พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 151

กา.  ดูก่อนคฤหบดี    เมื่อภิกษุออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ

จิตตสังขารเกิดก่อน     ต่อจากนั้นกายสังขารจึงเกิด     ต่อจากนั้นวจีสังขาร

จึงเกิด.

[๕๖๘]   จิตตคฤหบดีกล่าวว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ ดังนี้แล้ว ได้ถาม

ปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   ก็ผัสสะเท่าไร   ย่อมถูกต้องภิกษุ

ผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ.

กา.  ดูก่อนคฤหบดี ผัสสะ ๓  อย่างคือ  สุญญผัสสะ ๑  อนิมิตตผัสสะ ๑

อัปปณิหิตผัสสะ ๑  ย่อมถูกต้องภิกษุผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ.

[๕๖๙]     จิตตคฤหบดีกล่าวว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ ดังนี้แล้ว ได้ถาม

ปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า    ข้าแต่ท่านผู้เจริญ     ก็จิตของภิกษุผู้ออกจากสัญญา-

เวทยิตนิโรธสมาบัติ    ย่อมเป็นธรรมชาติน้อมไปสู่อะไร    โน้มไปสู่อะไร

เงื้อมไปสู่อะไร.

กา.   ดูก่อนคฤหบดีจิตของภิกษุผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ

ย่อมเป็นธรรมชาติน้อมไปสู่วิเวก  โน้มไปสู่วิเวก  โอนไปสู่วิเวก.

[๕๗๐]   จิตตคฤหบดีกล่าวว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ  ดังนี้แล้ว ชื่นชม

อนุโมทนาภาษิตของท่านพระกามภูแล้ว ได้ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า  ข้าแต่

ท่านผู้เจริญ    ก็ธรรมเท่าไร    ย่อมมีอุปการะมากแก่สัญญาเวทยิตนิโรธ

สมาบัติ.

กา.  ดูก่อนคฤหบดี ท่านถามปัญหาที่ควรจะถามก่อนล่าช้าไปหน่อย

แต่ว่าอาตมาจักพยากรณ์ปัญหาแก่ท่าน   ดูก่อนคฤหบดี  ธรรม ๒ อย่าง  คือ

สมถะ ๑  วิปัสสนา  ๑   ย่อมมีอุปการะมากแก่สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ.

จบ  ทุติยกามภูสูตรที่  ๖


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 152

อรรถกถาทุติยกามภูสูตรที่ ๖

 

พึงทราบวินิจฉัยในทุติยกามภูสูตรที่ ๖  ดังต่อไปนี้.

บทว่า    กติ   นุโข   ภนฺเต    สงฺขารา   ความว่า ได้ยินว่า  คฤหบดี

ย่อมค้นหานิโรธ    เพราะฉะนั้น   จึงคิดว่าเราจักถามสังขารทั้งหลายอันเป็น

บาทแห่งนิโรธ     จึงได้กล่าวอย่างนี้.      แม้พระเถระก็รู้ความประสงค์ของ

คฤหบดีนั้นแล้ว    เมื่อสังขารหลายอย่างมีบุญญาภิสังขารเป็นต้น    แม้มีอยู่

เมื่อจะบอกกายสังขารเป็นต้น   จึงกล่าวคำเป็นอาทิว่า   ตโย  โข   คหปติ.

บรรดาบทเหล่านั้น   ชื่อว่า   กายสังขาร   เพราะอรรถว่า   อันกาย

ปรุงแต่งให้เกิด    เพราะเนื่องด้วยกาย.   ชื่อว่า   วจีสังขาร   เพราะอรรถว่า

ปรุงแต่งวาจา   กระทำให้เกิด.    ชื่อว่า   จิตตสังขาร   เพราะอรรถว่าอันจิต

ปรุงแต่งให้เกิด   เพราะเนื่องด้วยจิต.   ในบทว่า   กตโม   ปน   ภนฺเต   นี้

คฤหบดีได้ถามอย่างไร    ได้ถามว่า    สังขารทั้งหลายเหล่านี้    คลุกเคล้ากัน

และกัน   มัว  ไม่ปรากฏชัด   แสดงยาก.

จริงอย่างนั้น เจตนา  ๒๐ ที่เป็นกุศลและอกุศลอย่างนี้ คือกามาวจร-

กุศลเจตนา ๘ ดวง อันเกิดขึ้นแล้วให้ถึงการยึด  การถือ การปล่อย  การไหว

ในกายทวาร,   อกุศลเจตนา ๑๒  ดวงก็ดี ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกก็ดี

ท่านเรียกว่า  กายสังขาร.   เจตนา ๒๐ ดวงก็ดี  วิตกวิจารก็ดี  ซึ่งมีประการ

ดังกล่าวอันเกิดขึ้นให้ถึงคางไหวเปล่งวาจาในวจีทวาร    ท่านเรียกว่า    วจี-

สังขาร.   แม้ธรรม  ๒ อย่างเหล่านี้    คือแม้เจตนา ๒๙  ดวงที่เป็นกุศลและ

อกุศลอันเกิดขึ้นแล้วแก่ผู้นิ่งคิดอยู่ในที่ลับยังไม่ถึงการไหวในกายทวารและ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 153

วจีทวาร   และธรรม ๒ อย่างเหล่านี้คือ    สัญญาและเวทนา    ท่านเรียกว่า

จิตตสังขาร.     สังขารเหล่านี้   คลุกเคล้ากันและกัน   มัว   ไม่ปรากฏชัด

แสดงยาก.  เราจักกล่าวสังขารเหล่านั้นให้ปรากฏแจ่มแจ้งด้วยประการฉะนี้.

ในบทว่า    กสฺมา   ปน  ภนฺเต   นี้    คฤหบดี  ย่อมถามเนื้อความ

แห่งบทของชื่อมีกายสังขารเป็นต้น.    ในการตอบเนื้อความบทนั้น   บทว่า

กายปฏิพทฺธา    คือธรรมเหล่านี้     อาศัยกาย   เมื่อกายมี  ธรรมเหล่านี้ ก็มี

เมื่อกายไม่มี  ธรรมเหล่านี้ก็ไม่มี.  บทว่า จิตตปฏิพทฺธา  คือ ธรรมเหล่านี้

อาศัยจิต    เมื่อจิตมี   ธรรมเหล่านี้ก็มี   เมื่อจิตไม่มี    ธรรมเหล่านี้ก็ไม่มี

บัดนี้    เมื่อถามเพื่อจะรู้ว่า  ท่านกามภูนั้น  ย่อมค้นหาซึ่งสัญญาเวทยิตนิโรธ

หรือไม่ค้นหา   เป็นผู้ชำนาญหรือไม่ชำนาญในสัญญาเวทยิตนิโรธนั้น   จึง

ถามว่า   กถมฺปน  ภนฺเต  สญฺาเวทยิตนิโรธสมาปตฺติ  โหติ.   ในการ

ตอบสัญญาเวทยิตนิโรธนั้น.    ด้วยสองบทว่า    สมาปชฺชิสฺสนฺติ    วา

สมาปชฺชามีติ  วา  เป็นอันท่านกล่าวถึงเวลาเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ.

ด้วยบทว่า สมาปนฺโน  คือท่านกล่าวถึงภายในนิโรธ.  ด้วยสองบทก่อนนั้น

ท่านกล่าวถึงเวลามีวิตก.   ด้วยบทหลังท่านกล่าวถึงเวลาไม่มีวิตก

บทว่า   ปุพฺเพว  ตถา  จิตฺต  ภาวต  โหติ   ความว่า   การกำหนด

เวลาว่า   เราไม่มีจิต  จักอยู่ได้ตลอดเวลาประมาณเท่านี้    ในเวลาก่อนแต่จะ

ออกจากนิโรธสมาบัติ   ก็กำหนดเวลาได้เหมือนกัน.   บทว่า   จิตฺต   ภาวิต

โหติ  ยนฺต  ตถตฺตาย  อุปเนติ  ความว่า   ส่วนจิตที่ท่านอบรมอย่างนี้แล้ว

ย่อมนำบุคคลนั้นเข้าไป     เพื่อความเป็นอย่างนั้น      คือเพื่อความไม่มีจิต.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 154

บทว่า วจีสงฺขาโร  ปม   นิรุชฺณติ  ความว่า  วจีสังขาร ย่อมดับในทุติยฌาน

ก่อนกว่าสังขารที่เหลือ.     บทว่า    ตโต     กายสงฺขาโร    คือต่อจากนั้น

กายสังขารจึงดับในจตุตถฌาน.     บทว่า    ตโต   ปร   จิตฺตสงฺขาโร   คือ

ต่อจากนั้น   จิตตสังขาร   จึงดับในภายในนิโรธสมาบัติ.

บทว่า อายุ  คือรูปชีวิตินทรีย์.  บทว่า  วิปริภินฺนานิ  คือ  ถูกกำจัด

พินาศไปแล้ว.  บรรดาบทเหล่านั้น  อาจารย์บางพวก  ย่อมกล่าวว่า   เมื่อเข้า

นิโรธแล้ว    จิตย่อมไม่ดับ    เพราะบาลีว่า    จิตตสังขารดับ    เพราะฉะนั้น

ก็สมาบัตินี้    ก็ยังมีจิตอยู่.    อาจารย์บางพวกเหล่านั้น   พึงถูกท้วงว่า    วาจา

ก็ไม่ดับ   เพราะบาลีว่า   วจีสังขารของเขาต่างหากดับ   เพราะฉะนั้น   ผู้เข้า

นิโรธแล้ว    พึงนั่งกล่าวธรรมอยู่ก็มี    พึงนั่งสาธยายอยู่ก็มี.      จิตก็ไม่ดับ

เพราะบาลีว่า   คนนี้ตายแล้ว   ทำกาละแล้ว   จิตตสังขารของเขาต่างหากดับ

เพราะฉะนั้น   เมื่อเผามารดาบิดาก็ดี   พระอรหันต์ก็ดี   ที่ตายแล้ว   จึงเป็น

อนันตริยกรรม   ไม่พึงยึดพยัญชนะจนเกินไป   ดำรงอยู่ในข้อแนะนำของ

อาจารย์ทั้งหลาย พิจารณาถึงเนื้อความด้วยประการฉะนี้.  ด้วยว่า เนื้อความ

เป็นที่พึ่งได้  พยัญชนะไม่ได้.

บทว่า   อินฺทฺริยานิ  วิปฺปสนฺนานิ  ความว่า  ก็เมื่อความประพฤติ

สำเร็จด้วยกิริยาเป็นไปอยู่    อารมณ์ทั้งหลาย    ในภายนอก    กระทบอยู่ที่

ประสาททั้งหลาย   อินทรีย์ทั้งหลาย   ย่อมเหน็ดเหนื่อย.   อินทรีย์ทั้งหลาย

อันถูกกระทบแล้ว    ย่อมเป็นเหมือนเปื้อน,    เหมือนกระจก    อันเขาตั้งไว้

ในทางใหญ่ ๔ แพร่ง   ย่อมเปื้อนด้วยธุลีเกิดแต่ลมเป็นต้นฉะนั้น.   เปรียบ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 155

เหมือนกระจก     อันเขาใส่ไว้ในถุงเก็บไว้ในหีบเป็นต้น      ย่อมใสแจ๋วอยู่

ภายในเท่านั้นฉันใด      เมื่อภิกษุเข้านิโรธแล้ว    ประสาท ๕   ย่อมรุ่งเรือง

ยิ่งนักในภายในนิโรธฉันนั้น.   ด้วยเหตุนั้น   ท่านจึงกล่าวว่า  อินฺทฺริยานิ

วิปฺปสนฺนานิ  อินทรีย์ผ่องใส.

ท่านกล่าวถึงเวลาอยู่ภายในนิโรธ     ด้วยสองบทว่า   วุฏฺหิสฺสนฺติ

วา  วุฏหามิ  วา  ท่านกล่าวถึงเวลาผลสมาบัติเกิด    ด้วยบทว่า  วุฏฺิโต.

ท่านกล่าวถึงเวลาไม่มีจิตด้วยสองบทก่อนนั้น.   ด้วยบทหลังท่านกล่าวถึงเวลา

มีจิต.    บทว่า  ปุพฺเพ   จ   ตถา  จิตฺต  โหติ  ความว่าท่านได้อบรมจิต

อันกำหนดเวลาได้ว่า   เราเป็นผู้ไม่มีจิต   จักอยู่ได้ตลอดเวลาประมาณเท่านี้

ต่อแต่นั้น  จักเป็นผู้มีจิต  ในเวลาก่อนแต่จะออกจากนิโรธสมาบัติ  ก็กำหนด

เวลาได้.    บทว่า  ยนฺต   ตถตฺตาย   อุปเนติ   ความว่า   จิตที่ท่านอบรม

อย่างนี้แล้ว    ย่อมนำบุคคลนั้นเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น   คือความเป็น

ผู้มีจิต.    ท่านกล่าวเวลาเข้านิโรธไว้ในหนหลังแล้วด้วยประการฉะนี้.    ใน

ที่นี้    ท่านกล่าวเวลาออกจากนิโรธ.

บัดนี้    ท่านพึงกล่าวนิโรธกถาว่าวาทะ   เพื่อจะกล่าวนิโรธกถา.    ก็

นิโรธกถานี้นั้น   ท่านตั้งเป็นหัวข้อว่า  ปัญญาที่อบรมจนชำนาญ  ด้วยการ

สงบระงบสังขาร  ๓    เพราะประกอบด้วยพละ  ๒    ด้วยความประพฤติใน

ญาณ  ( ญาณจริยา )  ๑๖   ด้วยความประพฤติในสมาธิ  ( สมาธิจริยา )  ๙

เป็นญาณในนิโรธสมาบัติ   ซึ่งกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรค   โดยอาการทั้งปวง

แล้ว    เพราะฉะนั้น    ผู้ศึกษาพึงถือเอาโดยนัยอันกล่าวแล้วในวิสุทธิมรรค

นั้นนั่นแล.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 156

ถามว่า  ชื่อว่านิโรธนี้  อย่างไร.

ตอบว่าการพิจารณาขันธ์ ๔ แล้ว   ไม่เป็นไป.   ถามว่า    เมื่อเป็น

เช่นนั้น   พวกภิกษุ   ย่อมเข้านิโรธนั้น    เพื่อประโยชน์อะไร.   ตอบว่า

ย่อมเข้าเพื่อประโยชน์นี้ว่า  พวกเรา  ( เคย )  เป็นผู้กระสันในความเป็นไป

แห่งสังขารทั้งหลาย   ( บัดนี้ )   จักเป็นผู้ไม่มีจิตอยู่เป็นสุขตลอด  ๗  วัน

นิโรธนี้   ชื่อว่า  ทิฎฐธรรมนิพพาน-นิพพานในปัจจุบัน.

บทว่า   จิตฺตสงฺขาโร   ปม   อุปฺปชฺชติ   ความว่า   ก็เมื่อภิกษุ

ออกจากนิโรธ    จิตคือผลสมาบัติ    ย่อมเกิดขึ้นก่อน.    ท่านกามภูหมายถึง

สัญญาแลเวทนา      อันสัมปยุตด้วยจิตคือผลสมาบัตินั้นแล้ว      จึงกล่าวว่า

จิตฺตสงฺขาโร  ปม  อุปฺปชฺชติ   บทว่า  ตโต   กายสงฺขาโร  ความว่า

ต่อจากนั้น   กายสังขาร   ย่อมเกิดขึ้นในภวังคสมัย.

ถามว่า   ก็ผลสมาบัติ   ย่อมไม่ยังลมหายใจเข้าและหายใจออกให้ตั้ง

ขึ้นหรือ     ตอบว่า   ให้ตั้งขึ้น.    แต่ว่าผลสมาบัติ    ของภิกษุประกอบด้วย

จตุตถฌาน  ผลสมาบัตินั้น  จึงไม่ยังลมอัสสาสปัสสาสะให้ตั้งขึ้น  ประโยชน์

อะไรด้วยลมอัสสาสปัสสาสะนั้น  ผลสมาบัติถึงจะมีในปฐมฌานก็ตาม  จะมี

ในทุติยฌาน   ตติยฌานและจตุตถฌานก็ตาม   จงยกไว้.   เมื่อภิกษุออกจาก

สมาบัติแล้ว   ลมอัสสาสปัสสาสะ.   ย่อมเป็นอัพโพหาริก   ( มีเหมือนไม่มี ).

ความที่ลมอัสสาสปัสสาสะเหล่านั้น  เป็นอัพโพหาริก  พึงทราบได้ด้วยเรื่อง

ของพระสัญชีวเถระ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 157

เมื่อพระสัญชีวเถระ   ออกจากสมาบัติแล้ว  เหยียบย่ำ  เดินไปบน

ถ่านเพลิงปราศเปลวไฟเช่นดอกทองกวาว    แม้สักว่าเปลวไฟก็ไม่ไหม้จีวร

แม้สักว่าอาการแห่งไออุ่น   ก็ไม่มี.    เกจิอาจารย์   ย่อมกล่าวว่า   นั้นชื่อว่า

ผลของสมาบัติ. ท่านหมายอย่างนี้แล จึงกล่าวว่า เมื่อภิกษุออกจากผลสมาบัติ

ลมอัสสาสปัสสาสะ  ก็เป็นอัพโพหาริก  เพราะเหตุนั้นนั่นพึงทราบว่า  ท่าน

กล่าวด้วยภวังคสมัยเท่านั้น.

บทว่า  ตโต  วจีสงฺขาโร  ความว่า   ต่อจากนั้น   วจีสังขาร   ย่อม

เกิดขึ้นในเวลาค้นหาความประพฤติที่สำเร็จด้วยกิริยา.  ถามว่าภวังค์   ย่อม

ไม่ยังวิตกวิจารให้เกิดขึ้นหรือ  ตอบว่า  ให้เกิดขึ้น.   แต่วิตกวิจารอันมีภวังค์

นั้นเป็นสมุฏฐาน   ย่อมไม่สามารถเพื่อจะปรุงแต่งวาจาได้  ดังนั้น    คำนั้น

ท่านกล่าวด้วยเวลาค้นหาความประพฤติสำเร็จด้วยกิริยา.

ผัสสะ ๓ มีเป็นอาทิว่า  สุญฺโต     ผสฺโส   พึงกล่าวโดยมีคุณบ้าง

โดยอารมณ์บ้าง   ผลสมาบัติ   ชื่อว่า  สุญฺตา   โดยมีคุณก่อน  ท่านกล่าวว่า

สุญญผัสสะหมายถึง ผัสสะที่เกิดพร้อมด้วยผลสมาบัตินั้น แม้ในอนิมิตต-

ผัสสะ  และอัปปณิหิตผัสสะ ก็นัยนี้เหมือนกัน.

ส่วน   นิพพาน   ชื่อว่า   สุญญะเพราะว่างจากกิเลสมีราคะเป็นต้น

โดยอารมณ์ ชื่อว่าอนิมิต  เพราะไม่มีราคนิมิต  เป็นต้น  ชื่อว่า  อัปปณิ-

หตะ  เพราะไม่มัที่ตั้งแห่งราคะ  โทสะและโมหะ.   การถูกต้องในผลสมาบัติ

อันเกิดขึ้น  ชื่อว่าสุญญตะ  เพราะทำสุญญตนิพพานให้เป็นอารมณ์.  ใน

อนิมิตตะและอัปปณิหิตะ  ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 158

ชื่อว่ากถาเป็นที่มา มีอีกอย่างหนึ่ง. ส่วนแม้วิปัสสนา ท่านก็เรียกว่า

สุญญตะ  อนิมิตตะและอัปปณิหิตะ.  บรรดาบทเหล่านั้น  ภิกษุใด  กำหนด

สังขารทั้งหลายโดยความเป็นของไม่เที่ยง  เห็นโดยความไม่เที่ยง  ย่อมออก

จากความไม่เที่ยง  วิปัสสนา  อันเป็นวุฏฐานคามินีของภิกษุนั้น ย่อมชื่อว่า

อนิมิตะ ภิกษุใดกำหนดโดยความเป็นทุกข์เห็นโดยความเป็นทุกข์  ย่อม

ออกจากความทุกข์ วิปัสสนาของภิกษุนั้น  ย่อมชื่อว่าอัปปณิหิตะ  ภิกษุใด

กำหนดโดยความเป็นอนัตตา  เห็นโดยความเป็นอนัตตาย่อมออกจากความ

เป็นอนัตตา วิปัสสนาของภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าสุญญตะ   บรรดาบทเหล่านั้น

มรรคของอนิมิตตวิปัสสนา   ชื่อว่า   อนิมิต,   ผลของอนิมิตตมรรค   ชื่อว่า

อนิมิตเมื่อผัสสะที่เกิดพร้อมกับอนิมิตตผลสมาบัติถูกต้องอยู่   ท่านเรียกว่า

อนิมิตตผัสสะ    ย่อมถูกต้อง.    แม้ในอัปปณิหิตะและสุญญตะ  ก็มีนัยนี้

เหมือนกัน.   เมื่อท่านกล่าว  โดยเป็นที่มา  พึงถึงความกำหนดว่า  สุญญต-

ผัสสะ   อนิมิตตผัสสะ   หรืออัปปณิหิตผัสสะ   เพราะฉะนั้น    ผู้ดำรงอยู่

โดยที่เป็นที่มา   พึงกล่าวโดยมีคุณ   และโดยอารมณ์.   ก็ผัสสะทั้งหลาย ๓

ย่อมถูกต้องอย่างนี้ดังนั้น   จึงเหมาะสม.

นิพพานชื่อว่าวิเวกในบทเป็นอาทิว่า  วิเวกนินฺน ชี่อว่า   วิเวก

นินนะ   เพราะอรรถว่า   น้อมไป  คือ โน้มไปในวิเวกนั้น.   บทว่า   วิเวก

โปณ   ชื่อว่า   วิเวกโปณะ   เพราะอรรถว่า   ดำรงอยู่ดุจความคดด้วยเหตุ

แห่งวิเวกซึ่งมาจากอื่น.   ชื่อว่า   วิเวกปพฺภาร   เพราะอรรถว่าดำรงอยู่เป็น

ดุจตกไปด้วยเหตุแห่งวิเวก.

จบ  อรรถกถาทุติยกามภูสูตรที่  ๖


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 159

๗.  โคทัตตสูตร

 

ว่าด้วยวิมุตติ ๔

 

[๕๗๑]  สมัยหนึ่ง   ท่านพระโคทัตตะอยู่ที่อัมพาฏกวัน ใกล้ราวป่า

มัจฉิกาสณฑ์ ครั้งนั้นแล  จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาท่านพระโคทัตตะถึงที่อยู่

ไหว้แล้วนั่ง   ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง      ครั้นแล้วท่านพระโคทัตตะได้ถาม

จิตตคฤหบดีว่า  ดูก่อนคฤหบดี  ธรรมเหล่านี้   คือ  อัปปมาณาเจโตวิมุตติ

อากิญจัญญาเจโตวิมุตติ   สัญญตาเจโตวิมุตติ    และอนิมิตตาเจโต-

วิมุตติ     มีอรรถต่างกัน    มีพยัญชนะต่างกัน    หรือว่ามีอรรถ.  เหมือนกัน

ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น.  จิตตคฤหบดีตอบว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ปริยาย

ที่เป็นเหตุให้ธรรมเหล่านี้อาศัยแล้ว  เป็นธรรมมีอรรถต่างกัน   มีพยัญชนะ

ต่างกัน   มีอยู่   และปริยายที่เป็นเหตุให้ธรรมเหล่านี้อาศัยแล้ว   เป็นธรรม

มีอรรถเหมือนกัน   ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น   มีอยู่.

[๕๗๒]    ข้าแต่ท่านผู้เจริญ     ก็ปริยายที่เป็นเหตุให้ธรรมเหล่านี้

อาศัยแล้ว     เป็นธรรมมีอรรถต่างกัน      และมีพยัญชนะต่างกันเป็นไฉน

ข้าแต่ท่านผ้เจริญ  ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้  มีจิตประกอบด้วยเมตตาแผ่ไป

ตลอดทิศหนึ่งอยู่  ทิศที่ ๒  ทิศที่ ๓  ทิศที่ ๔  ก็เหมือน กัน  โดยนัยนี้  ทั้ง

เบื้องบน   เบื้องล่าง  เบื้องขวาง   แผ่ไปตลอดโลก   ทั่วสัตว์ทุกเหล่า   ในที่

ทุกสถาน     ด้วยใจอันประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์     ถึงความเป็นใหญ่

หาประมาณมิได้    ไม่มีเวร    ไม่มีความเบียดเบียนอยู่    มีใจประกอบด้วย

กรุณา. . .ประกอบด้วยมุทิตา . . .ประกอบด้วยอุเบกขาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่ง


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 160

อยู่  ทิศที่   ๒  ทิศที่   ๓  ทิศที่  ๔  ก็เหมือนกัน   โดยนัยนี้  ทั้งเบื้องบน

เบื้องล่าง   เบื้องขวาง   แผ่ไปตลอดโลก   ทำสัตว์ทุกเหล่า   ในที่ทุกสถาน

ด้วย ใจอันประกอบด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์  ถึงความเป็นใหญ่  หาประมาณ

มิได้   ไม่มีเวร   ไม่มีความเบียดเบียนอยู่    ข้าแต่ท่านผู้เจริญ    นี้เรียกว่า

อัปปมาณาเจโตวิมุตติ.

[๕๗๓]   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ     ก็อากิญจัญญาเจโตวิมุตติ เป็นไฉน.

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้  ก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนฌาน

โดยประการทั้งปวงแล้ว  เข้าอากิญจัญญายตนฌานด้วยมนสิการว่า  อะไรๆ

หน่อยหนึ่งไม่มี  ดังนี้ อยู่   นี้เรียกว่า  อากิญจัญญาเจโตวิมุตติ.

[๕๗๔]   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ก็สุญญตาเจโตวิมุตติเป็นไฉน.  ข้าแต่

ท่านผู้เจริญ  ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้  อยู่ในป่าก็ดีาม  อยู่โคนต้นไม้ก็ตาม

อยู่ในเรือนว่างเปล่าก็ตาม    ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ ว่า   นี้ว่างเปล่าจากตน

หรือจากสิ่งที่เนื่องในตน เรียกว่า  สุญญตาเจโตวิมุตติ.

[๕๗๕]  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ก็อนิมิตตาเจโตวิมุตติเป็นไฉน.  ข้าแต่

ท่านผู้เจริญ   ภิกษุในธรรมวินัยนี้   ย่อมเข้าถึงอนิมิตตาเจโตวิมุตติเพราะไม่

มนสิการถึงนิมิตทั้งปวงอยู่    นี้เรียกว่า อนิมิตตาเจโตวิมุตติ    ข้าแต่ท่าน

ผู้เจริญ    นี้คือปริยายที่เป็นเหตุให้ธรรมเหล่านี้อาศัยแล้ว    มีอรรถต่างกัน

และมีพยัญชนะต่างกัน.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 161

[๕๗๖]  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ      ก็ปริยายที่เป็นเหตุให้ธรรมเหล่านี้

อาศัยแล้ว   มีอรรถเป็นอันเดียวกัน   ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้นเป็นไฉน

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   ราคะ   โทสะ   โมหะ   ชื่อว่ากิเลสตัวกระทำประมาณ

กิเลสเหล่านั้นอันภิกษุผู้ขีณาสพละได้แล้ว   ตัดมูลรากขาดแล้ว   ทำไห้เป็น

เหมือนตาลยอดด้วน  ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา  อัปป-

มาณาเจโตริมุตติอันไม่กำเริบมีประมาณเท่าใด    เจโตวิมุตติบัณฑิตกล่าวว่า

เป็นเลิศกว่าอัปปมาณาเจโตวิมุตติเหล่านั้น   ก็เจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ   นั้น

ว่างเปล่าจากราคะ   โทสะ   โมหะ  ราคะ   โทสะ   โมหะ   ชื่อว่าเป็นกิเลส

เครื่องกังวล   กิเลสเหล่านั้นอันภิกษุผู้ขีณาสพ   ละได้แล้ว   ตัดมูลรากขาด

แล้ว    ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน   ทำไม่ให้มี   ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไป

เป็นธรรมดา   อากิญจัญญาเจโตวิมุตติอันไม่กำเริบมีประมาณเท่าใด   เจโต.

วิมุตติบัณฑิตกล่าวว่า  เป็นเลิศกว่าอากิญจัญญาเจโตวิมุตติเหล่านั้น  ก็เจโต-

วิมุตติอันไม่กำเริบนั้นว่างเปล่าจากราคะ  โทสะ โมหะ   ราคะ โทสะ  โมหะ

ชื่อว่าเป็นกิเลสเครื่องกระทำนิมิต      ( เครื่องหมาย )      กิเลสเหล่านั้นอัน

ภิกษุผู้ขีณาสพละได้แล้ว   ตัดมูลรากขาดแล้ว   ทำให้เป็นเหมือนตาลยอด

ด้วน ทำไม่ให้มี  ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา.  อนิมิตตาเจโตวิมุตติอัน

ไม่กำเริบมีประมาณเท่าใด  เจโตวิมุตติบัณฑิตกล่าวว่า  เป็นเลิศกว่าอนิมิต-

ตาเจโตวิมุตติเหล่านั้น ก็เจโตวิมุตติอันไม่กำเริบนั้นว่างเปล่าจากราคะ โทสะ

โมหะ.    ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   ปริยายนี้เป็นเหตุให้ธรรมเหล่านี้อาศัยแล้ว   มี

อรรถเป็นอันเดียวกัน    ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น   ท่านพระโคทัตตะ

กล่าวว่า  ดูก่อนคฤหบดี  การที่ปัญญาจักษุของท่านหยั่งทราบในพระพุทธ-

พจน์ที่ลึกซึ้ง   ชื่อว่าเป็นลาภของท่าน   ท่านได้ดีแล้ว.

จบ  โคทัตตสูตรที่  ๗


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 162

อรรถกถาโคทัตตสูตรที่  ๗

 

พึงทราบวินิจฉัยในโคทัตตสูตรที่  ๗  ดังต่อไปนี้.

บทว่า   นานตฺถา   เจว   นานาพฺยญฺชนา   จ   คือแม้พยัญชนะแห่ง

ธรรมเหล่านั้นต่างกัน   แม้อรรถก็ต่างกัน.   บรรดาบทเหล่านั้นธรรมชื่อว่า

ปรากฏ   เพราะพยัญชนะต่างกัน.   ส่วนอรรถ   อัปปมาณาเจโตวิมุตติ

โดยภูมิ เป็นมหัคคตะ  เป็นรูปาวจร โดยอารมณ์มีสัตวบัญญติ เป็นอารมณ์

อากิญจัญญาเจโตวิมุตติ โดยภูมิเป็นมหัคคตะ เป็นอรูปาวจร  โดยอารมณ์

มีอารมณ์ไม่พึงกล่าวฐคือบัญญัติ )สุญญตาเจโตวิมุตติโดยภูมิเป็นกามาวจร

โดยอารมณ์มีสังขารเป็นอารมณ์    ส่วนวิปัสสนา  ท่านประสงค์ว่า  สุญญตา

ในที่นี้.    อนิมิตตาเจโตวิมุตติ  โดยภูมิ    เป็นโลกุตตระ    โดยอารมณ์

มีนิพพานเป็นอารมณ์.

ในบทเป็นอาทิว่า  ราโค   โข   ภนฺเต   ปมาณกรโณ   ชื่อว่าน้ำ

ในเกวียนมีใบไม้เน่ามีสีดำอยู่ที่เชิงเขา  เมื่อมองดูย่อมปรากฏ  เหมือนน้ำลึก

ร้อยวา      เมื่อถือเอาไม้หรือเชือกวัด     น้ำเพียงท่วมหลังเท้าก็ไม่ได้ฉันใด.

ตลอดเวลาที่ราคะเป็นต้นยังไม่เกิดขึ้นใครๆ ย่อมไม่สามารถจะรู้จักบุคคลได้

เขาย่อมปรากฏ  คล้ายโสดาบัน  คล้ายสกทาคามี  คล้ายอนาคามี   แต่เมื่อใด

ราคะเป็นต้นเกิดขึ้นแก่เขา เมื่อนั้น เขาปรากฏว่า กำหนัด ขัดเคือง ลุ่มหลง

ฉันนั้นเหมือนกัน.  ชื่อว่าการทำประมาณเหล่านั้น  ท่านกล่าวว่า เมื่อแสดง

ประมาณแก่บุคคลว่า บุคคลนี้มีประมาณเท่านี้  ย่อมเกิดขึ้น.   บทว่า ยาวตา

โข   ภนฺเต   อปฺปมาณา   เจโตวิมุตติ  โดยความว่าอัปปมาณาเจโตวิมุตติ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 163

มีประมาณเท่าใด.  ถามว่า  ก็อัปปมาณาเจโตวิมุตติเหล่านั้นมีเท่าไร. ตอบว่า

มี  ๑๒  คือพรหมวิหาร  ๔  มรรค  ๔   ผล   ๔. ใน  ๑๒ อย่างนั้น พรหมวิหาร

ชื่อว่า    อัปปมาณา    เพราะแผ่ไปหาประมาณมิได้.  ธรรมที่เหลือ( มรรค

และผล)พึงทราบดังนี้  แม้นิพพานก็ชื่อว่า อัปปมาณา เหมือนกัน   เพราะ

ความที่แห่งกิเลสทั้งหลายตัว ทำประมาณไม่มี. แต่ไม่ชื่อว่า เจโตวิมุตติเพราะ

ฉะนั้น จึงไม่ถือเอา บทว่า อกุปฺปา  คืออรหัตตผลเจโตวิมุตติ.  ก็อรหัตผล

เจโตวิมุตตินั่น เป็นหัวหน้าธรรมทั้งหมดแห่งอัปปมาณาเจโตวิมุตติเหล่านั้น

เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า  อคฺคมกฺขายติ.  บทว่าราโค โข   ภนฺเต กิญฺจน

ความว่า ราคะเกิดขึ้นแล้ว ย่อมกังวลย่ำยี ย่อมผูกพันบุคคลไว้เพราะฉะนั้น

ท่านจึงเรียกว่า   กิญฺจน   กิเลสเครื่องกังวล.   ได้ยินว่า   พวกมนุษย์ให้โค

ทั้งหลายย่ำเหยียบลานจะพูดว่า แดงวนไป ดำวนไปพึงทราบว่าราคะมีอรรถ

ว่าย่ำยี  มีอรรถว่ากังวล.  แม้ในโทสะและโมหะก็มีนัยนี้เหมือนกัน

ธรรม ๙ คืออกิญจัญญายตนะ  ๑ มรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่าอกิญ-

จัญญาเจโตวิมุตติ.  ในธรรมเหล่านั้น  อากิญจัญญายตนะ   ชื่อว่า  อากิญ-

จัญญะ    เพราะไม่มีกิเลสเครื่องกังวลเป็นอารมณ์.    มรรคและผล   ชื่อว่า

อากิญจัญญะ      เพราะกิเลสเครื่องกังวลคือกิเลสเป็นเครื่องย่ำยีและเป็น

เครื่องผูกไม่มี นิพพานก็เป็น อากิญจัญญะ  แต่ไม่ใช่เจโตวิมุตติ เพราะฉะ-

นั้นท่านจึงไม่ถือเอาบทเป็นอาทิว่า   ราโค   โข   ภนฺเต    นิมิตฺตกรโณ

ความว่า   สองตระกูล   มีลูกโคสองคู่เหมือน ๆ กัน   บุคคลย่อมไม่สามารถ

จะรู้ได้ว่า    นี้ลูกโคของตระกูลโน้น    นี้ลูกโคของตระกูลโน้น   ตลอดเวลา

ที่เขายังไม่ทำเครื่องหมายไว้ที่ลูกโคเหล่านั้น     แต่เมื่อใดเขาทำเครื่องหมาย


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 164

อย่างใดอย่างหนึ่งมีหลาว  ๓  แฉกเป็นต้น      ที่ลูกโคเหล่านั้น     เมื่อนั้น

บุคคลย่อมสามารถรู้ได้ฉันใด     ตลอดเวลาที่ราคะยังไม่เกิดขึ้นแก่บุคคล

บุคคลย่อมไม่สามารถเพื่อจะรู้ได้ว่า  เขาเป็นพระอริยะ  หรือปุถุชน  ต่อเมื่อ

ราคะเกิดขึ้นแก่เขา ย่อมเกิดขึ้นเหมือนทำเครื่องหมายอันให้รู้ได้ว่า บุคคลนี้

ชื่อว่า   ยังมีราคะอยู่    เพราะฉะนั้น    ท่านจึงกล่าวราคะว่าเป็นตัวทำนิมิต.

แม้ในโทสะและโมหะก็มีนัยนี้ เหมือนกัน.

ธรรม  ๑๓  คือวิปัสสนา  ๑   อรูป  ๔  มรรค  ๔  ผล  ๔  ชื่อว่า

อนิมิตตาเจโตวิมุตติ.  ในธรรม  ๑๓  นั้น  วิปัสสนา   ชื่อว่า  อนิมิตตะ

เพราะอรรถว่าเพิกถอนนิมิตว่าเที่ยงเป็นสุข   เป็นตนเสียได้  อรูป ๔ ชื่อว่า

อนิมิต   เพราะไม่มีรูปนิมิต. มรรคและผล ชื่อว่า อนิมิต  เพราะไม่มีกิเลส

เป็นตัวกระทำนิมิต.   แม้นิพพาน   ก็เป็นอนิมิตเท่านั้น.   แต่ท่านไม่ถือเอา

นิพพานนั้น เพราะไม่ใช่เจโตวิมุตติ.  ถามว่าเมื่อเป็นเช่นนั้น  เพราะเหตุไร

ท่านจึงไม่ถือเอา สุญญตาเจโตวิมุตติ.   ตอบว่า  สุญญาตาเจโตวิมุตตินั้น  ไม่จัด

เข้าในธรรมทั้งปวง    เพราะฉะนั้น    ท่านแยกไว้ไม่ถือเอา    เพราะบาลีว่า

สุญฺา ราเคน  เป็นอาทิ.  บทว่า  เอกตฺถา ความว่า มีอรรถอย่างเดียวกัน

ด้วยสามารถแห่งอารมณ์.   ก็บทเหล่านั้น   คือ   อัปปมาณะ   อากิญจัญญะ

สุญญตะ   อนิมิตตะ   ทั้งหมด   เป็นชื่อของนิพพานนั้นเอง.   โดยปริยาย

อย่างนี้    จึงมีอรรถเป็นอันเดียวกัน.   แต่พยัญชนะต่างกัน  โดยปริยายนี้ว่า

ก็ในที่แห่งหนึ่ง    เป็นอัปปมาณา    ในที่แห่งหนึ่งเป็นอากิญจัญญา    ในที่

แห่งหนึ่งเป็นสุญญตา   ในที่แห่งหนึ่งเป็นอนิมิตตา.

จบ  อรรถกถาโคทัตตสูตรที่  ๗


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 165

๘.  นิคัณฐสูตร

 

ว่าด้วยปัญหา  ๑๐  ข้อของนิครณฐนาฏบุตร

 

[๕๗๗]  ก็สมัยนั้นแล    นิครณฐนาฏบุตรได้ไปถึงราวป่าชื่อว่า

มัจฉิกาสณฑ์พร้อมด้วยนิครณฐ์บริษัทเป็นอันมาก.     จิตตคฤหบดีได้สดับ

ข่าวว่า     นิครณฐนาฎบุตรได้มาถึงราวป่าชื่อว่ามัจฉิกาสณฑ์พร้อมด้วย

นิครณฐ์บริษัทเป็นอันมาก.    ครั้งนั้นแล    จิตตคฤหบดีพร้อมด้วยอุบาสก

หลายคนเข้าไปหานิครณฐนาฏบุตรแล้ว    ได้ปราศรัยกับนิครณฐนาฏบุตร

ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว     จึงได้นั่ง   ณ  ที่ควรส่วน

ข้างหนึ่ง   ครั้นแล้วนิครณฐนาฏบุตรได้ถามจิตตคฤหบดีว่า   ดูก่อนคฤหบดี

ท่านย่อมเชื่อต่อพระสมณโคดมว่า     สมาธิที่ไม่มีวิตกวิจารมีอยู่    ความดับ

วิตกวิจารมีอยู่หรือ.   จิตตคฤหบดีกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ  ข้าพเจ้าไม่ได้เชื่อต่อ

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ในข้อนี้ว่า   สมาธิอันไม่มีวิตกวิจารมีอยู่  ความดับแห่ง

วิตกวิจารมีอยู่.

[๕๗๘]    เมื่อจิตตคฤหบดีกล่าวอย่างนี้แล้ว     นิครณฐนาฏบุตร

แลดูบริษัทของตนแล้วจึงประกาศว่า  ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงดูเรื่องนี้   จิตต-

คฤหบดีนี้ เป็นคนตรงไม่โอ้อวด ไม่มีมารยาจริงเพียงใด. จิตตคฤหบดีผู้เข้าใจ

ว่า  พึงมีการดับวิตกวิจารนั้น  ก็เท่ากับว่าเข้าใจว่า  พึงกั้นกางลมได้ด้วยข่าย

หรือจิตตคฤหบดีผู้เข้าใจว่า    พึงมีการดับวิตกวิจารนั้น    ก็เท่ากับว่าเข้าใจว่า

พึงกั้นกางกระแสน้ำคงคาได้ด้วยฝ่ามือของตน    จิตตคฤหบดีกล่าวว่า   ท่าน

ผู้เจริญ  ท่านย่อมเข้าใจเป็นไฉน   คือ  ญาณกับศรัทธาอะไรประณีตกว่ากัน.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 166

นิครณฐ.  ดูก่อนคฤหบดี   ญาณนั่นแหละประณีตกว่าศรัทธา.

จิตต.   ท่านผู้เจริญ    ข้าพเจ้าย่อมจำนงหวังได้ทีเดียวว่า    เราสงัด

จากกาม   สงัดจากอกุศลธรรม   เข้าปฐมฌานอันมีวิตกวิจารมีปีติและสุขอัน

เกิดแต่วิเวกอยู่   ข้าพเจ้าย่อมจำนงหวังได้ทีเดียวว่า   เราเข้าทุติยฌาน ฯลฯ

เพราะวิตกวิจารสงบไป  ข้าพเจ้าย่อมจำนงหวังได้ทีเดียวว่า  เพราะปีติสิ้นไป

ฯลฯ  เข้าตติยฌาน   ข้าพเจ้าย่อมจำนงหวังได้ทีเดียวว่า   เราเข้าจตุตถฌาน.

ฯลฯ  เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัส  โทมนัสก่อนๆ ได้.   ท่านผู้เจริญ

ข้าพเจ้ารู้เห็นอยู่อย่างนี้    จักไม่เชื่อสมณะหรือพราหมณ์ได้ ๆ ว่าสมาธิอันไม่

มีวิตกวิจารมีอยู่   ความดับแห่งวิตกวิจารมีอยู่.

[๕๗๙]   เมื่อจิตตคฤหบดีกล่าวอย่างนี้แล้ว    นิครณฐนาฏบุตรได้

แลดูบริษัทของตนแล้วจึงประกาศว่า  ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงดูเรื่องนี้   จิตต-

คฤหบดีนี้ เป็นคนไม่ตรง  โอ้อวด  มีมารยาจริงเพียงใด  จิตดคฤหบดีกล่าวว่า

ท่านผู้เจริญ   ก็ข้าพเจ้าทราบคำที่ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้แหละว่า   ท่านผู้เจริญ

ทั้งหลายจงดูเรื่องนี้    จิตตคฤหบดีนี้เป็นคนตรง  ไม่โอ้อวด  ไม่มีมารยาจริง

เพียงใด   และทราบคำที่ท่านพูดเดี๋ยวนี้ว่า    ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงดูเรื่องนี้

จิตตคฤหบดีนั้นเป็นคนไม่ตรง โอ้อวด มีมารยาจริงเพียงใด ถ้าคำพูดครั้งก่อน

ของท่านเป็นจริง   คำพูดครั้งหลังของท่านก็ผิด   ถ้าคำพูดครั้งหลังของท่าน

เป็นจริง   คำพูดครั้งก่อนของท่านก็ผิด   ก็ปัญหาที่มีเหตุผล  ๑๐  ข้อนี้ย่อม

มาถึงแก่ท่าน    เมื่อท่านเข้าใจเนื้อความแห่งปัญหาเหล่านั้น   ก็เชิญบอกกับ

นิครณฐ์บริษัท.  ปัญหา ๑๐ ข้อนี้   คือ   ปัญหา  ๑  อุเทศ  ๑ ไวยากรณ์ ๑

ปัญหา  ๒   อุเทศ  ๒  ไวยากรณ์ ๒    ปัญหา  ๓   อุเทศ  ๓  ไวยากรณ์ ๓


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 167

ปัญหา  ๔ อุเทศ  ๔ ไวยากรณ์ ๔    ปัญหา ๕  อุเทศ  ๕  ไวยากรณ์ ๕

ปัญหา  ๖  อุเทศ  ๖  ไวยากรณ์ ๖   ปัญหา  ๗  อุเทศ  ๗  ไวยากรณ์ ๗

ปัญหา  ๘  อุเทศ  ๘  ไวยากรณ์ ๘   ปัญหา  ๙  อุเทศ  ๙  ไวยากรณ์  ๙

ปัญหา  ๑๐ อุเทศ  ๑๐ ไวยากรณ์ ๑๐  ครั้นจิตตคฤหบดีได้ถามปัญหาที่มี

เหตุผล ๑๐  ข้อนี้กะนิครณฐนาฏบุตรเสร็จแล้ว  ลุกจากอาสนะหลีกไป.

จบ  นิคัณฐสูตรที่  ๘

 

อรรถกถานิคัณฐสูตรที่  ๘

 

พึงทราบวินิจฉัยในนิคัณฐสูตรที่  ๘  ดังต่อไปนี้.

บทว่า   เตนุปสงฺกมิ   ความว่า  ถามว่า   จิตตคฤหบดี   เป็นอริย

สาวก ชั้นอนาคามีบุคคล ผู้มีอาคมอันถึงแล้ว  รู้คำสอนแจ่มแจ้งแล้ว เหตุไร

จึงเข้าไปหานิครนถ์เปลือยกายไม่มีมิ่งขวัญเล่า.    ตอบว่า    เพื่อปลดเปลื้อง

การว่าร้าย  และเพื่อความรุ่งเรื่องวาทะ. ได้ยินว่า  พวกนิครนถ์  ย่อมเข้าไป

ว่าร้ายว่า   พวกสาวกของสมณโคดมเป็นเช่นตอไม้ตะเคียนอันแข็ง  ย่อมไม่

ทำปฏิสันถารกับใครเลย  จิตตคฤหบดี เข้าไปหาแล้ว  เพื่อปลดเปลื้องการว่า

ร้ายนั้น  และคิดว่า  เราจักยกวาทะกับนิครนถ์นั้นดังนี้.    บทว่า น  ขฺวาห

เอตฺถ   ภนฺเต   ภควโค   สทฺธาย   คจฺฉามิ    ท่านแสดงว่า   บุคคลใด

ย่อมไม่ทำให้แจ้งด้วยญาณ  บุคคลนั้น   พึงไปด้วยความเชื่อต่อบุคคลอื่นว่า

ได้ยินว่า  สิ่งนั้น  เป็นอย่างนั้น  แต่สิ่งนั้น  อันเราทำให้แจ้งแล้วด้วยญาณ.

เพราะฉะนั้น    ข้าพเจ้า    จึงไม่เชื่อต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า    ในข้อนี้ดังนี้

จึงกล่าวอย่างนี้.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 168

บทว่า    อปโลเกตฺวา    ความว่า   น้อมกายเข้าไป   ยืดท้อง   ชูคอ

เพ่งดูไปในทิศทั้งปวง.   บทว่า   พาเธตพฺพ   มญฺเยฺย   ความว่า   จิตตะ-

คฤหบดีนั้น  พึงเข้าใจว่า  พึงห้ามลม หรือพึงผูกไว้ด้วยตาข่าย  โดยประการ

ที่ลมจะออกไปไม่ได้ฉะนั้น.

บทว่า สหธมฺมิกา  คือพร้อมด้วยเหตุ.  บทว่า ปม ปฏิหเรยฺยาสิ

สทฺธึ     นิคฺคณฺปริสาย  ความว่า  เมื่อท่านรู้เนื้อความแห่งปัญหาเหล่านั้น

แล้ว    พึงบอกกับนิครนถ์บริษัทก่อน   ท่านมายังสำนักของเราผู้สนับสนุน

แล้ว   พึงประกาศให้บริษัทรู้ว่าตนมาแล้ว   ดังนี้.    บทว่า   เอโก   ปญฺโห

คือมรรคปัญหาหนึ่ง.   อธิบายว่า   การแสวงหาปัญหาหนึ่ง.   บทว่า   เอโก

อุทฺเทโส คือ  อะไร  ชื่อว่าหนึ่ง.  หนึ่งนี้ คืออุเทศ.  บทว่า  เอก  พฺยากรณ

ความว่า    คำนี้ว่า    สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง     ดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร    ชื่อว่า

ไวยากรณ์หนึ่ง.   พึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงอย่างนี้.

จบ  อรรถกถานิคัณฐสูตรที่  ๘

 

๙.  อเจลสูตร

 

ว่าด้วยอุตตริมนุสสธรรมที่เป็นญาณทัสสนะ

 

[๕๘๐]     ก็สมัยนั้นแล     อเจลกัสสปได้เคยเป็นสหายของจิตต-

คฤหบดี  เมื่อครั้งยังเป็นคฤหัสถ์  ได้ไปถึงราวป่ามัจฉิกาสณฑ์  จิตตคฤหบดี

ได้สดับข่าวว่า      อเจลกัสสปผู้เคยเป็นสหายของเราเมื่อครั้งยังเป็นคฤหัสถ์

ได้มาถึงราวป่าชื่อมัจฉิกาสณฑ์  ครั้งนั้นแล  จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาอเจล-

กัสสปแล้ว ได้ปราศรัยกับอเจลกัสสป  ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึง


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 169

กันไปแล้ว   จึงนั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง    ครั้นแล้วได้ถามอเจลกัสสปว่า

ท่านกัสสปผู้เจริญ    ท่านบวชมานานเท่าไร    อเจลกัสสปตอบว่า    ดูก่อน

คฤหบดี  เราบวชมาได้ประมาณ  ๓๐ ปี.

จิตต.   ท่านผู้เจริญ   ก็ตลอดเวลา  ๓๐ ปีมานี้    อุตตริมนุสสธรรม

อะไร ๆ  ที่เป็นญาณทัสสนะวิเศษชั้นเยี่ยมอย่างบริบูรณ์  อันท่านบรรลุแล้ว

เป็นธรรมเครื่องอยู่ผาสุก   มีอยู่หรือ.

.  ดูก่อนคฤหบดี    ตลอดเวลา ๓๐ ปีมานี้     อุตตริมนุสสธรรม

อะไร ๆ  ที่เป็นญาณทัสสนะวิเศษชั้นเยี่ยมอย่างบริบูรณ์   อันเราบรรลุแล้ว

เป็นธรรมเครื่องอยู่ผาสุก  ไม่มี  นอกจากการประพฤติเปลือย   การเป็นคน

โล้น   และการปัดฝุ่น.

[๕๘๑]       เมื่ออเจลกัสสปกล่าวอย่างนี้      จิตตคฤหบดีได้กล่าวว่า

ท่านผู้เจริญ   ความเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว   น่าอัศจรรย์

จริง     ไม่เคยมีมาแล้วหนอ      เพราะในอเจลบรรพชาตลอดเวลา  ๓๐  ปี

อุตตริมนุสสธรรมอะไร ๆ   ที่เป็นญาณทัสสนะวิเศษชั้นเยี่ยมอย่างบริบูรณ์

เป็นธรรมอันท่านบรรลุแล้ว  เป็นธรรมเครื่องอยู่ผาสุก ไม่มี  นอกจากการ

ประพฤติเปลือย   การเป็นคนโล้น   และการปัดฝุ่น.

.   ดูก่อนคฤหบดี      ก็ท่านได้เข้าถึงความเป็นอุบาสกมาแล้วนาน

เท่าไร.

จิตต.   ท่านผู้เจริญ     สำหรับข้าพเจ้าได้เข้าถึงความเป็นอุบาสกมา

แล้ว ๓๐  ปี.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 170

.   ดูก่อนคฤหบดี   ก็ตลอดเวลา ๓๐ ปีมานี้     อุตตริมนุสสธรรม

อะไร ๆ  ที่เป็นญาณทัสสนะวิเศษชั้นเยี่ยมอย่างบริบูรณ์  อันท่านบรรลุแล้ว

เป็นธรรมเครื่องอยู่ผาสุก   มีอยู่หรือ.

จิตต.   ท่านผู้เจริญ     แม้คฤหัสถ์ก็พึงมีธรรมเช่นนั้นได้     เพราะ

ข้าพเจ้าย่อมจำนงหวังได้ทีเดียวว่า    เราสงัดจากกาม    สงัดจากอกุศลธรรม.

เข้าปฐมฌาน    มีวิตกวิจาร    มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่    ข้าพเจ้าย่อม

จำนงหวังได้ทีเดียวว่า  เราเข้าทุติยฌาน . . . ข้าพเจ้าย่อมจำนงหวังได้ทีเดียว

ว่า   มีอุเบกขา   มีสติสัมปชัญญะ     และเสวยสุขด้วยกาย   เพราะปีติสิ้นไป

เข้าตติยฌาน . . .  ข้าพเจ้าย่อมจำนงหวังได้ทีเดียวว่า   เราเข้าจตุตถฌาน . . .

ก็แหละข้าพเจ้าพึงพยากรณ์ก่อนพระผู้มีพระภาคเจ้าไซร้     ก็จะไม่เป็นการ

น่าอัศจรรย์   สำหรับข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงทรงพยากรณ์   ข้าพเจ้า

ว่า  ไม่มีสังโยชน์ที่จิตตคฤหบดีประกอบแล้ว  (มีแล้ว)   จะพึงเป็นเหตุให้

กลับมาสู่โลกนี้อีก.

[๕๘๒]   เมื่อจิตตคฤหบดีกล่าวอย่างนี้       อเจลกัสสปได้กล่าวว่า

ท่านผู้เจริญ   ความเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว   น่าอัศจรรย์

จริงไม่เคยมีมาแล้วหนอ เพราะในพระธรรมวินัยมีคฤหัสถ์ผู้นุ่งห่มขาว จัก

บรรลุอุตตริมนุสสธรรมที่เป็นญาณทัสสนะวิเศษชั้นเยี่ยมอย่างบริบูรณ์

เป็นเครื่องอยู่ผาสุกเช่นนั้น ดูก่อนคฤหบดี ข้าพเจ้าพึงได้บรรพชาอุปสมบท

ในพระธรรมวินัยนี้.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 171

ครั้งนั้นแล     จิตตคฤหบดีได้พาเอาอเจลกัสสปเข้าไปหาภิกษุผู้เถระ

ถึงที่อยู่แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย อเจลกัสสปผู้นี้เคยเป็นสหาย

ของข้าพเจ้าเมื่อครั้งยังเป็นคฤหัสถ์    ขอพระเถระทั้งหลายจงให้อเจลกัสสป

ผู้นี้บรรพชาอุปสมบทเถิด  ข้าพเจ้าจักบำรุงเธอด้วยจีวร  บิณฑบาต  เสนา-

สนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริกขาร.     อเจลกัสสปได้บรรพชาอุปสมบทใน

พระธรรมวินัยแล้ว.   ท่านพระอเจลกัสสปอุปสมบทแล้วไม่นาน   หลีกออก

จากหมู่   อยู่ผู้เดียว   ไม่ประมาท  มีความเพียร   มีใจแน่วแน่กระทำให้แจ้ง

ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม      ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็น

บรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น  ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน   เข้าถึงอยู่รู้

ชัดว่า  ชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว   กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว  กิจอื่น

เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี    ก็แลท่านพระอเจลกัสสปได้เป็นพระอรหันต์

องค์หนึ่งในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.

จบ  อเจลสูตรที่  ๙

 

อรรถกถาอเจลสูตรที่  ๙

พึงทราบวินิจฉัยในอเจลสูตรที่ ๙  ดังต่อไปนี้.

บทว่า     กีวจิร   ปพฺพชิโต   ความว่า   เวลานานเท่าไร.   บทว่า

อุตฺตริมนุสฺสธมฺโม  คือ  กุศลกรรมบถ  ๑๐ ชื่อว่า  มนุสสธรรม.   ยิ่ง

กว่ามนุสสธรรมนั้นชื่อว่าอุตตริมนุสสธรรม. บทว่า อลมริยญาณทสฺสน-

วิเสโส  ความว่า   ญาณทัสสนวิเศษกล่าวคือ  อลมริยธรรมเพราะสามารถ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 172

เพื่อทำความเป็นอริยะ. บทว่า นคฺเคยฺย คือจากความเป็นคนเปลือย บทว่า

มุญฺเฑยฺย  คือจากความเป็นคนโล้น.  บทว่า  วาฬนิปฺโปตนาย  คือจาก

การปัดฝุ่น  อธิบายว่า   เมื่อเขานั่งที่พื้นดิน   ก็แต่เพียงถือแซ่หางนกยูงเพื่อ

ปัดฝุ่นธุลีและทรายที่ติดอยู่ใกล้ที่นั่ง.

จบ  อรรถกถาอเจลสูตรที่  ๙

 

๑๐.  คิลานสูตร

 

ว่าด้วยพุทธคุณ  ธรรมคุณ  สังฆคุณ

 

[๕๘๓]  ก็สมัยนั้นแล   จิตตคฤหบดีป่วย   เป็นทุกข์  มีไข้หนัก

ครั้งนั้นแล  อารามเทวดา  วนเทวดา  รุกขเทวดา  ( และ )  เทวดาที่สิงสถิต

อยู่ที่ต้นไม้เป็นยา    หญ้าและพญาไม้    มาร่วมประชุมกันแล้วกล่าวกับจิตต

คฤหบดี ว่า    ดูก่อนคฤหบดี     ท่านจงปรารถนาว่า    ขอให้เราเป็นพระเจ้า

จักรพรรดิราชในอนาคตเถิด.  เมื่อพวกเทวดากล่าวอย่างนี้แล้ว จิตตคฤหบดี

จึงได้กล่าวกะเทวดาเหล่านั้นว่า   แม้การเป็นเช่นนั้นก็เป็นของไม่เที่ยง   ไม่

ยั่งยืน   จำจะต้องละไป.

[๕๘๔]   เมื่อจิตตคฤหบดีกล่าวอย่างนี้แล้ว     พวกมิตรสหายญาติ

สาโลหิตของจิตตคฤหบดีได้กล่าวกะจิตตคฤหบดีว่า      ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุตร

นาย   ท่านจงตั้งสติไว้   อย่าเพ้อไป.

จิตต.    ฉันได้พูดอะไรออกไปบ้างหรือ       ที่เป็นเหตุให้พวกท่าน

ทั้งหลายกล่าวกะฉันอย่างนี้ว่า   ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุตรนาย   ท่านจงตั้งสติไว้

อย่าเพ้อไป.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 173

มิตร.    ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุตรนาย  ท่านได้พูดอย่างนี้ว่า  แม้การเป็น

เช่นนั้น   ก็เป็นของไม่เที่ยง  ไม่ยั่งยืน   จำจะต้องละไป.

จิตต.   จริงอย่างนั้น  อารามเทวดา   วนเทวดา  รุกขเทวดา (และ)

เทวดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้เป็นยา   หญ้าและพญาไม้  ได้กล่าวกะเราอย่างนี้

ว่า   ดูก่อนคฤหบดีท่านจงตั้งปรารถนาว่า  ขอให้เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ-

ราชในอนาคตกาล  ฉันจึงได้กล่าวกะเทวดาเหล่านั้นว่า  แม้การเป็นเช่นนั้น

ก็เป็นของไม่เที่ยง   ไม่ยั่งยืน   จำจะต้องละไป.

มิตร.   ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุตรนาย  ก็อารามเทวดา   วนเทวดา  รุกข

เทวดา  (และ)  เทวดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้เป็นยา หญ้าและพญาไม้เหล่านั้น

เห็นอำนาจประโยชน์อะไร  จึงได้กล่าวว่า  ดูก่อนคฤหบดี  ท่านจงปรารถนา

ว่า   ขอให้เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชในอนาคตเถิด.

จิตต.    อารามเทวดา   วนเทวดา   รุกขเทวดา    ( และ )    เทวดาที่

สิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้เป็นยา   หญ้าและพญาไม้เหล่านั้น    มีความคิดอย่างนี้ว่า

จิตตคฤหบดีผู้นี้เป็นผู้มีศีล  มีกัลยาณธรรม ถ้าเธอจักปรารถนาว่า ขอให้เรา

ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชในอนาคตไซร้  การปรารถนาด้วยใจของเธอผู้

มีศีลนี้จักสำเร็จได้เพราะศีลบริสุทธิ์  ผู้ประกอบด้วยธรรมย่อมเพิ่มกำลังให้ผู้

ที่ประกอบด้วยธรรม  อารามเทวดา  วนเทวดา  รุกขเทวดา  ( และ ) เทวดา

ที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้เป็นยา   หญ้าและพญาไม้เล่านั้น  เห็นอำนาจประโยชน์

ดังกล่าวมานี้   จึงได้กล่าวว่า  ดูก่อนคฤหบดี ท่านจงปรารถนาว่าขอให้เราได้

เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชในอนาคตเถิด   ฉันจึงได้กล่าวกะเทวดาเหล่านั้น

ว่า แม้การเป็นเช่นนั้นก็ เป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน  จำจะต้องละไป.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 174

มิตร.   ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุตรนาย  ถ้าเช่นนั้น  ขอท่านจงกล่าวสอน

พวกข้าพเจ้าบ้าง.

[๕๘๕]   จิตต.  ฉะนั้น   พวกท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า   พวกเรา

จักประกอบด้วยศรัทธาอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า   แม้เพราะเหตุนี้ ๆ

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์    ตรัสรู้เองโดยชอบ    ถึง

พร้อมด้วยวิชชาและจรณะเสด็จไปดีแล้ว    รู้แจ้งโลก   เป็นสารถีฝึกบุรุษที่

ควรฝึก  ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า  เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  เป็นผู้

เบิกบานแล้ว    เป็นผู้จำแนกธรรม    พวกเราจักประกอบด้วยศรัทธาอันไม่

หวั่นไหวในพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว อันผู้

ปฏิบัติ จะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล  ควรเรียก  ให้มาดู  ควรน้อมเข้ามา

อันวิญญูชนจะพึงรู้เฉพาะตน พวกเราจักประกอบด้วยศรัทธาอันไม่หวั่นไหว

ในพระสงฆ์ว่า     พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว

ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเป็นธรรม  ปฏิบัติชอบ  นี่คือคู่แห่งบุรุษ  ๔  ได้แก่บุรุษ

บุคคล ๘ นี้คือ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ควรของคำนับ

เป็นผู้ควรของต้อนรับ     เป็นผู้ควรของทำบุญ     เป็นผู้ควรกระทำอัญชลี

เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งใหญ่ไปกว่า.  อนึ่ง  ไทยธรรมทุกชนิด

ในตระกูล  จักเป็นของควรแบ่งกับท่านผู้มีศีล   มีกัลยาณธรรม   พวกท่าน

พึงศึกษาอย่างนี้แล   ครั้งนั้นแล   จิตตคฤหบดี  ครั้นแน่ะนำมิตรสหายญาติ

สาโลหิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า   พระธรรม   พระสงฆ์   และจาคะแล้ว

ได้กระทำกาละ.

จบ  คิลานสูตรที่  ๑๐

จบ  จิตตตหปติปุจฉา.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 175

อรรถกถาคิลานสูตรที่ ๑๐

 

พึงทราบวินิจฉัยในคิลานสูตรที่  ๑๐  ดังต่อไปนี้.

บทว่า  อารามเทวดา ความว่า พวกเทพยดา ผู้สิงอยู่ในสวนดอกไม้

และในสวนผลไม้.    บทว่า    วนเทวดา   คือเทพยดาผู้สิงอยู่ในไพรสัณฑ์

บทว่า   รุกฺขเทวดา  ความว่า  เวสสวัณเทวดา  ในกาลแห่งพระเจ้ามัตตราช

พวกเทพดา ผู้สิงอยู่ในต้นไม้เหล่านั้นอย่างนี้    บทว่า  โอสธิติณวนปฺปติ

ความว่า     พวกเทพดา     ผู้สิงอยู่บนต้นสมอไทยและมะขามป้อมเป็นต้น

บนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้องเป็นต้น    และบนต้นไม้เจ้าป่า     บทว่า

สงฺคมฺม   คือประชุมพร้อมกันแล้ว.   บทว่า  สมาคมฺม  คือมาพร้อมกัน

แล้วแต่ที่นั้น  ๆ   บทว่า   ปณิเธหิ   ความว่า    ท่านจงตั้งด้วยสามารถความ

ปรารถนา    บทว่า  อิชฺฌิสฺสติ   สีลวโต   เจโตปณิธิ   ความว่า  ความ

ปรารถนาแห่งจิต   จักสำเร็จ   แก่เธอผู้มีศีล.   บทว่า    ธมฺมิโก  ผู้ประกอบ

ด้วยกุศลธรรม ๑๐  คือไม่ถึงอคติ.   บทว่า    ธมฺมราชา    เป็นไว้พจน์ของ

บทว่า  ธมฺมิโก  นั่นแหละ.  อนึ่ง  ชื่อว่า  ธรรมราชา  เพราะราชสมบัติ

อันพระองค์ทรงได้แล้ว โดยธรรม. บทว่า ตสฺมา  ความว่า  ข้าแต่ท่านผู้เป็น

บุตรนายถ้าอย่างนั้น ขอท่านทั้งหลาย จงกล่าวสอนพวกข้าพเจ้า ด้วยโอวาท

เป็นต้นเถิด. บทว่า อปฺปฏิวิภตฺต  ความว่า ไทยธรรมอันแบ่งกันแล้วอย่าง

ี้ว่า  พวกเราจักถวายสิ่งนี้แก่พวกภิกษุ     เราจักบริโภคสิ่งนี้ด้วยตนดังนี้

จักเป็นของทั่งไป   กับด้วยพวกภิกษุด้วยประการฉะนี้.

จบ  อรรถกถาคิลานสูตรที่  ๑๐

จบ  อรรถกถาจิตตคหปติปุจฉาสังยุต


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 176

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้  คือ

๑.  สังโยชนสูตร   ๒.  ปฐมอิสิทัตตสูตร   ๓.  ทุติยอิสิทัตตสูตร

๔   มหกสูตร  ๕.  ปฐมกามภูสูตร  ๖. ทุติยกามภูสูตร  ๗. โคทัตตสูตร

๘.  นิคัณฐสูตร   ๙.  อเจลสูตร    ๑๐.  คิลานสูตร.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 177

๘.  คามณิสังยุต

 

๑.  จัณฑสูตร

 

ว่าด้วยคนดุและคนสงบเสงี่ยม

 

[๕๘๖]   ครั้งนั้นแล นายจัณฑคามณีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

ถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้วได้ทูลถาม

พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    อะไรหนอ    เป็นเหตุเป็น

ปัจจัยทำให้บุคคลบางคนในโลกนี้   ถึงความนับว่า   เป็นคนดุ    เป็นคนดุ

ก็อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้บุคคลบางคนในโลกนี้ถึงความนับ

เป็นคนสงบเสงี่ยม    เป็นคนสงบเสงี่ยม.    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

ดูก่อนนายคามณี  คนบางคนในโลกนี้ยังละราคะไม่ได้   เพราะเป็นผู้ยังละ

ราคะไม่ได้   คนอื่นจึงยั่วให้โกรธ    คนที่ยังละราคะไม่ได้เมื่อถูกคนอื่นยั่ว

ให้โกรธ    ย่อมแสดงความโกรธให้ปรากฏ  ผู้นั้นจึงนับได้ว่าเป็นคนดุ.  คน

บางคนในโลกนี้ยังละโทสะไม่ได้   เพราะเป็นผู้ยังละโทสะไม่ได้   คนอื่นจึง

ยั่วให้โกรธ     คนที่ยังละโทสะไม่ได้เมื่อถูกคนอื่นยั่วให้โกรธ    ย่อมแสดง

ความโกรธให้ปรากฏ  ผู้นั้นจึงนับได้ว่าเป็นคนดุ.  คนบางคนในโลกนี้ยังละ

โมหะไม่ได้   เพราะเป็นผู้ยังละโมหะไม่ได้  คนอื่นจึงยั่วให้โกรธ   คนที่ยัง

ละโมหะไม่ได้ ถูกคนอื่นยั่วให้โกรธย่อมแสดงความโกรธให้ปรากฏ  ผู้นั้น

จึงนับได้ว่าเป็นคนดุ     ดูก่อนนายคามณี     นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้คน

บางคนในโลกนี้ถึงความนับว่าเป็นคนดุ  เป็นคนดุดังนี้.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 178

[๕๘๗]   ดูก่อนนายคามณี  อนึ่ง  คนบางคนในโลกนี้ละราคะได้

แล้ว   เพราะเป็นผู้ละราคะได้   คนอื่นยั่วก็ไม่โกรธ    คนที่ละราคะได้แล้ว

ถูกคนอื่นยั่วให้โกรธก็ไม่แสดงความโกรธให้ปรากฏ ผู้นั้นจึงนับได้ว่า เป็น

คนสงบเสงี่ยม.  คนบางคนในโลกนี้ละโทสะได้แล้ว  เพราะเป็นผู้ละโทสะ

ได้  คนอื่นยั่วก็ไม่โกรธ   คนที่ละโทสะได้แล้วถูกคนอื่นยั่วให้โกรธ   ก็ไม่

แสดงความโกรธ ให้ปรากฏ ผู้นั้นจึงนับได้ว่า เป็นคนสงบเสงี่ยม   คนบางคน

ในโลกนี้ละโมหะได้แล้ว     เพราะเป็นผู้ละโมหะได้    คนอื่นยั่วไม่ได้

คนที่ละโมหะได้แล้วถูกคนอื่นยั่วให้โกรธ   ก็ไม่แสดงความโกรธปรากฏ

ผู้นั้นจึงนับได้ว่า  เป็นคนสงบเสงี่ยม.   ดูก่อนนายคามณี    นี้เป็นเหตุเป็น

ปัจจัยทำให้คนบางคนในโลกนี้ถึงความนับว่า  เป็นคนสงบเสงี่ยม   เป็นต้น

สงบเสงี่ยมดังนี้.

[๕๘๘]   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว นายจัณฑคามณี

ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  พระธรรมเทศหา

ของพระองค์  แจ่มแจ้งยิ่งนัก  พระธรรมเทศนาของพระองค์แจ่มแจ้งยิ่งนัก.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนง่าย

ของที่คว่ำ   เปิดของที่ปิด   บอกหนทางให้แก่คนหลงทาง   หรือตามประทีป

ในที่มืดด้วยหวังว่า   คนมีจักษุจักเห็นรูป    ฉะนั้น   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า   กับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์

ว่าเป็นสรณะ   ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก

ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต   ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

จบ  จัณฑสูตรที่  ๑


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 179

อรรถกถาคามณิสังยุต

 

อรรถกถาจัณฑสูตรที่  ๑

 

คามณิสังยุตจัณฑสูตรที่  ๑  พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า  จณฺโฑ  คามณี   ความว่า  นายบ้านคนหนึ่ง  ที่พระธรรม

สังคาหกเถระ  เรียกชื่อว่า จัณฑะ.  ด้วยบทว่า  ปาตุกโรติ  ท่านแสดงว่า

เขาทะเลาะก็ทะเลาะตอบ  เขาด่าก็ด่าตอบ  เขาประหารก็ประหารตอบ

ชื่อว่าทำให้ปรากฏ.  ด้วยบทว่า  น ปาตุกโรติ  ท่านแสดงว่า  แม้ถูกด่า

ก็ไม่ทำตัวเป็นข้าศึกอะไร ๆ.

จบ  อรรถกถาจัณฑสูตรที่  ๑

 

๒.  ตาลปุตตสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาของนักเต้นรำชื่อว่าตาลบุตร

 

[๕๘๙]   สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  ณ  พระวิหาร

เวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน  ใกล้กรุงราชคฤห์.  ครั้งนั้น  พ่อบ้านนักเต้นรำ

นามว่า  ตาลบุตร  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ  ถวายบังคม

พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ครั้นแล้วได้ทูลถาม

พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์เคยได้ยินคำของ

นักเต้นรำ  ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์ก่อน ๆ กล่าวว่า  นักเต้นรำคนใด

ทำให้คนหัวเราะ  รื่นเริง  ด้วยคำจริงบ้าง     ทำเท็จบ้าง  กลางสถานเต้นรำ

กลางสถานมหรสพ  ผู้นั้นเมื่อแตกกายตายไป  ย่อมเข้าถึงความเป็นสหาย


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 180

แห่งเทวดาผู้ร่าเริง   ในข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างไร.   พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าตรัสว่า   อย่าเลยนายคามณี  ขอพักข้อนี้เสียเถิด  ท่านอย่าถามข้อนี้

กะเราเลย.

[๕๙๐]   แม้ครั้งที่  ๒ . . . . แม้ครั้งที่ ๓   พ่อบ้านนักเต้นรำนามว่า

ตาลบุตร  ก็ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระ-

องค์เคยได้ยินคำของนักเต้นรำ   ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์ก่อน ๆ    กล่าวว่า

นักเต้นรำคนใดทำให้คนหัวเราะ    รื่นเริง    ด้วยคำจริงบ้าง     คำเท็จบ้าง

ในท่ามกลางสถานเต้นรำ    ในท่ามกลางสถานมหรสพ    ผู้นั้นเมื่อแตกกาย

ตายไป  ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาผู้ร่าเริง  ในข้อนี้พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าตรัสอย่างไร.

[๕๙๑]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   ดูก่อนนายคามณี   เราห้าม

ท่านไม่ได้แล้วว่า   อย่าเลยนายคามณี   ขอพักข้อนี้เสียเถิด    ท่านอย่าถาม

ข้อนี้กะเราเลย  แต่เราจักพยากรณ์ให้ท่าน ดูก่อนนายคามณี  เมื่อก่อนสัตว์

ทั้งหลายยังไม่ปราศจากราคะ   อันกิเลสเครื่องผูกคือราคะผูกไว้   นักเต้นรำ

รวบรวมเข้าไว้ซึ่งธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด     ในท่ามกลางสถาน

เต้นรำ   ในท่ามกลางสถานมหรสพ   แก่สัตว์เหล่านั้นมากยิ่งขึ้น.   เมื่อก่อน

สัตว์ทั้งหลายยังไม่ปราศจากโทสะ    อันกิเลสเครื่องผูกคือโทสะผูกไว้   นัก-

เต้นรำรวบรวมเข้าไว้ซึ่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ  ในท่ามกลางสถานเต้นรำ

ในท่ามกลางสถานมหรสพ     แก่สัตว์เหล่านั้นมากยิ่งขึ้น.     เมื่อก่อนสัตว์

ทั้งหลายยังไม่ปราศจากโมหะ   อันกิเลสเครื่องผูกคือโมหะผูกไว้   นักเต้นรำ

ย่อมรวบรวมไว้ซึ่งธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ     ในท่ามกลางสถานเต้นรำ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 181

ในท่ามกลางสถานมหรสพ     แก่สัตว์เหล่านั้นมากยิ่งขึ้น      นักเต้นรำนั้น

ตนเองก็มัวเมาประมาท  ตั้งอยู่ในความประมาท   เมื่อแตกกายตายไป  ย่อม

บังเกิดในนรกชื่อปหาสะ.     อนึ่ง   ถ้าเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า   นักเต้นรำ

คนใดทำให้คนหัวเราะ   รื่นเริง   ด้วยคำจริงบ้าง   คำเท็จบ้าง   ในท่ามกลาง

สถานเต้นรำ   ในท่ามกลางสถานมหรสพ   ผู้นั้นเมื่อแตกกายตายไป   ย่อม

เข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชื่อปหาสะ.  ความเห็นของเขานั้นเป็นความ

เห็นผิด.  ดูก่อนนายคามณี  ก็เราย่อมกล่าวคติสองอย่างคือ นรกหรือกำเนิด

สัตว์เดียรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง   ของบุคคลผู้มีความเห็นผิด

[๕๙๒]   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว    พ่อบ้านนัก-

เต้นรำนามว่าตาลบุตร  ร้องไห้สะอื้น  น้ำตาไหล  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ดูก่อนนายคามณี    เราได้ห้ามท่านแล้วมิใช่หรือว่า    อย่าเลย    นายคามณี

ขอพักข้อนี้เสียเถิด   อย่าถามข้อนี้กะเราเลย.

คามณี.   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ      ข้าพระองค์ไม่ได้ร้องไห้ถึงข้อที่

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้กะข้าพระองค์หรอก  แต่ว่าข้าพระองค์ถูก

นักเต้นรำผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์ก่อน ๆ   ล่อลวงให้หลงสิ้นกาลนานว่า

นักเต้นรำคนใดทำให้คนหัวเราะ   รื่นเริง   ด้วยคำจริงบ้าง   คำเท็จบ้าง  ใน

ท่ามกลางสถานมหรสพ     ผู้นั้นเมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงความเป็น

สหายของเทวดาชื่อปหาสะ.    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   พระธรรมเทศนาของ

พระองค์แจ่มแจ้งยิ่งนัก   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   พระธรรมเทศนาของพระ-

องค์แจ่มแจ้งยิ่งนัก   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย

ดุจหงายของที่คว่ำ   เปิดของที่ปิด   บอกทางแก่คนหลงทางหรือตามประทีบ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 182

ในที่มืดด้วยหวังว่า    คนมีจักษุจักเห็นรูป    ฉะนั้น    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้ากับทั้งพระธรรมและภิกษสงฆ์ว่าเป็น

สรณะ    ข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบท    ในสำนักของพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า   นายนฏคามณีนามว่าตาลบุตรได้บรรพชา   ได้อุปสมบทในสำนัก

พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  ท่านพระตาลบุตรอุปสมบทไม่นาน   หลีกออกจาก

หมู่อยู่ผู้เดียว    ไม่ประมาท    มีความเพียร    มีใจแน่วแน่ ฯลฯ    ก็แลท่าน

พระตาลบุตรเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง  ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย.

จบ  ตาลปุตตสูตรที่  ๒

 

อรรถกถาตาลปุตตสูตรที่  ๒

 

ในตาลปุตตสูตรที่  ๒  พึงทราบวินิฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า   ตาลปุตฺโต   คือเขามีชื่ออย่างนั้น.   เล่ากันมาว่า  นายบ้าน

นักฟ้อนรำคนนั้น  มีผิวพรรณผ่องใสเหมือนลูกตาลสุกที่หลุดจากขั้ว.  ด้วย

เหตุนั้น    คนทั้งหลายจึงตั้งชื่อเขาว่า    ตาลบุตร.    นายตาลบุตรผู้นี้นั้น

เขาถึงพร้อมด้วยอภินิหาร ( บุญเก่า ) เป็นบุคคลเกิดในภพสุดท้าย (ไม่ต้อง

เกิดอีก ).   แต่เพราะธรรมดาปฏิสนธิ   เอาแน่นอนไม่ได้   เหมือนท่อนไม้

ที่ขว้างไปในอากาศ   ฉะนั้น   นายตาลบุตรนี้จึงบังเกิดในตระกูลนักฟ้อนรำ

พอเจริญวัยก็เป็นยอดทางนาฏศิลปศิลปฟ้อนรำ   มีชื่อกระฉ่อนไปทั่วชมพู-

ทวีป.    เขามีเกวียน   ๕๐๐   เล่ม     มีหญิงแม่บ้าน  ๕๐๐  คนเป็นบริวาร

แม้เขาก็มีภรรยาจำนวนเท่านั้น    ดังนั้นเขาจึงพร้อมด้วยหญิง  ๑,๐๐๐  คน


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 183

และเกวียน  ๑,๐๐๐  เล่ม    อยู่อาศัยนครหรือนิคมใด ๆ  ประชาชนในนคร

หรือนิคมนั้น ๆ  พากันให้ทรัพย์แสนหนึ่งแก่เขาก่อนทีเดียว. เมื่อเขาแต่งตัว

แสดงมหรสพกำลังเล่นกีฬาพร้อมด้วยหญิง  ๑,๐๐๐  คนอยู่     ประชาชน

ต่างโยนเครื่องประดับมือเท้าเป็นต้น   ตบรางวัลให้ไม่มีสิ้นสุด.   วันนั้นเขา

แวดล้อมด้วยหญิง   ๑,๐๐๐  คน    เล่นกีฬาในกรุงราชคฤห์    เพราะมีญาณ

แก่กล้า  พร้อมด้วยบริวารทั้งหมดเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ.

บทว่า   สจฺจาลิเกน   ได้แก่ด้วยคำจริงบ้าง  ด้วยคำเท็จบ้าง.  บทว่า

ติฏฺเตต  ความว่า    ข้อนั้นจงพักไว้.    บทว่า    รชนิยา    ได้แก่มายากล

แสดงลมเจือฝนพัดด้ายห้าสีออกจากปาก   ซึ่งเป็นปัจจัยแห่งราคะ    และนัย

ที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไปอย่างอื่นซึ่งแสดงอาการที่ประกอบด้วยความยินดีในกาม.

บทว่า   ภิยฺโยโส    มตฺตาย   ได้แก่โดยประมาณยิ่ง.    บทว่า    โทสนิยา

ได้แก่อาการที่แสดงมายากลมีการตัดมือและเท้าเป็นต้น    ซึ่งเป็นปัจจัยแห่ง

โทสะ.   บทว่า   โมหนิยา.   ได้แก่มายากลชนิดชนิดเอาน้ำทำน้ำมัน    เอาน้ำมัน

ทำน้ำ  อย่างนี้เป็นต้น  ซึ่งเป็นเป็นปัจจัยแห่งโมหะ.  บทว่า  ปหาโส  นาม

นิรโยความว่า  ธรรมดานรกที่ชื่อว่า  ปหาสะ  มิได้มีเป็นนรกหนึ่งต่างหาก

แต่เป็นส่วนหนึ่งของอเวจีนั่งเองที่พวกสัตว์แต่งตัวเป็นนักฟ้อนรำ   ทำเป็น

ฟ้อนรำและขับร้องพากันหมกไหม้อยู่  ท่านกล่าวหมายเอานรกนั้น. ในบทว่า

นาห  ภนฺเต  เอต  โรทามิ  นี้   พึงทราบเนื้อความด้วยอำนาจสกรรมกิริยา

อย่างนี้ว่า     ข้าพระองค์มิได้ร้องไห้ถึงการพยากรณ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า

ข้อนั้น   พระเจ้าข้า.   อนึ่ง  ในข้อว่า   ชนทั้งหลายปรารภถึงคนตายมีน้ำตา

ไหลร้องไห้เป็นต้นนี้    พึงทราบว่าเป็นอีกโวหารหนึ่ง.

จบ   อรรถกถาตาลปุตตสูตรที่  ๒


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 184

๓.  โยธาชีวสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาของนักรบอาชีพ

 

[๕๙๓]  ครั้งนั้นแล  นายบ้านนักรบอาชีพเข้าไปเฝ้าพระผู้มี

พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ  ฯลฯ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์ได้สดับคำของนักรบอาชีพทั้งอาจารย์

และปาจารย์ก่อน ๆ กล่าวกันอย่างนี้ว่า  นักรบอาชีพคนใดอุตสาหะพยายาม

ในสงคราม  คนอื่นฆ่าผู้นั้นซึ่งกำลังอุตสาหะพยายามให้ถึงความตาย ผู้นั้น

เมื่อตายไป  ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่าสรชิต  ในข้อนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าอย่างไร  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อย่าเลย

นายบ้าน  ขอพักข้อนี้เสียเถิด อย่าถามข้อนี้กะเราเลย  แม้ครั้งที่  ๒ ฯลฯ

แม้ครั้งที่ ๓  นายนักรบอาชีพได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์ได้สดับคำของนักรบอาชีพทั้งอาจารย์และ

ปาจารย์ก่อน ๆ กล่าวกันอย่างนี้ว่า  นักรบอาชีพคนใดอุตสาหะพยายาม

ในสงคราม    คนอื่นฆ่าผู้นั้นซึ่งกำลังอุตสาหะพยายามให้ถึงความตาย ผู้นั้น

เมื่อตายไป  ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่าสรชิต  ในข้อนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าจะตรัสว่ากะไร   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อน

นายบ้าน เราห้ามท่านไม่ได้แล้วว่า  อย่าเลยนายบ้าน  ของดข้อนี้เสียเถิด

อย่าถามเราถึงข้อนี้เลย  แต่เราจักพยากรณ์ให้ท่าน  ดูก่อนนายบ้าน  นักรบ

อาชีพคนใดอุตสาหะพยายามในสงคราม  ผู้นั้นยึดหน่วงจิตกระทำไว้ไม่ดี

ตั้งจิตไว้ไม่ดีก่อนว่า  สัตว์เหล่านี้จงถูกฆ่า  จงถูกแทง  จงขาดสูญ จงพินาศ

หรือว่าอย่าได้มี  คนอื่นฆ่าผู้นั้นซึ่งกำลังอุตสาหะพยายามให้ถึงความตาย

ผู้นั้นเมื่อตายไป  ย่อมเกิดในนรกชื่อสรชิต  ก็ถ้าเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 185

นักรบอาชีพคนใดอุตสาหะพยายามในสงความ     คนอื่นฆ่าผู้นั้นซึ่งกำลัง

อุตสาหะพยายามให้ถึงความตาย    ผู้นั้นเมื่อตายไป    ย่อมเข้าถึงความเป็น

สหายของเทวดาเหล่าสรชิต  ดังนี้ไชร้ ความเห็นของผู้นั้นเป็นความเห็นผิด

ดูก่อนนายบ้าน   ก็เราย่อมกล่าวคติ  ๒  อย่าง   อย่างใดอย่างหนึ่ง  คือ นรก

หรือกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานของบุคคลผู้มีความเห็นผิด

[๕๙๔]  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว   นายบ้านนักรบ

อาชีพร้องไห้สอื้น   น้ำตาไหล   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   ดูก่อนนายบ้าน

เราได้ห้ามท่านแล้วมิใช่หรือว่า   อย่าเลยนายบ้าน   ของดข้อนี้เสียเถิด  อย่า

ถามเราถึงข้อนี้เลย    เขาทูลว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ข้าพระองค์ไม่ได้

ร้องไห้ถึงข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้    กะข้าพระองค์หรอก   แต่ว่า

ข้าพระองค์ถูกนักรบอาชีพทั้งอาจารย์และปาจารย์ก่อน ๆ  ล่อลวงให้หลงสิ้น

กาลนานว่านักรบอาชีพคนใดอุตสาหะพยายามในสงความ  คนอื่นฆ่าผู้นั้น

ซึ่งกำลังอุตสาหะพยายามให้ถึงความตาย       นักรบอาชีพคนนั้นเมื่อตายไป

ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่าสรชิต      ดังนี้      ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ    พระธรรมเทศนาของพระองค์แจ่มแจ้งนัก   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

พระธรรมเทศนาของพระองค์แจ่มแจ้งนัก  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศ

ธรรมโดยอเนกปริยาย    ดุจหงายของที่คว่ำ   เปิดของที่ปิด   บอกทางให้แก่

คนหลงทาง  หรือส่องไฟในที่มืดด้วยหวังว่า  คนมีจักษุจักได้เห็นรูป  ฉะนั้น

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า    กับทั้งพระ-

ธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ     ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงจำ

ข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต   ตั้งแต่

วันนี้เป็นต้นไป.

จบ  โยธาชีวสูตรที่  ๓


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 186

อรรถกถาโยธาชีวสูตรที่  ๒

 

ในโยธาชีวสูตรที่  ๓  พึงทราบ วินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า  โยธาชีโว  ความว่า  ผู้เลี้ยงชีพด้วยการรบ ( นักรบอาชีพ)

พระธรรมสังคาหกเถระตั้งชื่อไว้อย่างนี้.  บทว่า   อุสฺสหติ    วายมติ     ได้

แก่ทำความอุตสาหะพยายาม.  บทว่า ปริยาปาเทนฺติ ได้แก่ให้ถึงความตาย

บทว่า  ทุกฺกฏ   ได้แก่ทำจิตไว้ไม่ดี. บทว่า  ทุปฺปณิหิต   ได้แก่ตั้งจิตไว้ไม่ดี

บทว่า   สรชิโต    นาม  นิรโย   ความว่า   แม้นรกชื่อสรชิตนี้   ก็มิได้เป็น

นรกหนึ่งต่างหาก    แต่เป็นส่วนหนึ่งของอเวจีนั่นเอง    ที่พวกนักรบอาชีพ

ผูกสอดอาวุธ   ๕   อย่าง    ถือโล่   ขึ้นช้างม้ารถเหมือนรบอยู่ในสนามรบ

หมกไหม้อยู่  ข้อนี้ท่านกล่าวหมายเอานรกนั้น.

จบ  อรรถกถาโยธาชีวสูตรที่   ๓

 

๔.  หัตถาโรหสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาของนายทหารช้าง

 

[๕๙๕]    ครั้งนั้นแล นายทหารช้างได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

ถึงที่ประทับ  ฯลฯ  จนตลอดชีวิต    ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

จบ  หัตถาโรหสูตรที่  ๔


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 187

๕.  อัสสาโรหสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาของนายทหารม้า

 

[๕๙๖]   ครั้งนั้นแล     นายทหารม้าเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

ถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้วได้ทูล

ถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     ข้าพระองค์ได้สดับคำ

ของทหารม้า    ทั้งอาจารย์และปาจารย์ก่อน ๆ    พูดกันว่า    ทหารม้าคนใด

อุตสาหะพยายามในสงคราม     คนอื่นฆ่าผู้นั้นซึ่งกำลังอุตสาหะพยายามให้

ถึงความตาย  ทหารม้าผู้นั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดา

เหล่าสรชิต   ในข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่ากระไร  พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสว่า    อย่าเลยของดข้อนี้เสียเถิด   อย่าถามเราถึงข้อนี้เลย  แม้ครั้งที่ ๒

ฯลฯ   แม้ครั้งที่   ๓    นายทหารม้าได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า    ข้าแต่

พระองค์ผ้เจริญ    ข้าพระองค์ได้สดับคำของทหารม้าทั้งอาจารย์และปาจารย์

คนก่อน ๆ  พูดกันว่า  ทหารม้าคนใดอุตสาหะพยายามในสงคราม  คนอื่น

ฆ่าผู้นั้นเมื่อตายไป    ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่าสรชิต   ใน

ข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่ากระไร    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า    แน่ะ

นาย   เราห้ามไม่ได้แน่แล้วว่า   อย่าเลยนาย   ของดข้อนี้เสียเถิด  อย่าถาม

เราถึงข้อนี้เลย แต่เราจักพยากรณ์ให้ท่าน   แน่ะนาย   ทหารม้าคนใดอุตสาหะ

พยายามในสงคราม   ผู้นั้นยึดหน่วงจิตกระทำไว้ไม่ดี   ตั้งจิตไว้ไม่ดีก่อนว่า

สัตว์เหล่านี้จงถูกฆ่า    จงถูกแทง    จงขาดสูญ   จงพินาศ   หรือว่า   จงอย่า

มีคนอื่นฆ่าผู้นั้นซึ่งกำลังอุตสาหะพยายามให้ถึงความตาย      ทหารม้าผู้นั้น

เมื่อตายไป ย่อมบังเกิดในนรกชื่อสรชิต อนึ่ง ถ้าเขามีความเห็นว่า ทหารม้า


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 188

คนใดอุตสาหะพยายามในสงคราม   คนอื่นฆ่าผู้นั้นซึ่งกำลังอุตสาหะพยายาม

ให้ถึงความตาย    ทหารม้าผู้นั้นเมื่อตายไป   ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของ

เทวดาเหล่าสรชิต  ดังนี้ ไซร้  ความเห็นของเขานั้นเป็นความเห็นผิด   แนะ.

นาย  ก็เรากล่าวคติ  ๒   อย่าง   อย่างใดอย่างหนึ่ง   คือ   นรกหรือกำเนิด

สัตว์เดียรัจฉาน   ของบุคคลผู้มีความเห็นผิด.

[๕๙๗]   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว    นายทหารม้า

ร้องไห้  น้ำตาไหล   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า แน่ะนาย  เราได้ห้ามท่าน

อย่างนี้แล้วมิใช่หรือว่า   อย่าเลยนาย    ของดข้อนี้เสียเถิด    อย่าถามเราถึง

ข้อนี้เลย   เขาทูลว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ข้าพระองค์มิได้ร้องไห้ถึงข้อที่

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะข้าพระองค์หรือก็    แต่ว่าข้าพระองค์ถูกทหารม้า

ทั้งอาจารย์และปาจารย์ก่อน ๆ  ลวงให้หลงสิ้นกาลนานว่า ทหารม้าคนใด

อุตสาหะพยายามในสงคราม  คนอื่นฆ่าผู้นั้นซึ่งกำลังอุตสาหะพยายามให้ถึง

ความตาย   ทหารม้าผู้นั้นเมื่อตายไป   ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดา

เหล่าสรชิต   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   พระธรรมเทศนาของพระองค์แจ่มแจ้ง

นัก     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ      พระธรรมเทศนาของพระองค์แจ่มแจ้งนัก

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย   ดุจหงายของที่คว่ำ

เปิดของที่ปิด   บอกทางให้แก่คนหลงทาง    หรือส่องไฟในที่มิดด้วยหวังว่า

คนมีจักษุจักได้เห็นรูป  ฉะนั้น  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์นี้ขอถาม

พระผู้มีพระภาคเจ้ากับทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มี-

พระภาคเจ้าโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็น

สรณะ  จนตลอดชีวิต  ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

จบ  อัสสาโรหสูตรที่  ๕


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 189

อรรถกถาหัตถาโรหสูตรที่ ๔ และ อัสสาโรหสูตรที่  ๕

 

แม้ในสูตรที่  ๔  และสูตรที่  ๕  ก็นัยนี้เหมือนกัน.

จบ  อรรถกถาสูตรที่   ๔ - ๕

 

๖.  ภูมกสูตร

 

ว่าด้วยผู้ทำอกุศลกรรมบถ  ๑๐  ย่อมเข้าถึงอบาย

 

[๕๙๘]  สมัยหนึ่ง   พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  ณ  ปาวาริก-

อัมพวัน  ใกล้เมืองนาฬันทา   ครั้งนั้นแล   นายบ้านนามว่าอสิพันธกบุตร

เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ     ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า

แล้ว นั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ      พวกพราหมณ์ชาวปัจฉาภูมิ      มีคณโฑน้ำติดตัว

ประดับพวงมาลัยสาหร่ายอาบน้ำทุกเช้าเย็น บำเรอไฟ พราหมณ์เหล่านั้น

ชื่อว่ายังสัตว์ที่ตายทำกาละแล้วให้ฟื้นขึ้นมา   ให้รู้สึกตัว    จูงให้ขึ้นสวรรค์

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ      ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัม-

พุทธเจ้า    สามารถการทำให้สัตว์โลกทั้งหมด    เมื่อตายไป   พึงเข้าถึงสุคติ

โลกสวรรค์ได้หรือ  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   ดูก่อนนายคามณี   ถ้าอย่าง

นั้น   เราจักย้อนถามท่านในข้อนี้   ปัญหาควรแก่ท่านด้วยประการใด  ท่าน

พึงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้นด้วยประการนั้น    ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็น

ไฉน    บุรุษในโลกนี้ฆ่าสัตว์    ลักทรัพย์    ประพฤติผิดในกาม    พูดเท็จ

พูดส่อเสียด   พูดคำหยาบ   พูดเพ้อเจ้อ  มากไปด้วยอภิชฌา  มีจิตพยาบาท


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 190

มีความเห็นผิด   หมู่มหาชนมาประชุมกันแล้ว   พึงสวดวิงวอน   สรรเสริญ

ประนมมือเดินเวียนรอบผู้นั้นว่า   คือบุรุษนี้เมื่อตายไป   จงเข้าถึงสุคติโลก

สวรรค์  ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  บุรุษนั้นเมื่อตายไป  พึงเข้าถึง

สุคติโลกสวรรค์เพราะเหตุการสวดวิงวอน   เพราะเหตุการสรรเสริญ  หรือ

เพราะเหตุการประนมมือเดินเวียนรอบดังนี้ หรือ.

คา.   ไม่ใช่อย่างนั้น   พระเจ้าข้า.

[๕๙๙]   .  ดูก่อนนายคามณี  เปรียบเหมือนบุรุษโยนหินก้อน

หนาใหญ่ลงในห้วงน้ำลึก      หมู่มหาชนพึงมาประชุมกันแล้วสวดวิงวอน

สรรเสริญ      ประนมมือเดินเวียนรอบหินนั้นว่า     ขอจงโผล่ขึ้นเกิดท่าน

ก้อนหิน ขอจงลอยขึ้นเถิดท่านก้อนหิน   ขอจงขึ้นบกเถิดท่านก้อนหินท่าน

จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  ก้อนหินนั้นพึงโผล่ขึ้น  พึงลอยขึ้น   หรือ

พึงขึ้นบก   เพราะเหตุการสวดวิงวอน     สรรเสริญ    ประณมมือเดินเวียน

รอบของหมู่มหาชนบ้างหรือ.

คา.  ไม่ใช่อย่างนั้น   พระเจ้าข้า.

.  ดูก่อนนายคามณี     ฉันนั้นเหมือนกัน     บุรุษคนใดฆ่าสัตว์

ลักทรัพย์  ประพฤติผิดในกาม   พูดเท็จ   พูดส่อเสียด   พูดคำหยาบ   พูด

เพ้อเจ้อ   มากไปด้วยอภิชฌา   มีจิตพยาบาท   มีความเห็นผิด   หมู่มหาชน

พึงมาประชุมกันแล้วสวดวิงวอน     สรรเสริญ     ประนมมือเดินเวียนรอบ

บุรุษนั้นว่า  ขอบุรุษนี้เมื่อตายไป  จงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  ก็จริง  แต่บุรุษ

นั้นเมื่อตาย   พึงเข้าถึงอบาย   ทุคติ   วินิบาต   นรก.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 191

ว่าด้วยผู้เว้นจากอกุศลกรรมบถ  ๑๐  ย่อมเข้าถึงสวรรค์

 

[๖๐๐]  ดูก่อนนายคามณี     ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

บุรุษในโลกนี้เว้นจากปาณาติบาต  อทินนาทาน  กาเมสุมิจฉาจาร  มุสาวาท

ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ ไม่มากไปด้วยอภิชฌา มีจิตไม่พยาบาท

มีความเห็นชอบ   หมู่มหาชนพึงมาประชุมกันแล้วสวดวิงวอน   สรรเสริญ

ประนมมือเดินเวียนรอบบุรุษนั้นว่า   ขอบุรุษนี้เมื่อตายไป   จงเข้าถึงอบาย

ทุคติ วินิบาต นรก ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  บุรุษนั้นเมื่อตายไป

พึงเข้าถึงอบาย  ทุคติ  วินิบาต   นรก  เพราะเหตุการสวดวิงวอน   สรรเสริญ

หรือเพราะเหตุการประนมมือเดินเวียนรอบของหมู่มหาชนบ้างหรือ.

คา.  ไม่ใช่อย่างนั้น   พระเจ้าข้า.

[๖๐๑]   .   ดูก่อนนายคามณี    เปรียบเหมือนบุรุษลงยังห้วงน้ำ

ลึกแล้ว   พึงทุบหม้อเนยใสหรือหม้อน้ำมัน   ก้อนกรวดหรือก้อนหินที่มีอยู่

ในหม้อนั้น     พึงจมลง     เนยใสหรือน้ำมันที่มีอยู่ในหม้อนั้นพึงลอยขึ้น

หมู่มหาชนพึงมาประชุมกันแล้วสวดวิงวอน    สรรเสริญ    ประนมมือเดิน

เวียนรอบเนยใสหรือน้ำมันนั้นว่า     ขอจงจมลงเถิดท่านเนยใสและน้ำมัน

ขอจงดำลงเถิดท่านเนยใสและน้ำมัน       ขอจงลงภายใต้เถิดท่านเนยใสและ

น้ำมัน   ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน   เนยใสและน้ำมันนั้นพึงจมลง

พึงดำลง   พึงลงภายใต้    เพราะเหตุแห่งการสวดวิงวอน   สรรเสริญ   หรือ

เพราะเหตุการประนมมือเดินเวียนรอบของหมู่มหาชนบ้างหรือ.

คา.  ไม่ใช่อย่างนั้น   พระเจ้าข้า.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 192

.  ดูก่อนนายคามณี   ฉันนั้นเหมือนกัน   บุรุษใดเว้นจากปาณา-

ติบาต    อทินนาทาน   กาเมสุมิจฉาจาร   มุสาวาท   ปิสุณาวาจา   ผรุสวาจา

สัมผัปปลาปะ   ไม่มากไปด้วยอภิชฌา   มีจิตไม่พยาบาท   มีความเห็นชอบ

หมู่มหาชนจะพากันมาประชุมแล้วสวดวิงวอน  สรรเสริญ  ประนมมือเดิน

เวียนรอบบุรุษนั้นว่า   ขอบุรุษนี้เมื่อตายไป   จงเข้าถึงอบาย  ทุคติ  วินิบาต

นรก   ก็จริง   แต่บุรุษนั้นเมื่อตายไปพึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.

[๖๐๒]   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว  นายบ้านนามว่า

อสิพันธกบุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

พระธรรมเทศนาของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระธรรม

เทศนาของพระองค์แจ่มแจ้งนัก   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมโดย

อเนกปริยาย  ดุจหงายของที่คว่ำ  เปิดของที่ปิด  บอกทางให้แก่คนหลงทาง

หรือส่องไฟในที่มืดด้วยหวังว่า  คนมีจักษุจักเห็นรูป  ฉะนั้น  ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ     ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้ากับทั้งพระธรรมและภิกษุ

สงฆ์ว่าเป็นสรณะ    ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงจำข้าพระองค์  ว่าเป็น

อุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต   ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

จบ  ภูมกสูตรที่  ๖

 

อรรถกถาภูมกสูตรที่  ๖

 

ในภูมกสูตรที่ ๖   พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ปจฺฉาภูมกา   แปลว่า  ชาวปัจฉาภูมิ.   บทว่า กามณฺฑลุกา

แปลว่า มีคณโฑน้ำประจำตัว.   บทว่า  เสวาลมาลิกา ความว่า เช้าขึ้นก็เอา

สาหร่ายบ้าง   ดอกอุบลเป็นต้นบ้าง  จากน้ำทำเป็นพวงมาลัยประดับ  เพื่อให้


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 193

รู้ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยน้ำ  บทว่า   อุทโกโรหกา   แปลว่า   อาบน้ำเช้าเย็น

บทว่า  อุยฺยาเปนฺติ     แปลว่า ให้เป็นขึ้น.    บทว่า  สัญฺาเปนฺติ  แปลว่า

ให้รู้ชอบ.   บทว่า สคฺค นาม โอกฺกาเปนฺติ   ความว่า  ยืนห้อมล้อมชวนให้

เข้าไปยังสวรรค์ว่า ไปพรหมโลกเถิด ท่านผู้เจริญ.  บทว่า อนุปริสกฺเกยฺย

แปลว่า   เดินเวียนรอบ.   บทว่า   อุมฺมุชฺช   แปลว่า   จงผุดขึ้นเถิด    บทว่า

ถลมุปฺลว  แปลว่า  จงขึ้นบกเถิด.  บทว่า  ตตฺร  ยสฺส  ความว่า ก้อนกรวด

หรือกระเบื้องใดพึงมีในหม้อนั้น.  บทว่า  สกฺขรา  วา  กลา  วา  แปลว่า

ก้อนกรวดหรือกระเบื้อง.  บทว่า สา อโธคามี อสฺส ความว่า ก้อนกรวด

หรือกระเบื้องนั้น  พึงจมลง  คือพึงไปข้างล่าง.   บทว่า  อโธ  คจฺฉ  แปลว่า

จงไปข้างล่าง.

จบ  อรรถกถาภูมกสูตรที่  ๖

 

๗.  เทศนาสูตร

 

ว่าด้วยการแสดงธรรมเปรียบด้วยนา  ๓ ชนิด

 

[๖๐๓]  สมัยหนึ่ง    พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ปาวาริก-

อัมพวัน  ใกล้เมืองนาฬันทา  ครั้งนั้นนายบ้านนามว่าอสิพันธกบุตร เข้าไป

เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ    ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง

ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง    ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า    ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเกื้อกูลอนุเคราะห์สัตว์ทั่วหน้าอยู่

มิใช่หรือ  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า   อย่างนั้นนายคามณี    ตถาคต

เกื้อกูลอนุเคราะห์สัตว์ทั่วหน้าอยู่.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 194

คา.   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ก็เมื่อเช่นนั้น    เพราะเหตุไรพระผู้มี-

พระภาคเจ้าจึงทรงแสดงธรรมโดยเคารพแก่คนบางพวก ไม่ทรงแสดงธรรม

โดยเคารพเหมือนอย่างนั้นแก่คนบางพวก.

.  ดูก่อนนายคามณี    ถ้าอย่างนั้นเราจักทวนถามท่านถึงในข้อนี้

ปัญหาควรแก่ท่านด้วยประการใด   ท่านพึงพยากรณ์ปัญหานั้นด้วยประการ

นั้น  ดูก่อนนายคามณี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน  นาของคฤหบดี

ชาวนาในโลกนี้มีอยู่  ๓ ชนิด คือ  ชนิดหนึ่งเป็นนาดี  ชนิดหนึ่งเป็นนา

ปานกลาง   ชนิดหนึ่งเป็นนาเลวมีดินแข็ง  เค็ม  พื้นดินเลว  ท่านจะสำคัญ

ความข้อนั้นเห็นไฉน คฤหบดีชาวนาต้องการจะหว่านพืช  จะพึงหว่านในนา

ไหนก่อนเล่า.

คา.  คฤหบดีชาวนาต้องการจะหว่านพืช  พึงหว่านพืชในนาดีก่อน

ครั้นหว่านในนานั้นแล้ว  พึงหว่านในนาปานกลาง  ครั้นหว่านในนาปาน

กลางนั้นแล้ว ในนาเลวมีดินแข็ง  เค็ม  พื้นดินเลว   พึงหว่านบ้างไม่หว่าน

บ้าง   ข้อนั้นเพราะเหตุไร   เพราะที่สุดจักเป็นอาหารโค.

[๖๐๔]  .  ดูก่อนนายคามณี    เปรียบเหมือนนาดีฉันใด   เรา

ย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น  งามในท่ามกลาง  งามในที่สุด  ประกาศ

พรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ   บริสุทธิ์     บริบูรณ์สิ้นเชิง    แก่

ภิกษุและภิกษุณีของเราเหล่านั้น  (ก่อน)  ฉันนั้น    ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะภิกษุและภิกษุณีเหล่านี้    มีเราเป็นที่พึ่ง   มีเราเป็นที่เร้น  มีเราเป็นที่

ต้านทาน  มีเราเป็นสรณะอยู่  ดูก่อนนายคามณี  นาเลว  มีดินแข็ง  เค็ม


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 195

พื้นดินเลวฉันใด   เราย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น    งามในท่ามกลาง

งามในที่สุด    ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ     บริสุทธิ์

บริบูรณ์สิ้นเชิง   แก่อัญเดียรถีย์   สมณะ  พราหมณ์และปริพาชกของเรา.

เหล่านั้น  (ในที่สุด)  ฉันนั้น.

 

ว่าด้วยการแสดงธรรมเปรียบด้วยขวดน้ำ ๓ ใบ

 

[๖๐๕]   ข้อนั้นเพราะเหตุไร  เพราะอัญเดียรถีย์  สมณะพราหมณ์

และปริพาชกจะพึงรู้ธรรมแม้บทเดียว      ความรู้ของเขานั้นพึงเป็นไปเพื่อ

ประโยชน์สุขแก่เขาสิ้นกาลนาน   ดูก่อนนายคามณี  บุรุษมีขวดน้ำ   ใบ

คือ   ขวดน้ำใบหนึ่งไม่มีช่อง  ใส่น้ำไม่ได้  เจ้าของไม่ใช้  ใบหนึ่งไม่มีช่อง

ใส่น้ำได้    เจ้าของใช้    ใบหนึ่งมีช่อง    ใส่น้ำได้     เจ้าของใช้    ดูก่อน

นายคามณี    ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน    บุรุษคนโน้นต้องการจะ

กรอกน้ำใส่      พึงกรอกน้ำใส่ในขวดไม่มีช่องใส่น้ำไม่ได้     เจ้าของไม่ใช้

หรือขวดน้ำไม่มีช่อง  ใส่น้ำได้ เจ้าของใช้  หรือว่าขวดน้ำที่มีช่อง  ใส่น้ำได้

เจ้าของใช้ก่อน.

คา.   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     บุรุษคนโน้นต้องการจะกรอกน้ำใส่

พึงกรอกน้ำใส่ในขวดน้ำไม่มีช่อง  ใส่น้ำไม่ได้  เจ้าของไม่ใช้  แล้วพึงกรอก

น้ำใส่ในขวดน้ำไม่มีช่อง  ใส่น้ำได้   เจ้าของใช้  แล้วพึงกรอกน้ำใส่ในขวด

น้ำมีช่อง   ใส่น้ำได้   เจ้าของใช้บ้าง   ไม่กรอกใส่บ้าง   ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะที่สุดจักเป็นน้ำสำหรับล้างสิ่งของ.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 196

[๖๐๖]   .   ดูก่อนนายคามณี    ขวดน้ำไม่มีช่อง    ใส่น้ำไม่ได้

เจ้าของไม่ใช้ฉันใด เราย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง

งานในที่สุด    ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ    บริสุทธิ์

บริบูรณ์สิ้นเชิง    แก่ภิกษุและภิกษุณีของเราเหล่านั้น   ฉันนั้น    ข้อนั้น

เพราะเหตุไร  เพราะภิกษุและภิกษุณีเหล่านี้   มีเราเป็นที่พึ่ง มีเราเป็นที่เร้น

มีเราเป็นที่ต้านทาน  มีเราเป็นสรณะอยู่  ดูก่อนนายคามณี ขวดน้ำไม่มีช่อง

ใส่น้ำได้   เจ้าของใช้ฉันใดเราย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น  งามใน

ท่ามกลาง   งามในที่สุด    ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ

บริสุทธิ์    บริบูรณ์สิ้นเชิง   แก่อุบาสกและอุบาสิกาของเราเหล่านั้น   ( เป็น

ที่สอง ) ฉันนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร  เพราะอุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้น มีเรา

เป็นที่พึ่ง  มีเราเป็นที่เร้น  มีเราเป็นที่ต้านทาน  มีเราเป็นสรณะอยู่  ดูก่อน

นายคามณี ขวดน้ำมีช่อง ใส่น้ำได้ทั้งเจ้าของใช้ฉันใด  เราย่อมแสดงธรรม

อันงามในเบื้องต้น   งามในท่ามกลาง    งามในที่สุด     ประกาศพรหมจรรย์

พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์  บริบูรณ์สิ้นเชิง แก่อัญเดียรถีย์  สมณะ

พราหมณ์   และปริพาชกของเราเหล่านั้น   (ในที่สุด)   ฉันนั้น  ข้อนั้น

เพราะเหตุไร   เพราะแม้ไฉนอัญเดียรถีย์  สมณะ  พราหมณ์ และปริพาชก

จะพึงรู้ทั่วถึงธรรม นั้นแม้บทเดียว   ความรู้นั้นก็พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์สุข

แก่เขาสิ้นกาลนาน.

[๖๐๗]   เมื่อผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว      นายบ้านนามว่า

อสิพันธกบุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า      ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

พระธรรมเทศนาของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระธรรม


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 197

เทศนาของพระองค์แจ่มแจ้งนัก  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมโดย

อเนกปริยาย    ดุจหงายของที่คว่ำ   เปิดของที่ปิด   บอกทางให้แก่คนหลงทาง

หรือส่องไฟในที่มืดด้วยหวังว่า   คนมีจักษุจักเห็นรูป ได้   ฉันนั้น    ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ    ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า    กับทั้งพระธรรม

และภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ   ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงจำข้าพระองค์

ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต    ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

จบ  เทศนาสูตรที่  ๗

 

อรรถกถาเทศนาสูตรที่ ๗

 

ในเทศนาสูตรที่  ๗  พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า   ชงฺคล  แปลว่า   เป็นดินแข็งไม่อ่อน.  บทว่า  โอสร  เป็น

ดินมีเกลือเกิดเอง  (ดินเค็ม)  บทว่า   ปาปภูมิ   แปลว่า   เป็นพื้นดินเลว.

ในบทว่า  มทีปา  เป็นต้น  มีวินิจฉัยว่า   ภิกษุและภิกษุณีเหล่านี้    ชื่อว่า

มทีปา   เพราะพวกเธอมีเรา   (ตถาคต )   เป็นที่พึ่ง   เป็นที่อาศัย.   ชื่อว่า

มเลณา    เพราะพวกเธอมีเราเป็นที่เร้น    เป็นที่พักอยู่.   ชื่อว่า   มตาณา

เพราะพวกเธอมีเราเป็นที่ช่วย    เป็นที่รักษา.    ชื่อว่า    มสรณา    เพราะ

พวกเธอมีเราเป็นสรณะ    ทำภัยให้พินาศ.   บทว่า    วิหรนฺติ    ความว่า

ทำเราให้เป็นที่พึ่งเป็นต้นอย่างนั้นอยู่.   บทว่า  โคภตฺตปิ  ความว่า  เพราะ

ไม่มีผลาหารคือ  ข้าวเปลือก จึงเกี่ยว ( ข้าวที่หว่านในนาเลว ) มัดเป็นฟ่อนๆ

เก็บไว้  โคทั้งหลายจักได้เคี้ยวกินในฤดูร้อน  (แล้ง ).  บทว่า  อุทกมณิโก

ได้แก่ภาชนะพิเศษที่ได้ชื่ออย่างนั้น     เพราะมีสายรัดขวดคาดไว้ที่ท้อง


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 198

บทว่า อหาริอปริหาริ  ความว่า ใส่น้ำไม่ได้  นำน้ำไปไม่ได้  ขังน้ำไม่ได้.

ในพระสูตรนี้     พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการแสดงธรรมโดยเคารพ   ด้วย

ประการฉะนี้.     ความจริงการแสดงธรรมโดยไม่เคารพ     ย่อมไม่มี

พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ด้วยว่า   พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงมีความประพฤติ

เหมือนราชสีห์   ราชสีห์    เมื่อจับช้างพลายที่ตกมันก็ดี   จับสัตว์เล็กๆ

กระต่ายและแมวเป็นต้นก็ดี    ย่อมใช้ความเร็วเท่ากันทั้งนั้น   ฉันใด

พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ฉันนั้น     เมื่อทรงแสดงธรรมแก่ผู้ฟังคนเดียวก็ตาม

ทรงแสดงแก่ผู้ฟังสองคน  มากคน  แก่ภิกษุบริษัท  ภิกษุณีบริษัท  อุบาสก

บริษัทและอุบาสิกาบริษัทก็ตาม     แก่พวกเดียรถีย์ก็ตาม     ย่อมทรงแสดง

โดยเคารพทั้งนั้น.    ทั้งบริษัท  ก็มีศรัทธากำหนดใจฟัง    ดังนั้นการแสดง

แก่บริษัทสี่เหล่านั้น   จึงชื่อว่าแสดงโดยเคารพ.

จบ  อรรถกถาเทศนาสูตรที่  ๗

 

๘.  อสังขาสูตร

 

ว่าด้วยการฆ่าสัตว์ต้องไปอบายตกนรกเป็นต้น

 

[๖๐๘]  สมัยหนึ่ง   พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่   ณ  ปาวาริก-

อัมพวัน  ใกล้เมืองนาฬันทา   ครั้งนั้นแล   นายบ้านนามว่าอสิพันธกบุตร

สาวกของนิครณถ์   เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ   ถวายบังคม

พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว   นั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้ว   พระผู้มี-

พระภาคเจ้าได้ตรัสว่า   ดูก่อนนายคามณี   นิครณฐนาฏบุตรแสดงธรรมแก่


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 199

พวกสาวกอย่างไร  อสิพันธกบุตรทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   นิครณฐ-

นาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวกอย่างนี้ว่า  ผู้ที่ฆ่าสัตว์ต้องไปอบายตกนรก

ทั้งหมด   ผู้ที่ลักทรัพย์ต้องไปอบายตกนรกทั้งหมด   ผู้ที่ประพฤติผิดในกาม

ต้องไปอบายตกนรกทั้งหมด   ผู้ที่พูดเท็จต้องไปอบายตกนรกทั้งหมด   กรรม

ใด ๆ มาก  กรรมนั้น ๆ  ย่อมนำบุคคลไปนิครณฐนาฏบุตรย่อมแสดงธรรม

แก่พวกสาวกอย่างนี้แล   พระเจ้าข้า.

[๖๐๙]   .   ดูก่อนนายคามณี    ก็นิครณฐนาฏบุตรแสดงธรรม

แก่พวกสาวกว่า   กรรมใด ๆ  มาก  กรรมนั้น ๆ  ย่อมนำบุคคลไป  เมื่อเป็น

เช่นนั้น  ใคร ๆ  จักไม่ไปอบาย   ตกนรก    ตามคำของนิครณฐนาฏบุตร

ดูก่อนนายคามณี  ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน   บุรุษฆ่าสัตว์รวมทั้ง

สมัยและไม่ใช่สมัย   ทั้งกลางคืนและกลางวัน   สมัยที่เขาฆ่าสัตว์  หรือสมัย

ที่เขาไม่ฆ่าสัตว์  สมัยไหนมากกว่ากัน.

คา.   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    บุรุษฆ่าสัตว์รวมทั้งสมัย และมิใช่สมัย

ทั้งกลางคืนและกลางวัน  สมัยที่เขาฆ่าสัตว์น้อยกว่า  สมัยที่เขาไม่ได้ฆ่าสัตว์

มากกว่าพระเจ้าข้า.

.  ดูก่อนนายคามณี  ก็นิครณฐนาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวก

ว่า   กรรมใด ๆ  มาก   กรรมนั้น  ๆ   ย่อมนำบุคคลนั้นไป   เมื่อเป็นเช่นนั้น

ใคร ๆ  จักไม่ไปอบาย   ตกนรก  ตามคำของนิครณฐนาฏบุตร.

[๖๑๐]   ดูก่อนนายคามณี      ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

บุรุษลักทรัพย์รวมทั้งสมัยและมิใช่สมัย    ทั้งกลางวันและกลางคืน   สมัยที่

เขาลักทรัพย์  หรือสมัยที่เขาไม่ได้ลักทรัพย์   สมัยไหนมากกว่ากัน.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 200

คา.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญบุรุษลักทรัพย์รวมทั้งสมัยและมิใช่สมัย

ทั้งกลางคืนและกลางวัน   สมัยที่เขาลักทรัพย์น้อยกว่า  ส่วนสมัยที่เขามิได้

ลักทรัพย์มากกว่า   พระเจ้าข้า.

.   ดูก่อนนายคามณี  ก็นิครณฐนาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวก

ว่า  กรรมใดๆ มาก  กรรมนั้นๆ  ย่อมนำบุคคลนั้นไป   เมื่อเป็นเช่นนั้น

ใครๆ จักไม่ไปอบาย   ตกนรก  ตามคำของนิครณฐนาฏบุตร.

[๖๑๑]    ดูก่อนนายคามณี    ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

บุรุษประพฤติผิดในกามรวมทั้งสมัยและมิใช่สมัย  ทั้งกลางคืนและกลางวัน

สมัยที่เขาประพฤติผิดในกาม  หรือ สมัยที่เขามิได้ประพฤติผิด ในกาม  สมัย

ไหนมากกว่ากัน.

คา.   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     บุรุษประพฤติผิดในกามรวมทั้งสมัย

และมิใช่สมัย   ทั้งกลางคืนและกลางวัน   สมัยที่เขาประพฤติผิดในกามนั้น

น้อยกว่า   ส่วนสมัยที่เขามิได้ประพฤติผิดในกามนั้นมากกว่า   พระเจ้าข้า

.  ดูก่อนนายคามณี ก็นิครณฐนาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวก

ว่า  กรรมใด ๆ   มาก กรรมนั้น.  ๆ  ย่อมนำบุคคลไป เมื่อเป็นเช่นนั้น ใครๆ

จักไม่ไปอบาย  ตกนรก  ตามคำของนิครณฐนาฏบุตร.

[๖๑๒]   ดูก่อนนายคามณี    ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

บุรุษพูดเท็จรวมทั้งสมัยและมิใช่สมัย   ทั้งกลางคืนและกลางวัน   สมัยที่เขา

พูดเท็จ   หรือสมัยที่เขามิได้พูดเท็จ    สมัยไหนมากกว่ากัน


หน้าที่ 101-150
หน้าที่ 201-250