พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 301

ไฉน     คือ   ความตามเห็นโดยความพอใจในธรรมอันเป็นปัจจัยแห่ง

สังโยชน์ ๑  ความพิจารณาเห็นด้วยอำนาจควานหน่ายในธรรมทั้งหลายอัน

เป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์ ๑   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุคคลผู้ตามเห็นโดยความ

พอใจในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่      ย่อมละราคะไม่ได้.

ย่อมละโทสะไม่ได้    ย่อมละโมหะไม่ได้   เรากล่าวว่า    บุคคลยังละราคะ

ไม่ได้   ยังละโทสะไม่ได้    ยังละโมหะไม่ได้แล้ว   ย่อมไม่พ้นจากชาติ   ชรา

มรณะ  โสกะ  ปริเทวะ  ทุกข์  โทมนัส  อุปายาส  ย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    บุคคลผู้พิจารณาเห็นด้วยอำนาจความหน่ายในธรรม

ทั้งหลาย   อันเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์อยู่   ย่อมละราคะได้   ย่อมละโทสะได้

ย่อมละโมหะได้   เรากล่าวว่า   บุคคลละราคะ    ละโทสะ    ละโมหะได้แล้ว

ย่อมพันจากชาติ   ชรา  มรณะ   โสกะ  ปริเทวะ  ทุกข์  โทมนัส  อุปายาส

ย่อมพ้นจากทุกข์ได้   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ธรรม  ๒  อย่างนี้แล.

จบสูตรที่ ๖

 

อรรถกถาสูตรที่  ๖

 

ในสูตรที่   ๖  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า  สญฺโชนิเยสุ   ธมฺเมสุ       ความว่า  ในธรรมที่เป็นไป

ในภูมิ ๓  ซึ่งเป็นปัจจัยแห่งสังโยชน์  ๑๐.      บทว่า  อสฺสาทานุปสฺสิตา

ความว่า ความเห็น คือภาวะที่เห็น โดยความเป็นอัสสาทะน่ายินดี.  บทว่า

นิพฺพิทานุปสฺสิตา    ความว่า  ความเห็นด้วยอำนาจความเบื่อหน่าย   คือ

ด้วยอำนาจความเอือมระอา.  บทว่า  ชาติยา ได้แก่จากความเกิดแห่งขันธ์.

บทว่า  ชราย ได้แก่  จากความแก่แห่งขันธ์.   บทว่า  มรเณน  ได้แก่จาก


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 302

ความแตกแห่งขันธ์.    บทว่า  โสเกหิ   ได้แก่  จากความโศกซึ่งมีลักษณะ

เกรียมภายใน.    บทว่า   ปริเทเวหิ   ได้แก่  จากความคร่ำครวญซึ่งมีลักษณะ

รำพันอาศัยความโศกนั้น.   บทว่า  ทุกฺเขหิ  ได้แก่จากทุกข์ที่บีบคั้นกาย.

บทว่า โทมนสฺเสหิ  ได้แก่จากโทมนัสที่บีบคั้นใจ.  บทว่า  อุปายาเสหิ

ได้แก่  จากความคับแค้นซึ่งมีลักษณะคับใจอย่างยิ่ง.     บทว่า  ทุกฺขสฺมา

ได้แก่จากทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้น.  บทว่า  ปชหติ  ได้แก่  ย่อมละได้ด้วยมรรค.

ในบทว่า  ปหาย นี้    ตรัสขณะแห่งผล.    ในสูตรนี้    ตรัสทั้งวัฏฏะและ

วิวัฏฏะ.

จบอรรถกถาสูตรที่  ๖

 

สูตรที่  ๗

 

ว่าด้วยธรรมฝ่ายดำ  ๒  อย่าง

 

[๒๕๓]  ๗. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ธรรมฝ่ายดำ ๒ อย่างนี้   ๒ อย่าง

เป็นไฉน  คือ อหิริกะ  ๑   อโนตตัปปะ ๑   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ธรรม

ฝ่ายดำ  ๒  อย่างนี้แล.

จบสูตรที่   ๗

 

อรรถกถาสูตรที่  ๗

 

ในสูตรที่  ๗   มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า  กณฺหา  ความว่า   มิใช่เป็นธรรมฝ่ายดำ   เพราะมีสีดำ   แต่

น้อมไป  เพื่อความเป็นธรรมดำ  เพราะฉะนั้น   จึงชื่อว่าเป็นธรรมฝ่ายดำ

เพราะเป็นธรรมฝ่ายดำโดยผลสำเร็จ   อีกอย่างหนึ่ง  เมื่อว่าโดยกิจคือหน้าที่


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 303

ของตน     อกุศลธรรมทั้งหมดเป็นธรรมฝ่ายดำทั้งนั้น.    ด้วยว่า   จิตย่อม

ผ่องใสไม่ได้   เพราะอกุศลธรรมเหล่านั้นเกิดขึ้น.   บทว่า  อหิริก   แปลว่า

ไม่มีความละอาย.   บทว่า   อโนตฺตปฺป   แปลว่า ไม่มีความเกรงกลัว.

จบอรรถกถาสูตรที่   ๗

 

สูตรที่  ๘

 

ว่าด้วยธรรมฝ่ายขาว  ๒  อย่าง

 

[๒๕๔]  ๘.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ธรรมฝ่ายขาว  ๒  อย่างนี้

๒ อย่างเป็นไฉน  คือ หิริ  ๑  โอตตัปปะ  ๑   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ธรรม

ฝ่ายขาว  ๒ อย่างนี้แล.

จบสูตรที่ ๘

 

อรรถกถาสูตรที่  ๘

 

ในสูตรที่  ๘   มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า    สุกฺกา   ความว่า    มิใช่เป็นธรรมฝ่ายขาว    เพราะมีสีขาว

แต่น้อมไปเพื่อเป็นธรรมฝ่ายขาว     เพราะฉะนั้น    จึงชื่อว่าธรรมฝ่ายขาว

เพราะเป็นธรรมฝ่ายขาวโดยผลสำเร็จ  อีกอย่างหนึ่ง  เมื่อว่าโดยกิจคือหน้าที่

ของตน  กุศลธรรมทั้งหมด  เป็นธรรมฝ่ายขาวทั้งนั้น.    ด้วยว่า  จิตย่อม

ผ่องใส  เพราะกุศลธรรมเหล่านั้นเกิดขึ้น. ในคำว่า   หิรี  จ  โอตฺตปฺปญฺจ  นี้

หิริมีลักษณะรังเกียจบาป   โอตตัปปะมีลักษณะกลัวบาป.    อนึ่ง  คำที่ควร

จะกล่าวโดยพิสดารในที่นี้นั้น  ได้กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์สุทธิมรรคทั้งนั้น.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๘


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 304

สูตรที่  ๙

 

ว่าด้วยโลกบัญญัติคำว่ามารดาเป็นต้นเพราะอาศัยธรรมฝ่ายขาว  ๒  อย่าง

 

[๒๕๕] ๙.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ธรรมฝ่ายขาว ๒ อย่างนี้  ย่อม

คุ้มครองโลก   ๒ อย่างเป็นไฉน  คือ  หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑    ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย   ธรรมฝ่ายขาว  ๒  อย่างนี้แล  ถ้าธรรมฝ่ายขาว ๒ อย่างนี้  ไม่พึง

คุ้มครองโลก  ใคร ๆ ในโลกนี้จะไม่พึงบัญญัติ   ว่ามารดา  ว่าน้า  ว่าป้า

ว่าภรรยาของอาจารย์    หรือว่าภรรยาของครู    โลกจักถึงความสำส่อนกัน

เหมือนกับพวกแพะ   พวกแกะ  พวกไก่  พวกหนู  พวกสุนัขบ้าน  และ

พวกสุนัขจิ้งจอก   ฉะนั้น  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็เพราะธรรมฝ่ายขาว ๒

อย่างนี้   ยังคุ้มครองโลกอยู่      ฉะนั้น    โลกจึงบัญญัติคำว่ามารดา   ว่าน้า

ว่าป้า   ว่าภรรยาของอาจารย์    หรือว่าภรรยาของครูอยู่.

จบสูตรที่ ๙

 

อรรถกถาสูตรที่  ๙

 

ในสูตรที่   ๙    มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า  โลก  ปาเลนฺติ   ความว่า  ย่อมดำรงโลกไว้  คือให้อยู่  ได้แก่

รักษาไว้.   บทว่า  นยิ  ปฺเยถ  มาตา   ความว่า มารดาผู้ให้กำเนิด

ในโลกนี้   จะไม่พึงปรากฏเป็นที่เคารพนับถือว่า หญิงผู้นี้เป็นมารดาของเรา

แม้ในบทที่เหลือ     ก็นัยนี้เหมือนกัน.   บทว่า สมฺเภท  ได้แก่ ความ

ระคนกัน  หรือความไม่มีขอบเขต.      ในคำว่า  ยถา  อเชฬกา  เป็นต้น

มีวินิจฉัยว่า   ด้วยว่า   สัตว์เหล่านั้นย่อมไม่สำนึกด้วยความเคารพนับถือว่า

หญิงผู้นี้เป็นมารดาของเรา    หรือว่า   เป็นป้าของเรา    ย่อมปฏิบัติผิดใน


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 305

วัตถุที่ตนได้อาศัยเกิดขึ้นนั่นเอง     ฉะนั้น   เมื่อทรงเปรียบเทียบ   จึงตรัส

พระพุทธพจน์ว่า   ยถา   อเชฬกา  เป็นต้น.

จบสูตรที่  ๙

 

สูตรที่  ๑๐

 

ว่าด้วยวัสสูปนายิการเข้าพรรษา ๒  อย่าง

 

[๒๕๖] ๑๐.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     วัสสูปนายิกา  ๒  อย่างนี้

๒ อย่างเป็นไฉน  คือ วัสสูปนายิกาต้น  ๑  วัสสูปนายิกาหลัง ๑    ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย  วัสสูปนายิกา ๒ อย่างนี้แล.

จบสูตรที่ ๑๐

 

จบกัมมกรณวรรคที่   ๑

 

อรรถกถาสูตรที่ ๑๐

 

ในสูตรที่   ๑๐  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

สูตรนี้   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส    เพราะมีเหตุให้เกิดเรื่อง    อะไร

เป็นเหตุให้เกิดเรื่อง  การโพนทะนาของพวกมนุษย์เป็นเหตุให้เกิดเรื่อง.

เรื่องมีว่า  ๒๐  พรรษาตอนปฐมโพธิกาล      พระผู้มีพระภาคเจ้ายัง

มิได้ทรงบัญญัติวันเข้าพรรษา  ภิกษุทั้งหลาย ไม่มีความผูกพันเรื่องพรรษา

จาริกไปตามสบายทั้งในฤดูร้อน    ทั้งในฤดูหนาว   ทั้งในฤดูฝน.    พวก

มนุษย์เห็นดังนั้น   พากันโพนทะนากล่าวคำเป็นต้นว่า   ทำไมพระสมณะ

ศากยบุตร   ถึงได้จาริกกันทั้งหน้าหนาวทั้งหน้าร้อนทั้งหน้าฝน.   เหยียบ-

ย่ำหญ้าระบัด      เบียดเบียนสิ่งมีชีวิต     ทำสัตว์เล็ก ๆ มากมายให้ลำบาก


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 306

ถึงพวกอัญญเดียรถีย์ที่กล่าวธรรมไม่ดีไม่ชอบเหล่านั้น    ก็ยังหยุดพักหลบฝน

นกทั้งหลายยังทำรังที่ปลายต้นไม้หยุดพักหลบฝน   ดังนี้ .      ภิกษุทั้งหลาย

กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกเรื่อง

นั้นเป็นเหตุ    ทรงแสดงสูตรนี้    ตรัสพระพุทธดำรัสเป็นปฐมเพียงเท่านี้

ก่อนว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เราอนุญาตให้เข้าจำพรรษา ดังนี้.    ต่อมา

ทรงทราบว่าพวกภิกษุเกิดวิตกกันว่า  ควรเข้าจำพรรษาเมื่อไร   จึงตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เราอนุญาตให้เข้าจำพรรษาในฤดูฝน.   ต่อมาภิกษุ

ทั้งหลายสงสัยกันว่า      วันเข้าพรรษามีกี่วัน      พากันกราบทูลความนั้น

แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบดังนั้น     เมื่อทรง

แสดงสูตรนี้ทั้งสิ้น  จึงตรัสพระพุทธดำรัสเป็นต้นว่า  เทวมา  ภิกฺขเว  ดังนี้

บรรดาบทเหล่านั้น     บทว่า  วสฺสูปนายิกา     แปลว่า   วันเข้าพรรษา.

บทว่า  ปุริมิกา   ความว่า   เมื่อถึงวันแรม ๑ ค่ำ  เดือน ๘   พึงเข้าพรรษา

๓  เดือนแรก  มีวันเพ็ญเดือน   ๑๑  เป็นที่สุด.   บทว่า  ปจฺฉิมิกา  ความว่า

เมื่อเดือน  ๘  ล่วงไป  พึงเข้าพรรษา ๓ เดือนหลัง   มีวันเพ็ญเดือน ๑๒

เป็นที่สุด.

จบอรรถกถาสูตรที่  ๑๐

จบกัมมกรณวรรคที่  ๑


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 307

อธิกรณวรรคที่ ๒

 

สูตรที่ ๑

 

ว่าด้วยพละ  ๒  อย่าง

 

[๒๕๗]  ๑๑.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  พละ๒ อย่างนี้  ๒ อย่างเป็นไฉน

คือ ปฏิสังขานพละ  ๑  ภาวนาพละ  ๑  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็ปฏิสังขาน-

พละเป็นไฉน   บุคคลบางคนในโลกนี้   ย่อมพิจารณาดังนี้ว่า   วิบากของ

กายทุจริตแล     ชั่วช้าทั้งในชาตินี้และในภพหน้า       วิบากของวจีทุจริต

ชั่วช้าทั้งในชาตินี้และในภพหน้า   วิบากของมโนทุจริต  ชั่วช้าทั้งในชาตินี้

และในภพหน้า   ครั้นเขาพิจารณาดังนี้แล้ว   ย่อมละกายทุจริต   เจริญกาย-

สุจริต   ย่อมละวจีทุจริต   เจริญวจีสุจริต   ย่อมละมโนทุจริต   เจริญมโน-

สุจริต    บริหารคนให้บริสุทธิ์   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้เรียกว่าปฏิสังขาน-

พละ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ภาวนาพละเป็นไฉน    ในพละ  ๒  อย่างนั้น

ภาวนาพละนี้เป็นพละของพระเสขะ    ก็บุคคลนั้นอาศัยพละที่เป็นของพระ-

เสขะ   ย่อมละราคะ   ละโทสะ    ละโมหะเสียได้เด็ดขาด    ครั้นละราคะ

ละโทสะ   ละโมหะได้เด็ดขาดแล้ว    ย่อมไม่ทำกรรมที่เป็นอกุศล    ย่อมไม่

เสพกรรมที่เป็นบาป  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   นี้เรียกว่าภาวนาพละ    ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย   พละ  ๒  อย่างนี้แล.

จบสูตรที่ ๑


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 308

อธิกรณวรรคที่  ๒

 

อรรถกถาสูตรที่  ๑

 

อธิกรณวรรคที่  ๒  สูตรที่  ๑  มีวินิจฉันดังต่อไปนี.

บทว่า  พลานิ  ความว่า   ชื่อว่า  พละ   ด้วยอรรถอะไร   ชื่อว่า

พละ  ด้วยอรรถว่าไม่เป็นที่ตั้งแห่งความหวั่นไหว คือด้วยอรรถว่าครอบงำ

ได้ยาก และย่ำยีไม่ได้. บทว่า  ปฏิสงฺขานพล  ได้แก่กำลังคือการพิจารณา.

บทว่า ภาวนาพล  ได้แก่  กำลัง  คือการพอกพูน   คือกำลังคือการพัฒนา.

บทว่า  สุทฺธ   อตฺตาน   นี้   พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.

บทว่า    ตตฺร  ได้แก่ในพละ  ๒  อย่างนั้น.  บทว่า   ยทิท     ตัดบทเป็น

ย  อิท  นี้ใด.   บทว่า   เสขเมต   พล    ความว่า   ภาวนาพละนั่นได้แก่

กำลังญาณของพระเสขะ   ๗   จำพวก.    บทว่า   เสข  หิ โส  ภิกฺขเว  พล

อาคมฺม   ความว่า  ปรารภ  หมาย    คืออาศัยกำลังญาณของพระเสขะ  ๗

จำพวก.   บทว่า   ปชหติ   ความว่า  ละได้ด้วยมรรค. ด้วยบทว่า  ปหาย  นี้

ตรัสถึงผล.  บทว่า  ย  ปาป  ความว่า  สิ่งใดเป็นบาป  คือลามก.  ก็เพราะ

บุคคลเจริญพละทั้ง ๒ อย่างเหล่านี้แล้ว     จึงบรรลุพระอรหัตได้   ฉะนั้น

พึงทราบว่าพละชั้นยอดเยี่ยม   มิได้ทรงจัดไว้ในที่นี้.

จบอรรถกถาสูตรที่   ๑

 

สูตรที่  ๒

 

ว่าด้วยพละ  ๒  อย่าง

 

[๒๕๘] ๑๒.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  พละ  ๒  อย่างนี้  ๒  อย่าง

เป็นไฉน    คือ  ปฏิสังขานพละ  ๑   ภาวนาพละ  ๑   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 309

ก็ปฏิสังขานพละเป็นไฉน    บุคคลบางคนในโลกนี้    ย่อมพิจารณาดังนี้ว่า

วิบากของกายทุจริตแล      ชั่วช้าทั้งในชาตินี้และในภพเบื้องหน้า    วิบาก

ของมโนทุจริต    ชั่วช้าทั้งในชาตินี้และในภพเบื้องหน้า   ครั้นเขาพิจารณา

ดังนี้แล้ว     ย่อมละกายทุจริต     เจริญกายสุจริต     ย่อมละวจีทุจริต   เจริญ

วีสุจริต    ย่อมละมโนทุจริต    เจริญมโนสุจริต    บริหารตนให้บริสุทธิ์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   นี้เรียกว่าปฏิสังขานพละ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็ภาวนาพละเป็นไฉน   ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก    อาศัยวิราคะ  อาศัยนิโรธ  น้อม

ไปในการสละ     ย่อมเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์. . .     ย่อมเจริญวิริย-

สัมโพชฌงค์...     ย่อมเจริญปีติสัมโพชฌงค์...     ย่อมเจริญปัสสัทธิ-

สัมโพชฌงค์. . .   ย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์. . .    ย่อมเจริญอุเบุกขา-

สัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก  อาศัยวิราคะ  อาศัยนิโรธ   น้อมไปในการสละ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้เรียกว่าภาวนาพละ  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  พละ  ๒

อย่างนี้แล.

จบสูตรที่  ๒

 

อรรถกถาสูตรที่   ๒

 

ในสูตรที่  ๒   มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ในบทว่า  สติสมฺโพชฺงฺค  ภาเวติ   เป็นต้น  มีพรรณนาความ

ของบทที่ยังมิได้มีมาในหนหลัง  ดังนี้ .  บทว่า   วิเวกนิสฺสิต  ได้แก่  อาศัย

วิเวก. ความสงัด  ชื่อว่าวิเวก.  วิเวกดังกล่าวนี้   มี  ๕ อย่าง  คือ  ตทังค-

วิเวก  วิกขัมภนวิเวก  สมุจเฉทวิเวก  ปฏิปัสสัทธิวิเวก   และนิสสรณวิเวก.


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 310

ในวิเวก ๕ อย่างนั้น.    ในบทว่า    วิเวกนิสฺสิต   พึงทราบเนื้อความว่า

ภิกษุเจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยตทังควิเวก   อาศัยสมุจเฉทวิเวก  และ

อาศัยนิสสรณวิเวก.    จริงอย่างนั้น     พระโยคีผู้บำเพ็ญสติสัมโพชฌงค-

ภาวนา ในขณะวิปัสสนาย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อาศัยตทังควิเวกโดยกิจ

อาศัยนิสสรณวิเวกโดยอัชฌาสัย แต่ในขณะมรรคอาศัยสมุจเฉทวิเวกโดยกิจ

อาศัยนิสสรณวิเวกโดยอารมณ์.  อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อาศัยวิเวกทั้ง  ๕

อย่างก็มี.   จริงอยู่    อาจารย์เหล่านั้น     มิใช่ยกโพชฌงค์ทั้งหลายขึ้นใน

ขณะแห่งพลววิปัสสนา     มรรค    และผลจิตอย่างเดียวเท่านั้น     แม้ใน

กสิณฌาน   อานาปานสติ    อสุภกัมมัฏฐาน  และพรหมวิหารฌาน   ซึ่ง

เป็นบาทแห่งวิปัสสนาก็ยกขึ้นด้วย       แต่พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายก็ไม่

ปฏิเสธ   ฉะนั้น    ตามมติของอาจารย์เหล่านั้น    ในปวัตติขณะแห่งฌาน

เหล่านั้น  อาศัยวิกขัมภนวิเวกโดยกิจเท่านั้น   เหมือนอย่างที่กล่าวว่า  ใน

ขณะวิปัสสนาอาศัยนิสสรณวิเวกโดยอัชฌาสัย   ฉันใด    ก็ควรจะกล่าวว่า

เจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยปฏิปัสสัทธิวิเวกก็ได้  ฉันนั้น.     แม้ในสติ-

สัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิราคะเป็นต้น    ก็นัยนี้เหมือนกัน.      ธรรมมีวิราคะ

เป็นต้น   มีในอรรถว่าสงัดเหมือนกัน.  ก็ความสละในบทว่า  โวสฺสคฺค-

ปริณามึ    นี้   มี ๒  อย่างเท่านั้น   คือความสละโดยบริจาค  ๑   ความสละ

โดยแล่นไป ๑.   ใน ๒ อย่างนั้น  บทว่า    ปริจฺจาคโวสฺสคฺโค   ได้แก่

การละกิเลสอย่างชั่วขณะในวิปัสสนาขณะ และอย่างเด็ดขาดในมรรคขณะ.

บทว่า    ปกฺขนฺทนโวสฺสคฺโค   ได้แก่   การแล่นไปสู่พระนิพพาน  โดย

น้อมไปในพระนิพพานนั้น   ในวิปัสสนาขณะ    แต่ในมรรคขณะ    โดย

ทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์.   ความสละทั้ง ๒ อย่างนั้น  ย่อมใช้ได้ใน


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 311

สติสัมโพชฌงค์     ซึ่งระคนกันทั้งโลกิยะและโลกุตระนี้       ตามนัยที่มาใน

อรรถกถา  จริงอย่างนั้น   สติสัมโพชฌงค์นี้     ย่อมสละกิเลส   แล่นไปสู่

พระนิพพาน โดยประการดังกล่าวแล้ว.  อนึ่ง  ด้วยคำทั้งสิ้นว่า  โวสฺสคฺค-

ปริณามึ   นี้    ท่านอธิบายว่า.   ตั้งอยู่ในความสละ    คือที่กำลังน้อมไปก็

น้อมไป    และที่กำลังจะแก่กล้าก็แก่กล้าไป.     ก็ภิกษุผู้บำเพ็ญโพชฌงค-

ภาวนานี้      ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์     โดยประการที่สติสัมโพชฌงค์จะ

แก่กล้าและแก่กล้าแล้ว   เพื่อโวสสัคคะ  คือความสละกิเลส  เพื่อโวสสัคคะ

คือแล่นไปสู่พระนิพพาน.     แม้ในโพชฌงค์ที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.   ก็

พระนิพพานนี้แหละ    ท่านกล่าวว่า    วิเวก    เพราะสงัดจากสังขตธรรม

ทุกอย่าง กล่าวว่า วิราคะ  เพราะสำรอกสังขตธรรมทุกอย่าง  กล่าวว่า  นิโรธ

เพราะเป็นธรรมที่ดับสังขตธรรม.    ก็มรรคนั่นแหละ    ชื่อว่าน้อมไปใน

ความสละ   เพราะฉะนั้น   ภิกษุเจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก   โดย

ทำวิเวกให้เป็นอารมณ์เป็นไป     อาศัยวิราคะ     อาศัยนิโรธก็เหมือนกัน

และสติสัมโพชฌงค์นั้นแล    น้อมไปแล้ว      ก็กล้าแล้ว     โดยสละกิเลส

เหตุละได้อย่างเด็ดขาด      ในขณะอริยมรรคเกิดขึ้น    โดยแล่นไปสู่พระ-

นิพพานนั่นเอง     พึงเห็นเนื้อความนี้      ดังกล่าวมาฉะนี้แล.     แม้ใน

โพชฌงค์ที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.     โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้    พระผู้มี-

พระภาคเจ้าตรัสระคนกันทั้งโลกิยะและโลกุตระ   ด้วยประการฉะนี้  ความ

เป็นเลิศในพละ ๒  แม้เหล่านี้    พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.

จบอรรถกถาสูตรที่  ๒


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 312

สูตรที่ ๓

 

ว่าด้วยพละ  ๒  อย่าง

 

[๒๕๙]  ๑๓.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  พละ ๒ อย่างนี้  ๒  อย่าง

เป็นไฉน    คือปฏิสังขานพละ  ๑   ภาวนาพละ  ๑    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ปฏิสังขานพละเป็นไฉน    บุคคลบางคนในโลกนี้      ย่อมพิจารณาดังนี้ว่า

วิบากของกายทุจริต    ชั่วช้าทั่งในชาตินี้และในภพเบื้องหน้า    วิบากของ

วจีทุจริต     ชั่วช้าทั้งในชาตินี้และในภพเบื้องหน้า    วิบากของมโนทุจริต

ชั่วช้าทั้งใน  ชาตินี้และในภพเบื้องหน้า    ครั้นเขาพิจารณาดังนี้แล้ว    ย่อม

ละกายทุจริต   เจริญกายสุจริต   ย่อมละวจีทุจริต   เจริญวจีสุจริต    ย่อมละ

มโนทุจริต    เจริญมโนสุจริต    บริหารตนให้บริสุทธิ์     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

นี้เรียกว่าปฏิสังขานพละ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็ภาวนาพละเป็นไฉน   ภิกษุในธรรมวินัยนี้

สงัดจากกาม  สงัดจากอกุศลธรรม   บรรลุปฐมฌาน  มีวิตก  มีวิจาร  มีปีติ

และสุขเกิดแต่วิเวกอยู่  บรรลุทุติยฌาน  ไม่มีวิตก  ไม่มีวิจาร   เพราะวิตก

วิจารสงบไป  มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน   เป็นธรรมเอกผุดขึ้น   มี

ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่  มีอุเบกขา  มีสติ   มีสัมปชัญญะ   เสวยสุข

ด้วยนามกาย     เพราะปีติสิ้นไป     บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย

สรรเสริญว่า  ผู้ได้ฌานนี้   เป็นผู้มีอุเบกขา   มีสติอยู่เป็นสุข    บรรลุจตุตถ-

ฌาน   ไม่มีทุกข์     ไม่มีสุข    เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัส

ก่อน ๆ ได้    มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 313

นี้เรียกว่าภาวนาพละ  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  พละ  ๒ อย่างนี้แล.

จบสูตรที่  ๓

 

อรรถกถาสูตรที่ ๓

 

ในสูตรที่  ๓  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

เนื้อความพระบาลีของฌาน  ๔   ว่า    วิวิจฺเจว   กาเมหิ    เป็นต้น

และนัยแห่งภาวนา     ได้กล่าวไว้พิสดารในคัมภีร์วิสุทธิมรรคโดยประการ

ทั้งปวงทีเดียว.   ก็ฌาน  ๔  เหล่านี้     ภิกษุรูปหนึ่งเจริญเพื่อต้องการให้จิต

แน่วแน่   รูปหนึ่งเจริญเพื่อต้องการเป็นบาทแห่งวิปัสสนา   รูปหนึ่งเจริญ

เพื่อต้องการเป็นบาทแห่งอภิญญา   รูปหนึ่งเจริญเพื่อต้องการเป็นบาทแห่ง

นิโรธ  รูปหนึ่งเจริญเพื่อความวิเศษแห่งภพ.  แต่ในสูตรนี้   ฌาน  ๔  เหล่า

นั้น    ทรงประสงค์เป็นบาทแห่งวิปัสสนา.    จริงอยู่    ภิกษุนี้เข้าถึงฌาน

เหล่านี้แล้วออกจากสมาบัติ    พิจารณาสังขาร   กำหนดเหตุปัจจัยและกำหนด

นามรูปพร้อมทั้งปัจจัย    ประชุมอินทรีย์  พละ  และโพชฌงค์  บรรลุ

พระอรหัต.    ฌานเหล่านี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสระคนกันทั้งที่เป็นโลกิยะ

และที่เป็นโลกุตระ.    อนึ่ง  ความเป็นเลิศในพละ  ๒  แม้นี้   พึงทราบตาม

นัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.

จบอรรถกถาสูตรที่  ๓

 

สูตรที่  ๔

 

ว่าด้วยการแสดงธรรมของตถาคต  ๒  อย่าง

 

[๒๖๐]  ๑๔.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  การแสดงธรรมของพระ-


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 314

ตถาคต ๒ อย่างนี้    ๒  อย่างเป็นไฉน    คือ  โดยย่อ ๑  โดยพิสดาร  ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  การแสดงธรรมของพระตถาคต   ๒  อย่างนี้แล.

จบสูตรที่  ๔

 

อรรถกถาสูตรที่  ๔

 

ในสูตรที่ ๔   มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ด้วยบทว่า  สงฺขิตฺเตน  จ  วิตฺถาเรน  จ  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

แสดงว่า   ธรรมเทศนามี ๒ เท่านั้น  คือ  ธรรมเทศนาโดยสังเขป   ธรรม-

เทศนาโดยพิสดาร.     ใน ๒ อย่างนั้น     เทศนาที่ตรัสแสดงเฉพาะหัวข้อ

ชื่อุเทศนาโดยสังเขป.   เทศนาที่ตรัสแยกแยะหัวข้อนั้น ๆ    ชื่อเทศนาโดย

พิสดาร.    อีกอย่างหนึ่ง    เทศนาที่ทรงตั้งหัวข้อก็ตาม    ไม่ทรงตั้งก็ตาม

ตรัสแยกแยะโดยพิสดาร    ชื่อว่าเทศนาโดยพิสดาร.    ในเทศนา ๒ อย่าง

นั้น  เทศนาโดยสังเขป   ตรัสแก่บุคคลที่มีปัญญามาก   เทศนาโดยพิสดาร

ตรัสแก่บุคคลที่มีปัญญาน้อย.   เพราะเทศนาโดยพิสดาร   ย่อมเป็นเหมือน

เป็นช้าอย่างยิ่ง   แก่ผู้มีปัญญามาก.    เทศนาโดยสังเขป    ย่อมเป็นเหมือน

กระต่ายกระโดด    แก่ผู้มีปัญญาน้อย    ไม่อาจจับต้นชนปลายได้.    อนึ่ง

เทศนาโดยสังเขป   ตรัสแก่บุคคลประเภทอุคฆติตัญญู   เทศนาโดยพิสดาร

ตรัสแก่บุคคล ๓ ประเภทนอกนี้      (วิปจิตัญญู   เนยยะ    ปทปรมะ).

พระไตรปิฎกทั้งสิ้นย่อมนับเข้าในข้อนี้ว่า   เทศนาโดยสังเขป    เทศนาโดย

พิสดาร  นั่นแล.

จบอรรถกถาสูตรที่  ๔


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 315

สูตรที่ ๕

 

ว่าด้วยเหตุให้อธิกรณ์ยืดเยื้อและไม่ยืดเยื้อ

 

[๒๖๑]   ๑๕.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ในอธิกรณ์ใด ที่ภิกษุผู้ต้อง

อาบัติ    และภิกษุผู้เป็นโจทก์    ยังมิได้พิจารณาตนด้วยตนเองให้ดี   ใน

อธิกรณ์นั้น   พึงหวังได้ว่า   จักเป็นไปเพื่อความยืดเยื้อ   เพื่อการมีวาจา

หยาบคาย    เพื่อความร้ายกาจ    และภิกษุทั้งหลายจักอยู่ไม่ผาสุก    ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย  ส่วนในอธิกรณ์ใด  ที่ภิกษุผู้ต้องอาบัติ  และภิกษุผู้เป็น

โจทก์  พิจารณาตนด้วยตนเองให้ดี   ในอธิกรณ์นั้น   พึงหวังได้ว่า   จัก

ไม่เป็นไปเพื่อความยืดเยื้อ   จักไม่เป็นไปเพื่อการมีวาจาหยาบ   จักไม่เป็น

ไปเพื่อความร้ายกาจ   และภิกษุทั้งหลายจักอยู่ผาสุก   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็ภิกษุผู้ต้องอาบัติ  ย่อมพิจารณาตนด้วยตนเองให้ดีอย่างไร   คือ   ภิกษุ

ผู้ต้องอาบัติในธรรมวินัยนี้     ย่อมสำเหนียกดังนี้ว่า    เราแลต้องอาบัติอัน

เป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกายแล้ว   ฉะนั้น    ภิกษุนั้นจึงได้เห็นเรา

ผู้ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย      ถ้าเราจะไม่พึงต้อง

อาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย     ภิกษุนั้นก็จะได้พึงเห็นเรา

ผู้ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย   ก็เพราะเหตุที่เราต้อง

อาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย   ภิกษุนั้นจึงได้เห็นเราผู้ต้อง

อาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย  ก็แหละภิกษุนั้น  ครั้นเห็นเรา

ผู้ต้องอาบัติอันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกายแล้ว     เป็นผู้ไม่ชอบใจ

ภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่ชอบใจ    ได้ว่ากล่าวเราผู้มีวาจาไม่ชอบใจ    เราผู้มีวาจา

ไม่ชอบใจ    ถูกภิกษุนั้นว่ากล่าวแล้ว    ย่อมไม่ชอบใจ  เมื่อไม่ชอบใจ  ได้

บอกแก่ผู้อื่นว่า ด้วยเหตุนี้  โทษในเหตุนี้จึงครอบงำ   แต่เฉพาะเราคนเดียว


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 316

เท่านั้น    เหมือนกับในเรื่องสินค้า    โทษครอบงำผู้จำต้องเสียภาษีฉะนั้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุผู้ต้องอาบัติ   ย่อมพิจารณาตนด้วยตนเองให้ดี

ด้วยประการฉะนี้แล    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็ภิกษุผู้เป็นโจทก์     ย่อม

พิจารณาตนด้วยตนเองให้ดีอย่างไร  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เป็นโจทก์

ในธรรมวินัยนี้  ย่อมสำเหนียกดังนี้ว่า   ภิกษุนี้แลต้องอาบัติอันเป็นอกุศล

อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกายแล้ว   ฉะนั้น  เราจึงได้เห็นภิกษุนี้ต้องอาบัติอัน

เป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย   ถ้าภิกษุนี้จะไม่พึงต้องอาบัติอันเป็น

อกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย   เราจะไม่พึงเห็นภิกษุนี้ต้องอาบัติอันเป็น

อกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย    แต่เพราะเหตุที่ภิกษุนี้ไม่ต้องอาบัติอันเป็น

อกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย       เราจึงได้เห็นภิกษุนี้ต้องอาบัติอันเป็น

อกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย   ก็แหละเรา   ครั้นได้เห็นภิกษุนี้ต้องอาบัติ

อันเป็นอกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกายแล้ว     เป็นผู้ไม่ชอบใจ     เราเมื่อ

เป็นผู้ไม่ชอบใจ    ได้ว่ากล่าวภิกษุนี้ผู้มีวาจาไม่ชอบใจ    ภิกษุนี้มีวาจาไม่

ชอบใจ    เมื่อถูกเราว่ากล่าวอยู่     เป็นผู้ไม่ชอบใจ    เมื่อเป็นผู้ไม่ชอบใจ

ได้บอกแก่ผู้อื่นว่า     ด้วยเหตุนี้      โทษในเหตุนี้จึงครอบงำแต่เฉพาะเรา

คนเดียวเท่านั้น   เหมือนกับในเรื่องสินค้า    โทษครอบงำผู้จำต้องเสียภาษี

ฉะนั้น    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ภิกษุผู้เป็นโจทก์    ย้อมที่พิจารณาตนด้วย

ตนเองให้ดี   ด้วยประการฉะนี้แล   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ในอธิกรณ์ใด

ที่ภิกษุผู้ต้องอาบัติและภิกษุผู้เป็นโจทก์     ยังไม่ได้พิจารณาตนด้วยตนเอง

ให้ดีในอธิกรณ์นั้น    พึงหวังได้ว่าจักเป็นไปเพื่อความยืดเยื้อ    เพื่อความ

มีวาจาหยาบคาย  เพื่อความร้ายกาจ  และภิกษุทั้งหลายจัก อยู่ไม่ผาสุก ส่วน

ในอธิกรณ์ใด  ที่ภิกษุผู้ต้องอาบัติและภิกษุผู้เป็นโจทก์  พิจารณาตนเองด้วย


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 317

ตนเองให้ดี   ในอธิกรณ์นั้น     พึงหวังได้ว่าจักไม่เป็นไปเพื่อความมีวาจา

หยาบคาย  จักไม่เป็นไปเพื่อความร้ายกาจ  และภิกษุทั้งหลายจักอยู่ผาสุก.

จบสูตรที่  ๕

 

อรรถกถาสูตรที่  ๕

 

ในสูตรที่  ๕    มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า  ยสฺมึ  ภิกฺขเว  อธิกรเณ  ความว่า  ในอธิกรณ์ใด  ใน

บรรดาอธิกรณ์  ๔  เหล่านี้  คือ  วิวาทาธิกรณ์   อนุวาทาธิกรณ์  อาปัตตา-

ธิกรณ์   และกิจจาธิกรณ์.  บทว่า   อาปนฺโน  จ  ภิกฺขุ  ได้แก่  ภิกษุผู้ต้อง

อาบัติ.  บทว่า  ตเสฺมต  ตัดบทเป็น  ตสฺมึ    เอต  แปลว่า  ในอธิกรณ์

นั้น    ข้อที่พึงหวังนั้น.  บทว่า   ทีฆตฺตาย   ได้แก่  เพื่อตั้งอยู่ตลอดกาลนาน.

บทว่า   ขรตฺตาย  ได้แก่    เพื่อกล่าววาจาหยาบอย่างนี้ว่า    ทาส    เหี้ย

จัณฑาล   ช่างสาน.    บทว่า  วาฬตฺตาย  ได้แก่  เพื่อความร้าย  คือประหาร

ด้วย  ก้อนหิน  ก้อนดิน  และท่อนไม้เป็นต้น.  บทว่า  ภิกฺขู  จ  น  ผาสุ

วิหริสฺสนฺติ  ความว่า  เมื่อภิกษุวิวาทกัน  ภิกษุที่ประสงค์จะเรียนอุเทศ

หรือปริปุจฉา   หรือประสงค์จะบำเพ็ญเพียรเหล่านั้นจักอยู่ไม่ผาสุก.  เมื่อ

ภิกษุสงฆ์ทำอุโบสถหรือปวารณา       ภิกษุที่มีความต้องการอุเทศเป็นต้น

ย่อมไม่อาจเรียนอุเทศเป็นต้นได้  พวกภิกษุผู้เจริญวิปัสสนาย่อมไม่เกิดจิต

มีอารมณ์เดียว   แต่นั้นก็ไม่อาจให้คุณวิเศษบังเกิดได้   ภิกษุทั้งหลายจักอยู่ไม่

ผาสุกด้วยอาการอย่างนี้แล.  ในบทว่า  น  ทีฆตฺตาย  เป็นต้น    พึงทราบ

เนื้อความโดยนัยตรงข้ามกับที่กล่าวแล้ว.  บทว่า  อิธ   แปลว่า  ในศาสนา

นี้.  บทว่า  อิติ  ปฏิสญฺจิกฺขติ  แปลว่า   พิจารณาอยู่อย่างนี้.  บทว่า

อกุสล  ในข้อว่า  อกุสล  อาปนฺโน  นี้  ทรงหมายถึงอาบัติ. ความว่า


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 318

ต้องอาบัติ.  บทว่า  กิญฺจิเทว   เทส  ความว่า   มิใช่อาบัติทั้งหมดทีเดียว

แต่เป็นอาบัติบางส่วนเท่านั้น    อธิบายว่า อาบัติบางอย่าง.  บทว่า  กาเยน

ได้แก่  กรัชกาย.    บทว่า  อนตฺตมโน  แปลว่า    มีจิตไม่ยินดี.   บทว่า

อนตฺตมนวาจ   แปลว่า   วาจาไม่น่ายินดี.   บทว่า  มเมว   แปลว่า   แก่เรา

ผู้เดียว.  บทว่า  ตตฺถ  แปลว่า  ในเหตุนั้น.  บทว่า   อจฺจโย  อจฺจคมา

ความว่า   ความผิดได้ล่วงเกินย่ำยี   (ข้าพเจ้า )    ข้าพเจ้าผู้เดียวมีความผิด

ในเรื่องนี้.  บทว่า  สุงฺกทายิกว  ภณฺฑสฺมึ   ความว่า   เมื่อนำสินค้าเลี่ยง

ด่านภาษี    ความผิดย่อมตกอยู่แก่ผู้นำสินค้าเลี่ยงภาษี    เขาแหละเป็นผู้ผิด

ในเรื่องนั้น  ไม่ใช่พระราชา  ไม่ใช่ราชบุรุษ.    ท่านอธิบายว่า    ผู้ใดนำ

สินค้าเลี่ยงด่านภาษีที่พระราชาทรงตั้งไว้   พวกราชบุรุษเอาเกวียนนำผู้นั้น

พร้อมด้วยสินค้ามาแสดงแก่พระราชา     โทษไม่มีแก่ด่านภาษี     ไม่มีแก่

พระราชา    ไม่มีแก่พวกราชบุรุษ    แต่โทษมีแก่ผู้เลี่ยงด่านภาษีมีเท่านั้น

ภิกษุรูปนั้นก็ฉันนั้นนั่นแล   ต้องอาบัติใดแล้วในเรื่องนั้น   อาบัตินั้นไม่มี

โทษ    ภิกษุผู้โจทก์ก็ไม่มีโทษ    แต่ภิกษุผู้ต้องอาบัติรูปนั้นเท่านั้นมีโทษ

ด้วยเหตุ ๓ ประการ.    ด้วยว่า    เธอมีโทษด้วยความเป็นผู้ต้องอาบัติบ้าง.

มีโทษด้วยความที่ภิกษุผู้เป็นโจทก์ไม่พอใจบ้าง  มีโทษด้วยเมื่อมีผู้ไม่พอใจ

บอกอาบัติแก่ผู้อื่นบ้าง.   แต่สำหรับภิกษุผู้โจทก์   เธอได้เห็นภิกษุนั้นต้อง

อาบัติ  ในข้อนั้นไม่มีโทษ   แต่มีโทษเพราะโจทก์ด้วยความไม่พอใจ  แม้

ไม่ใส่ใจถึงข้อนั้น    ภิกษุนี้ก็พิจารณาเห็นโทษของตน    ชื่อว่า    ย่อมใคร่

ครวญอย่างนี้ว่า    เป็นอย่างนี้   โทษในกรณีนั้น    ย่อมตกอยู่แก่ข้าพเจ้า

ผู้เดียว    ดุจโทษเพราะสินค้าที่นำเลี่ยงภาษีมาฉะนั้น.   ในทุติยวาร     พึง

ประกอบเนื้อความว่า     โทษ ๒ อย่าง    คือ    ภิกษุผู้โจทก์ไม่พอใจ  ๑


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 319

จำเลยถูกโจทด้วยความไม่พอใจ  ๑    โทษล่วงเกินกันด้วยอำนาจโทษ  ๒

อย่างนั้น.  คำที่เหลือในที่นี้ง่ายทั้งนั้นแล.

จบอรรถกถาสูตรที่  ๕

 

สูตรที่   ๖

 

ว่าด้วยเหตุปัจจัยให้สัตว์ตายแล้วเข้าถึงทุคติและสุคติ

 

[๒๖๒]  ๑๖. ครั้งนั้นแล   พราหมณ์คนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มี-

พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ  ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า  ครั้นผ่านการ

ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว   จึงนั่ง ณ  ที่ควรส่วนขางหนึ่ง   ครั้น

แล้วได้ทูลถานพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ   อะไรหนอ

เป็นเหตุ     เป็นปัจจัย     ให้สัตว์บางพวกในโลกนี้  เมื่อแตกกายตายไป

ย่อมเข้าถึงอบาย  ทุคติ   วินิบาต  นรก    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

ดูก่อนพราหมณ์  เพราะเหตุแห่งการประพฤติไม่สม่ำเสมอ  คือ  ประพฤติ

เป็นอธรรม  สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป   จึงเข้าถึงอบาย

ทุคติ  วินิบาต  นรก.

พ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ     ก็อะไรเป็นเหตุ   เป็นปัจจัย    ให้สัตว์

บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.

ภ. ดูก่อนพราหมณ์   เพราะเหตุแห่งการประพฤติสม่ำเสมอ    คือ

ประพฤติเป็นธรรม   สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกายตายไป   จึงเข้า

ถึงสุคติโลกสวรรค์.

พ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ   ภาติของพระองค์แจ่มแจ้งนัก    ข้าแต่

พระโคดมผู้เจริญ  ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก  ท่านพระโคดมทรง


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 320

ประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย     เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ    เปิดของ

ที่ปิด   บอกทางแก่ผู้หลงทาง    หรือส่องประทีปในที่มืด    ด้วยหวังว่า  ผู้

มีจักษุจักเห็นรูปฉะนั้น   ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดม    กับทั้งพระ-

ธรรมและภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ.     ขอท่านพระโคดมจงทรงจำข้าพระองค์ว่า

เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต   ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

จบสูตรที่ ๖

 

อรรถกถาสูตรที่ ๖

 

ในสูตรที่    ๖   มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า  อญฺตโร  ได้แก่  พราหมณ์คนหนึ่งไม่ปรากฏชื่อ.  บทว่า

เยน  ในคำว่า  เยน  ภควา  เตนุปสงฺกมิ  นี้   เป็นตติยาวิภัตติ   ลงใน

อรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ.  เพราะฉะนั้น  พึงทราบเนื้อความในที่นี้อย่างนี้ว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในที่ใด   พราหมณ์เข้าไปเฝ้าในที่นั้น.    อีก

อย่างหนึ่ง  พึงทราบเนื้อความในที่นี้อย่างนี้ว่า   พวกเทวดาและมนุษย์เข้า

ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเหตุใด       พราหมณ์เข้าไปเฝ้าด้วยเหตุนั้น.

ก็พราหมณ์นั้นควรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเหตุอะไร.   ด้วยความ

ประสงค์บรรลุคุณวิเศษนานัปการ  เหมือนฝูงนกเข้าหาต้นไม้ใหญ่ที่ออกผล

เป็นนิจ  ด้วยความต้องการกินผลไม้อร่อย ๆ.  อนึ่ง  บทว่า  อุปสงฺกมิ

ท่านอธิบายว่า   ไปแล้ว.     บทว่า      อุปสงฺกมิตฺวา      เป็นคำแสดงถึง

ความสิ้นสุดของการเข้าไปเฝ้า.    อีกอย่างหนึ่ง    ท่านอธิบายว่า   ผู้ที่ไป

อย่างนี้   ไปยังที่ใกล้กว่านั้น  กล่าวคือใกล้ชิดพระผู้มีพระภาคเจ้า.   บทว่า

ภควตา  สทฺธึ    สมฺโมทิ  ความว่า   พราหมณ์แม้นั้นได้มีความชื่นชมกับ


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 321

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น      อย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามพราหมณ์ถึง

เรื่องพอทนได้เป็นต้น   คือได้ถึงความชื่นชมอย่างเดียวกัน  เหมือนน้ำร้อน

กับน้ำเย็น.    ก็กถาชื่อสัมโมทนียะ    เพราะให้เกิดความชื่นชมกล่าวคือปีติ

และปราโมทย์    และเพราะภาวะที่ควรชื่นชม    ซึ่งชื่นชมด้วยคำเป็นต้นว่า

พอทนหรือ   ท่านพระโคดมพอเป็นไปได้หรือ   ท่านพระโคดมและสาวก

ของท่านพระโคดม   มีอาพาธน้อย   มีโรคน้อย   กะปรี้กะเปร่า   มีกำลัง

อยู่สบายดีหรือ  ชื่อสาราณียะ   เพราะสมควรให้ระลึกถึงกันตลอดกาลนาน

ระลึกอยู่เรื่อย ๆ    และเพราะภาวะที่ควรระลึก         เพราะมีความไพเราะ

ทั้งอรรถะและพยัญชนะ    ชื่อว่า    สัมโมทนียะ     เพราะเป็นสุขเมื่อฟัง

ชื่อว่า  สาราณียะ  เพราะเป็นสุขเมื่อระลึกถึง  อนึ่ง  ชื่อว่า  สัมโมทนียะ

เพราะพยัญชนะบริสุทธิ์    ชื่อว่า     สาราณียะ     เพราะอรรถะบริสุทธิ์

พราหมณ์เสร็จการกล่าวสัมโมทนียกถา    สาราณียกถา    คือให้จบสิ้นโดย

อเนกปริยายอย่างนี้ด้วยประการฉะนั้นแล้ว     ประสงค์จะทูลถามเรื่องที่ตนมา

จึงนั่งลง  ณ  ที่อันสมควร.     ศัพท์ว่า     เอกทนฺต     แสดงภาวนปุงสกะ

เหมือนในประโยคเป็นต้นว่า  วิสม  จนฺทิมสุริยา   ปริวตฺตนฺติ   พระจันทร์

และพระอาทิตย์โคจรไม่เท่ากัน  ดังนี้   ฉะนั้น   พึงทราบเนื้อความในที่นี้

อย่างนี้ว่า   นั่งอย่างที่ผู้นั่งนั่งในที่อันสมควร.   อีกอย่างหนึ่ง   บทนี้เป็น

ทุติยาวิภัตติ   ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ.  บทว่า นิสีทิ  ได้แก่ เข้าไปใกล้.

ธรรมดาคนฉลาด    เข้าไปหาผู้ที่มีฐานะเป็นครู    ย่อมนั่งในที่อันสมควร

ด้วยความเป็นผู้ฉลาดในเรื่องนั่ง.   และพราหมณ์นี้ก็เป็นคนหนึ่งในบรรดา

คนฉลาดเหล่านั้น  ฉะนั้น  จึงนั่ง ณ ที่อันสมควร.


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 322

ถามว่า  นั่งอย่างไร  จึงชื่อว่านั่ง ณ ที่อันสมควร.  แก้ว่า   นั่งเว้น

โทษของการนั่ง   ๖  อย่าง.  โทษของการนั่ง  ๖ อย่าง    อะไรบ้าง.   โทษ

ของการนั่ง  ๖  อย่าง  คือ  ไกลเกินไป  ใกล้เกินไป นั่งเหนือลม  นั่งที่สูง

นั่งตรงหน้าเกินไป นั่งข้างหลังเกินไป.  ผู้นั่งไกลเกินไป  ถ้าต้องการจะพูด

ก็ต้องพูดเสียงดัง.   นั่งใกล้เกินไป    ย่อมจะเสียดสี.    นั่งเหนือลม   ย่อมจะ

เบียดเบียนด้วยกลิ่นตัว.  นั่งที่สูง  ย่อมประกาศว่าไม่เคารพ.   นั่งตรงหน้า

เกินไป   ถ้าต้องการจะดู   ก็จะสบตากัน.   นั่งข้างหลังเกินไป    ถ้าต้องการ

จะดู  ก็จะต้องยื่นคอดู.   เพราะฉะนั้น   พราหมณ์แม้นี้จึงนั่งเว้นโทษของ

การนั่ง  ๖ อย่างเหล่านี้  เหตุนั้น    ท่านจึงกล่าวว่า  นั่งลง  ณ  ที่อันสมควร.

บทว่า   เอตทโวจ   ความว่า   คำถามมี  ๒  อย่าง   คือ   คำถามของ

คฤหัสถ์  ๑  คำถามของบรรพชิต  ๑  ใน  ๒ อย่างนั้น  คำถามของคฤหัสถ์

มาโดยนัยเป็นต้นว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ    อะไรเป็นกุศล  อะไรเป็นอกุศล.

คำถามของบรรพชิตมาโดยนัยนี้ว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ    อุปาทานขันธ์  ๕

เหล่านี้หรือหนอแล.   ก็พราหมณ์นี้เมื่อจะถามคำถามของคฤหัสถ์ซึ่งสมควร

แก่ตน   จึงได้กราบทูลคำนี้   คือคำเป็นต้นว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม   อะไร

หนอเป็นเหตุ     อะไรเป็นปัจจัย.    บรรดาบทเหล่านั้น     บททั้งสองว่า

เหตุปจฺจโย   นี้    เป็นคำแสดงไขถึงเหตุนั่นเอง.     บทว่า    อธมฺมจริยา

วิสมจริยาเหตุ   แปลว่า   เพราะเหตุแห่งความประพฤติไม่เรียบร้อย  กล่าว

คือความประพฤติผิดธรรม   อธิบายว่า   เพราะความประพฤตินั้นเป็นเหตุ

เพราะความพระพฤตินั้นเป็นปัจจัย.    ในบทนั้น   มีอรรถของบท   ดังนี้

ความประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นธรรม  ชื่อว่าความประพฤติผิดธรรม  อธิบายว่า

การกระทำที่ไม่เป็นธรรม     ความประพฤติที่ไม่เรียบร้อย       หรือความ


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 323

ประพฤติซึ่งกรรมอันไม่เรียบร้อย  เหตุนั้น  จึงชื่อว่าความประพฤติไม่เรียบ

ร้อย.  ความประพฤติไม่เรียบร้อยนั่นด้วย   เป็นความประพฤติผิดธรรมด้วย

เหตุนั้น  จึงชื่อว่าความประพฤติไม่เรียบร้อย  เป็นความประพฤติผิดธรรม.

แม้ในธรรมฝ่ายขาว   ก็พึงทราบเนื้อความโดยอุบายนี้     แต่โดยใจความใน

ที่นี้    พึงทราบว่า   อกุศลกรรมบถ   ๑๐  ชื่อว่าความประพฤติไม่เรียบร้อย

คือความประพฤติผิดธรรม กุศลกรรมบถ  ๑๐  ชื่อว่าความประพฤติเรียบร้อย

กล่าวคือความประพฤติถูกธรรม.

อภิกฺกนฺต   ศัพท์   ในคำว่า   อภิกฺกนฺต  โภ   โคตน   อภิกฺกนฺต

โภ  โคตม  นี้   แปลว่า  สิ้นไป  ดี  งาม  และน่าอนุโมทนายิ่ง.  แปลว่า

สิ้นไป  ได้ในประโยคเป็นต้นว่า   อภิกฺกนฺตา    ภนฺเต  รตฺติ  นิกฺขนฺโต

ปฐโม  ยาโม  จิรนิสินฺโน    ภิกฺขุสงฺโฆ  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ราตรีสิ้น

ไปแล้ว  ปฐมยามล่วงไปแล้ว   ภิกษุสงฆ์นั่งนานแล้ว.  แปลว่า  ดี  ได้ใน

ประโยคเป็นต้นว่า    บุคคล  ๔   คนเหล่านี้      คนนี้ดีกว่าและประณีตกว่า.

แปลว่า  งาม  ได้ในคาถาเป็นต้นว่า

ใครมีวรรณะงามยิ่งนัก  รุ่งเรืองด้วยฤทธิ์  รุ่งเรือง

ด้วยยศ  ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว  ไหว้เท้าของเรา.

แปลว่า น่าอนุโนทนายิ่ง ได้ในคำเป็นต้นว่า น่าอนุโมทนายิ่ง พระเจ้าข้า.

แม้ในที่นี้    อภิกฺกนฺต  ศัพท์  ก็แปลว่า  น่าอนุโมทนายิ่งนั่นแล.   และ

เพราะแปลว่า   น่าอนุโมทนายิ่ง  ฉะนั้น    พึงทราบว่า   ท่านอธิบายไว้ว่า

ดียิ่ง  พระโคดมผู้เจริญ  ดังนี้.


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 324

ท่านผู้รู้ย่อมพูดซ้ำ     เพราะความกลัว     โกรธ

สรรเสริญ   รีบด่วน  ตื่นตระหนก  ร่าเริง  โศก

และเลื่อมใส.

ก็   อภิกฺกนฺต     ศัพท์นี้    พึงทราบว่า    ท่านกล่าว  ๒  ครั้งในที่นี้    ด้วย

อำนาจความเลื่อมใส   และด้วยอำนาจความสรรเสริญ     ตามลักษณะดังกล่าว

มานี้.  อีกอย่างหนึ่ง   บทว่า   อภิกฺกนฺต   แปลว่า  น่าปรารถนายิ่ง  คือ

น่าพอใจยิ่ง  อธิบายว่า   ดียิ่ง.  ในสองศัพท์นั้น  ด้วย  อภิกฺกนฺต   ศัพท์

หนึ่งพราหมณ์ชมเทศนา     อีกศัพท์หนึ่งชมความเลื่อมใสของตน.  แลใน

ที่นี้มีอธิบายดังนี้ว่า    พราหมณ์ชมพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมาย

เอาเนื้อความ  ๒ เนื้อความว่า   ดียิ่ง   พระโคดมผู้เจริญ    คือ    ธรรมเทศนา

ของพระโคดมผู้เจริญ     ดียิ่ง   และข้าพระองค์เลื่อมใส  ก็เพราะอาศัยเทศนา

ของพระโคดมผู้เจริญ.    พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญ    ดียิ่ง    เพราะ

ดียิ่ง   เพราะให้บรรลุคุณ   พึงประกอบเหมือนกัน    ด้วยบทมีอาทิอย่างนี้

ว่า    เพราะให้เกิดศรัทธา  เพราะให้เกิดปัญญา  เพราะมีอรรถ  เพราะมี

พยัญชนะ   เพราะบทตื้น  เพราะอรรถลึก    เพราะสะดวกหู  เพราะถึงใจ

เพราะไม่ยกตน   เพราะไม่ข่มท่าน   เพราะเย็นด้วยกรุณา   เพราะตรัสด้วย

ปัญญา   เพราะเป็นทางที่น่ารื่นรนย์   เพราะข่มศัตรูได้  เพราะสบายแก่ผู้ฟัง

เพราะน่าพิจารณา  และเพราะเกื้อกูล.  แม้ต่อจากนั้น   ก็ยังชมเทศนาด้วย

อุปมาถึง  ๔  ข้อทีเดียว.   บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า   นิกฺกุชฺชิต  ได้แก่

ตั้งคว่ำหน้า     หรือเอาหน้าไว้ล่าง.     บทว่า    อุกฺกุชฺเชยฺย    แปลว่า

หงายหน้า.   บทว่า   ปฏิจฺฉนฺน  ได้แก่  ปกปิดด้วยหญ้าเป็นต้น.   บทว่า

วิวเรยฺย  แปลว่า  หงายหน้าขึ้น.   บทว่า  มูฬฺหสฺส  ได้แก่  คนหลงทิศ.


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 325

บทว่า   มคฺค   อาจิกฺเขยฺย   ความว่า    จูงมือไปบอกว่าทางนี้.   บทว่า

อนฺธกาเร  ได้แก่  มืด  ๔  อย่าง  คือ  แรม  ๑๔  ค่ำ  เที่ยงคืน ไพรสัณฑ์ทึบ

เมฆหนา.  เนื้อความของบทที่ยากเท่านี้.   มีอธิบายดังต่อไปนี้    พระโคดม

ผู้เจริญให้ข้าพระองค์ผู้หันหลังให้พระสัทธรรม   ตกอยู่ในอสัทธรรม  ออก

จากอสัทธรรมได้  เหมือนคนบางคนหงายของที่คว่ำ  ทรงเปิดคำสอนที่ถูก

มิจฉาทิฏฐิปกปิดจำเดิมแต่ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะอันตรธาน

เหมือนเปิดของที่ปิด   ทรงทำให้แจ้งซึ่งทางสวรรค์และนิพพานแก่ข้าพระ-

องค์ผู้ดำเนินทางชั่วทางผิด     เหมือนบอกทางแก่คนหลง      ทรงประกาศ

ธรรมแก่ข้าพระองค์  ด้วยทรงชูประทีปคือเทศนา  กำจัดความมือคือโมหะ

ที่ปกปิดพระรัตนตรัยนั้น  แก่ข้าพระองค์ผู้จมอยู่ในที่มืดคือโมหะ  ไม่เห็น

รูปแห่งพุทธรัตนะเป็นต้น  เหมือนคนส่องประทีปน้ำมันในที่มืด.   เพราะ

ทรงประกาศโดยปริยายเหล่านี้  เป็นอันทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย.

พราหมณ์ชมเทศนาอย่างนี้แล้ว  มีจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัยเพราะเทศนา

นี้   เมื่อกระทำอาการของผู้ที่เลื่อมใส  จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า  เอสาห   ดังนี้ .

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  เอสาห   ตัดบทเป็น  เอโส   อห   แปลว่า

ข้าพระองค์นี้.    บทว่า   ภวนฺต    โคตม   สรณ    คจฺฉามิ    ความว่า

ข้าพระองค์ขอถึง   คือคบ   เสพ   นั่งใกล้   ซึ่งพระโคดมผู้เจริญ    ด้วย

ความประสงค์นี้ว่า   พระโคดมผู้เจริญ    เป็นที่พึ่ง   เป็นที่ไปในเบื้องหน้า

เป็นผู้กำจัดความชั่ว      และเป็นผู้ประทานประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพระองค์

อธิบายว่า  ทราบ   คือรู้อย่างนี้.  ก็ธาตุเหล่าใดมีความว่า  ไป   ธาตุเหล่า

นั้นมีความว่า   รู้   ก็มี ฉะนั้น  ความของบทว่า   คจฺฉามิ  นี้    ท่านจึงกล่าว

ว่า   ชานามิ  พุชฺฌามิ     ข้าพระองค์ทราบ   คือรู้   ดังนี้ .   ในบทว่า


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 326

ธมฺมญฺจ  ภิกฺขุสงฺฆญฺจ  นี้   ชื่อว่าธรรม    เพราะทรงเหล่าสัตว์ผู้บรรลุ

มรรค และทำนิโรธให้แจ้ง    ปฏิบัติตามคำสั่งสอน  ไม่ให้ตกไปในอบาย ๔

โดยอรรถ    ได้แก่อริยมรรคและพระนิพพาน.   สมจริงดังที่พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าตรัสไว้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บรรดาสังขตธรรมทั้งหลาย  อริย-

มรรคประกอบด้วยองค์  ๘    เรากล่าวว่าเป็นยอดของสังขตธรรมเหล่านั้น.

ว่าโดยพิสดาร   มิใช่แต่อริยมรรคและพระนิพพานเท่านั้น   ที่ชื่อว่าธรรม

ที่จริง   แม้ปริยัติธรรมกับอริยผล   ก็ชื่อว่าธรรม.   สมจริงดังที่ตรัสไว้ใน

ฉัตตมาณวกวิมานวัตถุว่า

ราควิราคมเนชมโสก     ธมฺมมสงฺขตมปฺปฏิกูล

มธุรมิม  ปคุณ  สุวิภตฺต  ธมฺมมิม  สรณติถมุเปหิ.

เธอจงเข้าถึงธรรมเครื่องสำรอกราคะ      ไม่หวั่น

ไหว    ไม่เศร้าโศก     เป็นอสังขตธรรม    ไม่ปฏิกูล

งาม   คล่องแคล่ว   จำแนกไว้ดีแล้ว  นี้   ว่าเป็นสรณะ

เถิด.

บทว่า  ราควิราโค   ในที่นี้    ตรัสหมายถึงมรรค.  บทว่า   อเนชมโสก

ได้แก่   ผล.  ธมฺมมสงฺขต  ได้แก่นิพพาน.  บทว่า  อปฺปฏิกูล   มธุรมิม

ปคุณ    สุวิภตฺต   ได้แก่  ธรรมขันธ์ทั้งหมดที่จำแนกเป็น ๓ ปิฎก    ชื่อว่า

สงฆ์  เพราะเกี่ยวเนื่องกันโดยทิฏฐิและศีล.   สงฆ์นั้น    โดยอรรถได้แก่กลุ่ม

พระอริยบุคคล  ๘.  สมจริงดังที่ตรัสไว้ในวิมานวัตถุนั้นแหละว่า

ยตฺถ    จ  ทินฺนมหปฺผลมาหุ

จตูสุ   สุจีสุ  ปุริสยุเคสุ

อฏฺ  จ  ปุคฺคลธมฺมทสา  เต

สงฺฆมิม  สรณตฺถมุเปหิ.


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 327

เธอจงเข้าถึงสงฆ์  คือ  คนสะอาด  ๔  คู่    เป็น

พระอริยบุคคล ๘    ซึ่งบัณฑิตกล่าวว่า    ทานที่ถวาย

ท่านแล้วมีผลมาก  นี้   ว่าเป็นสรณะเถิด.

หมู่แห่งภิกษุทั้งหลาย     ชื่อภิกษุสงฆ์.      พราหมณ์ประกาศการถึงสรณะ

๓ ประการ   ด้วยคำเพียงเท่านี้ .    เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในสรณคมน์เหล่า

นั้น      แม้ในที่นี้ก็ควรทราบวิธีนี้ว่า      สรณคมน์ของผู้ที่ถึงสรณะมี  ๒

ประเภท  คือ  สรณคมน์ประเภท  ๑    อานิสงส์แห่งสรณคมน์ประเภท  ๑.

คือ อย่างไร.   พึงทราบโดยเนื้อความของบทก่อน   ชื่อว่าสรณะ   เพราะ

อรรถว่ากำจัด    อธิบายว่า    ฆ่าเครื่องเศร้าหมองรอบ ๆ   คือความสะดุ้ง

ความทุกข์   และทุคติ  ทำให้พินาศ   ด้วยสรณคมน์นั่นแหละ  ของผู้ที่ถึง

สรณะ  คำว่า  สรณคมน์นี้เป็นชื่อของพระรัตนตรัย.    อีกอย่างหนึ่ง   ชื่อว่า

พุทธ     เพราะกำจัดภัยของเหล่าสัตว์    ด้วยให้สิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นไป

ให้ออกจากสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์.   ชื่อว่า   ธรรม   เพราะยกสัตว์ให้ข้าม

จากกันดารคือภพ    และเพราะทำความเบาใจแก่สัตว์โลก    ชื่อว่า    สงฆ์

เพราะทำสักการะแม้มีประมาณน้อย   กลับได้ผลไพบูลย์.   ฉะนั้น  พระ-

รัตนตรัยจึงเป็นสรณะ    โดยปริยายแม้นี้      จิตตุปบาทที่กำจัดกิเลสได้ด้วย

ความเลื่อมใสและความเคารพพระรัตนตรัยนั้น    ที่เป็นไปโดยอาการ  คือ

ความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยนั้นเป็นเบื้องหน้า    ชื่อว่าสรณคมน์    สัตว์ที่มี

ความพร้อมเพรียงด้วยสรณคมน์นั้น   ถึงสรณะ  คือถึงรัตนะ  ๓ เหล่านี้ว่า

เป็นสรณะ  ด้วยจิตตุปบาทมีประการดังกล่าวแล้ว   อธิบายว่า  เข้าถึงรัตนะ

๓ เหล่านี้ว่า  เป็นที่ไปในเบื้องหน้าอย่างนี้   ด้วยประการฉะนี้.   ก็สรณคมน์

ของผู้ที่ถึงสรณะ   พึงทราบเพียงเท่านี้ก่อน.    ก็ในประเภทแห่งสรณคมน์


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 328

สรณคมน์มี  ๒  ประเภท คือ     ที่เป็นโลกุตระประเภท ๑   ที่เป็นโลกิยะ

ประเภท  ๑.  ใน ๒ ประเภทนั้น    สรณคมน์ที่เป็นโลกุตระ    สำหรับผู้

ที่เห็นอริยสัจแล้ว   โดยอารมณ์มีพระนิพพานเป็นอารมณ์  โดยกิจ   ย่อม

สำเร็จในพระรัตนตรัยทั้งสิ้น       ด้วยการตัดขาดอุปกิเลสด้วยสรณคมน์ใน

มรรคขณะ.  สรณคมน์ที่เป็นโลกิยะสำหรับพวกปุถุชน  โดยอารมณ์มีพุทธ-

คุณเป็นต้นเป็นอารมณ์     ย่อมสำเร็จด้วยการข่มอุปกิเลสด้วยสรณคมน์แล.

สรณคมน์นั้น  โดยอรรถ   ได้แก่การได้ศรัทธาในวัตถุ  ๓ มีพระพุทธเจ้า

เป็นต้น   และสัมมาทิฏฐิที่มีศรัทธาเป็นมูล.   ในบุญกิริยาวัตถุ   ๑๐   ท่าน

เรียกว่า   ทิฏฐุชุกรรม.    สรณคมน์นี้นั้นเป็นไปโดยอาการ  ๔   คือ   โดย

การมอบถวายตน  ๑  โดยความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยเป็นเบื้องหน้า  ๑  โดย

เข้าถึงความเป็นศิษย์  ๑   โดยการนอบน้อม   ๑.  ใน  ๔  อย่างนั้น ที่ชื่อว่า

การมอบถวายตน   ได้แก่การสละตนถวายแด่พระพุทธเจ้าเป็นต้น   อย่างนี้

ว่า   ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป   ข้าพเจ้าขอมอบถวายตนแด่พระพุทธเจ้า   แด่

พระธรรม   แด่พระสงฆ์.   ที่ชื่อว่าความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยเป็นเบื้องหน้า

ได้แก่ความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยเป็นเบื้องหน้า   อย่างนี้ว่า   ตั้งแต่วันนี้เป็น

ต้นไป    ข้าพเจ้ามีพระพุทธเจ้า    พระธรรม    พระสงฆ์   เป็นเบื้องหน้า

ขอท่านทั้งหลายจงทรงจำข้าพเจ้าไว้    ดังนี้.    ที่ชื่อว่าเข้าถึงความเป็นศิษย์

ได้แก่การเข้าถึงความเป็นศิษย์  อย่างนี้ว่า   ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป   ข้าพเจ้า

เป็นอันเตวาสิก  (ศิษย์)  ของพระพุทธเจ้า   ของพระธรรม  ของพระสงฆ์

ขอท่านทั้งหลายจงทรงจำข้าพเจ้าไว้     ดังนี้.    ที่ชื่อว่าทำความนอบน้อม

ได้แก่การทำความเคารพอย่างยิ่งในพระพุทธเจ้าเป็นต้น  อย่างนี้ว่า   ตั้งแต่

วันนี้เป็นต้นไป    ข้าพเจ้าขอการทำอภิวาท    การลุกขึ้นรับ   อัญชลีกรรม


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 329

สามีจิกรรม   แด่วัตถุ  ๓  มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นเท่านั้น    ขอท่านทั้งหลาย

จงทรงจำข้าพเจ้าไว้  ดังนี้ .   เมื่อทำอาการ   ๔   อย่างนี้แม้อย่างใดอย่างหนึ่ง

ย่อมเป็นอันรับสรณคมน์แล้วทีเดียว.    อีกอย่างหนึ่ง     พึงทราบการมอบ

ถวายตน  แม้อย่างนี้ว่า  ข้าพเจ้าขอสละตน  แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า  ขอสละ

ตน   แด่พระธรรม     แด่พระสงฆ์    ข้าพเจ้าขอสละชีวิต   ดังนี้    เป็นอัน

ข้าพเจ้าสละตนแล้วทีเดียว    เป็นอันข้าพเจ้าสละชีวิตแล้วทีเดียว    ข้าพเจ้า

ขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ  พระพุทธเจ้าเป็นสรณะ   เป็นที่เร้น  เป็นที่

ฟังของข้าพเจ้า   จนสุดสิ้นชีวิต   ด้วยประการฉะนี้.   การเข้าถึงความเป็น

ศิษย์  พึงเห็นเช่นสรณคมน์ของพระมหากัสสปะ  แม้อย่างนี้ว่า  ถ้าข้าพเจ้า

จะพึงเห็นพระศาสดา   ก็ขอเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น   ถ้าข้าพเจ้าจะ

พึงเห็นพระสุคต    ก็ขอเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น    ถ้าข้าพเจ้าจะพึง

เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า    ก็ขอเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น.   ความ

เป็นผู้มีพระรัตนตรัยเป็นเบื้องหน้า    พึงทราบอย่างสรณคมน์ของอาฬวก-

ยักษ์เป็นต้น   แม้อย่างนี้ว่า

โส  อห  วจริสฺสามิ     คามา  คาม  ปุรา  ปุร

นมสฺสมาโน  สมฺพุทฺธ ธมฺมสฺส  จ  สุธมฺมต.

ข้าพเจ้านั้น  จักเที่ยวไป  จากบ้านสู่บ้าน จาก

เมืองสู่เมือง    ขอนมัสการพระพุทธเจ้า    และพระ-

ธรรมของพระองค์อันเป็นธรรมดี   ดังนี้แล.

ครั้งนั้นแล   พราหมณ์พรหมายุ    ลุกจากอาสนะ    ห่มผ้าเฉวียงบ่า

หมอบศีรษะลงแทบพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า  จูบพระยุคลบาท

นวดด้วยฝ่ามือ     และประกาศชื่อว่า    ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ     ข้าพเจ้า


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 330

พราหมณ์พรหมายุ     ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ      ข้าพเจ้าพราหมณ์พรหมายุ

การทำความนอบน้อม   พึงเห็นแม้อย่างนี้  ด้วยประการฉะนี้.    ก็การทำ

ความนอบน้อมนี้นั้น  มี  ๔  อย่าง ด้วยอำนาจญาติภัยอาจารย์ และทักขิ-

เณยยบุคคล,    ใน ๔ อย่างนั้น   สรณคมน์ย่อมมีได้ด้วยการทำความนอบ

น้อมแก่ทักขิเณยยบุคคล    มิใช่มีด้วย ๓ อย่างนอกนี้.     ด้วยว่า   สรณะ

อันบุคคลถือด้วยอำนาจคนประเสริฐนั่นแล   ขาดก็ด้วยอำนาจคนประเสริฐ

เหมือนกัน  ฉะนั้น   ผู้ใดเป็นศากยะก็ตาม  เป็นโกลิยะก็ตาม ไหว้ด้วยคิดว่า

พระพุทธเจ้าเป็นพระญาติของเรา   ดังนี้  สรณะย่อมไม่เป็นอันผู้นั้นรับเลย.

อีกอย่างหนึ่ง  ผู้ใดไหว้ด้วยความกลัวว่า พระสมณโคดม เป็นผู้ที่พระราชา

บูชา    มีอานุภาพมาก    เมื่อเราไม่ไหว้    จะพึงทำความพินาศให้    ดังนี้

สรณะย่อมไม่เป็นอันผู้นั้นรับเหมือนกัน.   ผู้ใดระลึกถึงอะไร ๆ   ที่ตนเล่า

เรียนในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า     ครั้งเป็นพระโพธิสัตว์     และเล่า

เรียนอนุสาสนี  ครั้งเป็นพระพุทธเจ้า  เห็นปานนี้ว่า

เอเกน  โภเค  ภุญฺเชยฺย   ทฺวีหิ  กมฺม  ปโยชเย

จตุตฺถญฺจ  นิธาเปยฺย      อาปทาสุ  ภวิสฺสติ.

บุคคลพึงใช้ทรัพย์ส่วนหนึ่งกินอยู่  ใช้ทรัพย์  ๒

ส่วนประกอบการงาน  ส่วนที่  ๔  พึงเก็บไว้  เผื่อ

คราวอันตราย  ดังนี้.

แล้วไหว้ด้วยคิดว่า  เป็นอาจารย์ของเรา  ดังนี้    สรณะย่อมไม่เป็นอันผู้นั้น

รับเหมือนกัน.   แต่ผู้ใดไหว้ด้วยคิดว่า  ผู้นี้เป็นอัครทักขิเณยยบุคคลในโลก

สรณะย่อมเป็นอันผู้นั้นรับแล้วทีเดียว.     ผู้ที่รับสรณะอย่างนี้แล้ว     เป็น

อุบาสกก็ตาม    เป็นอุบาสิกาก็ตาม    ไหว้ญาติแม้บวชในพวกอัญญเดียรถีย์


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 331

ด้วยคิดว่า   ผู้นี้เป็นญาติของเรา   ดังนี้    สรณคมน์ไม่ขาด    จะป่วยกล่าว

ไปไยถึงผู้ที่มิได้บวช  ไหว้พระราชาด้วยอำนาจความกลัวว่า   ธรรมดาว่า

พระราชานั้น   เพราะเขาบูชากันทั่วประเทศ  เมื่อเราไม่ไหว้  จะพึงทำความ

พินาศให้  ดังนี้   เหมือนกัน  แม้ไหว้เดียรถีย์ผู้สอนศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง

ด้วยคิดว่า   ผู้นี้เป็นอาจารย์ของเรา   สรณคมน์ไม่ขาด   พึงทราบประเภท

แห่งสรณคมน์  ด้วยประการฉะนี้.   และในที่นี้    สรณคมน์ที่เป็นโลกุตระ

มีสามัญญผล ๔ เป็นวิบากผล    มีความสิ้นทุกข์ทั้งหมด  เป็นอานิสังสผล.

สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า

โย  จ  พุทฺธญฺจ   ธมฺมญฺจ       สงฺฆญฺจ  สรณ  คโต

จตฺตาริ  อริยสจฺจานิ           สมฺมปฺปญฺาย  ปสฺสติ

ทุกฺข  ทุกฺขสมุปฺปาท            ทุกฺขสฺส  จ  อติกฺกม

อริยญฺจฏฺงฺคิก  มคฺค          ทุกฺขูปสมคามิน

เอต  โข  สรณ  เขม             เอต  สรณมุตฺตม

เอต  สรณมาคมฺม               สพฺพทุกฺขา  ปมุจฺจติ

ผู้ใดถึงพระพุทธเจ้า  พระธรรม  และพระสงฆ์

เป็นสรณะ  ผู้นั้นย่อมเห็นอริยสัจ  ๔  ด้วยปัญญาอัน

ชอบ  คือเห็นทุกข์  ทุกขสมุทัย  ทุกขนิโรธ  และ

อริยมรรคประกอบด้วยองค์  ๘  ซึ่งให้ถึงความสงบ

ทุกข์  นั่นแลเป็นสรณะอันเกษม  นั่นเป็นสรณะสูงสุด

ผู้อาศัยสรณะนี้  ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง  ดังนี้.

อีกอย่างหนึ่ง     พึงทราบอานิสังสผลของสรณคมน์นั้น     แม้ด้วย

สามารถความไม่เข้าไปยึด    โดยความเป็นของเที่ยงเป็นต้น.    สมจริงดังที่


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 332

ตรัสไว้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   มิใช่ฐานะ  มิใช่โอกาสที่บุคคลผู้สมบูรณ์

ด้วยทิฏฐิจะพึงเข้ายึดสังขารอะไร ๆ   ว่าเที่ยง     ว่าเป็นสุข      เข้าถึงธรรม

อะไร ๆ  ว่าเป็นตัวตน   ฆ่าแม่   ฆ่าพ่อ  ฆ่าพระอรหันต์   คิดร้ายทำพระ-

ตถาคตถึงห้อเลือด  ทำลายสงฆ์  อุทิศศาสดาอื่น   นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้.

แต่ทั้งภวสมบัติ  ทั้งโภคสมบัติ  ก็เป็นผลของสรณคมน์ที่เป็นโลกิยะนั่นเอง.

สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า

เยเกจิ  พุทฺธ  สรณ  คตาเส

น  เต  คมิสฺสนฺติ  อปายภูมึ

ปหาย  มานุส   เทห

เทวกาย  ปริปูเรสฺสนฺติ

ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งถึงพระพุทธเจ้า   เป็นสรณะ

ชนเหล่านั้นจักไม่ไปสู่อบายภูมิ      เขาละกายมนุษย์

แล้ว   จักทำกายเทพให้บริบูรณ์  ดังนี้.

ท่านกล่าวไว้อีกอย่างหนึ่งว่า  ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพ  พร้อม

ด้วยเทวดา  ๘๔,๐๐๐         เข้าไปหาท่านมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่  ฯลฯ

ท่านมหาโมคคัลลานะได้กล่าวคำนี้กะท้าวสักกะจอมเทพ   ผู้ยืนอยู่ ณ ที่อัน

สมควรว่า   ดูก่อนจอมเทพ   การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ   มีประโยชน์

จริง    ดูก่อนจอมเทพ     เพราะเหตุที่ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะนั่นแหละ

สัตว์บางพวกในโลกนี้      เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

เขาทั้งหลายย่อมเหนือเทวดาอื่น ๆ  โดยฐานะ ๑๐ ประการ  คือ  อายุทิพย์

วรรณะทิพย์   สุข   ยศ   อธิปไตยทิพย์   รูป   เสียง    กลิ่น   รส   และ

โผฏฐัพพะ   อันเป็นทิพย์.   ในพระธรรมและพระสงฆ์ก็นัยนี้.   อีกอย่าง

หนึ่ง  พึงทราบผลวิเศษแห่งสรณคมน์    แม้ด้วยอำนาจเวลามสูตรเป็นต้น


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 333

ผลแห่งสรณคมน์พึงทราบอย่างนี้.  แลในสรณคมน์ ๒ อย่างนั้น  สรณคมน์

ที่เป็นโลกิยะ   ย่อมเศร้าหมองด้วยไม่รู้  สงสัย  และรู้ผิดเป็นต้น  ในพระ-

รัตนตรัย     ย่อมไม่มีผลรุ่งโรจน์    ไม่มีผลแผ่ไพศาล.     สรณคมน์ที่เป็น

โลกุตระไม่มีเศร้าหมอง.   อนึ่ง    สรณคมน์ที่เป็นโลกิยะ  มี ๒ ชนิด  คือ

ชนิดมีโทษ  ๑  ชนิดไม่มีโทษ ๑.   ใน ๒ ชนิดนั้น   ชนิดมีโทษย่อมมีได้

ด้วยการมอบถวายตนในศาสดาอื่นเป็นต้น     ชนิดนั้นมีผลไม่น่าปรารถนา.

ชนิดไม่มีโทษ   ย่อมมีได้ด้วยกาลกิริยา   [ตาย]     ชนิดนั้นไม่มีผลเพราะ

ไม่มีวิบาก.     ส่วนสรณคมน์ที่เป็นโลกุตระไม่มีขาดเลยทีเดียว.      ด้วยว่า

แม้ในระหว่างภพ  พระอริยสาวกก็ไม่อุทิศศาสดาอื่น   พึงทราบความเศร้า

หมอง   และความขาดแห่งสรณคมน์อย่างนี้   ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า  อุปาสก   ม   ภว  โคตโม   ธารตุ    ความว่า   ขอท่าน

พระโคดมผู้เจริญจงทรงจำ  คือจงทรงทราบข้าพระองค์อย่างนี้ว่า  ผู้นี้เป็น

อุบาสก    ดังนี้.    เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในเรื่องของอุบาสก    พึงทราบข้อ

เบ็ดเตล็ดในที่นี้ดังนี้ว่า   อุบาสกคือใคร  เหตุไรจึงเรียกอุบาสก   อุบาสกมี

ศีลเท่าไร  มีอาชีวะอย่างไร  มีวิบัติอย่างไร   มีสมบัติอย่างไร.  บรรดาบท

เหล่านั้น  บทว่า โก อุปาสโก  ได้แก่  คฤหัสถ์บางคนที่ถึงสรณะสาม. สมจริง

ดังที่ตรัสไว้ว่า  ดูก่อนมหานามะ  บุคคลเป็นอุบาสกด้วยเหตุใดแล  บุคคล

เป็นผู้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ    ถึงพระธรรมเป็นสรณะ     ถึงพระสงฆ์

เป็นสรณะ    ดูก่อนมหานามะ    บุคคลย่อมเป็นอุบาสกด้วยเหตุเพียงนี้แล.

ถามว่า   เหตุไรจึงเรียกอุบาสก   แก้ว่า    เรียกว่า   อุบาสก    เพราะนั่งใกล้

พระรัตนตรัย   คือเรียกเขาว่า   อุบาสก   เพราะนั่งใกล้พระพุทธเจ้า   เรียก

ว่าอุบาสก   เพราะนั่งใกล้พระธรรม   พระสงฆ์.   ถามว่า   อุบาสกมีศีล


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 334

เท่าไร   แก้ว่า   มีเจตนาเครื่องงดเว้นบาป  ๕  ข้อ.   อย่างที่ตรัสว่า   ดูก่อน

มหานามะ   ด้วยเหตุใดแล   อุบาสกเป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต   เป็นผู้งด

เว้นจากอทินนาทาน  จากกาเมสุมิจฉาจาร  จากมุสาวาท  จากการดื่มน้ำเมา

คือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท  ดูก่อนมหานามะ  อุบาสก

ย่อมมีศีลด้วยเหตุเพียงนี้แล.    ถามว่า    มีอาชีวะอย่างไร    แก้ว่า    ละเว้น

การค้าขายที่ผิด ๕ อย่าง    เลี้ยงชีพโดยธรรมโดยเหมาะสม.    สมจริงดังที่

ตรัสไว้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  การค้าขาย ๕ อย่าง  อุบาสกไม่พึงกระทำ

๕ อย่างอะไรบ้าง   คือขายศัสตรา   ขายสัตว์    ขายเนื้อ    ขายน้ำเมา    ขาย

ยาพิษ    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    การค้าขาย ๕ อย่างเหล่านี้แล    อุบาสกไม่

พึงกระทำ.    ถามว่า   มีวิบัติอย่างไร   แก้ว่า    ศีลวิบัติและอาชีววิบัตินั้น

แหละ   เป็นวิบัติของอุบาสก.   อีกอย่างหนึ่ง    กิริยาที่เป็นเหตุให้อุบาสกนี้

เป็นผู้ต่ำช้า   มัวหมอง   เลวทราม   แม้นั้น   พึงทราบว่า   เป็นวิบัติของ

อุบาสกนั้น.  กิริยาที่ว่านั้น   โดยความก็คือธรรม ๕ ประการมีความเป็นผู้

ไม่มีศรัทธาเป็นต้น .  เหมือนอย่างที่ตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อุบาสก

ประกอบด้วยธรรม  ๕ ประการ    ย่อมเป็นอุบาสกต่ำช้า    เป็นอุบาสกมัว

หมอง  เป็นอุบาสกเลวทราม   ธรรม ๕ ประการอะไรบ้าง   คือเป็นผู้ไม่มี

ศรัทธา  ๑  ทุศีล  ๑   ถือมงคลตื่นข่าว    คิดเชื่อมงคล    ไม่เชื่อกรรม ๑

แสวงหาเขตบุญนอกพุทธศาสนา  ๑     ไม่บำเพ็ญบุญแต่ในพุทธศาสนา  ๑

ดังนี้ .    ถามว่า   มีสมบัติอย่างไร.    แก้ว่า    ศีลสมบัติและอาชีวสมบัตินั่น

แหละ    เป็นสมบัติของอุบาสก    ธรรม ๕ ประการ     มีศรัทธาเป็นต้น

ทำอุบาสกนั้นให้เป็นอุบาสกแก้วเป็นต้น.   เหมือนอย่างที่ตรัสว่า    ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย    อุบาสกประกอบด้วยธรรม ๕  ประการ   ย่อมเป็นอุบาสก


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 335

แก้ว   อุบาสกปทุม    และอุบาสกบุณฑริก  ธรรม ๕ ประการ  อะไรบ้าง

คือเป็นผู้มีศรัทธา   ๑   มีศีลบริสุทธิ์   ๑  ไม่ถือมงคลตื่นข่าว   คือเชื่อกรรม

ไม่เชื่อมงคล   ๑    ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพุทธศาสนา    ๑  บำเพ็ญบุญแต่ใน

พุทธศาสนา   ๑   ดังนี้.

อคฺค  ศัพท์   ในบทว่า   อชฺชตคฺเค   นี้   ย่อมปรากฏในความว่า

(แปลว่า)  เป็นต้น   ปลาย  ส่วน  และประเสริฐที่สุด.  ปรากฏในความ

ว่า  เป็นต้น  ในประโยคเป็นต้นว่า  แน่ะนายประตูเพื่อนรัก   ตั้งแต่วันนี้

เป็นต้นไป    ท่านจงกันประตูพวกนิครนถ์ ชายหญิง  ดังนี้.   ในความว่า

ปลาย  ในประโยคเป็นต้นว่า  พึงเอาปลายนิ้วนั่นแหละจดปลายนิ้ว  ปลาย

อ้อย  ปลายไผ่  ดังนี้ .  ในความว่า   ส่วน   ในประโยคเป็นต้นว่า  ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย  เราอนุญาตให้แบ่งส่วนของมีรสเปรี้ยว  หรือส่วนน้ำผึ้ง ตาม

ส่วนของวิหาร  หรือตามส่วนของบริเวณ  ดังนี้.  ในความว่า  ประเสริฐที่สุด

ในประโยคเป็นต้นว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สัตว์เหล่าใดไม่มีเท้าก็ตาม ฯลฯ

บรรดาสัตว์เหล่านั้น  เรากล่าวพระตถาคต  ว่าประเสริฐที่สุด  ดังนี้.  ก็ในที่นี้

อคฺค  ศัพท์นี้  พึงเห็นในความว่า  เป็นต้น.  ฉะนั้น   ในบทว่า  อชฺช-

ตคฺเค  นี้  พึงเห็นความอย่างนี้ว่า  ทำวันนี้ให้เป็นต้น  ( ตั้งต้นแต่วันนี้

เป็นต้นไป)  บทว่า  อชฺชต  แปลว่า  ความเป็นวันนี้.  ปาฐะว่า

อชฺชทคฺเค  ดังนี้ก็มี.    อักษรทำหน้าที่เชื่อมบท.  ความว่า  ทำวันนี้ให้

เป็นต้น .

บทว่า    ปาณุเปต  ความว่า  เข้าถึงด้วยลมปราณทั้งหลาย  คือเข้า

ถึงชั่วเวลาที่ชีวิตของข้าพระองค์ยังเป็นไปอยู่.  ขอท่านพระโคดมผู้เจริญ

จงทรงจำ    คือทรงทราบข้าพระองค์ว่าไม่มีศาสดาอื่น  เป็นอุบาสกผู้ถึง


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 336

สรณะด้วยไตรสรณคมน์  เป็นกัปปิยการก   ถ้าแม้จะมีใครเอาดาบคมกริบ

มาตัดศีรษะของข้าพระองค์     ข้าพระองค์ก็จะไม่ยอมกล่าวพระพุทธเจ้าว่า

ไม่ใช่พระพุทธเจ้า   พระธรรมว่าไม่ใช่พระธรรม   หรือพระสงฆ์ว่าไม่ใช่

พระสงฆ์    พราหมณ์  (ไม่ปรากฏนาม)  ถึงสรณะด้วยการมอบถวายตน

อย่างนี้. ด้วยประการฉะนี้   ปวารณาด้วยปัจจัย  ๔   แล้วลุกจากอาสะ  ถวาย

บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า    กระทำประทักษิณ   รอบแล้วหลีกไป   แล.

จบอรรถกถาสูตรที่  ๖

 

สูตรที่  ๗

 

ว่าด้วยเหตุปัจจัยให้สัตว์ตายแล้วเข้าถึงทุคติและสุคติ

 

[๒๖๓] ๑๗.  ครั้งในแล  พราหมณ์ชานุสโสณีเข้าไปเฝ้าพระผู้มี-

พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ  ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นผ่านการ

ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว     จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง    ครั้น

แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ   อะไรหนอ

เป็นเหตุ    เป็นปัจจัย     ให้สัตว์บางพวกในโลกนี้      เมื่อแตกกายตายไป

ย่อมเข้าถึงอบาย  ทุคติ   วินิบาต  นรก   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

ดูก่อนพราหมณ์  เพราะการทำด้วย   เพราะไม่กระทำด้วย   สัตว์บางพวก

ในโลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป  จึงเข้าถึงอบาย   ทุคติ   วินิบาต.  นรก.

ชา. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ     ก็อะไรเป็นเหตุ  เป็นปัจจัย   ให้สัตว์

บางพวกในโลกนี้   เมื่อแตกกายตายไป  เข้าถึงสุคติโสกสวรรค์.

พ. ดูก่อนพราหมณ์    เพราะกระทำด้วย     เพราะไม่กระทำด้วย

สัตว์บางพวกในโลกนี้   เมื่อแตกกายตายไป  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 337

ชา. ข้าพระองค์ย่อมไม่รู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิต     ที่ท่านพระ-

โคดมตรัสแล้วโดยย่อได้โดยพิสดาร   ขอประทานวโรกาส    ขอท่านพระ-

โคดมจงทรงแสดงธรรม โดยที่ข้าพระองค์จะพึงรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิต

ที่ท่านพระโคดมตรัสแล้วโดยย่อได้โดยพิสดารเถิด.

พ.  ดูก่อนพราหมณ์   ถ้าเช่นนั้น   ท่านจงฟัง   จงตั้งใจให้ดี  เรา

จักกล่าว พราหมณ์ชานุสโสณีได้ทูลสนองพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า

แล้ว   พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธวจนะดังนี้ว่า   ดูก่อนพราหมณ์

บุคคลบางคนในโลกนี้    ย่อมทำแต่กายทุจริต  มิได้ทำกายสุจริต  ย่อมทำแต่

วจีทุจริต   มิได้ทำวจีสุจริต   ย่อมทำแต่มโนทุจริต  มิได้ทำมโนสุจริต  ดูก่อน

พราหมณ์  เพราะกระทำด้วย  เพราะไม่การทำด้วย   สัตว์บางพวกในโลกนี้

เมื่อแตกกายตายไป  ย่อมเข้าถึงอบาย  ทุคติ  วินิบาต  นรก  ดูก่อนพราหมณ์

ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้   ย่อมทำแต่กายสุจริต  มิได้ทำกายทุจริต  ย่อม

ทำแต่วจีสุจริต  มิได้ทำวจีทุจริต   ย่อมทำแต่มโนสุจริต  มิได้ทำมโนทุจริต

ดูก่อนพราหมณ์  เพราะกระทำด้วย   เพราะไม่กระทำด้วย   สัตว์บางพวก

ในโลกนี้   เมื่อแตกกายตายไป  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.

ชา. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ  ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก  ข้าแต่

พระโคดมผู้เจริญ   ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก    ท่านพระโคดมทรง

ประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย   เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ  เปิด

ของที่ปิด    บอกทางแก่ผู้หลงทาง    หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า

คนมีจักษุจักเห็นรูปฉะนั้น  ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดม  กับทั้งพระ-

ธรรมและภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ     ขอท่านพระโคดมจงทรงจำข้าพระองค์ว่า

เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

จบสูตรที่  ๗


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 338

อรรถกถาสูตรที่  ๗

 

ในสูตรที่  ๗   มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

คำว่า   าณุสฺโสณี    ในบทว่า   ชาณุสฺโสณี  นี้  เป็นตำแหน่ง

ตำแหน่งอะไร.    ตระกูลใด    ได้ตำแหน่ง    ตระกูลนั้น    ท่านเรียกว่า

ตระกูลชาณุสโสณี   (ตระกูลที่เป็นเหตุให้ได้ตำแหน่งนั้น     ท่านเรียกว่า

ตระกูลชาณุสโสณี).  ด้วยว่า พราหมณ์นี้   เรียกกันว่า   ชาณุสโสณี  เพราะ

เกิดในตระกูลนั้น   และเพราะได้สักการะตำแหน่งชาณุสโสณีแต่ราชสำนัก.

บทว่า   เตนุปสงฺกมิ   ความว่า    พราหมณ์ทราบมาว่า   พระสมณโคดม

เป็นบัณฑิต   เป็นผู้เฉียบแหลม  เป็นพหูสูต    คิดว่า  ถ้าพระสมณโคดมนั้น

จักรู้ประเภทลิงค์   วิภัตติ    และ  การกเป็นต้นไซร้  พระองค์จักรู้สิ่งที่พวก

เรารู้เท่านั้น    หรือว่าสิ่งที่พวกเราไม่รู้พระองค์ก็รู้    พระองค์จักตรัสสิ่งที่

พวกเรารู้เท่านั้น  หรือว่าสิ่งที่พวกเราไม่รู้  พระองค์ก็ตรัส    เขาถือธงคือ

มานะชูขึ้นทันที   แวดล้อมไปด้วยบริวารเป็นอันมาก    เข้าไปเฝ้าพระผู้มี-

พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ.

บทว่า     กตฺตา  จ  พฺราหฺมณ  อกตตฺา   จ    ความว่า  พระ-

ศาสดาทรงสดับคำของพราหมณ์นั้นแล้ว   มีพระดำริว่า  พราหมณ์นี้มาใน

ที่นี้   มิใช่ประสงค์จะรู้   แต่มาเพื่อแสวงหาเนื้อความ   จึงได้ถือธงคือมานะ

ชูขึ้นทันทีที่มา       จะมีอะไรหนอ     เมื่อเราบอกโดยวิธีที่พราหมณ์นี้

จะรู้ทั่วถึงเนื้อความของปัญหา     จักมีความเจริญ       หรือว่าบอกโดยวิธีที่

พราหมณ์ยังไม่รู้ทั่วถึง  จึงจักมีความเจริญ     ทรงทราบว่า    บอกโดยวิธีที่

พราหมณ์ไม่รู้    จักมีความเจริญ      จึงตรัสว่า    กตตฺตา  จ  พฺราหฺมณ

อกตตฺตา  จ  ดังนี้.  พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นแล้ว  คิดว่า  พระสมณโคดม

 

๑.  บาลี  ชานุสฺโสณี.


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 339

ตรัสถึงการบังเกิดในนรก   เพราะทำก็มี   เพราะไม่ทำก็มี    ข้อนี้รู้ได้ยาก

มืดตื้อ  เพราะตรัสถึงการบังเกิดในที่แห่งเดียว  ด้วยเหตุถึงสองอย่าง   เรา

ไม่มีที่พึ่งในเรื่องนี้     แต่ถ้าเราจะนิ่งเสียเลย   ถึงเวลาพูดในท่ามกลางพวก

พราหมณ์    พราหมณ์ทั้งหลายจะพึงกล่าวกะเราอย่างนี้ว่า    ท่านยกธงคือ

มานะชูขึ้นทันทีที่มาในสำนักของพระสมณโคดม    ถูกเข้าคำเดียวเท่านั้นก็

นิ่งเงียบ  พูดอะไรไม่ออก  ท่านจะพูดในที่นี้ทำไม  ฉะนั้น  ก็ต้องทำเป็น

ไม่แพ้  จักถามปัญหาในการไปสวรรค์อีก  จึงเริ่มปัญหาที่สองว่า      กึ   ปน

โภ  โคตม   ดังนี้.   อนึ่ง  พราหมณ์นั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า   เราจักรู้

ปัญหาเบื้องล่างด้วยปัญหาเบื้องบน   จักรู้ปัญหาเบื้องบนด้วยปัญหาเบื้องล่าง.

ฉะนั้น    พราหมณ์จึงถามปัญหานี้.     พระศาสดามีพระดำริโดยนัยก่อนนั่น

เอง  เมื่อจะตรัสโดยวิธีที่พราหมณ์ไม่รู้    จึงตรัสว่า  กตตฺตา  จ  พฺราหฺมณ

อกตตฺตา  จ  ดังนี้อีก.  เมื่อพราหมณ์ไม่อาจจะดำรงอยู่ในเรื่องนั้นได้

จึงตกลงใจว่า   เรื่องนั้นจงยกก็ไว้   คนที่มาสำนักของคนขนาดนี้  ควรจะ

รู้เรื่องแล้วไป   เราจักละวาทะของตน   อนุวัตรตามพระสมณโคดม  แสวงหา

ประโยชน์  จักชำระทางไปสู่ปรโลก  เมื่อจะอาราธนาพระศาสดา   จึงกล่าว

คำเป็นต้นว่า   น  โข    อห  ดังนี้.    ลำดับนั้น    พระศาสดาทรงทราบว่า

พราหมณ์ลดมานะลงแล้ว    เมื่อจะทรงขยายเทศนาให้สูงขึ้น     จงตรัสว่า

เตนหิ  พฺราหฺมณ  เป็นต้น .  บรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า  เตนหิ  แสดง

ถึงเหตุ.  อธิบายว่า เพราะพราหมณ์นั้น เมื่อไม่รู้เนื้อความของพระดำรัสที่

ตรัสโดยย่อ  จึงอาราธนาให้แสดงโดยพิสดาร.   ฉะนั้น   คำที่เหลือในที่นี้

ง่ายทั้งนั้นแล.

จบอรรถากถาสูตรที่  ๗


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 340

สูตรที่  ๘

 

ทุจริต  ๓  เป็นกิจที่ไม่ควรทำโดยส่วนเดียว เพราะมีโทษ  ๕  ประการ

สุจริต  ๓  เป็นกิจที่ควรทำโดยส่วนเดียว   เพราะมีอานิสงห์   ๕  ประการ

[๒๖๔]  ๑๘.  ครั้งนั้นแล  ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มี-

พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ  ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  จึงนั่ง  ณ  ที่

ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระอานนท์

ว่า  ดูก่อนอานนท์  เรากล่าวกายทุจริต  วจีทุจริต  มโนทุจริต ว่าเป็นกิจ

ไม่ควรทำโดยส่วนเดียว  ท่านพระอานนท์ทูลถามว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

เมื่อบุคคลทำกายทุจริต วจีทุจริต   มโนทุจริต  ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

เป็นกิจไม่ควรทำโดยส่วนเดียว  โทษอะไรอันผู้นั้นพึงหวังได้.

พ. ดูก่อนอานนท์  เมื่อบุคคลทำกายทุจริต  วจีทุจริต   มโนทุจริต

ที่เรากล่าวว่าเป็นกิจไม่ควรทำโดยส่วนเดียว โทษอย่างนี้อันผู้นั้นพึงหวังได้

คือ   ๑.   แม้ตนก็ติเตียนตนเองได้     ๒.   ผู้รู้ใคร่ครวญแล้วย่อมติเตียนได้

๓.  กิตติศัพท์ชั่วย่อมกระฉ่อนไป    ๔.  เป็นคนหลงทำกาละ    ๕.  เมื่อ

แตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงอบาย   ทุคติ   วินิบาต   นรก.

ดูก่อนอานนท์  เมื่อบุคคลทำกายทุจริต  วจีทุจริต  มโนทุจริต  ที่เรา

กล่าวว่าเป็นกิจไม่ควรทำโดยส่วนเดียว       โทษอย่างนี้อันผู้นั้นพึงหวังได้

ดูก่อนอานนท์    เรากล่าวกายสุจริต    วจีสุจริต   มโนสุจริต     ว่าเป็นกิจ

ควรทำโดยส่วนเดียว.

อา. ข้าแด่พระองค์ผู้เจริญ      เมื่อบุคคลทำกายสุจริต      วจีสุจริต

มโนสุจริต        ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นกิจควรทำโดยส่วนเดียว


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 341

อานิสงส์อะไรอันผู้นั้นพึงหวังได้.

พ. ดูก่อนอานนท์   เมื่อบุคคลทำกายสุจริต   วจีสุจริต    มโนสุจริต

ที่เรากล่าวว่าเป็นกิจควรทำโดยส่วนเดียว อานิสงส์อย่างนี้อันผู้นั้นพึงหวังได้

คือ   ๑.  แม้ตนก็ติเตียนตนเองไม่ได้  ๒.  ผู้รู้ใคร่ครวญแล้วสรรเสริญ

๓.   กิตติศัพท์อันดีย่อมกระฉ่อนไป  ๔. ไม่เป็นคนหลงทำกาละ    ๕. เมื่อ

แตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.

ดูก่อนอานนท์  เมื่อบุคคลทำกายสุจริต   วจีสุจริต    มโนสุจริต   ที่

เรากล่าวว่าเป็นกิจควรทำโดยส่วนเดียว  อานิสงส์อย่างนี้อันผู้นั้นพึงหวังได้.

จบสูตรที่  ๘

 

อรรถกถาสูตรที่  ๘

 

ในสูตรที่  ๘  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

คำว่า   อายสฺมา  เป็นคำแสดงความรัก.  คำว่า  อานนฺโท  เป็น

ชื่อของพระเถระนั้น.  บทว่า  เอกเสน  แปลว่า   โดยส่วนเดียว.   บทว่า

อนุวิจฺจ  แปลว่า  ใคร่ครวญแล้ว.  บทว่า  วิญฺญู  ได้แก่  บัณฑิต

บทว่า    ครหนฺติ     แปลว่า   ตำหนิ   คือกล่าวโทษ.    คำที่เหลือในที่นี้

ง่ายทั้งนั้น.

จบอรรถกถาสูตรที่  ๘

 

สูตรที่  ๙

 

ว่าด้วยจงละอกุศล  เจริญกุศล

 

[๒๖๕]  ๑๙.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เธอทั้งหลายจงละอกุศล


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 342

กุศลอันบุคคลอาจละได้    ถ้าบุคคลไม่อาจละอกุศลได้     เราไม่พึงกล่าว

อย่างนี้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เธอทั้งหลายจงละอกุศล  ดังนี้  ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย      ก็เพราะอกุศลอันบุคคลอาจละได้     ฉะนั้น    เราจึงกล่าว

อย่างนี้ว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เธอทั้งหลายจงละกุศล  ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย    ถ้าอกุศลนี้อันบุคคลละได้แล้ว  จะพึงเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์

เพื่อทุกข์ไซร้  เราไม่พึงกล่าวอย่างนี้ว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลาย

จงละอกุศล  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็เพราะอกุศลอันบุคคลละได้แล้ว  ย่อม

เป็นไปเพื่อประโยชน์     เพื่อความสุข      ฉะนั้น      เราจึงกล่าวอย่างนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เธอทั้งหลายจงยังกุศลให้เกิด    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

กุศลอันบุคคลอาจให้เกิดได้    ถ้าบุคคลไม่อาจให้เกิดได้    เราไม่พึงกล่าว

อย่างนี้ว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เธอทั้งหลายจงยังกุศลให้เกิด    ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย     เพราะกุศลอันบุคคลอาจให้เกิดได้    ฉะนั้น    เราจึงกล่าว

อย่างนี้ว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      เธอทั้งหลายจงยังกุศลให้เกิด  ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย      ถ้ากุศลนี้อันบุคคลให้เกิดแล้ว     จะพึงเป็นไปเพื่อไม่เป็น

ประโยชน์    เพื่อทุกข์ไซร้   เราไม่พึงกล่าวอย่างนี้     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

เธอทั้งหลายจงยังกุศลให้เกิด   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็เพราะกุศลอันบุคคล

ให้เกิดแล้ว   ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์  เพื่อความสุข   ฉะนั้น  เราจึงกล่าว

อย่างนี้ว่า  ภิกษุทั้งหลาย   เธอทั้งหลายจงยังกุศลให้เกิด.

จบสูตรที่  ๙

 

อรรถกถาสูตรที่  ๙

 

คำทั้งหมดในสูตรที่  ๙  ง่ายทั้งนั้น.

จบอรรถกถาสูตรที่  ๙


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 343

สูตรที่  ๑๐

 

ว่าด้วยธรรม  ๒  อย่างที่เป็นเหตุให้พระสัทธรรมเลือนหาย  และตั้งมั่น

 

[๒๖๖] ๒๐.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ธรรม ๒  อย่างนี้  ย่อมเป็น

ไปเพื่อความฟั่นเฟือนเลือนหายแห่งพระสัทธรรม    ๒ อย่างเป็นไฉน  คือ

บทพยัญชนะที่ตั้งไว้ไม่ดี   ๑  อรรถที่นำมาไม่ดี.    แม้เนื้อความแห่งบท

พยัญชนะที่ตั้งไว้ไม่ดี   ก็ย่อมเป็นอันนำมาไม่ดี  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ธรรม

๒  อย่างนี้แล    ย่อมเป็นไปเพื่อความฟั่นเฟือนเลือนหายแห่งพระสัทธรรม

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ธรรม ๒ อย่างนี้   ย่อมเป็นไปเพื่อความตั้งมั่น    ไม่

ฟั่นเฟือนไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม  ๒  อย่างเป็นไฉน  คือบทพยัญชนะ

ที่ตั้งไว้ดี  ๑   อรรถที่นำมาดี  ๑    แม้เนื้อความแห่งบทพยัญชนะที่ตั้งไว้ดี

แล้ว    ก็ย่อมเป็นอันนำมาดี    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ธรรม  ๒ อย่างนี้แล

ย่อมเป็นไปเพื่อความตั้งมั่น    ไม่ฟั่นเฟือน  ไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม.

จบสูตรที่  ๑๐

จบอธิกรณวรรคที่ ๒

 

อรรถกถาสูตรที่ ๑๐

 

ในสูตรที่   ๑๐  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า  ทุนฺนิกฺขิตฺตญฺจ ปทพฺยญฺชน  ได้แก่  บาลีที่เรียงไว้ผิดลำดับ

ก็บทนั่นแหละ  เรียกว่าพยัญชนะ  เพราะเป็นที่ปรากฏชัดแห่งข้อความ.

บทและพยัญชนะทั้งสองนั้น  เป็นชื่อของบาลีนั่งเอง.   บทวา   อตฺโถ   จ

ทุนฺนีโต    ความว่า    อรรถกถาแห่งบาลีที่แปลจับความผิดลำดับ .    บทว่า

ทุนฺนิกฺขิตสฺส  ภิกฺขเว  ปทพฺยญฺชนสฺส  อตฺโถปิ  ทุนฺนโย  โหติ


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 344

ความว่า     อรรถกถาของบาลีที่แปลจับความผิดลำดับสับสน    ย่อมชื่อว่า

นำมาชั่ว  ทำชั่ว.

จบอรรถกถาที่ ๑๐

 

อรรถกถาสูตรที่ ๑๑

 

ในสูตรที่ ๑๑ พึงทราบเนื้อความโดยนัยตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว

จบอรรถกถาสูตรที่  ๑๑

จบอธิกรณวรรคที่  ๒

 

๑. ในพระบาลีมีเพียง ๑๐ สูตร สูตรที่ ๑๑ รวมอยู่ในข้อ ๒๖๖ ซึ่งเป็นสูตรที่ ๑๐.


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 345

พาลวรรคที่   ๓

 

สูตรที่ ๑

 

ว่าด้วยคนพาล  ๒ จำพวก

 

[๒๗๖] ๒๑.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวก  ๒จำพวก

เป็นไฉน    คือ   คนที่ไม้เห็นโทษโดยความเป็นโทษ  ๑   คนที่ไม่รับรอง

ตามธรรม     เมื่อผู้อื่นแสดงโทษ ๑    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    คนพาล ๒

จำพวกนี้แล   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    บัณฑิต  ๒  จำพวก   ๒  จำพวกเป็น

ไฉน    คือ    คนที่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ  ๑  คนที่รับรองตามธรรม

เมื่อผู้อื่นแสดงโทษ  ๑   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล.

จบสูตรที่  ๑

 

พาลวรรคที่  ๓

 

อรรถกถาสูตรที่  ๑

 

พาลวรรคที่  ๓  สูตรที่  ๑  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า  อจฺจย  อจฺจยโต   น  ปสฺสติ  ความว่า  ทำผิดแล้ว  ไม่เห็น

ความผิดของตนว่า    เราทำผิด   ได้แก่    ไม่กล่าวว่า   ข้าพเจ้าทำผิดแล้ว

นำทัณฑกรรมมาขอขมาโทษ.    บทว่า   อจฺจย    เทเสนฺตสฺส   ความว่า

เมื่อเขากล่าวอย่างนี้แล้วนำทัณฑกรรมมาขอขมาโทษ.   บทว่า   ยถาธมฺม

น  ปฏิคฺคณฺหาติ   ความว่า  เมื่อเขากล่าวว่า    ข้าพเจ้าจักไม่กระทำอย่างนี้


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 346

อีก  ขอท่านโปรดยกโทษแก่ข้าพเจ้า   ดังนี้    ก็ไม่ยอมรับการขอขมานี้ตาม

ธรรม  คือตามสมควร  คือไม่กล่าวว่า  จำเดิมแต่นี้    ท่านอย่าได้ทำอย่างนี้

อีก  เรายกโทษแก่ท่าน  ดังนี้.   ธรรมฝ่ายขาวพึงทราบโดยนัยตรงกันข้าม

กับที่กล่าวแล้ว.

จบอรรถกถาสูตรที่  ๑

 

สูตรที่  ๒

 

ว่าด้วยคน  ๒  จำพวก  กล่าวตู่พระตถาคต

 

[๒๖๘]   ๒๒.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   คน  ๒ จำพวกนี้ย่อมกล่าวตู่

ตถาคต   ๒ จำพวกเป็นไฉน  คือ  คนเจ้าโทสะซึ่งมีโทษอยู่ภายใน   ๑   คน

ที่เชื่อโดยถือผิด  ๑    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    คน  ๒  จำพวกนี้     ย่อมกล่าว

ตู่ตถาคต.

จบสูตรที่ ๒

 

อรรถกถาสูตรที่  ๒

 

ในสูตรที่   ๒  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า  อพฺภาจิกฺขนฺติ  ได้แก่  กล่าวตู่   คือกล่าวด้วยเรื่องไม่จริง

บทว่า โทสนฺตโร  แปลว่า   มีโทสะตั้งอยู่ในภายใน.  จริงอยู่    คนแบบนี้

ย่อมกล่าวตู่พระตถาคต  เช่น   สุนักขัตตลิจฉวี  กล่าวว่า  อุตตริมนุสสธรรม

ของพระสมณโคดมหามีไม่.  บทว่า    สทฺโธ  วา  ทุคฺคหิเตน   ความว่า

หรือว่า   ผู้ที่มีศรัทธาแก่กล้า   ด้วยศรัทธาที่เว้นจากญาณ    มีความเลื่อมใส

อ่อนนั้น    ถือผิด  ๆ กล่าวตู่พระตถาคตโดยนัยเป็นต้นว่า     ขึ้นชื่อว่า

พระพุทธเจ้านั้น    เป็นโลกุตระทั้งพระองค์   พระอาการ  ๓๒  มีพระเกสา


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 347

เป็นต้นของพระองค์ล้วนเป็นโลกุตระทั้งนั้น  ดังนี้.

จบอรรถกถาสูตรที่  ๒

 

สูตรที่ ๓

 

ว่าด้วยคน ๒ จำพวกที่กล่าวตู่และไม่กล่าวตู่พระตถาคต

 

[๒๖๙]  ๒๓.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   คน ๒ จำพวกนี้ ย่อมกล่าวตู่

ตถาคต  ๒  จำพวกเป็นไฉน    คือ   คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตมิได้ภาษิตไว้

มิได้ตรัสไว้ว่า  ตถาคตได้ภาษิตไว้  ได้ตรัสไว้  ๑  คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคต

ภาษิตไว้   ตรัสไว้ว่า    ตถาคตมิได้ภาษิตไว้   มิได้ตรัสไว้  ๑    ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย  คน  ๒  จำพวกนี้แล.    ย่อมกล่าวตู่ตถาคต     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

คน ๒ จำพวกนี้   ย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต   ๒  จำพวกเป็นไฉน  คือ  คนที่

แสดงสิ่งที่ตถาคตมิได้ภาษิตไว้  มิได้ตรัสไว้ว่า  ตถาคตมิได้ภาษิตไว้  มิได้

ตรัสไว้  ๑   คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตภาษิตไว้    ตรัสไว้ว่า   ตถาคตภาษิตไว้

ตรัสไว้ ๑     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    คน ๒ จำพวกนี้แล    ย่อมไม่กล่าวตู่

ตถาคต.

จบสูตรที่  ๓

 

อรรถกถาสูตรที่ ๓

 

ในสูตรที่   ๓  ง่ายทั้งนั้นแล.

จบอรรถกถาสูตรที่  ๓


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 348

สูตรที่  ๔

 

ว่าด้วยคน  ๒  จำพวกที่กล่าวตู่และไม่กล่าวตู่พระตถาคต

 

[๒๗๐]  ๒๔.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   คน ๒ จำพวกนี้     ย่อม

กล่าวตู่ตถาคต ๒ จำพวกเป็นไฉน  คือ คนที่แสดงพระสุตตันตะที่มีอรรถ

จะพึงนำไปว่า  พระสุตตันตะมีอรรถนำไปแล้ว  ๑  คนที่แสดงพระสุตตันตะ

ที่มีอรรถอันนำไปแล้วว่า    พระสุตตันตะมีอรรถที่จะพึงนำไป  ๑   ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย    คน ๒ จำพวกนี้แล   ย่อมกล่าวตู่ตถาคต    ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย   คน ๒ จำพวกนี้     ย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต   ๒  จำพวกเป็นไฉน

คือ     คนที่แสดงพระสุตตันตะที่มีอรรถจะพึ่งนำไปว่า     พระสุตตันตะมี

อรรถที่จะพึงนำไป ๑     คนที่แสดงพระสุตตันตะที่มีอรรถอันนำไปแล้วว่า

พระสุตตันตะมีอรรถอันนำไปแล้ว  ๑  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  คน ๒ จำพวก

นี้แล   ย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต.

จบสูตรที่    ๔

 

อรรถกถาสูตรที่  ๔

 

ในสูตรที่    ๔   มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า  เนยฺยตฺถ   สุตฺตนฺต   ความว่า    สุตตันตะใดมีเนื้อความพึง

แนะนำ  ซึ่งสุตตันตะมีเนื้อความพึงแนะนำนั้น.     บทว่า    นีตตฺโถ

สุตฺตนฺโตติ  ทีเปติ   ความว่า  เมื่อกล่าวว่า  สุตตันตะนี้   มีเนื้อความกล่าว

ไว้แล้ว.  ในบาลีประเทศนั้น    สุตตันตะเห็นปานนี้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

บุคคลจำพวก ๑  บุคคล  ๒ จำพวก  บุคคล ๓ จำพวก  บุคคล ๔ จำพวก


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 349

ดังนี้     ชื่อว่ามีเนื้อความพึงแนะนำ.    ก็ในที่นี้    ถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ตรัสว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   บุคคลจำพวก ๑  ดังนี้ เป็นต้นก็จริง    ถึง

อย่างนั้น    เมื่อว่าโดยปรมัตถ์    บุคคลหามีไม่    พึงแนะนำเนื้อความแก่เขา

อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ทีเดียว  แต่บุคคลผู้นี้โง่เขลา  จึงแสดงว่า  สุตตันตะ

นี้มีเนื้อความแนะนำแล้ว.   เพราะว่าเมื่อบุคคลไม่มีโดยปรมัตถ์แล้ว   พระ-

ตถาคตก็ไม่พึงตรัสว่า     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    บุคคลจำพวก ๑    ดังนี้

เป็นต้นซิ.   แต่เพราะพระองค์ตรัสอย่างนั้น    ฉะนั้น  จึงถือว่า  บุคคลมีอยู่

โดยปรมัตถ์     ชื่อว่าย่อมแสดงสุตตันตะมีเนื้อความควรแนะนำ     ว่าเป็น

สุตตันตะมีเนื้อความแนะนำแล้ว.   บทว่า   นีตตฺถ   ได้แก่   มีเนื้อความที่

ตรัสไว้อย่างนี้ว่า    อนิจฺจ  ทุกฺขฺ  อนตฺตา    ซึ่งในที่นี้ก็มีเนื้อความชัดอยู่

แล้วว่า   ไม่เที่ยง    เป็นทุกข์    ไม่ใช่ตัวตน.   แต่บุคคลผู้นี้โง่เขลา   คิดว่า

ยังมีสุตตันตะที่มีเนื้อความพึงแนะนำ   เราจักนำเนื้อความของสุตตันตะนั้น

มา  ถือว่า ที่เที่ยง  ที่เป็นสุข   ที่เป็นตัวตนก็มีอยู่   ดังนี้   ชื่อว่าย่อมแสดง

สุตตันตะมีเนื้อความแนะนำแล้ว    ว่าเป็นสุตตันตะมีเนื้อความควรแนะนำ.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๔

 

อรรถกถาสูตรที่  ๕

 

ในสูตรที่  ๕  มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.

จบอรรถกถาสูตรที่  ๕

 

๑.  อรรถกถาสูตรที่  ๔ - ๕ นี้  แก้พระสูตรที่  ๔  (ข้อ  ๒๗๐)  แต่อรรถกถาแบ่งเป็น  ๒ สูตร.


พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 350

สูตรที่  ๕

 

ว่าด้วยคติ ๒ อย่างของผู้มีการงานลามกและไม่ลามก

 

[๒๗๐] ๒๕.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  คติ ๒  อย่าง  คือ  นรกหรือ

กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง        อันผู้มีการงานลามกพึงหวังได้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  คติ  ๒ อย่าง  คือเทวดาหรือมนุษย์อย่างใดอย่างหนึ่ง

อันผู้มีการงานไม่ลามกพึงหวังได้.

จบสูตรที่  ๕

 

อรรถกถาสูตรที่  ๖

 

ในสูตรที่  ๖  (บาลีข้อ ๒๗๑)  มีวินิจฉัยดัง

บทว่า  ปฏิจฺฉนฺนกมฺมนฺตสฺส  ได้แก่  ผู้มีการกระทำอันเป็นบาป.

เพราะคนทั้งหลายย่อมทำบาปโดยอาการปกปิด     แม้หากทำโดยอาการไม่

ปกปิด  บาปกรรมก็ได้ชื่อว่า  กรรมอันปกปิดอยู่นั่นเอง.    บทว่า  นิรโย

ได้แก่   ขันธ์พร้อมทั้งโอกาส  และขันธ์ในกำเนิดดิรัจฉาน.

จบอรรถกถาสูตรที่  ๖

 

สูตรที่  ๖

 

ว่าด้วยคติ  ๒  อย่างที่คนมิจฉาทิฏฐิและสัมมาทิฏฐิพึงหวังได้

 

[๒๗๒]  ๒๖.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  คติ  ๒  อย่าง  คือ  นรกหรือ

กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง  อันคนมิจฉาทิฏฐิพึงหวังได้   ดูก่อน

 

๑.  อรรถกถาเป็นสูตรที่  ๖  แต่แก้บาลีสูตรที่  ๕ (ข้อ ๒๗๑)

๒.  พระสูตรเป็นสูตรที่  ๕.

๓.  บาลีเป็นสูตรที่  ๖  แต่อรรถกถาเป็นสูตรที่ ๗-๘.


หน้าที่ 251-300
หน้าที่ 351-400