พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 1

พระสุตตันตปิฎก

ขุททกนิกาย  ขุททกปาฐะ

เล่มที่ ๑

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

 

สรณคมน์ในขุททกปาฐะ

ว่าด้วยการถึงพระรัตนตรัย

[๑]  ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ  ข้าพเจ้าถึง

พระธรรมเป็นสรณะ  ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ.

แม้ครั้งที่ ๒  ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

แม้ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้าถึงพระธรรมเป็นสรณะ  แม้ครั้งที่

๒  ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ.

แม้ครั้งที่๓  ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

แม้ครั้งที่ ๓  ข้าพเจ้าถึงพระธรรมเป็นสรณะ   แม้ครั้ง

ที่ ๓ ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ.

จบสรณคมน์


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 2

ปรมัตถโชติกา

อรรถกถาขุททกนิกาย   ขุททกปาฐะ

ข้อนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

 

คำปรารภพระคัมภีร์

นิเทศนี้ว่า      ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

ข้าพเจ้าถึงพระธรรมเป็นสรณะ

ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ

แม้วาระที่  ๒  ที่  ๓  ก็เหมือนกัน    เป็นนิเทศอธิบายเรื่องการถึงพระ

สรณตรัย  เป็นข้อต้นของคัมภีร์ขุททกปาฐะ.

บัดนี้  เพื่อเปิดเผย  จำแนก  ทำให้ง่ายซึ้งเนื้อความแห่งบาลีนี้  ข้าพเจ้า

จะกล่าวอธิบายข้อนี้   ด้วยอรรถกถาขุททกปาฐะ  ชื่อว่าปรมัตถโชติกา

ข้าพเจ้าไหว้พระรัตนตรัย      ที่สูงสุดแห่งวัตถุ

ทั้งหลายที่ควรไหว้แล้ว  จักทำการพรรณนาความแห่ง

ขุททกปาฐะ   การพรรณนานี้อันข้าพเจ้าผู้รู้พระศาสนา

น้อยทำได้ยากยิ่ง  เพราะขุททกปาฐะ มีอรรถลึกซึ้งก็จริง

อยู่  ถึงอย่างนั้น   เพราะเหตุที่ข้อวินิจฉัยของท่านบุรพา-

จารย์ยังมีอยู่เป็นนิตย์ถึงวันนี้    และนวังคสัตถุศาสน์ยัง

ดำรงอยู่อย่างเดิม   ฉะนั้น  ข้าพเจ้าจะอาศัยนวังคสัตถุ-


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 3

ศาสน์และข้อวินิจฉัยของบุรพาจารย์นี้จึงปรารถนาจะ

พรรณนาความด้วยความเคารพอย่างมา ในพระสัทธ-

ธรรม  ไม่ได้ประสงค์จะยกตนข่มท่าน  ขอท่านทั้งหลาย

จงตั้งใจ  สดับการพรรณนาความนั้น    เทอญ.

 

การกำหนดขุททกปาฐะ

เพราะข้าพเจ้ากล่าวไว้ในคำปรารภนั้นว่า     จักทำการพรรณนาความ

แห่งขุททกปาฐะ  บางปาฐะ.  ข้าพเจ้าจำต้องกำหนดขุททกปาฐะทั้งหลายเสียก่อน

แล้ว  จึงจักทำการพรรณนาความภายหลัง  เอกเทศส่วน ๆ หนึ่งของขุททกนิกาย

ชื่อว่า ขุททกะ. เอกเทศส่วนหนึ่ง ๆ ของนิกายทั้ง  ๕ ชื่อ ขุททกนิกาย  ว่าโดยธรรม

และโดยอรรถ  คัมภีร์เหล่านั้น   มี ๕ นิกาย   คือทีฆนิกาย   มัชฌิมนิกาย    สัง.-

ยุตตนิกาย   อังคุตตรนิกาย   และขุททกนิกาย  ชื่อว่า  นิกาย  ๕.

บรรดานิกายทั้ง ๕ นั้น   พระสูตร  ๓๔ สูตร  มีพรหมชาลสูตรเป็นต้น

ชื่อว่า  ทีฆนิกาย   จริงดังที่ท่านกล่าวว่า

นิกายที่รวบรวมพระสูตร  ๓๔  สูตร ๓ วรรค    ชื่อว่า    ทีฆนิกาย

อนุโลมที่ ๑.

พระสูตร  ๑๕๒  สูตร  มีมูลปริยายสูตรเป็นต้น   ชื่อว่า มัชฌิมนิกาย.

พระสูตร ๗,๗๖๒ สูตร มีโอฆตรณสูตรเป็นต้น  ชื่อว่าสังยุตตนิกาย.

พระสูตร ๙,๕๕๗ สูตรมีจิตตปริยาทานสูตรเป็นต้น  ชื่อว่า อังคุตตร-

นิกาย.

ขุททกปาฐะ   ธรรมบท  อุทาน  อิติวุตตกะ  สุตตนิบาต   วิมานวัตถุ

เปตวัตถุ  เถรคาถา  เถรีคาถา  ชาดก  นิทเทส   ปฏิสัมภิทา  อปทาน  พุทธ-

วงศ์   จริยาปิฎก   พระพุทธพจน์ที่เหลือเว้นวินัยปิฎกและอภิธรรมปิฎก  หรือ

นิกาย  ๔ ชื่อว่า ขุททกนิกาย.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 4

เหตุไร   นิกายนี้    ท่านจึงเรียกว่า   ขุททกนิกาย    เหตุเป็นที่รวม

เป็นที่อยู่ของหมวดธรรมเล็ก ๆ จำนวนมาก.    จริงอยู่    การรวมกันอยู่    ท่าน

เรียกว่า   นิกาย   ว่าโดยศาสนาและโดยโลก   ในข้อนี้   มีสาธกเป็นต้นอย่างนี้

คือ  ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราตถาคตมองไม่เห็นหมู่สัตว์หมู่หนึ่งอื่นวิจิตรเหมือน

อย่างหมู่สัตว์เดียรฉานเลย. หมู่กษัตริย์โปณิกะ  หมู่กษัตริย์จิกขัลลิกา.  เอกเทศ

ส่วนหนึ่งของขุททกนิกายนั้น    มีดังนี้   หมวดธรรมเล็ก  ๆ ที่นับเนื่องในพระ-

สุตตันปิฎกเหล่านี้      มุ่งหมายที่จะเปิดเผย     จำแนก     ทำให้ง่ายโดยอรรถ

ขุททกปาฐะ  ๙  ประเภท   คือ   สรณะสิกขาบท  ทวัตตึงสาการ   กุมารปัญหา

[สามเณรปัญหา]   มงคลสูตร   รตนสูตร  ติโรกุฑฑสูตร   นิธิกัณฑสูตรและ

เมตตสูตร   เป็นข้อต้นของหมวดธรรมแม้เหล่านั้น    โดยอาจารย์ต่อมายกขึ้นสู่

ทางการบอกการสอน   มิใช่โดยเป็นคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้.

จริงอยู่   คาถาเหล่านั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

อเนกชาติสสาร              สนฺธาวิสฺส   อนิพฺพิส

คหการ   คเวสนฺโต              ทุกฺขา  ชาติ  ปุนปฺปุน

คหการก  ทิฏฺโสิ                ปุน  เคห  น   กาหสิ

สพฺพา   เต   มาสุกา  ภคฺคา  ตณฺหาน    ขยมชฺฌคา.

เราแสวงหาช่างผู้ทำเรือนคืออัตภาพ   เมื่อไม่พบ

ได้ท่องเที่ยวไปแล้ว   สิ้นสงสารนับด้วยชาติมิใช่น้อย

ความเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์

ดูก่อนช่างผู้ทำเรือนคือ  อัตภาพ  เราพบท่านแล้ว

ท่านจักทำเรือนคืออัตภาพของเราอีกไม่ได้   โครงบ้าน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 5

ของท่านทั้งหมด   เราทำลายแล้ว     ยอดแห่งเรือนคือ

คือว่า    เรารื้อแล้ว     จิตของเราถึงพระนิพพานแล้ว

เพราะเราได้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาทั้งหลายแล้ว.

ชื่อว่าเป็นพระปฐมพุทธวจนะ แม้ทั้งหมดโดยเป็นพระดำรัสที่พระผู้มี-

พระภาคเจ้าตรัสไว้  ที่ชื่อว่าพระปฐมพุทธดำรัสนั้น     ก็โดยที่ตรัสทางพระมนัส

มิใช่ทรงเปล่งพระวาจาตรัส   ส่วนพระคาถามีว่า

ยทา  หเว  ปาตุภวนฺติ   ธมฺมา

อาตาปิโน   ฌายโต   พฺราหฺมณสฺส

อถสฺส   กงฺขา  วปยนฺติ  สพฺพา

ยโต  ปชานาติ  สเหตุธมฺม.

เมื่อใด    ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มี

เพียรเพ่งอยู่เนื้อนั้น   ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์

นั้น    ย่อมสิ้นไป  เพราะมารู้ชัดธรรมพร้อมทั้งเหตุ.

ชื่อว่าเป็นพระปฐมพุทธดำรัส โดยที่เป็นพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้า

เปล่งพระวาจาตรัส. เพราะฉะนั้น  ขุททกปาฐะ  ๙ ประเภทนี้ใด ชื่อว่าเป็นข้อต้น

ของหมวดธรรมเล็ก  ๆ เหล่านั้น       เราจะเริ่มพรรณนาความแห่งขุททกปาฐะนั้น

ตั้งแต่ต้นไป.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 6

นิทานโสธนะ

การชำระคำเริ่มต้น

วาจานี้ว่า         พุทฺธ  สรณ  คจฺฉามิ

ธมฺม  สรณ  คจฺฉามิ

สงฺฆ  สรณ  คจฺฉามิ

เป็นข้อต้นของคำเริ่มต้นนั้น   หัวข้อพรรณนาความของคำเริ่มต้นนั้น   มีดังนี้

พระสรณตรัย   ใครกล่าว   กล่าวที่ไหน  กล่าวเมื่อ

ใด   กล่าวเพราะเหตุไร  อนึ่ง  ที่มิได้ตรัสไว้มาแค่แรก

เพราะเหตุไร  ในที่นี้จึงว่า  ตรัสไว้เป็นข้อแรก   จำต้อง

ชำระคำเริ่มต้น     ต่อจากนั้นไปในคำเริ่มต้น    ก็จะชี้

แจงเรื่องพระพุทธะ เรื่องการถึงสรณะ และเรื่องบุคคล

ผู้ถึงสรณะ  จะแสดงการขาดการไม่ขาดแห่งสรณคมน์

ทั้งผล    ทั้งสรณะที่ควรถึง   แม้ในสองสรณะ   มีธมฺม

สรณ    เป็นต้น   ก็รู้กันแล้วว่ามีนัยอย่างนี้    จะอธิบาย

เหตุในการกำหนดโดยลำดับ  และจะประกาศสรณตรัย

นั้น    ด้วยข้ออุปมาทั้งหลาย.

บรรดาคาถาเหล่านั้น   คาถาแรก  ก่อนอื่น  มีปัญหา ๕  ข้อ   คือ

๑.  พระสรณตรัยนี้ใครกล่าว

๒.  กล่าวที่ไหน

๓.  กล่าวเมื่อไร

๔.  กล่าวเพราะเหตุไร


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 7

๕.  อนึ่งที่พระตถาคตมิได้ตรัสไว้มาแต่แรก  เพราะเหตุไร  ใน

ที่นี้จึงว่าตรัสไว้เป็นข้อแรก

จะวิสัชนาปัญหาทั้ง ๕ ข้อนั้น.

ปัญหาว่า   ใครกล่าว   วิสัชนาว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส   ไม่ใช่

พระสาวก  ไม่ใช่เหล่าฤษี  ไม่ใช่เทวดากล่าว.

ปัญหาว่า  กล่าวที่ไหน  วิสัชนาว่า  ที่อิสิปตนมิคทายวัน   กรุงพา-

ราณสี.

ปัญหาว่า  กล่าวเมื่อไร  วิสัชนาว่า เมื่อท่านพระยสะบรรลุพระอรหัต

พร้อมกับสหายทั้งหลาย   เมื่อพระอรหันต์ ๖๑ องค์   กระทำการแสดงธรรมใน

โลก   เพื่อประโยชน์สุขแก่ชนจำนวนมาก.

ปัญหาว่า    กล่าวเพราะเหตุไร   วิสัชนาว่า   เพื่อบรรพชาและเพื่อ

อุปสมบท  อย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็แลอุปสัมปทาเปกขะอัน

ภิกษุพึงให้บรรพชา   อุปสมบท   อย่างนี้    ข้อแรกให้

ปลงผมและหนวด  ไห้ครองผ้ากาสายะ    ให้ทำผ้าห่ม

เฉวียงว่า    ให้ไหว้เท้าภิกษุทั้งหลาย    ให้นั่งกระหย่ง

ให้ประคองอัญชลี   [ประนมมือ]   พึงสอนให้ว่าตาม

อย่างนี้ว่า พุทธ  สรณ  คจฺฉามิธมฺม  สรณ  คจฺฉามิ,

สงฺฆ  สรณ  คจฺฉามิ.

ปัญหาว่า    เพราะเหตุไรในที่นี้จึงตรัสเป็นข้อแรก     วิสัชนาว่า

เพราะเหตุที่เทวดาและมนุษย์พากัน  เข้าสู่พระศาสนาด้วยเป็นอุบาสกบ้าง   เป็น

บรรพชิตบ้าง  ด้วยทางนี้  ฉะนั้น  จึงควรรู้ว่า  นวังคสัตถุศาสน์นี้ท่านบุรพาจารย์

ทั้งหลายรวบรวมไว้ด้วยปิฎกทั้งสามยกขึ้นสู่ทางการบอกการสอน       จึงว่าตรัส

เป็นข้อแรกในขุททกปาฐะนี้   เพราะเป็นทางเข้าสู่พระศาสนา.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 8

๑.  พรรณนาพระสรณตรัย

การชี้แจงเรื่องพระพุทธะ

บัดนี้    คำใดข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า  จะชี้แจงเรื่องพระพุทธะ  เรื่องการถึง

สรณะ  และเรื่องบุคคลผู้ถึงสรณะ  ในคำนั้นสัตว์พิเศษ  ชื่อว่า  พุทธะ  เพราะ

บัญญัติอาศัยขันธสันดานที่ถูกอบรมด้วยการบรรลุอนุตตรวิโมกข์   ซึ่งเป็นนิมิต

แห่งพระญาณอันอะไร ๆ   ชัดขวางมิได้  หรือเพราะบัญญัติอาศัยการตรัสรุ้เองยิ่ง

ซึ่งสัจจะ อันเป็นปทัฏฐานแห่งพระสัพพัญญุตญาณ  เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นใด   เป็นพระสยัมภูเป็นเอง

ไม่มีอาจารย์   ตรัสรู้ยิ่งพร้อมด้วยพระองค์เอง   ซึ่งสัจจะทั้งหลาย  ใน

ธรรมทั้งหลายที่มิได้ทรงฟังมาก่อน  ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณใน

ธรรมเหล่านั้น  และความเป็นผู้เชี่ยวชาญในพละทั้งหลาย  พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าพระองค์นั้น   ชื่อว่า   พุทธะ.

การชี้แจงเรื่องพระพุทธะโดยอรรถะเท่านี้ก่อน.

แต่เมื่อว่าโดยพยัญชนะ     พึงทราบโดยนัยเป็นต้นอย่างนี้ว่า     ชื่อว่า

พุทธะ  เพราะทรงเป็นผู้ตรัสรู้   ชื่อว่า   พุทธะ   เพราะทรงเป็นผู้ปลุกให้ตื่น

สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

ในบทว่า พุทฺโธ  ชื่อว่า พุทธะ เพราะอรรถว่าอะไร   ชื่อว่า  พุทธะ

เพราะอรรถว่า    ตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย.  ชื่อว่า   พุทธะ   เพราะอรรถว่า  ทรง

ปลุกหมู่สัตว์ให้ตื่น    ชื่อว่า   พุทธะ     เพราะทรงรู้ทุกอย่าง    ชื่อว่า  พุทธะ

เพราะทรงเห็นทุกอย่าง.     ชื่อว่า   พุทธะ   เพราะตรัสรู้เองไม่ใช่ผู้อื่นทำให้รู้


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 9

ชื่อว่า พุทธะ เพราะบานแล้ว  ชื่อว่า พุทธะเพราะนับกันว่าเป็นผู้สิ้น  กิเลสแล้ว.

ชื่อว่า  พุทธะ   เพราะนับกันว่า เป็นผู้ไม่มีอุปกิเลส.  ชื่อว่า  พุทธะ  เพราะ

อรรถว่า สิ้นราคะสิ้นเชิง. ชื่อว่า พุทธะ เพราะอรรถว่า   สิ้นโทสะสิ้นเชิง. ชื่อว่า

พุทธะ เพราะอรรถว่า สิ้นโมหะสิ้นเชิง. ชื่อว่า พุทธะ เพราะอรรถว่า  ไร้กิเลส

สิ้นเชิง. ชื่อว่า พุทธะ เพราะอรรถว่า ทรงดำเนินเอกายนมรรค. ชื่อว่า พุทธะ

เพราะอรรถว่า  ตรัสรู้ยิ่งเอง   ซึ่งพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิลำพังพระองศ์เดียว.

ชื่อว่า  พุทธะ  เพราะทรงได้ความรู้ เหตุทรงกำจัดความไม่รู้ได้แล้ว. พระนาม

ว่า  พุทธะ  นี้    มิใช่พระชนนีตั้ง   มิใช่พระชนกตั้ง   มิใช่พระเชษฐภาดาตั้ง

มิใช่พระเชษฐภคินีตั้ง    มิใช่มิตรอมาตย์ตั้ง    มิใช่พระญาติสาโลหิตตั้ง   มิใช่

สมณพราหมณ์ตั้ง   มิใช่เทวดาตั้ง   พระนามนี้ของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า   มี

ตอนท้ายแห่งความหลุดพ้นจากกิเลส  บัญญัติคือพุทธะ  ทรงทำให้แจ้งพร้อมกับ

ทรงได้พระสัพพัญญุตญาณ.

ในบทว่า  พุทธะ  นั้น  ชื่อว่า  พุทธะ  เพราะอรรถว่า  ตรัสรู้สัจจะ

ทั้งหลาย   เหมือนผู้ที่ลงมาในโลก   [อวตาร]   ก็เรียกว่า   ผู้ลงมา   [อวตาร].

ชื่อว่า  พุทธะ   เพราะอรรถว่า  ทรงปลุกหมู่สัตว์ให้ตื่น  เหมือนลมที่ทำใบไม้

ให้แห้ง   ก็เรียกว่าใบไม้แห้ง.  บทว่า  สพฺพญฺญุตาย  พุทฺโธ   ท่านอธิบายว่า

ชื่อว่า พุทธะ เพราะความรู้ที่สามารถรู้ได้ทุกอย่าง. บทว่า  สพฺพทสฺสาวิตาย

พุทฺโธ   ท่านอธิบายว่า  ชื่อว่า  พุทธะ   เพราะความรู้   ที่สามารถรู้ธรรมได้

ทุกอย่าง.  บทว่า   อนญฺญเยฺยตาย   พุทโธ   ท่านอธิบายว่า  ชื่อว่า พุทธะ

เพราะตรัสรู้เอง    มิใช่ผู้อื่นทำให้ตรัสรู้.    บทว่า   วิกสิตาย  พุทฺโธ   ท่าน

อธิบายว่า  ชื่อว่า  พุทธะ  เพราะทรงบาน  เหตุบานด้วยพระคุณนานาประการ

เหมือนดอกปทุมบาน.   ด้วยบทอย่างนี้เป็นต้นว่า    ขีณาสวสงฺขาเตน   พุทฺโธ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 10

ท่านอธิบายว่า   ชื่อว่า   พุทธะ   เพราะทรงตื่นแล้วเหตุสิ้นกิเลสดุจความหลับ

ทุกอย่าง   เหมือนบุรุษตื่นเพราะสิ้นความหลับ   เพราะทรงละธรรมอันทำความ

หดหู่แห่งจิตได้.  ท่านกล่าวว่า  เอกายนมคฺค     คโตติ    พุทฺโธ   ดังนี้    ก็เพื่อ

แสดงว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า  ท่านเรียกว่า พุทธะ ก็เพราะทรงดำเนินเอกายน-

มรรค  เหมือนบุรุษแม้เดินทาง  เขาก็เรียกว่าผู้เดินไป เพราะปริยาย (ทาง) แห่ง

อรรถว่าไปสู่ทางตรัสรู้.   บทว่า  เอโก  อนุตฺตร  สมฺมาสมฺโพธึ  อภิสมฺพุทฺโธติ

พุทฺโธ   ท่านอธิบายว่า  ชื่อว่า  พุทธะ ไม่ใช่เพราะตรัสรู้โดยคนอื่น  ที่แท้  ชื่อว่า

พุทธะ   เพราะตรัสรู้ยิ่งซึ่งพระสัมมาสัมโพธิ   อันยอดเยี่ยม   ด้วยพระองค์เอง

เท่านั้น.    คำนี้ว่า    อพุทฺธิวิหตตฺตา  พุทฺธิปฏิลาภา  พุทฺโธ     เป็นคำแสดง

ปริยายว่า  พุทฺธิ  พุทธ  โพโธ ในคำนั้น   พึงทราบอรรถ  ที่สามารถทำ พุทธะ

ศัพท์ของบททุกบทให้สำเร็จความ    โดยนัยอย่างนี้ว่า    ท่านอธิบายเพื่อให้รู้ว่า

พุทธะ     เพราะทรงประกอบด้วยพระคุณคือพุทธิความรู้เหมือนที่เรียกกันว่า

ผ้าเขียว   ผ้าแดง   ก็เพราะประกอบด้วยสีเขียว   สีแดง   ต่อแต่นั้น   คำเป็นต้น

อย่างนี้ว่า  พุทฺโธติ  เนต  นาม  ท่านกล่าวไว้ก็เพื่อให้รู้ว่า   บัญญัตินี้   ดำ-

เนินไปตามอรรถะคือเนื้อความ.

การชี้แจงเรื่องพุทธะแม้โดยพยัญชนะ  มีดังกล่าวมานี้.

ชี้แจงเรื่องสรณคมน์และผู้ถึงสรณคมน์

บัดนี้     จะกล่าวชี้แจงในเรื่องการถึงสรณคมน์เป็นต้น      ดังต่อไปนี้.

พระรัตนตรัยที่ชื่อว่า  สรณะ   เพราะกำจัด  อธิบายว่า  บีบ  ทำลาย  นำออก

ดับภัยคือความกลัว   ความหวาดสะดุ้ง   ทุกข์   ทุคติ    ความเศร้าหมอง   ด้วย

การถึงสรณะนั้นนั่นแล  ของคนทั้งหลายที่ถึงสรณคมน์. อีกนัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า

ชื่อว่า   สรณะ   เพราะกำจัดภัยของสัตว์ทั้งหลาย    ด้วยการให้เข้าถึงสิ่งที่เป็น


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 11

ประโยชน์และนำออกจากสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์. พระธรรมชื่อว่า สรณะ เพราะ

ให้สัตว์ข้ามพ้นกันดารคือภพ  และให้ความโปร่งใจ.  พระสงฆ์  ชื่อว่า  สรณะ

เพราะกระทำสักการะ    แม้เล็กน้อย    ให้กลับได้ผลอันไพบูลย์    เพราะฉะนั้น

พระรัตนตรัยนั้น   จึงชื่อว่า  สรณะ  โดยปริยายดังว่ามานี้.

จิตตุปบาทที่ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยนั้นและความเคารพในพระ

รัตนตรัยนั้น  กำจัดทำลายกิเลสเสียได้  เป็นไปโดยอาการคือความมีพระรัตนตรัย

นั้น   เป็นเบื้องหน้า   หรือ   ไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัย    [ชักจูง]    ชื่อว่า   สรณคมน์.

สัตว์ผู้พรั่งพร้อมด้วยจิตตุปบาทนั้น       ย่อมถึงพระรัตนตรัยนั้น   เป็นสรณะ

อธิบายว่า   ย่อมเข้าถึงพระรัตนตรัย  ด้วยจิตตุปบาท   ที่มีประการดังกล่าวแล้ว

อย่างนี้ว่า  นี้เป็นสรณะของข้าพเจ้า  นี้เป็นเครื่องนำหน้าของข้าพเจ้า.   ก็บุคคล

เมื่อจะเข้าถึง     ย่อมเข้าถึงด้วยวิธีมาทานเหมือนอย่างนายพาณิชสองคนชื่อว่า

ตปุสสะและภัลลิกะ เป็นต้น  ว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์ทั้งสอง

นั้น    ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าและพระธรรมเป็นสรณะ     ขอพระผู้มี

พระภาคเจ้าโปรดทรงจำข้าพระองค์ทั้งสองว่าเป็นอุบาสก"  ดังนี้ก็ได้.

เข้าถึงด้วยวิธียอมเป็นศิษย์   เหมือนอย่างท่านพระมหากัสสปะเป็น

ต้นว่า     "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นศาสดา

ของข้าพระองค์   ข้าพระองค์เป็นสาวก"  ดังนี้  ก็ได้.

เข้าถึง   ด้วยวิธีทุ่มตัวไปในพระรัตนตรัยนั้น    เหมือนอย่างพรหมยุ-

พราหมณ์  เป็นต้น  ความบาลีว่า  "เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้

พรหมยุพราหมณี    ก็ลุกจากอาสนะ   กระทำผ้าห่มเฉวียงบ่า  ประนม

มือไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ เปล่งอุทาน  ๓  ครั้งว่า  นโม

ตสฺส   ภควโต    อรหโต    สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส,    นโม    ตสฺส    ภควโต


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 12

อรหโต    สมฺนาสมฺพุทธสฺส,    นโม    ตสฺส   ภควโต    อรหโต    สมฺมา-

สมฺพุทธสฺส"   ดังนี้ก็ได้.

เข้าถึงโดยวิธีมอบตน  เช่นโยคีบุคคลผู้ขวนขวายในกรรมฐานก็ได้.

เข้าถึง   โดยวิสัยและโดยกิจ   หลายวิธี   เช่นด้วยวิธีกำจัด อุปกิเลสด้วย

การถึงสรณคมน์   เหมือนอย่างพระอริยบุคคลทั้งหลาย   ก็ได้.

ชี้แจงเรื่องการถึงสรณคมน์   และเรื่องบุคคล    ผู้เข้าถึงสรณคมน์  ดัง

กล่าวมานี้.

แสดงสรณคมน์ขาด  ไม่ขาด   และผล

บัดนี้   จะแสดงสรณคมน์ขาดเป็นต้น    ที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า   จะแสดง

สรณคมน์ขาดและไม่ขาดทั้งผล  ทั้งสรณะที่ควรถึง  ดังต่อไปนี้.

การขาดสรณคมน์  ของบุคคลผู้ถึงสรณคมน์อย่างนี้  มี ๒ อย่าง  คือ

มีโทษและไม่มีโทษ  การขาดสรณคมน์เพราะการตาย  ชื่อว่าไม่มีโทษ  การขาด

สรณคมน์เพราะหันไปนับถือศาสดาอื่น  และประพฤติผิดในพระศาสดานั้น   ชื่อ

ว่ามีโทษ.   การขาดแม้ทั้ง  ๒ นั้น     ย่อมมีแก่พวกปุถุชนเหล่านั้น     สรณะของ

ปุถุชนเหล่านั้น     ย่อมชื่อว่าเศร้าหมอง   เพราะประพฤติไปด้วยความไม่รู้  ความ

สงสัยและความรู้ผิด       และเพราะประพฤติไม่เอื้อเฟื้อเป็นต้น  ในพระพุทธคุณ

ทั้งหลาย    ส่วนพระอริยบุคคลหามีสรณะที่ขาดไม่    และหามีสรณะเศร้าหมอง

ไม่  เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วย

ทิฏฐิ  [สัมมาทิฏฐิ]  จะพึงนับถือศาสดาอื่น  มิใช่ฐานะ  มิใช่โอกาส  ส่วนพวก

ปุถุชน  ยังไม่ถึงการขาดสรณะตราบใด   ตราบนั้น    ก็ยังชื่อว่าเป็นผู้มีสรณะไม่

ขาด   การขาดสรณะของปุถุชนเหล่านั้น     ย่อมมีโทษ   มีความเศร้าหมองและ

อำนวยผลที่ไม่น่าปรารถนา   การขาดสรณะที่ไม่มีโทษ   ก็ไม่มีผล   เพราะหา

วิบากมิได้.    ส่วนการไม่ขาดสรณะว่าโดยผล     ก็ย่อมอำนวยผลที่น่าปรารถนา

อย่างเดียว  เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 13

ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง  ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

ชนเหล่านั้นละกายมนุษย์ไปแล้ว  ก็จักไม่เข้าถึงอบาย-

ภูมิ  จักทำหมู่เทพให้บริบูรณ์   ดังนี้.

ก็ในข้อนั้น    พึงทราบอธิบายแห่งคาถาอย่างนี้ว่า    ชนเหล่าใด    ถึง

สรณะด้วยการตัดอุปกิเลสได้ขาดด้วยสรณคมน์   ชนเหล่านั้น   จักไม่ไปอบาย.

ส่วนชนนอกนั้น  จักไม่ไปอบาย  ก็ด้วยการถึงสรณะ.

แสดงสรณะขาดไม่ขาดและผลเพียงเท่านี้ก่อน.

 

แสดงสรณะที่ควรถึง

ในการแสดงสรณะที่ควรถึง   ผู้ทักท้วงกล่าวว่า  ในคำนี้ว่า  ข้าพเจ้าถึง

พระพุทธเจ้าเป็นสรณะ  ผู้ใดถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ   ผู้นั้น   จะพึงถึงพระ-

พุทธเจ้าหรือสรณะ  แม้ทั้งสองคำ  การกล่าวแต่คำเดียว  ก็ไร้ประโยชน์  เพราะ

เหตุไร   เพราะมีแต่กิริยาคือการถึง   ไม่มีสองกรรม.    ความจริง    นักคิดทาง

อักษรศาสตร์  ไม่ประสงค์กรรม  ๒ กรรมในข้อนี้  เหมือนในคำว่า  อช  คาม

เนติ  เป็นต้น ฉะนั้น.

ถ้าผู้ทักท้วงกล่าวว่า     การกล่าวแม้คำทั้งสองมีแค่ประโยชน์อย่างเดียว

เหมือนในคำว่า     คจฺฉเตว    ปุพฺพ    ทิส    คจฺฉติ   ปจฺฉิม   ทิส    นักคิด

อักษรศาสตร์ไม่ประสงค์อย่างนั้นดอก   เพราะท่านไม่ประสงค์ว่า  พระพุทธเจ้า

และสรณะเป็นตัวเหตุเท่า ๆ กัน      ความจริงเมื่อประสงค์ว่า     พระพุทธเจ้า

และสรณะเหล่านั้น   เป็นตัวเหตะเท่า ๆ กันแล้ว   บุคคลแม้มีจิตขุ่นเคือง   เข้า

เฝ้าพระพุทธเจ้าก็จะพึงชื่อว่า   ถึงพระพุทธเจ้า    ถึงสรณะน่ะสิ    สรณะนั้นใด

ทำให้ต่างไปว่า  พระพุทธเจ้า.  ผู้นั้นก็ชื่อว่าถึงสรณะนั้นทั้งนั้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 14

ถ้าผู้ทักท้วงกล่าวว่า    ท่านประสงค์เอาความที่พระพุทธเจ้าและสรณะ

เป็นตัวเหตุเท่า ๆ กัน เพราะบาลีว่า   เอต  โข  สรณ   เขม  เอต  สรณมุตฺตม

สรณะนั่นแลเกษม   ปลอดภัย    สรณะนั้นอุดมสูงสุด   ไม่ประสงค์เช่นนั้น  ดอก

เพราะในบทคาถานั้น  มีแต่พระพุทธเจ้าเป็นสรณะนั้น.  ความจริง  ในบทคาถา

นั้นนั่นแลท่านประสงค์ถึงความที่พระพุทธเจ้าและสรณะเป็นตัวเหตุเท่า ๆ   กัน

อย่างนี้ว่า   สรณะทั้งเกษมทั้งอุดม    เพราะพิจารณาเป็นถึงพระรัตนตรัยมีพระ-

พุทธเจ้าเป็นต้นนั้น ในความเป็นสรณะ  ที่นับได้ว่า  กำจัดภัยแก่ผู้ถึงสรณคมน์

ได้จริง    ส่วนในบาลีประเทศอื่น    เมื่อมีความสัมพันธ์ด้วยผู้ถึงสรณคมน์

ท่านก็ไม่ประสงค์ความที่พระพุทธเจ้าและสรณะเป็นตัวเหตุเท่า ๆ กัน    เพราะ

ไม่สำเร็จเป็นสรณคมน์   ดังนั้น  คำนี้จึงสาธกไม่ได้.

ถ้าผู้ทักท้วงกล่าวว่า   น่าจะประสงค์เอาความที่พระพุทธเจ้าและสรณะ

เป็นตัวเหตุเท่า ๆ กัน    เพราะสำเร็จเป็นสรณคมน์  แม้เมื่อมีความสัมพันธ์ด้วย

ผู้ถึงสรณคมน์ได้ในบาลีนี้ว่า     เอต    สรณนาคมฺม    สพฺพทุกฺขา   ปมุจฺจติ

บุคคลอาศัยสรณะนั้น   ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงดังนี้    ไม่ใช่เช่นนั้นดอก

เพราะขัดข้องด้วยโทษที่กล่าวมาก่อนแล้ว.   ความจริง   แม้ในข้อนั้น   ก็จะพึง

ขัดข้องด้วยโทษที่กล่าวมาก่อนว่า    เมื่อมีความที่พระพุทธเจ้าและสรณะเป็นตัว

เหตุเท่า ๆ กัน อยู่   บุคคลแม้มีจิตขุ่นเคืองอาศัยสรณะ.   คือพระพุทธเจ้า   พระ

ธรรมและพระสงฆ์   ก็จะพึงหลุดพ้นจากทุกข์ได้หมดน่ะสิ    แต่จะว่าไม่ขัดข้อง

ด้วยโทษก็หามิได้    ดังนั้น      คำนั้นจึงสาธกไม่ได้.    พึงทราบอธิบายในข้อ

นั้น    อย่างนี้ว่า   สัตว์ทั้งหลายเมื่อจะหลุดพ้น    ด้วยอานุภาพของพระผู้มีพระ

ภาคเจ้า   ผู้เป็นกัลยาณมิตร  ท่านก็กล่าวว่า  อาศัยกัลยาณมิตรจึงหลุดพ้น   ได้

ในบาลีนี้ว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 15

ดูก่อนอานนท์   ก็สัตว์ทั้งหลายที่มีชาติความเกิด

เป็นธรรมดา   อาศัยเราตลาคตเป็นกัลยาณมิตร   ย่อม

หลุดพ้น  จากชาติดังนี้  ฉันใด  แต่ในที่นี้  บุคคลเมื่อ

จะหลุดพ้น  ด้วยอานุภาพแห่งสรณะ  คือพระพุทธเจ้า

พระธรรมและพระสงฆ์  ท่านก็กล่าวว่า   บุคคลอาศัย

สรณะนี้ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์   ทั้งปวง ดังนี้ ก็ฉันนั้น.

ความที่พระพุทธเจ้าเป็นคมนียะ    ควรถึงก็ไม่ถูก   ความที่สรณะเป็น

คมนียะควรถึงก็ไม่ถูก  ความที่พระพุทธเจ้าและสรณะทั้งสอง   เป็นคมนียะควร

ถึงก็ไม่ถูก  แม้โดยประการทั้งปวงอย่างนี้   คมนียะสิ่งที่ควรถึงของผู้ถึงสรณคมน์

ที่ท่านอธิบายว่า  ข้าพเจ้าถึงสิ่งที่พึงปรารถนา   ควรกล่าวถึง    ต่อนั้น    ก็ควร

กล่าวข้อยุติคือข้อที่ถูก   ในเรื่องนี้   ดังนั้น  ข้าพเจ้าจะกล่าวข้อยุติดังต่อไปนี้

ในข้อยุตินี้   พระพุทธเจ้าเท่านั้นเป็นคมนียะ   แต่เพื่อแสดงอาการคือ

การถึง   คำกล่าวถึงสรณะนั้นมีว่า   ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ   พระ-

พุทธเจ้าพระองค์นั้นเป็นสรณะของข้าพเจ้า    พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น    เป็น

ปรายนะนำหน้าของข้าพเจ้า   เป็นผู้กำจัดทุกข์    เป็นผู้ทรงประโยชน์ ข้าพเจ้า

ถึง  คบ  เสพ   เข้าใกล้ชิดพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น    ด้วยความประสงค์ดังกล่าว

มานี้  หรือว่าข้าพเจ้ารู้ทราบอย่างนี้   จริงอยู่   คติเป็นประโยชน์ของธาตุเหล่าใด

แม้ความรู้ก็เป็นประโยชน์ของธาตุเหล่านั้น.

ถ้าผู้ทักท้วงกล่าวว่า    ข้อนั้นไม่ถูก  เพราะไม่ประกอบ  อิติ ศัพท์  คำ

ทักท้วงนั้นก็ไม่ถูก  ข้อยุติที่ถูกในเรื่องนั้น   พึงมีดังนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 16

หากว่าความในเรื่องนั้น    พึงมีอย่างนี้ไซร้.  แต่นั้น   ก็พึงต้องประกอบ

อิติศัพท์    ดังในประโยคทั้งหลายเป็นต้นว่า   อนิจฺจ  รูป   อนิจฺจ  รูปนฺติ

ยถาภูต ปชานาติ  ย่อมรู้ชัดรูปที่ไม่เที่ยง  ตามความเป็นจริงว่า  รูปไม่เที่ยง

ดังนี้. แต่อิติศัพท์ท่านหาประกอบไว้ไม่   เพราะฉะนั้น   ข้อทักท้วงนั้นจึงไม่ถูก

แต่อันนี้  ไม่ถูกเพราะเหตุไร  เพราะความของอิติศัพท์มีอยู่ในตัวนั้นแล้ว  ความ

ของอิติศัพท์แม้ในที่นี้    ก็มีอยู่พร้อม   ดังในประโยคทั้งหลายเป็นต้น อย่างนี้ว่า

โย   จ   พุทฺธญฺจ   ธมฺมญฺจ   สงฺฆญฺจ   สรณ   คโต     ก็ผู้ใดถึงพระพุทธเจ้า

พระธรรม   และพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ  ดังนี้   แต่มิใช่จะต้องประกอบอิติศัพท์

ไว้ในที่ทุกแห่ง   เพราะมีความอยู่พร้อมในตัวแล้ว    บัณฑิตพึงทราบความของ

อิติศัพท์แม้มิได้ประกอบไว้    เหมือนดังประกอบไว้ในที่นั้น      ทั้งในที่อื่นซึ่งมี

กำเนิดอย่างนี้  เพราะฉะนั้น   อิติศัพท์จึงไม่มีโทษ  [ไม่ผิด]

ถ้าผู้ทักท้วงกล่าวว่า   คำใดที่ท่านกล่าวไว้ว่า   ก็เพื่อแสดงอาการคือถึง

จึงต้องกล่าวระบุสรณะดังนี้    คำนั้น  ก็ไม่ถูก    เพราะสรณะเท่านั้น เป็นคมนียะ

สิ่งที่ควรถึง  ได้ในบาลีเป็นต้นว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เราตถาคตอนุญาตการ

บรรพชา  ด้วยสรณคมน์สาม  ดังนี้   คำที่ข้าพเจ้ากล่าวนั้น   ไม่ใช่ไม่ถูก   เพราะ

เหตุไร  เพราะคำนั้นมีความอยู่พร้อมในตัว.   ความจริง  ความของอิติศัพท์นั้น

ก็มีอยู่พร้อมในคำแม้นั้นเอง   เพราะเหตุที่แม้ไม่ประกอบอิติศัพท์ไว้เช่นคำก่อน

ก็พึงเห็นเหมือนดังประกอบอิติศัพท์ไว้   นอกจากนี้ก็พึงขัดข้องด้วยโทษที่กล่าว

มาก่อนนั่นแหละ   เพราะฉะนั้น  พึงถือเอาตามที่ท่านสอนไว้เท่านั้น.

แสดงสิ่งที่ควรถึงดังกล่าวมาฉะนี้


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 17

ชี้แจงสรณะคือพระธรรมและพระสงฆ์

บัดนี้   จะกล่าวอธิบายต่อไป.  ในคำที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า   แม้ในสรณะ

ทั้งสองมีว่า  ธมฺม  สรณ   เป็นต้น    ก็รู้กันแล้วว่ามีนัยอย่างนี้เหมือนกัน. นัย

แห่งการพรรณนาความนี้ใด ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในคำนี้ว่า   พุทฺธ  สรณ  คจฺฉามิ

ก็พึงทราบนัยแห่งการพรรณนาความนั้น  ในสองบทนี้ว่า   ธมฺม  สรณ  คจฺฉามิ

สงฺฆ  สรณ  คจฺฉามิ.    จริงอยู่    ในข้อแม้นั้น     ว่าโดยอรรถและพยัญชนะ

ของพระธรรมและพระสงฆ์   ก็มีเพียงการชี้แจงเท่านั้นที่ไม่เหมือนกัน   นอกนั้น

ก็เหมือนกันกับที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น  เพราะจะกล่าวอธิบายเฉพาะที่ไม่เหมือนกัน

ในพระธรรมและพระสงฆ์นี้   ดังนี้  อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า  มรรค  ผล นิพพาน

ชื่อว่า พระธรรม.  ขันติ   ความชอบใจหรือมติของพวกเราว่า  มรรคและวิราคะ

เท่านั้น   ชื่อว่าพระธรรมในอรรถนี้   เพราะทรงผู้เจริญมรรคผล   และผู้ทำให้

แจ้งพระนิพพานแล้ว     โดยไม่ให้ตกไปในอบายทั้งหลาย     และทำให้โปร่งใจ

อย่างยิ่ง   ขอยกอัคคัปปสาทสูตรนั้นแลเป็นข้อสาธก   สมจริงดังที่พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าตรัสไว้ในอัคคัปปสาทสูตรนั้นเป็นต้นอย่างนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   สังธรรมนี้เพียงใด  อริยมรรคประกอบ

ด้วยองค์  ๘ ท่านกล่าวว่าเป็นยอดของสังขตธรรมเหล่านั้น.  กลุ่มของ

บุคคลทั้งหลาย   ผู้พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค  ๔ อย่าง   และผู้มีขันธ-

สันดานอบรมยิ่งด้วยสามัญผล  ๔  ชื่อว่าพระสงฆ์  เพราะรวมตัวกันด้วย

การรวมทิฏฐิและศีล   สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า

ดูก่อนอานนท์    เธอจะสำคัญข้อนั้นเป็นไฉน

ธรรมเหล่าใดที่เราแสดงเพื่อรู้ยิ่งสำหรับเธอทั้งหลาย

คือสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 18

๕  พละ ๕  โพชฌงค์  ๗  อริยมรรคมีองค์  ๘   อานนท์

เธอจะไม่เห็นภิกษุแม้  ๒  รูป    มีวาทะต่างนี้ในธรรม

เหล่านี้เลย.

จริงอยู่    พระสงฆ์โดยปรมัตถ์นี้    อันบุคคลพึงถึงว่าเป็นสรณะ   ใน

พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า  พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า

เป็นผู้ควรของคำนับ   ควรของต้อนรับ    ควรของทำบุญ   ควรทำอัญชลียกมือ

ไหว้  เป็นนาบุญของโลกยอดเยี่ยม.  สรณคมน์ของผู้ถึงสรณะนั้น   ย่อมไม่ขาด

ไม่เศร้าหมอง  ด้วยการทำการไหว้เป็นต้น   ในภิกษุสงฆ์หรือภิกษุณีสงฆ์แม้หมู่

อื่น    หรือพระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข     หรือสมมติสงฆ์ต่างโดยสงฆ์

จตุวรรคเป็นต้น  หรือแม้ในบุคคลคนหนึ่ง   ซึ่งบวชเจาะจง  พระผู้มีพระภาคเจ้า

ความต่างกันในสังฆสรณะที่มีเท่านี้        ส่วนวิธีการขาดและไม่ขาดเป็นต้นแห่ง

สรณคมน์นี้และที่สอง  นอกเหนือจากที่กล่าวแล้ว พึงทราบตามนัยที่กล่าวมาก่อน

แล้ว  การพรรณนาความข้อนี้ว่า  แม้ในสองสรณะว่า  ธมฺม  สรณ  เป็นต้น

ก็รู้กันแล้วว่านัยนี้เหมือนกัน    มีเท่านี้ก่อน.

 

อธิบายเหตุในการกำหนดตามลำดับ

ในคำนี้ว่า   จะอธิบายเหตุในการกำหนดตามลำดับ   บัดนี้จะอธิบายเหตุ

ในการกำหนดตามลำดับอย่างนี้ว่า     ในคำถึงสรณทั้งสามนั้น     ท่านประกาศ

พระพุทธเจ้าอันดับแรก   เพราะเป็นผู้เลิศแห่งสัตว์ทั้งปวง   ประกาศพระธรรม

อันดับต่อมา   เพราะเป็นแดนเกิดของพระพุทธเจ้านั้น    และเพราะเป็นธรรมที่

พระพุทธเจ้านั้นทรงนำออกสั่งสอนแล้ว  ประกาศพระสงฆ์อันดับสุดท้าย  เพราะ

เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งพระธรรมนั้น    และเพราะซ่องเสพพระธรรมนั้น      อีกนัยหนึ่ง

ท่านประกาศพระพุทธเจ้าอันดับแรก   เพราะทรงประกอบสัตว์ทั้งปวงไว้ใน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 19

หิตประโยชน์    ประกาศพระธรรมอันดับต่อมา    เพราะเป็นแดนเกิดแห่งพระ-

พุทธเจ้านั้น     และเพราะเป็นธรรมเป็นหิตประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง    ประกาศ

พระสงฆ์อันดับสุดท้าย  เพราะพระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุหิตประโยชน์  และ

มีหิตประโยชน์อันบรรลุแล้ว   กำหนดโดยความเป็นสรณะ.

 

ประกาศด้วยข้ออุปมา

บัดนี้     จะกล่าวอธิบายคำที่ว่าจะประกาศพระสรณตรัยนั้น     ด้วยข้อ

อุปมาทั้งหลาย  ก็ในคำนั้น    พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนพระจันทร์เพ็ญ   พระ-

ธรรมเปรียบเหมือนกลุ่มรัศมีของพระจันทร์    พระสงฆ์เปรียบเหมือนโลกที่

เอิบอิ่มด้วยรัศมีของพระจันทร์เพ็ญที่ทำให้เกิดขึ้น   พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือน

ดวงอาทิตย์ทอแสงอ่อน ๆ     พระธรรมดังกล่าวเปรียบเหมือนข่ายรัศมีของดวง

อาทิตย์นั้น     พระสงฆ์เปรียบเหมือนโลกที่ดวงอาทิตย์นั้นกำจัดมืดแล้ว.   พระ-

พุทธเจ้าเปรียบเหมือนคนเผาป่า  พระธรรมเครื่องเผาป่าคือกิเลส เปรียบเหมือน

ไฟเผาป่า  พระสงฆ์ที่เป็นบุญเขต   เพราะเผากิเลสได้แล้ว  เปรียบเหมือนภูมิภาค

ที่เป็นเขตนา    เพราะเผาห่าเสียแล้ว.   พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนเมฆฝนใหญ่

พระธรรมเปรียบเหมือนน้ำฝน        พระสงฆ์ผู้ระงับละอองกิเลสเปรียบเหมือน

ชนบทที่ระงับละอองฝุ่นเพราะฝนตก.       พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนสารถีที่ดี

พระธรรมเปรียบเหมือนอุบายฝึกม้าอาชาไนย       พระสงฆ์เปรียบเหมือนฝูงม้า

อาชาไนยที่ฝึกมาดีแล้ว.   พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนศัลยแพทย์   [หมอผ่าตัด]

เพราะทรงถอนลูกศรคือทิฏฐิได้หมด พระธรรมเปรียบเหมือนอุบายที่ถอนลูกศร

ออกได้พระสงฆ์ผู้ถอนลูกศรคือทิฏฐิออกแล้ว  เปรียบเหมือนชนที่ถูกถอนลูกศร

ออกแล้ว.   อีกนัยหนึ่ง  พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนจักษุแพทย์  เพราะทรงลอก

พื้นชั้นโมหะออกได้แล้ว    พระธรรมเปรียบเหมือนอุบายเครื่องลอกพื้น  [ตา]


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 20

พระสงฆ์ผู้มีพื้นชั้นตาอันลอกแล้ว  ผู้มีดวงตาคือญาณอันสดใส  เปรียบเหมือนชน

ที่ลอกพื้นตาแล้ว  มีดวงตาสดใส. อีกนัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนแพทย์

ผู้ฉลาด เพราะทรงสามารถกำจัด  พยาธิคือกิเลสพร้อมทั้งอนุสัยออกได้ พระธรรม

เปรียบเหมือนเภสัชยาที่ทรงปรุงถูกต้องแล้ว       พระสงฆ์ผู้มีพยาธิคือกิเลสและ

อนุสัยอันระงับแล้ว  เปรียบเหมือนหมู่ชนที่พยาธิระงับแล้ว   เพราะประกอบยา.

อีกนัยหนึ่ง    พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนผู้ชี้ทาง    พระธรรมเปรียบ

เหมือนทางดี  หรือพื้นที่ที่ปลอดภัย  พระสงฆ์เปรียบเหมือนผู้เดินทาง   ถึงที่ที่

ปลอดภัย  พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนนายเรือที่ดี  พระธรรมเปรียบเหมือนเรือ

พระสงฆ์เปรียบเหมือนชนผู้เดินทางถึงฝั่ง.     พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนป่า

หิมพานต์  พระธรรมเปรียบเหมือนโอสถยาที่เกิดแต่ป่าหิมพานต์นั้น   พระสงฆ์

เปรียบเหมือนชนผู้ไม่มีโรคเพราะใช้ยา.  พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนผู้ประทาน

ทรัพย์    พระธรรมเปรียบเหมือนทรัพย์    พระสงฆ์ผู้ได้อริยทรัพย์มาโดยชอบ

เปรียบเหมือนชนผู้ได้ทรัพย์ตามที่ประสงค์.     พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนผู้ชี้

ขุมทรัพย์  พระธรรมเปรียบเหมือนขุมทรัพย์   พระสงฆ์เปรียบเหมือนชนผู้ได้

ขุมทรัพย์.

อีกนัยหนึ่ง  พระพุทธเจ้าผู้เป็นวีรบุรุษเปรียบเหมือนผู้ประทานความ

ไม่มีภัยพระธรรมเปรียบเหมือนไม่มีภัย พระสงฆ์ผู้ล่วงภัยทุกอย่าง เปรียบเหมือน

ชนผู้ถึงความไม่มีภัย  พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนผู้ปลอบพระธรรมเปรียบเหมือน

การปลอบ    พระสงฆ์เปรียบเหมือนชนผู้ถูกปลอบ  พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือน

มิตรดี    พระธรรมเปรียบเหมือนคำสอนที่เป็นหิตประโยชน์    พระสงฆ์เปรียบ

เหมือนชนผู้ประสบประโยชน์ตน   เพราะประกอบหิตประโยชน์.  พระพุทธเจ้า

เปรียบเหมือนบ่อเกิดทรัพย์พระธรรมเปรียบเหมือนทรัพย์ที่เป็นสาระ พระสงฆ์


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 21

เปรียบเหมือนชนผู้ใช้ทรัพย์ที่เป็นสาระ    พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนผู้ทรงสรง

สนานพระราชกุมาร  พระธรรมเปรียบเหมือนน้ำที่สนานตลอดพระเศียร  พระ-

สงฆ์ผู้สรงสนานดีแล้วด้วยน้ำคือพระสัทธรรม   เปรียบเหมือนหมู่พระราชกุมาร

ที่สรงสนานดีแล้ว. พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนช่างผู้ทำเครื่องประดับ  พระธรรม

เปรียบเหมือนเครื่องประดับ  พระสงฆ์ผู้ประดับด้วยพระสัทธรรมเปรียบเหมือน

หมู่พระราชโอรสที่ทรงประดับแล้ว. พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนต้นจันทน์ พระ-

ธรรมเปรียบเหมือนกลิ่นอันเกิดแต่ต้นจันทน์นั้น  พระสงฆ์ผู้ระงับความเร่าร้อน

ได้สิ้นเชิง  เพราะอุปโภคใช้พระสัทธรรม   เปรียบเหมือนชนผู้ระงับความร้อน

เพราะใช้จันทน์    พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนบิดามอบมฤดกโดยธรรม    พระ-

ธรรมเปรียบเหมือนมฤดก  พระสงฆ์ผู้สืบมฤดกดือพระสัทธรรม  เปรียบเหมือน

พวกบุตรผู้สืบมฤดก.    พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนดอกปทุมที่ปาน  พระธรรม

เปรียบเหมือนน้ำอ้อยที่เกิดจากดอกปทุมที่บานนั้น     พระสงฆ์เปรียบเหมือนหมู่

ภมรที่ดูดกินน้ำอ้อยนั้น.  พึงประกาศพระสรณตรัยนั้น   ด้วยข้ออุปมาทั้งหลาย

ดังกล่าวมาฉะนี้.

มาติกาหัวข้อของกถาพรรณนาความที่ยกตั้งไว้ในเบื้องต้นด้วย ๔ คาถา

ว่า  พระสรณตรัย  ใครกล่าว  กล่าวที่ไหน   กล่าวเมื่อไร   กล่าวเพราะเหตุไร

เป็นต้น    ก็เป็นอันประกาศแล้วโดยอรรถ  ด้วยกถามีประมาณเพียงเท่านี้แล.

จบกถาพรรณนาพระสรณตรัย

อรรถกถาขุททกปาฐะ   ชื่อปรมัตถโชติกา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 22

สิกขาบท  ๑๐   ในขุททกปาฐะ

[๒]    ข้าพเจ้าสมาทาน   สิกขาบท   คือเจตนางด

เว้นจากปาณาติบาต

ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท   คือเจตนางดเว้นจาก

อทินนาทาน

ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท   คือเจตนางดเว้นจาก

อพรหมจรรย์

ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท   คือเจตนางดเว้นจาก

มุสาวาท

ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท   คือเจตนางดเว้นจาก

ที่ตั้งแห่งความประมาท   คือการเสพของเมา   คือสุรา

เมรัย

ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท   คือเจตนางดเว้นจาก

การบริโภคอาหารในเวลาวิกาล

ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท   คือเจตนางดเว้นจาก

การฟ้อนรำ   ขับร้อง   การประโคม  และการดูการเล่น

อันเป็นข้าศึกแก่กุศล

ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท   คือเจตนางดเว้นจาก

จากการลูบไล้  ทัดทรง ประดับประดาดอกไม้ ของหอม

อันเป็นลักษณะการแต่งตัว

ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท   คือเจตนางดเว้นจาก

การนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนสูงใหญ่

ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท   คือเจตนางดเว้นจาก

การรับทองและเงิน

จบสิกขาบท  ๑๐


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 23

๒.  พรรณนาสิกขาบท

หัวข้อปาฐะว่าด้วยสิกขาบท

ครั้นแสดงการเข้าสู่พระศาสนาด้วยการถึงสรณคมน์อย่างนี้แล้ว     เพื่อ

จะพรรณนาปาฐะที่ว่าด้วยสิกขาบท   ซึ่งตั้งเป็นบทนิกเขปไว้  เพื่อแสดงสิกขาบท

ทั้งหลาย  อันอุบาสกหรือบรรพชิต   ผู้เข้ามาสู่พระศาสนาจะพึงศึกษา   เป็นอัน

ดับแรก   บัดนี้ข้าพเจ้าจะกล่าวมาติกาหัวข้อดังต่อไปนี้

สิกขาบทเหล่านี้  ผู้ใดกล่าว    กล่าวที่ใด    กล่าว

เมื่อใด    กล่าวเพราะเหตุใด    จำต้องกำหนดกล่าวทำ

นัยนั้น   โดยความแปลกแห่งสิกขาบททั่วไป   จำต้อง

กำหนดโทษทั้งเป็นปกติวัชชะ และปัณณัตติวัชชะ ทำ

การชี้แจงนัยทั่วไป   ทั่วทุกสิกขาบท    โดยพยัญชนะ

และอรรถะของบททั้งหลาย.

แต่ใน  ๕  สิกขาบทต้น    พึงทราบวินิจฉัย     โดย

ประกาศความแปลกกัน  ของสิกขาบททั่วไปโดยความ

เป็นอย่างเดียวกัน  และความต่างกันเป็นอาทิ   ตั้งต้นแต่

ปาณาติบาตเป็นต้นไป โดยอารมณ์   การสมาทานและ

การขาด  โดยความมีโทษมาก    โดยประโยค  องค์และ

สมุฏฐาน โดยเวทนา  มูลและกรรม  โดยการงดเว้นและ

โดยผล.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 24

ข้อยุติคือความถูกต้องจากการพรรณนา ๕  สิก-

ขาบทต้น  พึงนำมาใช้ใน  ๕  สิกขาบทหลัง  พึงกล่าว

สิกขาบทเป็นข้อ ๆ พึงทราบว่า  สิกขาบท  มีอย่างเลว

เป็นต้นไว้ด้วย.

ในมาติกาหัวข้อนั้น  ๑๐  สิกขาบทมีปาณาติปาตาเวรมณีเป็นต้น นั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เดียวตรัสไว้  มิใช่พระสาวก.  จริงอยู่  พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า   เสด็จจากกรุงกบิลพัสดุ์ถึงกรุงสาวัตถี   ทรงให้ท่านพระราหุลบรรพชา

แล้ว  ณ พระเชตวัน  อารามของท่านอนาถบิณฑิกะ กรุงสาวัตถี  ตรัสสิกขาบท

๑๐  นั้น    เพื่อทรงกำหนดสิกขาบทสำหรับสามเณรทั้งหลาย    สมจริงดังที่ท่าน

กล่าวคำนี้ไว้ว่า

ครั้งนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับสำราญตามพระพุทธอัธยา

ศัยอยู่  ณ  กรุงกบิลพัสดุ์แล้ว  เสด็จจาริกไปทางกรุงสาวัตถี  เมื่อเสด็จ

จาริกมาตามลำดับ   ก็ถึงกรุงสาวัตถี.  ครั้งนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้า

ประทับอยู่  ณ  พระเชตวัน    อารามของทานอนาถบิณฑิกะ   กรุงสาวัตถี

สมัยนั้น  ฯลฯ  สามเณรทั้งหลายเกิดความคิดว่า   สิกขาบททั้งหลายสำหรับ

พวกเรามีเท่าไรกันหนอ   พวกเราจะพึงศึกษาในสิกขาบท  จำนวนเท่าไร

ภิกษุทั้งหลายจึงนำความกราบทูลแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า   พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าจึงตรัสว่า  " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เราตถาคตอนุญาตสิกขาบท

๑๐   สิกขาบท   สำหรับสามเณรทั้งหลาย   เพื่อสามเณรทั้งหลายศึกษา

ในสิกขาบท  ๑๐  นั้นคือ   ปาณาติปาตา    เวรมณี ฯลฯ  ชาตรูป-

รชตปฏิคฺคหณา  เวรมณี "  ดังนี้.

สิกขาบทที่  ๑๐ นี้นั้น  พึงทราบว่า    ท่านยกขึ้นใช้บอกสอน  โดย

แนวพระสูตรว่า  สมาทาย   สิกฺขติ  สิกฺขาปเทสุ   สมาทานศึกษา  ในสิก-


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 25

ขาบททั้งหลาย    และโดยแนวปาฐะที่ท่านแสดงไว้    ในสรณคมน์   อย่างนี้ว่า

ปาณาติปาตา    เวรมณีสิกฺขาปท     สมาทิยามิ    ข้าพเจ้าสมาทานสิกขาบท

คือเจตนางดเว้นจากปาณาติบาต  เป็นต้น    พึงทราบนัยที่ว่า   "สิกขาบทเหล่า

นี้   ผู้ใดกล่าว   กล่าวที่ใด   กล่าวเมื่อใด  กล่าวเพราะเหตุไร    จะกล่าวนัยนั้น"

เท่านี้ก่อน.

 

กำหนดความแปลกกันของสิกขาบททั่วไป

ก็บรรดาสิกขาบทเหล่านั้น     สิกขาบทที่  ๔ - ๕  สองสิกขาบทข้างต้น

ทั่วไปทั้งอุบาสก   ทั้งสามเณรโดยเป็นนิจศีล    แต่ว่าโดยเป็นอุโบสถศีล   ของ

พวกอุบาสก  เว้นสิกขาบทหลังหมด   เพราะรวบสิกขาบทที่ ๗ และ  ๘  เข้าเป็น

องค์เดียวกัน   สิกขาบททั้งหมด   ก็ทั่วไปกับสามเณรทั้งหลาย   ส่วนสิกขาบท

หลังเป็นพิเศษสำหรับสามเณรเท่านั้น   พึงทราบกำหนดโดยความแปลกกันของ

สิกขาบททั่วไปดังกล่าวมาฉะนี้   พึงกำหนดปกติวัชชะ และปัณณัตติวัชชะ อย่าง

นี้คือ   บรรดาสิกขาบทเหล่านั้น ๕ สิกขาบทข้างต้น   กำหนดด้วยเจตนางดเว้น

จากปกติวัชชะ  ของปาณาติบาตเป็นต้น   เพราะมีกุศลจิตเป็นสมุฏฐานส่วนเดียว

สิกขาบทนอกนั้น   กำหนดด้วยเจตนางดเว้นจากปัณณัตติวัชชะ.

 

ชี้แจงบททั่วไป

ก็เพราะเหตุที่บรรดาบทเหล่านั้น     บทเหล่านั้นว่า   เวรมณีสิกฺขาปท

สมาทิยามิ  เป็นบททั่วไปทั้งหมด  ฉะนั้น   พึงทราบการชี้แจงบทเหล่านั้นทั่ว

ไป   ทั้งโดยพยัญชนะ  ทั้งโดยอรรถะดังต่อไปนี้.

ในบทเหล่านั้น  พึงทราบโดยพยัญชนะก่อน  ชื่อว่า  เวรมณี   เพราะ

เว้นเวร  อธิบายว่า  ละบรรเทาเวร  คือทำให้สิ้นสุด  ให้ถึงความไม่มี.  อีกนัย


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 26

หนึ่ง   บุคคลย่อมเว้นจากเวร   ด้วยเจตนาตัวการเท่านั้น     เหตุนั้น    เจตนานั้น

จึงชื่อว่า  เวรมณี  เพราะเอาวิอักษรเป็น เวอักษร.  ด้วยเหตุนั้นนั่นแล  ในคำนี้

พุทธบริษัทจึงสวดกันเป็น ๒ อย่างว่า  เวรมณีสิกขาปท  วิรมณีสิกขาปท.

ชื่อว่า   สิกขา  เพราะอันบุคคลพึงศึกษา.  ชื่อว่า  บท   เพราะเป็นเครื่องถึง

บทแห่งสิกขาบทแห่งสิกขา   ชื่อว่า   สิกขาบท   อธิบายว่าอุบายเป็นเครื่อง

ถึงสิกขา. อีกอย่างหนึ่ง ท่านอธิบายว่า เป็นมูล เป็นที่อาศัย เป็นที่ตั้ง. สิกขาบท

คือเจตนาเครื่องงดเว้น    ชื่อว่า   เวรมณีสิกขาบท   หรือ  วิรมณีสิกขาบท

ตามนัยที่สอง. ข้าพเจ้ายึดถือโดยชอบ ชื่อว่า สมาทิยามิ ท่านอธิบายว่าข้าพเจ้า

ยึดถือโดยประสงค์จะไม่ล่วงละเมิด   เพราะเป็นผู้กระทำสิกขาบทไม่ให้เป็นท่อน

ไม่ให้ขาด  ไม่ให้ด่างพร้อย.

แต่เมื่อว่าโดยอรรถะ   บทว่า  เวรมณี   ได้แก่  วิรัติ   เจตนางดเว้น

ประกอบด้วยจิตอันเป็นกามาวจรกุศล.  วิรัตินั้น     ของบุคคลผู้งดเว้นจากปาณา-

ติบาต ท่านกล่าวไว้ในวิภังค์ โดยนัยเป็นต้นอย่างนี้ว่า  เจตนางด  เจตนางดเว้น

เว้นขาด  งดเว้น  ไม่ทำ ไม่กระทำ ไม่ล่วง  ไม่ละเมิดขอบเขต   การชักสะพาน

เสียด้วยอริยมรรค  ชื่อว่า เสตุ  จากปาณาติบาต   ในสมัยนั้น  อันใด.  ธรรมดาว่า

เวรมณีนั้น     แม้เป็นโลกุตระมีอยู่ก็จริง   ถึงอย่างนั้นในที่นี้   ก็ควรเป็นเวรมณี

ที่เป็นไปโดยการสมาทาน  เพราะผู้สมาทานกล่าวว่า  สมาทิยามิ  เพราะฉะนั้น

เวรมณีที่เป็นโลกุตระนั้น   จึงไม่มี  ข้าพเจ้ากล่าวว่าวิรัติ   เจตนางดเว้น   ประกอบ

ด้วยจิตอันเป็นกามาวจรกุศล.

บทว่า   สิกขา   ได้แก่  สิกขา  ๓  คือ   อธิศีลสิกขา   อธิจิตตสิกขา

อธิปัญญาสิกขา.   แต่ในที่นี้    ศีลคือสัมปัตตวิรัติ   วิปัสสนาฝ่ายโลกิยะ

รูปฌานและอรูปฌานและอริยมรรค  ท่านประสงค์ว่า  สิกขา  ในบท

ว่าสิกขานี้,   เหมือนดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 27

ธรรมเหล่าไหน   ชื่อว่าสิกขา   สมัยใด   จิตเป็น

กุศลฝ่ายกามาวจร  เกิดขึ้น  ไปกับโสมนัส   ประกอบ

ด้วยญาณ ฯลฯ   สมัยนั้น   ผัสสะ  ก็มี ฯลฯ  ความไม่

กวัดแกว่งก็มี   ธรรมเหล่านี้ชื่อว่า  สิกขา.

ธรรมเหล่าไหน   ชื่อว่าสิกขา    สมัยใด   พระ-

โยคาวจรเจริญมรรค    ด้วยการเข้าถึงรูปฌานสงัดจาก

กามทั้งหลาย    สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย    เข้าถึง

ปฐมฌาน  ฯลฯ  เข้าถึงปัญจมฌานอยู่  ฯลฯ  ความไม่

กวัดแกว่งก็มี    ธรรมเหล่านี้  ชื่อว่าสิกขา.

ธรรมเหล่าไหน    ชื่อว่าสิกขา    สมัยใด     พระ-

โยคาวจรเจริญมรรคด้วยการเข้าถึงอรูปฌาน      ไป

กับเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน  ฯลฯ  ความไม่กวัด-

แกว่งก็มี   ธรรมเหล่านี้  ชื่อว่าสิกขา.

ธรรมเหล่าไหน   ชื่อว่าสิกขา   สมัยใด   พระ-

โยคาวจรเจริญโลกกุตรฌาน   เป็นธรรมนำสัตว์ออกจาก

ทุกข์ ฯลฯ  ความไม่กวัดแกว่งก็มี   ธรรมเหล่านี้   ชื่อว่า

สิกขา.

บทคืออุบายเครื่องถึง    อีกอย่างหนึ่งเป็นมูล  เป็นที่อาศัย   เป็นที่ตั้ง

แห่งสิกขาอย่างใดอย่างหนึ่ง   บรรดาสิกขาเหล่านั้น  เหตุนั้น    จึงชื่อว่า  สิกขา

บท สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ดังนี้ว่า    "พระโยคาวจรอาศัยศีลตั้งอยู่ในศีล

เมื่อเจริญทำให้มากซึ่งโพชฌงค์  ๗"   อย่างนี้เป็นต้น.   พึงทำการชี้แจงโดย

พยัญชนะ   โดยอรรถะ  ทั่ว ๆ ไปแก่บททั้งหลายทั่วไป    ในบทเหล่านั้น  ด้วย

ประการฉะนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 28

พรรณนา  ๕  สิกขาบทข้างต้น

คำใดข้าพเจ้า กล่าวไว้ว่า    แต่ใน  ๕  สิกขาบทข้างต้น     จำต้องชี้แจง

โดยประกาศความที่แปลกกัน  ฯลฯ  พึงทราบวินิจฉัย ฯลฯ     ในคำนั้น   บัดนี้

ข้าพเจ้าจะกล่าวชี้แจงดังนี้  ก่อนอื่น ในคำว่า ปาณาติปาโต  นี้  บทว่า ปาโณ

ได้แก่ความสืบต่อแห่งขันธ์ที่นับเนื่องด้วยชีวิตินทรีย์.   อีกนัยหนึ่ง ได้แก่ สัตว์

ที่บัณฑิตอาศัยความสืบต่อแห่งขันธ์นั้น   บัญญัติไว้. ก็วธกเจตนา  เจตนาคิดจะ

ฆ่าของบุคคลผู้มีความสำคัญในสัตว์มีชีวิตนั้นว่าเป็นสัตว์มีชีวิต    เป็นสมุฏฐาน

แห่งความพยายามที่จะตัดชีวิตินทรีย์ของสัตว์มีชีวิตนั้น      เป็นไปทางกายทวาร

และวจีทวาร  ทวารใดทวารหนึ่ง  ชื่อว่าปาณาติบาต.

ในคำว่า  อทินฺนาทาน  นี้  บทว่า  อทินฺน  ได้แก่ ทรัพย์สิ่งของ

ที่เจ้าของหวงแหน.   ซึ่งเจ้าของเองเมื่อทำตามที่ต้องการ   ก็ไม่ต้องโทษ  ไม่ถูก

ตำหนิเถยยเจตนา  เจตนาคิดจะลัก  ของบุคคลผู้มีความสำคัญในทรัพย์สิ่งของที่

เจ้าของหวงแหนว่าเป็นทรัพย์สิ่งของที่เจ้าของหวงแหน  เป็นสมุฏฐานแห่งความ

พยายามที่จะลักทรัพย์สิ่งของนั้น      เป็นไปทางกายทวารและวจีทวาร   ทวารใด

ทวารหนึ่งนั้นแล  ชื่อว่าอทินนาทาน.

บทว่า  อพฺรหฺมจริย   ได้แก่   ความประพฤติไม่ประเสริฐ.    เจตนา

เป็นเหตุละเมิดฐาน.  คือ  การซ่องเสพอสัทธรรม   เป็นไปทางกายทวารโดยการ

ซ่องเสพเมถุนคือการสมสู่กันสองต่อสอง  ชื่อว่า อพรหมจรรย์.

ในคำว่า  มุสาวาโท  นี้   บทว่า  มุสา  ได้แก่ วจีประโยคหรือ   กาย

ประโยค  ที่หักรานประโยชน์ของบุคคลผู้มุ่งจะให้คลาดเคลื่อนจากความจริงเป็น

เบื้องหน้า  มิจฉาเจตนา  เจตนาที่จะพูดผิด  ทำผิด  ของบุคคลนั้น   ด้วยประสงค์

จะให้ผู้อื่นเข้าใจผิด    เป็นสมุฏฐานแห่งกายประโยคและวจีประโยคที่จะทำผู้อื่น


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 29

ให้เข้าใจผิด    เป็นไปทางกายทวารและวจีทวาร    ทวารใดทวารหนึ่ง    ชื่อว่า

มุสาวาท.

ก็ในคำว่า  สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺาน  นี้  บทว่า สุรา ได้แก่สุรา

๕ อย่าง   คือ   สุราทำด้วยแป้ง  สุราทำด้วยขนม   สุราทำด้วยข้าวสุก  สุราผสม

เชื้อ  สุราที่ปรุงด้วยเครื่องปรุง.

แม้ เมรัยก็มี  ๕  อย่าง   คือ    เมรัยที่ทำด้วยดอกไม้   เมรัยที่ทำด้วย

ผลไม้  เมรัยทำด้วยงบน้ำอ้อย  เมรัยที่ทำด้วยดอกมะซาง  เมรัยที่ปรุงด้วยเครื่อง

ปรุง.   บทว่า   มชฺช   ได้แก่   ทั้งสองอย่างนั้นนั่นแหละ  ชื่อว่า   มัชชะ  เพราะ

อรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งความเมา.   ก็หรือสิ่งอื่นใด  ไม่ว่าอะไรเป็นทีตั้งแห่งความ

เมา  บุคคลเมาประมาทด้วยสิ่งใดที่ดื่มแล้ว  สิ่งอันนี้ก็เรียกว่า   มัชชะ.  บทว่า

ปมาทฏฺาน  ได้แก่ เจตนาที่ดื่มกลืนกินมัชชะนั้น  ท่านเรียกว่า  ปมาทฏฺ-

ฐาน   เพราะเป็นเหตุแห่งความเมาความประมาท  เจตนากลืนกินมัชชะคือสุรา

และเมรัย   เป็นไปทางกายทวารด้วยประสงค์จะกลืนกิน     พึงทราบว่าสุราเมรัย

เป็นทั้งแห่งความประมาทโดยประการใด  พึงทราบวินิจฉัยในสิกขาบทเหล่านั้น

ก่อนนับตั้งแต่ปาณาติบาตเป็นต้นไป  โดยประการนั้น.

 

วินิจฉัยสิกขาบทอย่างเดียวกันและต่างกัน เป็นต้น

ในคำ   เอกตานานตาทิโต  โดยที่สิกขาบทอย่างเดียวกันแต่ต่างกัน

เป็นต้นนี้  ผู้ทักท้วงกล่าวว่า ปาณาติบาต หรือสิกขาบทอันมีอทินนาทานเป็นต้น

เป็นอย่างเดียวกัน  เพราะผู้จะพึงถูกฆ่า  ผู้ฆ่า   ประโยคและเจตนาเป็นต้น เป็น

อย่างเดียวกันหรือต่างกัน  เพราะมีผู้จะถูกฆ่าเป็นต้นต่างกัน   หรือว่าไม่ใช่ทั้ง

สองอย่างก็เพราะเหตุไร   ผู้ทักท้วงจึงกล่าวคำนี้   ผิว่าสิกขาบทจะเป็นอย่างเดียว

กัน  เพราะคนที่จะพึงถูกฆ่าเป็นต้นเป็นคนเดียวกันไซร้   เมื่อเป็นดังนั้น  เมื่อ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 30

ใด  ผู้ฆ่ามากคน  ฆ่าคนที่จะพึงถูกฆ่าคนเดียว  หรือผู้ฆ่าคนเดียวฆ่าคนที่จะพึง

ถูกฆ่ามากคน  คนที่จะพึงถูกฆ่ามากคน   ก็จะถูกผู้ฆ่าฆ่าด้วยประโยคเดียว   มี

สาหัตถิกประโยคเป็นต้น.     หรือเจตนาอย่างเดียวก็จะยังประโยคของผู้เข้าไปตัด

ชีวิตินทรีย์    ของคนที่จะพึงถูกฆ่ามากคนให้ทั้งขึ้น  เมื่อนั้น   ปาณาติบาตก็จะ

พึงมีอย่างเดียว   แต่ผิว่าสิกขาบทจะต่างกัน   เพราะคนที่จะพึงถูกฆ่าเป็นคนต่าง

กันไซร้  เมื่อเป็นดังนั้น    เมื่อใดผู้ฆ่าคนเดียว   เมื่อทำประโยคเดียว   เพื่อคนๆ

เดียว  ก็ย่อมฆ่าคนที่พึงถูกฆ่ามากคน  หรือผู้ฆ่ามากคนเมื่อทำมากประโยค  เพื่อ

คนมากคนมีเทวทัต  ยัญทัตและโสมทัตเป็นต้น  ก็ย่อมฆ่าได้เฉพาะเทวทัต ยัญทัต

หรือโสมทัตคนเดียวเท่านั้น    หรือผู้ที่จะพึงถูกฆ่าคนเดียว    ถูกผู้ฆ่าฆ่าด้วยมาก

ประโยคมีสาหัตถิกประโยคเป็นต้น     เจตนามากเจตนา    ก็จะยังประโยคของผู้

เข้าไปตัดชีวิตินทรีย์ของผู้ที่จะพึงถูกฆ่าคนเดียวเท่านั้นให้ตั้งขึ้น.      เมื่อนั้น

ปาณาติบาต ก็จะพึงมีมากอย่าง   แม้คำทั้งสองนั้น    ก็ไม่ถูก.    สิกขาบทจะชื่อว่า

เป็นอย่างเดียวกัน         เพราะผู้ที่จะพึงถูกฆ่าเป็นต้นเหล่านั้น  มีผู้เดียวก็หามิได้

สิกขาบทชื่อว่าต่างกันเพราะผู้ที่จะพึงถูกฆ่าเป็นต้นเหล่านั้นต่างกัน      ก็หามิได้

ความจริง  สิกขาบทอย่างเดียวกัน และต่างกัน  ก็โดยเหตุอย่างอื่น  คำนั้นพึงใช้

แก่ปาณาติบาต   แม้สิกขาบทนอกนั้น    ก็พึงใช้อย่างนั้น.

ข้าพเจ้าขอชี้แจงต่อไปนี้:-    ก่อนอื่น     ปาณาติบาตนั้น  ชื่อว่าเป็น

อย่างเดียวกัน  เพราะผู้ที่จะพึงถูกฆ่าและคนฆ่าเป็นต้น เป็นอย่างเดียวกัน  ชื่อว่า

ต่างกัน     เพราะผู้ที่จะพึงถูกฆ่าเป็นต้นต่างกัน    ก็หาไม่   ที่แท้    ปาณาติบาต

ชื่อว่าเป็นอย่างเดียวกัน   เพราะผู้ที่จะถูกฆ่าและคนฆ่าเป็นต้นเป็นอย่างเดียวกัน

โดยจัดเป็นคู่ ๆ กัน.  ทั้งชื่อว่าเป็นอย่างเดียวกัน เพราะผู้จะพึงถูกฆ่าและคนฆ่า

เป็นต้นแม้ทั้งสองนั้น     เป็นอย่างเดียวกันโดยจัดเป็นคู่ ๆ  กัน  หรือชื่อว่าต่าง

กัน  เพราะผู้ที่จะพึงถูกฆ่าและคนฆ่าเป็นต้นนั้น  เป็นอีกคนหนึ่งจากคนทั้งสอง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 31

จริงอย่างนั้น     เมื่อคนผู้ฆ่ามากคน     แม้ฆ่าคนผู้ที่จะถูกฆ่าหลายคน

ด้วยประโยคหลายประโยค  มี  สรักเขปประโยค   การขุดสระเป็นต้น   หรือ

ด้วยประโยค ๆ    เดียวมี  โอปาตขณนประโยค   การขุดบ่อเป็นต้น    ก็เป็น

ปาณาติบาตมากปาณาติบาต  เมื่อคนผู้ฆ่าคนเดียวแม้ฆ่าคนที่ถูกฆ่ามา ๆ คน  ด้วย

ประโยคเดียวหรือมากประโยคด้วยเจตนาเดียว  ที่ยังประโยคนั้นให้ตั้งขึ้น หรือ

ด้วยมากประโยค  ก็เป็นปาณาติบาตจากปาณาติบาต  อนึ่ง  เมื่อคนผู้ฆ่ามากคน

แม้ฆ่าคนที่ถูกฆ่าคนเดียว  ด้วยมากประโยความที่กล่าวแล้ว  หรือด้วยประโยค

เดียว  ก็เป็นปาณาติบาตมากปาณาติบาต   แม้ในสิกขาบทมีอทินนาทานเป็นต้น ก็

นัยนี้ในเรื่องนี้  พึงทราบวินิจฉัยโดยความเป็นสิกขาบทอย่างเดียวกัน และต่างกัน

เป็นต้น   ด้วยประการดังกล่าวมาฉะนี้

เมื่อว่าโดยอารมณ์   ในข้อนี้  ปาณาติบาตชีวิตินทรีย์เป็นอารมณ์.

อทินนาทาน  อพรหมจรรย์ และสุราเมรัยมัชชปมาทัฏฐาน  มีสังขารคือบรรดา

รูปธรรมมีรูปายตนะเป็นต้น  อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์    มุสาวาทมีสัตว์เป็น

อารมณ์   เพราะปรารภคนที่จะพูดมุสาเป็นไป   อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า   แม้

อพรหมจรรย์  ก็มีสัตว์เป็นอารมณ์    อนึ่ง  อทินนาทานมีสัตว์เป็นอารมณ์ใน

เวลาที่สัตว์เป็นผู้ที่จะพึงถูกลักไป    อีกประการหนึ่งอทินนาทาน    มีสัตว์เป็น

อารมณ์ก็โดยอำนาจสังขารมิใช่โดยอำนาจพระบัญญัติ  ในข้อนี้  พึงทราบวินิจ-

ฉัยโดยอารนณ์  ดังกล่าวมาฉะนี้.

เมื่อว่าโดยสมาทาน    ก็สิกขาบทเหล่านี้     มีปาณาติปาตาเวรมณี-

สิกขาบทเป็นต้น  สามเณรสมาทานในสำนักภิกษุเท่านั้น  จึงเป็นอันสมาทาน  ส่วน

อุบาสกสมาทานเองก็ดี   สมาทานในสำนักของผู้อื่นก็ดี   ก็เป็นอันสมาทานแล้ว

สมาทานรวมกันก็ดี     สมาทานแยกกันก็ดี    ก็เป็นอันสมาทานแล้ว   แต่ต่างกัน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 32

อย่างไรเล่า  บุคคลสมาทานรวมกัน    ก็มีวิรัติเดียว   มีเจตนาเดียวเท่านั้น     แต่

ปรากฏว่าวิรัติและเจตนาเหล่านั้น   มีถึง ๕ โดยอำนาจกิจคือหน้าที่.  ส่วนบุคคล

ที่สมาทานแยกกันก็พึงทราบว่ามีวิรัติ  เจตนาก็ ๕ ในข้อนี้   พึงทราบวินิจฉัย

โดยการสมาทาน  ด้วยประการฉะนี้.

เมื่อว่าโดยการขาด    ในข้อนี้     สำหรับสามเณรทั้งหลาย    เมื่อ

สิกขาบทหนึ่งขาด  ทุกสิกขาบทก็เป็นอันขาดเพราะสิกขาบทเหล่านั้น   เป็นฐาน

ที่ตั้งแห่งปาราชิกของสามเณรเหล่านั้น     ด้วยสิกขาบทที่สามเณรล่วงละเมิดนั้น

แล   ก็มีกรรมต่อเนื่องตามมา.

แต่สำหรับคฤหัสถ์  เมื่อศีลข้อหนึ่งขาด   ก็ขาดข้อเดียวเท่านั้น   เพราะ

ศีลของคฤหัสถ์เหล่านั้นมีองค์  ๕  ย่อมจะสมบูรณ์อีกด้วยการสมาทานศีลนั้น เท่า

นั้น   แต่อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่าบรรดาศีลที่คฤหัสถ์สมาทานเป็นข้อ  ๆ เมื่อ

ศีลข้อหนึ่งขาด   ก็ขาดข้อเดียวเท่านั้น    แต่บรรดาศีลที่คฤหัสถ์สมาทานรวมกัน

อย่างนี้ว่า   ข้าพเจ้าสมาทานศีล   ที่ประกอบด้วยองค์ ๕ ดังนี้    เมื่อศีลข้อหนึ่ง

ขาด    ศีลแม้ที่เหลือ   ก็เป็นอันขาดหมดทุกข้อ.   เพราะเหตุไร ?   เพราะศีลข้อ

ที่สมาทานไม่ขาด ด้วยศีลที่คฤหัสถ์ล่วงละเมิดนั่นแล  ก็มีความผูกพันด้วยกรรม

ในข้อนี้    พึงทราบวินิจฉัย   แม้โดยการขาด   ด้วยประการฉะนี้.

เมื่อว่าโดยโทษมาก   บรรดาสัตว์มีชีวิตที่เว้นจากคุณ  มีสัตว์เดียรัจ-

ฉานเป็นต้น    ปาณาติบาตชื่อว่ามีโทษน้อย    ก็เพราะสัตว์ตัวเล็กชื่อว่ามีโทษ

มาก  ก็เพราะสัตว์ตัวใหญ่.   เพราะเหตุไร.  เพราะประโยคใหญ่  (ความพยายาม

มาก)    แม้เมื่อมีประโยคเสมอกัน    ชื่อว่า  มีโทษมาก   เพราะวัตถุใหญ่   ส่วน

บรรดาสัตว์มีชีวิตที่มีคุณ  มีมนุษย์เป็นต้น   ปาณาติบาต  ชื่อว่ามีโทษน้อย  ก็

เพราะมนุษย์มีคุณน้อย,   ชื่อว่ามีโทษมาก   ก็เพราะมนุษย์มีคุณมาก    แต่เมื่อมี


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 33

ตัวและคุณเสมอกัน    ก็พึงทราบว่า   มีโทษน้อย   เพราะกิเลสและความพยายาม

อ่อนและมีโทษมาก เพราะกิเลสและความพยายามแรงกล้า  แม้ในสิกขาบทที่เหลือ

ก็นัยนี้  อนึ่ง   ในข้อนี้    สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานเท่านั้น     ชื่อว่ามีโทษมาก

ปาณาติบาตเป็นต้น     หามีโทษมากเช่นนั้นไม่   เพราะอะไร  เพราะทำอันตราย

แก่อริยธรรม    เหตุทำผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ให้กลายเป็นคนบ้า    ในข้อนี้   พึง

ทราบวินิจฉัย   แม้โดยความมีโทษมาก  ด้วยประการฉะนี้.

เมื่อว่าโดยประโยค   ก็ในข้อนี้   ปาณาติบาตมี  ๖ ประโยคคือ

สาหัตถิกประโยค  อาณัตติกประโยค นิสสัคคิยประโยค  ถาวรประโยค

วิชชามยประโยค   อิทธิมยประโยค.

บรรดาประโยคเหล่านั้น   การประหารด้วยกายหรือของที่เนื่องด้วยกาย

ชื่อว่า  สาหัตถิกประโยค   สาหัตถิกประโยคนั้น   แยกเป็น ๒ คือ   สาหัต-

ถิกประโยคเจาะจงและสาหัตถิกประโยคไม่เจาะจง.   ในสาหัตถิกประโยคทั้งสอง

นั้น   เฉพาะสาหัตถิกประโยคเจาะจงบุคคลย่อมผูกพันด้วยกรรม    เพราะความ

ตายของคนที่ไปเจาะจงประหารเท่านั้น.  ในสาหัตถิกประโยคไม่เจาะจงอย่างนี้ว่า

ผู้ใดผู้หนึ่งจงตายเสียเถิดดังนี้    บุคคลย่อมผูกพันด้วยกรรมเพราะความตายของ

คนใดคนหนึ่ง   เหตุการประหารเป็นปัจจัย.   อนึ่ง   แม้ด้วยสาหัตถิกประโยคทั้ง

สอง  เขาพอถูกประหารก็ตาย  หรือตายด้วยโรคนั้นในภายหลัง  บุคคลก็ย่อมผูก

พันอยู่ด้วยกรรม     ขณะที่เขาถูกประหารเท่านั้น        แต่เมื่อบุคคลประหารด้วย

ประสงค์จะให้เขาตาย   แต่เขาไม่ตายด้วยการประหารนั้น     กลับคิดประหารเขา

อีก   ผิว่า  แม้ในภายหลังเขาตายด้วยการประหารครั้งแรก   บุคคลก็ย่อมผูกพัน

ด้วยกรรมในเวลานั้นเท่านั้น   ถ้าว่าเขาตายด้วยการประหารครั้งที่สอง  ก็ไม่เป็น

ปาณาติบาต    แม้เมื่อเขาตายด้วยสาหัตถิกประโยคทั้งสอง    บุคคลก็ผูกพันด้วย


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 34

กรรม  โดยการประหารครั้งแรกเท่านั้น    เมื่อเขาไม่ตายแม้ด้วยสาหัตถิกประโยค

ทั้งสอง    ก็ไม่เป็นปาณาติบาตเลย    ในข้อที่แม้คนมากคนประหารคนคนเดียว

ก็นัยนี้   แม้ในอันนี้ความผูกพันด้วยกรรม   ย่อมมีแก่คนที่ประหารเขาตายเท่า

การจงใจสั่งให้เขาทำ   ชื่อว่า   อาณัตติกประโยค   แม้ในอาณัตตก-

ประโยคนั้น  ก็พึงทราบความผูกพันด้วยกรรม    โดยนัยที่กล่าวไว้ในสาหัตถิก-

ประโยคนั้นแล  ก็ในอาณัตติกประโยคนั้น  พึงทราบว่า  มีกำหนดไว้  ๖ อย่าง

อาณัตติกประโยคกำหนดไว้     อย่างเหล่านี้คือ

วัตถุ๑      กาล  ๑   โอกาส  ๑    อาวุธ  ๑   อิริยาบถ   ๑

กิริยาวิเศษ   ๑

ในข้อกำหนด ๖ นั้น  สัตว์มีชีวิต  พึงจำไว้ว่าวัตถุ.  เวลาเช้าเวลาเย็น

เป็นต้น    และเวลาหนุ่มสาว  เวลาเป็นผู้ใหญ่เป็นต้น   ก็พึงจำไว้ว่า  กาล. คาม

นิคม  ป่า  ตรอกหรือทางแยก  ดังว่ามานี้เป็นต้น   พึงจำไว้ว่า  โอกาส.   อาวุธ

เป็นต้น อย่างนี้คือ คาบ ธนู หรือหอก พึงทรงการยืนหรือการนั่งของตนที่ถูกฆ่า

และคนฆ่าดังว่ามานี้เป็นต้น    พึงจำไว้ว่า  อิริยาบถ.   การแทง   การตัด   การ

ทำให้ขาด  หรือกร้อนผม   ดังว่ามาเป็นต้น    พึงจำไว้ว่า  กิริยาวิเศษ.  ก็หากว่า

คนถูกเขาสั่งให้ฆ่าผู้ใด    ทำวัตถุให้คลาดเคลื่อน   [ฆ่าผิดตัว]     ไปฆ่าคนอื่น

นอกจากผู้นั้นไซร้    ผู้สั่งก็ไม่ต้องผูกพันด้วยกรรม    ถ้าเขาไม่ทำวัตถุให้คลาด

เคลื่อนฆ่าไม่ผิดตัว    แม้ทั้งสองคนก็ต้องผูกพันด้วยกรรม    คือผู้สั่งในขณะสั่ง

ผู้ถูกสั่งในขณะฆ่า  แม้ในข้อกำหนดอื่น ๆ มีกาลเป็นต้น   ก็นัยนี้.

ก็การปล่อยเครื่องประหารด้วยกายหรือของที่เนื่องด้วยกาย   เพื่อทำเขา

ให้ตาย  ชื่อว่า  นิสสัคคิยประโยค.  แม้นิสสัคคิยประโยคนั้น    ก็แยกเป็น ๒

เหมือนกันคือ    นิสสัคคิยประโยคเจาะจงและไม่เจาะจง   ในข้อนี้     การผูกพัน

ด้วยกรรม  ก็พึงทราบตามนัยที่กล่าวมาแล้วในข้อนี้  ๆ นั่นแล.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 35

การขุดบ่อ  การวางกระดานหก   การประกอบเหยื่อยาพิษและกรงยนต์

เป็นต้น   เพื่อทำให้เขาตาย   ชื่อว่า   ถาวรประโยค.  แม้ถาวรประโยคนั้นก็แบ่ง

เป็น ๒  คือถาวรประโยคเจาะจงและไม่เจาะจง.  ก็ในข้อนี้   การผูกพันด้วยกรรม

พึงทราบตามนัยที่กล่าวมาแล้วโนข้อต้น  ๆ   แต่ความแปลกกันมีดังนี้ เมื่อคนหา

หัวมัน    ทำบ่อเป็นต้นใกล้ ๆ    หรือทำบ่อเปล่าก็ต้องคนอื่น ๆ ผิว่า   เขาตาย

เพราะบ่อเป็นต้นนั้น   เป็นปัจจัย  ความผูกพันด้วยกรรม  ก็มีแก่คนหาหัวมัน.

อนึ่ง เมื่อคนนั้นหรือคนอื่นกลบบ่อนั้นเสียแล้ว  ทำพื้นให้เรียบ  หรือคนกวาดฝุ่น

โกยฝุ่นไป  หรือคนขุดหัวมัน  ขุดหัวมัน ทำหลุมไว้  หรือเมื่อฝนตกเกิดโคลนตม

คนลงไปติดตายในโคลนตมนั้น     ความผูกพันด้วยกรรม    ก็มีแก่คนหาหัวมัน

นั่นแหละ   ก็ผิว่า   คนที่ได้หัวมันหรือคนอื่น   ทำหลุมนั้นให้กว้างหรือลึกกว่า

เดิม  คนลงไปตายเพราะหลุมกว้างหรือลึกนั้น    ความผูกพันด้วยกรรม   ก็แก่

คนแม้ทั้งสองเหมือนอย่างว่า  มูลเหตุทั้งหลายย่อมเทียบกัน ได้กับการขุดหัวมัน

ฉันใด เมื่อคนกลบหลุมให้เรียบในที่นั้น  คนก็พ้นจากตกหลุม  ก็ฉันนั้น.  แม้ใน

ถาวรประโยคมีการวางกระดานหกเป็นต้น     ก้อย่างนั้นเหมือนกัน    การผูกพัน

ด้วยกรรมตามเหตุที่เกิด  ก็พึงทราบตราบเท่าที่ถาวรประโยคเหล่านั้นยังเป็นไป.

การร่ายวิทยาคมเพื่อทำให้ตาย   ชื่อว่า  วิชชามยประโยค.

การทำฤทธิ์ต่าง ๆ ที่เกิดแต่วิบากกรรม    เพื่อทำให้เขาตาย    เหมือน

ใช้อาวุธคือเขี้ยวเป็นต้น     ขบด้วยเขี้ยวเป็นอาทิ    ชื่อว่า   อิทธิมยประโยค.

ส่วนอทินนาทานก็มีประโยค  คือสาหัตถิกประโยคและอาณัตติกประโยคเป็นต้น

ที่เป็นไปโดยอำนาจ   เถยยาวหาร   ปสัยหาวหาร    ปฏิจฉันนาวหาร   ปริกัป-

ปาวหารและกุสาวหาร  ประเภทแห่งประโยคแม้เหล่านั้น    ก็พึงทราบโดยทำนอง

ที่กล่าวมาแล้วนั่นแล,    สิกขาบทแม้ทั้งสามมีอพรหมจริยะเป็นต้น    ก็ได้เฉพาะ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 36

สาหัตถิกประโยคอย่างเดียว  ในข้อนี้    พึงทราบวินิจฉัย   แม้โดยประโยค  ด้วย

ประการดังกล่าวมาฉะนี้

เมื่อว่าโดยองค์  ในข้อนี้

ปาณาติบาต   มีองค์  ๕ คือ

๑.  ปาโณ   สัตว์มีชีวิต

๒.  ปาณสญฺี   สำคัญว่า   สัตว์มีชีวิต

๓.  วธกจิตฺต   จิตคิดจะฆ่า

๔.  วายมติ   พยายาม

๕.  เตน  มรติ   สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น

แม้อทินนาทาน   ก็มีองค์   ๕   เหมือนกัน  คือ

๑.  ปรปริคฺคหิต   ของมีเจ้าของหวงแหน

๒.  ปรปริคฺคหิตสญฺี  สำคัญว่า    ของมีเจ้าของหวงแหน

๓.  เถยฺยจิตฺต   มีจิตคิดจะจะลัก

๔.  วายมติ  พยายาม

๕.  เตน  อาทาตพฺพ  อาทาน   คจฺฉติ   ลักของได้มา   ด้วยความ

พยายามนั้น

ส่วนอพรหมจรรย์   มีองค์   ๔  คือ

๑.  อชฺฌาจริยวตฺถุ  สิ่งที่พึงล่วงละเมิด

๒.  เสวนจิตฺต   จิตคิดจะเสพ

๓.  ปโยค  สมาปชฺชติ   พยายามเข้าถึง

๔.  สาทิยติ  ยินดี

มุสาวาท   ก็มีองค์   ๔   เหมือนกัน   คือ

๑.  มุสา   เรื่องเท็จ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 37

๒.  วิสวาทนจิตฺต    จิตคิดจะพูดเท็จ

๓.   วายาโม   พยายาม   เกิดแต่จิตนั้น

๔.  ปรวิสวาทน  พูดเท็จต่อคนอื่น   และเขารู้เรื่องเท็จ

สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน   ก็มีองค์   ๔  คือ

๑.  สุราทีน   อญฺตร   ของมึนเมามีสุราเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง

๒.  มทนียปาตุกมฺยตาจิตฺต  จิตคิดอยากจะดื่มจองมึนเมา

๓.  ตชฺช  วายาม   อาปชฺชติ   ความพยายามเกิดแต่จิตนั้น

๔.  ปีเต   จ   ปวิสติ   ดื่มเข้าไปในลำคอ

ในข้อนี้   พึงทราบวินิจฉัย   แม้โดยองค์  ด้วยประการดังกล่าวมาฉะนี้.

เมื่อว่าโดยสมุฏฐาน  ในข้อนี้   ปาณาติบาต   อทินนาทานและมุสาวาท

มีสมุฏฐาน  ๓  คือ  ๑.  กายจิต   ๒.  วาจาจิต    ๓.  กายวาจาจิต.   อพรหมจรรย์

มีสมุฏฐานเดียว  คือกายจิต.   สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานมี  ๒ สมุฏฐาน  ศีลกาย

และกายจิต   ในข้อนี้   พึงทราบวินิจฉัย     โดยสมุฏฐานด้วยประการดังกล่าวมา

ฉะนี้.

เมื่อว่าโดยเวทนา  ในข้อนี้  ปาณาติบาต  ประกอบด้วยทุกขเวทนา.

อทินนาทาน   ประกอบด้วยเวทนา  ๓  อย่างใดอย่างหนึ่ง   มุสาวาทก็เหมือนกัน

อีกสองสิกขาบท  ประกอบด้วยสุขเวทนา   และอทุกขมสุขเวทนา  ในข้อนี้  พึง

ทราบวินิจฉัย  แม้โดยเวทนา  ด้วยประการดังกล่าวมาฉะนี้.

เมื่อว่าโดยมูล   ในข้อนี้   ปาณาติบาต   มีโทสะและโมหะเป็นมูล

อทินนาทานและมุสาวาท   มีโลภะและโมหะเป็นมูลบ้าง    มีโทสะและโมหะเป็น

มูลบ้าง.   อีก   ๒   สิกขาบทนอกนี้มีโลภะและโมหะเป็นมูล   ในข้อนี้   พึงทราบ

วินิจฉัยโดยมูล   ด้วยประการดังกล่าวมาฉะนี้.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 38

เมื่อว่าโดยธรรม  ในข้อนี้   ปาณาติบาต   อทินนาทานและอพรหม-

จรรย์  เป็นกายกรรม  และเป็นกรรมบถ  มุสาวาทเป็นวจีกรรมอย่างเดียว  ที่หัก

รานประโยชน์  ก็เป็นกรรมบถ  มุสาวาทนอกนี้เป็นกรรมอย่างเดียว   สุราเมรย

มัชชปมาทัฏฐานเป็นกายกรรมอย่างเดียว  ในข้อนี้    พึงทราบวินิจฉัย   แม้โดย

กรรมด้วยประการดังกล่าวมาฉะนี้.

เมื่อว่าโดยวิรัติงดเว้น   ในข้อนี้   ผู้ทักท้วงกล่าวว่า  บุคคลเมืองดเว้น

จากปาณาติบาตเป็นต้น   งดเว้นจากไหน.    จะกล่าวชี้แจงดังนี้  ก่อนอื่น  บุคคล

เมื่องดเว้น    โดยสมาทานวิรัติ   ย่อมงดเว้นจากอกุศลกรรมมีปาณาติบาตเป็นต้น

ของตนเองหรือของคนอื่น ๆ  ปรารภอะไร.    ก็ปรารภอกุศลกรรมที่จะงดเว้น

นั่นแหละ  เมื่องดเว้นโดยสันปัตตวิรัติ   ย่อมงดเว้นจากอกุศลกรรม  ดังกล่าวแล้ว

นั่นแล.   ปรารภอะไร.     ก็ปรารภอารมณ์แห่งอกุศลกรรมที่ปาณาติบาตเป็นต้น

ที่กล่าวแล้ว.  แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า  บุคคลปรารภสังขารทั้งหลาย.  ที่นับ

ได้ว่าน้ำเมา  คือสุราและเมรัยจึงงดเว้นจากที่ดังแห่งความประมาท  คือการดื่มกิน

น้ำเมาคือสุราและเมรัย.    บุคคลปรารภบรรดาสัตว์และสังขารเฉพาะที่ตนพึงลัก

และพึงหักราน   จึงงดเว้นจากอทินนาทานและมุสาวาท.   ปรารภสัตว์อย่างเดียว

จึงงดเว้นจากปาณาติบาตและอพรหมจรรย์.      อาจารย์นอกจากนั้นมีความเห็น

อย่างนี้ว่าเมื่อเป็นเช่นนั้น    บุคคลเมื่อคิดอย่างหนึ่ง  ก็ทำเสียอย่างหนึ่ง  ละสิ่งใด

ก็ไม่รู้สิ่งนั้น   ดังนี้เมื่อไม่ต้องการ [อย่างนั้น] จึงกล่าวว่า บุคคลละสิ่งใดก็ปรารภ

สิ่งนั้นคือ  อกุศลกรรมมีปาณาติบาตเป็นต้นของตนนั่นแล  จึงงดเว้น.  คำนั้นไม่ถูก

เพราะเหตุไร เพื่อสิ่งนั้นไม่อารมณ์ปัจจุบัน  และไม่มีอารมณ์ภายนอก. จริงอยู่

ในบาลีวิภังค์แห่งสิกขาบททั้งหลาย  ท่านถามว่า สิกขาบททั้ง ๕ เป็นกุศลเท่าไร

ฯลฯ  เป็นอรณะเท่าไร   แล้วในการตอบปัญหาที่ดำเนินไปอย่างนี้ว่า   กุศลทั้ง


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 39

หลาย  ประกอบด้วยสุขเวทนาก็มี  จึงกล่าวถึงความที่ธรรมมีอารมณ์เป็นปัจจุบัน

และอารมณ์ภายนอกอย่างนี้ว่ามีอารมณ์เป็นปัจจุบัน  มีอารมณ์ภายนอก  คำนั้น

ย่อมไม่ถูกสำหรับคนที่ปรารภอกุศลธรรม  มีปาณาติบาตเป็นต้นของตน.  ในคำ

ที่ว่า  บุคคลคิดอย่างหนึ่ง  ทำเสียอย่างหนึ่ง  และละสิ่งใดก็ไม่รู้สิ่งนั้น   ขอกล่าว

ชี้แจง   ดังนี้   บุคคลกำลังปฏิบัติโดยทำกิจให้สำเร็จ   ใครจะกล่าวว่า   คิดอย่าง

หนึ่ง  ทำเสียอย่างหนึ่ง  หรือว่า  ละสิ่งใด  ไม่รู้สิ่งนั้น   ดังนี้ย่อมไม่ได้

อารภิตฺวาน  อมต            ชหนฺโต    สพฺพปาปเก

นิทสฺสนญฺเจตฺถ  ภเว              มคฺคฏฺโริยปุคฺคโล

พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรค  ปรารภอมตธรรม

ก็ละบาปธรรมได้หมด   เป็นอุทาหรณ์ในข้อนี้.

ในข้อนี้พึงทราบวินิจฉัย     แม้โดยวิรัติงดเว้นด้วยประการดังกล่าวมา

ฉะนี้.

เมื่อว่าโดยผล  บาปธรรมมีปาณาติบาตเป็นต้นเหล่านี้ทั้งหมด  ย่อม

ให้เกิดผลคือทุคติ    และให้เกิดวิบากที่ไม่น่าปรารถนา    ไม่น่าใคร่ไม่น่าพอใจ

ในสุคติ  ทั้งให้เกิดผลมีความไม่แกล้วกล้าเป็นต้น  ในภายภาคหน้าและปัจจุบัน.

อนึ่ง    ในข้อนี้    พึงทราบวินิจฉัย   แม้โดยผลตามนัยเป็นต้นอย่างนี้ว่า   วิบาก

ของปาณาติบาตอย่างเบาที่สุด   เมื่อเกิดเป็นมนุษย์  ก็ทำให้เป็นผู้มีอายุสั้น.

อีกประการหนึ่ง  ในข้อนี้   ก็พึงทราบวินิจฉัย  แม้โดยสมุฏฐาน  เวทนา

มูล   กรรม   และผลของเจตนางดเว้น จากปาณาติบาตเป็นต้น  ในเจตนางดเว้น

นั้น  ให้เข้าใจกันดังนี้ . เวรมณี  เจตนางดเว้น เหล่านั้นทั้งหมด  ตั้งขึ้นโดยสมุฏฐาน

๔  คือ   กาย   กายจิต  วาจาจิต   กายวาจาจิต.   ทั้งหมดนั่นแหละประกอบด้วย

สุขเวทนาก็มี    ประกอบด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี     มีอโลภะอโทสะเป็นมูลก็มี


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 40

มีอโลภะอโทสะและอโมหะเป็นมูลก็มี  ในข้อนี้   เวรมณีแม้ทั้ง     เป็นกายกรรม

มุสาวาทาเวรมณีเป็นวจีกรรม   แต่ก็ตั้งขึ้นจากจิต.  ในขณะมรรคจิต    แม้เวรมณี

ทั้งปวง  ก็เป็นมโนกรรม.

ปาณาติปาตา  เวรมณี     มีผลเป็นต้นอย่างนี้คือ   ความมีอวัยวะใหญ่

น้อยสมบูรณ์   ความมีสมบัติคือความสูงใหญ่   ความมีสมบัติคือเชาว์ว่องไว้

ความมีเท้าตั้งอยู่เรียบดี   ความงาม   ความนุ่มนวล   ความสะอาด   ความกล้า

ความมีกำลังมาก ความมีวาจาสละสลวย  ความเป็นที่รักของชาวโลก ความมีวาจา

ไม่มีโทษ ความมีบริษัทไม่แตกกัน ความมีความองอาจ  ความมีรูปไม่บกพร่อง

ความเป็นผู้ไม่ตายเพราะศัตรู   ความเป็นผู้มีบริวารมาก    ความเป็นผู้มีรูปงาม

ความเป็นผู้มีทรวดทรงดี   ความมีโรคน้อย    ความไม่เศร้าโศก   ความไม่พลัด

พรากกับสัตว์สังขารรักที่พอใจ  ความมีอายุยืน.

อทินนาทานา  เวรมณี  มีผลเป็นต้นอย่างนี้คือ  ความมั่งมีธนทรัพย์

ความมั่งมีธัญญทรัพย์    ความมั่งมีโภคทรัพย์    ความเกิดโภคทรัพย์ที่ยังไม่เกิด

ความมีความถาวรมั่นคงแห่งโภคทรัพย์ที่เกิดแล้ว   ความได้โภคทรัพย์ที่ปรารถนา

อย่างฉับพลัน    ความมีโภคทรัพย์ไม่ถูกแบ่งด้วยภัย   คือ   พระราชา   โจร   น้ำ

ไฟ ทายาทที่ไม่รักกัน    ความได้ธนทรัพย์ที่ไม่สาธารณ์  ความได้โลกุตรทรัพย์

ความไม่รู้จักความไม่มี   ความอยู่เป็นสุข.

อพฺรหฺมจริยา เวรมณี  มีผลเป็นต้นดังนี้   คือ  ความไม่มีศัตรู  ความ

เป็นที่รักของตนทุกคน  ความได้ข้าวน้ำผ้าและที่นอนเป็นต้น  ความนอนสบาย

ความตื่นสบาย     ความพ้นภัยในอบาย     ความเป็นผู้ไม่เกิดเป็นสตรี     หรือ

เกิดเป็นคนไม่มีเพศ   ความไม่โกรธ   ความกระทำโดยเคารพ    ความเป็นที่รัก

กันแห่งสตรีและบุรุษ  ความมีอินทรีย์บริบูรณ์  ความมีลักษณะบริบูรณ์   ความ

ไม่มีความสงสัย  ความเป็นผู้ขวนขวายน้อย   ความอยู่เป็นสุข    ความไม่มีภัยแต่

ที่ไหน  ความไม่มีความพลัดพรากจากสัตว์สังขารที่รัก.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 41

มุสวาทา  เวรมณี    มีผลเป็นต้นอย่างนี้  คือ  ความมีอินทรีย์ผ่องใส

ความเป็นผู้พูดวาจาไพเราะสละสลวย   ความมีพื้นเรียงเรียบและสะอาด   ความ

ไม่อ้วนเกินไป   ความไม่ผอมเกินไป   ความไม่เตี้ยเกินไป   ความไม่สูงเกินไป

ความมีสัมผัสสบาย  ความมีปากมีกลิ่นดังดอกอุบล   ความมีตนใกล้ชิดเชื่อฟังดี

ความมีวาจาที่เชื่อถือได้   ความมีลิ้นอ่อนแดงบางเสมือนดอกโกมลและอุบล

ความไม่ฟุ้งซ่าน  ความไม่คลอนแคลน.

สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺานา  เวรมณี  มีผลเป็นต้น อย่างนี้คือ ความ

ปฏิญาณได้ฉับพลันในกรณียกิจทั้งปวง    ทั้งอดีตอนาคต และปัจจุบัน     ความ

มีสติมั่นคงทุกเมื่อ     ความไม่เป็นคนบ้า     ความมีญาณ    ความไม่เกียจคร้าน

ความไม่โง่  ความไม่เป็นใบ้  ความไม่มัวเมา   ความไม่ประมาท  ความไม่หลง

ความไม่หวาดกลัว   ความไม่แข่งดี   ความไม่ต้องสงสัย   ความไม่ต้องแคลงใจ

ความเป็นคนพูดสัจจะ      ความเป็นคนพูดแต่วาจาไม่ส่อเสียด     ไม่หยาบคาย

ไม่เปล่าประโยชน์      ความเป็นคนไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืนกลางวัน      ความ

มีกตัญญู   มีความกตเวที  ความไม่ตระหนี่   ความเสียสละ  ความมีศีล  ความ

เป็นคนตรง   ความไม่โกรธ    ความมีหิริ   ความมีโอตตัปปะ   ความมีความ

เห็นตรง  ความมีปัญญามาก    ความมีความรู้  ความเป็นบัณฑิต   ความฉลาด

ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์.  ในข้อนี้   พึงทราบวินิจฉัย   แม้

โดยสมุฏฐาน    เวทนา   มูล   กรรม    และผลด้วยประการดังกล่าวมาฉะนี้.

พรรณนา  ๕   สิกขาบทหลัง

คำที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า     ข้อยุติจากคำพรรณนา ๕  สิกขาบทต้นนั้น

ควรนำมาใช้ใน ๕ สิกขาบทหลัง  ควรกล่าวเป็นข้อ ๆ และควรทราบว่าสิกขาบท

มีอย่างเลวเป็นต้นไว้ด้วย   บัดนี้จะพรรณนาความดังต่อไปนี้.   คำใดในการ

พรรณนา ๕ สิกขาบทต้น   ย่อมยุติถูกต้อง  คำนั้นควรถือจากการพรรณนานั้น


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 42

มาประกอบใน ๕ สิกขาบทหลัง. ในข้อนี้ ประกอบความดังนี้. เหมือนอย่างว่า

เมื่อว่าโดยอารมณ์ในสิกขาบทก่อน  ๆ   สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน

มีสังขารมีรูปายตนะเป็นต้น  อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์ฉันใด  ในที่นี้  วิกาล

โภชนะก็ฉันนั้น      พึงทราบความต่างกัน   แห่งอารมณ์ของ  ๕ สิกขาบทหลัง

ทุกสิกขาบท  โดยนัยนี้.

แต่เมื่อว่าโดยสมาทาน   ๕ สิกขาบทต้น   ที่สามเณรหรืออุบาสก

สมาทาน  ย่อมเป็นอันสมาทานแล้วฉันใด  ๕ สิกขาบทหลังนี้   ก็ฉันนั้น.  แม้

เมื่อว่าโดยองค์   ความต่างกันแห่งองค์ของ ๕ สิกขาบทต้นมีปาณาติบาตเป็นต้น

กล่าวไว้แล้วในที่นั้น   ฉันใด  แม้ในที่นี้ก็ฉันนั้น .

วิกาลโภชนะมีองค์  ๔   คือ   ๑.   วิกาล     ๒.     ของเป็นยาวกาลิกะ

๓. การกลืนกิน    ๔. ความไม่เป็นคนบ้า   พึงทราบความต่างกันแห่งองค์ของ

สิกขาบทแม้นอกนั้น   โดยทำนองนี้.

อนึ่ง  เมื่อว่าโดยสมุฏฐานในที่นั้น  สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน   มี

๒  สมุฏฐาน  คือ  กาย  และกายจิต   ฉันใด  ในที่นี้  วิกาลโภชนะก็ฉันนั้น

พึงทราบสมุฏฐานของสิกขาบททุกสิกขาบท  โดยนัยดังนี้.

อนึ่งเมื่อว่าโดยเวทนา  ในที่นั้น  อทินนาทาน ประกอบด้วยเวทนา

๓ อย่างใดอย่างหนึ่ง   ฉันใด   ในที่นี้    วิกาลโภชนะก็ฉันนั้น     พึงทราบการ

ประกอบพร้อมด้วยเวทนา  ของสิกขาบททุกสิกขาบท  โดยนัยนี้.

อนึ่ง  ในที่นั้น    อพรหมจริยะ  มีโลภะและโมหะเป็นมูล  ฉันใด  แม้

ในที่นี้   วิกาลโภชนะ  และอีก ๒ สิกขาบท   ก็ฉันนั้น    พึงทราบความต่างกัน

แห่งมูล  ของสิกขาบททุกสิกขาบท  โดยนัยนี้

อนึ่ง  ในที่นั้น    ปาณาติบาตเป็นต้น   เป็นกายกรรม   ฉันใด   แม้ใน

ที่นี้  วิกาลโภชนะเป็นต้น   ก็ฉันนั้น.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 43

อนึ่ง   ชาตรูปรชตปฏิคคหณะ   เป็นกายกรรมก็มี    เป็นวจีกรรมก็มี

โดยปริยายแห่งความเป็นไปและความเกิดทางกายทวารเป็นต้น  มิใช่กรรมบถ.

อนึ่ง   เมื่อว่าโดยวิรัติ   ในที่นั้น  บุคคลเมื่องดเว้น   ย่อมงดเว้นจาก

อกุศลมีปาณาติบาตเป็นต้นหรือของตนหรือของคนอื่น ๆ   ฉันใด    แม้ในที่นี้   ก็

ย่อมงดเว้น จากอกุศลมีวิกาลโภชนะเป็นต้น   ก็ฉันนั้น.

อนึ่ง   เมื่อว่าโดยความเป็นกุศล   ก็เป็นอย่างเดียวกัน.  ก็เวรมณีต้น

มี ๔ สมุฏฐาน   คือ   กาย   กายจิต   วาจาจิต    และกายวาจาจิต    ทุกเวรมณี

ประกอบด้วยสุขเวทนากก็มี  ประกอบด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี  มีอโลภะ  อโทสะ

เป็นมูลก็มี   มีอโลภะ อโทสะ อโมหะเป็นมูลก็มี  และทุกเวรมณีให้เกิดผลที่น่า

ปรารถนามีประการต่าง ๆ  ฉันใด  แม้ในที่นี้  ก็ฉันนั้น   ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า

ข้อยุติจากการพรรณนา  ๕   สิกขาบทต้นนั้น   ควร

นำมาใช้ใน  ๕   สิกขาบทหลัง   ควรกล่าวสิกขาบทเป็น

ข้อ ๆ ควรทราบว่า   สิกขาบทมีอย่างเลวเป็นต้นไว้ด้วย.

พึงทราบวินิจฉัย  ๕ สิกขาหลังนั้น.  คำว่า   วิกาลโภชน   ได้แก่

การบริโภคอาหารเมื่อล่วงเลยเวลาเที่ยงตรง.    จริงอยู่     การบริโภคอาหารเนื้อ

ล่วงเลยเวลาเที่ยงตรงนั้น    ก็คือการบริโภคอาหารเมื่อล่วงเลยกาลที่ทรงอนุญาต

ไว้  เพราะฉะนั้น   ท่านจึงเรียกว่า  วิกาลโภชนะ  เจตนางดเว้นจากการบริโภค

อาหารในเวลาวิกาลนั้น.   ในคำว่า   นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสน   นี้    การฟ้อนรำ

อย่างใดอย่างหนึ่ง  ชื่อว่า  นัจจะ.   การขับร้องอย่างใดออย่างหนึ่ง   ชื่อว่า  คีตะ.

การประโคมอย่างใดอย่างหนึ่ง   ชื่อว่า   วาทิตะ.   การดูสิ่งที่เป็นข้าศึก   เพราะ

ทำลายธรรมฝ่ายกุศล   โดยเป็นปัจจัยทำให้เกิดกิเลส   ชื่อว่า   วิสูกทัสสนะ

หรือการดูการเห็นที่เป็นข้าศึก   ก็ชื่อว่า    วิสูกทัสสนะ.    การฟ้อนรำด้วย


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 44

การขับร้องด้วย   การประโคมด้วย   การดูสิ่งที่เป็นข้าศึกด้วย   ชื่อว่า   นัจจ-

คีตวาทิตวิสูกทัสสนะ.    ก็วิสูกทัสสนะ   ในที่นี้    พึงถือเอาตามนัยที่ตรัสไว้ใน

พรหมชาลสูตร.   จริงอยู่   ในพรหมชาลสูตรนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

อนึ่งท่านสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง  บริโภคโภชนะ

ที่เขาให้ด้วยศรัทธา    ยังชอบดูการเล่นที่เป็นข้าศึกเห็น

ปานนี้อยู่  คือ  ฟ้อนรำ   ขับร้องประโคม  เล่นมหรสพ

เล่นเล่านิทาน  เล่นปรบมือ  เล่นเคาะปลุกยาม    เล่นตี

กลอง   เล่นของสวย ๆ  ทำของสวย ๆ  เล่น   เล่นเลียน

คนจัณฑาล    เล่นไม้สูง     เล่นหน้าศพ     เล่นชนช้าง

เล่นชนม้า    เล่นชนกระบือ    เล่นชนโค    เล่นชนแพะ

เล่นชนแกะ  เล่นชนไก่  เล่นชนนกกระทา  เล่นกระบี่-

กระบอง    เล่นแข่งสุนัข    เล่นมวยชก   เล่นมวยปล้ำ

เล่นรบกัน  เล่นสนามรบ  เล่นตรวจพล  เล่นจัดกระ-

บวนทัพ   ดูกองทัพดังนี้เห็นปานใด   พระสมณโคดม

เว้นขาดจากการดูการละเล่นเห็นปานนี้   ดังกล่าวมา

ฉะนี้.

อีกอย่างหนึ่ง   การฟ้อนรำ   การขับร้องและการประโคม   โดยความ

ตามที่กล่าวมาแล้วเท่านั้นเป็นข้าศึก  ชื่อว่า   นัจจคีควาทิตวิสูกะ  การดูการฟ้อนรำ

ขับร้องและประโคมที่เป็นข้าศึกเหล่านั้น  ชื่อว่านัจจคีควาทิตวิสูกทัสสนะ   เจตนา

งดเว้นจากการฟ้อนรำขับร้องและประโคมที่เป็นข้าศึกนั้น   เมื่อความจะกล่าวว่า

ทสฺสนสวนา    แม้การฟังท่านก็เรียกว่า   ทัสสนะ  เหมือนกัน   เหมือนการ

จับอารมณ์   แม้มิใช่เป็นไปทางจักษุทวาร   ท่านก็เรียกว่าทัสสนะ   ในประโยค

เป็นต้นอย่างนี้ว่า    โส  จ  โหติ   มิจฺฉาฏฺิโก  วิปรีตทสฺสโน   ผู้นั้นย่อม


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 45

เป็นมิจฉาทิฏฐิ   มีความเห็นผิด  มีทัสสนะความเห็นวิปริต   อันการล่วงละเมิด

ในสิกขาบทนี้     ย่อมมีแก่ผู้เข้าไปดูเพราะอยากจะดูเท่านั้น    ส่วนผู้เดินไปพบ

หรือเห็นเฉพาะที่มาปรากฏ   ในโอกาสที่นี้    นั่ง    นอนก็มีแต่ความเศร้าหมอง

มิใช่ล่วงละเมิด    ก็ในสิกขาบทนี้     การขับร้องแม้ที่อิงธรรมะ  ก็ไม่ควร  แต่

ธรรมะที่อิงการขับร้อง  พึงทราบว่าสมควร.

ดอกไม้เป็นต้น    พึงใช้ประกอบด้วยการทัดทรงเป็นอาทิ  ตามสมควร

ในสิกขาบทนั้น.   คำว่ามาลา ได้แก่ดอกไม้ชนิดใดชนิดหนึ่ง.  คำว่า  วิเลปนะ

ได้แก่ ของอย่างใดอย่างหนึ่ง  ที่เขาบดจัดไว้เพื่อลูบไล้  นอกจากนั้นของหอมมี

ผงและตัวนอบเป็นต้นทุกอย่าง  ชื่อว่า ของหอม.   ของหอมนั้น  ทุกอย่าง ใช้ตก

แต่งประดับ   ไม่ควร    แต่ใช้เป็นยา   ก็ควร.   แต่ของหอมที่เขานำเพื่อบูชา

สำหรับผู้รับไว้  ย่อมไม่ควร โดยปริยายไรๆ หามิได้.  ที่นอนเกินขนาด  ท่าน

เรียกว่า ที่นอนสูง ที่นอนเป็นอัปปะ  และเครื่องปูที่นอนเป็นอกัปปิยะ   ท่าน

เรียกว่า  ที่นอนใหญ่.  ที่นอนแม้ทั้งสองอย่างนั้น    สำหรับผู้รับไว้ย่อมไม่ควร

ไม่ว่าโดยปริยายไร ๆ.

คำว่า   ชาตรูปะ   ได้แก่ทอง.   คำว่า  รชตะ ได้แก่กหาปณะ   คือ

ของใด ๆ  มีมาสกโลหะ  มาสกไม้ และมาสกก้อนยางเป็นต้น ที่เขาใช้แลกเปลี่ยน

กัน ในประเทศนั้น ๆ. ทองและเงินตราทั้งสองแม้นั้น ชื่อว่าชาตรูปรชตะ. การรับ

เอาทองและเงินครานั้น   ชื่อว่า  ปฏิคคหะ  การรับ.  การรับนั้น    ย่อมไม่ควร

ไม่ว่าปริยายไร ๆ.

พึงทราบสิกขาบทเป็นข้อ ๆ  ดังกล่าวมาฉะนี้.

ทั้ง  ๑๐  สิกขาบทนี้    บุคคลสมาทาน   ด้วยฉันทะหรือ  วิริยะ  จิตตะ

วิมังสา  อย่างเลว  ก็ชื่อว่าหีนะ  อย่างเลว.  ด้วยฉันทะ  วิริยะ  จิตตะ  และวิมังสา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 46

ปานกลาง   ก็ชื่อว่ามัชฌิมะอย่างกลาง.   ด้วยฉันทะ   วิริยะ   จิตตะ   วิมังสาอย่าง

ประณีต   ชื่อว่า  ปณีตะอย่างดี.  อีกนัยหนึ่ง   สิกขาบททั้ง   ๑๐  นี้เศร้าหมองด้วย

ตัณหา  ทิฏฐิและมานะ   ชื่อว่าอย่างเลว.    ที่ไม่เศร้าหมอง   ชื่อว่าอย่างกลาง.   ที่

ปัญญากำกับ ในสิกขาบทนั้น ๆ  ชื่อว่าอย่างดี.   อีกนัยหนึ่ง   สิกขาบทเหล่านั้น

ที่สมาทานด้วยกุศลจิตเป็นญาณวิปปยุตปราศจากความรู้    ชื่อว่าอย่างเลว.    ที่

สมาทานด้วยกุศลจิตเป็นญาณสัมปยุต   ประกอบด้วยความรู้   เป็นสสังขาริกมี

เครื่องชักจูง   ชื่อว่าอย่างกลาง.  ที่สมาทานด้วยกุศลจิตเป็นญาณสัมปยุต   เป็น

อสังขาริก  ไม่มีเครื่องชักจูง  ชื่อว่า  อย่างดี.  พึงทราบว่า  สิกขาบทมีอย่างเลว

เป็นต้น   ดังกล่าวมาฉะนี้.

มาติกาหัวข้ออันใด   ข้าพเจ้ายกเป็นบทตั้งไว้   เพื่อพรรณนาปาฐะแห่ง

สิกขาบท  ด้วยคาถา ๖ คาถามีว่า  สิกขาบทนี้   ผู้ใดกล่าว  กล่าวไว้ที่ใดกล่าว

เมื่อใด  กล่าวเพราะเหตุใด  ดังนี้เป็นต้น      มาติกาหัวข้อนั้น    เป็นอันข้าพเจ้า

ประกาศโดยอรรถ ด้วยคำมีประมาณเพียงเท่านี้แล.

จบ  พรรณานาสิกขาบท

แห่ง

อรรถกถาขุททกปาฐะ  ปรมัตถโชติกา


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 47

ทวัตติงสาการ   ในขุททกปาฐะ

[๓]  ในกายนี้มี  ผม   ขน   เล็บ  ฟัน  หนัง   เนื้อ  เอ็น  กระดูก

เยื่อในกระตก   ม้าม   หัวใจ   ตับ      พังผืด  ไต  ปอด   ไส้ใหญ่   ไส้น้อย

อาหารใหม่  อาหารเก่า   ดี    เสลด  หนอง    เลือด  เหงื่อ  มันข้น     น้ำตา

เปลวมัน  น้ำลาย  น้ำมูก  ไขข้อ  มูตร  เยื่อมันสมองในสมอง.

จบทวัตติงสาการ

 

๓.  พรรณานาทวัตติงสาการ

พรรณนาการสัมพันธ์แห่งบท

กรรมฐาน   คือกายคตาสตินี้ใด  ที่พวกเดียรถีย์ทั้งปวง   ไม่เคยให้เป็น

ไปแล้ว  นอกพุทธกาล   เพื่อความบริสุทธิ์แห่งอาสยญาณ   สละเพื่อจิตตภาวนา

ของกุลบุตรผู้มีประโยคอันบริสุทธิ์ด้วยสิกขาบท  ๑๐  อย่างนี้    ผู้ดำรงอยู่ในศีล

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญไว้  โดยอาการเป็นอันมากในพระสูตรนั้น  ๆ

อย่างนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ธรรมอย่างหนึ่ง   ภิกษุเจริญทำให้มากแล้ว

เป็นไปเพื่อสังเวคะ [ ความสลดใจ ] ใหญ่  เป็นไปเพื่ออรรถะ [ ประโยชน์ ]

ใหญ่  เป็นไปเพื่อโยคักเขมะ [ ความเกษมจากโยคะ ]  ใหญ่  เป็นไปเพื่อ

สติสัมปชัญญะ [ ความระลึกรู้ตัว ]  ใหญ่    เป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ

 

๑.  อัง.เอก. ๒๑/ข้อ  ๒๓๔ - ๒๓๘.


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 48

[ ความรู้เห็น ]  เป็นไปเพื่อทิฏฐธรรมสุขวิหาร [อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน]

เป็นไปเพื่อทำให้แจ้งวิชชาวิมุตติและผลธรรมอย่างหนึ่ง  คือกายคตาสติ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุเหล่าใดไม่บริโภคกายคตาสติ   ภิกษุเหล่านั้น

ชื่อว่าไม่บริโภคอมตะ  ภิกษุเหล่าใดบริโภคกายคตาสติ   ภิกษุเหล่านั้น

ชื่อว่าบริโภคอมตะ  ภิกษุเหล่าใดไม่บริโภคกายคตาสติ  ชื่อว่า  ไม่ได้บริโภค

อมตะ  ภิกษุที่บริโภคกายคตาสติ  ชื่อว่าได้บริโภคอมตะ   ภิกษุที่เสื่อม

กายคตาสติ   ชื่อว่าเสื่อมอมตะ  ภิกษุที่ไม่เสื่อมกายคตาสติ  ชื่อว่าไม่

เสื่อมอมตะ  ภิกษุที่พลาดกายคตาสติ   ชื่อว่าพลาดอมตะ   ภิกษุที่

สำเร็จการคตาสติ   ชื่อว่าสำเร็จอมตะ.

ดังนี้แล้วทรงแสดงไว้เป็นปัพพะ  ๑๔  ปัพพะ   คือนาปานปัพพะ

อิริยาปถปัพพะ   จตุสัมปชัญญปัพพะ   ปฏิกูลมนสิการปัพพะ  ธาตุมนาสิการปัพพะ

สีวถิกาปัพพะ   ๙   ปัพพะ   โดยนัยว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   กายคตาสติ   อันภิกษุเจริญอย่างไร  ทำ

ให้มากอย่างไร   จึงมีผลมาก   มีอานิสงส์มาก   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุในธรรมวินัยนี้   ไปป่าก็ดี   ดังนี้เป็นต้น.

บัดนี้   นิทเทสแห่งการเจริญกายคตาสติกรรมฐานนั้น   มาถึงตามลำดับ

แล้ว   ในนิทเทสนั้น    ข้าพเจ้ากล่าวเป็นวิปัสสนาไว้  ๓  ปัพพะ   นี้คือ   อิริยาปถ-

ปัพพะ   จตุสัมปชัญญปัพพะ  ธาตุมนสิการปัพพะ  กล่าวสีวถิกาปัพพะทั้ง  ๙   เป็น

อาทีนวานุปัสสนาไว้ในวิปัสสนาญาณ  ส่วนสมาธิภาวนาในอุทธุมาตกอสุภเป็นต้น

ในนิทเทสนั้นที่พึงปรารถนา     ข้าพเจ้าก็ประกาศไว้การแล้วในอสุภภาวนา

นิทเทส   คัมภีร์วิสุทธิมรรคทั้งนั้น.   สองปัพพะนี้คือนานาปานปัพพะและปฏิกูล

มนสิการปัพพะก็กล่าวเป็นสมาธิไว้แล้วในนิทเทสนั้น    ใน ๒ ปัพพะนั้น  อานา-

ปานปัพพะ  เป็นกรรมฐานแผนกหนึ่งโดยแท้   โดยเป็นอานาปานัสสติ   ส่วน


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 49

กรรมฐานคือทวัตติงสาการนั้นใด  เป็นปริยายแห่งภาวนาส่วนหนึ่งของกายคตา-

สติ  ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสงเคราะห์มันสมองไว้ด้วยเยื่อในกระดดูก

ในบาลีประเทศนั้น  ๆ   อย่างนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   อีกข้อหนึ่ง  ภิกษุพิจารณาเห็นกายนี้นี่แล

ตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป  ปลายผมลงมา  มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบเต็มไปด้วยของ

ไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ ว่า   ในการนี้มี   ผม   ขน ฯลฯ  มูตร   ดังนี้

ข้าพเจ้าเริ่มไว้แล้ว  กรรมฐานคือทวัตติงสาการนั้น  จะพรรณนาความดังต่อไปนี้

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า อตฺถิ  แปลว่า  มีอยู่.    บทว่า   อิมสฺมึ

ความว่า  ที่กล่าวว่าตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป   แต่ปลายผมลงมา   มีหนังหุ้มโดยรอบ

เต็มไปด้วยของไม่สะอาด   มีประการต่าง ๆ.   บทว่า   กาเย   ได้แก่   ในสรีระ.

จริงอยู่  สรีระ    เรียกกันว่า  กาย   เพราะสะสมของไม่สะอาด   หรือเพราะเป็นที่

เจริญเติบโตของผมเป็นต้นที่น่าเกลียด   และของโรคตั้งร้อยมี   โรคตา  เป็นต้น

บทว่า   เกสา ฯ  เป  ฯ   มุตฺต    คืออาการ  ๓๒  มีผมเป็นต้นเหล่านั้น     ใน

ทวัตติงสาการนี้   พึงทราบความสัมพันธ์เชื่อมความอย่างนี้ว่า    ผมอยู่ในกายนี้

ขนมีอยู่ในกายนี้  เป็นต้น.  เป็นอันตรัสอะไรไว้   ด้วยทวัตติงสาการกรรมฐาน

นั้น  เป็นอันตรัสไว้ว่าใครๆ  เมื่อพิจารณานั้น  แม้โดยอาการทุกอย่างในกเฬวระ

เรือนร่างขนาดวาหนึ่งนี้      คือประมาณเท่านี้คือ    เบื้องบนตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป

เบื้องล่างตั้งแต่ปลายผมลงมา  หุ้มด้วยหนังโดยรอบ  ย่อมจะไม่เห็นอะไร ไม่ว่า

แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์  กฤษณา  จันทน์  หญ้าฝรั่น   การบูร หรือผงอบ

เป็นต้นแม้ขนาดเล็กว่าสะอาด   โดยที่แท้ย่อมจะเห็นกายต่างโดยผมขนเป็นต้น

ที่มีกลิ่นเหม็นน่าเกลียดอย่างยิ่ง  ไม่มีสิริที่น่าดูเลยมีประการต่างๆ ว่าไม่สะอาด

อย่างเดียว.

 

๑.  ม.อุปริ.  ๑๔/ข้อ  ๒๙๗


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 50

พรรณนา โดยความสัมพันธ์แห่งบทในทวัตติงสาการกรรมฐานนี้เท่านี้

ก่อน.

อสุภภาวนา

พึงทราบการพรรณนาทวัตติงสาการกรรมฐานนั้น   เป็นอสุภภาวนา

ดังต่อไปนี้.

ก่อนอื่น  อันดับแรก   กุลบุตรผู้เริ่มบำเพ็ญกรรมฐาน  เป็นผู้ตั้งอยู่ใน

ศีล     ต่างโดยปาณาติปาตาเวรมณีสิกขาบทเป็นต้นอย่างนี้แล้ว     มีประโยคอัน

บริสุทธิ์  ประสงค์จะประกอบเนื่อง ๆ ซึ่งอนุโยคะคือ  การบำเพ็ญกรรมฐานส่วน

ทวัตติงสาการ    เพื่อบรรลุความบริสุทธิ์แห่งอาสยญาณ     กุลบุตรนั้น    ย่อมมี

กังวล  ๑๐ ประการ    คือ   กังวลด้วยที่อยู่   ด้วยตระกูล   ด้วยลาภ   ด้วยคณะ

ด้วยการงาน    ด้วยการเดินทาง   ด้วยญาติ    ด้วยการเรียนคัมภีร์  ด้วยโรคและ

ด้วยอิทธิฤทธิ์   หรือด้วยการกังวลด้วยเกียรติ  เมื่อเป็นดังนั้น   กุลบุตรผู้นี้ก็ต้อง

ตัดกังวล  ๑๐  เหล่านั้นเสีย    ด้วยวิธีอย่างนี้    คือ   ด้วยการละความเกี่ยวข้องใน

อาวาส    ตระกูล   ลาภ  คณะ    ญาติและเกียรติเสีย    ด้วยการไม่ขวนขวายใน

การงาน,   การเดินทางและการเรียนคัมภีร์เสีย   ด้วยการเยียวยาโรค     เมื่อเป็น

ดังนั้น   กุลบุตรผู้นี้ตัดกังวลได้แล้ว   ไม่ตัดความยินดียิ่งในเนกขัมมะ   กำหนด

ความปฏิบัติขัดเกลาอันถึงบั้นปลาย  ไม่ละเลยอาจาระทางวินัยแม้เล็กน้อย  ก็พึง

เข้าไปหาพระอาจารย์ผู้ให้กรรมฐาน   ซึ่งเป็นผู้ประกอบด้วยอาคม  [ การปริยัติ ]

และอธิคม [ ปฏิบัติปฏิเวธ ]  หรือประกอบด้วยคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งจาก

อาคมและอธิคมนั้น     ด้วยวิธีที่เหมาะแก่พระวินัย     และพึงแจ้งความประสงค์

ของตนแก่พระอาจารย์นั้น    ซึ่งตนทำให้ท่านมีจิตยินดีด้วยข้อวัตรสัมปทา  พระ-


 
หน้าที่ 51-100