พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 151

ในบทว่า    อสฺสเมธ    เป็นต้น     พึงทราบวินิจฉัยดังนี้   ยัญชื่อว่า

อัสสเมธ    เพราะในยัญนี้เขาฆ่าม้า   คำนั้นเป็นชื่อของยัญ  ที่จะอำนวยให้สมบัติ

ทุกอย่างไม่เหลือ    ยกเว้นแผ่นดินและคนทั้งหลาย     ซึ่งมีหลักบูชา ๒๑ หลัก

ที่พึงบูชาด้วยปริยัญสอง. ยัญชื่อว่า  ปุริสเมธ   เพราะในยัญนี้เขาฆ่าคน  คำนั้น

เป็นชื่อของยัญที่จะอำนวยให้สมบัติที่กล่าวแล้ว   ในอัสสเมธพร้อมด้วยแผ่นดิน

ซึ่งพึงบูชาด้วยปริยัญสี่.    ชื่อว่า    สัมมาปาสะ    เพราะในยัญนี้เขาโยนบ่วง

แอกไป  คำนั้นเป็นชื่อของยัญทั้งหมดที่เขาทำแท่นบูชาโยนบ่วง   ตรงโอกาสที่

บ่วงแอกนั้นตก  แล้วเดินถอยกลับตั้งแต่โอกาสที่ดำลงในแม่น้ำสรัสวดี   พึงบูชา

ด้วยหลักเป็นต้นที่ยกไปได้ทุก ๆ  วัน.    ชื่อว่า  วาชเปยยะ    เพราะในบัดนี้

เขาดื่มวาชะ     คำนั้นเป็นชื่อของยัญที่อำนวยให้สมบัติ  ๑๗ หมวด   ซึ่งมีหลัก

บูชาทำด้วยไม้มะตูม    ที่พึงบูชาด้วยสัตว์เลี้ยง  ๑๗  ชนิด     ด้วยปริยัญหนึ่ง.

ชื่อว่า  นิรัคคฬะ เพราะในยัญนี้ไม่มีลิ่มสลัก  คำนั้น  เป็นชื่อของยัญอันกำหนด

ไว้ในอัสสเมธ  เรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า สรรพเมธ  ซึ่งอำนวยให้สมบัติที่กล่าว

แล้วในอัสสเมธพร้อมด้วย  แผ่นดินและด้วยคนทั้งหลาย  ที่พึงบูชาด้วยปริยัญเก้า.

บทว่า  มหารมฺภา   ได้แก่  มีกิจมาก  มีกรณียะมาก   อนึ่ง  ชื่อว่า

มีการริเริ่มใหญ่    ก็เพราะการริเริ่มด้วยปาณาติบาตมาก.   ในบทว่า   น   เต

โหนฺติ  มหปฺผลา นี้  ท่านสรุปผลของยัญที่มีส่วนเหลือไว้  ในความหมายว่า

ไม่มีส่วนเหลือ เพราะฉะนั้น  จึงมีอธิบายว่า  ว่าด้วยผลที่น่าปรารถนา  ก็ไม่มี

ผลเลย.    ก็ข้อนี้   ท่านกล่าวหมายถึงการริเริ่มด้วยปาณาติบาตนั้นเอง.    ส่วน

ทานใดที่เขาให้ในระหว่างในยัญนั้น    ทานนั้น    ย่อมมีผลไม่มาก  เพราะถูกการ

ริเริ่มนี้   เข้าไปกำจัดเสียแล้ว   อธิบายว่า  มีผลน้อย.   บทว่า  หญฺเร   คือ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 152

ย่อมฆ่า.  บทว่า   ยชนฺติ  อนุกุล   สทา  ความว่า   ชนเหล่าใดย่อมบูชายัญ

ตามตระกูล แม้พวกคนเหล่านั้นเกิดในภายหลัง ก็ยังบูชาตาม เพราะบรรพบุรุษ

ทั้งหลายได้บูชากันมาแล้ว.    บทว่า   เสยฺโย   โหติ   แปลว่า   ย่อมวิเศษ

แน่แท้.  บทว่า   น  ปาปิโย   ได้แก่ ไม่เลวทรามอะไรเลย.

จบอรรถกถาอุชชยสูตรที่  ๙

๑๐.  อุทายิสูตร

ว่าด้วยอุทายิพราหมณ์ทูลถามปัญหา

[๔๐]    ความเหมือนสูตรก่อน   ต่างแต่สูตรนี้พราหมณ์ชื่ออุทายิมาเฝ้า

และมีนิคมคาถาดังนี้

พรหมจารีทั้งหลาย     ผู้สำรวนแล้ว

ย่อมสรรเสริญยัญ  (คือทาน)   ที่ไม่มีการ

อันจะต้องเป็นธุระริเริ่มมา   จัดทำให้เป็น

กัปปิยะ  (คือให้เป็นของควร    ปราศจาก

การเบียดเบียนสัตว์)  ตามกาล  เช่นนั้น.

อนึ่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้มีหลังคา

(คือกิเลส)  อันเปิดแล้ว   ผู้ก้าวล่วงแล้วซึ่ง

ตระกูลและคติ      ผู้ฉลาดในเรื่องบุญ  ทรง

สรรเสริญยัญอันนั้น

ในยัญ   (คือการบริจาคทานปกติ)

ก็ดี  ในศราทธะ   (คือทำบุญอุทิศผู้ตาย)


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 153

ก็ดี  ทาผู้มีจิตเลื่อมใสจัดไทยธรรมให้

เป็นของควรบูชาตามสมควรแล้ว  บริจาค

ในท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งหลายซึ่ง

เป็นเนื้อนาดี  การบูชา  การบริจาคที่

กระทำในท่านเหล่านั้น  ผู้เป็นทักษิไณย-

บุคคล  ย่อมเป็นการบูชาอย่างดี  เป็นการ

บริจาคอย่างดีพร้อมมูล      ยัญย่อมมีผล

ไพบูลย์     และเทวดา  เลื่อมใส.

ปราชญ์ผู้ศรัทธา  มีใจปลอดโปร่ง

(จากความตระหนี่)    ครั้นบูชายัญอย่างนี้

แล้ว  ย่อมเป็นบัณฑิตเข้าถึงโลกอันไม่มี

ความเบียดเบียนเป็นสุข.

จบอุทายิสูตรที่  ๑๐

จบจักกวรรคที่  ๔

อรรถกถาอุทายิสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในอุทายิสูตรที่  ๑๐  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า   อภิสงฺขต  คือทำให้เป็นกอง.  บทว่า  นิรารมฺภ  คือ

เว้นความปรารภสัตว์.   บทว่า    ยญฺ   คือ  ไทยธรรม.  ที่จริงไทยธรรมนั้น

เขาเรียกว่า  ยัญ  เพราะเขาพึงบูชา.  บทว่า    กาเลน  คือ   ตามกาลอันควร

คือเหมาะ.  บทว่า   อุปสยนฺติ คือย่อมเข้าไปถึง.  บทว่า  กุล  คตึ  ความว่า


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 154

ผู้ก้าวล่วงแล้วซึ่งตระกูลในวัฏฏะ   และคติในวัฏฏะ. บทว่า  ปุญฺสฺส   โกวิทา

ความว่า  ความฉลาดในบุญที่เป็นไปในภูมิ   ๔.  บทว่า  ยญฺเ   คือในทาน

ตามปกติ.  บทว่า  สทฺเธ   คือ ในทานอุทิศเพื่อผู้ตาย.  บทว่า  หุญฺ  กตฺวา

ความว่า  จัดไทยธรรมให้เป็นของควรบูชา. บทว่า  สุกฺเขตฺเต  พฺรหฺมจาริสุ

ความว่า   ในเนื้อนาที่ดี   กล่าวคือผู้ประพฤติพรหมจรรย์.  บทว่า   สมฺปตฺต

คือถึงดีแล้ว.   บทว่า    ทกฺขิเณยฺเยสุ    ย    กต   ความว่า    ยัญที่สำเร็จใน

ทักษิไณยบุคคลผู้สมควร เป็นอันบุคคลบูชา เช่นสรวงถึงดีแล้ว. บทว่า  สทฺโธ

ความว่า  ชื่อว่า ผู้มีศรัทธา  เพราะเธอในคุณของพระพุทธเจ้า   พระธรรมและ

พระสงฆ์.     บทว่า  มุตฺเตน   เจตสา  ได้แก่  มีใจสละแล้ว.  ท่านแสดงการ

บริจาคด้วยน้ำใจเสียสละด้วยบทนี้แล.

จบอรรถกถาอุทายิสูตรที่  ๑๐

จบจักกวรรควรรณนาที่  ๔

รวมพระสูตรในจักกวรรคนี้   คือ

๑.   จักกสูตร   ๒.  สังคหสูตร   ๓.  สีหสูตร    ๔. ปสาทสูตร   ๕.

วัสสการสูตร  ๖.  โทณสูตร  ๗.  อปริหานิสูตร  ๘.  ปฏิลีนสูตร   ๙.  อุช-

ชยสูตร   ๑๐.  อุทายิสูตร  และอรรถกถา.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 155

โรหิตัสสวรรคที่  ๕

 

๑๐.  สมาธิสูตร

ว่าด้วยสมาธิภาวนา  ๔

[๔๑]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนา ๔ ประการนี้   สมาธิภาวนา

๔  ประการคืออะไร คือสมาธิภาวนาที่บุคคลเจริญกระทำให้มาก. แล้วย่อมเป็นไป

เพื่อ     (ทิฏฐธรรมสุขวิหาร)     ความพักผ่อนอยู่สำราญในอัตภาพปัจจุบันก็มี

สมาธิภาวนาที่บุคคลเจริญกระทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อ (ญาณทัสนปฏิลาภ)

ความได้ญาณทัสนะก็มี    สมาธิภาวนาที่บุคคลเจริญกระทำให้มากแล้วย่อมเป็น

ไปเพื่อสติสัมปชัญญะก็มี       สมาธิภาวนาที่บุคคลเจริญกระทำให้มากแล้วย่อม

เป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะก็มี

ก็สมาธิภาวนาที่เจริญการทำให้มากแล้วเป็นไปเพื่อความพักผ่อน   อยู่

สำราญในอัตภาพปัจจุบันเป็นไฉน  ?    ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้สงัดจากกาม

สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย  ได้ปฐมฌานอันประกอบด้วยวิตก  ประกอบด้วย

วิจาร    มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่

เพราะวิตกวิจารสงบไป        เธอได้ทุติยฌานอันเป็นเครื่องผ่องใสใน

ภายใน  ประกอบด้วยความที่ใจเป็นหนึ่งผุดขึ้น  ไม่มีวิตก  ไม่มีวิจาร    มีปีติ

และสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่

เพราะปีติคลายไปด้วย  ภิกษุเพ่งอยู่ด้วย  มีสติสัมปชัญญะด้วย เสวยสุข

ทางกายด้วย  ได้ตติยฌาน  ซึ่งพระอริยะกล่าว   (ผู้ที่ได้ตติยฌานนี้)  ว่า  ผู้มี

สติเพ่งอยู่เป็นสุข


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 156

เพราะละสุข   (กาย)   และทุกข์   (กาย)  ได้   เพราะโสมนัส   (สุขใจ)

และโทมนัส   (ทุกข์ใจ)   ดับไปก่อน  ได้จตุตถฌานอันไม่ทุกข์ไม่สุข  มีความ

บริสุทธิ์ด้วยอุเบกขาและสติอยู่

นี้   สมาธิภาวนาที่เจริญกระทำให้มากแล้ว เป็นไปเพื่อความพักผ่อน

อยู่สำราญในอัตภาพปัจจุบัน

ก็สมาธิภาวนาที่เจริญกระทำให้มากแล้วเป็นไปเพื่อความได้ญาณทัสนะ

เป็นไฉน ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ทำในใจซึ่งอาโลกสัญญา  (ความสำคัญใน

แสงสว่าง) อธิฏฐานทิวาสัญญา  (ความสำคัญว่าเป็นเวลากลางวัน )  ให้เหมือน

กันหมดทั้งกลางวันและกลางคืน     มีใจสงบสงัดไม่มีอะไรหุ้มห่อ     ยังจิตอัน

ประกอบด้วยความสว่างไสวให้เกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้    นี้     สมาธิภาวนาที่

เจริญการทำให้มากแล้วเป็นไปเพื่อฌาณทัสนะ

ก็สมาธิภาวนาที่เจริญการทำให้มากแล้ว เป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ

เป็นไฉน ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้  เวทนาเกิดขึ้นก็รู้  เวทนาตั้งอยู่ก็รู้  เวทนา

ดับไปก็รู้  สัญญาเกิดขึ้นก็รู้  สัญญาตั้งอยู่ก็รู้  สัญญาดับไปก็รู้  วิตกเกิดขึ้นก็รู้

วิตกตั้งอยู่ก็รู้    วิตกดับไปก็รู้   นี้  สมาธิภาวนาที่เจริญกระทำให้มากแล้วเป็น

ไปเพื่อสติสัมปชัญญะ

ก็สมาธิภาวนาที่เจริญกระทำให้มากแล้ว เป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะ

เป็นไฉน ?    ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้    พิจารณาดูเนือง ๆ  ซึ่งความเกิดและ

ความเสื่อมในอุปาทานขันธ์  ๕ ว่ารูปเป็นอย่างนี้  ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นอย่างนี้

ความดับไปแห่งรูปเป็นอย่างนี้  เวทนา สัญญา สังขารวิญญาณเป็นอย่างนี้  ความ

เกิดขึ้นแห่งเวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณเป็นอย่างนี้   ความดับไปแห่งเวทนา

สัญญา  สังขาร  วิญญาณเป็นอย่างนี้   นี้  สมาธิภาวนาที่เจริญกระทำให้มากแล้ว

เป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 157

ภิกษุทั้งหลาย  นี้แล  สมาธิภาวนา  ๔.

ก็แล  คำที่เรากล่าวในปุณณกปัญหาในปารายนวรรคว่า

ความหวั่นไหวในโลกไหน ๆ   ของ

ผู้ใดไม่มี    เพราะพิจารณารู้อารมณ์อันยิ่ง

และหย่อนในโลก   ผู้นั้นเป็นคนสงบไม่มี

โทษดุจควัน  ไม่มีทุกข์ใจ  ไม่มีความหวัง

เรากล่าวว่า  ข้ามชาติและชราได้แล้ว

ดังนี้นี่  หมายเอาความที่กล่าวมานี้.

จบสมาธิสูตรที่  ๑

โรหิตัสสวรรคที่  ๕

 

อรรถกถาสมาธิสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในสมาธิสูตรที่   ๑  วรรคที่  ๕  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า   าณทสฺสนปฏิลาภาย   ความว่า  เพื่อได้ญาณทัสนะคือ

ทิพยจักษุ.  บทว่า   ทิวา  สญฺ  อธิฏฺาติ  ความว่า  ย่อมตั้งความกำหนด-

หมายอย่างนี้ว่า  กลางวัน  ดังนี้.  บทว่า   ยถา  ทิวา  ตถา  รตฺตึ   ความว่า

ทำในใจถึงอาโลกสัญญาความกำหนดหมายว่าแสงสว่างในเวลากลางวัน ฉันใด

ย่อมทำในใจถึงอาโลกสัญญานั้น   แม้ในกลางคืนก็ฉันนั้นนั่นแหละ.   แม้ในบท

ที่สองก็นัยนี้เหมือนกัน.  บทว่า  สปฺปภาส  ได้แก่ มีแสงสว่างคือทิพยจักษุ-

ญาณ     แม้ทำจิตให้เป็นเสมือนแสงสว่างได้แล้วก็จริง  ถึงกระนั้น  บัณฑิตก็พึง


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 158

กำหนดเนื้อความอย่างนี้.     แต่ในที่นี้ท่านประสงค์แสงสว่างคือทิพยจักษุญาณ.

บทว่า    วิทิตา    ได้แก่ปรากฏแล้ว .   ถามว่า   อย่างไร  เวทนาที่รู้แล้ว   ชื่อว่า

เกิดขึ้น  ที่รู้แล้ว  ชื่อว่าดับไป.  ตอบว่า  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  ย่อมกำหนดวัตถุ

ย่อมกำหนดอารมณ์    เพราะภิกษุนั้นกำหนดวัตถุและอารมณ์แล้ว    เวทนาที่รู้

อย่างนี้ว่า  เวทนาเกิดขึ้นอย่างนี้    ตั้งอยู่อย่างนี้   ดับไปอย่างนี้    ชื่อว่าเกิดขึ้น

ที่รู้แล้ว     ชื่อว่าตั้งอยู่    ที่รู้แล้ว     ชื่อว่าดับไป.    แม้ในสัญญาและวิตกก็นัยนี้

เหมือนกัน.  บทว่า  อุทยพฺพยานุปสฺสี  แปลว่า  พิจารณาเห็นความเกิดและ

ความเสื่อม.  บทว่า  อิติ  รูป   ความว่า  รูปเป็นอย่างนี้   รูปมีเท่านี้    รูปอื่น

นอกนี้ไม่มี.  บทว่า  อิติ  รูปสฺส   สมุทโย  ความว่า  ความเกิดขึ้นแห่งรูป

เป็นอย่างนี้.    ส่วนบทว่า   อตฺถงฺคโม    ท่านหมายถึงความแตกดับ.    แม้ใน

เวทนาเป็นต้น   ก็นัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า  อิทญฺจ  ปน   เม  ต   ภิกฺขเว  สนฺธาย  ภาสิต  ความว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     คำเป็นต้นว่า  สงฺขาย   โลกสฺมิ    ใด   เรากล่าวแล้ว

ในปุณณกปัญหา (โสฬสปัญหา)  คำนั้นเรากล่าวหมายถึงผลสมาบัตินี้ .  ในบท

เหล่านั้น  บทว่า  สงฺขาย  ได้แก่  รู้ด้วยญาณ.    บทว่า  โลกสฺมิ  ได้แก่

ในโลกคือหมู่สัตว์.    บทว่า  ปโรปรานิ  ได้แก่  ความยิ่งและหย่อน  คือสูง

และต่ำ.    บทว่า  อิชิต  ได้แก่ ความหวั่นไหว.  บทว่า  นตฺถิ  กุหิฺจิ

โลเก  ความว่า  ความหวั่นไหวของผู้ใด  ในที่ไหน ๆ ไม่ว่าจะในขันธ์หนึ่งก็ดี

อายตนะหนึ่งก็ดี   ธาตุหนึ่งก็ดี   อารมณ์หนึ่งก็ดี    ย่อมไม่มีในโลก.    บทว่า

สนฺโต  ความว่า    ผู้นั้นเป็นคนสงบ    เพราะสงบกิเลสที่เป็นข้าศึก.    บทว่า

วิธูโม    ความว่า    เป็นผู้ปราศจากกิเลสดุจควัน     เพราะควันคือความโกรธ.

ในพระสูตรนี้     ตรัสถึงเอกัคคตาในมรรค    ในคาถาตรัสผลสมาบัติอย่างเดียว

ด้วยประการฉะนี้แล.

จบอรรถกถาสมาธิสูตรที่  ๑


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 159

๒.  ปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาพยากรณ์  ๔

[๔๒]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ปัญหาพยากรณ์   (การกล่าวแก้ปัญหา)

๔  อย่างนี้  ปัญหาพยากรณ์  ๔  คืออะไรบ้าง  คือปัญหาเป็นเอกังสพยากรณียะ

(ต้องแก้โดยส่วนเดียว)  ๑   ปัญหาเป็นวิภัชชพยากรณียะ   (ต้องจำแนกแก้)  ๑

ปัญหาเป็นปฏิปุจฉาพยากรณียะ (ต้องย้อนถามแล้วจึงแก้) ๑ ปัญหาเป็นฐปนียะ

(ต้องงดแก้)  ๑  ภิกษุทั้งหลาย   นี้แล   ปัญหาพยากรณ์  ๔  อย่าง

ปัญหาพยากรณ์อย่างหนึ่งพึงแก้โดย

ส่วนเดียว     อีกอย่างหนึ่งพึงจำแนกแก้

อย่างที่  ๓ พึงย้อนถาม    ส่วนที่  ๔  พึง

งดแก้.

ก็ภิกษุใดรู้การที่จะกล่าวแก้ปัญหา

เหล่านั้นในฐานะนั้น ๆ ท่านเรียกภิกษุเช่น

นั้นว่า  ผู้ฉลาดในปัญหา  ๔.

บัณฑิตผู้มั่นคง  ยากที่ใครจะเทียบ

ยากที่ใครจะข่มเป็นผู้ลึกซึ้ง  ยากที่ใครจะ

ทำลาย    อนึ่งเป็นผู้ฉลาดในทางเจริญทาง

เสื่อมและในประโยชน์  ๒  ฝ่าย     เว้นทาง

เสื่อมทางที่ไม่เป็นประโยชน์    ถือเอาทาง

เจริญทางที่เป็นประโยชน์    เพราะได้

ประโยชน์   จึงได้ชื่อว่า  บัณฑิต.

จบปัญหาสูตรที่  ๒


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 160

อรรถกาปัญหาสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในปัญหาสูตรที่  ๒  ดังต่อไปนี้  :-

บทว่า โย  จ   เนส  ตตฺถ  ตตฺถ  ชานาติ  อนุธมฺมต  ความว่า

ภิกษุใดรู้การกล่าวแก้ปัญหาเหล่านั้น   ในฐานะนั้น ๆ.    บทว่า  จตุปญฺหสฺส

กุสโล    อาหุ  ภิกฺขุ  ติถาวิธ  ความว่า  ท่านเรียกภิกษุผู้เช่นนั้น   อย่างนี้ว่า

ผู้ฉลาดในปัญหาทั้ง ๔.  บทว่า  ทุราสโท  ทุปฺปสโห  ความว่า  อันใครๆ

ไม่อาจจะกระทบหรือข่มเอาได้.    บทว่า    คมฺภีโร    ความว่า   เป็นผู้ลึกซึ้ง

เหมือนมหาสมุทรสีทันดร ๗ สมุทร.  บทว่า  ทุปฺปธสิโย  ได้แก่  ผู้ที่ใครๆ

เปลื้องได้ยาก  อธิบายว่า   ใคร ๆ   ไม่อาจจะให้เขาปล่อยการยึดถือข้อที่เขาถือ

แล้วได้.  บทว่า อตฺเถ   อนตฺเถ  จ  ได้แก่ ในความเจริญและในความเสื่อม.

บทว่า  อตฺถาภิสมยา ได้แก่   เพราะรวมเอาความเจริญไว้ได้.     บทว่า

ธีโร    ปณฺฑิโตติ ปวุจฺจติ  ความว่า บุคคลผู้ประกอบด้วยปัญญา  เขาเรียกกัน

อย่างนี้ว่า   ผู้นี้   เป็นบัณฑิต  ดังนี้.

จบอรรถกถาปัญหาสูตรที่  ๒

๓.  ปฐมโกธสูตร

ว่าด้วยบุคคล  ๔ จำพวก

[๔๓]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุคคล  ๔  จำพวกนี้  มีปรากฏอยู่ในโลก

บุคคล  ๔ จำพวกคือใคร   คือ  บุคคลหนักในความโกรธ    ไม่หนักในพระ-

สัทธรรม  ๑    บุคคลหนักในความลบหลู่ท่าน   ไม่หนักในพระสัทธรรม  ๑


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 161

บุคคลหนักในลาภ   ไม่หนักในพระสัทธรรม  ๑  บุคคลหนักในสักการะ   ไม่

หนักในพระสัทธรรม ๑  นี้แล  บุคคล ๔   จำพวกมีปรากฏอยู่ในโลก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    บุคคล ๔ จำพวก มีปรากฏอยู่ในโลก  บุคคล

๔  จำพวกคือใคร  คือ  บุคคลหนักในพระสัทธรรม  ไม่หนักในความโกรธ  ๑

บุคคลหนักในพระสัทธรรม    ไม่หนักในความลบหลู่ท่าน  ๑   บุคคลหนักใน

พระสัทธรรม    ไม่หนักในลาภ  ๑  บุคคลหนักในพระสัทธรรม    ไม่หนักใน

สักการะ ๑

ภิกษุผู้หนักในความโกรธและความ

ลบหลู่ท่าน     หนักในลาภและสักการะ

ภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่งอกงามในพระธรรม

ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว.

ส่วนภิกษุเหล่าใดหนักในพระสัท-

ธรรมแล้ว  และกำลังหนักในพระสัทธรรม

อยู่ ภิกษุเหล่านั้นย่อมงอกงามในพระธรรม

ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว.

จบปฐมโกธสูตรที่  ๓


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 162

อรรถกถาปฐมโกธสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในปฐมโกธสูตรที่  ๓  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า   โกธครุ  น  สทฺธมฺมครุ  ความว่า   บุคคลถือความโกรธ

เป็นสำคัญ ไม่ถือพระสัทธรรม  ย่อมถือพระสัทธรรม  แต่ทำให้ไม่สำคัญ.  แม้

ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.    บทว่า  วิรูหนฺติ  ได้แก่  ย่อมเจริญ  หรือ

ย่อมตั้งมั่นไม่หวั่นไหว   ด้วยศรัทธาที่เป็นมูลเกิดพร้อมแล้ว.

จบอรรถกถาปฐมโกธสูตรที่  ๓

๔.ทุติยโกธสูตร

ว่าด้วยอสัทธรรม   ๔

[๔๔]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    อสัทธรรม  ๔  ประเภทนี้    อสัทธรรม

๔ ประเภทคืออะไร   คือ   ความเป็นผู้หนักในความโกรธ    ไม่หนักในพระ-

สัทธรรม  ๑  ความเป็นผู้หนักในความลบหลู่ท่าน  ไม่หนักในพระสัทธรรม  ๑

ความเป็นผู้หนักในลาภ ไม่หนักในพระสัทธรรม  ๑ ความเป็นผู้หนักในสักการะ

ไม่หนักในพระสัทธรรม ๑  นี้แล  อสัทธรรม ๔ ประเภท

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   พระสัทธรรม  ๔  ประเภทนี้    พระสัทธรรม ๔

ประเภทคืออะไร    คือ    ความเป็นผู้หนักในพระสัทธรรม    ไม่หนักในความ

โกรธ ๑    ความเป็นผู้หนักในพระสัทธรรม    ไม่หนักในความลบหลู่ท่าน   ๑

ความเป็นผู้หนักในพระสัทธรรม     ไม่หนักในลาภ   ๑    ความเป็นผู้หนักใน

พระสัทธรรม  ไม่หนักในสักการะ  ๑.  นี้แล    พระสัทธรรม ๔ ประเภท.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 163

ภิกษุผู้หนักในความโกรธและความ

ลบหลู่ท่าน  หนักในลาภและสักการะ ย่อม

ไม่งอกงามในพระสัทธรรม ดุจพืชที่หว่าน

ในนาเลวฉะนั้น.

ส่วนภิกษุเหล่าใดหนักในพระสัท-

ธรรมแล้ว  และกำลังหนักในพระสัทธรรม

อยู่    ภิกษุเหล่านั้นย่อมงอกงามในธรรม

ดุจสมุนไพรได้ปุ๋ยฉะนั้น.

จบทุติยโกธสูตรที่  ๔

ในทุติยโกธสูตรที่  ๔  บทว่า โกธครุตา  แปลว่า   ความเป็นผู้หนัก

อยู่ในความโกรธ.  ในบททั้งปวงก็นัยนี้นี่แล.

๕.  ปฐมโรหิตัสสสูตร

ว่าด้วยโรหิตัสสเทวบุตรทูลถามปัญหา

[๔๕]    สมัยหนึ่ง   พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  ณ  พระวิหารเชต-

วัน    อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี   กรุงสาวัตถี   ครั้งนั้น    เมื่อราตรีล่วง

(ปฐมยาม)   แล้ว    เทวบุตรชื่อโรหิตัสสะ   มีฉวีวรรณงดงาม   (ฉายรัศมี)

ยังพระเชตวันให้สว่างไปทั่ว   เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นเข้าไปถึงแล้ว

ถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่  ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง   แล้วกราบทูลถามพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ในที่สุดโลกใด   สัตว์ไม่เกิดไม่แก่ไม่ตาย


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 164

ไม่จุติไม่อุปบัติ   บุคคลอาจรู้หรือเห็นหรือไปถึงซึ่งที่สุดนั้นด้วยการเดินทางไป

ได้หรือ.

พ.  ตรัสตอบว่า อาวุโส  ในที่สุดโลกใดแล  สัตว์ไม่เกิดไม่แก่ไม่ตาย

ไม่จุติ  ไม่อุปบัติ   เรากล่าวว่าที่สุดโลกนั้น     บุคคลไม่พึงรู้ไม่พึงเห็นไม่พึงไป

ถึงได้ด้วยการเดินทางไป.

โร.  น่าอัศจรรย์จริง  พระพุทธเจ้าข้า    ข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส

ถูกต้องตามที่ตรัส    ว่า    ในที่สุดโลกใดแล      สัตว์ไม่เกิดไม่แก่ไม่ตายไม่จุติ

ไม่อุปบัติ   เรากล่าวว่าที่สุดโลกนั้น    บุคคลไม่พึงรู้ไม่พึงเห็นไม่พึงไป  ถึงได้

ด้วยการเดินทางไป  ดังนี้   เมื่อก่อนข้าพระพุทธเจ้าเป็นฤษีชื่อโรหิตัสสะ  เป็น

บุตรนายบ้าน    มีฤทธิ์ไปในอากาศได้  ความเร็วของข้าพระพุทธเจ้านั้นเปรียบ

ได้กับนายขมังธนูผู้กำยำ       ได้ฝึกหัดธนูศิลป์แล้วอย่างดีจนชำนิชำนาญสำเร็จ

การยิงแล้ว     และยิงลูกธนูอันเบาอันมีการปะทะน้อย    ให้ผ่านเงาต้นตาลทาง

ขวางไปฉะนั้น    การย่างเท้าก้าวหนึ่งของข้าพระพุทธเจ้าระยะเท่ากับจากสมุทร

เบื้องตะวันออกถึงสมุทรเบื้องตะวันตก  ข้าพระพุทธเจ้าผู้มีความเร็วและก้าวเท้า

เห็นปานนี้   มีความปรารถนาเกิดขึ้นว่าจักไปให้ถึงที่สุดโลก   เว้นการกิน  ดื่ม

เคี้ยว  ลิ้ม  ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ    นอนและหยุดพักเหนื่อย    ข้าพระพุทธเจ้า

มีอายุ ๑๐๐ ปี  ดำรงชีวิตอยู่ตลอด  ๑๐๐ ปี   เดินทางไปจนสิ้น ๑๐๐  ปี ก็หา

ถึงที่สุดโลกไม่    ตายเสียในระหว่างนั้นเอง   น่าอัศจรรย์จริง   พระพุทธเจ้าข้า

ข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า  ตรัสถูกต้องดังที่ตรัสว่า  ในที่สุดโลกใด  สัตว์ไม่เกิด

ไม่แก่ไม่ตายไม่จุติไม่อุปบัติ  เรากล่าวว่าที่สุดโลกนั้น บุคคลไม่พึงรู้ไม่พึงเห็น

ไม่พึงไปถึงได้ด้วยการเดินทางไป   ดังนี้.

พ.   ตรัสย้ำความและไขความว่า  อาวุโส  ในที่สุดโลกใดแล  ไม่เกิด

ไม่แก่ไม่ตายไม่จุติไม่อุปบัติ   เรากล่าวว่าที่สุดโลกนั้น   บุคคลไม่พึงจะไม่พึงเห็น


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 165

ไม่พึงไปถึงได้ด้วยการเดินทางไป    แต่เราก็ไม่กล่าวว่า  เมื่อยังไม่ถึงที่สุดโลก

แล้วจะทำที่สุดทุกข์ได้  เออ  นี่แน่ะอาวุโส   เราบัญญัติโลก   และโลกสมุทัย

โลกนิโรธ  โลกนิโรธคามินีปฏิปทา  ในกเลวระ   (ร่างกาย)   อันยาวประมาณ

๑  วา   ซึ่งมีสัญญาและมีใจ.

ที่สุดโลก   บุคคลไม่พึงถึงได้ด้วย

การเดินทางไป  แต่ไหน ๆ มา   แต่ว่ายัง

ไม่ถึงที่สุดโลกแล้วจะพ้นทุกข์ได้เป็นไม่มี

เพราะเหตุนั้น    ผู้มีปัญญาดีรู้จักโลก   ถึงที่

สุดโลก  อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว  รู้ที่สุดโลก

สงบบาปแล้ว   ย่อมไม่ปรารถนาทั้งโลกนี้

ทั้งโลกอื่น.

จบปฐมโรหิตัสสสูตรที่  ๕

อรรถกถาปฐมโรหิตัสสสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในปฐมโรหิตัสสสูตรที่ ๕  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า  ยตฺถ  ความว่า  แผ่นดินให้โอกาสแห่งหนึ่งของโลกในจักรวาล.

บทว่า  น  จวติ  น  อุปปชฺชติ  นี้   ทรงถือแล้วด้วยอำนาจจุติติและปฏิสนธิ

สืบๆกัน ไป. บทว่า คมเนน คือด้วยการใช้เท้าเดินไป. บทว่า   โลกสฺส  อนฺต

ความว่า    พระศาสดาตรัสหมายถึงที่สุดของสังขารโลก.   ในบทว่า   าเตยฺย

เป็นต้น   ความว่า  อันบุคคลพึงรู้  พึงเห็น   พึงถึง.  ด้วยเหตุนั้น    เทพบุตร


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 166

ทูลถามที่สุดของโลกในจักรวาล      พระศาสดาก็ตรัสตอบที่สุดของสังขารโลก.

ฝ่ายเทพบุตรนั้นร่าเริงในปัญหาว่า     การกล่าวแก้ของพระศาสดาสมกับปัญหา

ของตน   ดังนี้   จึงทูลว่า  อจฺฉริย  ดังนี้เป็นต้น.

บทว่า  ทฬฺหธมฺโม ได้แก่ ผู้สอดธนูไว้มั่น    คือประกอบด้วยธนู

มีขนาดเยี่ยม. บทว่า  ธนุคฺคโห ได้แก่อาจารย์ผู้ฝึกหัดธนู. บทว่า สุสิกฺขิโต

คือ   ผู้ได้ศึกษาธนูศิลป์มา  ๑๒   ปี.   บทว่า   กตหตฺโถ    ความว่า   มีฝีมือ

ชำนาญแล้ว   โดยสามารถยิงปลายขนเนื้อทราย   ในระยะประมาณอุสภะหนึ่งได้.

บทว่า  กตูปาสโน  ได้แก่   ยิงธนูชำนาญได้แสดง (ประลอง)  ศิลปธนูมาแล้ว.

บทว่า  อสเนน  คือลูกธนู.   บทว่า   อติปาเตยฺย   คือผ่านไป.   เทพบุตร

แสดงสมบัติ   คือความเร็วของตนว่า    เราจักผ่านจักรวาลหนึ่งไปเท่ากับลูกธนู

นั้น   ผ่านเงาตาลไป.

บทว่า ปุรตฺถิมา  สมุทฺทา ปจฺฉิโม  ความว่า เทวบุตรกล่าวว่า  การ

ย่างเท้าก้าวหนึ่งไปได้ในที่ไกล  เหมือนสมุทรเบื้องตะวันตกไกลจากสมุทรเบื้อง

ตะวันออกฉะนั้น .     ได้ยินว่า    ฤษีนั้น      ยืนอยู่ที่ขอบปากแห่งจักรวาลเบื้อง

ตะวันออก     เหยียดเท้าผ่านขอบปากแห่งจักรวาลเบื้องตะวันตก    เหยียดเท้า

ที่สองไปอีก   ก็ผ่านขอบปากจักรวาลอื่น.   บทว่า  อิจฺฉาคต  แปลว่า   ความ

ปรารถนานั้นเอง.  บทว่า  อญฺตฺเรว คือ ท่านแสดงความไม่ชักช้า. ได้ยินว่า

ในเวลาภิกขาจาร  ฤษีนั้นสีไม้สีฟันนาคลดา  ล้างหน้าในสระอโนดาต   เมื่อได้

เวลาก็เที่ยวบิณฑบาตในอุตตรกุรุทวีป  นั่งที่ขอบปากจักรวาล  ทำภัตกิจ.  หยุด

พัก ณ ที่นั้นครู่หนึ่ง  ก็โลดแล่นไปอีก.  บทว่า   วสฺสตายุโภ ความว่า ยุคนั้น

เป็นสมัยที่คนมีอายุยืน.    ส่วนฤษีนี้เริ่มเดินเมื่ออายุเหลือ   ๑๐๐  ปี.    บทว่า

วสฺสสตชีวี  ความว่า   เขามีชีวิตอยู่  ๑๐๐  ปี   โดยไม่มีอันตราย.   บทว่า


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 167

อนฺตราเยว   กาลกโต    ความว่า   ยังไม่ถึงที่สุดแห่งโลกในจักรวาล.    ก็ตาย

เสียก่อนในระหว่าง.   แต่เขาทำกาละในที่นั้นแล้ว   จึงมาเกิดในจักรวาลนี้.

บทว่า  อปฺปตฺวา   ความว่า  ยังไม่ถึงที่สุดแห่งสังขารโลก.    บทว่า

ทุกฺขสฺส  คือ วัฏฏทุกข์. บทว่า  อนฺตกิริย  คือ  ทำที่สุด.  บทว่า  กเฬวเร

คือในอัตภาพ.   บทว่า   สสญฺมฺหิ   สมนเก  คือ   มีสัญญามีใจ.   บทว่า

โลก  คือ  ทุกขสัจ.  บทว่า โลกสมุทย  คือ  สมุทยสัจ. บทว่า โลกนิโรธ

คือ  นิโรธสัจ.  บทว่า  ปฏิปท   คือ   มรรคสัจ.   พระผู้มีพระภาคเจ้า   ทรง

แสดงว่า  ผู้มีอายุ   เราย่อมไม่บัญญัติสัจจะ   ๔   เหล่านี้ลงในหญ้าและไม้เป็นต้น

แต่เราย่อมบัญญัติลงในกายนี้ที่มีมหาภูต  ๔  เท่านั้น.  บทว่า   สมิตาวี   ได้แก่

ผู้มีบาปสงบแล้ว .  บทว่า   นาสึสติ  คือ  ย่อมไม่ปรารถนา.

จบอรถกถาปฐมโรหิตัสสสูตรที่  ๕

๖. ทุติยโรหิตัสสสูตร

ว่าด้วยโรหิตัสสเทวบุตรทูลถามปัญหา

[๔๖]    สูตรนี้เนื้อความเหมือนสูตรก่อนทุกอย่าง    ต่างแต่ว่าสูตรนี้

เป็นคำที่พระองค์ตรัสเล่าให้ภิกษุทั้งหลายพึงว่า     เมื่อคืนนี้มีเทวบุตรชื่อนั้นมา

เฝ้าแล้ว   กราบทูลถามอย่างนั้น   ๆ นิคมคาถาก็อย่างเดียวกัน .

จบทุติยโรหิตัสสสูตรที่  ๖

ทุติยโรหิตัสสสูตรที่  ๖  ง่ายทั้งนั้น.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 168

๗. สุวิทูรสูตร

ว่าด้วยสิ่งที่ไกลแสนไกล  ๔

[๔๗]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   สิ่งที่ไกลแสนไกล  ๔  อย่างนี้  ๔  อย่าง

คืออะไร  คือ

๑.  ฟ้ากับดิน

๒.  ฝั่งในกับฝั่งนอกแห่งสมุทร

๓.  ที่ ๆ  ดวงอาทิตย์อุทัยกับที่ ๆ ดวงอาทิตย์อัสดง

๔.  ธรรมของสัตบุรุษกับธรรมของอสัตบุรุษ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้แล  สิ่งที่ไกลแสนไกล   ๔  อย่าง.

ฟ้ากับดิน  ไกลกัน  ฝั่งสมุทร  ก็ว่า

ไกลกัน  ที่ ๆ  ดวงอาทิตย์อุทัย   กับที่  ๆ

ดวงอาทิตย์อัสดง  (ก็ไกลกัน)   ธรรมของ

สัตบุรุษกับธรรมของสัตบุรุษ  ปราชญ์

กล่าวว่าไกลกันยิ่งกว่านั้น

การสมาคมแต่งสัตบุรุษย่อมไม่เสื่อม

คลาย   จะนานเท่าใด ๆ   ก็คงที่อยู่เช่นนั้น

ส่วนสมาคมแห่งอสัตบุรุษย่อมพลันเสื่อม

เพราะฉะนั้น  ธรรมของสัตบุรุษจึงไกลจาก

อสัตบุรุษ.

จบสุวิทูรสูตรที่  ๗


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 169

อรรถกถาสุวิทูรสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในสุวิทูรสูตรที่  ๗   ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า   สุวิทูรวิทูรานิ   ความว่า   ไม่ใกล้กันโดยปริยายไร ๆ  คือ

ไกลแสนไกลนั่นเอง.  บทว่า  นภญฺจ   ภิกฺขเว ปวี  จ  ได้แก่ อากาศกับ

แผ่นดินใหญ่.  ในสองอย่างนั้น  ชื่อว่าอากาศไม่ไกลจากแผ่นดิน  แม้ประมาณ

๒  นิ่วก็จริง ถึงอย่างนั้น  ท่านก็ยังกล่าวว่าไกลแสนไกลเพราะไม่คิดกันและกัน

บทว่า เวโรจโน  คือดวงอาทิตย์.  บทว่า สตญฺจ ภิกขเว   ธมฺโม

ความว่า   โพธิปักขิยธรรม  ๓๗  อันต่างด้วยสติปัโฐาน  ๔  เป็นต้น .    บทว่า

อสตญฺจ  ธมโม ความว่า    อสัทธรรมอันต่างด้วยทิฏฐิ  ๖๒. บทว่า ปภงฺกโร

คือดวงอาทิตย์.    บทว่า   อพฺยายิโก     โหติ   ได้แก่  ไม่จางไปเป็นสภาพ.

บทว่า สต สมาคโม  ความว่า การสมาคมของบัณฑิตด้วยสามารถกระชับมิตร.

บทว่า  ยาวมฺปิ   ติฏฺเยฺย  ความว่า  จะพึงตั้งอยู่นานเท่าใด.  บทว่า   ตเถว

โหติ  ความว่า  ก็คงที่อยู่เช่นนั้น. ไม่ละปกติ.  บทว่า  ขิปฺปฺหิ  เวติ  คือ

ย่อมจางเร็ว.

จบอรรถกถาสุวิทูรสูตรที่  ๗


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 170

๘.   วิสาขสูตร

ว่าด้วยวิสาขาปัญจาลิบุตรแสดงธรรมมิกถา

[๔๘]    สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ วิหารพระเชตวัน

อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี  กรุงสาวัตถี  คราวนั้นท่านวิสาขะ  ปัญจาลิบุตร

แสดงธรรมิกถาให้ภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้งให้สมาทานให้อาจหาญให้ร่าเริงอยู่

ในอุปัฏฐานศาลา   ด้วยถ้อยคำของชาวเมือง    สละสลวยปราศจากโทษ   ทำให้

เข้าใจความได้ชัดเจน  นับเนื่องในนิพพานไม่อิงวัฏฏะ

ครั้งนั้น   เวลาเย็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่ประทับหลีกเร้น

ไปอุปัฏฐานศาลา  ประทับนั่ง ณ อาสนะที่จัดไว้แล้ว  ตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า

ใครหนอแสดงธรรมิกถาให้ภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้งให้สมาทานให้อาจหาญ

ให้ร่าเริง   ด้วยคำของชาวเมือง   สละสลวย   ปราศจากโทษ   ทำให้เข้าใจความ

ได้ชัดเจน นับเนื่องในนิพพานไม่อิงวัฏฏะ.

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า  ท่านวิสาขะ  ปัญจาลิบุตร พระพุทธเจ้าข้า...

พ.   จึงตรัสประทานสาธุการกะท่านวิสาขะว่า  สาธุ  สาธุ  วิสาขะ   เธอ

แสดงธรรมิกถาให้ภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้งให้สมาทานให้อาจหาญให้ร่าเริง

ด้วยถ้อยคำของชาวเมือง  สละสลวย   ปราศจากโทษ  ทำให้เข้าใจความได้ชัดเจน

นับเนื่องในนิพพานไม่อิงวัฏฏะ  ดีนักแล.

คนฉลาดปนกับหมู่คนเขลา  เมื่อไม่

พูดออกมา    ก็ไม่มีใครรู้จัก  ต่อเมื่อพูด

แสดงอมตบท    คนทั้งหลายจงรู้   บุคคล

พึงส่องธรรมให้สว่าง   พึงยกธงของฤษีไว้

ฤษีทั้งหลายมีสุภาษิตเป็นธง  แท้จริง  ธรรม

เป็นธงของพวกฤษี.

จบวิสาขสูตรที่  ๘


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 171

อรรถกถาวิสาขสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในวิสาขสูตรที่  ๘  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า   ปญฺจาลิปุตฺโต    คือเป็นบุตรของนางพราหมณี  ชื่อปัญจาลี.

บทว่า โปริยา  วาจาย  คือ  ด้วยวาจาที่บริบูรณ์.   บทว่า   วิสฺสฏฺาย   คือ

ลิ้นไม่พัน. บทว่า  อเนฬคลาย  ความว่า  ไม่มีโทษ  ไม่ตุกุกตะกัก  พยัญชนะ

ไม่เพี้ยน.  บทว่า ปริยาปนฺนาย  คือ  ที่นับเนื่องในวิวัฏฏะ.  บทว่า  อนิสฺสิ-

ตาย  คือ  ไม่อาศัยวัฏฏะ.    อธิบายว่า    กล่าวถ้อยคำให้อาศัยวิวัฏฏะเท่านั้น

ไม่กล่าวถ้อยคำให้อาศัยวัฏฏ.

บทว่า  นาภาสมาน  คือเมื่อไม่พูดก็ไม่มีใครรู้จัก  บทว่า อมต  ปท

ได้แก่ บทคือพระนิพพาน.  บทว่า  ภาสเย  ได้แก่ พึงทำให้กระจ่าง  (พูด).

บทว่า  โชตเย   เป็นไวพจน์ของบทว่า  ภาสเย  นั้นเอง.  บทว่า  ปคฺคณฺเห

อิสีน  ธช   ความว่า โลกุตรธรรม  ๙  อย่าง เรียกชื่อว่า ธงของพวกฤษี  เพราะ

อรรถว่า  ฟุ้งขจรไป.    อธิบายว่า  พึงยกย่องโลกุตรธรรมนั้น   คือ  พึงกล่าว

ยกให้สูง.  พวกฤษี  ชื่อว่ามีสุภาษิตเป็นธง   เพราะอรรถว่า  มีสุภาษิตที่แสดง

โลกุตรธรรม  ๙  เป็นธง.    บทว่า  อิสิโย    ได้แก่   พระอริยะทั้งหลาย  มี

พระพุทธเจ้าเป็นต้น .  บทว่า  ธมฺโม หิ  อิสีน   ธโช  ความว่า  โลกุตรธรรม

ชื่อว่า   เป็นธงของพวกฤษี   โดยนัยอันกล่าวแล้วในหนหลังแล.

จบอรรถกถาวิสาขสูตรที่  ๘


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 172

๙.  วิปัลลาสสูตร

ว่าด้วยวิปลาสในธรรม  ๔  ประการ

[๔๙]     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สัญญาวิปลาส  จิตวิปลาส   ทิฏฐิวิปลาส

(ความสำคัญ  คิด  เห็นคลาดเคลื่อน)  มี  ๔  ประการนี้   ๔  ประการคืออะไรบ้าง

คือ สัญญาวิปลาส  จิตวิปลาส  ทิฏฐิวิปลาส  ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง  ๑  ในสิ่งที่

เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข   ๑    ในสิ่งที่เป็นอนัตตาว่าเป็นอัตตา  ๑    ในสิ่งที่ไม่งาม

ว่างาม ๑  นี้แล  สัญญาวิปลาส   จิตวิปลาส  ทิฏฐิวิปลาส  ๔  ประการ

ภิกษุทั้งหลาย  สัญญาไม่วิปลาส  จิตไม่วิปลาส  ทิฏฐิไม่วิปลาส  ๔  นี้

๔  คืออะไรบ้าง คือ สัญญาไม่วิปลาส  จิตไม่วิปลาส  ทิฏฐิไม่วิปลาส  ว่าไม่เที่ยง

ในสิ่งที่ไม่เที่ยง...    ว่าทุกข์ในสิ่งที่เป็นทุกข์...    ว่าเป็นอนัตตาในสิ่งที่เป็น

อนัตตา...  ว่าไม่งามในสิ่งที่ไม่งาม  นี้แล    สัญญาไม่วิปลาส   จิตไม่วิปลาส

ทิฏฐิไม่วิปลาส  ๔  ประการ.

สัตว์เหล่าใดสำคัญว่าเที่ยงในสิ่งที่

ไม่เที่ยง     สำคัญว่าสุขในสิ่งที่เป็นทุกข์

สำคัญว่าเป็นอัตตาในสิ่งที่เป็นอนัตตา

และสำคัญว่างานในสิ่งที่ไม่งาม  ถูกความ

เป็นผิดชักนำไปแล้ว   ความคิดซัดส่ายไป

มีความสำคัญ   (คิดเห็น)   วิปลาส   สัตว์

เหล่านั้นชื่อว่า  ถูกเครื่องผูกของมารผูกไว้

แล้ว    เป็นคนไม่เกษมจากโยคะ    ย่อม

เวียนเกิดเวียนตายไป.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 173

เมื่อใดพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ประดุจ

ดวงอาทิตย์บังเกิดขึ้นในโลก  ทรงประกาศ

ธรรมอันนี้  ซึ่งเป็นทางให้ถึงความสงบ

ทุกข์  เมื่อนั้น   สัตว์เหล่านั้น   ผู้ที่มีปัญญา

ได้ฟังธรรมของท่านแล้ว   จึงกลับได้คิด

เห็นสิ่งที่ไม่เที่ยง   เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

และไม่งาม  ตามความเป็นจริง   เพราะมา

ถือเอาทางความเห็นชอบ    ก็ล่วงพ้นทุกข์

ทั้งปวงได้.

จบวิปัลลาสสูตรที่  ๙

อรรถกถาวิปัลลาสสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในวิปัลลาสสูตรที่  ๙  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า  สญฺาวิปลฺลาสา   ความว่า มีสัญญาความสำคัญคลาดเคลื่อน

อธิบายว่า มีสัญญา ๔  วิปริต ความสำคัญที่ตรงกันข้าม.   แม้ในสองบทที่เหลือ

ก็นัยนี้เหมือนกัน.  บทว่า  อนิจฺเจ  ภิกฺขเว  นิจฺจนฺติ  สญฺาวิปลฺลาโส

ความว่า  เกิดความสำคัญ  ยึดถืออย่างนี้ว่าเที่ยงในสิ่งที่ไม่เที่ยง  ชื่อว่าสัญญา

วิปัลลาส. บัณฑิตพึงทราบความในบททุกบท โดยนัยนี้ .

บทว่า   อนตฺตนิ  จ  อตฺตา  ความว่า   ผู้มีความสำคัญอย่างนี้ว่า

เป็นอัตตาให้สิ่งที่เป็นอนัตตา.   บทว่า  มิจฺฉาทิฏฺิหตา  ความว่า   สัตว์จะ

สำคัญอย่างเดียวเท่านั้น     ก็หามิได้    ยังถูกแม้มิจฉาทิฏฐิความเห็นผิดที่กำลัง


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 174

เกิดขึ้นชักนำไปแล้ว   เหมือนสัญญาวิปัลลาส.   บทว่า  ขิตฺตจิตฺตา  ความว่า

ผู้ประกอบด้วยจิตซัดส่ายที่กำลังเกิดขึ้นเหมือนสัญญาวิปัลลาสและทิฏฐิวิปัลลาส.

บทว่า  วิสญฺิโน   นั่นเป็นเพียงเทศนา.  อธิบายว่า  เป็นสัญญาจิตและทิฏฐิ

อันวิปริต.   บทว่า  เต  โยคยุตฺตา  มารสฺส  ความว่า  สัตว์เหล่านั้นชื่อว่า

ประกอบอยู่ในเครื่องผูกของมาร.  บทว่า  อโยคกฺเขมิโน  ความว่า  เป็นคน

ไม่ถึงความเกษมจากโยคะ    คือพระนิพพาน.    บทว่า    สตฺตา   คือบุคคล

ทั้งหลาย.    บทว่า  พุทฺธา   คือผู้ตรัสรู้สัจจะ  ๔.    บทว่า   อิม  ธมฺม   คือ

สัจจธรรม ๔.    บทว่า  สจิตฺต  ปจฺจลทฺธา    ได้แก่  กลับได้ความคิดของ

ตนเอง.  บทว่า  อนิจฺจโต   ทกฺขุ  ได้แก่  ได้เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง

จริง.    บทว่า  อสุภตทฺทส   ได้แก่  ได้เห็นโดยความเป็นของไม่งามจริง.

บทว่า   สมฺมาทิฏฺิสมาทานา ได้แก่ ผู้ยึดถือสัมมาทัสสนะ.  บทว่า   สพฺพ

ทุกฺข   อุปจฺจคุ  ความว่า  ล่วงพ้นวัฏฏทุกข์ทั้งสิ้นได้.

จบอรรถกถาวิปัลลาสสูตรที่  ๙

๑๐. อุปกิเลสสูตร

ว่าด้วยเครื่องเศร้าหมอง ๔ อย่าง

[๕๐]     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    อุปกิเลส    (เครื่องมัวหมอง)    แห่ง

ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์   ๔  อย่างนี้         ซึ่งเป็นเหตุให้ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ไม่

สว่างไสวไพโรจน์     อุปกิเลสแห่งดวงจันทร์ดวงอาทิตย์   ๔ อย่างคืออะไรบ้าง

คือ  เมฆ  ๑  หมอก ๑  ควันและผงคลี ๑  อสุรินทราหู  ๑   นี้แล   อุปกิเลส


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 175

แห่งดวงจันทร์ดวงอาทิตย์  ๔   อย่าง  ซึ่งเป็นเหตุให้ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ไม่

สว่างไสวไพโรจน์

ภิกษุทั้งหลาย   ฉันเดียวกันนั้นแล  อุปกิเลสแห่งสมณพราหมณ์ทั้งหลาย

ก็มี  ๔  ประการ    ซึ่งเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์ทั้งหลายไม่งามสง่า    สุกใส

รุ่งเรื่อง  อุปกิเลสของสมณพราหมณ์  ๔  ประการ  คืออะไรบ้าง  คือ

มีอยู่    สมณพราหมณ์บางเหล่าดื่มสุราเมรัย    ไม่งดเว้นจากการดื่ม

สุราเมรัย   การดื่มสุราเมรัยเป็นอุปกิเลสแห่งสมณพราหมณ์ข้อ  ๑ ซึ่งเป็นเหตุ

ให้สมณพราหมณ์ไม่งามสง่าสุกใสรุ่งเรือง

มีอยู่   สมณพราหมณ์บางเหล่าเสพเมถุนธรรม    ไม่งดเว้นจากเมถุน-

ธรรม  การเสพเมถุนธรรมนี้เป็นอุปกิเลสแห่งสมณพราหมณ์ข้อ  ๒ ซึ่งเป็นเหตุ

ให้สมณพราหมณ์ไม่งามสง่าสุกใสรุ่งเรือง.

มีอยู่    สมณพราหมณ์บางเหล่ายินดีทองและเงิน    ไม่งดเว้นจากการ

รับทองและเงิน    ความยินดีรับทองและเงินนี้เป็นอุปกิเลสแห่งสมณพราหมณ์

ข้อ  ๓  ซึ่งเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์ไม่งามสง่าสุกใสรุ่งเรือง

มีอยู่   สมณพราหมณ์บางเหล่าเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาอาชีวะ  ไม่งดเว้น

จากมิจฉาอาชีวะ การเลี้ยงชีวิตโดยมิจฉาอาชีวะนี้เป็นอุปกิเลสแห่งสมณพราหมณ์

ข้อ  ๔  ซึ่งเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์ไม่งามสง่าสุกใสรุ่งเรือง

ภิกษุทั้งหลาย  นี้แล   อุปกิเลสแห่งสมณพราหมณ์ ๔ ประการ   ซึ่ง

เป็นเหตุให้สมณพราหมณ์ไม่งามสง่าสุกใสรุ่งเรือง.

สมณพราหมณ์บางเหล่าผู้มีราคะโท-

สะปกคลุมแล้ว  เป็นคนอันอวิชชาปกปิด

แล้ว  เพลินยินดีในปิยรูป  (สิ่งที่รัก)  ดื่ม


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 176

สุราเมรัย     บางเหล่าเสพเมถุน   บางเหล่า

โฉดเขลา  ยินดีเงินและทอง  บางเหล่า

เลี้ยงชีพโดยมิจฉาอาชีวะ.

บาปธรรมเหล่านั้น      พระพุทธเจ้า

เผ่าพันธุ์พระอาทิตย์   ตรัสว่าเป็นอุปกิเลส

ซึ่งเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์เหล่านั้นปรา-

กฏว่าเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์  มีราคี   ไม่งามสง่า

สุกใส.

สมณพราหมณ์เหล่านั้นอันความมืด

(คืออวิชชา) หุ้มห่อแล้ว ตกเป็นทาสตัณหา

ถูกตัณหาจูงไป   บำรุงเลี้ยงอัตภาพร้ายเข้า

ไว้ต้องไปเกิดอีก.

จบอุปกิเลสสูตรที่  ๑๐

จบโรหิตัสสวรรคที่  ๕

อรรถกถาอุปกิเลสสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในอุปกิเลสสูตรที่  ๑๐  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า  อุปกฺกิเลสา  ความว่า  ชื่อว่าอุปกิเลส   (เครื่องเศร้าหมอง)

เพราะทำความมัวหมอง  ไม่ให้ผ่องใส.  บทว่า  มหิยา  คือ  หมอก.  บทว่า

ธูมรโช  ได้แก่  ควันและผงคลี.   บทว่า  ราหุ  ความว่า  หมอก  ควัน  และ

ผงคลี    ทั้งสามข้างต้น     เป็นอุปกิเลสที่ไม่ถึงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์  ส่วนราหู

พึงทราบว่า  ท่านกล่าวด้วยสามารถอุปกิเลสที่ถึงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์.   บทว่า


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 177

สมณพฺราหฺมณา  น   ตปนฺติ  น  ภาสนฺติ   น   วิโรจนฺติ  ความว่า

ย่อมไม่งาม  ด้วยความงามโดยคุณ  ไม่สุกใสด้วยความสุกใสโดยคุณ   ย่อมไม่

ไพโรจน์ด้วยความไพโรจน์โดยคุณ.  บทว่า  สุราเมรยปานา   อปฺปฏิวิรตา

ความว่า   ไม่เว้นจากการดื่มสุรา  ๕  อย่าง   และเมรัย  ๔  อย่าง.

บทว่า  อวิชฺชานิวุตา  ความว่า   เป็นคนถูกอวิชชาหุ้มห่อแล้ว   คือ

ปกปิดไว้แล้ว. บทว่า  ปิยรูปาภินนฺทิโน ความว่า เพลิดเพลิน  ยินดี  ปิยรูป

(สิ่งที่รัก) สิ่งเป็นที่ยินดี. บทว่า  สาทิยนฺติ   คือ ย่อมรับ. บทว่า อวิทฺทสุ

คือ   อันธพาล.   บทว่า   สเนตฺติกา    ความว่า   นำไปด้วยเชือกคือตัณหา.

บทว่า  กฏสึ  คือ  อัตภาพ.  บทว่า   โฆร  คือ  ร้าย. ทั้งในพระสูตรนี้ทั้งใน

คาถา   ตรัสแต่วัฏฏะอย่างเดียว.

จบอรรถกถาอุปกิเลสสูตรที่  ๑๐

จบโรหิตัสสวรรควรรณนาที่  ๕

จบปฐมปัณณาสก์

รวมพระสูตรในวรรคนี้  คือ

๑.  สมาธิสูตร  ๒.  ปัญหาสูตร  ๓.  ปฐมโกธสูตร    ๔. ทุติยโกธ-

สูตร    ๕.  ปฐมโรหิตัสสสูตร   ๖.  ทุติยโรหิตัสสสูตร   ๗. สุวิทูรสูตร   ๘.

วิสาขสูตร  ๙.  วิปัลลาสสูตร  ๑๐.  อุปกิเลสสูตร  และอรรถกถา


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 178

ทุติยปัณณาสก์

ปุญญาภิสันทวรรคที่  ๑

 

๑.  ปฐมปุญญาภิสันทสูตร

ว่าด้วยท่อธารบุญกุศล  ๔  ประการ

[๕๑]     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   (บุญญาภิสันท์)   ท่อธารบุญ   (กุสลา-

ภิสันท์)  ท่อธารกุศล  ๔  ประการนี้   นำมาซึ่งความสุข   ให้ซึ่งผลอันดีเลิศ   มี

ความสุขเป็นวิบาก    เป็นทางสวรรค์    เป็นไปเพื่อผลที่ปรารถนาที่รักใคร่  ที่

ชอบใจ  เพื่อประโยชน์ เพื่อสุข  ท่อธารบุญกุศล  ๔  ประการคืออะไรบ้าง  คือ

ภิกษุบริโภคจีวรของทายกใด  เจ้าเจโตสมาธิอันเป็นธรรมหาประมาณ

มิได้    ท่อธารบุญกุศลของทายกนั้นย่อมนับประมาณมิได้     นำนาซึ่งความสุข

ให้ซึ่งผลอันดีเลิศ    มีความสุขเป็นวิบาก    เป็นทางสวรรค์    เป็นไปเพื่อผลที่

ปรารถนาที่รักใคร่ที่ชอบใจ  เพื่อประโยชน์   เพื่อสุข

ภิกษุบริโภคบิณฑบาต. .. เสนาสนะ... คิลานปัจจัยของทายกใด  เข้า

เจโตสมาธิอันเป็นธรรมหาประมาณมิได้    ท่อธารบุญกุศลของทายกนั้น    ย่อม

นับประมาณมิได้  นำมาซึ่งความสุข ฯลฯ

นี้แล  ท่อธารบุญ  ท่อธารกุศล  ๔ ประการ  นำมาซึ่งความสุข  ฯลฯ

ก็แลการที่จะนับประมาณบุญของอริยสาวก  ผู้ประกอบพร้อมด้วยท่อ-

ธารบุญกุศลนี้ว่า    ท่อธารบุญกุศลประมาณเท่านี้  ๆ  นำมาซึ่งความสุข   ฯลฯ

ดังนี้มิใช่ง่าย   อันที่แท้ท่อธารบุญกุศลนั้นนับว่าเป็นอสงไขย     (ไม่สิ้นสุดด้วย

การนับ) เป็นอัประไมย (นับประมาณไม่ได้) เป็นมหาบุญขันธ์ (กองบุญใหญ่)


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 179

ทีเดียว  เปรียบเหมือนจะนับประมาณน้ำในมหาสมุทร   ว่ามีน้ำอยู่เท่านี้อาฬหก

เท่านี้ร้อยอาฬหก    เท่านี้พันอาฬหก    หรือเท่านี้แสนอาฬหก   ดังนี้มิใช่ง่าย

อันที่แท้น้ำในมหาสมุทรนั้นนับว่าเป็นอสงไขย   เป็นอัประไมย  เป็นมหาอุทก-

ขันธ์  (ห้วงน้ำใหญ่)  ทีเดียวฉันใด   การที่จะนับประมาณบุญของอริยสาวกผู้

ประกอบพร้อมด้วยท่อธารบุญกุศล   ๔  ประการนี้ว่า  ท่อธารบุญกุศลเท่านี้ ๆ

นำมาซึ่ง ความสุข  ให้ซึ่งผลอันเลิศ  มีสุขเป็นวิบาก  เป็นทางสวรรค์   เป็นไป

เพื่อผลที่ปรารถนา ที่รักใคร่ ที่ชอบใจ  เพื่อประโยชน์   เพื่อสุข   ดังนี้มิใช่ง่าย

อันที่แท้ท่อธารบุญกุศลนั้นนับว่าเป็นอสงไขย   เป็นอัประไมย   เป็นมหาบุญ-

ขันธ์ทีเดียว  ฉันนั้นนั่นแล

แม่น้ำมากหลาก  อันเป็นที่ฝูงปลา

อาศัยอยู่  ย่อมไหลไปสู่ทะเล  อันเป็นที่รับ

น้ำใหญ่  เป็นที่ขังน้ำใหญ่  สุดที่จะประมาณ

เป็นที่ประกอบด้วยสิ่งที่น่ากลัวมา  เป็นที่

กำเนิดแห่งรตนะต่าง ๆ ฉันใด  ท่อธารบุญ

ย่อมหลั่งไปสู่บัณฑิต  ผู้ให้ข้าว  น้ำ  และ

ให้ผ้า  ให้เครื่องที่นอน  ที่นั่ง  และเครื่อง

ปูลาดเป็นทาน  ดุจแม่น้ำทั้งหลายไหลไปสู่

ทะเลฉะนั้น.

จบปฐมปุญญาภิสันทสูตรที่   ๑


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 180

ทุติยปัณณาสก์

 

ปุญญาภิสันทวรรควรรณนาที่ ๑

 

อรรถกถาปฐมปุญญาภิสันทสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในปุญญาภิสันทสูตรที่ ๑  วรรคที่ ๒  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า  ปุญฺาภิสนฺทา   ได้แก่  ความหลั่งไหลมาแห่งบุญ อธิบายว่า

ความเกิดขึ้นแห่งบุญ.  บทว่า    กุสลาภิสนฺทา    นั่นเป็นไวพจน์ของบทว่า

ปุญฺาภิสนฺทา  นั้นเอง.  ชื่อสุขัสสาหาร  ก็เพราะว่าความหลั่งไหลมาแห่ง

บุญเหล่านี้นั้น   นำซึ่งความสุขมาให้. ชื่อโสวัคคิกา  เพราะว่า  ให้อารมณ์มีรูป

เป็นต้นด้วยดี. ชื่อสุขวิปากาเพราะบุญเหล่านั้นมีความสุขเป็นวิบาก. ชื่อสัคค-

สังวัตตนิกา  เพราะเป็นไปเพื่อเกิดในสวรรค์.

บทว่า    จีวร    ปริภุญฺชมาโน   ความว่า   ภิกษุได้ผ้าเพื่อทำจีวร

เพราะเข็มและด้ายเป็นต้นไม่มี  จึงเก็บ  ไว้เองบ้าง  ทำเองบ้าง  ให้คนอื่นทำบ้าง

ห่มเองบ้าง  ซึ่งผ้านั้น      ในเวลาผ้าเก่าทำเป็นผ้าปูนอนบ้าง    ไม่อาจทำเป็นผ้า

ปูนอนได้    ก็ทำเป็นผ้าถูพื้นเสียบ้าง    ฉีกผ้าที่ไม่เหมาะจะถูพื้นออกทำเป็นผ้า

เช็ดเท้าบ้าง    ก็เรียกว่าบริโภคอยู่.    แต่เมื่อใดคิดว่า    ผ้านี้ใครไม่อาจทำเป็น

ผ้าเช็ดเท้าได้ก็กวาดทิ้งไป   เมื่อนั้น    ชื่อว่า  ไม่บริโภค.  บทว่า   อปฺปมาณ

เจโตสมาธึ   คือ   อรหัตผลสมาธิ.   ด้วยบทว่า    อปฺปมาโณ    ตสฺส

ปุญฺาภิสนฺโท  นี้   ตรัสถึงบุญเจตนาของทายก  นับประมาณมิได้   ด้วยว่า

บุญเจตนาของทายกนั้น    ที่เป็นไปแล้วด้วยอำนาจการระลึกถึงบ่อย ๆ ว่า ภิกษุ

ผู้เป็นขีณาสพ    บริโภคจีวรของเราดังนี้    ชื่อว่านับประมาณมิได้    คำนี้ตรัส


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 181

หมายถึงข้อนั้น.  ส่วนในบิณฑบาตเป็นต้น    ภิกษุใด  บริโภคบิณฑบาต ดำรง

ชีพอยู่ด้วยบิณฑบาตนั้นและได้แม้ ๗ วัน   ไม่บริโภคบิณฑบาตอื่น.   ภิกษุนั้น

ชื่อว่าบริโภคอยู่ซึ่งบิณฑบาตนั้นแล  อยู่ได้แม้  ๗ วัน.  ก็ในเสนาสนะแห่งหนึ่ง

ภิกษุจงกรมอยู่บ้าง   นั่งอยู่บ้าง    ในสถานที่อยู่กลางคืนและพักกลางวันเป็นต้น

ชื่อว่าบริโภคอยู่ตราบเท่าที่เธอยังไม่ละทิ้งเสนาสนะที่ได้แล้วไปถือเสนาสนะอื่น.

ก็เมื่อความเจ็บไข้   สงบระงับด้วยยานานหนึ่ง   เธอชื่อว่าบริโภคอยู่ตราบเท่า

ที่เธอยังไม่บริโภคยาขนานอื่น.

บทว่า พหุเภรว  ได้แก่ ประกอบด้วยอารมณ์อันน่ากลัวมาก. บทว่า

รตนคณาน  ได้แก่  แห่งรตนะที่ประเสริฐ ๗ อย่าง.   บทว่า  อาลย   ได้แก่

สถานที่อยู่อาศัย.   บทว่า   ปุถู   สวนฺติ   ได้แก่  แม่น้ำเป็นอันมากไหลไป.

บทที่เหลือในบททั้งปวง  ง่ายทั้งนั้น .

จบอรรถกถาปฐมปุญญาภิสันทสูตรที่ ๑

๒.  ทุติยปุญญาภิสันทสูตร

ว่าด้วยท่อธารบุญกุศล  ๔

[๕๒]     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ท่อธารบุญท่อทรงกุศล  ๔  ประการนี้

นำมาซึ่งความสุข    ให้ซึ่งผลอันดีเลิศ    มีความสุขเป็นวิบาก   เป็นทางสวรรค์

เป็นไปเพื่อผลที่ปรารถนาที่รักใคร่ที่ชอบใจ  เพื่อประโยชน์  เพื่อสุข   ท่อธาร

บุญกุศล  ๔ ประการคืออะไรบ้าง  คือ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 182

อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใส  อันไม่

หวั่นไหว  ในพระพุทธเจ้าว่า  อิติปิ   โส  ภควา   ฯลฯ     พุทฺโธ    ภควา

ดังนี้   นี้เป็นท่อธารบุญกุศลข้อ  ๑   นำมาซึ่งความสุข  ฯลฯ

อีกข้อหนึ่ง     อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ประกอบด้วยความ

เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า  สฺวากฺขาโต  ภควาตา  ธมฺโม  ฯลฯ

วิญฺญูหิ   ดังนี้   นี่เป็นท่อธารบุญกุศลข้อ   ๒  นำมาซึ่งความสุข   ฯลฯ

อีกข้อหนึ่ง      อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ประกอบด้วยความ

เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า  สุปฏิปนฺโน  ภควโต  สาวกสงฺโฆ

ฯลฯ  ปุฺกฺเขตฺต  โลกสฺส   ดังนี้   นี่เป็นท่อธารบุญกุศลข้อ  ๓  นำมา

ซึ่งความสุข  ฯลฯ

อีกข้อหนึ่ง    อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้    เป็นผู้ประกอบด้วยอริย-

กันตศีล  (ศีลที่พระอริยะพอใจ)   อันไม่ขาด   ไม่ทะลุ   ไม่ต่าง   ไม่พร้อย

เป็นไท  ผู้รู้สรรเสริญ  ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิถูกต้อง  เป็นสมาธิ  นี่เป็นท่อธาร

บุญกุศลข้อ  ๔  นำมาซึ่งความสุข  ฯลฯ

ภิกษุทั้งหลาย    นี้แล    ท่อธารบุญท่อธารกุศล ๔ นำมาซึ่งความสุข

ให้ซึ่งผลอันดีเลิศ   มีสุขเป็นวิบาก  เป็นทางสวรรค์  เป็นไปเพื่อผลที่ปรารถนา

ที่รักใคร่ที่ชอบใจ  เพื่อประโยชน์   เพื่อสุข

ความเชื่อในพระตถาคต    ของผู้ใด

ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว   ศีลของผู้ใดเป็นศีลงาม

เป็นศีลที่พระอริยะพลใจสรรเสริญ  ความ

เลื่อมใสในพระสงฆ์ของผู้ใด     มีอยู่และ

ความเห็นของผู้ใดเป็นความเห็นตรง  บัณ-


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 183

ฑิตทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่า      ผู้ไม่ยากจน

ชีวิตของผู้นั้นไม่เป็นโมฆะ    (คือไม่เปล่า

จากแก่นสาร)

เพราะเหตุนั้น  ผู้มีปัญญารำลึกถึง

พระศาสนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย  พึง

ประกอบไว้เสมอซึ่งความเชื่อ    (ในพระ-

ตถาคต)    ซึ่งศีล  ซึ่งความเลื่อมใส  (ใน

พระสงฆ์)  และความเห็นธรรม.

จบทุติยปุญญาภิสันทสูตรที่  ๒

อรรถกถาทุติยปุญญาภิสันทสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในปุญุญาภิสันทสูตรที่  ๒   ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า    อริยกนฺเตหิ    คือด้วยศีลสัมปยุตด้วยมรรคและผล.    ก็ศีล

เหล่านั้น    น่าใคร่  น่ารัก  น่าพอใจ  ของพระอริยะทั้งหลาย.  คำที่จะพึงกล่าว

ในพระสูตรก่อน  ก็กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรค.

ในคาถาพึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ บทว่า สทฺธา  ความว่าท่านประสงค์

ศรัทธาของโสดาบันบุคคล.  แม้ศีล  ก็เป็นศีลของโสดาบันบุคคลนั่นเอง. บทว่า

อุชุภูตญฺจ   ทสฺสน   ความว่า    ความเห็นของท่านผู้สิ้นอาสวะ    ชื่อว่าเป็น

ความเห็นตรง  เพราะท่านไม่มีคดทางกายเป็นต้น .  บทว่า  อาหุ  แปลว่า  กล่าว.

บทว่า   ปสาท  คือซึ่งความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม  และพระสงฆ์

บทว่า   ธมฺมทสฺสน  คือเห็นสัจธรรม.

จบอรรถกถาทุติยปุญญาภิสันทสูตรที่  ๒


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 184

๓.  ปฐมสังวาสสูตร

ว่าด้วยความอยู่ร่วมเป็นสามีภรรยา  ๔

[๕๓]    สมัยหนึ่ง   พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จพระพุทธดำเนินทางไกล

อยู่ในระหว่างเมืองมธุรากับเมืองเวรัญชา       ฝ่ายคฤหบดีและคฤหปตานี

จำนวนมากก็เดินทางไกลอยู่ในระหว่างนั้นด้วย     คราวนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า

เสด็จแวะไปประทับพักอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง    คฤหบดีและคฤหปตานีเหล่านั้น

ได้เห็นพระองค์ประทับอยู่    ก็พากันไปเฝ้า   ถวายอภิวาทแล้ว   ต่างนั่งลง  ณ

ที่สมควรส่วนหนึ่ง  พระองค์จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า

คฤหบดีและคฤหปตานีทั้งหลาย   สังวาส   (ความอยู่ร่วมเป็นสามีภริยา

กัน)  ๔ ประเภทนี้  สังวาส  ๔  ประเภทคืออะไรบ้าง คือ ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงผี

ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงเทวดา  ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงผี  ชายเทวดาอยู่ร่วมกับ

หญิงเทวดา.

ก็ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงผีเป็นอย่างไร  ?      สามีเป็นคนทำปาณาติบาต

อทินนาทาน  กาเมสุมิจฉาจาร พูดมุสา  ดื่มสุราเมรัย  เป็นคนทุศีลมีธรรมลามก

มีใจกลุ้มไปด้วยมลทินคือความตระหนี่อยู่ครองเรือน    มักด่าว่าสมณพราหมณ์

ทั้งหลาย  ฝ่ายภริยาก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน  อย่างนี้ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงผี.

ก็ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงเทวดาเป็นอย่างไร ?      สามีเป็นคนทำปาณา-

ติบาต  ฯลฯ มักด่าว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย  ฝ่ายภริยาเป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต

เว้นจากอทินนาทาน   เว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร  เว้นจากมุสาวาท   เว้นจากการ

ดื่มสุราเมรัย  เป็นคนมีศีลมีธรรมงาม  มีใจปราศจากมลทินคือความตระหนี่อยู่

ครองเรือน  ไม่ด่าว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย  อย่างนี้   ชายผีอยู่ร่วมกับหญิง

เทวดา.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 185

ก็ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงผีเป็นอย่างไร ?   สามีเป็นผู้เว้นจากปาณา-

ติบาต ฯลฯ ไม่ด่าว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย  ฝ่ายภริยาเป็นผู้ทำปาณาติบาต ฯลฯ

คำว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย  อย่างนี้  ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงผี.

ก็ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงเทวดาเป็นอย่างไร  สามีเป็นผู้เว้นจาก

ปาณาติบาต ฯลฯ    ไม่ดำว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย    ฝ่ายภริยาก็เป็นอย่างนั้น

เหมือนกัน  อย่างนี้   ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงเทวดา.

คฤหบดีและคฤหปตานีทั้งหลาย  นี้แล  สังวาส ๔ ประเภท

ทั้งคู่เป็นคนทุศีล  ตระหนี่  และด่า

ว่าสมณพราหมณ์  หญิงชายคู่นั้นเป็นภริยา

และสามีผีอยู่ร่วมกัน.

สามีเป็นคนทุศีล   ตระหนี่และด่าว่า

สมณพราหมณ์  ภริยาเป็นคนมีศีล    ใจบุญ

ไม่ตระหนี่   นางนั้นเป็นหญิงเทวดา   อยู่

ร่วมกับสามีผี.

สามีเป็นคนมีศีล  ใจบุญ  ไม่ตระหนี่

ภริยาเป็นคนทุศีล  ตระหนี่และด่าว่าสมณ-

พราหมณ์    นางนั้นเป็นหญิงผี  อยู่ร่วมกับ

สามีเทวดา.

ทั้งคู่เป็นผู้มีศรัทธา  รู้ความประสงค์

ของผู้ขอ  สำรวมในศีล  เลี้ยงชีพโดยชอบ

หญิงชายคู่นั้นเป็นภริยาสามีพูดคำอ่อน

หวานต่อกัน  ย่อมบังเกิดความเจริญมาก  อยู่

ด้วยกันเป็นผู้มีความผาสุก  พวกศัตรูของ


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 186

คู่ภริยาสามีที่มีความประพฤติดีสมกัน ย่อม

เสียใจ     กามกามี     (ผู้ยังมีความใคร่ใน

กาม) ทั้งคู่   ผู้มีศีลและพรตเสมอดัน  ครั้น

ประพฤติชอบในโลกนี้แล้ว (ละโลกนี้ไป)

ย่อมยินดีบันเทิงใจในเทวโลก.

จบปฐมสังวาสสูตรที่  ๓

อรรถกถาปฐมสังวาสสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในปฐมสังวาสสูตรที่  ๓  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า   สมฺพหุลาปิ  โข  คหปตี  จ  คหปตานิโย   จ  ความว่า

คฤหบดีและคฤหปตานีเป็นอันมาก        เมื่อไปทำอาวาหมงคลหรือวิวาหมงคล

ก็ได้เดินไปทางนั้นเหมือนกัน.  บทว่า  สวาสา  ความว่า  การอยู่ร่วมกันการ

อยู่ร่วมเป็นอันเดียวกัน.  บทว่า   ฉโว  ฉวาย  ความว่า  ชื่อว่าชายผี   เพราะ

ตายด้วยความตายแห่งคุณอยู่ร่วมกับหญิงผี   เพราะตายด้วยความตายแห่งคุณ

เหมือนกัน.    บทว่า  เทวิยา  สทฺธึ  ความว่า    ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงเทวดา

โดยคุณทั้งหลาย. บทว่า  ทุสฺสีโล  คือสามีเป็นคนไม่มีศีล.  บทว่า  ปาปธมฺโม

คือมีธรรมลามก.  บทว่า   อกฺโกสกปริภาสโก   ความว่า  ด่าด้วยเรื่องสำหรับ

ด่า   ๑๐    ด่าว่าด้วยแสดงภัยคุกคาม.   บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในบททั้งปวง

อย่างนี้.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 187

บทว่า  กทริยา  ได้แก่  ตระหนี่เหนียวแน่น.   บทว่า  ชานิปตโย

แปลว่า  ภริยาสามี.   บทว่า  วทญฺญู   ได้แก่   รู้อยู่ซึ่งความหมายคำของยาจก.

บทว่า  สญฺตา ได้แก่ประกอบด้วยความสำรวมในศีล.  บทว่า  ธมฺมชีวิโน

ได้แก่ ชื่อว่าธรรมชีวี  เพราะตั้งอยู่ในธรรมเลี้ยงชีพ.  บทว่า  อตฺถา  สมฺปจุรา

โหนฺติ   ความว่า  พวกคนเหล่านั้น    ย่อมได้ประโยชน์กล่าวคือความเจริญเป็น

อันมาก.    บทว่า   ผาสุก  อุปชายติ   ความว่า   เกิดอยู่ด้วยกันอย่างผาสุก

บทว่า  กามกามิโน  ได้แก่  ผู้ยังมีความใคร่ในกามอยู่.

จบอรรถกถาปฐมสังวาสสูตรที่  ๓

๔.  ทุติยสังวาสสูตร

ว่าด้วยความอยู่ร่วมเป็นสามีภรรยา  ๔

[๕๔]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สังวาส  ๔   ประเภทนี้  สังวาส  ๔   ประเภท

คืออะไรบ้าง  คือ ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงผี   ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงเทวดา   ชาย

เทวดาอยู่ร่วมกับหญิงผี   ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงเทวดา

ก็ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงผีเป็นอย่างไร ?        สามีเป็นผู้ทำปาณาติบาต

อทินนาทาน  กาเมสุมิจฉาจาร  พูดมุสา  พูดส่อเสียด  พูดคำหยาบ  พูดสำราก

มีความเห็นแก่ได้   มีใจพยาบาท   มีความเห็นผิด   เป็นคนทุศีลมีธรรมลามก

มีใจกลุ้มไปด้วยมลทินคือความตระหนี่อยู่ครองเรือน    มักด่าว่าสมณพราหมณ์

ทั้งหลาย  ภริยาเล่าก็เป็นเช่นเดียวกัน   อย่างนี้    ชายผู้อยู่ร่วมกับหญิงผี.

ก็ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงเทวดาเป็นอย่างไร ?   สามีเป็นผู้ทำปาณาติบาต

ฯลฯ   มีความเห็นผิด   เป็นคนทุศีล ฯลฯ    มักด่าว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 188

ฝ่ายภริยาเป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต    อทินนาทาน   กาเมสุมิจฉาจาร   เว้นจาก

พูดมุสา  พูดส่อเสียด  พูดคำหยาบ   พูดสำราก   ไม่มีความเห็นแก่ได้    ไม่มี

ใจพยาบาท  มีความเห็นชอบ  เป็นหญิงมีศีลมีธรรมงาม  มีใจปราศจากมลทิน

คือความตระหนี่อยู่ครองเรือน   ไม่ด่าว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย อย่างนี้  ชายผี

อยู่ร่วมกับหญิงเทวดา.

ก็ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงผีเป็นอย่างไร สามีเป็นผู้เว้นจากปาณา

ติบาต  ฯลฯ    มีความเห็นชอบ    เป็นคนมีศีล ฯลฯ    ไม่ด่าว่าสมณพราหมณ์

ทั้งหลาย    ฝ่ายภริยาเป็นคนทำปาณาติบาต ฯลฯ    มีความเห็นผิด    เป็นคน

ทุศีล ฯลฯ    คำว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย    อย่างนี้   ชายเทวดาอยู่ร่วมกับ

หญิงผี.

ก็ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงเทวดาเป็นอย่างไร      สามีเป็นผู้เว้นจาก

ปาณาติบาต ฯลฯ  มีความเห็นชอบ  เป็นผู้มีศีล ฯลฯ  ไม่ด่าว่าสมณพราหมณ์

ทั้งหลาย  แม้ภริยาก็เช่นเดียวกัน  อย่างนี้  ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงเทวดา.

ภิกษุทั้งหลาย  นี้แล  สังวาส ๔ ประเภท.

จบทุติยสังวาสสูตรที่  ๔

อรรถกถาทุติยสังวาสสูตร

ทุติยสังวาสสูตรที่  ๔  ตรัสกำหนดเทศนาด้วยสามารถกรรมบถ.  บทที่

เหลือก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน .  ก็ในพระสูตรแม้ทั้งสองเหล่านี้     ตรัสข้อปฏิบัติ

สำหรับผู้อยู่ครองเรือน        ทั้งควรแม้แก่คฤหัสถ์ผู้เป็นโสดาบันและสกทาคามี

ด้วย.

จบอรรถกถาทุติยสังวาสสูตรที่ ๔


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 189

๕. ปฐมสมชีวิตสูตร

ว่าด้วยคฤหบดีและคฤหปตานีทูลเรื่องความประพฤติ

[๕๕]    สมัยหนึ่ง    พระผู้มีพระภาคเจ้า     ประทับอยู่ที่ป่าเภสกฬา

มฤคทายวัน    เมืองสุงสุมารคีระ   ในภัคคชนบท    ครั้งนั้น   เวลาเช้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองสบงแล้ว   ทรงถือบาตรและจีวร  เสด็จพระพุทธ-

ดำเนินไปนิเวศน์ของคฤหบดีนกุลบิดา   ประทับ  ณ  อาสนะที่เขาจัดถวาย

คฤหบดีนกุลบิดาและคฤหปตานีนกุลมารดา   เข้าเฝ้า  ถวายอภิวาทแล้วนั่ง   ณ

ที่สมควรส่วนหนึ่ง     ครั้นแล้วคฤหบดีนกุลบิดากราบทูลว่า     ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ   จำเดิมแต่ข้าพระพุทธเจ้าได้กับนนกุลมารดาตั้งแต่เป็นหนุ่มเป็นสาวด้วย

กันมา      ข้าพระพุทธเจ้าไม่รู้สึกว่าได้ประพฤตินอกใจนกุลมารดาแม้แต่นึกคิด

ไม่ต้องกล่าวถึงกระทำ  ข้าพระพุทธเจ้าทั้ง  ๒ ปรารถนาจะได้พบกันทั้งในชาตินี้

และชาติหน้า   แม้คฤหปตานีนกุลมารดาก็กราบทูลความอย่างเดียวกัน

พ.   ตรัสสั่งสอนว่า ท่านคฤหบดีและท่านคฤหปตานี  ถ้าภริยาสามีหวัง

ที่จะได้พบกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้าไซร้   ทั้งคู่พึงเป็นผู้มีศรัทธาเสมอกัน

มีศีลเสมอกัน    มีจาคะเสมอกัน    มีปัญญาเสมอกันเถิด  ก็จะได้พบกัน

ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า.

(นิคมคาถาเหมือนสูตรก่อนตอนท้ายที่ขึ้นต้นว่า  อุโภ  สทฺธา  วทญฺญู

จ  ฯเปฯ  โมทนฺติ  กามกามิโน).

จบปฐมสมชีวิสูตรที่  ๕

โปรดดูคาถาที่  ๔  ในปฐมสังวาสสูตรที่  ๓  หน้า   ๑๘๕ - ๑๘๖   (ทั้งคู่เป็นผู้มีศรัทธา  ฯลฯ

ย่อมยินดีบันเทิงใจในเทวโลก)


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 190

อรรถกถาปฐมสมชีวิสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในปฐมสมชีวิตสูตรที่  ๕  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า  เตนุปสงฺกมิ  ความว่า  ถามว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้า   เสด็จ

เข้าไปหาเพื่ออะไร  ?    ตอบว่า   เพื่อทรงอนุเคราะห์.    แท้จริง  พระตถาคต

เมื่อเสด็จไปแว่นแคว้นนั้น  ย่อมเสด็จไปเพื่อทรงสงเคราะห์คนทั้งสองนี้เท่านั้น.

ได้ยินว่า    นกุลบิดา    ได้เป็นบิดาของพระตถาคตมาแล้ว   ๕๐๐ ชาติ    เป็นปู่

๕๐๐ ชาติ   เป็นอา  ๕๐๐ ชาติ.   แม้นกุลมารดา ก็ได้เป็นมารดามา  ๕๐๐ ชาติ

เป็นย่า  ๕๐๐ ชาติ    เป็นน้า   ๕๐๐  ชาติ    คนเหล่านั้นได้ความรักเพียงดังบุตร

จำเดิมแต่เวลาตนเห็นพระศาสดา    จึงเข้าไปหาแล้วเกิดเป็นโสดาบันด้วยปฐม-

ทัสนะ  (การเห็นครั้งแรก)  เหมือนแม่โคเห็นลูกโคแล้วติดในลูกโค  ร้องอยู่ว่า

หนฺตาต  หนฺตาต   ดังนี้.    ในนิเวศน์เขาจึงได้จัดอาสนะไว้ถวาย    แก่ภิกษุ

๕๐๐  รูปเป็นประจำ    พระผู้มีพระภาคเจ้า    จึงเสด็จเข้าไปหาเพื่ออนุเคราะห์

คนเหล่านั้นด้วยประการฉะนี้.   บทว่า  อติจริตา   ได้แก่  พระพฤตินอกใจ.

บทว่า อภิสมฺปรายญฺจ ได้แก่ และในโลกหน้า.  บทว่า  สมสทฺธา  ได้แก่

เป็นผู้เสมอ  เป็นเช่นเดียวกันด้วยศรัทธา.  แม้ในศีลเป็นต้น  ก็นัยนี้เหมือนกัน.

จบอรรถกถาปฐมสมชีวิสูตรที่  ๕


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 191

๖.  ทุติยสมชีวิสูตร

ว่าด้วยภริยา-สามี-หวังพบกัน

[๕๖]    สูตรนี้ตรัสแก่ภิกษุ ความเหมือนสูตรก่อน   ตอนที่ตรัสสอนว่า

ถ้าภริยาสามีหวังที่จะได้พบกัน  ฯลฯ  นิคมคาถาก็เหมือนกัน

จบทุติยสมชีวิสูตรที่  ๖

ทุติยสมชีวิสูตรที่  ๖  ทรงแสดงแก่พวกภิกษุอย่างเดียว.    บทที่เหลือ

ในบททั้งปวงก็เป็นเช่นนั้น.

๗. สุปปวาสสูตร

ว่าด้วยนางสุปปวาสาอังคาสพระผู้มีพระภาคเจ้า

[๕๗]    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่นิคมของชาวโกลิยะ

ชื่อปัชชเนลนิคม  ในโกลิยชนบท  ครั้งนั้น   เวลาเช้า  พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงครองสบงแล้ว     ทรงถือบาตรและจีวร    เสด็จพระพุทธดำเนินไปนิเวศน์

ของนางสุปปวาสา    ธิดาของเจ้าโกลิยะ     ประทับ   ณ   อาสนะที่เขาจัดถวาย

นางสุปปวาสาอังคาสพระผู้มีพระภาคเจ้า     บริบูรณ์พอเพียงด้วยขาทนียโภชนี-

ยาหารด้วยตนเอง     ครั้นพระองค์เสวยเสร็จ     นำพระหัตถ์จากบาตรแล้ว   นั่ง

เฝ้าอยู่ในที่สมควรส่วนหนึ่ง

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า    ดูก่อนสุปปวาสา    อริยสาวิกา

เมื่อให้โภชนาหารเป็นทาน  ชื่อว่าให้สถาน ๙  แก่ปฏิคาหกทั้งหลาย  ให้สถาน

๔  คืออะไรบ้าง  คือ  ให้อายุ  ให้วรรณะ  ให้สุขะ  ให้พละ  ครั้นให้อายุ

แล้วย่อมเป็นผู้มีส่วน    (ได้รับ )    อายุอันเป็นของทิพย์บ้าง    ของมนุษย์บ้าง

ครั้นให้วรรณะ...สุขะ...พละแล้ว   ย่อมเป็นผู้มีส่วน  (ได้รับ)  วรรณะ...

สุขะ...พละ  อันเป็นของทิพย์บ้าง  ของมนุษย์บ้าง  ดูก่อนสุปปวาสา   อริย-

สาวิกาเมื่อให้โภชนาหารเป็นทาน  ชื่อว่าให้สถาน  ๔ นี้ แก่ปฏิคาหกทั้งหลาย.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 192

บุคคลให้โภชนาหารอันปรุงแต่ง

แล้วอันสะอาด  ประณีต   มีรส   (แก่ปฏิ-

คาหก) ทักษิณาทานนั้นที่บุคคลให้ในท่าน

ผู้ดำเนินตรง   ผู้ประกอบด้วยจรณะ  ผู้ถึง

ความเป็นใหญ่  พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรง-

สรรเสริญว่าเป็นทักษิณาที่รวบรวมบุญด้วย

บุญ   มีผลมาก.

บุคคลเหล่าใด  ระลึกถึงทักษิณาทาน

เช่นนั้น   เกิดความยินดี  ขจัดเสียซึ่งมลทิน

คือควานตระหนี่  พร้อมทั้งมูลราก  ในโลก

ย่อมเป็นผู้ไม่ต้องตำหนิ   ย่อมเข้าถึงฐานะ

อันเป็นสวรรค์.

จบสุปปวาสสูตรที่  ๗

อรรถกถาสุปปวาสสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในสุปปวาสสูตรที่  ๗  ดังต่อไปนี้ :-

คำว่า  ปัชชเนละ  เป็นชื่อนิคมของใคร.  บทว่า   โกลิยาน  ได้แก่

ของโกลราชตระกูล.  บทว่า  อายุ   โข    ปน   ทตฺวา   ได้แก่  ครั้นให้อายุ-

ทานแล้ว.  บทว่า  อายุสฺส   ภาคินี   โหติ   ได้แก่  เป็นหญิงได้ลาภคืออายุ

หรือเป็นผู้เกิดมีอายุ    อธิบายว่า   เป็นผู้ได้อายุ.    แม้ในบทที่เหลือ    ก็นัยนี้

เหมือนกัน .


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 193

บทว่า   รสสา   อุเปต   ได้แก่  โภชนาหารประกอบด้วยรส   คือ

ถึงพร้อมด้วยรส.  บทว่า   อุชุคเตสุ   ความว่า   ในพระขีณาสพผู้ดำเนินตรง

เพราะเว้นคดกายเป็นต้นแล้ว. บทว่า จรณูปปนฺเนสุ  ความว่า ผู้ประกอบด้วย

จรณธรรม  ๑๕.  บทว่า   มหคฺคเตสุ   คือผู้ถึงภูมิธรรมสูง.  บทนั้นเป็นชื่อ

ของพระขีณาสพ.  บทว่า ปุญฺเน  ปุญฺ   สสนฺทมานา   แปลว่า การสืบต่อ

บุญด้วยบุญ.  บทว่า  มหปฺผลา  โลกวิทูน  วณฺณิตา  ความว่า  ทักษิณา

กล่าวคือทานเห็นปานนี้   พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ทรงรู้แจ้งโลก  ตรัสยกย่องแล้ว

อธิบายว่า  พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญแล้ว  เพราะทรงทำโลก  ๓  อย่าง

ให้แจ้งแล้ว.  บทว่า   ยญฺมนุสฺสรนฺตา ได้แก่  ระลึกถึงยัญคือทาน.  บทว่า

เวทชาตา   แปลว่า   เกิดความยินดีแล้ว.

จบอรรถกถาสุปปวาสสูตรที่  ๗

๘.  สุทัตตสูตร

ว่าด้วยฐานะ  ๔  ประการ

[๕๘]     ครั้งนั้น      อนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

ถวายอภิวาทแล้วนั่ง  ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระธรรม

เทศนานี้ว่า  คฤหบดี  อริยสาวกเมื่อให้โภชนาหารเป็นทาน  ชื่อว่าให้สถาน  ๔

ประการ  แก่ปฏิคาหกทั้งหลาย ให้สถาน  ๔  ประการคืออะไรบ้าง คือ ให้อายุ

ให้วรรณะ   ให้สุขะ  ให้พละ  ครั้นให้อายุแล้วย่อมเป็นผู้มีส่วน  (ได้รับ )

อายุอันเป็นของทิพย์บ้าง ของมนุษย์บ้าง  ครั้นให้วรรณะ   สุขะ  และพละแล้ว


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 194

ย่อมเป็นผู้มีส่วน   (ได้รับ)   วรรณะ  สุขะ   และพละ    อันเป็นของทิพย์บ้าง

ของมนุษย์บ้าง   ดูก่อนคฤหบดี   อริยสาวกเมื่อให้โภชนาหารเป็นทาน  ชื่อว่า

ให้สถาน ๔ ประการนี้แก่ปฏิคาหกทั้งหลาย

บุคคลใดให้โภชนาหาร แก่ปฏิคาหก

ผู้มีศีล      ผู้บริโภคของที่คนอื่นให้   โดย

เคารพตามกาลอันควร  บุคคลนั้นชื่อว่าให้

สถาน ๔ ประการ คือ อายุ   วรรณะ  สุขะ

พละ  นรชนผู้ให้อายุ  ให้วรรณะ ให้สุขะ

ให้พละ   เกิดในภพใด ๆ ย่อมเป็นผู้อายุยืน

มียศ  ในภพนั้น ๆ.

จบสุทัตตสูตรที่  ๘

อรรถกถาสุทัตตสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในสุทัตตสูตรที่  ๘  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า    สญฺตาน    ได้แก่    ปฏิคคาหกผู้สำรวมทางกายและวาจา.

บทว่า    ปรทตฺตโภชิน   ความว่า  ผู้บริโภคของที่บุคคลอื่นให้แล้ว    จึงยัง

อัตภาพให้เป็นไปอยู่.     บทว่า   กาเลน   ได้แก่  ตามกาลอันควร.   บทว่า

สกฺกจฺจ   ททาติ   ความว่า    ทำสักการะแล้วให้ด้วยมือของตน.     บทว่า

จตฺตาริ  านานิ  อนุปฺปเวจฺฉติ  ความว่า   ย่อมหลั่ง   คือให้อยู่ซึ่งเหตุ  ๔.

บทว่า   ยสวา  โหติ  ได้แก่ มีบริวารมาก.

จบอรรถกถาสุทัตตสูตรที่  ๘


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 195

๙. โภชนสูตร

ว่าด้วยฐานะ  ๔ ประการอีก

[๕๙]    สูตรนี้เหมือนสูตรก่อนทุกอย่าง       ต่างแต่สูตรนี้ตรัสแก่ภิกษุ

และเปลี่ยนคำว่า  "อริยสาวก"   เป็น   "ทายก"  เท่านั้น.

จบโภชนสูตรที่  ๙

โภชนสูตรที่  ๙ ตรัสแก่พวกภิกษุอย่างเดียว.  บทที่เหลือในพระสูตรนี้

ก็เป็นเช่นนั้น.

๑๐.  คิหิสามิจิสูตร

ว่าด้วยธรรม  ๔  ประการ

[๖๐]    ครั้งนั้น    อนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้า ฯลฯ  ตรัสพระธรรม

เทศนาว่า    คฤหบดี    อริยสาวกประกอบด้วยธรรม  ๔ ประการ  ชื่อว่าเป็นผู้

ปฏิบัติปฏิปทาสมควรแก่คฤหัสถ์  อันเป็นทางให้ได้ยศ   เป็นทางสวรรค์   ธรรม

๔  ประการคืออะไร  คือ  อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้บำรุงภิกษุสงฆ์ด้วยจีวร

. . .  ด้วยบิณฑบาต . . . ด้วยเสนาสนะ. . .  ด้วยคิลานปัจจัย    ดูก่อนคฤหบดี

อริยสาวกประกอบด้วยธรรม  ๔  ประการนี้แล    ชื่อว่าปฏิบัติปฏิปทาสมควรแก่

คฤหัสถ์  อันเป็นทางให้ได้ยศ   เป็นทางสวรรค์

บัณฑิตทั้งหลาย  ย่อมปฏิบัติปฏิปทา

สมควรแก่คฤหัสถ์     คือบำรุงภิกษุผู้มีศีล

ผู้ดำเนินชอบ   ด้วยจีวร   ด้วยบิณฑบาต


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 196

เสนาสนะ  และคิลานปัจจัย  บุญย่อมเจริญ

มากแก่บัณฑิตเหล่านั้นทั้งกลางวัน  ทั้ง

กลางคืน  บัณฑิตเหล่านั้นครั้นทำกรรม

อันเจริญแล้ว  ย่อมไปสู่สถานสวรรค์.

จบคิหิสามีจิสูตรที่  ๑๐

จบปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑

อรรถกถาคิหิสามิจิสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในคิหิสามีจิสูตรที่  ๑๐  ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า  คิหิสามีจิปฏิปท   ได้แก่ ซึ่งข้อปฏิบัติอันสมควรแก่คฤหัสถ์.

บทว่า  ปจฺจุปฏฺิโต   โหติ  ความว่า   ตั้งสติไว้มั่น   เพราะท่านประสงค์จะ

นำไปถวาย  อธิบายว่า  เข้าไปถวายจีวรแก่ภิกษุสงฆ์.

บทว่า  อุปฏฺิตา  แปลว่า ผู้บำรุง.  บทว่า เตส  ทิวา  จ  รตฺโต  จ

ความว่า  ก็บัณฑิตเหล่าใด   ย่อมบำรุงด้วยปัจจัย  ๔ อย่างนี้     บุญย่อมเจริญ

แก่บัณฑิตเหล่านั้น    ทุกเมื่อทั้งกลางวัน  ทั้งกลางคืน    ด้วยอำนาจการบริจาค

และด้วยการระลึกถึง.   บทว่า   สคฺคญฺจ   กมติฏฺาน   ความว่า   บัณฑิต

ผู้เป็นเช่นนั้น  ครั้นทำกรรมอันเจริญแล้ว   ย่อมไปสู่สัคคสถานะ   ในพระสูตร

ทั้ง  ๔  เหล่านี้   ตรัสข้อปฏิบัติสำหรับผู้อยู่ครองเรือน ย่อมควรแก่คฤหัสถ์ผู้เป็น

โสดาบันและสกทาคามีด้วย.

จบอรรถกถาคิหิสามีจิสูตรที่ ๑๐

จบปุญญาภิสันทวรรควรรณนาที่  ๑


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 197

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้  คือ

๑.  ปฐมปุญญาภิสันทสูตร   ๒.  ทุติยปุญญาภิสันทสูตร   ๓.  ปฐม-

สังวาสสูตร   ๔.  ทุติยสังวาสสูตร   ๕.  ปฐมสมชีวิสูตร   ๖.  ทุติยสมชีวิสูตร

๗.   สุปปวาสสูตร    ๘.  สุทัตตสูตร   ๙.  โภชนสูตร    ๑๐.    คิหิสามีจิสูตร

และอรรถกถา.


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 198

ปัตตกัมมวรรคที่  ๒

 

๑.   ปัตตกัมมสูตร

ว่าด้วยธรรม  ๔ ประการ

[๖๑]    ครั้งนั้นอนาถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปเฝ้า ฯลฯ      พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า   ดูก่อนคฤหบดี   ธรรม ๔ ประการนี้เป็นที่

ปรารถนารักใคร่ชอบใจ  หาได้โดยยากในโลก  ธรรม ๔ ประการคืออะไร คือ

ขอโภคสมบัติจงเกิดขึ้นแก่เราโดยทางที่ชอบ  นี่เป็นธรรมประการที่ ๑

อัน เป็นที่ปรารถนารักใคร่ชอบใจ  หาได้โดยยากในโลก

ครั้นได้โภคสมบัติโดยทางที่ชอบแล้ว    ขอยศจงมีแก่เราพร้อมกับญาติ

พร้อมกับพวกพ้อง  นี้เป็นธรรมประการที่  ๒  อัน เป็นที่ปรารถนารักใคร่ชอบใจ

หาได้โดยยากในโลก

ครั้นได้โภคสมบัติโดยทางที่ชอบแล้ว     ได้ยศพร้อมกับญาติพร้อมกับ

พวกพ้องแล้ว     ขอเราจงเป็นอยู่นาน    รักษาอายุอยู่ได้ยั่งยืน    นี้เป็นธรรม

ประการที่  ๓  อันเป็นที่ปรารถนารักใคร่ชอบใจ  หาได้โดยยากในโลก

ครั้นได้โภคสมบัติโดยทางที่ชอบแล้ว     ได้ยศพร้อมกับญาติพร้อมกับ

พวกพ้องแล้ว    เป็นอยู่นาน   รักษาอายุอยู่ได้ยั่งยืนแล้ว     เมื่อกายแตกตายไป

ขอเราจงไปสุคติโลกสวรรค์    นี้เป็นธรรมประการที่   ๔   อันเป็นที่ปรารถนา

รักใคร่ชอบใจ  หาได้โดยยากในโลก

ดูก่อนคฤหบดี  ธรรม  ๔  ประการนี้แล  เป็นที่ปรารถนารักใคร่ชอบใจ

หาได้โดยยากในโลก


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 199

ดูก่อนคฤหบดี   ธรรม ๔ อย่างเป็นทางให้ได้ธรรม  ๔   ประการ   อัน

เป็นที่ปรารถนารักใคร่ชอบใจ  หาได้โดยยากในโลก (ดังกล่าวแล้ว)  นี้  ธรรม

๔ อย่างคืออะไร   คือ   สัทธาสัมปทา   (ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา)   สีล-

สัมปทา   (ความถึงพร้อมด้วยศีล)   จาคสัมปทา   (ความถึงพร้อมด้วยการ

บริจาค)   ปัญญาสัมปทา  (ความถึงพร้อมด้วยปัญญา)

ก็สัทธาสัมปทาเป็นอย่างไร       อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้มี

ศรัทธา  เชื่อพระโพธิญาณของพระตถาคต ฯลฯ นี้เรียกว่า  สัทธาสัมปทา.

ก็สีลสัมปทาเป็นอย่างไร ?     อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้เว้น

จากปาณาติบาต   เว้นจากอทินนาทาน   เว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร  เว้นจากมุสาวาท

เว้นจากดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท      นี้เรียกว่า

สีลสัมปทา.

ก็จาคสัมปทาเป็นอย่างไร ?     อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้     มีใจ

ปราศจากมลทินคือความตระหนี่อยู่ครองเรือน   มีการบริจาคปล่อยแล้ว   มีมือ

อันล้างไว้   ยินดีในการสละ    ควรแก่การเธอ    พอใจในการให้และการแบ่งปัน

นี้เรียกว่า  จาคสัมปทา.

ก็ปัญญาสัมปทาเป็นอย่างไร บุคคลมีใจอันอภิชฌาวิสมโลภครอบงำ

แล้ว     ย่อมทำการที่ไม่ควรทำ    ละเลยกิจที่ควรทำ    เมื่อทำการที่ไม่ควรทำ

ละเลยกิจที่ควรทำเสีย  ก็ย่อมเสื่อมจากยศและความสุข   บุคคลมีใจอันพยาบาท

ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ  และวิจิกิจฉาครอบงำแล้ว   ย่อมทำการที่ไม่ควรทำ

ละเลยกิจที่ควรทำ    เมื่อทำการที่ไม่ควรทำ    ละเลยกิจที่ควรทำเสีย     ก็ย่อม

เสื่อมทกยศและความสุข

ดูก่อนคฤหบดี     อริยสาวกทราบว่า     อภิชฌาวิสมโลภเป็นอุปกิเลส

แห่งจิต    ดังนี้แล้ว    ละอภิชฌาวิสมโลภอัน เป็นอุปกิเลสแห่งจิตเสีย    ทราบว่า


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 200

พยาบาท.  ถีนมิทธะ  อุทธัจจกุกกุจจะ  วิจิกิจฉา   เป็นอุปกิเลสแห่งจิต   ดังนี้

แล้ว   ละพยาบาท   ถีนมิทธะ   อุทธจัจกุกกุจจะ   วิจิกิจฉา   อันเป็นอุปกิเลส

แห่งจิตเสีย  เมื่อใดอริยสาวกทราบว่า  อภิชฌาวิสมโลภ  พยาบาท   ถีนมิทธะ

อุทธัจจกุกกุจจะ      วิจิกิจฉาเป็นอุปกิเลสแห่งจิตแล้ว       ละอภิชฌาวิสมโลภ

พยาบาท  ถีนมิทธะ   อุทธัจจกุกกุจจะ   วิจิกิจฉาอันเป็นอุปกิเลสแห่งจิตเสียได้

แล้ว  เมื่อนั้น   อริยสาวกนี้   เราเรียกว่าผู้มีปัญญาใหญ่   ผู้มีปัญญามาก  ผู้เห็น

คลอง  ผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา  นี้เรียกว่า  ปัญญาสัมปทา.

ดูก่อนคฤหบดี  ธรรม ๔ อย่างนี้แล เป็นทางให้ได้ธรรม ๔ ประการ

อันเป็นที่ปรารถนารักใคร่ชอบใจ  หาได้โดยยากในโลกนั้น

ดูก่อนคฤหบดี   อริยสาวกนั้นย่อมเป็นผู้ทำกรรมที่สมควร ๔ ประการ

ด้วยโภคทรัพย์ที่ได้มาด้วยความหมั่นขยัน     ที่สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน    ที่ต้อง

ทำงานจนเหงื่อไหล    ที่ชอบธรรม    ที่ได้มาโดยธรรม     กรรมที่สมควร   ๔

ประการคืออะไรบ้าง  คือ

อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้   เลี้ยงตน  เลี้ยงมารดาบิดา  บุตร  ภริยา

บ่าว ไพร่  คนอาศัย  เพื่อนฝูง  ให้เป็นสุขเอิบอิ่มสำราญดีด้วยโภคทรัพย์ที่ได้

มาด้วยความหมั่นขยัน     ที่สะสมขึ้นด้วยกำลังแขน    ที่ต้องทำงานจนเหงื่อไหล

ที่ชอบธรรม   ที่ได้มาโดยธรรม   นี้กรรมที่สมควรข้อที่  ๑  ของอริยสาวกนั้น

เป็นการชอบแก่เหตุแล้ว     เป็นการสมควรแล้ว     เป็นการใช้    (โภคทรัพย์)

โดยทางที่ควรใช้แล้ว

อีกข้อหนึ่ง อริยสาวกย่อมบำบัดอันตรายทั้งหลาย   ที่เกิดแต่ไฟก็ดี  เกิด

แต่น้ำก็ดี  เกิดแต่พระราชาก็ดี  เกิดแต่โจรก็ดี  เกิดแต่ทายาทผู้เกลียดชังกันก็ดี

ย่อมทำตนให้สวัสดี  (จากอันตรายเหล่านั้น)   ด้วยโภคทรัพย์ที่ได้มาด้วยความ


หน้าที่ 101-150
หน้าที่ 201-250