พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 201

หมั่นขยัน  ฯลฯ  ที่ได้มาโดยธรรม  นี้กรรมที่สมควรข้อที่  ๒  ของอริยสาวกนั้น

เป็นการชอบแก่เหตุแล้ว     เป็นการสมควรแล้ว     เป็นการใช้    (โภคทรัพย์)

โดยทางที่ควรใช้แล้ว

อีกข้อหนึ่ง  อริยสาวกย่อมเป็นผู้ทำพลี  ๕ คือญาติพลี  (สงเคราะห์ญาติ)

อติถิพลี   (ต้อนรับแขก)    ปุพพเปตพลี    (ทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย)    ราชพลี

(ช่วยราชการ)    เทวตาพลี    (ทำบุญอุทิศให้เทวดา)    ด้วยโภคทรัพย์ที่ได้มา

ด้วยความหมั่นขยัน  ฯลฯ    ที่ได้มาโดยธรรม    นี้เป็นกรรมที่สมควรข้อที่  ๓

ของอริยสาวกนั้น  เป็นการชอบแก่เหตุแล้ว   เป็นการสมควรแล้ว  เป็นการใช้

(โภคทรัพย์)  โดยทางที่ควรใช้แล้ว

อีกข้อหนึ่ง  อริยสาวกย่อมตั้ง  (บริจาค)  ทักษิณาทานอย่างสูง  ที่จะ

อำนวยผลดีเลิศ   มีสุขเป็นวิบาก  เป็นทางสวรรค์   ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย

ผู้เว้นไกลจากความมัวเมาประมาท     มั่นคงอยู่ในขันติโสรัจจะ    ฝึกฝนตนอยู่

ผู้เดียว  รำงับตนอยู่ผู้เดียว    ดับกิเลสตนอยู่ผู้เดียว  ด้วยโภคทรัพย์ที่ได้มาด้วย

ความหมั่นขยัน   ฯลฯ   ที่ได้มาโดยธรรม   นี้เป็นกรรมที่สมควรข้อที่  ๔ ของ

อริยสาวกนั้น    เป็นการชอบแก่เหตุแล้ว     เป็นการสมควรแล้ว     เป็นการใช้

(โภคทรัพย์)  โดยทางที่ควรใช้แล้ว

ดูก่อนคฤหบดี   อริยสาวกนั้นย่อมเป็นผู้ทำกรรมที่สมควร  ๔  นี้  ด้วย

โภคทรัพย์ที่ได้มาด้วยความหมั่นขยัน  ที่สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน  ที่ต้องทำงาน

จนเหงื่อไหล  ที่ชอบธรรม  ที่ได้มาโดยธรรม

ดูก่อนคฤหบดี  โภคทรัพย์ทั้งหลายของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง  ถึงความ

หมดเปลืองไป    เว้นเสียจากกรรมที่สมควร ๔  ประการนี้   โภคทรัพย์เหล่านี้

เรียกว่าหมดไปโดยไม่ชอบแก่เหตุ  หมดไปโดยไม่สมควร   ใช้ไปโดยทางที่ไม่


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 202

ควรใช้  โภคทรัพย์ทั้งหลาย    ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง    ถึงความหมดเปลือง

ไปด้วยกรรมที่สมควร  ๔  ประการนี้      โภคทรัพย์เหล่านี้เรียกว่าเปลืองไปโดย

ชอบแก่เหตุ  เปลืองไปโดยสมควร  ใช้ไปโดยทางที่ควรใช้

สิ่งที่ควรบริโภคใช้สอยทั้งหลาย  เรา

ได้บริโภคใช้สอยแล้ว    บุคคลที่ควรเลี้ยง

ทั้งหลาย    เราได้เลี้ยงแล้ว    อันตราย

ทั้งหลาย  เราได้ข้ามพ้นแล้ว  ทักษิณาทาน

อย่างสูง  เราได้ให้แล้ว อนึ่ง พลี ๕  เราได้

ทำแล้ว    สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้มีศีล

ผู้สำรวม   ผู้ประพฤติพรหมจรรย์    เราได้

บำรุงแล้ว     บัณฑิตผู้อยู่ครองเรือนพึง

ปรารถนาโภคทรัพย์เพื่อประโยชน์อันใด

ประโยชน์อันนั้น      เราได้บรรลุโดยลำดับ

แล้ว   กิจการอันจะไม่ทำให้เดือดร้อนใน

ภายหลัง  เราได้ทำแล้ว   นรชนผู้มีอันจะ

ต้องตายเป็นสภาพ   ระลึกถึงความดีที่ตน

ได้ทำแล้วนี้   ย่อมตั้งอยู่ในอริยธรรม   ใน

ปัจจุบันนี้เอง     บัณฑิตทั้งหลายย่อม

สรรเสริญนรชนนั้น    นรชนนั้นละโลกนี้

ไปแล้ว   ยังบันเทิงใจในสวรรค์.

จบปัตตกัมมสูตรที่  ๑


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 203

ปัตตกัมมวรรควรรณนาที่  ๒

 

อรรถกถาปัตตกัมมสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในปัตตกัมมสูตรที่ ๑  แห่งวรรคที่  ๒   ดังต่อไปนี้ :-

ชื่อว่า   น่าปรารถนา   เพราะปฏิเสธคัดค้านธรรมที่ไม่น่าปรารถนา.

ชื่อว่า  รักใคร่  เพราะก้าวเข้าไปอยู่ในใจ   ชื่อว่า    ชอบใจ   เพราะทำใจให้

เอิบอาบซาบซ่านให้เจริญ. บทว่า ทุลฺลภา ได้แก่  ได้โดยยากอย่างยิ่ง.  บทว่า

โภคา ได้แก่ อารมณ์มีรูปเป็นต้น   ที่บุคคลพึงบริโภค.  บทว่า สห    ธมฺเมน

ความว่า   ขอโภคสมบัติจงเกิดขึ้นโดยธรรม   อย่าเข้าไปกำจัดธรรมแล้วเกิดขึ้น

โดยอธรรมเลย.  อีกอย่างหนึ่ง  บทว่า  สห ธมฺเมน แปลว่า มีเหตุ  อธิบายว่า

โภคสมบัติจงเกิดขึ้นกับด้วยการณ์   คือ  ตำแหน่ง       มีตำแหน่งเสนาบดีและ

เศรษฐีเป็นต้นนั้น  ๆ.  บทว่า   ยโส   ได้แก่  บริวารสมบัติ.  บทว่า สห   าติภิ

ได้แก่  พร้อมกับญาติ.   บทว่า  สห   อุปชฺฌาเยหิ   ได้แก่ พร้อมกับเพื่อนเคย

เห็นและเพื่อนคบ    ที่เรียกว่าอุปัชฌาย์    เพื่อช่วยดูแลในเรื่องสุขและทุกข์.

บทว่า   อกิจฺจ  กโรติ   ความว่า ทำการที่ไม่ควรทำ.  บทว่า   กิจฺจ  อปราเธติ

ความว่า  เมื่อไม่ทำกิจที่ควรทำ  ชื่อว่าละเลยกิจนั้น  .    บทว่า  ธสติ    ได้แก่

ย่อมตกไปคือย่อมเสื่อม.

บทว่า อภิชฺฌาวิสมโลภ   ได้แก่  อภิชฌาวิสมโลภะ.  บทว่า ปชหติ

ได้แก่  บรรเทาคือนำออกไป.

บทว่า  มหาปญฺโ   ได้แก่  ผู้มีปัญญามาก.   บทว่า  ปุถุปญฺโ

ได้แก่  ผู้มีปัญญาหนา.  บทว่า  อาปาถทโส  ความว่า  เขาเห็นอรรถนั้น  ๆ

ตั้งอยู่ในคลองธรรม  ย่อมมาสู่คลองที่เป็นอรรถอันสุขุมของธรรมนั้น.   บทว่า


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 204

อุฏฺานกิริยาธิคเตหิ   ได้แก่  ที่ได้มาด้วยความเพียร    กล่าวคือความขยัน.

บทว่า  พาหาพลปริจิเตหิ ได้แก่ ที่สะสมให้มากขึ้นด้วยกำลังแขน.  บทว่า

เสทาวกฺขิตฺเตหิ    คือเหงื่อไหล.    อธิบายว่า    ด้วยความพยายามทำงานจน

เหงื่อไหล.  บทว่า   ธมฺมิเกหิ  ได้แก่ ประกอบด้วยธรรม.    บทว่า   ธมฺม-

ลทฺเธหิ  คือ ไม่ละเมิดกุศลกรรมบถธรรม ๑๐ ได้แล้ว. บทว่า ปตฺตกมฺมานิ

ได้แก่ กรรมที่เหมาะ  กรรมอันสมควร.  บทว่า  สุเขติ  ได้แก่ ทำเขาให้มี

ความสุข.  บทว่า  ปิเณติ  ได้แก่ ย่อมทำให้เอิบอิ่มสมบูรณ์ด้วยกำลัง.

บทว่า  าน  คต  โหติ  ได้แก่เป็นเหตุ ถามว่า เหตุนั้น เป็นอย่างไร.

ตอบว่า  การงานที่พึงทำด้วยโภคะทั้งหลาย   เป็นธรรมอย่างหนึ่งในปัตตกรรม

๔  เป็นฐานที่เกิดแต่โภคทรัพย์นั่นแล.    บทว่า  ปตฺตคต  ได้แก่ เป็นฐานะ

ที่ควรที่ถึงแล้ว.  บทว่า  อายตนโส  ปริภุตฺต   ได้แก่ บริโภคแล้วโดยเหตุ

นั่นแล  ก็เกิดแต่โภคทรัพย์.  บทว่า ปริโยธาย  วตฺตติ   ได้แก่   ย่อมปิดไว้.

อริยสาวกบริจาคทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่การดับไฟที่ไหนเรือนเป็นต้น   ย่อม

ปิดกั้นทางแห่งอันตรายเหล่านั้นเหมือนอย่างเมื่อคราวอันตรายทั้งหลายเกิดขึ้น

แต่ไฟเป็นต้นฉะนั้น.  บทว่า โสตฺถึ  อตฺตาน   กโรติ  ความว่า  ย่อมทำตน

ให้ปลอดภัยไม่มีอันตราย.   บทว่า   าติพลึ   คือ  สงเคราะห์ญาติ.   บทว่า

อติถิพลึ   คือต้อนรับแขก.   บทว่า  ปุพฺพเปตพลึ  คือทำบุญอุทิศให้ญาติ

ผู้ตาย.  บทว่า  ราชพลึ   คือส่วนที่ความแด่พระราชา.  บทว่า  เทวตาพลึ

คือทำบุญอุทิศให้เทวดา.  บทว่า าติพลึ  เป็นต้นนั้นทั้งหมด  เป็นชื่อของ

ทานที่พึงให้ตามสมควรแก่บุคคลนั้น   ๆ.

บทว่า ขนฺติโสรจฺเจ  นิวิฏฺา  ความว่า  ตั้งมั่นอยู่ในอธิวาสนขันติ

และในความเป็นผู้มีศีลอันดี.  บทว่า   เอกมตฺตาน   ทเมนฺติ  ความว่า  ย่อม


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 205

ฝึกอัตภาพของตนอย่างเดียว  ด้วยการฝึกอินทรีย์.   บทว่า   สเมนฺติ  ความว่า

ย่อมสงบจิตของตนด้วยความสงบกิเลส.    บทว่า  ปรินิพฺพาเปนฺติ   ความว่า

ย่อมดับด้วยการดับกิเลส.    ในบทว่า   อุทฺธคฺคิก   เป็นต้น    ทักษิณาชื่อว่า

อุทธัคคิกา    เพราะมีผลในเบื้องบนด้วยสามารถให้ผลในภูมิสูง  ๆ   ขึ้นรูป.

ทักษิณาเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่สวรรค์    เพราะเหตุนั้น     จึงชื่อว่า  โสวัคคิกา

เพราะให้เกิดอุปบัติในสวรรค์นั้น  ชื่อว่า สุขวิปากา เพราะมีสุขเป็นวิบากในที่เกิด

แล้ว.      ชื่อว่า     สัคคสังวัตตนิกา    เพราะทำอารมณ์อันดีคือของวิเศษ  ๑๐

มีวรรณทิพย์เป็นต้นให้เกิด  อธิบายว่า  ย่อมตั้งทักษิณาเช่นนั้นไว้.

บทว่า  อริยธมฺเม  ิโต  คือตั้งอยู่ในเบญจศีลเบญจธรรม.  บทว่า

เปจฺจ  สคฺเค  ปโมทติ     ความว่า  นรชนนั้น     ไปปรโลกถือปฏิสนธิแล้ว

ย่อมบันเทิงในสวรรค์.    คฤหัสถ์ไม่ว่าจะเป็นโสดาบันและสกทาคามี     หรือ

อนาคามีก็ตาม  ปฏิปทานี้ย่อมได้เหมือนกันทุกคนแล.

จบอรรถกถาปัตตกัมมสูตรที่ ๑

๒.  อันนนาถสูตร

ว่าด้วยสุข  ๔ ประการ

[๖๒]     ครั้งนั้น   อนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้า ฯลฯ   พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าได้ตรัสว่า  ดูก่อนคฤหบดี  สุข ๔ ประการนี้   อันคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม

ควรได้รับตามกาลสมัย  สุข   ๔ ประการคืออะไรบ้าง  คือ

อตฺถิสุข         สุขเกิดแก่ความมีทรัพย์

โภคสุข         สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 206

อนณสุข                สุขเกิดแต่ความไม่ต้องเป็นหนี้

อนวชฺชสุข        สุขเกิดแต่ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ

ในโลกนี้    ที่ได้มาด้วยความหมั่นขยัน    ที่สะสมขึ้นด้วยกำลังแขนที่ต้องทำงาน

จนเหงื่อไหล  ที่ชอบธรรม  ที่ได้มาโดยธรรม  มีอยู่   กุลบุตรนั้นคำนึงเห็นว่า

โภคทรัพย์ทั้งหลายของเราที่ได้มาด้วยความหมั่นขยัน   ฯลฯ   ที่ได้มาโดยธรรม

มีอยู่   ดังนี้   ย่อมได้สุขโสมนัส  นี้เรียกว่า  สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์.

ก็สุขเกิดแต่จ่ายทรัพย์บริโภคเป็นไฉน  ?    กุลบุตรในโลกนี้บริโภค

ใช้สอยโภคทรัพย์บ้าง    ทำบุญบ้าง    ด้วยโภคทรัพย์ทั้งหลายที่ได้มาด้วยความ

หมั่นขยัน  ฯลฯ   ที่ได้มาโดยธรรม    กุลบุตรนั้นคำนึงเห็นว่า    เราได้บริโภค

ใช้สอยโภคทรัพย์บ้าง  ได้ทำบุญบ้าง  ด้วยโภคทรัพย์ทั้งหลายที่ได้มาด้วยความ

หมั่นขยัน   ฯลฯ     ที่ได้มาโดยธรรม   ดังนี้   ย่อมได้สุขโสมนัส     นี้เรียกกว่า

สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค.

ก็สุขเกิดแต่ความไม่ต้องเป็นหนี้เป็นไฉน ?   กุลบุตรในโลกนี้ไม่กู้ยืม

ทรัพย์อะไร  ๆ ของใคร  ๆ     น้อยหรือมากก็ตาม     กุลบุตรนั้นคำนึงเห็นว่า

เราไม่ได้กู้ยืมทรัพย์อะไร  ของใคร ๆ  น้อยหรือมากก็ตาม  ดังนี้    ย่อมได้สุข

โสมนัส  นี้เรียกว่า  สุขเกิดแต่ความไม่ต้องเป็นหนี้.

ก็สุขเกิดแต่ประกอบการงานที่ปราศจากโทษเป็นไฉน อริยสาวกใน

ศาสนานี้   เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรม (การงานทางกาย) ที่ไม่มีโทษ ประกอบ

ด้วยวจีกรรม     (การงานทางวาจา)     ที่ไม่มีโทษ     ประกอบด้วยมโนกรรม

(การงานทางใจ)  ที่ไม่มีโทษ  อริยสาวกนั้นคำนึงเห็นว่า    เราเป็นผู้ประกอบ

ด้วยกายกรรม...วจีกรรม...มโนกรรมอันหาโทษมิได้   ดังนี้   ย่อมได้สุข

โสมนัส  นี้เรียกว่า   สุขเกิดแต่ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 207

ดูก่อนคฤหบดี  สุข  ๔   ประการนี้แล   อันคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามควรจะ

ได้รับตามกาลตามสมัย

บุคคลผู้มีปัญญาดีรู้ว่าความไม่เป็น

หนี้เป็นสุข   และระลึกรู้ว่าความมีทรัพย์ก็

เป็นสุข  เมื่อได้จ่ายทรัพย์บริโภคก็รู้ว่าการ

จ่ายทรัพย์บริโภคเป็นสุข   อนึ่ง   ย่อมพิ-

จารณาเห็น  (สุขที่ยิ่งหย่อนกว่ากัน)  ด้วย

ปัญญา   เมื่อพิจารณาดู   ก็ทราบว่าสุข  ๔

นี้เป็น  ๒  ภาค  สุขทั้ง  ๓  ประการข้างต้น

นั้นไม่ถึงส่วนที่  ๑๖     แห่งสุขเกิดแต่

ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ.

จบอันนนาถสูตรที่  ๒

อรรถกถาอันนนาถสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในอันนนาถสูตรที่  ๒  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า   อธิคมนียานิ  คือ   พึงถึง.   บทว่า   กามโภคินา   คือ

ผู้บริโภควัตถุกาม  และกิเลสกาม.   บรรดาสุขมีอัตถิสุขเป็นต้น   สุขที่เกิดขึ้นว่า

โภคทรัพย์มีอยู่  ชื่อว่าอัตถิสุข  สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์.   สุขที่เกิดขึ้นแก่บุคคล

ผู้ใช้จ่ายโภคทรัพย์  ชื่อว่าโภคสุข   สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค. สุขที่เกิดขึ้น

ว่าเราไม่เป็นหนี้  ชื่อว่าอันณสุข   สุขเกิดแต่ความไม่ต้องเป็นหนี้.  สุขที่เกิดขึ้น

ว่าเราปราศจากโทษ  ไม่เป็นโทษ ชื่อว่าอนวัชชสุข   สุขเกิดแต่การประกอบการ

งานที่ไม่มีโทษ.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 208

บทว่า  ภุญฺช  แปลว่า  เมื่อบริโภค.   บทว่า   ปญฺา   วิปสฺสติ

แปลว่า  ย่อมพิจารณาเห็นด้วยปัญญา. บทว่า อุโภ  ภาเค  แปลว่า  สองส่วน

อธิบายว่า  พิจารณาเห็นด้วยปัญญาอย่างนี้ว่า    ความสุขสามข้างต้น     จัดเป็น

ส่วนหนึ่ง.    สุขเกิดแต่ประกอบการงานที่ไม่มีโทษ    จัดเป็นส่วนหนึ่ง  ชื่อว่า

รู้สองส่วน.  บทว่า  อนวชฺชสุขสฺเสต  ความว่า  สุขแม้สามอย่างนั้น   ย่อม

ไม่ถึงเสี้ยวที่  ๑๖  แห่งสุขที่เกิดแต่ประกอบการงานไม่มีโทษ  ดังนี้.

จบอรรถกถาอันนนาถสูตรที่   ๒

๓. สพรหมสูตร

ว่าด้วยมารดาบิดาเป็นพรหมของบุตร

[๖๓]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  มารดาบิดา  อันบุตรแห่งตระกูลทั้งหลาย

ใดบูชาอยู่ในเรือนของตน    ตระกูลทั้งหลายนั้นชื่อว่ามีพรหม...มีบุรพาจารย์

... มีบุรพเทวดา...มีอาหุไนย  ภิกษุทั้งหลาย  คำว่า  พรหม  นี้เป็นคำเรียก

มารดาบิดาทั้งหลาย  คำว่า  บุรพาจารย์...บุรพเทวดา...อาหุไนย  นี้ก็เป็น

คำเรียกมารดาบิดาทั้งหลาย   ที่เรียกเช่นนั้นเพราะเหตุไร   เพราะว่ามารดาบิดา

ทั้งหลายเป็นผู้มีอุปการะมาก    เป็นผู้ฟูมฟักเลี้ยงดู    เป็นผู้แสดงโลกนี้แก่บุตร

ทั้งหลาย

มารดาบิดาทั้งหลาย   ผู้เอ็นดูประชา

ชื่อว่าเป็นพรหม  เป็นบุรพาจารย์   และเป็น

อาหุไนยของบุตรทั้งหลาย       เพราะเหตุ

นั่นแหละ      บุตรผู้มีปัญญาพึงนอบน้อม


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 209

สักการะท่าน   ด้วยข้าว   ด้วยน้ำ   ด้วยผ้า

ด้วยเครื่องที่นอน    ด้วยเครื่องอบ    ด้วย

การสนานกาย และด้วยการล้างเท้า เพราะ

การบำรุงมารดาบิดานั้น  ในโลกนี้บัณฑิต

ทั้งหลายก็สรรเสริญบุตรนั้น     บุตรนั้นละ

โลกนี้ไปแล้ว   ยังบันเทิงใจในสวรรค์.

จบสพรหมสูตรที่  ๓

สพรหมสูตรที่ ๓ พรรณนาไว้แล้วในติกนิบาต. เพียงบทว่า สุปุพฺพ-

เทวตานิ  บทเดียวที่แปลกในสูตรนี้..

๔.  นิรยสูตร

ว่าด้วยบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม  ๔  ประการ

[๖๔]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม  ๔  ประการ

ย่อมอุบัติในนรก  เหมือนถูกนำตัวไปเก็บไว้ฉะนั้น  ธรรม ๔ ประการคืออะไร

คือ  บุคคลเป็นผู้ทำปาณาติบาตโดยปกติ  ทำอทินนาทานโดยปกติ    ทำกาเม-

สุมิจฉาจารโดยปกติ  พูดมุสาวาทโดยปกติ    ภิกษุทั้งหลาย    บุคคลผู้ประกอบ

ด้วยธรรม  ๔ ประการนี้แล ย่อมอุบัติในนรก เหมือนถูกนำตัวไปเก็บไว้ฉะนั้น

บัณฑิตทั้งหลายไม่สรรเสริญธรรม

๔  ประการ  คือ  ปาณาติบาต  อทินนาทาน

พูดมุสาวาท  และประพฤติผิดในกาม.

จบนิรยสูตรที่  ๓


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 210

นิรยสูตรที่  ๔  ง่ายทุกบท.

๕.  รูปสูตร

ว่าด้วยบุคคลเลื่อมใส  ๔  จำพวก

[๖๕]     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   บุคคล  ๔  จำพวกนี้   มีปรากฏอยู่ในโลก

บุคคล ๔ จำพวกคือใคร  คือ

รูปปฺปมาโณ  รูปปฺปสนฺโน              บุคคลถือรูปเป็นประมาณ  เลื่อมใสในรูป

โฆสปฺปมาโณ โฆสปฺปสนฺโน          บุคคลถือเสียงกึกก้องเป็นประมาณเลื่อมใส

ในเสียงกึกก้อง

ลูขปฺปมาโณ  ลูขปฺปสนฺโน              บุคคลถือความเศร้าหมองเป็นประมาณ

เลื่อมใสในความเศร้าหมอง

ธมฺมปฺปมาโณ  ธมฺมปฺปสนฺโน          บุคคลถือธรรมเป็นประมาณ  เลื่อมใสใน

ธรรม

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้แลบุคคล  ๔ จำพวกมีปรากฏอยู่   ในโลก.

บุคคลเหล่าใดถือรูปเป็นประมาณก็ดี

บุคคลเหล่าใดคล้อยไปตามเสียงกึกก้องก็ดี

บุคคลเหล่านั้น    อยู่ในอำนาจความพอใจ

รักใคร่แล้ว   ย่อมไม่รู้จักชนผู้นั้น.

คนโง่ย่อมไม่รู้  (คุณธรรม) ภายใน

ทั้งไม่เห็น  (ข้อปฏิบัติ)  ภายนอ    (ของ

ชนผู้นั้น)  ถูกรูปและเสียงปิดบัง  (ปัญญา)


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 211

เสียจนรอบ    คนโง่นั้นจึงถูกเสียงกึกก้อง

พัดพาไปได้.

บุคคลใดไม่รู้ภายใน     แต่เห็นภาย-

นอก เห็นแต่ผล (คือลาภสักการที่ผู้นั้นได้)

ในภายนอก    แม้บุคคลนั้นก็ยังจะถูกเสียง

กึกก้องพัดพาไปได้.

บุคคลใดทั้งรู้ภายในทั้งเห็นภายนอก

เห็นแจ้งไม่มีอะไรเป็นเครื่องปิดบัง  บุคคล

นั้นย่อมไม่ถูกเสียงกึกก้องพัดพาไป.

จบรูปสูตรที่  ๕

อรรถกถารูปสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในรูปสูตรที่ ๕  ดังต่อไปนี้  :-

บุคคลถือประมาณในรูปแล้วเลื่อมใส  ชื่อรูปัปปมาณ.  บทว่ารูปปฺป-

สนฺโน   เป็นไวพจน์ความของบท  รูปปฺปมาโณ  นั้น.   บุคคลถือประมาณ

ในเสียงกึกก้องแล้วเลื่อมใส    ชื่อโฆสัปปมาณ.    บุคคลถือประมาณในความ

ปรากฏของจีวรและบาตรแล้วเลื่อมใส    ชื่อลูขัปปมาณ.    บุคคลถือประมาณ

ในธรรมแล้ว   เลื่อมใส  ชื่อธัมมัปปมาณ.  บทนอกจากนี้   เป็นไวพจน์ความ

ของบทเหล่านั้นนั่นแล     เพราะแบ่งสรรพสัตว์ออกเป็นสามส่วน     สองส่วน

ถือรูปเป็นประมาณ.  ส่วนหนึ่ง  ไม่ถือรูปเป็นประมาณ.  เพราะแบ่งสรรพสัตว์

ออกเป็นห้าส่วน  สี่ส่วน    ถือเสียงกึกก้องเป็นประมาณ    ส่วนหนึ่งไม่ถือเสียง


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 212

กึกก้องเป็นประมาณ.  เพราะแบ่งสรรพสัตว์ออกเป็น  ๑๐ ส่วน   เก้าส่วน  ถือ

ความปอนเป็นประมาณ  ส่วนหนึ่งไม่ถือความปอนเป็นประมาณ.   แต่เมื่อแบ่ง

สรรพสัตว์ออกเป็นแสนส่วน  ส่วนเดียวเท่านั้น  ถือธรรมเป็นประมาณ ที่เหลือ

พึงทราบว่า  ไม่ถือธรรมเป็นประมาณ  ดังนี้.

บทว่า  รูเปน  ปามึสุ  ความว่า  บุคคลเหล่าใดเห็นรูปแล้วเลื่อมใส

บุคคลเหล่านั้น   ชื่อว่าถือรูปเป็นประมาณ   อธิบายว่า   นับถือแล้ว.   บทว่า

โฆเสน  อนฺวคู  ความว่า  บุคคลเหล่าใดไหลไปตามเสียงกึกก้อง อธิบายว่า

บุคคลเหล่านั้นถือเสียงกึกก้องเป็นประมาณแล้วจึงเลื่อมใส.  บทว่า   ฉนฺทรา-

ควสูเปตา  ได้แก่  ตกอยู่ในอำนาจความพอใจ   และรักใคร่เสียแล้ว .   บทว่า

อชฺฌตฺตญฺจ  น  ชานาติ   ความว่า  คนโง่   ย่อมไม่รู้จักคุณข้างในของเขา.

บทว่า   พหิทฺธา  จ  น  ปสฺสติ   ความว่า  ย่อมไม่เห็นข้อปฏิบัติข้างนอก

ของเขา.  บทว่า   สมนฺตาวรโณ   ได้แก่ ถูกเสียงปิดบังเสียจนรอบ.  อีก-

อย่างหนึ่ง ชื่อว่า สมันตาวรณะ  เพราะเสียงกั้นไว้รอบ. บทว่า  โฆเสน  วุยฺหติ

ความว่า  คนโง่นั้น จึงถูกเสียงกึกก้องชักนำไป  หาใช่ถูกคุณนำไปไม่.    บทว่า

อชฺฌตฺตญฺจ  น  ชานาติ  พหิทฺธา  จ  วิปสฺสติ  ความว่า  บุคคลไม่รู้

คุณข้างใน  แต่เห็นการปฏิบัติข้างนอกของเขา. บทว่า พหิทฺธา   ผลทสฺสาวี

ความว่า เห็นผลสักการะข้างนอกที่บุคคลอื่นทำแก่เขา. บทว่า  วินีวรณทสฺสาวี

ความว่า  เห็นอย่างไม่มีอะไรปิดบัง.  บทว่า   น  โส  โฆเสน  วุยฺหติ

ความว่า  บุคคลนั้นจึงไม่ถูกเสียงกึกก้องชักนำไป.

จบอรรถกถารูปสูตรที่  ๕


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 213

๖.  สราคสูตร

ว่าด้วยบุคคล  ๔  จำพวก

[๖๖]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    บุคคล  ๔  จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก

บุคคล  ๔   จำพวกคือใคร  คือ

สราโค             บุคคลมีราคะ

สโทโส            บุคคลมีโทสะ

สโมโห            บุคคลมีโมหะ

สมาโน            บุคคลมีมาน

ภิกษุทั้งหลาย  นี้แลบุคคล  ๔  จำพวก  มีปรากฏอยู่ในโลก

บุคคลผู้กำหนัดเหล้าในอารมณ์ที่ชวน

กำหนัดทั้งหลาย  เพลิดเพลินยินดีในปิยรูป

(สิ่งที่น่ารักใคร่)  เป็นคนทราม  ลูกโมหะ

ผูกไว้แล้ว   ยิ่งเพิ่มเครื่องผูกพัน  (อื่น ๆ)

ขึ้น.

คนเขลาทำอกุศลกรรมที่เกิดเพราะ

ราคะบ้าง เกิดเพราะโทสะบ้าง  เกิดเพราะ

โมหะบ้าง  อันเป็นกรรม  มีความคับแค้น

มีผลเป็นทุกข์  คนเขลาเหล่านั้นเป็นคน

อันอวิชชาปิดบังแล้ว  เป็นคนบอดมือ

ไม่มีจักษุ    (คือปัญญา)   ธรรม ๓ มีอยู่

อย่างใด  เขาก็เป็นอยู่เหมือนอย่างนั้น    ไม่

รู้สึกตัวว่าเป็นอย่างนั้นเสียด้วย.

จบสราคสูตรที่  ๖


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 214

อรรถกถาสราคสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในสราคสูตรที่  ๖  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า  โมหช  วาปิ  อวิทฺทสุ  ความว่า   คนเขลาคือมิใช่บัณฑิต

ทำอกุศลกรรมที่เกิดเพราะโมหะบ้าง.    บทว่า   สวิฆาต   คือเป็นไปกับทุกข์.

บทว่า  ทุกฺขุทฺรย  คือเพิ่มทุกข์ให้ต่อไป.    บทว่า   อจกฺขุกา   คือเว้นจาก

ปัญญาจักษุ.    บทว่า  ยถา   ธมฺมา  ตถา  สนฺตา  ความว่า  ธรรมมีราคะ

เป็นต้น   ตั้งอยู่อย่างใด  คนเขลาเหล่านั้น   ก็มีสภาพเป็นอย่างนั้น  .  บทว่า 

ตสฺเสวนฺติ  มญฺเร   ความว่า   เขาย่อมไม่สำคัญ    ย่อมไม่รู้สึกว่าเราเป็น

อย่างนั้น    มีสภาพอย่างนั้นเสียด้วย.   ทั้งในพระสูตรนี้    ทั้งในพระคาถา  ตรัส

วัฏฏะอย่างเดียว.

จบอรรถกถาสราคสูตรที่  ๖

๗. อหิสูตร

ว่าด้วยแผ่เมตตาจิตไปถึงตระกูลพระยางู

[๖๗]     สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  ณ วิหารพระเชตวัน

อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี  กรุงสาวัตถี    ก็แลสมัยนั้น     ภิกษุรูปหนึ่ง

ถูกงูกัดตายในกรุงสาวัตถี      ลำดับนั้นแล       ภิกษุหลายรูปเข้าไปเฝ้าพระผู้มี

พระภาคเจ้า   ครั้นเข้าไปถึงแล้ว   ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่งลงใน

ที่สมควรส่วนหนึ่ง   ภิกษุเหล่านั้นนั่งในที่สมควรส่วนหนึ่งแล้ว   กราบทูลพระ-


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 215

ผู้มีพระภาคเจ้าว่า       ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ       ภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัดทำกาละ

แล้วในกรุงสาวัตถี  พระองค์ตรัสว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุรูปนั้น   ไม่ได้

แผ่เมตตาจิตไปถึงตระกูลพระยางูทั้ง ๔ เป็นแน่  เพราะถ้าภิกษุนั้น   พึงแผ่เมตตา

ถึงตระกูลพระยางูทั้ง ๔  ไซร้  ภิกษุนั้นก็ไม่พึงถูกงูกัดตายเลย  ตระกูลพระยางู

ทั้ง  ๔  คืออะไรบ้าง  คือ  ตระกูลพระยางูชื่อวิรูปักขะ   ตระกูลพระยางูชื่อ

เอราปถะ  ตระกูลพระยางูชื่อฉัพยาปุตตะ  ตระกูลพระยางูชื่อกัณหา

โคตมกะ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้น ไม่ได้แผ่เมตตาจิตไปถึงตระกูลพระยางูทั้ง  ๔

นี้เป็นแน่    เพราะถ้าภิกษุนั้นพึงแผ่เมตตาจิตไปถึงตระกูลพระยางูทั้ง ๔ นี้ไซร้

ภิกษุนั้น ก็ไม่พึงถูกงูกัดตายเลย  ภิกษุทั้งหลาย  เราอนุญาตให้ภิกษุแผ่เมตตาจิต

ไปถึงตระกูลพระยางูทั้ง  ๔   นี้   เพื่อคุ้มตน   เพื่อรักษาตน   เพื่อป้องกันตน

ความเป็นมิตรของเรา    จงมีกับงู

ตระกูลวิรูปักขะทั้งหลาย    ความเป็นมิตร

ของเรา  จงมีกับงูตระกูลเอราปถะทั้งหลาย

ความเป็นมิตรของเรา  จงมีกับงูตระกูล

ฉัพยาปุตตะทั้งหลาย  ความเป็นมิตรของ

เรา  จงมีกับงูตระกูลกัณหาโคตมกะทั้งหลาย

ความเป็นมิตรของเรา    จงมีกับสัตว์ไม่มี

เท้าทั้งหลาย   ความเป็นมิตรของเรา   จงมี

กับสัตว์   ๒  เท้าทั้งหลาย    ความเป็นมิตร

ของเรา    จงมีกับสัตว์  ๔  เท้าทั้งหลาย

ความเป็นมิตรของเรา     จงมีกับสัตว์มีเท้า

มากทั้งหลาย    ขอสัตว์ไม่มีเท้าอย่าเบียด-

เบียนเรา   สัตว์  ๒ เท้าก็อย่าเบียดเบียนเรา


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 216

สัตว์  ๔  เท้าก็อย่าเบียดเบียนเรา  สัตว์มีเท้า

มากก็อย่าเบียดเบียนเรา     ขอสัตว์ทั้งปวง

ผู้มีลมหายใจทั้งสิ้น และผู้เกิดแล้วทั้งหมด

สิ้นเชิง   จงประสบแต่ความเจริญทุกผู้เถิด

อย่าได้รับโทษลามกอะไร ๆ  เลย.

พระพุทธเจ้าทรงพระคุณสุดที่จะประมาณ   พระธรรมทรงพระคุณสุด

ที่จะประมาณ   พระสงฆ์ทรงพระคุณสุดที่จะประมาณ   สัตว์เสือกคลานทั้งหลาย

มีประมาณ  คือ  งู  แมลงป่อง   ตะขาบ   แมลงมุม   ตุ๊กแก  หนู  การรักษาเรา

ได้ทำแล้ว      การป้องกันเราได้ทำแล้ว      ขอสัตว์ทั้งหลายจงหลีกไป    ข้า  ฯ

นอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า  นอบน้อมแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๗ พระองค์.

จบอหิสูตรที่  ๗

อรรถกถาอหิสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในอหิสูตรที่ ๗  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า  อิมานิ  จตฺตาริ  อหิราชกุลานิ   นี้   ตรัสหมายถึงพิษที่ถูก

งูกัด    พิษที่ถูกงูกัดเหล่าใดเหล่าหนึ่ง  พิษเหล่านั้นทั้งหมด   อยู่ภายในตระกูล

พระยางูทั้ง ๔ เหล่านี้ .  บทว่า  อตฺตคุตฺติยา   คือเพื่อคุ้มตน.  บทว่า  อตฺต-

รกฺขาย   คือเพื่อรักษาตน.   บทว่า   อตฺตปริตฺตาย   คือเพื่อป้องกันตน.

อธิบายว่า  เราจึงอนุญาตปริตไว้ดังนี้.

บัดนี้  ภิกษุพึงทำปริตนั้นโดยวิธีใด  เมื่อทรงแสดงวิธีนั้น   จึงตรัสว่า

วิรูปกฺเขหิ  เม   เป็นต้น.    ในบทเหล่านั้น     บทว่า  วิรูปกฺเขหิ  ได้แก่มี


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 217

เมตตาจิตกับงูตระกูลวิรูปักขะ.  แม้ในตระกูลงูที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.  บทว่า

อปาทเกหิ  ได้แก่  มีเมตตาจิตกับสัตว์ไม่มีเท้าทั้งหลาย.    แม้ในสัตว์ที่เหลือ

ก็มีนัยนี้เหมือนกัน .  บทว่า   สพฺเพ   สตฺตา  ความว่า  ก่อนแต่นี้   ภิกษุกล่าว

เมตตาเจาะจงด้วยฐานะประมาณเท่านี้แล้ว  บัดนี้   จึงเริ่มคำนี้   เพื่อกล่าวเมตตา

ไม่เจาะจง.     ในบทเหล่านั้น     คำว่า   สัตว์   ปาณะ   ภูต   เหล่านี้

ทั้งหมดเป็นคำกล่าวถึงบุคคลเท่านั้น.   บทว่า  ภทฺรานิ   ปสฺสนฺตุ   ความว่า

จงเห็นแต่อารมณ์ที่เจริญใจเถิด.  บทว่า  มา  กญฺจิ  ปาปนาคมา  ความว่า

สัตว์อะไร ๆ   อย่าประสบสิ่งอันเป็นบาปลามกเลย.    ในบทว่า    อปฺปมาโณ

พุทฺโธ     นี้พึงทราบพุทธคุณว่า   พุทฺโธ     แท้จริง   พุทธคุณเหล่านั้น

ชื่อว่า  สุดที่จะประมาณได้.  แม้ในสองบทที่เหลือก็นัยนี้แล.   บทว่า ปมาณ-

วนฺตานิ   ได้แก่ ประกอบแล้วด้วยประมาณแห่งพระคุณ. บทว่า   อุณฺณานาภี

ได้เเก่ แมลงมุมมีขนที่ท้อง.  บทว่า  สรพู  ได้แก่   ตุ๊กแกในเรือน.  บทว่า  กตา

เม  รกฺขา  กตา  เม  ปริตฺตา  ความว่า การรักษา   และการป้องกัน  ข้าพเจ้า

ได้ทำแล้ว   แก่ชนประมาณเท่านี้.    บทว่า  ปฏิกฺกมนฺตุ  ภูตานิ  ความว่า

สัตว์ทั้งหลายแม้ทั้งหมด  อันข้าพเจ้าทำการป้องกันแล้ว  จงหลีกไปเสีย  อธิบาย

ว่า   อย่าเบียดเบียนข้าพเจ้าเลย   ดังนี้.

จบอรรถกถาอหิสูตรที่  ๗


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 218

๘.  เทวทัตตสูตร

ว่าด้วยเรื่องพระเทวทัต

[๖๘]    สมัยหนึ่ง    พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ

พระนครราชคฤห์  เมื่อพระเทวทัตหลีกไปแล้วไม่ช้า   ก็ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย

ในที่นั้นมา    มีพระพุทธดำรัสถึงพระเทวทัตว่า   ภิกษุทั้งหลาย    ลาภสักการะ

และความสรรเสริญเกิดมีแก่เทวทัต    เพื่อทำลายล้างตน   ลาภสักการะและความ

สรรเสริญเกิดมีแก่เทวทัต    เพื่อความพินาศของตนเอง  เปรียบเหมือนต้นกล้วย

ออกผลมากสำหรับฆ่าตัวเอง        ออกผลมาก็เพื่อความพินาศของตัวเองฉันใด

ลาภสักการะและความสรรเสริญเกิดมีแก่เทวทัตก็เพื่อทำลายล้างตน  ลาภสักการะ

และความสรรเสริญเกิดมีแก่เทวทัตก็เพื่อความพินาศ    (ของตัวเอง)    ฉันนั้น

เหมือนกัน   เปรียบเหมือนต้นไผ่ออกขุยมาก็สำหรับฆ่าตัวเอง  ออกขุยมาก็เพื่อ

ความพินาศของตัวเองฉันใด...ต้นอ้อออกขุยมาก็สำหรับฆ่าตัวเอง  ออกขุยมา

ก็เพื่อความพินาศของตัวเองฉันใด...   แม่ม้าอัสดรตั้งครรภ์ก็สำหรับฆ่าตัวเอง

ตั้งครรภ์ก็เพื่อความพินาศ (ของตัวเอง) ฉันใด ลาภสักการะและความสรรเสริญ

เกิดมีแก่เทวทัตก็เพื่อทำลายล้างตน     ลาภสักการะและความสรรเสริญเกิดมีแก่

เทวทัตแก่เพื่อความพินาศ  (ของตัวเอง)  ฉันนั้นเหมือนกัน

ผลกล้วยฆ่าต้นกล้วย  ขุยไผ่ฆ่าต้น

ไผ่   ขุยอ้อฆ่าต้นอ้อ  ลูกม้าอัสดรฆ่าแม่น้ำ

อัสดรฉันใด    สักการะก็ทำลายล้างคนชั่ว

เสียฉันนั้น.

จบเทวทัตตสูตรที่  ๘


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 219

อรรถกถาเทวทัตตสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในเทวทัตตสูตรที่  ๘  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า  อจิรปกฺกนฺเต  เทวทตฺเต  ความว่า  เมื่อเทวทัตทำสังฆเภท

แล้ว   หลีกไปไม่นาน.   บทว่า  ปราภวาย  ได้แก่ เพื่อความเสื่อม  เพื่อความ

พินาศ.  บทว่า  อสฺสตรี  ความว่า   ม้าอัสดร  เกิดในท้องของแม่ฬา.   บทว่า

อตฺตวธาย   คพฺภ  คณฺหาติ  ความว่า  คนทั้งหลายผสมแม่ฬานั้นกับพ่อม้า

แม่ม้าอัสดรนั้น      ตั้งท้องแล้ว    เมื่อถึงเวลาก็ออกลูกไม่ได้     ยืนเอาเท้าทั้ง  ๒

ตะกุยแผ่นดิน   เมื่อเป็นเช่นนั้น   เขาจึงผูกเท้าทั้ง  ๔ ของมันไว้ที่หลัก  ๔  หลัก

ผ่าท้องนำลูกออก  มันจึงตาย ณ ที่นั้นเอง ด้วยเหตุนั้น  จึงตรัสถึงแม่ม้าอัสดรนั้น.

จบอรรถกถาเทวทัตตสูตรที่  ๘

๙.  ปธานสูตร

ว่าด้วยความเพียร  ๔

[๖๙]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ปธาน    (ความเพียร)   ๔  ประการนี้

ปธาน  ๔   คืออะไรบ้าง   คือ   สังวรปธาน   (เพียรระวัง)   ปหานปธาน

(เพียรละ)  ภาวนาปธาน  (เพียรบำเพ็ญ)  อนุรักขนาปธาน    (เพียรตาม

รักษาไว้)

ก็สังวรปธานเป็นไฉน ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้   ย่อมยังฉันทะให้

เกิด  พยายาม   ทำความเพียร  ประคองจิต   ตั้งใจไว้   เพื่อยังอกุศลบาปธรรมที่

ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น   นี้เรียกว่า  สังวรปขาน.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 220

ปหานปธานเป็นไฉน    ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้    ย่อมยังฉันทะให้

เกิด  พยายาม  ทำความเพียร  ประคองจิต   ตั้งใจไว้  เพื่อละอกุศลบาปธรรม

ที่เกิดแล้ว   นี้เรียกว่า  ปหานปธาน.

ภาวนาปธานเป็นไฉน.  ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้   ย่อมยังฉันทะให้

เกิด  พยายาม   ทำความเพียร   ประคองจิต  ตั้งใจไว้   เพื่อยังกุศลธรรมที่ยัง

ไม่เกิดให้เกิดขึ้น  นี้เรียกว่า  ภาวนาปธาน.

อนุรักขนาปธานเป็นไฉน    ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้  ย่อมยังฉันทะ

ให้เกิด  พยายาม   ทำความเพียร  ประคองจิต   ตั้งใจไว้  เพื่อให้กุศลธรรมที่

เกิดแล้วคงอยู่    ไม่เลือนหายไป   ให้ภิยโยภาพไพบูลย์เจริญเต็มที่   นี้เรียกว่า

อนุรักขนาปธาน.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้แล  ปธาน ๔ ประการ

เพียรระวัง ๑ เพียรละ ๑  เพียรบำเพ็ญ

๑  เพียรตามรักษาไว้  ๑  ปธาน   ๔  ประการ

นี้   พระพุทธเจ้าผู้เผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์

ทรงแสดงไว้   เป็นเครื่องให้ภิกษุผู้มีความ

เพียร    ในพระศาสนานี้บรรลุถึงความสิ้น

ทุกข์.

จบปธานสูตรที่  ๙


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 221

อรรถกถาปธานสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในปธานสูตรที่  ๙  ดังต่อไปนี้ :-

ความเพียร เพื่อระวังกิเลส คือ  เพื่อปิดทางเข้าของกิเลสชื่อสังวรปธาน

(เพียรระวัง)  เพียรเพื่อละชื่อปหานปธาน (เพียรละ) เพียรเพื่อเจริญกุศลธรรม

ชื่อภาวนาปธาน  (เพียรบำเพ็ญ)   เพียรเพื่อตามรักษากุศลธรรมเหล่านั้น    ชื่อ

อนุรักขนาปธาน  (เพียรตามรักษาไว้).

จบอรรถกถาปธานสูตรที่ ๙

๑๐. ธัมมิกสูตร

ว่าด้วยพระราชาประพฤติไม่เป็นธรรมและเป็นธรรม

[๗๐]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ในสมัยใด   พระราชาทั้งหลายประพฤติ

ไม่เป็นธรรม ในสมัยนั้น  แม้ข้าราชการทั้งหลาย  ก็พลอยประพฤติไม่เป็นธรรม

เมื่อข้าราชการประพฤติไม่เป็นธรรม  พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลายก็ประพฤติ

ไม่เป็นธรรมบ้าง       เมื่อพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลายประพฤติไม่เป็นธรรม

ชาวบ้านชาวเมืองก็ประพฤติไม่เป็นธรรมไปตามกัน      ครั้นชาวบ้านชาวเมือง

ประพฤติไม่เป็นธรรม   ดวงจันทร์   ดวงอาทิตย์   ก็โคจรไม่สม่ำเสมอ  ครั้น

ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์  โคจรไม่สม่ำเสมอ  ดาวนักษัตรทั้งหลายก็เดินไม่เที่ยงตรง

ครั้นดาวนักษัตรทั้งหลายเดินไม่เที่ยงตรง  คืนและวันก็เคลื่อนไป  ครั้นคืนและ

วันเคลื่อนไป  เดือนและปักษ์ก็คลาดไป   ครั้นเดือนและปักษ์คลาดไป  ฤดูและ

ปีก็เคลื่อนไป     ครั้นฤดูและปีเคลื่อนไป    ลมก็พัดผันแปรไป     ครั้นลมพัด


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 222

ผันแปรไป    ลนนอกทางก็พัดผิดทาง    ครั้นลมนอกทางพัดผิดทาง    เทวดา

ทั้งหลายก็ปั่นป่วน  ครั้นเทวดาทั้งหลายปั่นป่วน  ฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาล  ครั้น

ฝนไม่ตกตามฤดูกาล  ข้าวกล้าทั้งหลายก็สุกไม่ดี  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   มนุษย์

ทั้งหลายบริโภคข้าวที่สุกไม่ดี  ย่อมอายุสั้น  ผิวพรรณก็ไม่งาม  กำลังก็ลดถอย

และมีอาพาธมาก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลา  ในสมัยใด  พระราชาทั้งหลายประพฤติเป็นธรรม

ในสมัยนั้น     แม้ข้าราชการทั้งหลายก็ประพฤติเป็นธรรมไปด้วย  เนื้อข้าราชการ

ทั้งหลายประพฤติเป็นธรรม  พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลายก็ประพฤติเป็นธรรม

บ้าง  เมื่อพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลายประพฤติเป็นธรรม  ชาวบ้านชาวเมือง

ก็ประพฤติเป็นธรรมไปตามกัน         ครั้นชาวบ้านชาวเมืองประพฤติเป็นธรรม

ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ก็โดยจรสม่ำเสมอ   ครั้นดวงจันทร์ดวงอาทิตย์โคจรสม่ำเสมอ

ดาวนักษัตรทั้งหลายก็เดินสม่ำเสมอ      ครั้นดาวนักษัตรทั้งหลายเดินสม่ำเสมอ

คืนและวันก็ตรง   ครั้นคืนและวันตรง   เดือนและปักษ์ก็ตรง   ครั้นเดือนและ

ปักษ์ตรง    ฤดูและปีก็สม่ำเสมอ    ครั้นฤดูและปีสม่ำเสมอ    ลมก็พัดเป็นปกติ

ครั้นลมพัดเป็นปกติ   ลมในทางก็พัดไปถูกทาง   ครั้นลมในทางพัดไปถูกทาง

เทวดาทั้งหลายก็ไม่ปั่นป่วน     ครันเทวดาทั้งหลายไม่ปั่นป่วน    ฝนก็ตกตาม

ฤดูกาล  ครั้นฝนตกดามฤดูกาล  ข้าวกล้าทั้งหลายก็สุกได้ที่  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

มนุษย์ทั้งหลายได้บริโภคข้าวที่สุกได้ที่  ย่อมมีอายุยืน  ผิวพรรณงาม   มีกำลัง

และมีอาพาธน้อย

เมื่อฝูงโคข้ามฟากอยู่   ถ้าโคโจกตัว

นำฝูงไปคด     โคนอกนั้นไปคดตามกัน

ในหมู่มนุษย์เหมือนกัน   ถ้าท่านผู้ได้รับ

สมมติให้เป็นใหญ่  ประพฤติไม่เป็นธรรม


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 223

ไซร้  ประชาชนนอกนี้   ก็จะประพฤติไม่

เป็นธรรมด้วย    ถ้าพระราชาไม่ตั้งอยู่ใน

ธรรม   รัฐทั้งปวงก็ยากเข็ญ.

เนื้อฝูงโคข้ามฟากอยู่   ถ้าโคโจกตัว

นำฝูงไปตรง   โคนอกนั้นก็ไปตรงตามกัน

ในหมู่มนุษย์ก็เหมือนกัน    ถ้าท่านผู้ได้รับ

สมมติให้เป็นใหญ่  ประพฤติเป็นธรรมไซร้

ประชาชนนอกนี้   ย่อมประพฤติเป็นธรรม

ด้วย   ถ้าพระราชาเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม รัฐ

ทั้งปวงก็อยู่เป็นสุข.

จบธัมมิกสูตรที่  ๑๐

จบปัตตกัมมวรรคที่  ๒

 

อรรถกถาธัมมิกสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในธัมมิกสูตรที่  ๑๐  ดังต่อไปนี้  :-

บทว่า   อธมฺมิกา   โหนฺติ   ความว่า  พระราชาทั้งหลายประพฤติ

ไม่เป็นธรรมโดยไม่เก็บส่วย ๑๐ ส่วน และไม่ลงโทษ  ตามสมควรแก่ความผิด

ซึ่งพระราชาเก่าก่อนทรงตั้งไว้แล้ว  เก็บส่วยเกินพิกัด    และลงโทษเกินกำหนด


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 224

บทว่า  ราชยุตฺตา  ได้แก่  พนักงานเจ้าหน้าที่  ผู้ทำราชการอยู่ในชนบทของ

พระราชา.      บทว่า   พฺราหฺมณคหปติกา   ได้แก่ พราหมณ์และคฤหบดี

ทั้งหลายผู้อยู่ภายในเมือง.  บทว่า  เนคมชานปทา  ได้แก่  ชาวนิคม   และ

ชาวชนบท.  บทว่า  วิสม  ความว่า  ลมก็ผันแปรไป  ไม่ถูกตามฤดู.  บทว่า

วิสมา  ความว่า  ลมพัดไม่สม่ำเสมอ  พัดแรงเกินไปบ้าง  พัดอ่อนเกินไปบ้าง.

บทว่า  อปญฺชสา ได้แก่  ลมนอกทาง  พัดออกนอกทางไป.  บทว่า  เทวดา

ปริกุปฺปิตา  ภวนฺติ   ความว่า  ด้วยว่าเมื่อลมนอกทางพัดไม่สม่ำเสมอ ต้นไม้

ทั้งหลายก็หัก   วิมานก็พังทะลาย  เพราะฉะนั้น  พวกเทวดาก็ปั่นป่วน.   เทวดา

เหล่านั้นจึงไม่ยอมให้ฝนตกตามฤดูกาล.  ด้วยเหตุนั้น   จึงตรัสว่า    ฝนก็ไม่ตก

ตามฤดูกาล.  บทว่า   วิสมปากีนิ   สสฺสานิ   ภวนฺติ   ความว่า   ข้าวกล้า

ทั้งหลายก็สุกไม่เสมอกันอย่างนี้คือ     ในที่แห่งหนึ่งตั้งท้อง      ในที่แห่งหนึ่ง

เกิดน้ำนม   แต่ที่แห่งหนึ่งแก่  ดังนี้.

บทว่า  สม    นกฺขตฺตานิ  ตารกรูปานิ  ปริวตฺตนฺติ   ความว่า

ดาวนักษัตรทั้งหลายย่อมหมุนเวียนสม่ำเสมอเหมือนวันเพ็ญนั้น     ได้นักษัตร

นั้น  ๆในเดือนนั้นอย่างนี้ว่า  วันเพ็ญเดือน ๑๒ ได้นักษัตรในเดือน ๑๒ เท่านั้น

วันเพ็ญเดือนอ้าย  ได้นักษัตรในเดือนอ้ายเท่านั้นฉะนั้น.  บทว่า  สม  วาตา

วายนฺติ  ความว่า  ลมทั้งหลายมิใช่พัดไม่สม่ำเสมอพัดในฤดูกาลเท่านั้น  ย่อม

พัดในฤดูอันเหมาะแก่ชนบทเหล่านั้น  ๆ  อย่างนี้  คือ  ลมเหนือพัด  ๖ เดือน

ลมใต้พัด  ๖  เดือน.  บทว่า   สมา   ความว่า  ลมพัดต่ำเสมอ  ไม่แรงเกินไป

ไม่อ่อนเกินไป.   บทว่า   ปฺชสา   ได้แก่ ลมที่พัดในทาง   ย่อมพัดตามทาง

นั่นเอง  หาใช่พัดโดยมิใช่ทางไม่.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 225

บทว่า   ชิมฺห   คจฺฉติ   แปลว่า  เดินไปคด  คือ  ย่อมถือเอาแต่ที่

มิใช่ท่า.  บทว่า  เนตฺเต   ชิมฺห   คเต  สติ   ได้แก่  โคชื่อว่าเนตตา  เพราะ

นำไป.  อธิบายว่า   เมื่อโคตัวนำเดินไปคด   ถือเอาแต่ที่มิใช่ท่า    โคแม้นอกนี้

ย่อมถือเอาแต่ที่มิใช่ท่าตามกัน ไป.  ปาฐะว่า  เนนฺเต  ดังนี้ก็มี.  บทว่า ทุกฺข

เสติ  แปลว่า  ย่อมนอนเป็นทุกข์  อธิบายว่า  ประสบทุกข์แล้ว.

จบอรรถกาธัมมิกสูตรที่  ๑๐

จบปัตตกัมวรรควรรณนาที่ ๒

พระสูตรปนกับคาถา  จบบริบูรณ์

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้  คือ

๑.  ปัตตกัมมสูตร  ๒.  อันนนาถสูตร  ๓.  สพรหมสูตร   ๔.  นิรย-

สูตร   ๕.  รูปสูตร   ๖.  สราคสูตร   ๗.  อหิสูตร   ๘.  เทวทัตตสูตร   ๙.

ปธานสูตร   ๑๐.  ธัมมิกสูตร  และอรรถกถา.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 226

อปัณณกวรรคที่  ๓

 

๑๐. ปธานสูตร

ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุสิ้นอาสวะ  ๔  ประการ

[๗๑]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม  ๔ ประการ

ชื่อว่า  อปัณณกปฏิปทา  (ข้อปฏิบัติไม่ผิด)    และ  เหตุแห่งความสิ้นอาสวะ

ชื่อว่าภิกษุนั้นได้เริ่มแล้ว   ธรรม ๔ ประการคืออะไร   คือภิกษุในพระธรรม-

วินัยนี้     เป็นผู้มีศีล  ๑    เป็นพหูสูต   ๑  เป็นผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว

๑  เป็นผู้มีปัญญา     ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม  ๔  ประการนี้แล    ชื่อว่า

อปัณณกปฏิปทา และ เหตุแห่งความสิ้นอาสวะ  ชื่อว่าภิกษุนั้นได้เริ่มแล้ว.

จบปธานสูตรที่ ๑


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 227

อปัณณกวรรควรรณนาที่  ๓

 

อรรถกถาปธานสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในปธานสูตรที่  ๑  แห่งวรรคที่  ๓  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า อปณฺณกปฏิปท  คือข้อปฏิบัติไม่ผิด.  บทว่า  โยนิ  จสฺส

อารทฺธา โหติ ความว่า  ก็เหตุแห่งความสิ้นอาสวะของภิกษุนั้นเป็นอันบริบูรณ์

แล้ว. บทว่า   อาสวาน   ขยาย   ได้แก่  เพื่อพระอรหัต.

จบอรรถกถาปธานสูตรที่  ๑

 

๒. ทิฏฐิสูตร

ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุสิ้นอาสวะ  ๔  ประการ

[๗๒]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ

ชื่อว่า  อปัณณกปฏิปทา  และ เหตุแห่งความสิ้นอาสวะ  ชื่อว่าเป็นอันภิกษุนั้น

ได้เริ่มแล้ว   ธรรม  ๔  ประการคืออะไร   คือ  เนกขัมมวิตก     (ความตรึก

ในอันออกจากกาม)   อพยาบาทวิตก      (ความตรึกในอันไม่พยาบาท)   อวิ-

หิงสาวิตก  (ความตรึกในอันไม่เบียดเบียน)  สัมมาทิฏฐิ  (ความเห็นชอบ)

ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม  ๔  ประการนี้แล    ชื่อว่า    อปัณณกปฏิปทา  และ

เหตุแห่งความสิ้นอาสวะ  ชื่อว่าภิกษุนั้นได้เริ่มแล้ว.

จบทิฏฐิสูตรที่  ๒

ทิฏฐิสูตรที่   ๒  ง่ายทั้งนั้น.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 228

๓.  สัปปุริสสูตร

ว่าด้วยธรรม  ๔  ประการของอสัตบุรุษและสัตบุรุษ

[๗๓]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ

พึงทราบว่าเป็นอสัตบุรุษ  ธรรม ๔ ประการคืออะไร  คือ

อสัตบุรุษในโลกนี้   เรื่องใดเป็นข้อเสียหายของผู้อื่น   แม้ไม่มีใครถาม

ก็เผยเรื่องนั้น    จะกล่าวอะไรถึงถูกถาม    มีใครซักถามเข้าก็เล่าเรื่องอันเป็นข้อ

เสียหายของผู้อื่นเสียอย่างพิสดารเต็มที่  ไม่ให้บกพร่อง  ไม่หน่วงเหนี่ยวทีเดียว

นี่พึงทราบเถิดว่า  ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ

อีกประการหนึ่ง    อสัตบุรุษ    เรื่องใดเป็นเกียรติคุณของผู้อื่น    แม้

ถูกถาม  ก็ไม่เผยเรื่องนั้น     จะกล่าวอะไรถึงไม่ถูกถาม    ถูกซักถามจังหน้าเช้า

(ไม่มีทางหลีก)   ก็เล่าเกียรติคุณของผู้อื่นอย่างอ้อมแอ้มไม่เต็มปาก    อ้อมค้อม

หน่วงเหนี่ยว  นี่พึงทราบเถิดว่า  ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ

อีกประการหนึ่ง  อสัตบุรุษ  เรื่องใดเป็นข้อเสียหายของตน  แม้ถูกถาม

ก็ไม่เผยเรื่องนั้น   จะกล่าวอะไรถึงไม่ถูกถาม   ถูกซักถามจังหน้าเข้า   ก็เล่าข้อ

เสียหายของตน  อย่างอ้อมแอ้มไม่เต็มปาก  อ้อมค้อม หน่วงเหนี่ยว นี่พึงทราบ

เถิดว่า  ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ

อีกประการหนึ่ง  อสัตบุรุษ  เรื่องใดเป็นเกียรติคุณของตน   แม้ไม่มี

ใครถามก็เผยเรื่องนั้นขึ้นเอง  จะกล่าวอะไรถึงมีคนถาม   มีใครซักถามเข้าก็เล่า

เรื่องที่เป็นเกียรติคุณของตนอย่างพิสดารเต็มที่ไม่ให้บกพร่อง  ไม่หน่วงเหนี่ยว

ทีเดียว  นี่พึงทราบเถิดว่า  ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ

บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม   ๔  ประการนี้แล พึงทราบว่าเป็นอสัตบุรุษ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 229

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม  ๔  ประการ    พึง

ทราบว่าเป็นสัตบุรุษ  ธรรม ๔  ประการ  คือ

สัตบุรุษในโลกนี้    เรื่องใดเป็นข้อเสียหายของผู้อื่น    แม้ถูกถามก็ไม่

เผยเรื่องนั้น    จะกล่าวอะไรถึงไม่ถูกถาม    ถูกซักถามจังหน้าเข้าก็เล่าเรื่องอัน

เป็นข้อเสียหายของผู้อื่นอย่างลัดไม่เต็มที่   นี่พึงทราบเถิดว่า  ผู้นี้เป็นสัตบุรุษ

อีกประการหนึ่ง  สัตบุรุษ  เรื่องใดเป็นเกียรติคุณของผู้อื่น   แม้ไม่มี

ใครถามก็เผยเรื่องนั้น   จะกล่าวอะไรถึงมีใครถาม    มีใครซักถามเข้าก็เล่าเรื่อง

เกียรติคุณของผู้อื่นอย่างถี่ถ้วนเต็มที่ไม่มีหน่วงเหนี่ยว   นี่พึงทราบเถิดว่า  ผู้นี้

เป็นสัตบุรุษ

อีกประการหนึ่ง   สัตบุรุษ   เรื่องใดเป็นข้อเสียหายของตน    แม้ไม่มี

ใครถามก็เผยเรื่องนั้น     จะกล่าวอะไรถึงมีใครถาม    มีใครซักถามเข้าย่อมเล่า

เรื่องเสียหายของตนอย่างถี่ถ้วนเต็มที่ไม่มีหน่วงเหนี่ยว  นี่พึงทราบเถิดว่า  ผู้นี้

เป็นสัตบุรุษ

อีกประการหนึ่ง.   สัตบุรุษ  เรื่องใดเป็นเกียรติคุณของตน   แม้มีใคร

ถามก็ไม่เผยเรื่องนั้น     แต่เมื่อถูกซักถามจังหน้าเข้าก็เล่าเรื่องเกียรติคุณของตน

อย่างลัดไม่เต็มปาก  นี่พึงทราบเถิดว่า  ผู้นี้เป็นสัตบุรุษ

ภิกษุทั้งหลาย หญิงสาว  ในคืนหรือวันที่เขารับตัวมาอยู่.  (เป็นสะใภ้)

ย่อมมีความละอายกลัวเกรงมาก   ทั้งในแม่ผัวทั้งในพ่อผัวทั้งในผัว    โดยที่สุด

ในบ่าวและคนงานคนอาศัย   ต่อมาพอคุ้นกันเข้า   หญิงนั้นตะเพิดเอาแม่ผัวบ้าง

พ่อผัวบ้าง   ผัวบ้างก็ได้ว่า  ไป  รู้จักอะไร  ดังนี้ฉันใด  ภิกษุบางรูปในพระ-

ธรรมวินัยนี้   ในคืนหรือวันที่ออกจากเรือนมาบวช   ย่อมมีหิริโอตตัปปะมาก

ในภิกษุทั้งหลาย  ในภิกษุณีทั้งหลาย   ในอุบาสกทั้งหลาย  ในอุบาสิกาทั้งหลาย


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 230

โดยที่สุดในอารามิกะและสมณุทเทส    ต่อมาพอคุ้นกันเข้า   ภิกษุนั้นตะเพิดเอา

อาจารย์บ้าง  อุปัชฌาย์บ้างก็ได้ว่า  ไป  รู้จักอะไร  ดังนี้ฉันนั้นเหมือนกัน

เพราะเหตุนั้น  ท่านทั้งหลายพึงสำเหนียกว่า  เราทั้งหลายจักมีใจเสมอ

ด้วยสะใภ้ใหม่   ภิกษุทั้งหลาย  ท่านทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล.

จบสัปปุริสสูตรที่  ๓

อรรถกถาสัปปุริสสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในสัปปุริสสูตรที่  ๓  ดังต่อไปนี้  :-

บทว่า  อวณฺโณ  ได้แก่  มิใช่คุณ.    บทว่า  ปาตุกโรติ   ได้แก่

บอกทำให้ปรากฏ.   บทว่า   ปญฺหาภินีโต   ได้แก่  ถูกนำมาซักถาม.  บทว่า

อหาเปตฺวา  อลมฺเพตฺวา  ได้แก่  ทำไม่ให้ลด  ไม่ให้หย่อนทีเดียว.   อนึ่ง

ในข้อนี้   อสัตบุรุษ  ย่อมปกปิดความเสียหายของตน    เพราะเป็นผู้ปรารถนา

ลามก สัตบุรุษ ย่อมปกปิดเกียรติคุณของตน  เพราะเป็นผู้ละอาย.  เพราะเหตุที่

อสัตบุรุษขาดหิริโอตัปปะ    อยู่ร่วมกันก็ดูหมิ่น    ส่วนสัตบุรุษประกอบด้วย

หิริโอตตัปปะ   อยู่ร่วมกันก็ไม่ดูหมิ่น    ฉะนั้น   บัดนี้    เพื่อทรงแสดงสาธก

ความเป็นสัตบุรุษ    เปรียบด้วยสะใภ้ใหม่    จึงตรัสว่า  เสยฺยถาปิ  ภิกฺขเว

วธุกา  เป็นต้น .    ในบทเหล่านั้น    บทว่า  วธุกา  ได้แก่  สะใภ้.    บทว่า

ติพฺพ  คือมาก.  บทที่เหลือในสูตรนี้   ง่ายทั้งนั้นแล.

จบอรรถกถาสัปปุริสสูตรที่  ๓


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 231

๔.  ปฐมอัคคสูตร

ว่าด้วยวัตถุเลิศ  ๔  ประการ

[๗๔]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    วัตถุอันเลิศ  ๔  อย่างนี้     วัตถุอันเลิศ

๔  อย่างคืออะไร  คือ  ศีลเลิศ  สมาธิเลิศ  ปัญญาเลิศ  วิมุตติเลิศ  นี้แลวัตถุ

อันเลิศ  ๔ อย่าง.

จบปฐมอัคคสูตรที่ ๔

อรรถกถาปฐมอัคคสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในปฐมอัคคสูตรที่ ๔  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า  สีลคฺค  คือ  ศีลเลิศคือสูงสุด.   ในบททั้งปวงก็นัยนี้.

จบอรรถกถาปฐมอัคคสูตรที่ ๔

๕. ทุติยอัคคสูตร

ว่าด้วยวัตถุเลิศ  ๔  อย่าง

[๗๕]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    วัตถุอันเลิศ  ๔  อย่างนี้     วัตถุอันเลิศ

๔  อย่างคืออะไร  คือ  รูปเลิศ  เวทนาเลิศ  สัญญาเลิศ   ภพเลิศ   นี้แลวัตถุ

อันเลิศ  ๔  อย่าง.

จบทุติยอัคคสูตรที่  ๕


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 232

อรรถกถาทุติยอัคคสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในทุติยอัคคสูตรที่  ๕  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า  รูปคฺค  ความว่า  บุคคลพิจารณารูปใดแล้ว   ย่อมบรรลุพระ

อรหัต  รูปนี้ชื่อว่า รูปอันเลิศ  แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้แล. ส่วนในบทว่า ภวคฺค

นี้   บุคคลดำรงอยู่ในอัตภาพใด    ย่อมบรรลุพระอรหัตในอัตภาพนั้น    ชื่อว่า

ภพอันเลิศและ

จบอรรถกถาทุติยอัคคสูตรที่  ๕

๖. กุสินาราสูตร

ว่าด้วยความสงสัยในพระรัตนตรัย

[๗๖]    สมัยหนึ่ง    พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับในระหว่างต้นสาละคู่

ตรงท่ามกลางวงโค้งแห่งแถวต้นสาละ   ในป่าไม่สาละของคณะเจ้ามัลละ   กรุง

กุสินารา  คราวจะเสด็จปรินิพพาน  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย

ในที่นั้น ภิกษุทั้งหลายรับสนองพระพุทธดำรัสแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ความสงสัยหรือความเคลือบแคลงในพระพุทธเจ้าก็ดี   ในพระธรรมก็ดี    ใน

พระสงฆ์ก็ดี   ในมรรคก็ดี    ในปฏิปทาก็ดี    จะพึงมีแก่ภิกษุสักรูปหนึ่ง  ท่าน

ทั้งหลายจงถามเถิด    อย่าต้องมีความเสียใจในภายหลังว่า   พระศาสดาเสด็จอยู่

ต่อหน้าเรา    เราไม่อาจกราบทูลถามในที่เฉพาะพระพักตร์ได้  ดังนี้เลย   เมื่อ

ตรัสอย่างนี้แล้ว  ภิกษุเหล่านั้นก็นิ่งอยู่  ตรัสอย่างนั้นอีก  ๒  ครั้ง ภิกษุทั้งหลาย


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 233

ก็คงนิ่งอยู่    จึงตรัสเตือนอีกว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ท่านทั้งหลายไม่ถาม

เพราะความเคารพในพระศาสดาก็เป็นได้  แม้ภิกษุที่เป็นสหายก็จงบอกแก่สหาย

ต่อ ๆ ไปเถิด  ตรัสอย่างนี้แล้ว   ภิกษุทั้งหลายก็คงนิ่งอยู่

ลำดับนั้น  ท่านพระอานนท์จึงกราบทูลว่า  น่าอัศจรรย์จริง พระพุทธ-

เจ้าข้า    ข้าพระพุทธเจ้าเลื่อมใสในหมู่ภิกษุนี้ว่า   ความสงสัยหรือความเคลือบ

แคลงในพระพุทธเจ้าก็ดี  ในพระธรรมก็ดี  ในพระสงฆ์ก็ดี  ในมรรคก็ดี   ใน

ปฏิปทาก็ดี   ไม่มีแก่ภิกษุแม้รูปเดียวในหมู่ภิกษุนี้.

พ.  ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ เธอกล่าวตามความเลื่อมใส   ตถาคตหยั่งรู้

ทีเดียวในข้อนี้ว่า    ความสงสัยหรือความเคลือบแคลงในพระพุทธเจ้าก็ดี    ใน

พระธรรมก็ดี  ในพระสงฆ์ก็ดี  ในมรรคก็ดี   ในปฏิปทาก็ดี   ไม่มีแก่ภิกษุแม้

รูปเดียวในหมู่ภิกษุนี้   เพราะบรรดาภิกษุประมาณ  ๕๐๐ นี้   ภิกษุผู้มีคุณธรรม

ที่สุดก็เป็นพระโสดาบันมีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา      เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะได้

ตรัสรู้ในข้างหน้า.

จบกุสินาราสูตรที่  ๖

อรรถกถากุสินาราสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในกุสินาราสูตรที่  ๖  ดังต่อไปนี้  :-

บทว่า    อุปวตฺตเน    ได้แก่    ในที่ท่ามกลางแถวต้นสาละที่อยู่ทิศ

ตะวันออก  ยืนต้นเรียงเลี้ยวโค้งไปทางทิศเหนือ. บทว่า อนฺตเร  ยมกสาลาน

ได้แก่ ในระหว่างต้นสาละสองต้น.   บทว่า  กงฺขา ได้แก่  ความเคลือบแคลง.

บทว่า วิมติ  คือ ไม่สามารถจะตัดสินได้.  ความย่อในข้อนี้มีดังนี้ว่า  ภิกษุรูปใด


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 234

พึงเกิดความสงสัยว่า  พระพุทธเจ้าหรือมิใช่พระพุทธเจ้า   พระธรรมหรือมิใช่

พระธรรม   พระสงฆ์หรือมิใช่พระสงฆ์   มรรคหรือมิใช่มรรค   ปฏิปทาหรือ

มิใช่ปฏิปทา  ดังนี้     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    พวกเธอจงถามเถิด    เราจะบอก

ความข้อนั้น   แก่ภิกษุรูปนั้น   ดังนี้

บทว่า  สตฺถุคารเวนปิ  น  ปุจฺเฉยฺยาถ  ความว่า  ถ้าพวกเธอไม่

ถามเพราะความเคารพในพระศาสดาอย่างนี้ว่า   พวกเราบวชในสำนักของพระ-

ศาสดา  แม้ปัจจัย  ๔  เป็นของพระศาสดาของพวกเรา  พวกเราเหล่านั้นไม่สงสัย

มาตลอดกาลเท่านี้แล้ว   ก็ไม่ควรจะทำความสงสัยในวันนี้   ซึ่งเป็นปัจฉิมกาล.

ด้วยบทว่า    สหายโกปิ   ภิกฺขเว   สหายกสฺส  อาโรเจตุ    ทรงแสดงว่า

บรรดาพวกเธอ   ภิกษุใดเป็นเพื่อนเห็นเพื่อนคบของภิกษุใด  ภิกษุนั้นจงบอก

แก่ภิกษุนั้น   เราจักบอกแก่ภิกษุรูปหนึ่ง  พวกเธอฟังคำของภิกษุนั้นแล้ว  ก็จะ

พากันหายสงสัยไปสิ้น. บทว่า เอว  ปสนฺโน ความว่า ข้าพระองค์เธออย่างนี้.

บทว่า  าณเมว   ความว่า  ญาณที่ทำให้ประจักษ์ถึงภาวะที่ภิกษุไม่มีความสงสัย

มิใช่เพียงความเธอของตถาคตในข้อนี้.  บทว่า  อิเมส  หิ  อานนฺท  ความว่า

บรรดาภิกษุประมาณ  ๕๐๐  รูปเหล่านี้  ที่นั่งอยู่ภายในม่าน. บทว่า โย ปจฺฉิมโก

ความว่า   ตรัสถึงพระอานนทเถระ  ซึ่งเป็นภิกษุผู้มีคุณต่ำที่สุด.

จบอรรถกถากุสินาราสูตรที่  ๖


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 235

๗. อจินติตสูตร

ว่าด้วยอจินไตย ๔

[๗๗]     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อจินไตย ๔ อย่างนี้ไม่ควรคิด   ผู้ที่คิด

ก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า   ได้รับความลำบากเปล่า   อจินไตย  ๔    คือ

อะไรบ้าง  คือ

๑.  พุทธวิสัยแห่งพระพุทธทั้งหลาย  เป็นอจินไตยไม่ควรคิด  ผู้ที่คิด

ก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า   ได้รับความลำบากเปล่า

๒. ฌานวิสัยแห่งผู้ได้ฌาน  เป็นอจินไตยไม่ควรคิด   ผู้ที่คิด   ก็จะ

พึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า   ได้รับความลำปากเปล่า

๓.  วิบากแห่งกรรม   เป็นอจินไตยไม่ควรคิด  ผู้ที่คิด  ก็จะพึงมีส่วน

แห่งความเป็นบ้า  ได้รับความลำบากเปล่า

๔. โลกจินดา   (ความคิดในเรื่องของโลก)  เป็นอจินไตยไม่ควรคิด

ผู้ที่คิด  ก็จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า  ได้รับความลำบากเปล่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้แล  อจินไตย  ๔ ไม่ควรคิด ผู้ที่คิด  ก็จะพึง

มีส่วนแห่งความเป็นบ้า   ได้รับความลำบากเปล่า.

จบอจินติตสูตรที่  ๗


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 236

อรรถกถาอจินติตสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในอจินติตสูตรที่ ๗  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า อจินฺเตยฺยานิ  ได้แก่ไม่ควรคิด. บทว่า  น  จินฺเตตพฺพานิ

ความว่า บุคคลไม่ควรคิด  เพราะเป็นอจินไตยนั่นเอง. บทว่า ยานิ  จินฺเตนฺโต

คือ คิดสิ่งที่ไม่มีเหตุเหล่าใด.  บทว่า  อุมฺมาทสฺส  ได้แก่ ความเป็นคนบ้า.

บทว่า  วิฆาตสฺส  คือ  เป็นทุกข์.  บทว่า  พุทฺธวิสโย   แปลว่า   วิสัยของ

พระพุทธเจ้าทั้งหลาย  คือ ความเป็นไปและอานุภาพของพระพุทธคุณมีพระ-

สัพพัญญุตญาณเป็นต้น.  บทว่า   ฌานวิสโย   ได้แก่ ฌานวิสัยในอภิญญา.

บทว่า  กมฺมวิปาโก   ได้แก่  วิบากของกรรมมีกรรมที่จะพึงเสวยผลในปัจจุบัน

เป็นต้น.   บทว่า  โลกจินฺตา  ความว่า  โลกจินดา  ความคิดเรื่องโลกเช่นว่า

ใครหนอสร้างดวงจันทร์และดวงอาทิตย์    ใครสร้างแผ่นดินใหญ่     ใครสร้าง

มหาสมุทร  ใครสร้างสัตว์ให้เกิด   ใครสร้างภูเขา  ใครสร้างต้นมะม่วงต้นตาล

และต้นมะพร้าวเป็นต้น   ดังนี้.

จบอรรถกถาจินติตสูตรที่  ๗

๘.  ทักขิณาสูตร

ว่าด้วยทักขิณาวิสุทธิ  ๔ ประการ

[๗๘]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ทักขิณาวิสุทธิ     (ความบริสุทธิ์แห่ง

ทักษิณา)  ๔  ประการนี้   ทักขิณาวิสุทธิ  ๔  ประการคืออะไร  คือ  ทักษิณา

บริสุทธิ์ฝ่ายทายก   ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหกก็มี    ทักษิณาบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก

ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายกก็มี       ทักษิณาไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่ายปฏิคาหกก็มี

ทักษิณาบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายก  ทั้งฝ่ายปฏิคาหกก็มี


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 237

ก็ทักษิณาบริสุทธิ์ฝ่ายทายก     ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหกเป็นอย่างไร  ?

ทายกเป็นผู้มีศีลมีกัลยาณธรรม      ปฏิคาหกเป็นผู้ทุศีลมีบาปธรรม     อย่างนี้

ทักษิณาบริสุทธิ์ฝ่ายทายก   ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก

ทักษิณาบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก    ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก    เป็นอย่างไร ?

ทายกเป็นผู้ทุศีลมีบาปกรรม  ปฏิคาหกเป็นผู้มีศีลมีกัลยาณธรรม  อย่างนี้ทักษิณา

บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก   ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก

ทักษิณาไม่บริสุทธิ์     ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่ายปฏิคาหก    เป็นอย่างไร  ?

ทายกเป็นผู้ทุศีลมีบาปธรรม    ปฏิคาหกเล่าก็เป็นผู้ทุศีลมีบาปธรรม    อย่างนี้

ทักษิณาบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่ายปฏิคาหก

ทักษิณาบริสุทธิ์    ทั้งฝ่ายทายก    ทั้งฝ่ายปฏิคาหก    เป็นอย่างไร ?

ทายกเป็นผู้มีศีลมีกัลยาณธรรม  แม้ปฏิคาหกก็เป็นผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมอย่างนี้

ทักษิณาไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่ายปฏิคาหก

ภิกษุทั้งหลาย  นี้แล   ทักษิณาวิสุทธิ   ๔.

จบทักขิณาสูตรที่  ๘

อรรถกถาทักขิณาสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในทักขิณาสูตรที่  ๘  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า   ทกฺขิณาวิสุทฺธิโย   ได้แก่  เหตุทั้งหลายแห่งความบริสุทธิ์

ของทักษิณา  คือ ทาน. บทว่า ทายกโต  วิสุชฺฌติ  ความว่า  ย่อมบริสุทธิ์

โดยความมีผลมาก.   บทว่า    กฺลยาณธมฺโม      คือ เป็นผู้มีธรรมอันสะอาด.

บทว่า  ปาปธมฺโม  คือ เป็นผู้มีธรรมลามก. ในบทว่า  ทายกโต   วิสุชฺฌติ

นี้   ควรกล่าวถึงเวสสันดรมหาราช.  ได้ยินว่า  เวสสันดรมหาราชนั้น   ให้ทารก


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 238

แก่พราหมณ์ชื่อชูชก   ท่านหาปฐพีให้ไหวแล้ว.   ในบทว่า  ปฏิคฺคาหกโต

วิสุชฺฌติ  นี้  ควรกล่าวถึงชาวประมง  ผู้อยู่ที่ประตูปากแน่น้ำกัลยาณี. ได้ยินว่า

ชาวประมงนั้น  ได้ถวายบิณฑบาตสามครั้งแก่พระทีฆสุมนเถระ  นอนบทเตียง

มรณะกล่าวว่า     บิณฑบาตที่ได้ถวายแก่พระเป็นเจ้าทีฆสุมนเถระยกเราขึ้นได้.

ในบทว่า  เนว  ทายกโต  นี้  ควรกล่าวถึงนายพรานผู้อยู่บ้านวัฒมานะ ได้ยินว่า

นายพรานนั้นเมื่อทำบุญอุทิศเพื่อคนที่ตายแล้ว   จึงได้ให้แก่ปฏิคาหกผู้ทุศีล

คนเดียวสามครั้ง.  ในครั้งที่สาม  อมนุษย์  (ผู้ตายไปเกิดเป็นเปรต)    ร้องว่า

ปฏิคคาหกทุศีลปล้นเราดังนี้.       ทักษิณาถึงผู้ตายนั้นในเวลาที่ทักษิณาอันเขา

ถวายแก่ภิกษุผู้มีศีลรูปหนึ่งแล้ว.    ในบทว่า    ทายกโต  เจว  ปฏิคฺคา-

หกโต   จ  วิสุชฺฌติ   นี้    บัณฑิตควรกล่าวอสทิสทานแล.

จบอรรถกถาทักขิณาสูตรที่  ๘

๙.  วิณิชชสูตร

ว่าด้วยการค้าขาย

[๗๙]    ครั้งนั้น   ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ฯลฯ

ได้ทูลถามว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย  ให้การค้าขาย

อย่างเดียวกัน   พ่อค้าบางคนประกอบแล้วขาดทุน   ...บางคนประกอบแล้วได้

กำไรไม่เท่าที่ประสงค์  ...บางคนประกอบแล้วได้กำไรตามที่ประสงค์  ...

บางคนประกอบแล้วได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์

พ.   ตรัสตอบว่า   ดูก่อนสารีบุตร    บุคคลบางคนในโลกนี้เข้าไปหา

สมณะก็ดี   พราหมณ์ก็ดี  ปวารณาสมณะหรือพราหมณ์นั้นให้บอกขอปัจจัยได้


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 239

บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใด     ไม่ให้ปัจจัยนั้น      (แก่สมณพราหมณ์นั้น)

บุคคลนั้นถ้าตายจากอัตภาพนั้นมาสู่อัตภาพนี้      หากประกอบการค้าขายอันใด

การค้าขายอันนั้นย่อมขาดทุน

ส่วนบุคคลบางคน เข้าไปหาสมณะก็ดี  พราหมณ์ก็ดี  ปวารณาสมณะ

หรือพราหมณ์นั้นให้บอกขอปัจจัยได้  บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใด ให้ปัจจัย

นั้นไม่เท่าที่  (สมณพราหมณ์นั้น )  ประสงค์  บุคคลนั้นถ้าตายจากอัตภาพนั้น

มาสู่อัตภาพนี้   หากประกอบการค้าขายอันใด    การค้าขายนั้นย่อมได้กำไรไม่

เท่าที่ประสงค์

ส่วนบุคคลบางคน   เข้าไปหาสมณะก็ดี  พราหมณ์ก็ดี   ปวารณาสมณะ

หรือพราหมณ์นั้นให้บอกขอปัจจัยได้    บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใด     ให้

ปัจจัยนั้นตามที่    (สมณพราหมณ์นั้น )   ประสงค์   บุคคลนั้นถ้าตายจากอัตภาพ

นั้นมาสู่อัตภาพนี้  หากประกอบการค้าขายอันใด     การค้าขายอันนั้นย่อมได้

กำไรตามที่ประสงค์.

ส่วนบุคคลบางคน    เข้าไปหาสมณะก็ดี  พราหมณ์ก็ดี  ปวารณาสมณะ

หรือพราหมณ์นั้นให้บอกขอปัจจัยได้  บุคคลนั้นปวารณาด้วยปัจจัยใด  ให้ปัจจัย

นั้นยิ่งกว่าที่   (สมณพราหมณ์นั้น)  ประสงค์   บุคคลนั้นถ้าตายจากอัตภาพนั้น

มาสู่อัตภาพนี้     หากประกอบการค้าขายอันใด    การค้าขายอันนั้นย่อมได้กำไร

ยิ่งกว่าที่ประสงค์

ดูก่อนสารีบุตร  นี้แล  เป็นเหตุเป็นปัจจัย   ให้การค้าขายอันเดียวกัน

พ่อค้าบางคนประกอบแล้วขาดทุน     ...บางคนประกอบแล้วไม่ได้กำไรเท่าที่

ประสงค์  ...บางคนประกอบแล้วได้กำไรตามที่ประสงค์  ... บางคนประกอบ

แล้วได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์.

จบวณิชชสูตรที่  ๙


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 240

อรรถกถาวณิชชสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในวณิชชสูตรที่  ๙   ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า  ตาทิสาว  ความว่า  การค้าขายเช่นเดียวกันนั้น  คือ  คล้าย

กันนั้น.   บทว่า   เฉทคามินี   โหติ   คือขาดทุน.   อธิบายว่า  ผลกำไรที่

ปรารถนาสูญเสียหมด.  บทว่า  น  ยถาธิปฺปายา  โหติ  ความว่า  ได้ผลกำไร

ไม่เท่าที่มุ่งหมาย.  บทว่า   ปราธิปฺปายา  โหติ  ความว่า   ได้ผลกำไรเกิน

คือ  เกินกว่าที่ตนประสงค์.  ในบทว่า   สมณ  วา  พฺราหฺมณ  วา   นี้

พึงทราบว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์เพราะมีบาปสงบแล้ว     มีบาปอันลอยแล้ว.

บทว่า  วท  ภนฺเต   ปจฺจเยน  ความว่า  ย่อมปวารณา  คือนิมนต์อย่างนี้ว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ    ท่านพึงขอปัจจัย  ๔   อย่างมีจีวรเป็นต้นได้.   บทว่า  เยน

ปวาเรติ   ความว่า  เขาย่อมปวารณากำหนดไว้ด้วยปัจจัยใด.   บทว่า  ต  น

เทติ  ความว่า  เขาไม่ถวายปัจจัยนั้นทุกประการ. บทว่า   ต  น  ยถาธิปฺปาย

เทติ   ความว่า   เขาย่อมไม่สามารถจะถวายปัจจัยนั้นตามที่สมณพราหมณ์นั้น

ประสงค์  คือ  ถวายลดน้อยลง.   บทว่า    ยถาธิปฺปาย    เทติ   ความว่า

สมณพราหมณ์นั้น  ย่อมปรารถนาปัจจัยเท่าใด  เขาก็ถวายปัจจัยเท่านั้น. บทว่า

ปราธิปฺปาย   เทติ   ความว่า  เขาปวารณาปัจจัยไว้น้อยแต่ถวายมากกว่า.

จบอรรถกถาวณิชชสูตรที่  ๙


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 241

๑๐. กัมโมชสูตร

ว่าด้วยมาตุคาม

[๘๐]    สมัยหนึ่ง      พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่   ณ  โฆสิตาราม

กรุงโกสัมพี  ครั้งนั้นท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ฯลฯ  ได้ทูล

ถามว่า  อะไรหนอ  เป็นเหตุเป็นปัจจัย  พระพุทธเจ้าข้า   มาตุคามจึงไม่นั่งใน

สภา  ไม่ประกอบการงานใหญ่  ไม่ได้ไปนอกเมือง

พ.  ตรัสตอบว่า   อานนท์   มาตุคามเป็นผู้มักโกรธ   มาตุคามเป็นผู้

มักริษยา    มาตุคามเป็นผู้มักตระหนี่    มาตุคามเป็นผู้ทรามปัญญา    อานนท์

นี้แล  เป็นเหตุ  เป็นปัจจัย  ให้มาตุคามไม่นั่งในสภา ไม่ประกอบการงานใหญ่

ไม่ได้ไปนอกเมือง.

จบกัมโมชสูตรที่  ๑๐

จบอปัณณกวรรคที่  ๓

อรรถกถากัมโมชสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในกัมโมชสูตรที่  ๑๐  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า  เนว  สภาย  นิสีทติ  ความว่า  มาตุคามย่อมไม่นั่งในสภา-

วินิจฉัย  เพื่อทำการวินิจฉัย.  บทว่า  น  กมฺมนฺต   ปโยเชติ  ความว่า  ไม่

ประกอบการงานใหญ่มีกสิกรรมและพาณิชยกรรมเป็นต้น . บทว่า  น  กมฺโพช

คจฺฉติ  ความว่า    ไม่ไปสู่แคว้นกัมโพชเพื่อรวบรวมโภคทรัพย์.    ก็คำนั้น


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 242

เป็นเพียงหัวข้อเท่านั้น.  อธิบายว่า  ไม่ไปภายนอกแว่นแคว้นแห่งใดแห่งหนึ่ง.

ในบทเป็นต้นว่า  โกธโน  ความว่า  มาตุคามถูกความโกรธกลุ้มรุมแล้ว  ชื่อว่า

ไม่รู้จักประโยชน์มิใช่ประโยชน์  เพราะความโกรธ.  ชื่อว่า  ไม่อดทนสมบัติ

คนอื่น   เพราะมักริษยา.    ชื่อว่า  ไม่สามารถจะให้ทรัพย์ไปทำกิจที่ควรทำได้

เพราะมักตระหนี่. ชื่อว่า  ไม่สามารถจะจัดทำกิจที่ควรทำได้   เพราะไม่มีปัญญา.

เพราะฉะนั้น   มาตุคาม  จึงไม่ทำการนั่งในสภาเป็นต้นเหล่านี้แล.

จบอรรถกถากัมโมชสูตรที่ ๑๐

จบอปัณณกวรรควรรณนาที่ ๓

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้   คือ

๑.  ปธานสูตร  ๒.  ทิฏฐิสูตร   ๓.  สัปปุริสสูตร  ๔.  ปฐมอัคคสูตร

๕.  ทุติยอัคคสูตร   ๖.  กุสินาราสูตร   ๗.  อจินติตสูตร   ๘.  ทักขิณาสูตร

๙.  วณิชชสูตร   ๑๐.  กัมโมชสูตร  และอรรถกถา.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 243

มจลวรรคที่  ๔

 

๑. ปาณาติปาตสูตร

ว่าด้วยธรรมให้เกิดในนรก - สวรรค์

[๘๑]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    บุคคลประกอบด้วยธรรม  ๔  ประการ

ย่อมอุบัติในนรก  เหมือนถูกนำตัวไปโยนทิ้งฉะนั้น  ธรรม  ๔ ประการคืออะไร

คือ  บุคคลเป็นผู้ทำปาณาติบาตโดยปกติ   ทำอทินนาทานโดยปกติ   ทำกาเม-

สุมิจฉาจารโดยปกติ พูดมุสาวาทโดยปกติ  บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ

นี้แล  ย่อมอุบัติในนรก  เหมือนถูกนำตัวไปโยนทิ้งฉะนั้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ  ย่อมอุบัติ

ในสวรรค์    เหมือนเขาเชิญตัวไปประดิษฐานไว้ฉะนั้น    ธรรม ๔ ประการคือ

อะไร  คือ  บุคคลเป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต  เป็นผู้เว้นจากอทินนาทาน  เป็น

ผู้เว้น จากกาเมสุมิจฉาจาร    เป็นผู้เว้นจากมุสาวาท    บุคคลประกอบด้วยธรรม

๔  ประการนี้แล    ย่อมอุบัติในสวรรค์    เหมือนเขาเชิญตัวไปประดิษฐานไว้

ฉะนั้น.

จบปาณาติปาตสูตรที่  ๑

สูตรที่  ๑ - ๔ แห่งวรรคที่  ๔  มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 244

๒.  มุสาสูตร

ว่าด้วยธรรมทำให้เกิดในนรก - สวรรค์

[๘๒]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   บุคคลประกอบด้วยธรรม  ๔  ประการ

ย่อมอุบัติในนรก ฯลฯ  ธรรม   ประการคืออะไร คือบุคคลเป็นผู้พูดมุสาวาท

โดยปกติ    พูดส่อเสียดโดยปกติ   พูดคำหยาบโดยปกติ    พูดสำรากโดยปกติ

บุคคลประกอบด้วยธรรม  ๔  ประการนี้แล  ย่อมอุบัติในนรก ฯลฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม  ๔  ประการ   ย่อม

อุบัติในสวรรค์ ฯลฯ    ธรรม   ๔  ประการคืออะไร     คือบุคคลเป็นผู้เว้นจาก

มุสาวาท   เป็นผู้เว้นจากพูดส่อเสียด  เป็นผู้เว้นจากพูดคำหยาบ  เป็นผู้เว้นจาก

พูดสำราก    บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล    ย่อมอุบัติในสวรรค์

เหมือนเขาเชิญตัวไปประดิษฐานไว้ฉะนั้น.

จบมุสาสูตรที่  ๒

๓.  วัณณสูตร

ว่าด้วยธรรมทำให้เกิดในนรก - สวรรค์

[๘๐]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ

ย่อมอุบัติในนรก ฯลฯ   ธรรม  ๔  ประการคืออะไร  คือ  บุคคลไม่ใคร่ครวญ

ไม่สอบสวนแล้ว      ชมคนที่ควรติ  ๑   ติคนที่ควรชม  ๑  ปลูกความเลื่อมใสใน

ฐานะอันไม่ควรเลื่อมใส  ๑  แสดงความไม่เลื่อมใสในฐานะอันควรเลื่อมใส  ๑

บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล  ย่อมอุบัติในนรก ฯลฯ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 245

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุคคลประกอบด้วยธรรม   ประการ  ย่อมอุบัติ

ในสวรรค์ ฯลฯ  ธรรม   ประการคืออะไร  คือบุคคลใคร่ครวญสอบสวนแล้ว

ติคนที่ควรติ ๑  ชมคนที่ควรชม  ๑  แสดงความไม่เลื่อมใสในฐานะอันไม่ควร

เลื่อมใส ๑  ปลูกความเลื่อมใสในฐานะอันควรเลื่อมใส  ๑  บุคคลประกอบด้วย

ธรรม ๔ ประการนี้แล   ย่อมอุบัติในสวรรค์  เหมือนเขาเชิญตัวไปประดิษฐาน

ไว้ฉะนั้น.

จบวัณณสูตรที่  ๓

๔.  โกธสูตร

ว่าด้วยธรรมทำให้เกิดในนรก - สวรรค์

[๘๔]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    บุคคลประกอบด้วยธรรม  ๔  ประการ

ย่อมอุบัติในนรก ฯลฯ    ธรรม  ๔  ประการคืออะไร   คือบุคคลเป็นผู้หนักใน

ความโกรธ   ไม่หนักในพระสัทธรรม  ๑  เป็นผู้หนักในความลบหลู่ท่าน   ไม่

หนักให้พระสัทธรรม  ๑  เป็นผู้หนักในลาภ  ไม่หนักในพระสัทธรรม ๑  เป็น

ผู้หนักในสักการะ     ไม่หนักในพระสัทธรรม  ๑  บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔

ประการนี้แล  ย่อมอุบัติในนรก ฯลฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ    ย่อม

อุบัติในสวรรค์  ฯลฯ  ธรรม ๔ ประการคืออะไร   คือ   บุคคลเป็นผู้หนักใน

พระสัทธรรม  ไม่หนักในความโกรธ  ๑  เป็นหนักในพระสัทธรรม  ไม่หนัก

ในความลบหลู่ท่าน ๑  เป็นผู้หนักในพระสัทธรรม  ไม่หนักในลาภ  ๑  เป็นผู้

หนักในพระสัทธรรม    ไม่หนักในสักการะ  ๑   บุคคลประกอบด้วยธรรม  ๔

ประการนี้แล  ย่อมอุบัติในสวรรค์  เหมือนเขาเชิญตัวไปประดิษฐานไว้ฉะนั้น.

จบโกธสูตรที่    ๔


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 246

๕.  ตมสูตร

ว่าด้วยบุคคลในโลก  ๔  จำพวก

[๘๕]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    บุคคล  ๔   จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก

บุคคล ๔ จำพวกคือใคร  คือ

ตโม  ตมปรายโน             บุคคลมืดมาแล้ว   มีมืดไปภายหน้า

ตโม  โชติปรายโน           บุคคลมืดมาแล้ว   มีสว่างไปภายหน้า

โชติ  ตมปรายโน             บุคคลสว่างมาแล้ว  มีมืดไปภายหน้า

โชติ  โชติปรายโน           บุคคลสว่างมาแล้ว   มีสว่างไปภายหน้า

ก็บุคคลมืดมาแล้ว     มีมืดไปภายหน้าเป็นไฉน ?    บุคคลบางคนใน

โลกนี้  เกิดในตระกูลต่ำ  คือ  ตระกูลจัณฑาลก็ดี   ตระกูลช่างสานก็ดี    ตระกูล

พรานก็ดี   ตระกูลช่างหนังก็ดี   ตระกูลคนรับจ้างเทขยะก็ดี    ทั้งยากจนขัดสน

ข้าวน้ำของกิน      เป็นอยู่อย่างแร้นแค้น       หาอาหารและเครื่องนุ่งห่มได้โดย

ฝืดเคือง    ซ้ำเป็นคนขี้ริ้วขี้เหร่   เตี้ยแคระ    มากไปด้วยโรค     ตาบอดบ้าง

เป็นง่อยบ้าง   กระจอกบ้าง   เปลี้ยบ้าง  ไม่ใคร่ได้  ข้าว   น้ำ   ผ้า   ยวดยาน

ดอกไม้   ของหอม  เครื่องลูบไล้  ที่นอน ที่อยู่  และเครื่องประทีป บุคคลนั้น

ยังประพฤติทุจริตด้วยกาย  วาจา  ใจ  ครั้นประพฤติทุจริตด้วยกาย  วาจา  ใจ

แล้ว   กายแตกตายไปย่อมเข้าถึงอบาย  ทุคติ  วินิบาต นรก  อย่างนี้แล  บุคคล

มืดมาแล้ว  มีมืดไปภายหน้า

บุคคลมืดแล้ว   มีสว่างไปภายหน้าเป็นไฉน ?    บุคคลบางคนในโลกนี้

เกิดในตระกูลต่ำ   คือตระกูลจัณฑาลก็ดี  ฯลฯ  ที่นอน  ที่อยู่  และเครื่องประทีป

บุคคลนั้นประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา  ใจ   ครั้นประพฤติสุจริตด้วยกาย   วาจา


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 247

ใจแล้ว   กายแตกตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   อย่างนี้แล   บุคคลมืดมา

แล้ว   มีสว่างไปภายหน้า

บุคคลสว่างมาแล้ว     มีมืดไปภายหน้าเป็นไฉน บุคคลบางคนใน

โลกนี้เกิดในตระกูลสูง คือตระกูลกษัตริยมหาสาลก็ดี  ตระกูลพราหมณมหาสาล

ก็ดี  ตระกูลคฤหบดีมหาสาลก็ดี   มั่งคั่ง  มีทรัพย์มาก  มีโภคะมาก  มีเงินทอง

มีข้าวของเครื่องใช้    มีทรัพย์ธัญชาติเป็นอันมาก     ทั้งมีรูปร่างสะสวยเจริญตา

เจริญใจ ประกอบด้วยผิวพรรณงดงามยิ่งนัก  เป็นผู้มีปกติได้ข้าวน้ำ  ผ้า ยวดยาน

ดอกไม้  ของหอม  เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่  และเครื่องประทีป  บุคคลนั้น

ประพฤติทุจริตด้วยกาย  วาจา  ใจ   ครั้นประพฤติทุจริตด้วยกาย  วาจา ใจแล้ว

กายแตกตายไปย่อมเข้าถึงอบาย   ทุคติ   วินิบาต   นรก   อย่างนี้แล   บุคคล

สว่างมาแล้ว  มีมืดไปภายหน้า

บุคคลสว่างมาแล้ว   มีสว่างไปภายหน้าเป็นไฉน ?   บุคคลบางคนใน

โลกนี้เกิดในตระกูลสูง   คือตระกูลกษัตริยมหาสาล ฯลฯ    บุคคลนั้นประพฤติ

สุจริตด้วยกาย  วาจา   ใจ   ครั้นประพฤติสุจริตด้วยกาย   วาจา  ใจแล้ว    กาย

แตกตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ อย่างนี้แล   บุคคลสว่างมาแล้วมีสว่าง

ไปภายหน้า

ภิกษุทั้งหลาย  บุคคล ๔  จำพวกนี้แล  มีปรากฏอยู่ในโลก.

จบตมสูตรที่  ๕


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 248

อรรถกถาตมสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในตมสูตรที่   ๕  ดังต่อไปนี้ :-

บุคคลผู้ประกอบด้วยความมืดมีคำเป็นต้นว่า  นีจกุเล  ปจฺจาชาโต

เกิดในตระกูลต่ำ   ดังนี้   ชื่อว่าตมะ   มืดมา.  บุคคลชื่อว่ามีมืดไปภายหน้า  เพราะ

เข้าถึงความมืดคือนรกอีก   ด้วยกายทุจริตเป็นต้น    แม้ด้วยบททั้งสองดังกล่าว

เป็นอันตรัสถึงความมืดแห่งขันธ์เท่านั้น.    บุคคลชื่อสว่างมา   เพราะประกอบ

ด้วยความสว่างมีคำเป็นต้นว่า   อฑฺฒกุเล  ปจฺจาชาโต   (เกิดในตระกูลมั่งคั่ง)

ท่านอธิบายว่า   เป็นผู้สว่างไสวดังนี้.    บุคคลชื่อว่ามีสว่างไปภายหน้า  เพราะ

เข้าถึงความสว่างด้วยการเข้าถึงสวรรค์อีก    ด้วยกายสุจริตเป็นต้น    พึงทราบ

สองบทแม้นอกนี้   โดยนัยนี้.

บทว่า  เวนกุเล  ได้แก่ ในตระกูลช่างสาน.    บทว่า  เนสาทกุเล

ได้แก่ในตระกูลพรานล่าเนื้อเป็นต้น .  บทว่า  รถการกุเล ได้แก่  ในตระกูล

ช่างหนัง.  บทว่า   ปุกฺกุสกุเล    ได้แก่  ในตระกูลคนรับจ้างเทขยะ.  พระผู้มี

พระภาคเจ้า   ครั้นทรงแสดงตระกูลวิบัติ   ด้วยเหตุประมาณเท่านี้แล้ว  เพราะ

เหตุที่บุคคลบางคนถึงจะเกิดในตระกูลคนรับจ้างเทขยะ  ก็มั่งคั่งมีทรัพย์มากได้

แต่บุคคลผู้นี้หาได้เป็นเช่นนั้นไม่  ฉะนั้น   บัดนี้    เพื่อทรงแสดงโภควิบัติของ

บุคคลนั้น    จึงตรัสว่า  ทลิทฺเท  เป็นต้น.  ในบทเหล่านั้น   บทว่า  ทลิทฺเท

ได้แก่  ประกอบด้วยความจน  มีข้าวน้ำและของกินน้อย.  บทว่า   กสิรวุตฺติเก

ได้แก่ เป็นอยู่ด้วยความทุกข์.  อธิบายว่า  ให้เขาถึงตระกูลที่คนทั้งหลายให้เขา

ยินดีด้วยความพยาม.  บทว่า  ยตฺถ   กสิเรน   ฆาสจฺฉาโท  ลพฺภติ   ความว่า

เขาได้ข้าวต้มข้าวสวยและอาหาร    หรือเครื่องนุ่งห่มพอปิดอวัยวะ   ด้วยความ

ลำบากในตระกูลใด.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 249

เพราะเหตุที่บุคคลแม้เกิดในตระกูลนี้       เป็นผู้พร้อมด้วยอุปธิสมบัติ

ตั้งอยู่ในความสำเร็จแห่งอัตภาพ     แต่บุคคลผู้นี้หาได้เป็นเช่นนั้นไม่    ฉะนั้น

บัดนี้     เพื่อทรงแสดงวิบัติทางร่างกายของเขา    จึงตรัสว่า   โส   จ   โหติ

ทุพฺพณฺโณ  เป็นต้น.  ในบทเหล่านั้น   บทว่า ทุพฺพณฺโณ  ความว่า  เป็น

คนมีผิวดุจตอไฟไหม้   เหมือนปีศาจคลุกฝุ่น.    บทว่า  ทุทฺทสิโก  ความว่า

แม้มารดาผู้บังเกิดเกล้าเห็นเข้าก็ไม่พอใจ.   บทว่า  โอโกฏิมโก ได้แก่  เป็น

คนเตี้ย.    บทว่า  กาโณ  ได้แก่  ตาบอดข้างเดียวบ้าง  ตาบอดสองข้างบ้าง.

บทว่า  กุณี  ได้แก่ มีมือพิการข้างเดียวบ้าง  มีมือพิการทั้งสองข้างบ้าง.  บทว่า

ขญฺโช  ได้แก่   มีขาเขยกข้างเดียวบ้าง     มีขาเขยกทั้งสองข้างบ้าง      บทว่า

ปกฺขหโต  ได้แก่ เป็นอัมพาตไปแถบหนึ่ง.

บทว่า  ปทีเปยฺยสฺส   ได้แก่  เครื่องอุปกรณ์ของประทีปมีน้ำมัน   และ

ตัวภาชนะเป็นต้น.  ในบทว่า  เอว  โข  ภิกฺขเว  นี้  บุคคลคนหนึ่ง  ยังไม่

ทันเห็นแสงสว่างในภายนอก  ตายในครรภ์ของมารดาแล้ว     บังเกิดในอบาย

เวียนว่ายอยู่สิ้นทั้งกัป   แม้บุคคลนั้น     ก็ชื่อว่ามืดมาแล้วมืดไปภายหน้า.  ก็เขา

พึงเป็นบุคคลหลอกลวง.    ท่านอธิบายว่า  ด้วยว่าคนหลอกลวงได้รับผลสำเร็จ

เห็นปานนี้ดังนี้.  ในบทเหล่านี้  ทรงแสดงถึงการมาวิบัติ  และปัจจัยในปัจจุบัน

วิบัติ   ด้วยบทว่า  นีเจ   กุเล  เป็นต้น.    ทรงแสดงปัจจัยที่เป็นไปแล้ววิบัติ

ด้วยบทว่า    ทลิทฺเท   เป็นต้น.    ทรงแสดงอุบายเลี้ยงชีพวิบัติ    ด้วยบทว่า

กสิรวุตฺติเก   เป็นต้น.  ทรงแสดงอัตภาพวิบัติ  ด้วยบทว่า ทุพฺพณฺโณ  เป็นต้น.

ทรงแสดงเหตุแห่งทุกข์ที่มาประจวบเข้า   ด้วยบทว่า  พหฺวาพาโธ   เป็นต้น.

ทรงแสดงเหตุแห่งสุขวิบัติ    และเครื่องอุปโภควิบัติ    ด้วยบทว่า   น  ลาภี

เป็นต้น.    ทรงแสดงเหตุแห่งความเป็นผู้มืดไปภายหน้ามาประจวบเข้า  ด้วย


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 250

บทว่า  กาเยน ทุจฺจริต  เป็นต้น.  ทรงแสดงการเข้าถึงความมืดในสัมปรายภพ

ด้วยบทว่า  กายสฺส  เภทา  เป็นต้น.  สุกกปักข์  (ฝ่ายดี)  พึงทราบโดยนัย

ตรงกัน ข้ามกับที่กล่าวมาแล้ว.

จบอรรถกถาตมสูตรที่  ๕

๖.  โอณตสูตร

ว่าด้วยบุคคลในโลก  ๔  จำพวก

[๘๖]     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุคคล  ๔  จำพวกนี้  ฯลฯ  คือ

โอณโตณโต             บุคคลต่ำมาแล้ว   ต่ำไป

โอณตุณฺณโต             บุคคลต่ำมาแล้ว   สูงไป

อุณฺณโตณโต            บุคคลสูงมาแล้ว   ต่ำไป

อุณฺณตุณฺณโต           บุคคลสูงมาแล้ว  สูงไป

ก็บุคคลต่ำมาแล้ว   ต่ำไปเป็นไฉน  ?    บุคคลบางคนในโลกนี้เกิดใน

ตระกูลต่ำ  คือตระกูลจัณฑาล  ฯลฯ  บุคคลนั้นยังประพฤติทุจริตด้วยกาย  วาจา

ใจ ฯลฯ  กายแตกตายไปย่อมเข้าถึงอบาย   ทุคติ   วินิบาต    นรก   อย่างนี้แล

บุคคลต่ำมาแล้ว  ต่ำไป

บุคคลต่ำมาแล้ว    สูงไปเป็นไฉน  ?    บุคคลบางคนในโลกนี้เกิดใน

ตระกูลต่ำ  คือตระกูลจัณฑาล ฯลฯ    บุคคลนั้นประพฤติสุจริตด้วยกาย  วาจา

ใจ ฯลฯ  กายแตกตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  อย่างนี้แล  บุคคลต่ำมา

แล้ว   สูงไป


หน้าที่ 151-200
หน้าที่ 251-300