๆ  ว่า    เพราะเหตุที่ท่านปราศจากกิเลส

ดุจธุลีมีราคะเป็นต้น จึงชื่อว่า ภิกษุ  เพราะทำลายกิเลสเสียแล้ว  เพราะเหตุ

ที่ทำลายกิเลสเสียแล้ว   จึงชื่อว่า   วิปปสันนะ   เพราะไม่มีความขุ่นมัวด้วย

กิเลส  ชื่อว่า  อนาวิละ   เพราะท่านเป็นผู้มีใจผ่องใสแล้ว.    หรือว่า  บท

หลัง ๆ  เป็นคำกล่าวเหตุของบทต้น ๆ.  ชื่อว่า  วิรชะ   เพราะประกอบ

ด้วยความไม่อาลัยในคุณเครื่องเป็นภิกษุ.  จริงอยู่   ภิกษุเป็นผู้ทำลายกิเลส

เสียแล้ว   ชื่อว่า    ภิกษุ     เพราะเป็นผู้ผ่องใสแล้ว.   จริงอยู่   ภิกษุชื่อว่า

เป็นผู้มีใจผ่องใสแล้ว  เพราะไม่มีความขุ่นมัวด้วยกิเลส ชื่อว่า  วิปปสันนะ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 47

เพราะเป็นผู้มีความดำริไม่หม่นหมอง  อีกอย่างหนึ่ง  ท่านกล่าวว่า  วิรชะ

เพราะไม่มีกิเลสดุจธุลี  คือ  ราคะ.   กล่าวว่า    วิปปสันนะ   เพราะไม่มี

ความขุ่นมัวด้วยโทสะ.  กล่าวว่า    อนาวิละ    เพราะไม่มีความเกลือกกลั้ว

ด้วยโมหะ.  กล่าวว่า  ภิกษุ  เพราะท่านผู้เป็นอย่างนี้   ชื่อว่า  ภิกษุ โดย

ปรมัตถ์.  คำว่า  อทาสห  ตัดบทว่า    อทาสึ    อห    เราได้ถวายแล้ว.

บทว่า   ปี   ได้แก่  ตั่งอย่างดี    [ ภัทรบิฐ ]   ที่มีอยู่ในสำนักของดีฉัน

ในครั้งนั้น.  บทว่า  ปสนฺนา ได้แก่ มีจิตเลื่อมใส  เพราะเชื่อในผลกรรม

และเชื่อในพระรัตนตรัย.  บทว่า  เสหิ  ปาณิภิ    ความว่า    ดีฉันไม่ใช้

คนอื่น  จัดตั้งที่ควรน้อมเข้าไปด้วยมือของตนถวาย.

ในคาถานั้น     เทวดาแสดงเขตสมบัติ    ด้วยบทว่า   วิรช   ภิกฺขุ

วิปฺปสนฺนมนาวิล  นี้.  แสดงเจตนาสมบัติ   ด้วยบทว่า  ปสนฺนา  นี้.   แสดง

ประโยคสมบัติ   ด้วยบทว่า  เสหิ  ปาณิภิ  นี้.    อนึ่ง    เทวดาแสดงคุณ

แห่งทาน  ๒  นี้    คือ   ถวายโดยเคารพ    และถวายใกล้ชิด    ด้วยบทว่า

ปสนฺนา  นี้.   แสดงคุณแห่งทาน  ๒  นี้    คือ   ถวายด้วยมือตนเอง    และ

ตามเข้าไปถวาย  ด้วยบทว่า  เสหิ   ปาณิภิ    นี้.    พึงทราบว่า   เทวดา

แสดงคุณแห่งทาน  ๒  นี้   คือ  ทำความยำเกรงถวาย  ถวายตามกาล  เพราะ

เป็นผู้รู้จักเวลานั่ง   ด้วยการลาดผ้าสีเหลือง.   คำที่เหลือมีนัยที่กล่าวมาแล้ว

ในหนหลังทั้งนั้น.

จบอรรถกถาตติยปีฐวิมาน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 48

๔.  จตุตถปีฐวิมาน

ว่าด้วยวิมานตั่งแก้วไฟฑูรย์

[๔]      พระโมคคัลลานะถามว่า

ดูก่อนเทพธิดาผู้มีกายอันประดับแล้ว  ทรงมาลัย

ทรงพัสตราภรณ์อันสวยงามวิมานตั่งแก้วไพฑูรย์ของ

ท่านโอฬาร เร็วดังใจไปได้ตามปรารถนาท่านส่องแสง

ประกายดังสายฟ้าแลบลอดหลืบเมฆ  เพราะบุญอะไร

ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้  เพราะบุญอะไร  ผลนี้จึงสำเร็จ

แก่ท่าน  อนึ่ง โภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดขึ้นแก่ท่าน.

ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก    อาตมาขอถามท่าน

ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญอะไรไว้    เพราะบุญ

อะไร  ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้   และวรรณะ

ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.

เทวดานั้น      อันพระมหาโมคคัลลานะถามแล้ว

ดีใจ        ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผล

อย่างนี้ว่า

นี้เป็นผลกรรมอันน้อยของดีฉันที่เป็นเหตุให้ดีฉัน

มีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้        ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ใน

มนุษยโลกในชาติก่อน   ดีฉันได้เห็นภิกษุผู้ปราศจาก

กิเลสดุจธุลี   ผ่องใส  ไม่ขุ่นมัว  ก็เลื่อมใส  ได้ถวาย

ตั่งแก่ท่านด้วยมือทั้งสองของตน  เพราะบุญนั้น  ดีฉัน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 49

จึงมีวรรณะเช่นนี้    เพราะบุญนั้น   ผลนี้จึงสำเร็จแก่

ดีฉันและโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน.

ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก      ดีฉันขอบอก

ท่าน  ครั้งเกิดเป็นมนุษย์  ดีฉันได้ทำบุญใดไว้   เพราะ

บุญนั้น  ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้  และวรรณะ

ของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.

จบจตุตถปีฐวิมาน

อรรถกถาจตุตถปีฐวิมาน

จตุตถปีฐวิมาน   มีคาถาว่า  ปีนฺเต   เวฬุริยมย  เป็นต้น.  เรื่อง

จตุตถปีฐวิมานแม้นั้น   ก็เกิดขึ้นในกรุงราชคฤห์    เรื่องนั้นพึงทราบตาม

นัยที่กล่าวมาแล้วในทุติยวิมานนั่นแล.   แท้จริง   วิมานแก้วไพฑูรย์  บังเกิด

แก่เทวดาแม้องค์นี้ก็เพราะตั่งที่นางปูลาดด้วยผ้าสีเขียวถวายแล้ว.  คำที่เหลือ

ก็เหมือนเรื่องที่กล่าวมาแล้วในปฐมวิมาน.      ด้วยเหตุนั้น      ท่านพระ-

โมคคัลลานะ  จึงถามว่า

ดูก่อนเทพธิดาผู้ประดับกาย       สวมพวงมาลัย

ทรงพัสตราภรณ์อันสวยงาม     วิมานตั่งแก้วไพฑูรย์

ของท่านโอฬาร     เร็วดังใจ     ไปได้ตามปรารถนา

ท่านส่องแสงประกายคล้ายสายฟ้าแลบลอดหลืบเมฆ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 50

เพราะบุญอะไร         วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนั้น

เพราะบุญอะไร    ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน    และโภคะ

ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.

ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก   อาตมาขอถามท่าน

ครั้งเกิดเป็นมนุษย์  ท่านได้ทำบุญอะไร   เพราะบุญ

อะไร  ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้    และวรรณะ

ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.

เทวดาองค์นั้น       ถูกท่านพระโมคคัลลานะถาม

ดีใจ ครั้นแล้วก็พยากรณ์  [ ตอบ ]   ปัญหาของกรรม

ที่มีผลอย่างนี้ว่า

นี้เป็นผลของกรรมเล็กน้อยของดีฉัน      อันเป็น

เหตุให้ดีฉันมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้     ดีฉันครั้งเกิด

เป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ในชาติก่อนในมนุษยโลก  ได้

พบพระภิกษุผู้ปราศจากกิเลสดุจธุลี    ผู้ผ่องใส    ไม่

หม่นหมอง  ก็เลื่อมใส  จึงได้ถวายตั่งแก่ท่าน  ด้วย

มือของตนเอง.   เพราะบุญนั้น  วรรณะของดีฉันจึง

เป็นเช่นนั้น  เพราะบุญนั้น  ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน

และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน.

ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก   ดีฉันขอบอกแก่

ท่าน  ครั้งเกิดเป็นมนุษย์  ดีฉันได้ทำบุญใด   เพราะ

บุญนั้น     ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้     และ

วรรณะของดิฉันจึงส่องสว่างไปทุกทิศ.


 
หน้าที่ 51-100