พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 301

เปตาน   ปูชา   จ  ถตา   อุฬารา  ความจริงการสรรเสริญว่า   อุฬารา   ก็เป็นการ

ชักชวนด้วยการบูชาบ่อย ๆ ในข้อนี้   ทรงให้อาจหาญด้วยบทคาถานี้ว่า พลญฺจ

ภิกฺขูนมนุปฺปทินฺน.   ความจริง    การเพิ่มกำลังแก่ภิกษุทั้งหลาย    ก็เป็นทาน

อย่างนี้    [อย่างหนึ่ง]   ในข้อนี้.     คำว่า   พลานุปฺปทานตา   เป็นการปลุก

ให้อาจหาญ  ด้วยการเพิ่มอุตสาหะ  แก่พระราชานั้น.  ทรงให้ร่าเริงด้วยบทคาถา

นี้ว่า    ตุมฺเหหิ   ปุญฺ   ปสุต   อนปฺปก.     ความจริงการระบุถึงการประสพ

บุญนั้นเอง  พึงทราบว่า  เป็นการให้เกิดความร่าเริง  ด้วยการพรรณนาคุณตาม

เป็นจริงแก่พระราชานั้นในข้อนี้.

จบเทศนา  การบรรลุธรรมได้มีแก่สัตว์   ๘๔,๐๐๐ ซึ่งสลดใจเพราะการ

พรรณนาโทษแห่งการเข้าถึงปิตติวิสัย   แล้วตั้งความเพียรโดยแยบคาย.   แม้วัน

รุ่งขึ้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงแสดงติโรกุฑฑสูตรนั้นแล  แก่เทวดาและมนุษย์

ทั้งหลาย   การตรัสรู้ธรรมอย่างนั้น  ได้มีถึง ๗ วัน  ด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถาติโรกุฑฑสูตร

แห่ง

อรรถกถาขุททกปาฐะ   ชื่อปรมัตถโชริกา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 302

นิธิกัณฑ์ในขุททกปาฐะ

 

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสอนคฤหบดีอุบาสก ตรัสพระคาถาว่า

[๙]   บุรุษย่อมฝังขุมทรัพย์ไว้ในน้ำลึก   ด้วยคิดว่า

เมื่อกิจที่จำเป็นเกิดขึ้น     ทรัพย์นี้จักเป็นประโยชน์แก่

เรา  เพื่อเปลื้องตนจากราชภัยบ้าง   เพื่อช่วยตนให้พ้น

จากโจรภัยบ้าง  เพื่อเปลื้องหนี้บ้าง   ในคราวทุพภิกข-

ภัยบ้าง    ในคราวคับขันบ้าง   ขุมทรัพย์ที่เขาฝั่งไว้ใน

โลก  ก็เพื่อประโยชน์นี้แล.

ขุมทรัพย์นั้น    ย่อมหาสำเร็จประโยชน์แก่เข้าไป

ทั้งหมด   ในกาลทุกเมื่อที่เดียวไม่   เพราะขุมทรัพย์

เคลื่อนจากที่ไปเสียบ้าง  ความจำของเขาคลาดเคลื่อน

เสียบ้าง  นาคทั้งหลายลักไปเสียบ้าง  ยักษ์ทั้งหลายลัก

ไปเสียบ้าง    ผู้รับมรดกที่ไม่เป็นที่รักขุดเอาไปเมื่อเขา

ไม่เห็นบ้าง    ในเวลาที่เขาสิ้นบุญ    ขุมทรัพย์ทั้งหมด

นั้น  ย่อมสูญไป.

ขุมทรัพย์คือบุญ    ของผู้ใด  เป็นสตรีก็ตาม  เป็น

บุรุษก็ตาม   ฝังไว้ดีแล้วด้วยทาน  ศีล  สัญญมะความ

สำรวม   ทมะความฝึกตน   ในเจดีย์ก็ดี   ในสงฆ์ก็ดี

ในบุคคลก็ดี   ในแขกก็ดี    ในมารดาก็ดี    ในบิดาก็ดี

ในพี่ชายก็ดี.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 303

ขุมทรัพย์นั้น    ชื่อว่าฝังไว้ดีแล้ว  ใคร ๆ ไม่อาจ

ผจญได้     เป็นของติดตามตนไปได้      บรรดาโภคะ

ทั้งหลายที่เขาจำต้องละไป   เขาก็พาขุมทรัพย์คือบุญ

นั้นไป.

ขุมทรัพย์คือบุญ      ไม่สาธารณะแต่ชนเหล่าอื่น

โจรก็ลักไปไม่ได้   บุญนิธิอันใด   ติดตามตนไปได้

ปราชญ์พึงทำบุญนิธิอันนั้น.

บุญนิธินั้น   อำนวยผลที่น่าปรารถนาทุกอย่างแก่

เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. เทวดาและมนุษย์ปรารถนา

นักซึ่งอิฐผลใด ๆ  อิฐผลทั้งหมดนั้น ๆ  อันบุคคลย่อม

ได้ด้วยบุญนิธินี้.

ความมีวรรณะงาม   ความมีเสียงเพราะ    ความมี

ทรวดทรงดี  ความมีรูปงาม  ความเป็นใหญ่ยิ่ง ความ

มีบริวาร อิฐผลทั้งหมดนั้น  อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญ

นิธินี้.

ความเป็นพระราชาเฉพาะประเทศ       ความเป็น

ใหญ่  [คือจักรพรรดิราช]  สุขของพระเจ้าจักรพรรดิที่

น่ารัก     ความเป็นพระราชาแห่งเทวดาในทิพยกายทั้ง

หลาย   อิฐผลทั้งหมดนั้น    อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญ-

นิธินี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 304

สมบัติของมนุษย์    ความยินดีในเทวโลก   และ

สมบัติคือพระนิพพานอันใด    อิฐผลทั้งหมดนั้นอัน

บุคคลย่อมได้  ด้วยบุญนิธินี้.

ความที่บุคคลอาศัยสัมปทา      คุณเครื่องถึงพร้อม

คือมิตรแล้ว ถ้าประกอบโดยอุบายที่ชอบ เป็นผู้ชำนาญ

ในวิชชาแล้วมุตติ  อิฐผลทั้งหมดนั้น   อันบุคคลย่อมได้

ด้วยบุญนิธินี้.

ปฏิสัมภิทา    วิโมกข์    สาวกบารมี    ปัจเจกโพธิ

และพุทธภูมิอันใด  อิฐผลทั้งหมดนั้น   อันบุคคลย่อม

ได้ ด้วยบุญนิธินี้.

บุญสัมปทา  คุณเครื่องถึงพร้อมคือบุญนั้น   เป็น

ไปเพื่อประโยชน์ใหญ่อย่างนี้  เพราะฉะนั้น  บัณฑิต

ผู้มีปัญญา   จึงสรรเสริญความเป็นผู้ทำบุญไว้แล.

 

จบนิธิกัณฑ์ในขุททกปาฐะ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 305

อรรถกถานิธิกัณฑสูตร

เหตุตั้งพระสูตร

นิธิกัณฑสูตรนี้   ข้าพเจ้ายกขึ้นตั้ง  โดยนัยว่า    นิธึ   นิเธติ   ปุริโส

เป็นต้น    ต่อลำดับจากติโรกุฑฑสูตร    บัดนี้    ข้าพเจ้าจักกล่าวเหตุตั้งและจัก

แสดงเหตุเกิดเรื่องแห่งนิธิกัณฑสูตรไว้ในที่นี้แล้ว    จึงจักทำการพรรณนาความ

แห่งนิธิกัณฑสูตรนั้น.

บรรดาเหตุทั้งสองนั้น     ในที่นี้พึงทราบเหตุตั้งนิธิกัณฑสูตรนั้นก่อน.

แท้จริง    นิธิกัณฑสูตรนี้     พระผู้มีพระภาคเจ้า     แม้มิได้ตรัสไว้ตามลำดับนี้

เพราะเหตุที่เป็นสูตรคู่ของติโรกุฑฑสูตร     โดยเป็นเรื่องอนุโมทนา     ฉะนั้น

ข้าพเจ้าจึงยกขึ้นตั้งไว้ในที่นี้.    หรือว่า    พึงทราบว่า   ข้าพเจ้าครั้นแสดงวิบัติ

ของหมู่ชนที่ปราศจากบุญด้วยติโรกุฑฑสูตรแล้ว   จึงยกนิธิกัณฑสูตรนี้ตั้งไว้ใน

ที่นี้   ก็เพื่อแสดงสมบัติของหมู่ชนที่ทำบุญไว้ด้วยสูตรนี้.   เหตุดังนี้กัณฑสูตร

นั้นไว้ในที่นี้มีเท่านี้.

 

เหตุเกิดพระสูตร

นิธิกัณฑสูตรนั้น  มีเหตุเกิดดังนี้.

ได้ยินว่า    ในกรุงสาวัตถี    กุฎุมพีคนหนึ่ง    มั่งคั่ง    มีทรัพย์มาก    มี

โภคะมาก  แต่เขาเป็นคนมีศรัทธาปสาทะ  มีใจปราศจากมลทินคือความตระหนี่

อยู่ครองเรือน.   วันหนึ่ง   เขาถวายทานแก่พระภิกษุสงฆ์   มีพระพุทธเจ้าเป็น

ประมุข  สมัยนั้น    พระราชามีพระราชประสงค์ทรัพย์   จึงทรงส่งราชบุรุษคน

หนึ่งไปที่สำนักเขา   ด้วยพระราชดำรัสสั่งว่า    พนาย    เจ้าจงไปนำกุฎุมพีชื่อนี้


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 306

มา.   ราชบุรุษผู้นั้น   ไปพูดกะกุฎุมพีนั้นว่า   ท่านคฤหบดี   พระราชาขอเชิญ

ท่านกุฎุมพี   มีใจประกอบด้วยคุณมีศรัทธาเป็นต้น   กำลังอังคาสเลี้ยงดูพระภิกษุ

สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข  จึงกล่าวว่า  ไปก่อนเถิดท่านราชบุรุษ  ข้าพเจ้า

จะมาทีหลัง     ข้าพเจ้าจะฝังขุมทรัพย์ในขณะนี้เสียก่อน.    พระผู้มีพระภาคเจ้า

เสวยเสร็จทรงชักพระหัตถ์ออกจากบาตรแล้ว          เพื่อทรงแสดงบุญสัมปทาว่า

นิธิโดยปรมัตถ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า    นิธึ   นิเธติ  ปุริโส  เป็นต้น   เพื่อ

อนุโมทนาแก่กุฎุมพีนั้น.   นิธิกัณฑสูตรนั้น มีเหตุเกิด   ดังกล่าวมานี้.

ข้าพเจ้ากล่าวเหตุตั้ง   และแสดงเหตุเกิดของนิธิ-

กัณฑ์สูตรไว้ในที่นี้แล้ว   จักทำการพรรณนาความของ

นิธิกัณฑสูตรนั้น   ดังต่อไปนี้.

พรรณนาคาถาที่  ๑

บรรดาบทเหล่านั้น     บทว่า   นิธึ   นิเธติ   ปุริโส   ความว่า   ชื่อว่า

นิธิ   เพราะฝังไว้  อธิบายว่า    ตั้งไว้   รักษาไว้.  นิธินั้นมี  ๔  คือ    ถาวรนิธิ

ชงคมนิธิ  อังคสมนิธิ  อนุคามิกนิธิ.   บรรดานิธิ  ๔ นั้น   ทรัพย์ที่ติดพื้นดินก็

ดี  ทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในอากาศก็ดี   เงินก็ดี   ทองก็ดี   นาก็ดี   ที่ดิน  [ปลูกบ้าน]

ก็ดี     ก็หรือทรัพย์เห็นปานนั้น แม้อื่นใดที่เว้น  จากเคลื่อนที่ด้วยตัวเอง  ชื่อว่า

ถาวร มั่นคง ขุมทรัพย์นี้  ชื่อว่า ถาวรนิธิ.  ทาสหญิง ทาสชาย ช้าง โคม้า ลา  แพะ

แกะ ไก่ สุกร  ก็หรือว่า  ทรัพย์เห็นปานนั้น แม้อื่นใด   ที่ประกอบด้วยเคลื่อนที่

ได้ด้วยตัวเอง    ชื่อว่าชังคมะ   เคลื่อนที่ได้   ขุมทรัพย์นี้     ชื่อว่า    ชังคมนิธิ.

พาหุสัจจะความเป็นพหูสูต   อันเป็นบ่อเกิดการงาน   บ่อเกิดศิลปะ.  ที่ตั้งแห่ง

วิทยาการ  ก็หรือว่า  พาหุสัจจะเห็นปานนั้น    แม้อื่นใด  ที่ศึกษาเเล้วศึกษาอีก

ชำนาญติดตัวประหนึ่งอวัยวะใหญ่น้อย   ชื่อว่าอังคสมะ  เสมอด้วยอวัยวะ  ขุม-


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 307

ทรัพย์นี้   ชื่อว่า  อังคสมนิธิ.   บุญที่สำเร็จด้วยทาน   ที่สำเร็จด้วยศีล  ที่สำเร็จ

ด้วยภาวนา.  ที่สำเร็จด้วยการฟังธรรม    ที่สำเร็จด้วยการแสดงธรรม   ก็หรือว่า

บุญเห็นปานนั้น   แม้อื่นใด   ตามด้วยผลที่น่าปรารถนา  ประดุจติดตามไปในที่

นั้น  ๆ  ชื่อว่า  อนุคามิกะ  ติดตามไปได้.  ขุมทรัพย์นี้   ชื่อว่า    อนุคามิกนิธิ.

ส่วนในที่นี้  ทรงประสงค์เอา  ถาวรนิธิ.

บทว่า   นิเธติ    ได้แก่   ตั้งไว้    เก็บไว้    รักษาไว้.     บทว่า   ปุริโส

ได้แก่  มนุษย์.   บุรุษก็ดี   สตรีก็ดี   บัณเฑาะก์ก็ดี   ย่อมฝังขุมทรัพย์ได้ก็จริง

ถึงกระนั้น    ในที่นี้    ก็ทรงทำเทศนา   ด้วยบุรุษเป็นสำคัญ   แต่ว่าโดยอรรถ

พึงเห็นว่าทรงประมวลคนแม้เหล่านั้นไว้ในที่นี้. บทว่า  คมฺภีเร   โอทกนฺติเก

ความว่า   ที่ชื่อว่า    คัมภีระ   เพราะอรรถว่าหยั่งถึงได้     ชื่อว่า   โอทกันติกะ

เพราะเป็นที่มีน้ำเป็นที่สุด. ที่ลึกแต่ไม่มีน้ำเป็นที่สุดก็มี เช่นบ่อลึกชั่ว ๑๐๐ บุรุษ

ณ  พื้นที่ดอน.   ที่มีน้ำเป็นที่สุด   แต่ไม่ลึกก็มี   เช่นบ่อลึกศอกสองศอก ณ ที่

ลุ่มเป็นโคลนตม. ที่ทั้งลึก  ทั้งมีน้ำเป็นที่สุดก็มี  เช่นบ่อที่เขาขุด ณ พื้นที่ดอน

จนกว่าน้ำจักไหลมา ณ บัดนี้.  คำว่า   คมฺภีเร   โอทกนฺติเก   นี้   ตรัสหมาย

ถึงที่ลึก   และมีน้ำเป็นที่สุดนั้น.

 

บทว่า   อตฺเถ  กิจฺเจ   สมุปฺปนฺเน    ความว่า   ชื่อว่า   อัตถะ   เพราะ

ไม่ปราศจากประโยชน์.  ท่านอธิบายว่า  นำมาซึ่งประโยชน์ นำมาซึ่งประโยชน์

เกื้อกูล.  ชื่อว่า   กิจ   เพราะควรทำ.  ท่านอธิบายว่า   กรณียะบางอย่าง   อัน

เกิดขึ้นแล้วนั่นแล   ชื่อว่า  สมุปปันนะ.   ท่านอธิบายว่า   อันตั้งขึ้นแล้วโดย

ความเป็นกิจควรทำ.     คำนี้เป็นการแสดงถึงประโยชน์ของการฝังขุมทรัพย์ว่า

เมื่อกิจที่เป็นประโยชน์นั้นเกิดขึ้นแล้ว  ขุมทรัพย์จักเป็นประโยชน์แก่เรา.  ความ

จริง   บุรุษนั้นฝังขุมทรัพย์ไว้ก็เพื่อประโยชน์อย่างนี้ว่า   เมื่อกรณียะบางอย่างที่


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 308

นำมาซึ่งประโยชน์เกิดขึ้น    ขุมทรัพย์จักเป็นประโยชน์แก่เรา    จักมีเพื่อความ

สำเร็จแห่งกิจของเรานั้น.   เป็นความจริง   ความสำเร็จแห่งกิจนั่นแล  พึงทราบ

ว่าเป็นประโยชน์ของขุมทรัพย์นั้น    เมื่อกิจเกิดขึ้น.

 

พรรณนาคาถาที่  ๒

พระผู้มีพระภาคเจ้า  เมื่อทรงแสดงประโยชน์แห่งการฝังชุมทรัพย์อย่าง

นี้     ครั้นทรงแสดงความประสงค์แห่งการประสพประโยชน์   บัดนี้    เพื่อทรง

แสดงความประสงค์แห่งการหลีกสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์   จึงตรัสว่า

ขุมทรัพย์นี้    จักเป็นประโยชน์แก่เราเพื่อเปลื้อง

ตนจากราชภัยบ้าง     เพื่อช่วยตนให้พ้นจากโจรภัยบ้าง

เปลื้องหนี้บ้าง ในคราวทุพภิกขภัยบ้าง  ในคราวคับขัน

บ้าง.

คาถานั้น    พึงประกอบข้อความตามกำเนิดศัพท์กับบทว่า     สวิสฺสติ

ปโมกฺขาย   ที่ตรัสในคำนี้ว่า   อตฺถาย   เม  ภวิสฺสติ    และว่า    อิณสฺส  เว

ปโมกฺขาย   จึงจะทราบความได้.  ในข้อนั้นประกอบความอย่างนี้ว่า  บุรุษฝัง

ขุมทรัพย์   มิใช่ด้วยประสงค์ว่าจะเป็นประโยชน์แก่เราอย่างเดียวเท่านั้นดอก. ก็

คืออะไรอีกเล่า.  ก็คือบุรุษฝังขุมทรัพย์   ก็ด้วยประสงค์ว่า  จักช่วยเปลื้องเราไห้

พ้นจากราชภัยที่ต้องถูกพวกศัตรูหมู่ปัจจามิตรกล่าวร้าย   โดยนัยอย่างนี้ว่า   ผู้นี้

เป็นโจรบ้าง   เป็นชายชู้บ้าง  หลบหนีภาษีบ้าง  ดังนี้เป็นต้นบ้าง  จักช่วยปล่อย

เราพ้นจากโจรภัย   ที่ถูกพวกโจรเบียดเบียน    ด้วยการลักทรัพย์โดยวิธีตัดช่อง

เป็นต้นบ้าง   โดยการจับเป็นเรียกค่าไถ่ว่าเจ้าจงให้เงินทองเท่านี้ ๆ บ้าง  เจ้าหนี้

จักทวงให้เราชำระหนี้   ก็จักช่วยปลดเราพ้น จากหนี้ที่เจ้าหนี้เหล่านั้นทวงอยู่บ้าง

สมัยที่เกิดทุพภิกขภัย   ข้าวกล้าเสีย   อาหารหายาก   ในสมัยนั้น      จะยังอัตภาพ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 309

ให้เป็นไปด้วยทรัพย์เล็กน้อย ทำไม่ได้ง่ายๆ  ขุมทรัพย์นั้นก็จักช่วยได้ในคราว

ทุพภิกขภัยเช่นนั้น  มาถึงเข้า   ดังนี้บ้าง  จักช่วยได้ในคราวคับขันที่เกิดจากอัคคี-

ภัย  อุทกภัย  ทายาทที่ไม่เป็นที่รัก  ดังนี้บ้าง.

พระผู้มีพระภาคเจ้า      ครั้นทรงแสดงประโยชน์แห่งการเก็บทรัพย์  ๒

อย่าง  ด้วย ๒ คาถา  คือ  ความประสงค์ที่จะพบประโยชน์   และความประสงค์

ที่จะหลีกจากสิ่งที่ไม่ใช่ประโยชน์อย่างนี้แล้ว     บัดนี้     เมื่อจะตรัสย้ำประโยชน์

แม้ทั้ง ๒ นั้นนั่นแลแก่กุฎุมพีนั้น    จึงตรัสว่า     เอตทตฺถาย   โลกสฺมึ   นิธิ

นาม  นิธิยฺยติ   ขุมพรัพย์เขาผังไว้ในโลกก็เพื่อประโยชน์อย่างนี้.

คาถานั้นมีความว่า     ประโยชน์นี้ใด  คือ  การพบประโยชน์และการ

หลีกจากสิ่งที่มิใช่ประโยชน์   ทรงแสดงไว้  โดยนัยเป็นต้นอย่างนี้ว่า    จักเป็น

ประโยชน์แก่เรา  และว่าจักเปลื้องเราซึ่งถูกกล่าวร้ายให้พ้นจากราชภัย. ธรรมดา

ขุมทรัพย์ต่างโดยเงินทองเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง   เขาฝังไว้ตั้งไว้   เก็บงำไว้

ในโอกาสโลกนี้    ก็เพื่อประโยชน์นั้น     คือเพื่อทำกิจเหล่านั้น ให้สำเร็จไป.

 

พรรณนาคาถาที่  ๓

บัดนี้   เพราะเหตุที่ขุมทรัพย์นั้น   แม้เข้าฝังไว้ดีแล้วอย่างนี้    ย่อมให้

สำเร็จประโยชน์ที่ประสงค์แก่ผู้มีบุญเท่านั้น  ไม่สำเร็จประโยชน์แก่คนเหล่าอื่น

ฉะนั้น  เมื่อทรงแสดงประโยชน์จึงตรัสว่า

ขุมทรัพย์ที่เขาฝังไว้เป็นอันดีในที่ลึกมีน้ำเป็นที่

สุดเพียงนั้น  ขุมทรัพย์นั้นหาสำเร็จประโยชน์แก่เขาได้

ทั้งหมดในกาลทุกเมื่อทีเดียวไม่.

คาถานั้น  มีความว่า     แม้ขุมทรัพย์นั้นเขาฝังไว้ดีถึงเพียงนั้น   ท่าน

อธิบายว่า  แม้เขาขุดหลุมเก็บไว้อย่างดีเพียงนั้น   เขาฝังไว้ดีอย่างไร.  เขาฝังไว้


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 310

ในที่ลึกมีนี้เป็นที่สุด  ท่านอธิบายว่าดีตราบเท่าที่นับได้ว่าฝังไว้ในที่ลึกมีน้ำเป็น

ที่สุด.    บทว่า    น   สพฺโพ   สพฺพทาเยว   ตสฺส   ต   อุปกปฺปติ     ความว่า

ขุมทรัพย์ย่อมไม่สำเร็จประโยชน์   ไม่สำเร็จผลแม้ทั้งหมด   ท่านอธิบายว่า   ไม่

สามารถทำกิจตามที่กล่าวมาแล้ว   แก่บุรุษที่ฝังไว้ได้ทุกเวลา.   คืออะไรเล่า  คือ

ว่า  บางครั้งก็สำเร็จประโยชน์   บางครั้งก็ไม่สำเร็จประโยชน์เลย.   ศัพท์ว่า   ต

ในคาถานั้น  พึงเห็นว่าเป็นนิบาต  ลงในอรรถว่าปทปูรณะทำบทให้เต็ม  เช่นใน

ประโยคเป็นต้นอย่างนี้ว่า   ยถา   ต   อปฺปมตฺตสฺส   อาตาปิโน.   หรือว่าท่าน

ทำลิงค์  [เพศศัพท์]  ให้ต่างกัน   เมื่อควรจะกล่าวว่า  โส   ก็กล่าวเสียว่า  ต. จริง

อยู่เมื่อกล่าวอย่างนั้น  ความนั้น  ก็รู้ได้สะดวก.

 

พรรณนาคาถาที่  ๔   และที่  ๕

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ครั้นตรัสว่า    น  สพฺโพ  สพฺพทาเยว  ตสฺส  ต

อุปกปฺปติ    อย่างนี้   บัดนี้      เมื่อจะทรงแสดงเหตุที่ไม่สำเร็จประโยชน์  จึง

ตรัสว่า

เพราะขุมทรัพย์เคลื่อนย้ายจากที่ไปเสียบ้าง  ความ

จำของเขา   คลาดเคลื่อนไปเสียบ้าง   พวกนาคลักไป

เสียบ้าง  พวกยักษ์ลักไปเสียบ้าง   ทายาทผู้รับมรดกที่

ไม่เป็นที่รักขุดเอาไป  เมื่อเขาไม่เห็นบ้าง.

คาถานั้น  มีความว่า  ขุมทรัพย์นั้น    เคลื่อนย้ายออกไปจากที่ ๆ เขาฝัง

ไว้ดีแล้ว    คือ   แม้ไม่มีเจตนาก็ไปที่อื่นได้    โดยเจ้าของสิ้นบุญบ้าง.   ความจำ

ของเขา  คลาดเคลื่อน  คือเขาจำไม่ได้ถึงที่ ๆ  ฝังขุมทรัพย์ไว้บ้าง   พวกนาค  ที่

ความสิ้นบุญของเขาเตือนแล้ว  ยักย้ายขุมทรัพย์นั้น   เอาไปที่อื่นเสียบ้าง   พวก

ยักษ์ลักพาเอาไปตามชอบใจเสียบ้าง    พวกทายาทผู้รับมรดกที่ไม่ชอบกัน  ขุด


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 311

พื้นดินยกเอาขุมทรัพย์นั้นไป   เมื่อเขาไม่เห็นบ้าง.     ขุมทรัพย์นั้น    ไม่สำเร็จ

ประโยชน์แก่เขา  เพราะเหตุมีการเคลื่อนที่เป็นต้นเหล่านั้น    ด้วยประการฉะนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นตรัสเหตุที่ไม่สำเร็จประโยชน์ ซึ่งโลกสมมต

มีการทำให้เคลื่อนที่เป็นต้นอย่างนี้แล้ว   บัดนี้เมื่อทรงแสดงเหตุ   ที่เข้าใจกันว่า

ความสิ้นบุญอย่างหนึ่งอย่างเดียวที่เป็นมูลแห่งเหตุแม้เหล่านั้น    จึงตรัสว่า  ยทา

ปุญฺญกฺขโย   โหติ   สพฺพเมต    วินสฺสติ.

คาถานั้นมีความว่า   สมัยใด  บุญที่ทำโภคสมบัติให้สำเร็จ  สิ้นไป  ก็จะ

ทำสิ่งที่มิใช่บุญ    ที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมแห่งโภคสมบัติ   มีโอกาสตั้งอยู่   สมัย

นั้น  ธนชาตใดมีเงินและทองเป็นต้น   ซึ่งผู้ฝังขุมทรัพย์ฝังไว้แล้ว   ธนชาตนั้น

ทั้งหมด  ก็พินาศหมดสิ้นไป.

พรรณนาคาถาที่  ๖

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นตรัสถึงขุมทรัพย์  ที่แม้บุคคลฝังไว้แล้วด้วย

ความประสงค์นั้น ๆ แต่ก็ไม่สำเร็จประโยชน์ตามที่ประสงค์  ถึงโลกสมมตก็ต้อง

มีอันพินาศไปเป็นธรรมดา   บัดนี้เพื่อทรงแสดงบุญสัมปทาเท่านั้นว่า    เป็นขุม

ทรัพย์โดยปรมัตถ์   เมื่อทรงแสดงนิธิกัณฑสูตรนี้   ที่ทรงเริ่มเพื่ออนุโมทนาแก่

กุฎุมพีนั้น  จึงตรัสว่า

ขุมพรัพย์   ของใด   จะเป็นสตรีก็ตาม   บุรุษก็

ตาม  ชื่อว่าผังไว้ดีแล้ว  ก็ด้วยทาน  ศีล  สัญญมะ และ

ทมะ.

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  ทาน  พึงถือเอาตามนัยที่กล่าวไว้แล้วใน

มงคลข้อที่ว่า   ทานญฺจ    ธมฺมจริยา   นั้น.   บทว่า   สีล   ได้แก่     การไม่ล่วง

ละเมิดทางกายและวาจา    คือ    ศีล  ๕  ศีล  ๘  ศีล  ๑๐   และปาฏิโมกข์สังวรศีล


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 312

เป็นต้น.    ศีลทุกอย่างท่านประสงค์ว่าศีลในที่นี้.     บทว่า  สัญฺญโมได้แก่

ความสำรวม  ท่านอธิบายว่า   การห้ามใจไปในอารมณ์ต่าง ๆ  คำนี้ เป็นชื่อของ

สมาธิ   ที่บุคคลประกอบแล้ว   ท่านเรียกว่าผู้สำรวมสูงสุด   ในบาลีนี้ว่า   หตฺถ-

สญฺโต    ปาทสญฺโต   วาจาสญฺโต  สญฺตุตฺตโม  ผู้สำรวมมือ   สำรวม

เท้า สำรวมวาจา ชื่อว่าผู้สำรวมสูงสุด. อาจารย์อีกพวกกล่าวว่าความสำรวม ท่าน

อธิบายว่า ความระวัง  ความสังวร  คำนี้ เป็นชื่อของอินทรีย์สังวร.    ความฝึกฝน

ชื่อว่า  ทมะ  ท่านอธิบายว่า   การระงับกิเลส     คำนี้เป็นชื่อของปัญญา.    จริงอยู่

ปัญญาในบาลีบางแห่งเรียกว่า   ปัญญา   ในประโยคเป็นต้นอย่างนี้ว่า   สุสฺสูส

ลภเต  ปญฺ    ผู้ฟังด้วยดี  ย่อมได้ปัญญา  บางแห่งท่านเรียกว่า   ธรรมะ   ใน

ประโยคเป็นต้นอย่างนี้ว่า   สจฺจ   ธมฺโม   ธิติ   จาโค  สัจจะ  ธรรมะ  ธิติ   จาคะ

บางแห่งท่านเรียกว่า ทมะ    ในประโยคเป็นต้นอย่างนี้ว่า    ยทิ  สจฺจา  ทมา

จาคา   ขนฺตยาภิยฺโย   น   วิชฺชติ    ผิว่า    ธรรมยิ่งกว่าสัจจะ    ทมะ    จาคะ

ขันติ   ไม่มีไซร้.

บัณฑิตรู้จักทานเป็นต้น  อย่างนี้แล้ว      พึงประมวลมาทราบความแห่ง

คาถานี้  อย่างนี้ว่า  ขุมทรัพย์ที่สำเร็จด้วยบุญของผู้ใด   เป็นสตรีก็ตาม   บุรุษก็

ตาม   เขาจะเอาธรรมะ ๔ เหล่านี้คือ  ทาน  ศีล   สัญญมะ   ทมะที่ฝังไว้ดีแล้ว

ด้วยการทำธรรมทั้ง  ๔  มี  ทานเป็นต้น เหล่านั้นไว้ด้วยดี   ในจิตสันดานเดียว

หรือในวัตถุมีเจดีย์เป็นต้น    เหมือนขุมทรัพย์ที่สำเร็จด้วยธนชาต   เขาก็เอาเงิน

ทอง  มุกดา  มณี   ฝังไว้   ด้วยการใส่เงินทองเป็นต้นเหล่านั้น   ลงในเดียวกัน

ฉะนั้น.

 

พรรณนาคาถาที่  ๗

พระผู้มีพระภาคเจ้า    ครั้นทรงแสดงความที่บุญสัมปทาเป็นขุมทรัพย์

โดยปรมัตถ์    ด้วยคาถานี้ว่า    ยสฺส   ทาเนน    เป็นต้นอย่างนี้แล้ว    เมื่อทรง

แสดงวัตถุที่ขุมทรัพย์อันบุคคลฝังแล้ว   ชื่อว่าฝังไว้อย่างดี   จึงตรัสว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 313

ในเจดีย์ก็ดี  ในสงฆ์ก็ดี         ในบุคคลก็ดี   ในแขก

ก็ดี   ในมารดาก็ดี   ในบิดาก็ดี     ในพี่ชายก็ดี.

ในคาถานั้น    ชื่อว่า เจติยะ   เพราะควรก่อ  ท่านอธิบายว่า ควรบูชา

ชื่อว่า   เจจิยะ    เพราะวิจิตรแล้ว.    เจดีย์นั้นมี  ๓  อย่าง   คือ   บริโภคเจดีย์

อุทิสสกเจดีย์   ธาตุกเจดีย์.

บรรดาเจดีย์ทั้ง  ๓ นั้น  โพธิพฤกษ์ ชื่อว่า  บริโภคเจดีย์   พระพุทธ

ปฎิมา ชื่อว่า   อุทิสสกเจดีย์   พระสถูปที่มีห้องบรรลุพระธาตุ  ชื่อว่า   ธาตุก-

เจดีย์.์

บทว่า  สงฺโฆ    ได้แก่  ผู้ใดผู้หนึ่ง  ในหมู่สงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็น

ประมุข.   บทว่า   ปุคฺคโล   ได้แก่ ผู้ใดผู้หนึ่ง  ในหมู่คฤหัสถ์และบรรพชิต

เป็นต้น.   ชื่อว่า  อติถิ  [แขก]  เพราะเขาไม่มีดิถี  คือมาในวันไหนก็ได้   คำ

นี้เป็นชื่อของแขกผู้มาในขณะนั้น.  คำที่เหลือ  มีนัยที่กล่าวไว้แล้วทั้งนั้น.

บัณฑิตรู้จักเจดีย์เป็นต้นอย่างนี้แล้ว  บัดนี้  พึงทราบความแห่งคาถานี้

อย่างนี้  ขุมทรัพย์นั้นใดตรัสว่า  เป็นอันฝังดีแล้ว    ขุมทรัพย์นั้น  ที่เขาฝังไว้

ในวัตถุเหล่านั้น   ย่อมชื่อว่าฝังไว้ดีแล้ว.  เพราะเหตุไร  เพราะสามารถอำนวย

ผลที่น่าปรารถนาได้ตลอดกาลนาน.   จริงอย่างนั้น   ชนทั้งหลายถวายในพระ-

เจดีย์แม้เล็กน้อย    ย่อมเป็นผู้ได้ผลที่ปรารถนาตลอดกาลนาน   เหมือนอย่างที่

ตรัสไว้ว่า

เอกปุปผว    ทตฺวาน     อสีติกปฺปโกฏิโย

ทุคฺคตึ   นาภิชานามิ            ปุปฺผทานสฺสิท   ผล.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 314

เราถวายดอกไม้ดอกเดียว   ก็ไม่รู้จักทุคคติ   ถึง

แปดสิบโกฏิกัป   นี้ผลของการถวายดอกไม้.

และว่า

มตฺตาสุขปริจฺจาคา   ปสฺเส   เจ   วิปุล   สุข

ถ้าบุคคลพึงเห็นสุขอันไพบูลย์   เพราะสละสุข

พอประมาณไซร้.

พึงทราบการจำแนกผลทาน   แม้ในวัตถุมีพระสงฆ์เป็นต้น     ตามนัยที่

กล่าวไว้แล้วในทักขิณาวิสุทธิสูตรและเวลามสูตรเป็นต้น        ด้วยประการฉะนี้.

อนึ่ง  ทรงแสดงความเป็นไปและความเจริญผลแห่งทาน ในวัตถุมีเจดีย์เป็นต้น

โดยประการใด    ก็พึงปรารภคุณนั้น ๆ  ในที่ทั้งปวง    ตามความประกอบแล้ว

จึงทราบความเป็นไปและความเจริญผลแห่งศีล      ส่วนที่เป็นจารีตศีลวาริตศีล

สัญญมะ ส่วนที่เป็นพุทธานุสสติเป็นต้น  และทมะ ส่วนที่เป็นวิปัสสนา มนสิการ

และการพิจารณาวัตถุนั้น   โดยประการนั้น.

 

พรรณนาคาถาที่  ๘

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นทรงแสดงวัตถุ   ต่างโดยเจดีย์เป็นต้น    ของ

ขุมทรัพย์ที่สำเร็จด้วยบุญ    ซึ่งเขาฝังไว้ด้วยทานเป็นต้น     อย่างนี้แล้ว     บัดนี้

เมื่อทรงแสดงความต่างของขุมทรัพย์นั้น      ที่เขาฝังลงในวัตถุเหล่านั้น      จาก

ขุมทรัพย์ที่ฝังลงในที่ลึกนั้นเป็นที่สุด  จึงตรัสว่า

ขุมทรัพย์    ที่เขาฝังไว้ดีแล้วนั้น     ใคร ๆ ก็ผจญ

ไม่ได้   ติดตานไปได้   ในเนื้อบรรดาโภคะที่จำต้องละ

ไป   เขาก็พาขุมทรัพย์คือบุญไปด้วยได้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 315

ในคาถานั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงขุมทรัพย์ที่ผังไว้ดีแล้วด้วย

ทานเป็นต้นนั้น   ด้วยบทนี้ว่า   ขุมทรัพย์ที่เขาฝังไว้แล้วนั้น.   บทว่า   อเชยฺโย

ได้แก่  คนอื่น ๆ ไม่อาจผจญแล้วเอาไปได้.   ปาฐะว่า    อชยฺโย   ก็มี.   อธิบาย

ว่า  อันใคร ๆ ไม่พึงชนะ   ไม่ควรชนะ   คือผู้ต้องการประโยชน์สุข    ควรก่อ

สร้างเอง.   ก็ในปาฐะนี้    ประกอบความว่า   ขุมทรัพย์นี้    ใคร ๆ ผจญไม่ได้

แล้วแสดงคำถามอีกว่าเพราะเหตุไร จึงสัมพันธ์ความว่า  เพราะเหตุที่ขุมทรัพย์

ที่ฝังไว้แล้วติดตามไปได้.   แต่ความที่ขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ดีแล้ว   โดยประการนอก

นี้เป็นของที่ใคร ๆ ชนะได้  ก็พึงเป็นอันท่านกล่าวไว้แล้ว    แต่ก็หาได้กล่าวไว้

ไม่.   แท้จริง  ขุมทรัพย์นั้น      ที่ฝังไว้ดีแล้ว    อันใคร ๆ  เอาชนะไม่ได้   คือ

ไม่มีใครเอาชนะได้เลย.    ขุมทรัพย์ชื่อว่า    อนุคามิก    เพราะติดตามไปได้

อธิบายว่า   ไม่ละบุคคลแม้กำลังไปปรโลก   ด้วยการอำนวยผลให้ในภพนั้น  ๆ.

ได้ยินว่า   บทว่า    ปหาย   คมนีเยสุ  เอต   อาทาย   คจฺฉติ    นี้    มี

ความอย่างนี้ว่า   เมื่อมรณกาล  ปรากฏขึ้น  บรรดาโภคะทั้งหลายที่จำต้องละไป

เขาก็พาไปได้แต่ขุมทรัพย์คือบุญนี้.  ความนี้ไม่ถูก.  เพราะเหตุไร.  เพราะโภคะ

ทั้งหลายไปไม่ได้  ความจริง  โภคะนั้น ๆ อันมัจจะผู้ต้องตาย พึงละไปเท่านั้น

ไปไม่ได้เลย   แต่คติวิเศษนั้น  ๆ  ต่างหาก   จำต้องไป.   เพราะเหตุที่ถ้าความพึง

มีอย่างนี้ไซร้ ก็พึงกล่าวได้ว่า  บรรดาคติวิเศษทั้งหลายที่จำต้องละโภคทั้งหลาย

ไป  ฉะนั้น   จึงควรทราบความในข้อนี้อย่างนี้ว่า  เมื่อโภคะทั้งหลายจำละมัจจะ

ผู้ต้องต้องไป โดยประการเป็นต้นอย่างนี้ว่า   นิธิ   วา   านา   จวติ   ขุมทรัพย์

เคลื่อนไปจากที่บ้าง   มัจจะผู้ต้องตาย   ก็พาไปได้แต่ขุมทรัพย์คือบุญ   ด้วยว่า

ขุมทรัพย์คือบุญนั้น   ไม่ละมัจจะนั้น   เพราะเป็นทรัพย์ติดตามไปได้.  ในคาถา

นั้น   ผู้ทักท้วงกล่าวว่า   ในบทว่า    คมนีเยสุ  นี้   จะพึงมีความว่า   คนฺตพฺเพสุ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 316

ก็ไม่ใช่ความว่า   คจฺฉนฺเตสุ    คำนั้น   ไม่พึงถือเอาแต่แง่เดียว    เหมือนอย่าง

ว่าในคำว่า  อริยา   นยฺยานิกา   นี้     มีความว่า   นิยฺยนฺตา    ไม่ใช่มีความว่า

นิยฺยาตพฺพา   ฉันใด  แม้ในที่นี้   ก็มีความว่า  คจฺฉนฺเตสุ  ไม่ใช่มีความว่า

คนฺตพฺเพสุ   ฉันนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง  เพราะเหตุที่ผู้นี้  ประสงค์จะให้แก่ใคร ๆ ในเวลาจะตาย

ก็จับต้องโภคะให้ไม่ได้  ฉะนั้น  โภคะเหล่านั้น  อันเขาจำต้องละไปทางกายก่อน

ภายหลัง    จึงจำต้องจากไปทางใจที่หมดหวัง    ท่านอธิบายว่า.   พึงล่วงเลยไป

เพราะฉะนั้น จึงควรเห็นความในข้อนี้อย่างนี้ว่า    บรรดาโภคะทั้งหลายที่จำต้อง

ละไปทางกายก่อน   ภายหลัง   จึงต้องละไปทางใจ.   ในความข้อต้น    สัตตมี-

วิภัตติ   ลงในนิทธารณะว่า  บรรดาโภคะทั้งหลายที่จำต้องละไป   เขาก็นำโภคะ

คือบุญนิธินั้นอย่างเดียวเท่านั้น    ออกจากโภคะทั้งหลาย   พาไป.   ในความข้อ

หลัง   สัตตมีวิภัตติ   ลงในภาวลักขณะ โดยภาวะว่า  ก็โดยภาวะที่โภคะทั้งหลาย

ติดตามไป  ก็ย่อมกำหนดภาวะคือขุมทรัพย์นั้นพาไปด้วยได้.

 

พรรณนาคาถาที่  ๙

พระผู้มีพระภาคเจ้า    ครั้น  ทรงแสดงความต่างของบุญนิธินี้    จากขุม-

ทรัพย์ที่เขาฝังไว้ในที่ลึก   มีน้ำเป็นที่สุด    เมื่อทรงยังอุตสาหะให้เกิดแก่เทดา

และมนุษย์ทั้งหลายในบุญนิธินั้น    ด้วยการพรรณนาคุณบุญนิธิที่ทรงแสดงด้วย

พระองค์อีก    เหมือนพ่อค้าผู้ค้าสินค้าอันโอฬาร    ยังอุตสาหะให้เกิดแก่คนซื้อ

ด้วยการพรรณนาคุณสินค้าของตนฉะนั้น   จึงตรัสว่า

บุญนิธิคือขุมทรัพย์   ไม่สาธารณะแก่ชนเหล่าอื่น

โจรก็ลักไปไม่ได้    บุญนิธิอันใด    ติดตามตนไปได้

ปราชญ์พึงทำบุญนิธิอันนั้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 317

บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า   อสาธารณมญฺเส   แปลว่า  ไม่ทั่วไป

แก่ชนเหล่าอื่น.   ม   อักษร ทำบทสนธิ  เหมือนในประโยคเป็นต้นว่า อทุกฺขม-

สุขาย   เวทนาย   สมฺปยุติตา   ประกอบด้วยเวทนาที่ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข.

นิธิ  อันโจรทั้งหลายลักไปไม่ได้   ชื่อว่า   อโจราหรโณ.   อธิบายว่า   ย่อม

เป็นนิธิ     ที่โจรทั้งหลายลักพาไปไม่ได้.     ชื่อว่า   นิธิ      เพราะเขาฝังไว้.

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ครั้นทรงพรรณนาคุณของบุญนิธิ   ด้วยสองบทต้นอย่างนี้

แล้ว    จากนั้นก็ทรงยังอุตสาหะให้เกิดในบุญนิธินั้นด้วยสองบทหลังจึงตรัสว่า

บุญนิธิอันใด  ติดตามตนไปได้  ปราชญ์พึงทำบุญนิธิอันนั้น.

คาถานั้นมีความว่า       เพราะเหตุที่ธรรมดาบุญนิธิไม่สาธารณะแก่ชน

เหล่าอื่น    และเป็นนิธิที่โจรลักไปไม่ได้.    แต่ก็มิใช่นิธิที่ไม่สาธารณะ    และ

โจรลักไปไม่ได้อย่างเดียวดอก    แท้จริง    ยังเป็นนิธิที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า    นิธิ

นั้น    ฝังไว้ดีแล้ว    อันใคร  ๆ   ผจญไม่ได้     ตามคนไปได้.    นิธิใด   ติดตาม

ในรูปได้  เพราะเหตุที่นิธินั้นเป็นบุญที่อย่างเดียว  ฉะนั้น.   ปราชญ์คือบุคคล

ผู้ถึงพร้อมด้วยพุทธความรู้    ถึงพร้อมด้วยธิติคือปัญญา     พึงทำบำเพ็ญบุญ

ทั้งหลาย.

 

พรรณนาคาถาที่  ๑๐

พระผู้มีพระภาคเจ้า     ครั้นทรงยังอุตสาหะให้เกิดแก่เทวดาและมนุษย์

ทั้งหลาย   ในบุญนิธิ   ด้วยการพรรณนาคุณอย่างนี้แล้ว     บัดนี้   ชนเหล่าใด

อุตสาหะแล้ว   ทำอุตสาหะนั้นให้สำเร็จผล   ด้วยการทำบุญนิธิ   บุญนิธิของชน

เหล่านั้น       ย่อมให้ผลอันใด     เมื่อทรงแสดงผลอันนั้นโดยสังเขป    จึงตรัสว่า

นิธินั้น  ให้ผลที่น่าใคร่ทุกอย่างแต่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 318

บัดนี้   เพราะเหตุที่บุญนิธิ   เนื่องอยู่ด้วยความปรารถนาเป็นเครื่องให้

สิ่งตามปรารถนา  จึงจะเว้นความปรารถนาเสียมิได้   เหมือนที่ตรัสไว้ว่า

ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย   ผู้ประพฤติธรรม ประ-

พฤติสม่ำเสมอ  พึงหวังว่า  โอหนอ  เบื้องหน้าแต่ตาย

เพราะกายแตก.   เราพึงเข้าถึงความเป็นสหายของเหล่า

กษัตริย์มหาศาลไซร้  ข้อที่เขาหวังว่า  เบื้องหน้าแต่ตาย

เพราะกายแตก   เราพึงเข้าถึงความเป็นสหายของเหล่า

กษัตริย์มหาศาล   ก็เป็นฐานะเป็นไปได้.   ข้อนั้นเป็น

เพราะเหตุไร.    เพราะผู้นั้นเป็นผู้ประพฤติธรรม ประ-

พฤติสม่ำเสมอ   อย่างนั้น.  ฯลฯ   เขากระทำให้แจ้ง

เจโตวิมุตติ   ปัญญาวิมุตติ  อันหาอาสวะมิได้ด้วยปัญญา

ยิ่งเองในปัจจุบันแล้วเข้าถึงอยู่.    ข้อนั้น เพราะเหตุไร

เพราะเขาเป็นผู้ประพฤติธรรม   ประพฤติสม่ำเสมอ.

จริงอย่างนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุในธรรมวินัยนี้  ย่อม

เป็นผู้ประกอบด้วยศรัทธา     ประกอบด้วยศีล   สุตะ

จาคะ  ปัญญา ภิกษุนั้นปรารถนาอย่างนี้ว่า     ขอหนอ

เบื้องหน้าแต่ตาย   เพราะกายแตก   เราพึงเข้าถึงความ

เป็นสหายของเหล่ากษัตริย์มหาศาล. ภิกษุนั้นตั้งจิตนั้น

อธิษฐานจิตนั้น  เจริญจิตนั้น.  สังขารปัจจัย เครื่องปรุง

แต่ง  และวิหารธรรมเครื่องอยู่เหล่านั้น      อันภิกษุนั้น

เจริญให้มากอย่างนี้  ทำไห้มากอย่างนี้  ย่อมเป็นไปเพื่อ

เกิดในที่นั้น   อย่างนี้เป็นต้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 319

เพราะฉะนั้น     เนื้อทรงแสดงปริยายแห่งความหวังอย่างนั้น  ๆ    ความ

ปรารถนาที่มีอธิษฐานภาวนาด้วยการตั้งจิตเป็นบริขาร     เหตุในความที่บุญนิธิ

นั้น  ให้ผลที่น่าใคร่ทุกอย่างนั้น   จึงตรัสว่า

เทวดาและมนุษย์    ปรารถนานักซึ่งอิฐผลใด ๆ

อิฐผลทุกอย่างนั้น   อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้.

 

พรรณนาคาถาที่  ๑๑

บัดนี้  ผลนั้นใดทุกอย่าง   อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินั้น

เมื่อทรงแสดงผลนั้นเป็นอย่าง ๆ จึงตรัสคาถาอย่างนี้ว่า ความมีวรรณะงาม ความ

มีเสียงเพราะเป็นต้น.

บรรดาคาถาเหล่านั้น   จะวินิจฉัยในคาถาที่ ๑ ก่อน  ความมีฉวีวรรณ

งาม   ความมีผิวหนังคล้ายทอง  ชื่อว่าความมีวรรณะงามนั้น  บุคคลย่อมได้ด้วย

บุญนิธินั้น.  เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ชาติก่อน  ภพก่อน  กำเนิด

ก่อนตถาคตเกิดเป็นมนุษย์แต่ก่อน     เป็นคนไม่โกรธ

ไม่มากด้วยความคับแค้นใจ ถึงถูกเขาว่ากล่าวมาก ๆ ก็

ไม่ขัดใจ   ไม่โกรธ   ไม่พยาบาท   ไม่ใช้กำลัง   ไม่ทำ

ความกำเริบ โทสะ และความไม่มีเหตุปัจจัยให้ปรากฏ

ทั้งเป็นผู้ให้ผ้าปูลาด   ผ้านุ่งห่มเนื้อละเอียดอ่อน   ผ้า

เปลือกไม้เนื้อละเอียด     ผ้าฝ้ายเนื้อเอียด     ผ้ากัมพล

เนื้อละเอียดแม้อันใด   ตถาคตนั้น   เพราะทำสร้างสม

กรรมนั้น ฯลฯ จุติจากภพนั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้

ย่อมได้มหาปุริสลักษณะนี้คือ   เป็นผู้มีวรรณะดังทอง

มีผิวคล้ายทอง.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 320

ความเป็นผู้มีเสียงดังพรหม   ความเป็นผู้พูดเสียงดังนกการะเวก  ชื่อว่า

ความเป็นผู้มีเสียงเพราะ  ความเป็นผู้มีเสียงเพราะแม้นั้น    อันบุคคลย่อมได้ก็

ด้วยบุญนิธินี้   เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งทลาย  ชาติก่อน  ภพก่อน กำเนิด

ก่อน   ตถาคตเกิดเป็นมนุษย์แต่ก่อน   ละวาจาหยาบ

เว้นขาดจากวาจาหยาบ   กล่าวแต่วาจาไม่มีโทษเป็นสุข

หู  น่ารัก  จับใจ  วาจาชาวเมืองชนเป็นอันมากรักใคร่

พอใจ.   แม้อันใด  เพราะทำสร้างสมกรรมนั้น  ตถาคต

นั้น  จุติจากภพนั้นมาสู่ความเป็นอย่างนี้  ย่อมได้มหา-

ปุริสลักษณะนี้  คือเป็นผู้มีชิวหาใหญ่  มีเสียงดังพรหม

พูดเสียงดังนกการะเวก.

บทว่า  สุสณฺานา ได้แก่ความมีทรวดทรงดี  ท่านอธิบายว่า ความ

ตั้งอยู่แห่งอวัยวะใหญ่น้อย      ในอันที่ควรอิ่มเต็มและกลมโดยความเป็นอวัยวะ

อันอิ่มเต็มสละกลม   เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ชาติก่อน  ภพก่อน  กำเนิด

ก่อน    ตถาคตเกิดเป็นมนุษย์แต่ก่อน   หวังประโยชน์

เกื้อกูล   หวังความผาสุก    หวังความเกษมปลอดจาก

โยคะ   แก่ชนเป็นอันมาก   พึงยังชนเหล่านี้ให้เจริญ

ด้วย   ศรัทธา   ศีล   สุตะ   จาคะ  ปัญญา   พึงให้เจริญ

ด้วยไร่นาทที่ดิน ด้วยสัตว์สองเท้าสี่เท้า ด้วยบุตรภรรยา

ด้วยทาสกรรมกรชาย  ด้วยญาติมิตรพวกพ้องแม้อันใด

เพราะทำสร้างสมกรรมนั้น   ฯลฯ   ตถาคตนั้น  จุติจาก


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 321

ภพนั้นมาสู่ความเป็นอย่างนี้  ย่อมได้มหาปุริสลักษณะ

๓ เหล่านี้คือ มีพระกายครึ่งบนดังสีหะ มีระหว่างพระ-

อังสะ [คือพระอุระ] งาม  และมีพระองค์กลมเสมอ

อย่างนี้เป็นต้น.

บทแห่งพระสูตรทั้งหลาย    ที่ทำให้การได้สำเร็จด้วยบุญนิธินี้   แม้ใน

ที่อื่นจากนี้   ก็พึงนำมาจากที่นั้น ๆ  กล่าวโดยนัยนี้.   แต่เพราะกลัวพิศดารเกิน

ไป  จึงได้แต่สังเขปไว้  บัดนี้   ข้าพเจ้าจักทำการพรรณนาบทที่เหลือ

ทั่วทั้งเรือนร่างพึงทราบว่า   รูป  ในคำว่า   สุรูปตา   นี้.   เหมือนใน

ประโยคเป็นต้นอย่างนี้ว่า   สภาพอันอากาศห้อมล้อม     ย่อมนับว่ารูปทั้งนั้น.

ความที่รูปนั้นดี  ชื่อว่า  ความมีรูปสวย  ท่านอธิบายว่า  ไม่ยาวนัก  ไม่สั้นนัก

ไม่ผอมนัก  ไม่อ้วนนัก    ไม่ดำนัก  ไม่ขาวนัก.    บทว่า   อาธิปจฺจ   ได้แก่

ความเป็นใหญ่   อธิบายว่า   ความเป็นนาย  โดยเป็นกษัตริย์มหาศาลเป็นต้น.

บทว่า  ปริวาโร  ได้แก่ สำหรับคฤหัสถ์  สมบัติคือชนของตนและชนโดยรอบ

สำหรับบรรพชิต   สมบิติคือบริษัท.  ความเป็นใหญ่และความมีบริวาร  ชื่อว่า

ความเป็นใหญ่และมีบริวาร.    ก็บรรดาอิฐผลเหล่านั้นพึงทราบว่า   สมบัติคือ

โภคะ ตรัสด้วยความเป็นใหญ่  สมบัติคือชนของตนและชนโดยรอบ  ตรัสด้วย

ความมีบริวาร.    ด้วยคำว่า   สพฺพเมเตน   ลพฺภติ  พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อม

ทรงแสดงว่า    คำนั้นได้ตรัสว่า  เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายปรารถนาผลใด ๆ

ผลนั้น ๆ ทั้งหมด    อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้   ในคำนั้นอิฐผลมีความมี

วรรณะงามเป็นต้น   ที่ตรัสไว้ส่วนแรกก่อนแม้นี้  พึงทราบว่า   ผลทั้งหมดนั้น

บุคคลได้ด้วยบุญนิธินี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 322

พรรณนาคาถาที่  ๑๒

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ครั้นทรงแสดงสมบัติของเทวดาและมนุษย์  ที่ต่ำ

กว่าสมบัติคือความเป็นพระราชา   ที่บุคคลพึงได้ด้วยบุญญานุภาพ   ด้วยคาถาม

อย่างนี้แล้ว   บัดนี้   เมื่อทรงแสดงสมบัติคือความเป็นพระราชาทั้งสองนั้น    จึง

ตรัสคาถานี้ว่า

ความเป็นพระราชาเฉพาะประเทศ ความเป็นพระ

ราชาผู้ใหญ่      สุขในความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอัน

น่ารัก      แม้ความเป็นพระราชาแห่งเทวดาในหมู่ทิพย์.

อิฐผลทั้งหมดนั้น   อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้.

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า   ปเทสรชฺช  ได้แก่ ความเป็นพระราชา

แห่งประเทศ  ในประเทศหนึ่งๆ แม้แต่ทวีปเดียวไม่ถึงทั้งหมด.   ความเป็นพระ

ราชาผู้เป็นใหญ่   ชื่อว่า  อิสสริยะ.  ทรงแสดงความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิด้วย

บทนี้.  สุขของจักรพรรดิ   ชื่อว่า  จักกวัตติสุข.   บทว่า  ปิย  ได้แก่ น่าปรา-

รถนา  น่าใคร่   น่าพอใจ.  ทรงแสดงความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ   มีมหาสมุทร

ทั้งสี่เป็นขอบเขตด้วยบทนี้.   ความเป็นพระราชาในหมู่เทวดา   ชื่อว่าความเป็น

พระราชาใน  หมู่เทพ.   เป็นอันทรงแสดงความเป็นพระราชาของเทวดาแห่ง

มนุษย์ทั้งหลายมีพระเจ้ามันธาตุราชาเป็นต้นด้วยบทนี้.       ด้วย   บทว่า   อปิ

ทิพฺเพสุ  นี้    ทรงแสดงความเป็นพระราชาของเทวดาแห่งมนุษย์ทั้งหลาย แม้ที่

เกิดในหมู่ทิพย์ทั้งหลาย ที่เรียกกันว่าทิพย์    เพราะมีในภพทิพย์.     ด้วยบทว่า

สพฺพเมเตน    ลพฺภติ    ทรงแสดงว่า    ในคำที่ตรัสไว้ว่า    ย  ย   เทวาภิปตฺ-

เถนฺติ   สพฺพเมเตน  ลพฺภติ      อิฐผลมีความเป็นพระราชาเฉพาะประเทศที่

ตรัสเป็นส่วนที่สองแม้นี้  พึ่งทราบว่า  อิฐผลทั้งหมดนั้น  อันบุคคลย่อมได้ด้วย

บุญนิธินี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 323

พรรณนาคาถาที่  ๑๓

พระผู้มีพระภาคเจ้า    ครั้นทรงแสดงสมบัติคือความเป็นพระราชาของ

เทวดาและมนุษย์     ที่บุคคลพึงได้ด้วยบุญญานุภาพ     ด้วยคาถานี้อย่างนี้แล้ว

บัดนี้  เมื่อทรงทำสมบัติที่ตรัสด้วยสองคาถาไว้ข้างหน้าโดยย่อจะทรงแสดงสมบัติ

คือพระนิพพาน  จึงตรัสคาถานี้ว่า

สมบัติของมนุษย์    ความยินดีอันใดในเทวโลก

และสมบัติคือพระนิพพานใด  ข้อผลทั้งหมดนั้น  อัน

บุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้.

พรรณนาบทของคาถานั้น     มีดังนี้   ชื่อว่า   มานุสี   เพราะเป็นของ

มนุษย์ทั้งหลาย     มานุสีนั่นแล    ชื่อว่า   มานุสีกา.     ความถึงพร้อมชื่อว่า

สมบัติ . โลกของเทวดาทั้งหลาย  ชื่อว่า  เทวโลก.   ในเทวโลกนั้น. บทว่า  ยา

เป็นการถือเอาไม่มีเหลือเลย. ชื่อว่า รติ เพราะยินดีด้วยสมบัติที่เกิดภายในหรือ

เป็นเครื่องอุปกรณ์ภายนอก. คำนี้เป็นชื่อของสุขและวัตถุเครื่องให้มีสุข.  คำว่า

ยา   เป็นคำแสดงความที่ไม่แน่นอน. ศัพท์   มีความว่ารวมกับสมบัติทั้งปวง.

พระนิพพานนั้นแล ชื่อว่า สมบัติคือพระนิพพาน.

ก็การพรรณนาความ    มีดังนี้    ด้วยบทว่า    สุวณฺณตา    เป็นต้น

สมบัติและความยินดีนั้นใด    ตรัสไว้ว่า  มานุสิกา  จ  สมฺปตฺติ   เทวโลเก

จ  ยา   รติ   สมบัติของมนุษย์    และความยินดีใดในเทวโลก.    สมบัติและ

ความยินดีนั้นทั้งหมด   และสมบัติคือพระนิพพาน  ที่บุคคลพึงบรรลุโดยเป็น

พระอริยบุคคล   ที่เป็นสัทธานุสารีเป็นต้น  อื่น ๆ    อิฐผลดังกล่าวมานี้ที่ตรัส

เป็นที่สาม     พึงทราบว่า     อิฐผลทั้งหมดนั้นอันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้.

อีกนัยหนึ่ง     สมบัติของมนุษย์อันใด     ที่มิได้ตรัสไว้ก่อนด้วยอิฐผลมีความ

มีวรรณะงามเป็นต้น      และต่างโดยความรู้ความฉลาดเป็นต้น     ซึ่งท่านแสดง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 324

ไว้ โดยนัยอย่างนี้ว่า    ผู้กล้า   มีสติ    การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรรม

วินัยนี้   เป็นต้น   ความยินดีในฌานเป็นต้น   ในเทวโลกอย่างอื่นใดอีก   และ

นิพพานสมบัติ   ตามที่กล่าวแล้วอันใด   อิฐผลดังว่ามาแม้นี้   ตรัสไว้เป็นส่วน

ที่สามพึงทราบว่า  อิฐผลทั้งหมดนั้น  อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้.  พึงทราบ

การพรรณนาความในข้อนี้   ด้วยประการฉะนี้.

 

พรรณนาคาถาที่  ๑๔

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงนิพพานสมบัติที่พึงได้ด้วยปัญญานุ-

ภาพ  และที่พึงบรรลุโดยความเป็นพระอริยบุคคลมีเป็นสัทธานุสารีเป็นต้น ด้วย

คาถานี้    อย่างนี้แล้ว   บัดนี้    เมื่อทรงแสดงนิพพานนั้น และอุบายแห่งนิพพาน

นั้น  โดยความเป็นผู้ชำนาญในวิชชา ๓ และอุภโตภาควิมุตติ   จึงตรัสคาถานี้ว่า

ความที่บุคคลถ้าอาศัยมิตตสัมปทาประกอบความ

เพียรโดยอุบายแยบคาย     เป็นผู้ชำนาญ ในวิชชาและ

วิมุตติ  อิฐผลทั้งหมดนั้น  อันบุคคลย่อมได้  ด้วยบุญ

นิธินี้.

พรรณนาบทของคาถานั้น  มีดังนี้ว่า  ชื่อว่า  สัมปทาเพราะเป็นเครื่อง

สำเร็จผล   คือถึงความเจริญแห่งคุณสัมปทา   คือมิตร  ชื่อว่ามิตรสัมปทา.   ซึ่ง

มิตรสัมปทานั้น.  บทว่า   อาคมฺม   แปลว่า  อาศัย.  บทว่า  โยนิโส  ได้แก่

โดยอุบาย.  บทว่า  ปยุญฺชโต ได้แก่ ทำความขยันประกอบ.  ชื่อว่า  วิชชา

เพราะเป็นเครื่องรู้แจ้ง.  ชื่อว่า วิมุตติ  เพราะเป็นเครื่องหลุดพ้น   หรือหลุดพ้น

เอง.  ทั้งวิชชาทั้งวิมุตติ  ชื่อว่า  วิชชาและวิมุตติ.  ความเป็นผู้ชำนาญ  ในวิชชา

และวิมุตติชื่อว่า  วิชชาวิมุตติวสีภาวะ.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 325

ส่วนการพรรณนาความ  มีดังต่อไปนี้

ความที่บุคคลอาศัยมิตรสัมปทา  คืออาศัยพระศาสดาหรือสพรหมจารีผู้

เป็นที่ดังแห่งความเคารพท่านใดท่านหนึ่ง  รับโอวาทและอนุศาสนีจากท่านแล้ว

ประกอบโดยอุบายแยบคาย  ด้วยการปฏิบัติตามที่ท่านสอน  เป็นผู้ชำนาญ   ใน

วิชชา  ๓  มีบุพเพนิวาสญาณเป็นต้น      และในวิมุตติที่ต่างโดยสมาบัติ ๘  และ

พระนิพพาน   ที่มาอย่างนี้ว่า   ในธรรมเหล่านั้น   วิมุตติคืออะไร   คือความ

หลุดพ้นอันยิ่งแห่งจิตและนิพพาน    โดยอรรถว่า    ไม่ชักช้าโดยประการนั้น ๆ

นี้ใด    ผลที่ตรัสเป็นส่วนที่   แม้นี้   พึงทราบว่าอิฐผลทั้งหมดนั้นอัน บุคคล

ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้.

 

พรรณนาคาถาที่  ๑๕

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ครั้นทรงแสดงนิพพานสมบัติที่พึงได้ด้วยอานุภาพ

แห่งบุญอันเป็น ส่วนแห่งความเป็นผู้ชำนาญในวิชชาและวิมุตติที่กล่าวมาก่อน

แล้ว   ที่พึงบรรลุแม้โดยอำนาจแห่งไตรวิชชา   และอุภโตภาควิมุตติ   ด้วยคาถา

นี้อย่างนี้แล้ว    บัดนี้     เพราะเหตุที่ท่านถึงความเป็นผู้บรรลุความเป็นผู้ชำนาญ

ในวิชชาและวิมุตติ      แม้เป็นผู้มีวิชชา   ๓    และหลุดพ้นแล้ว  โดยส่วน   ๒

[คือ  เจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ ]  ท่านเหล่านั้น   มิใช่ได้ความเจริญแห่งคุณมี

ปฏิสัมภิทาเป็นต้นไปทั้งหมด    แต่ความเจริญแห่งคุณ    อันบุคคลย่อมได้ด้วย

บุญสัมปทานี้   แม้ที่ทำแล้วโดยประการนั้น ๆ  โดยเป็นปทัฏฐานแห่งวิมุตตินั้น

ฉะนั้น   เมื่อทรงแสดงความเจริญแห่งคุณแม้นั้น  จึงตรัสคาถานี้ว่า

ปฏิสัมภิทา   วิโมกข์    สาวกบารมี   ปัจเจกโพธิ

และพุทธภูมิอันใด  อิฐผลทั้งหมดนั้นอันบุคคลย่อมได้

ด้วยบุญนิธินี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 326

เพราะเหตุว่า  ปัญญานี้ใด  ที่ถึงความแตกฉานในธรรม  อรรถ  นิรุตติ

และปฏิภาณ ท่านเรียกว่า  ปฏิสัมภิทา  วิโมกข์ ๘ เหล่านี้ใด  โดยนัยว่า  ผู้มีรูป

ย่อมเห็นรูป   เป็นต้น.  สาวกบารมีนี้ใด  ที่ให้สำเร็จสาวกสมบัติ   อันพระสาวก

ทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้า    พึงบรรลุ.   ปัจเจกพุทธโพธิใด   ที่ให้สำเร็จ

ความเป็นพระสยัมภู   และพุทธภูมิใด   ที่ให้สำเร็จความเป็นผู้สูงสุดแห่งสรรพ-

สัตว์  อิฐผลที่ตรัสเป็นส่วนที่ ๕ แม้นี้พึงทราบว่า  อิฐผลทั้งหมดนั้น   อันบุคคล

ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้   ซึ่งเขาทำแล้วโดยชอบ.

 

พรรณนาคาถาที่ ๑๖

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นทรงแสดงผลที่ตรัสไว้ว่า   เทวดาและมนุษย์

ทั้งหลาย ปรารถนาอิฐผลใด ๆ อิฐผลทั้งหมดนั้น  อันบุคคลย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้

เป็นอย่าง ๆ ไปด้วยคาถา  ๕  คาถาเหล่านั้นอย่างนี้แล้ว   บัดนี้   เมื่อทรงสรรเสริญ

บุญสัมปทา    ที่เข้าจักนี้ว่าเป็นนิธิที่อำนวยผลที่น่าปรารถนาทุกอย่างนี้  ทั้งหมด

จึงทรงจบเทศนาด้วยคาถานี้ว่า

บุญสัมปทานนี้มีประโยชน์มากอย่างนี้  เพราะฉะนั้น

บัณฑิตผู้มีปัญญา   จึงสรรเสริญความเป็นผู้ทำบุญไว้แล้ว.

พรรณนาบทแห่งคาถานั้น    ดังนี้.   บทว่า  เอว   เป็นคำแสดงความที่

ล่วงแล้ว.   ชื่อว่า   มหัตถิกา   เพราะมีประโยชน์มาก.   ท่านอธิบายว่า   เป็น

ไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่.   ปาฐะว่า   มหิทฺธิกา   ดังนี้ก็มี.   บทว่า   เอสา

เป็นคำอุเทศ  [กระทู้]   ยกบุญสัมปทา  ที่ตรัสตั้งต้น  แต่บทนี้ว่า  ยสฺส  ทาเนน

สีเลน  จนถึงบทว่า   กยิราถ   ธีโร  ปุญฺานิ   ด้วยคำอุเทศนั้น.   ศัพท์ว่า

ยทิท  เป็นนิบาต   ลงในอรรถทำให้พร้อมหน้ากัน. เพื่อทรงอธิบายบทอุเทศที่

ทรงยกขึ้นว่า  เอสา  จึงทรงทำให้พร้อมหน้ากันว่า  ยา  เอสา   ด้วยศัพท์นิบาต

ว่า ยทิท  นั้น.  ความถึงพร้อมแห่งบุญทั้งหลาย  ชื่อว่าบุญสัมปทา.  บทว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 327

ตสฺมา  เป็นคำแสดงเหตุ.  บทว่า  ธีรา  ได้แก่ ผู้มีปัญญา.  บทว่า  ปสสนฺติ

แปลว่า  สรรเสริญ.  บทว่า  ปณฺฑิตา  ได้แก่ ผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา.  บทว่า

กตปุญฺต   แปลว่า   ความเป็นผู้ทำบุญไว้แล้ว.

ส่วนการพรรณนาความมีดังนี้ว่า     พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงสรร-

เสริญบุญนิธิมีความเป็นผู้มีพรรณะงามเป็นต้น     มีพุทธภูมิเป็นที่สุด    ซึ่งพอ

ที่บุคคลจะพึงบรรลุได้ด้วยอานุภาพแห่งบุญสัมปทา    ดังนี้แล้ว    บัดนี้     เมื่อ

ทรงประมวลแสดงตามข้อนั้นนั่นแล  เมื่อทรงยกความที่บุญสัมปทา ตามที่กล่าว

แล้วมีประโยชน์มาก   ด้วยความนั้นนั่นแหละ   จึงตรัสว่า   ข้อที่บุญสัมปทาซึ่ง

เราแสดงโดยนัยว่า   ยสฺส  ทาเนน   สีเลน   อย่างนี้    เพราะฉะนั้น    บัณฑิต

ผู้มีปัญญา  เช่นเราจึงสรรเสริญความเป็นผู้ทำบุญไว้แล้ว   ซึ่งมีอาการและโวการ

คือขันธ์มาก   ด้วยคำที่กล่าวในที่นี้มีว่า   นิธิไม่สาธารณะแก่คนอื่น ๆ   อันโจร

ลักไปไม่ได้เป็นต้น    และที่ไม่ได้กล่าวไว้  [ในทีนี้]  มีว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

พวกเธออย่ากลัวบุญเลย    คำว่าบุญเป็นชื่อของความสุข   ดังนี้เป็นต้น  ด้วยคุณ

ตามที่เป็นจริง   เพราะไม่คร้านในการแสดงธรรม   อันนำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่

สัตว์ทั้งหลาย   มิใช่สรรเสริญด้วยเข้าข้างพรรคพวกตน.

จบเทศนา   อุบาสกนั้น   ก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลพร้อมด้วยชนเป็นอัน

มาก   และเขาก็เข้าเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลความข้อนั้น.  พระราชาทรง

ยินดีอย่างเหลือเกิน   ทรงชมว่า  ดีจริง   คฤหบดี   ดีจริงแล   คฤหบดี  ท่านฝัง

ขุมทรัพย์   ที่แม้เราก็นำไปไม่ได้   ได้ทรงทำการบูชาเป็นอย่างมากแก่อุบาสกผู้

นั้นแล.

จบอรรกถานิธิกัณฑสูตร

แห่ง

อรรถกถาขุททกปาฐะ   ชื่อปรมัตถโชติกา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 328

เมตตสูตร

ว่าด้วยการแผ่เมตตาในสัตว์ทั้งปวง

พระผู้มีพระภาคเจ้า    ตรัสสอนพวกภิกษุผู้อยู่ป่าว่า

[๑๐]   กิจนั้นใด   อันพระอริยะบรรลุบทอันสงบ

ทำแล้ว   กิจนั้นอันกุลบุตรผู้ฉลาดพึงทำ

กุลบุตรนั้น  พึงเป็นผู้อาจหาญ ตรงและตรงด้วยดี

พึงเป็นผู้ว่าง่าย  อ่อนโยน  ไม่มีอติมานะ

พึงเป็นผู้สันโดษ    เลี้ยงง่าย    เป็นผู้มีกิจน้อย

ประพฤติเบากายจิต

พึงเป็นผู้มีอินทร์สงบ   มีปัญญารักษาตัว   เป็น

ผู้ไม่คะนอง  ไม่ติดในสกุลทั้งหลาย

วิญญูชนติเตียนชนทั้งหลายอื่นได้      ด้วยกรรม

ลามกอันได้  ก็ไม่พึงประพฤติกรรมอันลามกนั้น

พึงแผ่ไมตรีจิตไปในหมู่สัตว์ว่า  ขอสัตว์ทั้งปวง

จงเป็นผู้มีสุข  มีความเกษม   มีตนถึงความสุขเถิด

สัตว์มีชีวิตทั้งหลาย  เหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่   ยัง

เป็นผู้สะดุ้ง [มีตัณหา]  หรือเป็นผู้มั่นคง  [ไม่มีตัณหา]

ทั้งหมดไม่เหลือเลย.

เหล่าใดยาวหรือใหญ่   ปานกลางหรือนั้น   ผอม

หรืออ้วน.

เหล่าใดที่เราเห็นแล้ว    หรือมิได้เห็น   เหล่าใด

อยู่ในที่ไกลหรือไม่ไกล    ที่เกิดแล้ว    หรือที่แสวงหา

ภพเถิด.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 329

ขอสัตว์ทั้งปวงเหล่านั้น  จงเป็นผู้มีตนถึงความสุข

เถิด.

สัตว์อื่นไม่พึงข่มเหงสัตว์อื่น ไม่พึงดูหมิ่นอะไร ๆ

เขา ไม่ว่าในที่ไร ๆ เลย    ไม่พึงปรารถนาทุกข์แก่กัน

และกัน    เพราะความกริ้วโกรธ     และเพราะความคุม

แค้น.

มารดาถนอมบุตรคนเดียวผู้เกิดในตน  ด้วยชีวิต

ฉันใด   พึงเจริญเมตตามีในใจไม่มีประมาณ    ในสัตว์

ทั้งปวง  แม้ฉันนั้น.

พึงเจริญเมตตามีในใจไม่มีประมาณ   ในโลก

ทั้งปวง ทั้งเบื้องบน  เบื้องล่าง  เบื้องขวาง  เป็นธรรม

อันไม่คับแค้น   ไม่มีเวร  ไม่มีศัตรู.

ผู้เจริญเมตตานั้น  ยืนก็ดี   เดินก็ดี  นั่งก็ดี   นอน

ก็ดี    เป็นผู้ปราศจากความง่วงนอน  [คือไม่ง่วงนอน]

เพียงใด   ก็พึงตั้งสตินั้นไว้เพียงนั้น.

ปราชญ์ทั้งหลายเรียกการอยู่นี้ว่า    พรหมวิหาร

ในพระศาสนานี้.

มีเมตตา  ไม่เข้าถึงทิฏฐิ [สักกายทิฏฐิ]  เป็นผู้

มีศีล  ถึงพร้อมด้วยทัสสนะ  [สัมมาทิฏฐิในโสดาปัตติ

มรรค]  นำความหมกมุ่นในกามทั้งหลายออกไปได้  ก็

ย่อมไม่เข้าถึงการนอนในครรภ์อีก    โดยแท้แล.

จบเมตตสูตร


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 330

อรรถกถาเมตตสูตร

ประโยชน์ของการตั้งสูตร

บัดนี้   ถึงลำดับการพรรณนาความของเมตตสูตร  ซึ่งยกตั้งไว้ในลำดับ

ต่อจากนิธิกัณฑสูตร. ในที่นี้  ข้าพเจ้าจักกล่าวประโยชน์ของการตั้งเมตตสูตรนั้น

แล้ว   ต่อจากนั้น พึงทราบการชี้แจงบทเหล่านั้นว่า  เมตตสูตรนั้นผู้ใดกล่าว กล่าว

เมื่อใด  กล่าวที่ใดและกล่าวเพราะเหตุใด  ชำระนิทานแล้วจึงจักทำการพรรณนา

ความของเมตตสูตรนั้น.

ในเมตตสูตรนั้น    เพราะเหตุที่ตรัสบุญสัมปทามีทาน   ศีลเป็นต้นด้วย

นิธิกัณฑสูตร.  เมื่อบุคคลทำเมตตาในสัตว์ทั้งหลาย  บุญสัมปทานั้น   ย่อมมีผล

มาก    จนถึงสามารถให้บรรลุพุทธภูมิได้    ฉะนั้น   ข้าพเจ้าจึงยกเมตตสูตรขึ้น

ตั้งในที่นี้   เพื่อแสดงว่าเมตตาเป็นอุปการะแก่บุญสัมปทานั้น     หรือเพราะเหตุ

ข้าพเจ้าครั้นแสดงกรรมฐานอันสามารถละโทสะ.   ด้วยทวัตติงสาการ    สำหรับ

ชนทั้งหลาย      ผู้นับถือพระศาสนาด้วยสรณะแล้วตั้งอยู่ในศีลด้วยสิกขาบททั้ง

หลาย    และสามารถละโมหะด้วยกุมารปัญหา  จึงแสดงว่าความประพฤติสรณะ

เป็นต้นนั้น  เป็นมงคลและรักษาตนเองด้วยมงคลสูตร    แสดงการรักษาผู้อื่นอัน

เหมาะแก่มงคลนั้นด้วยรัตนสูตร      แสดงการเห็นภูตบางพวกในบรรดาภูต

ทั้งหลายที่กล่าวไว้ในรัตนสูตร      และความวิบัติของเหล่าชนที่ประมาทในบุญ

สมบัติ   ดังที่กล่าวแล้ว   ด้วยติโรกุฑฑสูตร    และแสดงสมบัติอันเป็นปฏิปักษ์

ต่อวิบัติที่กล่าวไว้ในติโรกุฑฑสูตร  ด้วยนิธิกัณฑสูตร   แต่ยังมิได้แสดงกรรม-

ฐานที่สามารถละโทสะ    ฉะนั้น    เพื่อแสดงกรรมฐานอันสามารถละโทสะนั้น

ข้าพเจ้าจึงยกเมตตสูตรนี้ขึ้นตั้งในที่นี้.  เมื่อเป็นดังนั้น  ขุททกปาฐะ   จึงย่อมจะ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 331

บริบูรณ์ด้วยดี    ข้อที่กล่าวมาดังนี้    เป็นประโยชน์แห่งการตั้งเมตตสูตรนั้นไว้

ในที่นี้.

 

การชำระนิทาน

บัดนี้  ข้าพเจ้ายกมาติกาหัวข้อนี้ใดไว้ว่า

พึงทราบการชี้แจงบทเหล่านี้ว่า  เมตตสูตรนี้ผู้ใด

กล่าว  กล่าวเมื่อใด  กล่าวที่ใด     และกล่าวเพราะเหตุ

ใด  ข้าพเจ้าชำระนิทานแล้วจึงจักทำการพรรณนาความ

แห่งเมตตสูตรนั้น   ดังนี้.

ในมาติกาหัวอันนี้     พึงทราบการชี้แจงบทเหล่านั้นและการชำระนิทาน

โดยสังเขปอย่างนี้ก่อนว่า   เมตตสูตรนี้    พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เดียวตรัส

พระสาวกเป็นต้น มิได้กล่าว.  ก็แต่ว่า   เมื่อใด  ภิกษุทั้งหลายถูกเทวดาทั้งหลาย

รบกวนข้างภูเขาหิมวันต์    จึงพากันมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า   เมื่อนั้น  พระผู้มี

พระภาคเจ้าจึงตรัสเมตตสูตรนั้น      เพื่อป้องกันและเพื่อเป็นกรรมฐานสำหรับ

ภิกษุเหล่านั้น.

ส่วนโดยพิศดาร  พึงทราบอย่างนี้.

สมัยหนึ่ง    ใกล้ดิถีเข้าจำพรรษา    พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่กรุง

สาวัตถี.  สมัยนั้น    ภิกษุทั้งหลายจากชาวเมืองต่าง ๆ จำนวนมาก  รับกรรมฐาน

ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  ประสงค์จะเข้าจำพรรษาใน  ที่นั้น ๆ จึงเข้าเฝ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้า     ได้ยินว่าสมัยนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้า    ตรัสกรรมฐาน

ทั้งหลายที่อนุกูลแก่จริตจำนวน  ๘๔,๐๐๐ ประเภท  โดยนัยนี้คือ  อสุภกรรม-

ฐาน  ๑๑  อย่าง   คือ  อสุภที่มีวิญญาณและไม่มีวิญญาณ   สำหรับคนราคจริต,

กรรมฐานมีเมตตากรรมฐานเป็นต้น  ๔ อย่าง สำหรับคนโทสจริต,   กรรมฐาน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 332

มีมรณัสสติกรรมฐานเป็นต้นสำหรับคนโมหจริต,       กรรมฐานมีอานาปานัสสติ

และปฐวีกสิณเป็นต้นสำหรับคนวิตกจริต,    กรรมฐานมีพุทธานุสสติกรรมฐาน

เป็นต้นสำหรับคนสัทธาจริต,      กรรมฐานมีจตุธาตุววัตถานกรรมฐานเป็นต้น

สำหรับคนพุทธิจริต.

ลำดับนั้น   ภิกษุประมาณ   ๕๐๐  รูป  เรียนกรรมฐานในสำนักพระผู้มี-

พระภาคเจ้า    กำลังแสวงหาเสนาสนะที่เป็นสัปปายะและโคจรคาม   เดินไปตาม

ลำดับ   ได้พบภูเขา  พ้นศิลาคล้ายมณีสีคราม   ประดับด้วยราวป่าสีเขียวมีร่มเงา

ทีบเย็น   มีภูมิภาคเกลื่อนด้วยทรายเสมือนแผ่นเงินข่ายมุกดา   ล้อมด้วยชลาลัย

ที่สะอาดเย็นดี    ติดเป็นพืดเดียวกับป่าหิมวันต์    ในปัจจันตประเทศ.    ภิกษุ

เหล่านั้น    พักอยู่คืนหนึ่ง ณ ที่นั้น   เมื่อราตรีรุ่งสว่างทำสรีรกิจแล้ว  ก็พากันเข้า

ไปบิณฑบาตยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งใกล้ ๆ  นั้นเอง    หมู่บ้านประกอบด้วยตระกูล

,๐๐๐  ตระกูล ซึ่งอาศัยอยู่กันหนาแน่นในหมู่บ้านนั้น  มนุษย์ทั้งหลายมีศรัทธา

ปสาทะ     พวกเขาเห็นภิกษุทั้งหลายเท่านั้น ก็เกิดปีติโสมนัส     เพราะการเห็น

บรรพชิตในปัจจันตประเทศหาได้ยาก  นิมนต์ภิกษุเหล่านั้นให้ฉันแล้ว   ก็วอน

ขอว่า   ท่านเจ้าข้า  ขอท่านอยู่ในที่นี้ตลอดไตรมาสเถิด    แล้วช่วยกันสร้างกุฏิ

สำหรับทำความเพียร ๕๐๐ หลัง      จัดแจงเครื่องอุปกรณ์ทุกอย่าง   มีเตียง  ตั่ง

หมอน้ำฉัน  น้ำใช้เป็นต้น  ณ ที่นั้น.

วันรุ่งขึ้น  ภิกษุทั้งหลายเข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้านตำบลอื่น.   ในหมู่

บ้านแม้นั้น     มนุษย์ทั้งหลาย   ก็บำรุงอย่างนั้นเหมือนกัน    อ้อนวอนให้อยู่จำ

พรรษา.  ภิกษุทั้งหลายรับนิมนต์โดยมีเงื่อนไขว่า  เมื่อไม่มีอันตราย  จึงพากัน

เข้าไปยังราวป่านั้น    เป็นผู้ปรารภความเพียรตลอดทั้งกลางคืนกลางวัน ตีระฆัง

บอกยาม  เป็นผู้มากด้วยโยนิโสมนสิการอยู่จึงเข้าไปนั่งที่โคนไม้.  รุกขเทวดาทั้ง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 333

หลาย   ถูกเดชของเหล่าภิกษุผู้ศีลกำจัดเดชเสียแล้ว    ก็ลงจากวิมานของตน  ๆ

พาพวกลูก  ๆ เที่ยวระหกระเหินไป เปรียบเหมือนเมื่อพระราชา  หรือราชมหา-

อมาตย์   ไปยังที่อยู่ของชาวบ้าน  ยึดโอกาสที่ว่างในเรือนทั้งหลาย  ของพวกชาว

บ้าน    พวกชาวบ้านก็ต้องออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น   ก็ได้แต่มองดูอยู่ไกล  ๆ

ด้วยหวังว่า  เมื่อไรหนอ  ท่านจึงจักไปกัน  ฉันใด   เทวดาทั้งหลายต้องละทิ้ง

วิมานของตน ๆ กระเจิดกระเจิงไป  ได้แต่มองดูอยู่ไกล ๆ ด้วยหวังว่า   เมื่อไร

หนอ  ท่านจึงจักไปกัน  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.  แต่นั้น  เทวดาทั้งหลายก็ร่วมคิด

กันอย่างนี้ว่า  ภิกษุทั้งหลาย   เข้าพรรษาแรกแล้ว   จักอยู่กันตลอดไตรมาสแน่

แต่พวกเราไม่อาจจะพาพวกเด็กอยู่อย่างระหกระเหินได้นาน  ๆ    เอาเถิด

พวกเราจักแสดงอารมณ์ที่น่ากลัวแก่ภิกษุทั้งหลาย.   เทวดาเหล่านั้น   จึงเนรมิต

รูปยักษ์ที่น่ากลัว  ยืนอยู่ข้างหน้า ๆ  เวลาภิกษุทั้งหลายทำสมณธรรมตอนกลาง

คืน   และทำเสียงที่น่าหวาดกลัว    เพราะเห็นรูปเหล่านั้น    และได้ยินเสียงนั้น

หัวใจของภิกษุทั้งหลาย   ก็กวัดแกว่ง   ภิกษุเหล่านั้น   มีผิวเผือดและเกิดเป็น

โรคผอมเหลือง   ด้วยเหตุนั้น ภิกษุเหล่านั้นจึงไม่อาจทำจิตให้มีอารมณ์เดียวได้

เมื่อจิตไม่มีอารมณ์เดียวสลดใจบ่อย ๆ เพราะความกลัว   สติของภิกษุเหล่านั้น

ก็หลงเลือนไป   แต่นั้น   อารมณ์ที่เหม็น ๆ ก็ประจวบแก่ภิกษุเหล่านั้น   ซึ่งมี

สติหลงลืมแล้ว.  มันสมองของภิกษุเหล่านั้น   ก็เหมือนถูกกลิ่นเหม็นนั้นบีบคั้น

โรคปวดศีรษะก็เกิดอย่างหนัก.  ภิกษุเหล่านั้น ก็ไม่ยอมบอกเรื่องนั้นแก่กันและ

กัน.

ต่อมาวันหนึ่ง   เมื่อภิกษุทุกรูปประชุมกันในเวลาบำรุงพระสังฆเถระ.

พระสังฆเถระก็ถามว่า ผู้มีอายุ เมื่อพวกท่านเข้าไปในราวป่านี้ ผิวพรรณดูบริสุทธิ์

ผุดผ่องอย่างเหลือเกินอยู่ ๒ - ๓ วัน   ทั้งอินทรีย์ก็ผ่องใส  แต่บัดนี้  ในที่นี้พวก


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 334

ท่านซูบผอม  ผิวเผือด  เป็นโรคผอมเหลือง   ในที่นี้พวกเธอไม่มีสัปปายะหรือ.

ลำดับนั้น   ภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่า   ท่านขอรับ   ตอนกลางคืนกระผมเห็นและได้

ยินอารมณ์ที่น่ากลัวอย่างนี้ ๆ สูดแต่กลิ่นเช่นนี้  ด้วยเหตุนั้น   จิตของกระผมจึง

ไม่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ.    ภิกษุเหล่านั้นทุกรูปจึงพากันบอกเรื่องนั้น     โดยอุบายนี้

เหมือนกัน.  พระสังฆเถระกล่าวว่า  ผู้มีอายุ  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติการ

เข้าจำพรรษาไว้  ๒ อย่าง  ก็เสนาสนะนี้ไม่เป็นสัปปายะแก่พวกเรา มาเถิดผู้มีอายุ

พวกเราจะพากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลถามถึงเสนาสนะที่เป็นสัปปายะอื่น ๆ

ภิกษุเหล่านั้น รับคำพระเถระว่าดีละขอรับ   ทุกรูปก็เก็บงำเสนาสนะ   ถือบาตร

จีวรไม่บอกกล่าวใคร ๆ ในตระกูลทั้งหลาย   พากันจาริกไปทางกรุงสาวัตถี   ก็

ถึงกรุงสาวัตถีตามลำดับแล้ว   ก็พากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้า     ทรงเห็นภิกษุเหล่านั้นจึงตรัสว่า     ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย    เราบัญญัติสิกขาบทไว้ว่า     ภิกษุไม่พึงเที่ยวจาริกไปภายในพรรษา

เหตุไร  พวกเธอจึงยังจาริกกันอยู่เล่า.   ภิกษุเหล่านั้น     จึงกราบทูลเรื่องทั้งหมด

แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนึก   ก็ไม่ทรงเห็นเสนาสนะที่

เป็นสัปปายะอื่นสำหรับภิกษุเหล่านั้น    ทั่วชมพูทวีป  โดยที่สุด  แม้แต่เพียงตั่งมี

๔  เท้า  ดังนั้น   จึงตรัสบอกภิกษุเหล่านั้นว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เสนาสนะที่

เป็นสัปปายะอื่นสำหรับพวกเธอไม่มีดอก  พวกเธออยู่ในที่นั้นนั่นแหละจักบรรลุ

ธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ   ไปเถิดภิกษุทั้งหลาย   พวกเธอเข้าไปอาศัยเสนาสนะนั้น

นั่นแหละอยู่กันเถิด  แต่ถ้าว่าพวกเธอปรารถนาความไม่มีภัยจากเทวดาทั้งหลาย

ก็จงพากัน เรียนพระปริตรนี้ .  ด้วยว่าพระปริตรนี้จักเป็นเครื่องป้องกัน    และจัก

เป็นกรรมฐานสำหรับพวกเธอ  ดังนี้  แล้วจึงตรัสพระสูตรนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 335

แต่อาจารย์พวกอื่นอีกกล่าวว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระดำรัสนี้ว่า

ไปเถิดภิกษุทั้งหลาย   พวกเธอจงเข้าไปอาศัยเสนาสนะนั้นนั่นแหละ  อยู่กันเถิด

แล้วจึงตรัสว่า  อนึ่งเล่า   ภิกษุผู้อยู่ป่าควรรู้จักบริหาร.   บริหารอย่างไร.  บริ-

หารอย่างนี้คือ  แผ่เมตตา ๒ เวลา  คือทำเวลาเย็นและเช้า  ทำพระปริตร ๒ เวลา

เจริญอสุภ ๒ เวลา  เจริญมรณัสสติ  ๒ เวลา   และนึกถึงมหาสังเวควัตถุ  ๘  ทั้ง

๒ เวลา   ชาติ   ชรา   พยาธิ    มรณะ.  อบายทุกข์ ๔  ชื่อมหาสังเวควัตถุ  ๘.

อีกนัยหนึ่ง  ชาติชราพยาธิมรณะ ๔  อบายทุกข์เป็นที่ ๕ ทุกข์มีวัฏฏะ

เป็นมลในอดีต ๑ ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูลในอนาคต ๑  ทุกข์มีการแสวงอาหารเป็น

มูล  ในปัจจุบัน  ๑.     พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้น  ทรงบอกการบริหารอย่างนี้แล้ว

จึ้งได้ตรัสพระสูตรนี้เพื่อเป็นเมตตา    เพื่อเป็นพระปริตรและเพื่อฌานอันเป็น

บาทแห่งวิปัสสนาแก่ภิกษุเหล่านั้น. พึงทราบการชี้แจงบทเหล่านั้นว่า เยน วุตฺต

ยทา   ยตฺถ   ยสฺมา  เจ   และการชำระนิทาน   ด้วยประการฉะนี้.

มาติกาหัวข้อนั้นใด   ข้าพเจ้าตั้งไว้ว่า   เยน  วุตฺต  ยทา  ยตฺถ  ยสฺมา

เจเตส  ทีปนา  นิทาน   โสธยิตฺวา.    มาติกาหัวข้อนั้น    เป็นอันข้าพเจ้ากล่าว

พิศดารแล้ว   โดยอาการทั้งปวง  ด้วยกถามีประมาณเพียงนี้.

 

พรรณนาคาถาที่  ๑

บัดนี้   จะเริ่มพรรณนาความแห่งพระสูตรนั้น   ที่ทำการชำระนิทานแล้ว

อย่างนี้    เพราะข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า  จึงจักทำการพรรณนาความแห่งพระสูตรนั้น

ดังนี้.   ในคาถานั้น    จะเริ่มพรรณนาบทแห่งคาถานี้ว่า     กรณียมตฺถกุสเลน

ก่อน    ดังนี้.    บทว่า    กรณีย    แปลว่า   พึงทำ   อธิบายว่า   ควรแก่การทำ.

ปฏิปทา   ชื่อว่าอรรถ   หรือประโยชน์เกื้อกูลแก่คนอย่างใดอย่างหนึ่งประโยชน์

เกื้อกูลนั้นทั้งหมด     ท่านเรียกว่าอรรถะ     เพราะไม่มีกิเลสดังข้าศึก   ชื่อว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 336

อรณียะ  เพราะอันบุคคลพึงเข้าถึง.   อันผู้ฉลาดในประโยชน์  ชื่อว่าอัตถกุสละ

ท่านอธิบายว่า   อันผู้เฉียบแหลมในประโยชน์.  บทว่า   ย  เป็นปฐมาวิภัตติแสดง

ความไม่แน่นอน.  บทว่า   ต   เป็นทุติยาวิภัตติแสดงความแน่นอน.   หรือว่า

คำว่า  ย  ต   แม้ทั้งสอง   เป็นปฐมาวิภัตติ.   คำว่า  สนฺต  ปท   เป็นทุติยาวิภัตติ.

บรรดาคำทั้งสองนั้น  ที่ชื่อว่า สันตะ  เพราะเป็นลักษณะ. ที่มีชื่อว่าปทะ เพราะ

อันบุคคลพึงถึง  คำนี้เป็นชื่อของพระนิพพาน.  บทว่า  อภิสเมจฺจ  แปลว่า

บรรลุแล้ว.  ผู้ใดย่อมอาจ  เหตุนั้น   ผู้นั้น   ชื่อว่า  สักกะผู้อาจ.   ท่านอธิบาย

ว่า  ผู้สามารถ   ผู้อาจหาญ.   บทว่า   อุชุ   ได้แก่  ผู้ประกอบด้วยความตรง.

ผู้ใดตรงด้วยดีเหตุนั้น    ผู้นั้น  ชื่อว่า  สุหุชู  ผู้ตรงด้วยดี.  ความว่าง่ายมีในผู้

นั้น   เหตุนั้น   ผู้นั้น   ชื่อว่า  สุวโจ  ผู้ว่าง่าย.  บทว่า   อสฺส   แปลว่าพึงมี

พึงเป็น.  บทว่า มุทุ  ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความอ่อนโยน.  ผู้ใดไม่มีอติมานะ

เหตุนั้น   ผู้นั้น   ชื่อว่า   อนตินานี   ไม่มีอติมานะ.

ส่วนการพรรณนาความในคาถาที่ ๑  ดังนี้.

จะวินิจฉัยในคำว่า     กรณียมตฺถกุสเลน   ยนฺต   สนฺต   ปท   อภิ-

สเมจฺจ   นี้ก่อน.  กรณียะ   ก็มี   อกรณียะ   ก็มี.   ในสองอย่างนั้น   โดย

สังเขป  สิกขา  ๓  ชื่อว่า  กรณียะ.  ศีลวิบัติ ทิฏฐิวิบัติ  อาจารวิบัติ อาชีววิบัติ

ดังกล่าวมาอย่างนี้เป็นต้น  ชื่อว่า  อกรณียะ.  อนึ่ง   อัตถโกศลก็มี    อนัตถ-

โกศลก็มี. ใน ๒ อย่างนั้น   ผู้ใดบวชในพระศาสนานี้ไม่ประกอบตนไว้โดยชอบ

เป็นผู้มีศีลขาด  อาศัยอเนสนาการแสวงหาที่ไม่สมควร ๒๑ อย่างเลี้ยงชีวิต   คือ

๑   ให้ไม้ไผ่  ๒  ให้ใบไม้  ๓  ให้ดอกไม้  ๔  ให้ผลไม้  ๕  ให้ไม่ชำระฟัน   ๖

ให้น้ำล้างหน้า  ๗ ให้น้ำอาบ   ๘  ให้ผงทาตัว   ๙   ให้ดินถูตัว  ๑๐  ประจบ  ๑๑

พูดจริงปนเท็จ  ๑๒  เลี้ยงลูกให้เขา ๑๓  รับใช้คฤหัสถ์   ๑๔ ทำตัวเป็นหมอ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 337

๑๕  ทำตัวเป็นทูต  ๑๖ รับส่งข่าวคฤหัสถ์  ๑๗ ให้ข้าวของหวังผลตอบแทน ๑๘

แลกเปลี่ยน ๑๙ เป็นหมอดูพื้นที่  ๒๐ เป็นหมอดูฤกษ์ ๒๑ เป็นหมอดูลักษณะ.

และประพฤติอโคจร ๖ คือ   ๑  หญิงแพศยา  ๒  หญิงหม้าย   ๓  หญิงสาวแก่

๔  บัณเฑาะก์  ๕  ภิกษุณี   ๖  ร้านเหล้า.   คลุกคลีกับคฤหัสถ์   คือพระราชา

อมาตย์ของพระราชา   เดียรถีย์   สาวกเดียรถีย์   ด้วยการคลุกคลีอัน ไม่สมควร.

เสพคบ  เข้าใกล้ตระกูลที่ไม่มีศรัทธาปสาทะ  ไม่เป็นดั่งบ่อน้ำ   ด่าและบริภาษ

หวังแต่สิ่งที่ไม่มีประโยชน์ไม่เกื้อกูล ไม่ผาสุก ไม่ปลอดโยคะ  แก่ภิกษุ  ภิกษุณี

อุบาสก  อุบาสิกา  ผู้นี้ชื่อว่า  ผู้ฉลาดในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์.

อนึ่ง    ผู้ใดบวชในพระศาสนานี้    ประกอบตนโดยชอบ  ละอเนสนา

ปรารถนาแต่จะตั้งอยู่ในจตุปาริสุทธิศีล    บำเพ็ญปาติโมกขสังวรศีลด้วยศรัทธา

เป็นสำคัญ  บำเพ็ญอินทรียสังวรศีลด้วยสติเป็นสำคัญ  บำเพ็ญอาชีวปาริสุทธิศีล

ด้วยความเพียรเป็นสำคัญ     บำเพ็ญการเสพปัจจัยด้วยปัญญาเป็นสำคัญ    ผู้นี้

ชื่อว่า  ผู้ฉลาดในประโยชน์.

อนึ่ง    ผู้ใดชำระปาติโมกขสังวรศีล    โดยชำระอาบัติ ๗ กอง  ชำระ

อินทรียสังวรศีล โดยไม่ให้อภิชฌาเป็นต้นเกิด  ในอารมณ์ที่กระทบในทวาร ๖

ชำระอาชีวปาริสุทธิศีล  โดยเว้นอเนสนา  และเสพแต่ปัจจัยที่วิญญูชนสรรเสริญ

และที่พระพุทธเจ้า  สาวกของพระพุทธเจ้าสรรเสริญ  ชำระการเสพปัจจัย   โดย

การพิจารณาปัจจัยตามที่กล่าว  และชำระสัมปชัญญะ    โดยการพิจารณาโดยเป็น

สาตถกสัมปชัญญะเป็นต้น    ในการเปลี่ยนอิริยาบถทั้ง ๔   แม้ผู้นี้   ก็ชื่อว่า   ผู้

ฉลาดในประโยชน์.

อนึ่ง  ผู้ใดรู้ว่า   ผ้าสกปรก   อาศัยน้ำเค็ม  ก็ทำให้สะอาดได้   กระจก

อาศัยเถ้า    ก็ทำให้สะอาดได้   ทองอาศัยเบ้าหลอมก็ทำให้ผ่องแผ้วได้   ฉันใด


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 338

ศีลอาศัยญาณก็ผ่องแผ้วได้ฉันนั้น  แล้วชำระด้วยน้ำคือญาณ  ก็ทำศีลให้บริสุทธิ์

ได้   เปรียบเหมือนนกต้อยตีวิดรักษาไข่     เนื้อทรายจามรีรักษาขนหาง    นารี

มีบุตรคนเดียวรักษาบุตรคนเดียวที่น่ารัก     บุรุษมีดวงตาข้างเดียวรักษาดวงตา

ข้างเดียวนั้นไว้   ฉันใด   ผู้ไม่ประมาทอย่างเหลือเกิน   ก็รักษาศีลขันธ์ของตน

ฉันนั้น   เขาพิจารณาทั้งเย็นเช้า  ก็ไม่พบโทษแม้ประมาณน้อย  แม้ผู้นี้  ก็ชื่อว่า

ผู้ฉลาดในประโยชน์.

อนึ่งเล่า ผู้ใดตั้งอยู่ในศีล ที่ไม่ทำความเดือดร้อน ย่อมประคองปฏิปทา

เครื่องข่มกิเลส.   ครั้นประคองปฏิปทานั้นแล้ว   ย่อมทำบริกรรมในกสิณ   ครั้น

ทำบริกรรมในกสิณแล้ว     ย่อมยังสมาบัติทั้งหลายให้เกิด    แม้ผู้นี้    ก็ชื่อว่า

ผู้ฉลาดในประโยชน์.

อนึ่งเล่า    ผู้ใดออกจากสมาบัติ     พิจารณาสังขารทั้งหลายย่อมบรรลุ

พระอรหัต  ผู้นี้เป็นยอดของผู้ฉลาดในประโยชน์.  ชนเหล่านั้นใดเป็นผู้ฉลาดใน

ประโยชน์อันท่านสรรเสริญแล้ว   โดยเพียงตั้งอยู่ในศีล   ที่ไม่ทำความเดือดร้อน

หรือโดยเพียงประคองปฏิปทาเครื่องข่มกิเลส   ชนเหล่านั้น  ท่านประสงค์ว่า  ผู้

ฉลาดในประโยชน์ในอรรถนี้.   และภิกษุเหล่านั้น      ก็เป็นอย่างนั้น.  ด้วยเหตุ

นั้น      พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงภิกษุเหล่านั้น     จึงตรัสด้วยเทศนาเป็น

บุคลาธิษฐานอย่างหนึ่งว่า     กรณียมตฺถกุสเลน    อันผู้ฉลาดในประโยชน์

พึงทำดังนี้.

ต่อแต่นั้น    เมื่อภิกษุเหล่านั้น   เกิดความสงสัยว่ากิจอะไรที่ต้องทำ พระ

ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า   ยนฺต   สนฺต   ปท   อภิสเมจฺจ.    ในคำนี้มีอธิบาย

ดังนี้.   พระพุทธะและอนุพุทธะทั้งหลายต่างสรรเสริญกิจที่ผู้ประสงค์จะบรรลุ

สันตบทโดยการแทงตลอดแล้วอยู่พึงทำ  ก็ในคำนี้พึงทราบว่า  คำว่า   ย  ข้าพ-


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 339

เจ้ากล่าวไว้ข้างต้นบทคาถานี้นั้นแล้ว  ย่อมเป็นไปโดยอธิการว่า  กรณีย  คือ ต

สนฺต   ปท   อภิสเมจิจ.     แต่เพราะเหตุที่ความนี้     มีปาฐะที่ต้องเติมคำที่

เหลือ   ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า  วิหริตุกาเมน.

อีกอย่างหนึ่ง    ในคำนี้พึงทราบอธิบายอย่างนี้ว่า  คำว่า  สนฺต  ปท

อภิสเมจฺจ     ย่อมเป็นไปโดยอธิการว่า   กิจนั้นได้     อันผู้ประสงค์จะรู้บทคือ

พระนิพพานว่า  สันตะ  สงบ      ด้วยโลกิยปัญญา   โดยได้ฟังกันมาเป็นต้น

จะบรรลุบทคือนิพพานนั้นพึงทำ. อีกนัยหนึ่งครั้นเมื่อตรัสว่า   กรณียมตฺถกุส-

เลน      เมื่อภิกษุทั้งหลายพากันคิดว่าอะไร    จึงตรัสว่า    ยนฺต   สนฺต   ปท

อภิสเมจฺจ.  นัยนั้นพึงทราบอธิบายอย่าง  นี้  กิจใดอันบุคคลรู้บทอันสงบด้วย

โลกิยปัญญาแล้ว  พึงทำพึงประกอบกิจนั้นก็ควรทำ ท่านอธิบายว่ากิจนั้นควร

แก่การทำทั้งนั้น.

ถามว่า  กิจนั้นคืออะไร.    ตอบว่า  กิจอะไรอื่นพึงมีอยู่นอกจากอุบาย

บรรลุนิพพานบทนั้น.   กิจนั้นข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วด้วยบทต้นอันแสดงสิกขา ๓

เพราะอรรถว่าควรแก่การทำ   ก็จริงอยู่    ถึงอย่างนั้นในการพรรณนาความแห่ง

คำนั้น   ข้าพเจ้าก็ได้กล่าวไว้แล้วว่า   กรณียะ    ก็มี   อกรณียะ   ก็มี.   ในสอง

อย่างนั้น   โดยสังเขป  สิกขา ๓ ชื่อว่า    กรณียะ.   แต่เพราะทรงแสดงไว้สังเขป

เกินไป  บรรดาภิกษุเหล่านั้น    บางพวกก็ไม่รู้.     แต่นั้นเมื่อตรัสกิจโดยเฉพาะ

อย่างยิ่งที่ภิกษุผู้อยู่ป่าควรทำให้พิสดาร    เพื่อให้พวกภิกษุที่ไม่รู้ได้รู้จึงตรัสกึ่ง

คาถานี้ก่อนว่า     สกฺโก  อุชู  จ  สุหุชู  จ   สุวโจ  จสฺส  มุทุ  อนติมานี.

ท่านอธิบายไว้ว่าอย่างไร.   ท่านอธิบายว่า  ภิกษุผู้อยู่ป่า    ประสงค์จะ

บรรลุสันตบทอยู่ หรือบรรลุสันตบทนั้น ด้วยโลกิยปัญญาแล้ว ปฏิบัติเพื่อบรรลุ

สันตบทนั้น   ไม่อาลัยในกายและชีวิต   ด้วยประกอบด้วยปธานิยังคะข้อ ๒ และ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 340

๔   พึงเป็นผู้อาจปฏิบัติเพื่อแทงตลอดสัจจะ      กรณียกิจที่ควรทำไร ๆ   นั้นใด

ไม่ว่าสูงต่ำของสพรหมจารี   ในการบริกรรมกสิณสมาทานวัตรเป็นต้น  และใน

การซ่อมแซมบาตรจีวรเป็นต้นของตน  ก็พึงอาจ พึงขยัน ไม่เกียจคร้านสามารถ

ใน   รณียกิจ  เหล่านั้น   และในกิจเช่นนั้น  อย่างอื่นก็เหมือนกัน.   แม้เมื่อเป็น

ผู้อาจ    ก็พึงเป็นผู้ตรงด้วยการประกอบด้วยปธานิยังคะข้อที่ ๓.   แม้เมื่อเป็นผู้

ตรงก็พึงเป็นผู้ตรงด้วยดี   ด้วยเป็นผู้ตรงคราวเดียว  หรือด้วยเป็นผู้ตรงในเวลา

ยังหนุ่ม     ด้วยไม่ถึงสันโดษแต่ทำไม่ย่อหย่อนบ่อยๆ จนตลอดชีวิต.   หรือว่า

ชื่อว่า   ตรง  (อุชุ)   เพราะทำด้วยความไม่อวดดี   ชื่อว่า  ตรงดี  (สุหุชู)  เพราะ

ไม่มีมายา.    หรือว่า  ชื่อว่า ตรง   เพราะละความคิดทางกายและวาจา    ชื่อว่า

ตรงดี   เพราะละความคดทางใจ.   หรือชื่อว่า  ตรง   เพราะไม่อวดคุณที่ไม่มี

จริง  ชื่อว่า  ตรงดี  เพราะไม่อดกลั้นต่อลาภที่เกิดเพราะคุณที่ไม่มีจริง.   พึง

ชื่อว่าเป็นผู้ตรงและตรงดี    ด้วยอารัมมณูปนิชฌานและลักขณูปนิชฌาน ด้วย

สิกขาข้อ ๒ - ๓ ข้างต้น  และด้วยปโยคสุทธิและอาสยสุทธิ  ด้วยประการฉะนี้.

ภิกษุมิใช่พึงเป็นผู้ตรงและตรงดีอย่างเดียวดอก    ที่แท้พึงเป็นผู้ว่าง่าย

อีกด้วย.  ก็บุคคลใดถูกท่านว่ากล่าวว่า  ท่านไม่ควรทำข้อนี้    ก็พูดว่าท่านเห็น

อะไรท่านได้ยินอย่างไร ท่านเป็นอะไรกับเราจึงพูด เป็นอุปัชฌาย์ อาจารย์ เพื่อน

เห็นเพื่อนคบหรือ  หรือเบียดเบียนผู้นั้นด้วยความนิ่งเสีย  หรือยอมรับแล้วไม่ทำ

อย่างนั้น   ผู้นั้น    ชื่อว่ายังอยู่ไกลการบรรลุคุณวิเศษ.   ส่วนผู้ใดถูกท่านโอวาท

ก็กล่าวว่า ดีละ ท่านขอรับ  ท่านพูดดี.  ขึ้นชื่อว่าโทษของตนเป็นของเห็นได้ยาก

ท่านเห็นกระผมเป็นอย่างนี้  โปรดอาศัยความเอ็นดูว่ากล่าวอีกเถิด   กระผมไม่

ได้รับ โอวาทจากสำนักท่านเสียนาน  และปฏิบัติตามที่ท่านสอน   ผู้นั้น   ชื่อว่า

อยู่ไม่ไกลการบรรลุคุณวิเศษ   เพราะฉะนั้น    บุคคลรับคำของผู้อื่นแล้วกระทำ

อย่างนี้.  พึงชื่อว่าเป็นผู้ว่าง่าย.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 341

อนึ่ง   เป็นผู้ว่าง่ายอย่างใด ก็พึงเป็นผู้อ่อนโยนอย่างนั้น .  บทว่า  มุทุ

ความว่า    ภิกษุถูกพวกคฤหัสถ์ใช้ในการเป็นทูตไปรับส่งข่าวเป็นคน   ก็ไม่ทำ

ตามอ่อนแอในกิจนั้น    เป็นผู้แข็งกร้าวเสีย   พึงเป็นผู้อ่อนโยน  ในวัตรปฏิบัติ

และพรหมจรรย์ทั้งสิ้น  ทนต่อการไม่ต้องรับใช้ในกิจนั้น  เหมือนทองที่ช่างตก

แต่งด้วยดี.  อีกอย่างหนึ่ง  บทว่า  มุทุ ได้แก่เป็นผู้ไม่มีหน้าสยิ้ว  คือเป็นผู้มี

หน้าเบิกบาน  เจรจาแต่คำที่ให้เกิดสุข    ต้อนรับแขก  พึงเป็นเหมือนผู้ลงสู่ท่าน้ำ

ที่ดีโดยสะดวก   มิใช่แต่เป็นผู้อ่อนโยนอย่างเดียวดอก    พึงเป็นผู้ไม่มีอติมานะ

ดูหมิ่นเขาด้วย.    ไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่นด้วยวัตถุแห่งการดูหมิ่น     มีชาติและโคตร

เป็นต้น  พึงมีใจเสมอด้วยเด็กจัณฑาลอยู่   เหมือนท่านพระสารีบุตรเถระฉะนั้น.

 

พรรณนาคาถาที่  ๒

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสกรณียกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งของภิกษุผู้อยู่

ป่า  ซึ่งประสงค์จะบรรลุสันบทอยู่    หรือปฏิบัติเพื่อบรรลุสันตบทนั้นอย่างนี้

แล้ว    มีพระพุทธประสงค์จะตรัสยิ่งในรูปกว่านั้นอีก   จึงตรัสคาถาที่ ๒  ว่า

สนฺตุสฺสโก  จ   เป็นต้น.

ในคาถาที่ ๒ นั้น  ภิกษุชื่อว่า  สันโดษ    เพราะสันโดษด้วยสันโดษ

๑๒ อย่าง  มีประเภทที่กล่าวไว้แล้วในมงคลข้อนี้ว่า  สนฺตุฏฺี   จ  กตญฺญุตา

นี้.  อีกนัยหนึ่ง  ภิกษุใดย่อมยินดี  เหตุนั้น  ภิกษุนั้น   ชื่อว่า  ตุสสกะ  ผู้ยินดี

ภิกษุผู้ยินดีด้วยของตนเอง   ผู้ยินดีด้วยของที่มีอยู่    ผู้ยินดีด้วยอาการสม่ำเสมอ

เหตุนั้น   จึงชื่อว่าสันตุสสกะผู้สันโดษ.   ในลักษณะ ๓ อย่างนั้น   ปัจจัย ๔ ที่

ท่านยกขึ้นแสดงในโรงอุปสมบทอย่างนี้ว่า      ปิณฺฑิยาโลปโภชน   นิสฺสาย

อาศัยโภชนะ  คือคำข้าวที่หามาด้วยปลีแข้งเป็นต้น  และตนก็รับไว้แล้ว  ชื่อว่า

ของ ๆ ตน.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 342

ภิกษุไม่แสดงอาการผิดปกติในเวลารับและในเวลาบริโภค   ยังอัตภาพ

ให้เป็นไป  ด้วยปัจจัยของตนนั้น    ดีก็ตาม  ไม่ดีก็ตาม    ที่เขาถวายโดยเคารพ

และไม่เคารพก็ตาม   เรียกว่า  ผู้ยินดีด้วยของ ๆ ตน.

ของใด  ได้มาแล้วมีอยู่แก่คน    ของนั้นชื่อว่า   มีอยู่.    ภิกษุยินดีด้วย

ของมีอยู่นั้นนั่นแล  ไม่ปรารถนาของนอกจากนั้น  ละความเป็นผู้ปรารถนาเกิน

ส่วนเสีย [มักมาก]   เรียกว่า ผู้ยินดีด้วยของมีอยู่.

การละความยินดียินร้าย  ในอิฏฐารมณ์และอนิฎฐารมณ์ ชื่อว่า  สม่ำ

เสมอ. ภิกษุยินดีในอารมณ์ทั้งปวงด้วยอาการสม่ำเสมอนั้น    เรียกว่า  ผู้ยินดี

ด้วยอาการสม่ำเสมอ.

ชื่อว่า สุภระ   เพราะเขาเลี้ยงโดยง่าย.   ท่านอธิบายว่าผู้ที่เขาเลี้ยงง่าย.

ภิกษุใด  เมื่อมนุษย์เอาบาตรบรรจุเต็มด้วยข้าวสาลีเนื้อและข้าวสุกเป็นต้นถวาย

แล้ว   แสดงภาวะหน้าเสีย  และใจเสีย   พูดว่า  พวกท่านให้อะไร   หมิ่นบิณฑ-

บาตนั้นต่อหน้าเขา     ให้แก่สามเณรและคฤหัสถ์เป็นต้นเสีย    ภิกษุนั้น    ชื่อว่า

ทุพภระ   ผู้ที่เขาเลี้ยงยาก.    มนุษย์ทั้งหลายเห็นภิกษุนั้นแล้ว   ก็ละเว้นเสียแต่

ไกลทีเดียว  ด้วยกล่าวว่า  ภิกษุเลี้ยงยาก  ใครก็ไม่อาจเลี้ยงดูได้.  ส่วนภิกษุใด

ได้ของปอนหรือประณีตอย่างใดอย่างหนึ่งน้อยหรือมาก   มีใจดี   หน้าตาผ่องใส

ยังอัตภาพให้เป็นไปภิกษุนั้นชื่อว่าสุภระผู้เลี้ยงง่าย.   มนุษย์ทั้งหลายเห็นภิกษุ

นั้น  เป็นผู้สนิทสนม   ก็ปฏิญาณรับเลี้ยงว่า    พระคุณเจ้าของเราเลี้ยงง่าย   ภิกษุ

เห็นปานนี้   ท่านประสงค์ว่าเป็นสุภระผู้เลี้ยงง่าย   ในที่นี้.

กิจของภิกษุนั้นน้อยเหตุนั้น  ภิกษุนั้นชื่อว่าอัปปกิจจะผู้มีกิจน้อย

มิใช่ผู้ขวนขวายด้วยกิจมากอย่างเช่น เพลินงาน เพลินคุย เพลินคลุกคลีเป็นต้น

อีกอย่างหนึ่ง  เป็นผู้เว้นกิจ  มีงานก่อสร้าง  การบริโภคของสงฆ์  การสั่งสอน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 343

สามเณรและคนวัดเป็นต้น    ทั่วทั้งวิหาร.   ท่านอธิบายว่า  ทำการปลงผม   ตัด

เล็บ  ระบมบาตร  ซ่อมจีวรเป็นต้นของตน  นอกจากกิจคือสมณธรรม.

ความประพฤติของภิกษุนั้นเบา   เหตุนั้น ภิกษุนั้น  ชื่อว่า  สัลลหุกวุตติ

ผู้มีความประพฤติเบา.  ภิกษุผู้มีบริขารมากบางรูป    เวลาออกเดินทางก็ให้

มหาชนยกบาตร จีวร เครื่องปูลาด น้ำมัน   น้ำอ้อยงบเป็นต้น เป็นอันมากเดิน

ศีรษะ กระเดียดสะเอวเป็นต้น   อย่างใด ภิกษุใด ไม่เป็นอย่างนั้น    ย่อมเป็นผู้มี

บริขารน้อย รักษาแต่เพียงสมณบริขารแปดมีบาตรจีวรเป็นต้นเท่านั้น  เวลาเดิน

ทาง  ก็ถือเดินทางไปเหมือนนกมีแต่ปีก    ภิกษุเห็นปานนั้น     ท่านประสงค์ว่า

ผู้มีความประพฤติเบา ในที่นี้  อินทรีย์ทั้งหลาย  ของภิกษุนั้น    สงบ  เหตุนั้น

ภิกษุนั้น    ชื่อว่า    ผู้มีอินทรีย์สงบ.     ท่านอธิบายว่า   ผู้มีอินทรีย์ไม่ฟุ้งซ่าน

ด้วยอำนาจราคะเป็นต้น ในอิฏฐารมณ์เป็นอาทิ.  บทว่า  นิปโก   ได้แก่ ผู้เป็น

วิญญูชน  ผู้แจ่มแจ้ง   มีปัญญา  อธิบายว่า   ผู้ประกอบด้วยปัญญา  เครื่องตาม

รักษาศีล  ด้วยปัญญากำหนดปัจจัยสี่มีจีวรเป็นต้น      และด้วยปัญญากำหนด

รู้สัปปายะเจ็ดต่างมีอาวาสสัปปายะเป็นต้น.

ผู้ไม่คะนอง   เหตุนั้น  จึงชื่อว่า   อัปปคัพภะ   ผู้ไม่คะนอง  อธิบายว่า

เว้นจากการคะนองทางกาย ๘ ฐาน    จากการคะนองวาจา ๔ ฐาน     และจาก

การคะนองทางใจมากฐาน.

การทำไม่สมควรทางกาย ในสงฆ์  คณะ บุคคล โรงฉัน  เรือนไฟ  ท่า

อาบน้ำ ทางบิณฑบาต  และการเข้าสู่ละแวกบ้าน  ชื่อว่า  การคะนองทางกาย ๘

ฐาน  คือ  เป็นต้น อย่างนี้ว่า   ภิกษุบางรูปในพระศาสนานี้   นั่งรัดเข่า   หรือ

เอาเท้าจับเท้าในท่ามกลางสงฆ์. ในท่ามกลางคณะ ในที่ชุมนุมบริษัท ๔ ก็เหมือน

กัน  ในบุคคลผู้แก่กว่า  ก็เหมือนกัน .  ส่วนในโรงฉัน  ภิกษุไม่ไห้อาสนะแก่ผู้


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 344

แก่กว่า   ห้ามอาสนะแก่ภิกษุใหม่ในเรือนไฟ   ก็เหมือนกัน .   ก็ในเรือนไฟนั้น

ภิกษุไม่ขอโอกาสภิกษุผู้แก่กว่า   ทำการติดไฟเป็นต้น .   ส่วนในท่าอาบน้ำ  ท่าน

กล่าวคำนี้ใดว่า  ไม่ต้องถือว่า   หนุ่มแก่   พึงอาบน้ำได้    ตามลำดับของผู้มาถึง

ภิกษุไม่ยึดคำนั้น    มาทีหลัง   ก็ลงน้ำ   กีดกันภิกษุผู้แก่   และภิกษุใหม่.   ส่วน

ในทางบิณฑบาต      ภิกษุไปข้างหน้า ๆ  เอาแขนกระทบแขนภิกษุผู้แก่     เพื่อ

ประสงค์อาสนะอันเลิศน้ำอันเลิศและอาหารอันเลิศ. ในการเข้าไปสู่ละแวกบ้าน

ก็มีเป็นต้นอย่างนี้ว่า    ภิกษุเข้าไปก่อนภิกษุผู้แก่     ทำการเล่นทางกายกับภิกษุ

หนุ่ม.

การเปล่งวาจาไม่สมควร ในสงฆ์  คณะ  บุคคลและละแวกบ้าน  ชื่อว่า

คะนองทางวาจา ๔ ฐาน  คือ   เป็นต้นอย่างนี้ว่า   ภิกษุบางรูปในพระศาสนานี้

ไม่ขอโอกาสในท่ามกลางสงฆ์กล่าวธรรม.   ในคณะ.   ในบุคคลผู้แก่กว่า  ดังที่.

กล่าวมาก่อนแล้วก็เหมือนกัน.   ณ ที่นั้น    ภิกษุ   ถูกมนุษย์ทั้งหลายถามปัญหา

ไม่ขอโอกาสภิกษุผู้แก่กว่า  ก็ตอบปัญหาส่วนในละแวกบ้าน ภิกษุกล่าวเป็นต้น

อย่างนี้ว่า  มีอะไร   ในบ้านโน้น     ข้าวต้มหรือของเคี้ยวหรือของกิน   ท่านจัก

ให้อะไรแก่เรา  วันนี้เราจักเคี้ยว   จักกินอะไร  จักดื่มอะไร.

แม้ไม่ถึงความละเมิดทางกายวาจา   ในฐานะนั้น ๆ   แต่ก็มีวิตกอันไม่

สมควรประการต่าง ๆ มีกามวิตกเป็นต้นทางใจ   ชื่อว่า   การคะนองทางใจ  มี

มากฐาน.

บทว่า   กุเลสุ  อนนุคิทฺโธ   ความว่า  ภิกษุเข้าไปหาตระกูลเหล่านั้น

ใด  ไม่ติดด้วยความอยากได้ปัจจัย   หรือด้วยการคลุกคลีที่ไม่สมควรในตระกูล

เหล่านั้น ท่านอธิบายว่า   ไม่โศกเศร้าร่วมด้วย     ไม่ร่าเริงร่วมด้วย   ไม่สุขด้วย

เมื่อตระกูลเหล่านั้นประสบสุข  ไม่ทุกข์ด้วย  เมื่อตระกูลเหล่านั้นประสบทุกข์


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 345

หรือเมื่อกรณียกิจทั้งหลายเกิดขึ้น  ก็ไม่เข้าประกอบด้วยตนเอง.  ก็คำใดว่า อสฺส

ที่ตรัสไว้ในคำนี้ว่า   สุวโจ   อสฺส   แห่งคาถานี้   คำนั้น   พึงประกอบเข้ากับ

บททุกบทอย่างนี้ว่า   สนฺตุสฺสโก  จ  อสฺส  สุภโร  จ  อสฺส.

 

พรรณนาคาถาที่  ๓

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นตรัสบอกกรณียะ    แม้ยิ่งไปกว่านั้น     โดย

เฉพาะอย่างยิ่ง     แก่ภิกษุผู้อยู่ป่า     ซึ่งประสงค์จะบรรลุสันตบทแล้วอยู่    หรือ

ประสงค์จะปฏิบัติเพื่อบรรลุสันตบทนั้น อย่างนี้แล้วบัดนี้   มีพระพุทธปุระสงค์

จะตรัสบอกอกรณียะ  จึงตรัสกึ่งคาถาว่า   น  จ  ขุทฺท  สมาจเร  กิญฺจิ  เยน

วิญฺญู  ปเร  อุปวเทยฺยุ.

กึ่งคาถานั้น    มีความดังนี้      ภิกษุเมื่อทำกรณียะนี้อย่างนี้    ก็ไม่พึง

ประพฤติกายทุจริต วจีทุจริตและมโนทุจริต  ที่เรียกว่า  ขุททะ  คือลามก  เมื่อ

ไม่ประพฤติ  มิใช่ไม่ประพฤติแต่กรรมหยาบอย่างเดียว  แม้กรรมเล็กน้อยไร ๆ

ก็ไม่ประพฤติ  ท่านอธิบายว่า  ไม่ประพฤติลามกกรรมทั้งจำนวนน้อย  ทั้งขนาด

เล็ก.

แต่นั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้า    ทรงแสดงโทษที่เห็นได้เอง     ในการ

ประพฤติลามกกรรมนั้นว่า   เยน   วิญฺญู   ปเร   อุปวเทยฺยุ.    ก็ในคำนี้  เพราะ

เหตุที่ผู้มิใช่วิญญูชนเหล่าอื่น   ไม่ถือเป็นประมาณ.   เพราะอวิญญูชนเหล่านั้น

ยังทำกรรมไม่มีโทษหรือมีโทษ   มีโทษน้อยหรือมีโทษมาก.   ส่วนวิญญูชนทั้ง

หลายเท่านั้น   ถือเป็นประมาณได้   เพราะว่าวิญญูชนเหล่านั้น   ใคร่ครวญทบ

ทวนแล้ว  ย่อมติเตียนผู้ที่ควรติเตียน   สรรเสริญผู้ควรสรรเสริญ.  ฉะนั้น   จึง

ตรัสว่า   วิญฺญู  ปเร.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 346

พระผู้มีพระภาคเจ้า    ครั้นตรัสอุปจารแห่งกรรมฐาน  ต่างโดยกรณียะ

และอกรณียะ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก่ภิกษุผู้อยู่ป่า   ซึ่งประสงค์จะบรรลุสันตบท

แล้วอยู่หรือประสงค์ปฏิบัติ  เพื่อบรรลุสันตบทนั้น  และแก่พวกภิกษุผู้ประสงค์จะ

รับกรรมฐาน  อยู่แม้ทุกรูป   โดยยกภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นสำคัญ   ด้วยสองคาถาครึ่ง

นี้อย่างนี้แล้ว   บัดนี้    จึงทรงเริ่มตรัสเมตตากถา   โดยนัยว่า   สุขิโน  ว่า  เข-

มิโน   โหนฺตุ  เป็นต้น    เพื่อเป็นปริตรกำจัดภัยแต่เทวดานั้น   และเพื่อเป็น

กรรมฐาน  โดยฌานเป็นบาทแห่งวิปัสสนา   แก่ภิกษุเหล่านั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า   สุขิโน   ได้แก่   ผู้พรั่งพร้อมด้วยสุข.

บทว่า เขมิโน  แปลว่า  ผู้มีความเกษม.  ท่านอธิบายว่าผู้ไม่มีภัย ไม่มีปัทวะ

บทว่า  สพฺเพ   ได้แก่  ไม่เหลือเลย.   บทว่า   สตฺตา  ได้แก่  สัตว์มีชีวิต

บทว่า  สุขิตตฺตา  ได้แก่  ผู้มีจิตถึงสุข.   ก็ในคำนี้    พึงทราบว่า   ชื่อว่าผู้มี

สุข   โดยสุขทางกาย.   ชื่อว่ามีจิตถึงสุข   โดยสุขทางใจ,     ชื่อว่ามีความเกษม

แม้โดยสุขทั้งสองนั้น     หรือโดยไปปราศจากภัยและอุปัทวะทั้งปวง.    ก็เหตุไร

จึงตรัสอย่างนี้.  ก็เพื่อแสดงอาการแห่งเมตตาภาวนา.  ก็เมื่อเป็นอย่างนี้   จึงควร

เจริญเมตตาว่า   ขอสัตว์ทั้งปวง   จงมีสุข    ดังนี้บ้าง   ว่า    จงมีความเกษม

ดังนี้บ้าง   จงเป็นผู้มีตนถึงสุข   ดังนี้บ้าง.

 

พรรณนาคาถาที่ ๔

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นทรงแสดงเมตตาภาวนา    โดยสังเขป     ตั้งแต่

อุปจารจนถึงอัปปนาเป็นที่สุดอย่างนี้แล้ว     บัดนี้    เพื่อทรงแสดงเมตตาภาวนา

นั้น   แม้โดยพิศดาร   จึงตรัสสองคาถาว่า     เยเกจิ    เป็นต้น.      อีกอย่างหนึ่ง

เพราะเหตุที่จิตถูกสะสมอยู่ในอารมณ์มาก  ๆ    ย่อมไม่หยุดอยู่ในอารมณ์เดียว

โดยเบื้องต้นเท่านั้น   แต่จะแล่นติดตามประเภทอารมณ์โดยลำดับ    ฉะนั้น   จึง

ตรัสสองคาถาว่า   เยเกจิ   เป็นต้น   เพื่อจิตที่แล่นติดตามไปแล้วหยุดอยู่   ใน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 347

อารมณ์อันเป็นประเภทแห่งทุกะหมวดสองแห่งสัตว์และติกะหมวดสามแห่งสัตว์

มีตสถาวรทุกะเป็นต้น.   อีกอย่างหนึ่ง   เพราะเหตุที่อารมณ์ใด   ของผู้ใดเป็น

อารมณ์ที่ปรากฏชัดแล้ว  จิตของผู้นั้น   ย่อมตั้งอยู่เป็นสุขในอารมณ์นั้น  ฉะนั้น

อารมณ์ใดของภิกษุรูปใดในบรรดาภิกษุเหล่านั้น ปรากฏชัดแล้ว พระผู้มีพระภาค

เจ้ามีพระพุทธประสงค์จะให้จิตของภิกษุรูปนั้น ตั้งอยู่ในอารมณ์นั้น   จึงตรัสสอง

คาถาว่า    เยเกจิ    เป็นต้น     อันแสดงความต่างแห่งอารมณ์เป็นทุกะและติกะ

มีตสถาวรทุกะ  เป็นต้น.

ความจริง  ในสองคาถานั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงทุกะ หมวด

สองแห่งสัตว์ ๔ ทุกะ  คือ   ตสถาวรทุกะ   หมวดสองแห่งสัตว์    ผู้สะดุ้งและ

ผู้มั่นคง. (ไม่สะดุ้ง)   ทิฏฐาทิฏฐทุกะ    หมวดสองแห่งสัตว์  ผู้ที่ตนเห็นแล้ว

และผู้ที่ตนยังไม่เห็น  ทูรสันติกทุกะ    หมวดสองแห่งสัตว์    ผู้ที่อยู่ไกลและ

ผู้ที่อยู่ใกล้  ภูตสัมภเวสีทุกะ   หมวดสองแห่งสัตว์   ผู้ที่เกิดแล้วและผู้ที่แสวง

หาที่เกิด.   และทรงแสดงติกะ  หมวดสามแห่งสัตว์ ๓ ติกะ.  คือ ทีฆรัสสมัช-

ฌิมติกะ   หมวดสามแห่งสัตว์   ผู้มีอัตภาพยาวต่ำและปานกลาง   มหันตาณุก-

มัชฌิมติกะ  หมวดสามแห่งสัตว์   ผู้มีอัตภาพใหญ่เล็กและปานกลาง    ถูลา-

ณุกมัชณมติกะ   หมวดสามแห่งสัตว์   ผู้มีอัตภาพอ้วน    ผอมและปานกลาง

โดยมัชฌิมบทเป็นที่เกิดประโยชน์ใน  ๓  ติกะ      และอณุกถูลบทเป็นที่เกิด

ประโยชน์ใน ๒ ติกะ  ด้วยบท ๖ บท  มีทีฆบทเป็นต้น.   บรรดาบทเหล่านั้น

บทว่า   เยเกจิ    เป็นคำแสดงว่าไม่มีส่วนเหลือเลย.      หมู่สัตว์ที่เกิดแล้วคือ

ปาณะ  ชื่อว่า  ปาณภูตะ.   อีกอย่างหนึ่ง  สัตว์ทั้งหลายย่อมหายใจ  เหตุนั้น

จึงชื่อว่า   ปาณะ.    ทรงถือเอาปัญจโวการสัตว์     ที่เนื่องด้วยอัสสาสปัสสาสะ

ลมหายใจเข้าออก    ด้วยบทนี้.   สัตว์ทั้งหลายย่อมเกิด    เหตุนั้น   จึงชื่อว่า

ภูต.   ทรงถือเอาเอกโวการ. สัตว์และจตุโวการสัตว์ด้วยบทนี้.   บทว่า  อตฺถิ

แปลว่า  มี  มีพร้อม.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 348

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นทรงแสดงสัตว์ทั้งปวง  ที่ทรงสงเคราะห์ด้วย

ทุกะและติกะรวมกัน  ด้วยคำว่า   เยเกจิ   ปาณภูตตฺถิ   นี้อย่างนี้แล้ว    บัดนี้

ทรงสงเคราะห์สัตว์เหล่านั้นแม้ทั้งหมด   แสดงด้วยทุกะนี้ว่า  ตสา  วา  ถาวรา

วา  อนวเสสา.

ในทุกะนี้    สัตว์ทั้งหลายย่อมสะดุ้ง  เหตุนั้น    จึงชื่อว่า  ตสา  คำนี้เป็น

ชื่อของสัตว์ทั้งหลาย   ผู้มีตัณหาและมีภัย.   สัตว์ทั้งหลาย   ย่อมมั่นคง   เหตุนั้น

จึงชื่อว่า   ถาวรา  คำนี้เป็นชื่อของพระอรหันต์ทั้งหลาย   ผู้ละตัณหาและภัยได้

แล้ว.  ส่วนเหลือของสัตว์เหล่านั้นไม่มี   เหตุนั้น    จึงชื่อว่า  อนวเสสา   ท่าน

อธิบายว่า   แม้ทุกตัวสัตว์.   ก็คำใด  ตรัสไว้ท้ายแห่งคาถาที่ ๒ คำนั้น  พึงเชื่อม

กับทุกทุกะและติกะ.  บทว่า  เยเกจิ ปาณภูตตฺถิ ความว่า สัตว์ทั้งหลายที่สะดุ้ง

กลัวก็ดี   ที่มั่นคงก็ดี   ไม่เหลือเลย  สัตว์แม้เหล่านั้นทั้งหมด   จงเป็นผู้มีตนถึงสุข

หมู่สัตว์ที่เกิดแล้วก็ดี   แสวงหาที่เกิดก็ดี   เพียงใด   สัตว์ทั้งหมดแม้เหล่านี้เพียง

นั้น  จงเป็นผู้มีตนถึงสุขเถิด   ด้วยประการฉะนี้.

บัดนี้   บรรดาบททั้ง ๖  มี  ทีฆา  วา  เป็นต้น    ที่แสดงติกะ  ๓  หมวด

มี     ทีฆรัสสมัชฌิมติกะ เป็นต้น.    บทว่า    ทีฆา  ได้แก่   สัตว์ที่มีอัตภาพยาว

มีนาค,   ปลา,   เหี้ยเป็นต้น     จริงอยู่    อัตภาพของนาคทั้งหลายในมหาสมุทร

แม้มีขนาดหลายร้อยวา. อัตภาพของปลาและเหี้ยเป็นต้น    ก็มีขนาดหลายโยชน์

บทว่า    มหนฺตา  ได้แก่   สัตว์มีอัตภาพใหญ่   ในน้ำก็มีปลาและเต่า   บนบก

ก็มีพระยาช้างเป็นต้น   ในจำพวกอมนุษย์  ก็มีทานพเป็นต้น   และตรัสว่า   ราหู

เป็นยอดของสัตว์ที่มีอัตภาพทั้งหลาย.      จริงอยู่      อัตภาพของราหูนั้น     สูง

,๘๐๐โยชน์    แขน ๑,๒๐๐ โยชน์    ระหว่างคิ้ว  ๕๐  โยชน์    ระหว่างนิ้วก็

เหมือนกัน   ฝ่ามือ  ๒๐๐  โยชน์แล.   บทว่า  มชฺฌิมา ได้แก่  อัตภาพของม้า

โคกระบือสุกรเป็นต้น.   บทว่า  รสฺสกา  ได้แก่  สัตว์ทั้งหลาย      มีขนาดต่ำ

ตรงกลางยาว   ตรงกลางอ้วน   มีคนแคระเป็นต้น  ในชาตินั้น ๆ บทว่า  อณุกา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 349

ได้แก่   สัตว์ทั้งหลายที่อัตภาพรละเอียด   หรือเล็กเป็นต้น     ที่บังเกิดในน้ำเป็น

ต้น    ไม่เป็นอารมณ์ของมังสจักษุ   เป็นวิสัยของทิพยจักษุ.   อนึ่ง   สัตว์เหล่าใด

มีขนาดต่ำ  ตรงกลางใหญ่   และตรงกลางอ้วนในชาตินั้น. ๆ สัตว์เหล่านั้น  พึง

ทราบว่า  เล็ก.  บทว่า   ถูลา   ได้แก่  สัตว์ทั้งหลาย   ที่มีอัตภาพกลม    มีปลา

เต่า   หอยกาบ   หอยโข่ง   เป็นต้น.

 

พรรณนาคาถาที่  ๕

พระผู้มีพระภาคเจ้า    ทรงแสดงสัตว์ทั้งหลายไม่เหลือด้วยติกะ ๓  ติกะ

อย่างนี้แล้ว    บัดนี้ทรงสงเคราะห์แสดงด้วยทุกะ ๓ ทุกะ  ว่า    ทิฏฺา   วา   เย

จ  อทิฏฺา   เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า  ทิฏฺา   ได้แก่   สัตว์เหล่าใด   เคยเห็น

โดยมาปรากฏแก่ตาของตน   บทว่า   อทิฏฺา   ไก้แก่  สัตว์เหล่าใด   ตั้งอยู่ใน

สมุทรอื่นภูเขาอื่นและจักรวาลอื่นเป็นต้น.  แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสัตว์

ที่อยู่ไกลและไม่ไกลอัตภาพของตนด้วยทุกะนี้ว่า     เย   จ   ทูเร   วสนฺติ

อวิทูเร.  สัตว์เหล่านั้น  พึงทราบโดยเป็นสัตว์ไม่มีเท้าและสัตว์ ๒ เท้า.   ก็เหล่า

สัตว์ที่อยู่ในกายของตน    เรียกว่า     อวิทูเร   อยู่ไม่ไกล   เหล่าสัตว์

ที่อยู่นอกกาย     เรียกว่า  ทูเร   อยู่ไกล.     อนึ่ง   เหล่าสัตว์ที่อยู่ภายใน

อุปจาร  เรียกว่า  อยู่ไม่ไกล.   ที่อยู่ภายนอกอุปจาร   เรียกว่า  อยู่ไกล.   ที่อยู่

ในพระวิหาร   ตามชนบท  ทวีป  จักรวาล  เรียกว่า   อยู่ไม่ไกล    ที่อยู่ใน

จักรวาลอื่น  เรียกว่า อยู่ไกล.

บทว่า   ภูตา    ได้แก่   เกิดแล้ว   บังเกิดแล้ว.   พระขีณาสพเหล่าใด

เป็นแล้วนั่นแล   ไม่นับว่าจักเป็นอีก    คำนั้นเป็นชื่อของพระขีณาสพเหล่านั้น.

สัตว์เหล่าใด  แสวงหาที่เกิด.    เหตุนั้นสัตว์เหล่านั้น    ชื่อว่า    สัมภเวสี.  คำนี้

เป็นชื่อของพระเสขะและปุถุชนทั้งหลาย  ที่กำลังแสวงหาที่เกิด  แม้ในอนาคต


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 350

เพราะภวสังโยชน์ยังไม่สิ้น.  อีกอย่างหนึ่ง  บรรดากำเนิด ๔ เหล่า   สัตว์ที่เป็น

อัณฑชะเกิดในไข่และชลาพุชะเกิดในครรภ์    ยังไม่ทำลายเปลือกฟองไข่และรก

ออกมาตราบใด   ตราบนั้น  ก็ชื่อว่า   สัมภเวสี.   ที่ทำลายเปลือกฟองไข่   และ

รกแล้วออกมาข้างนอก  ชื่อว่า ภูต.  เหล่าสัตว์ที่เป็นสังเสทชะ  และ โอปปาติกะ

ชื่อว่า สัมภเวสี  ในขณะปฐมจิต  ตั้งแต่ขณะทุติยจิตไปชื่อว่า   ภตะ.     หรือสตว์

ทั้งหลายเกิดโดยอิริยาบถใด      ยังไม่เปลี่ยนอิริยาบถเป็นอื่นไปจากอิริยาบถนั้น

ตราบใด   ตราบนั้น    ยิ่งชื่อว่า สัมภเวสี  นอกจากนั้น  ไปชื่อว่า ภูตะ.

 

พรรณนาคาถาที่  ๖

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ครั้นทรงแสดงเมตตาภาวนาในสัตว์ทั้งหลาย  โดย

ปรารถนาแต่จะให้เข้าถึงประโยชน์สุขของภิกษุเหล่านั้น  โดยประการต่าง ๆ ด้วย

๒   คาถาครึ่งว่า   สุขิโน   วา     เป็นต้น    อย่างนี้แล้ว    บัดนี้     เมือทรงแสดง

ภาวนานั้น       แม้โดยปรารถนาให้ออกไปจากสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์และทุกข์จึง

ตรัสว่า     น   ปโร   ปร   นิกุพฺเพถ.     นี้เป็นปาฐะเก่า    แต่ปัจจุบันสวดกันว่า

ปร   ปิ  ดังนี้ก็มี   ปาฐะนี้ไม่งาม.

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า    ปโร     ได้แก่   ชนอื่น.   บทว่า  

กุพฺเพถ   ได้แก่   ไม่หลอกลวง.    บทว่า   นาติมญฺเถ    ได้แก่    ไม่สำคัญเกิน

ไป  [ไม่ดูหมิ่น].   บทว่า   กตฺถจิ   ได้แก่ในโอกาสไหน ๆ  คือในหมู่บ้านหรือ

ในเขตหมู่บ้าน  ท่านกลางญาติหรือท่ามกลางบุคคล  ดังนี้เป็นต้น.   บทว่า  น

แปลว่า   นั่น.   บทว่า    กิญฺจิ    ได้แก่ผู้ใดผู้หนึ่ง    คือกษัตริย์หรือพราหมณ์

คฤหัสถ์หรือบรรพชิต   ที่ถึงสุข   หรือที่ถึงทุกข์   ดังนี้เป็นต้น.   บทว่า   พฺยา-

โรสนา   ปฏีฆสญฺา    ได้แก่   เพราะความกริ้วโกรธด้วยกายวิการและวจีวิการ

และเพราะคุมแค้นด้วยมโนวิการ.   เพราะเมื่อควรจะตรัสว่า  พฺยาโรสนาย

ปฏีฑสญฺาย  แต่ก็ตรัสเสียว่า   พฺยาโรสนา   ปฏีฆสญฺา  เหมือนเมื่อ


หน้าที่ 251-300
หน้าที่ 351-359