พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 101

๑๓.  ภวปัญหาสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาเรื่องภพ

 

[๕๐๙]   ดูก่อนท่านสารีบุตร  ที่เรียกว่า  ภพ ๆ ดังนี้  ภพเป็น

ไฉนหนอ.

สา.    ดูก่อนผู้มีอายุ   ภพ ๓ เหล่านี้   คือ  กามภพ  รูปภพ  อรูปภพ

ภพ ๓ เหล่านี้แล.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็มรรคามีอยู่หรือ  ปฏิปทามีอยู่หรือ  เพื่อ

กำหนดรู้ภพเหล่านั้น.

สา.   มีอยู่  ผู้มีอายุ.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็มรรคาเป็นไฉน   ปฏิปทาเป็นไฉน  เพื่อ

กำหนดรู้ภพเหล่านั้น.

สา.  ดูก่อนผู้มีอายุ    อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘  คือ    ความ

เห็นชอบ ฯลฯ    จงใจชอบ   นี้แลเป็นบรรดา   เป็นปฏิปทา    เพื่อกำหนด

รู้ภพเหล่านั้น.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   มรรคาดีนัก   ปฏิปทาดีนัก   เพื่อกำหนด

รู้ภพเหล่านั้น   และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท   นะท่านสารีบุตร.

จบ  ภวปัญหาสูตรที่  ๑๓


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 102

๑๔.  ทุกขปัญหาสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาเรื่องทุกข์

 

[๕๑๐]  ดูก่อนท่านสารีบุตร    ที่เรียกว่า   ทุกข์   ดังนี้    ทุกข์

เป็นไฉนหนอ.

สา.  ดูก่อนผู้มีอายุ   สภาพทุกข์ ๓ ประการนี้  คือ   สภาพทุกข์คือ

ทุกข์  สภาพทุกข์คือสังขาร   สภาพทุกข์คือความแปรปรวน   สภาพทุกข์ ๓

ประการนี้แล.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็มรรคามีอยู่หรือ  ปฏิปทามีอยู่หรือ  เพื่อ

กำหนดรู้สภาพทุกข์เหล่านั้น.

สา.   มีอยู่   ผู้มีอายุ.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็มรรคาเป็นไฉน  ปฏิปทาเป็นไฉน  เพื่อ

กำหนดรู้สภาพทุกข์เหล่านั้น.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ   อริยมรรคประกอบด้วยองค์  ๘   คือความเห็น

ชอบ ฯลฯ   ตั้งใจชอบ  นี้แลเป็นมรรคา  เป็นปฏิปทา  เพื่อกำหนดรู้สภาพ

ทุกข์เหล่านั้น.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   มรรคาดีนัก   ปฏิปทาดีนัก   เพื่อกำหนด

รู้สภาพทุกข์เหล่านั้น   และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท  นะท่านสารีบุตร.

จบ ทุกขปัญหาสูตรที่ ๑๔

 

อรรถกถาทุกขปัญหาสูตรที่ ๑๔

 

บทว่า ทุกฺขตา   คือสภาพแห่งทุกข์ในบทเป็นอาทิว่า ทุกฺขทุกฺขตา

ได้แก่  สภาพแห่งทุกข์กล่าวคือทุกข์ ชื่อว่า ทุกฺขตา.   แม้ในสองบทที่เหลือ

ก็นัยนี้เหมือนกัน.

จบ  อรรถกถาทุกขปัญหาสูตรที่ ๑๔


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 103

๑๕. สักกายปัญหาสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาเรื่องสักกายทิฏฐิ

 

[๕๑๑]   ดูก่อนท่านสารีบุตร     ที่เรียกว่า     สักกายะ ๆ   ดังนี้

สักกายะเป็นไฉนหนอ.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ    อุปาทานขันธ์   ๕  ประการนี้  คือ อุปาทาน-

ขันธ์คือรูป   เวทนา  สัญญา สังขาร วิญญาณ  อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้แล

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าสักกายะ.

.   ก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็มรรคามีอยู่หรือ  ปฏิปทามีอยู่หรือ  เพื่อ

กำหนดรู้สักกายะนั้น.

สา.  มีอยู่  ผู้มีอายุ.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็มรรคาเป็นไฉน  ปฏิปทาเป็นไฉน  เพื่อ

กำหนดรู้สักกายะนั้น.

สา.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ    อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือความ

เห็นชอบ ฯลฯ    ตั้งใจชอบ   นี้แลเป็นมรรคา   เป็นปฏิปทา   เพื่อกำหนด

รู้สักกายะนั้น.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   มรรคาดีนัก   ปฏิปทาดีนัก   เพื่อกำหนด

รู้สักกายะนั้น   และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท   นะท่านสารีบุตร.

จบ สักกายปัญหาสูตรที่  ๑๕


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 104

๑๖.  ทุกกรปัญหาสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาเรื่องสิ่งที่ทำได้ยาก

 

[ ๕๑๒ ]  ดูก่อนท่านสารีบุตร  อะไรหนอ  เป็นการยากที่จะกระทำ

ได้ในธรรมวินัยนี้.

สา.   บรรพชา   ผู้มีอายุ.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็สิ่งอะไรอันบุคคลผู้บวชแล้ว   กระทำได้

โดยยาก.

สา.   ความยินดียิ่ง   ผู้มีอายุ.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็สิ่งอะไร  อันภิกษุผู้ยินดียิ่งแล้วกระทำได้

โดยยาก.

สา.   การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม   ผู้มีอายุ.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ     ก็ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว

จะพึงเป็นพระอรหันต์ได้นานเพียงไร.

สา.  ไม่นานนัก  ผู้มีอายุ.

จบ  ทุกกรปัญหาสูตรที่  ๑๖

จบ  ชัมพุขาทกสังยุต


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 105

อรรถกถาทุกรปัญหาสูตรที่ ๑๖

 

บทว่า  อภิรติ  คือความไม่กระสันในการบรรพชา.  บทว่า   น  จิร

อาวุโส ท่านแสดงว่า ข้าแต่ท่านผู้มีอายุ  ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม

เมื่อพากเพียรพยายามอยู่  จะพึงเป็นพระอรหันต์  คือพึงตั้งอยู่ในพระอรหัต

ได้ไม่นานนักคือเร็วนั่นเอง.   เพราะท่านกล่าวว่า   ภิกษุผู้อันท่านตักเตือน

แล้วในเวลาเช้า  จักบรรลุคุณวิเศษในเวลาเย็น  ภิกษุผู้อันท่านตักเตือนแล้ว

ในเวลาเย็น   จักบรรลุคุณวิเศษในเวลาเช้า    คำที่เหลือใน  บททั้งปวงมีเนื้อ

ความง่ายทั้งนั้น.

จบ  อรรถกถาทุกรปัญหาสูตรที่  ๑๖

จบ  อรรถกถาชัมพุขาทกสังยุต.

 

รวมพระสูตรที่มีในสังยุตนี้  คือ

๑.  นิพพานปัญหาสูตร   ๒.  อรหัตตปัญหาสูตร   ๓.   ธรรมวาที

ปัญหาสูตร   ๔.   กิมัตถิยสูตร   ๕.   อัสสาสัปปัตตวสูตร   ๖.   ปรมัสสาสัป-

ปัตตสูตร    ๗.   เวทนาปัญหาสูตร    ๘.   อาสวปัญหาสูตร     ๙.   อวิชชา

ปัญหาสูตร  ๑๐.  ตัณหาปัญหาสูตร   ๑๑.  โอฆปัญหาสูตร   ๑๒.  อุปาทาน

ปัญหาสูตร   ๑๓.  ภวปัญหาสูตร    ๑๔.   ทุกขปัญหาสูตร   ๑๕.  สักกาย

ปัญหาสูตร   ๑๖.  ทุกกรปัญหาสูตร.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 106

๕.  สามัณฑกสังยุต

 

๑.  สามัณฑกสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาเรื่องนิพพาน

 

[๕๑๓]  สมัยหนึ่ง   ท่านพระสารีบุตรอยู่   ณ ฝั่งแม่น้ำคงคาใกล้

อุกกเจลนคร  แคว้นวัชชี  ครั้งนั้น  ปริพาชกชื่อ      สามัณฑกะ  เข้าไปหา

ท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่  ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร   ครั้นผ่านการ

ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว  จึงนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว

ได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า    ดูก่อนท่านสารีบุตร   ที่เรียกว่า    นิพพาน ๆ

ดังนี้   นิพพานเป็นไฉนหนอ.    ท่านพระสารีบุตรตอบว่า   ดูก่อนผู้มีอายุ

ความสิ้นราคะ  ความสิ้นโทสะ  ความสิ้นโมหะ  นี้เรียกว่า  นิพพาน.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็มรรคามีอยู่หรือ     ปฏิปทามีอยู่หรือเพื่อ

กระทำนิพพานนั้นให้แจ้ง.

สา.   มีอยู่   ผู้มีอายุ.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ    ก็มรรคาเป็นไฉน   ปฏิปทาเป็นไฉนเพื่อ

กระทำนิพพานนั้นให้แจ้ง.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ   อริยมรรคประกอบด้วยองค์   ๘  คือความเห็น

ชอบ  ฯลฯ.   ตั้งใจชอบ   นี้แลเป็นมรรคา  เป็นปฏิปทาเพื่อกระทำนิพพาน

นั้นให้แจ้ง.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   มรรคาดีนัก   ปฏิปทาดีนัก   เพื่อกระทำ

นิพพานนั้นให้แจ้ง และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯลฯ

( เหมือนกับในชัมพุขาทกสังยุต )

จบ  สามัณฑกสูตรที่ ๑


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 107

๑๖. ทุกรปัญหาสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาเรื่องสิ่งที่ทำได้ยาก

 

[๕๑๔]  ดูก่อนท่านสารีบุตร   อะไรหนอเป็นการยากที่จะกระทำ

ได้ในธรรมวินัยนี้.

สา.  บรรพชา  ผู้มีอายุ.

.   ดูก่อนภิกษุผู้มีอายุ     ก็สิ่งอะไรอันบุคคลผู้บวชแล้วกระทำได้

โดยยาก.

สา.  ความยินดียิ่ง   ผู้มีอายุ.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็สิ่งอะไรอันภิกษุผู้ยินดียิ่งแล้วกระทำได้

โดยยาก.

สา.   การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม   ผู้มีอายุ.

.    ดูก่อนท่านผู้มีอายุ    ก็ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว

จะพึงเป็นพระอรหันต์ได้นานเพียงไร.

สา.  ไม่นานนัก  ผู้มีอายุ.

จบ  ทุกกรปัญหาสูตรที่ ๑๖

 

อรรถกถาสัมัณฑกสังยุต

 

แม้ในสามัณฑกสังยุต   พึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้แล.

จบ  อรรถกถาสามัณฑกสัยุต

รวมพระสูตรในสังยุตนี้  เช่นเดียวกับในสังยุตก่อน (คือชัมพุขาทกสังยุต)

จบ สามัณฑกสังยุต

๑.  สูตรที่ ๒-๑๕  เหมือนในชัมพุขาทกสังยุต

๒. โดยนัยเดียวกับ อรรถกถาแห่งสูตรทั้งหลายในชัมพุขาทกสังยุต


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 108

๖.  โมคคัลลานสังยุต

 

๑.  สวิตักกปัญหาสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาเรื่องรูปฌานที่  ๑

 

[๕๑๕]  สมัยหนึ่ง  ท่านพระมหาโมคคัลลานะอยู่  ณ  พระวิหาร

เชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี  กรุงสาวัตถี  ณ ที่นั้นแล  ท่าน

พระมหาโมคคัลลานะเรียกภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระมหา-

โมคคัลลานะแล้ว   ท่านพระมหาโมคัลลานะ  ได้กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่า

ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย  ขอโอกาส  เมื่อเราหลีกเร้นอยู่ในที่ลับ  ความปริวิตก

แห่งใจได้เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า  ที่เรียกว่า  ปฐมฌาน ๆ  ดังนี้   ปฐมฌาน  เป็น

ไฉนหนอ.  เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า  ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้    สงัดจาก

กาม   สงัดจากอกุศลธรรม   เข้าปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร   มีปีติและสุขเกิด

แต่วิเวกอยู่  นี้เรียกว่า  ปฐมฌาน  เราก็สงัดจากกาม  สงัดจากอกุศลธรรม

เข้าปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร    มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่    เมื่อเราอยู่ด้วย

วิหารธรรมนี้  สัญญามนสิการอันประกอบด้วยกามย่อมฟุ้งซ่าน   ครั้งนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์     แล้วได้ตรัสว่า   โมค-

คัลลานะ ๆ    เธออย่าประมาทปฐมฌาน    จงดำรงจิตไว้ในปฐมฌาน    จง

กระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในปฐมฌาน    จงดำรงจิตไว้ให้มั่นในปฐม-

ฌาน   สมัยต่อมา   เราสงัดจากกาม   สงัดจากอกุศลธรรม   เข้าปฐมฌาน

อันมีวิตกวิจาร  มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่  ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย  ก็บุคคล

เมื่อจะพูดให้ถูก   พึงพูดคำใดว่า   สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว

ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่   บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูกพึงพูดคำนั้นกะเราว่า   สาวก

อันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

จบ สวิตักกปัญหาสูตรที่ ๑


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 109

อรรถกถาโมคคัลลานสังยุต

 

อรรถกถาสวิตักกปัญหาสูตรที่  ๑

 

พึงทราบวินิจฉัยในโมคคัลลานสังยุต  ดังต่อไปนี้

บทว่า   กามสหคตา  คือประกอบนิวรณ์  ๕   ก็เมื่อภิกษุนั้นออก

จากปฐมฌานแล้ว  นิวรณ์   ๕   ปรากฏแล้ว  โดยความสงบมีอยู่  ด้วยเหตุนั้น

ปฐมฌานนั้น    ของภิกษุนั้น    ย่อมชื่อว่ามีส่วนแห่งความเสื่อมพระศาสดา

ทรงทรามความประมาทนั้นแล้ว  จึงได้ประทานพระโอวาทว่า  อย่าประมาท

จบ  อรรถกถาสวิตักกปัญหาสูตรที่ ๑

 

๒.  อวิตักกปัญหาสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาเรื่องรูปฌานที่  ๒

 

[๕๑๖]   ที่เรียกว่า  ทุติยฌาน ๆ  ดังนี้   ทุติยฌานเป็นไฉนหนอ.

เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เข้าทุติยฌานอันมีความ

ผ่องใสแห่งจิตในภายใน   เป็นธรรมเอกผุดขึ้น  ไม่มีวิตกวิจาร   เพราะวิตก

วิจารสงบไป   มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่    นี้เรียกว่าทุติยฌาน    เราก็เข้า

ทุติยฌานอันมีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน     เป็นธรรมเอกผุดขึ้น   ไม่มี

วิตกวิจาร   เพราะวิตกวิจารสงบไป    มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่    เมื่อเรา

อยู่ด้วยวิหารธรรมนี้      สัญญามนสิการอันประกอบด้วยวิตกย่อมฟุ้งซ่าน

ครั้งนั้นแล       พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์แล้วได้

ตรัสว่า     โมคคัลลานะ ๆ    เธออย่าประมาททุติยฌาน    จงดำรงจิตไว้ใน


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 110

ทุติยฌาน   จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในทุติยฌาน   จงตั้งจิตไว้ใน

มั่นในทุติยฌาน   สมัยต่อมา   เราเข้าทุติยฌานอันมีความผ่องใสแห่งจิตใน

ภายใน   เป็นธรรมเอกผุดขึ้น   ไม่มีวิตกวิจาร   เพราะวิตกวิจารสงบไป   มี

ปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่   ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย  ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก

พึงพูดคำใดว่า    สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว    ถึงความเป็นผู้รู้

ยิ่งใหญ่  บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก  พึงพูดคำนั้นกะเราว่า  สาวกอันพระศาสดา

ทรงอนุเคราะห์แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่

จบ  อวิตักกปัญหาสูตรที่ ๒

 

อรรถกถาอวิตักกปัญหาสูตรที่ ๒

 

แม้ในทุติยฌานเป็นต้น   ก็พึงทราบความโดยนัยนี้แล.   ก็ในข้อ

ฌานอันประกอบด้วยอารมณ์เท่านั้น  ท่านกล่าวว่า  สหคต  ดังนี้.

จบ  อรรถกถาอวิตักกปัญหาสูตรที่ ๒

 

๓.  สุขปัญหาสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาเรื่องรูปฌานที่ ๓

 

[ ๕๑๗ ]  ที่เรียกว่า   ตติยฌาน ๆ ดังนี้    ตติยฌานเป็นไฉนหนอ.

เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่าภิกษุในพระธรรมวินัยนี้     มีอุเบกขา    มีสติ    มี

สัมปชัญญะ    เสวยสุขด้วยนามกาย   เพราะปีติสิ้นไป  เข้าตติยฌานที่พระ-

อริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า   ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา   มีสติอยู่เป็นสุข

นี้เรียกว่าตติยฌาน   เราก็มีอุเบกขา   มีสติ  มีสัมปชัญญะ    เสวยสุขด้วย

๑.  สูตรที่  ๓ - ๘ ไม้มีอรรถกถาแก้.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 111

นามกาย  เพราะปีติสิ้นไป  เข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า

ผู้ได้ฌานนี้   เป็นผู้มีอุเบกขา  มีสติอยู่เป็นสุข  เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้

สัญญามนสิการอันประกอบด้วยปีติย่อมฟุ้งซ่าน  ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าเสด็จไปหาเราด้วยพระฤทธิ์    แล้วได้ตรัสว่า   โมคคัลลานะ ๆ   เธอ

อย่าประมาทตติยฌาน จงดำรงจิตไว้ในตติยฌาน จงกระทำจิตให้เป็นธรรม

เอกผุดขึ้นในตติยฌาน     จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในตติยฌาน     สมัยต่อมาเรามี

อุเบกขา  มีสติ  มีสัมปชัญญะ    เสวยสุขด้วยนามกาย  เพราะปิติสิ้นไป  เข้า

ตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า     ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา

มีสติอยู่เป็นสุข  ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย  ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูกพึงพูดคำใด

ว่า สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว  ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่  บุคคล

เมื่อจะพูดให้ถูกพึงพูดคำนั้นกะเราว่า    สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์

แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

จบ  สุขปัญหาสูตรที่  ๓

 

๔.  อุเปกขาปัญหาสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาเรื่องฌานที่  ๔

 

[ ๕๑๘ ]   ที่เรียกว่า  จตุตถฌาน ๆ ดังนี้   จตุตถฌานเป็นไฉนหนอ.

เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า  ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้   เข้าจตุตถฌานนัยนี้ไม่มี

ทุกข์  ไม่มีสุข   เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้   มี

อุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ อยู่  นี้เรียกว่าจตุตถฌาน  เราก็เข้าจตุตถฌาน

อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข  เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 112

มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่    เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้    สัญญา-

มนสิการอันประกอบด้วยสุขย่อมฟุ้งซ่าน  ครั้งนั้นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้า

เสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์     แล้วได้ตรัสว่า    โมคคัลลานะ ๆ   เธออย่า

ประมาทจตุตถฌาน  จงดำรงจิตไว้ในจตุตถฌาน  จงกระทำจิตให้เป็นธรรม

เอกผุดขึ้นในจตุตถฌาน   จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในจตุตถฌาน  สมัยต่อมาเราเข้า

จตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข  เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัส

ก่อน ๆ ได้   มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่     ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย

ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก  พึงพูดคำใดว่า  สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์

แล้วถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่   บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก   พึงพูดคำนั้นกะเราว่า

สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

จบ อุเบกขาปัญหาสูตรที่ ๔

 

๕.  อากาสานัญจายตนฌานปัญหาสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาเรื่องอรูปฌานที่  ๑

 

[ ๕๑๙ ]  ที่เรียกว่า  อากาสานัญจายตนฌาน ๆ ดังนี้   อากาสานัญ-

จายตนฌานเป็นไฉนหนอ.   เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า   ภิกษุในพระธรรม

วินัยนี้   เข้าอากาสานัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า อากาศหาที่สุดมิได้  เพราะ

ล่วงรูปสัญญาเสียได้  เพราะดับปฏิฆสัญญาเสียได้  เพราะไม่กระทำไว้ในใจ

ซึ่งนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง       นี้เรียกว่าอากาสานัญจายตนฌาน

เราก็เข้าอากาสานัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า    อากาศหาที่สุดมิได้   เพราะ

ล่วงรูปสัญญาเสียได้ เพราะดับปฏิฆสัญญาเสียได้  เพราะไม่กระทำไว้ในใจ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 113

ซึ่งนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง  เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้   สัญญา

มนสิการอันประกอบด้วยรูปสัญญาย่อมฟุ้งซ่าน  ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์    แล้วได้ตรัสว่า  โมคคัลลานะ ๆ เธอ

อย่าประมาทอากาสานัญจายตนฌาน    จงดำรงจิตไว้ในอากาสานัญจายตน.

ฌาน   จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในอากาสานัญจายตนฌาน    จง

ตั้งจิตไว้ให้มั่นในอากาสานัญจายตนฌาน   สมัยต่อมา   เราเข้าอากาสานัญ-

จายตนฌานด้วยคำนึงว่าอากาศหาที่สุดมิได้      เพราะล่วงรูปสัญญาเสียได้

เพราะดับปฏิฆสัญญาเสียได้  เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนานัตตสัญญาโดย

ประการทั้งปวง   ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย   ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก   พึงพูด

คำใดว่า      สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้วถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่

บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก     พึงพูดคำนั้นกะเราว่า     สาวกอันพระศาสดาทรง

อนุเคราะห์แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

จบ  อากาสานัญจายตนฌานปัญหาสูตรที่ ๕

 

๖.  วิญญาณัญจายตนปัญหาสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาเรื่องอรูปฌานที่  ๒

 

[๕๒๐]  ที่เรียกว่า  วิญญาณัญจายตนฌานๆ  ดังนี้   วิญญาณัญ-

จายตนฌานเป็นไฉนหนอ.  เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า   ภิกษุในพระธรรม

วินัยนี้     เข้าวิญญานัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า     วิญญาณหาที่สุดมิได้

เพราะล่วงอากาสานัญจายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง       นี้เรียกว่า

วิญญาณัญจายตนฌาน      เราก็เข้าวิญญาณัญจายตนฌานด้วยคำนึงว่า

วิญญาณที่สุดมิได้     เพราะล่วงอากาสานัญจายตนฌานเสียได้โดยประการ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 114

ทั้งปวง     เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้     สัญญามนสิการอันประกอบด้วย

อากาสานัญจายตนะย่อมฟุ้งซ่าน   ครั้งนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้า

ไปหาเราด้วยพระฤทธิ์      แล้วได้ตรัสว่า    โมคคัลลานะ ๆ  เธออย่าประมาท

วิญญาณัญจายตนฌาน   จะดำรงจิตไว้ในวิญญาณัญจายตนฌาน   จงกระทำ

จิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้นในวิญญาณัญจายตนฌาน     จงตั้งไว้ให้มั่นใน

วิญญาณัญจายตนฌาน  สมัยต่อมา   เราเข้าวิญญณัญจายตนฌานด้วยคำนึง

ว่า    วิญญาณหาที่สุดมิได้     เพราะล่วงอากาสานัญจายตนฌานเสียได้โดย

ประการทั้งปวง   ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย   ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก   พึงพูด

คำใดว่า      สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์      ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่

บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก    พึงพูดคำนั้นกะเรา     สาวกอันพระศาสดาทรง

อนุเคราะห์แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

จบ  วิญญาณัญจายตนฌานปัญหาสูตรที่  ๖

 

๗.  อากิญจัญญายตนฌานปัญหาสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาเรื่องอรูปฌานที่  ๓

 

[๕๒๑]   ที่เรียกว่า  อากิญจัญญายตนฌาน ๆ  ดังนี้   อากิญจัญญา-

ยตนฌานเป็นไฉนหนอ.    เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า    ภิกษุในพระธรรม

วินัยนี้    เข้าอากิญจัญญายตนฌานด้วยคำนึงว่า    สิ่งอะไรหน่อยหนึ่งไม่มี

เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง      นี้เรียกว่า

อากิญจัญญายาตนฌาน  เราก็เข้าอากิญจัญญายตนฌานด้วยคำนึงว่า  สิ่งอะไร

หน่อยหนึ่งไม่มีเพราะล่วงวิญญาณัญจายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง

เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้   สัญญามนสิการอันประกอบด้วยวิญญาณัญจา-


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 115

ยตนะย่อมฟุ้งซ่าน  ครั้งนั้นแล    พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปหาเราด้วย

พระฤทธิ์    แล้วได้ตรัสว่า    โมคคัลลานะ ๆ    เธออย่าประมาทอากิญจัญญา

ยตนฌาน จงดำรงจิตไว้ในอากิญจัญญายตนฌาน จงกระทำจิตให้เป็นธรรม

เอกผุดขึ้นในอากิญจัญญายตนฌาน   จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในอากิญจัญญายตน-

ฌาน   สมัยต่อมาเรา เข้าอากิญจัญญายตนฌานด้วยคำนึงว่า   สิ่งอะไรหน่อย

หนึ่งไม่มี     เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง

ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย   ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก   พึงพูดคำใดว่า    สาวกอัน

พระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว    ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่   บุคคลเมื่อจะพูด

ให้ถูก      พึงพูดคำนั้นกะเราว่า     สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว

ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

จบ  อากิญจัญญายตนฌานปัญหาสูตร

 

๘.  เนวสัญญานาสัญญายตนฌานปัญหาสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาเรื่องอรูปฌานที่  ๔

 

[๕๒๒]    ที่เรียกว่า   เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ๆ ดังนี้   เนว-

สัญญานาสัญญายตนฌานเป็นไฉนหนอ.  เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า  ภิกษุ

ในพระธรรมวินัยนี้   เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน   เพราะล่วงอากิญ-

จัญญาตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง     นี้เรียกว่าเนวสัญญานาสัญญา-

ยตนฌาน   เราก็เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน  เพราะล่วงอากิญจัญญา-

ยตนฌานเสียได้โดยประการทั้งปวง    เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้  สัญญามน

สิการอันประกอบด้วยอากิญจัญญายตนะย่อมฟุ้งซ่าน ครั้งนั้นแล พระผู้มี

พระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระพุทธ    แล้วได้ตรัสว่า  โมคคัลลานะ ๆ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 116

เธออย่าประมาทเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน จงดำรงจิตไว้ในเนวสัญญา-

นาสัญญายตนฌาน  จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ในเนวสัญญา-

สัญญายตนฌาน  จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน   สมัย

ต่อมาเราเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานเพราะล่วงอากิญจัญญายตนฌาน

เสียได้โดยประการทั้งปวง.  ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย   ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก

พึงพูดคำใดว่า.    สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้ว    ถึงความเป็นผู้รู้

ยิ่งใหญ่  บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก  พึงพูดคำนั้นกะเราว่า  สาวกอันพระศาสดา

ทรงอนุเคราะห์แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

จบ  เนวสัญญานาสัญญายตนฌานปัญหาสูตรที่ ๘

 

๙.  อนิมิตตปัญหาสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาเรื่องอนิมิตตเจโตสมาธิ

 

[๕๒๓]    ที่เรียกว่า   อนิมิตตเจโตสมาธิ  ๆ    ดังนี้    อนิมิตตเจโต

สมาธิเป็นไฉนหนอ.   เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า   ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

เข้าอนิมิตตเจโตสมาธิอยู่   เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนิมิตทั้งปวง   นี้เรียก

ว่าอนิมิตตเจโตสมาธิ    เราก็เข้าอนิมิตตเจโตสมาธิอยู่    เพราะไม่กระทำไว้

ในใจซึ่งนิมิตทั้งปวง  เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้   วิญญาณอันซ่านไปตาม

ซึ่งอนิมิตย่อมมี     ครั้งนั้นแล     พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปหาเราด้วย

พระฤทธิ์    แล้วได้ตรัสว่า   โมคคัลลานะ ๆ   เธออย่าประมาทอนิมิตตเจโต

สมาธิ    จงดำรงจิตไว้ในอนิมิตตเจโตสมาธิ    จงกระทำจิตให้เป็นธรรมเอก

ผุดขึ้นในอนิมิตตเจโตสมาธิ  จงตั้งจิตไว้ให้มั่นในอนิมิตตเจโตสมาธิสมัยต่อ

มา   เราเข้าอนิมิตตเจโตสมาธิอยู่    เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนิมิตทั้งปวง


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 117

ดูก่อนผู้มีอายุฟุ้งหลาย  ก็บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก   พึงพูดคำใดว่า    สาวกอัน

พระศาสดาทั้งอนุเคราะห์แล้ว   ถึงความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่    บุคคลเมื่อจะพูด

ให้ถูก    พึงพูดคำนั้นกะเราว่า    สาวกอันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้วถึง

ความเป็นผู้รู้ยิ่งใหญ่.

[๕๒๔]    ครั้งนั้นแล  ท่านพระมหาโมคคัลลานะหายจากพระวิหาร

เชตวันไปปรากฏในดาวดึงสเทวโลก     เหมือนบุรุษมีกำลังพึงเหยียดแขนที่

คู้  หรือพึงดู้แขนที่เหยียด   ฉะนั้น    ครั้งนั้นแล     ท้าวสักกะจอมเทพกับ

เทวดา  ๕๐๐  องค์   เข้าไปหาท่านพระโมคคัลลานะถึงที่อยู่   ไหว้ท่านพระ.

มหาโมคคัลลานะแล้ว  ได้ประทับยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้ว

ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า     ดูก่อนจอมเทพ

การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก  เพราะเหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็น

สรณะ    สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติโลก

สวรรค์ การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก   การถึงพระสงฆ์เป็นสรณะดีนัก

เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ   สัตว์บางพวกในโลกนี้   เมื่อแตก

กายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า   ข้าแต่

พระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์  การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสมณะดีนัก   เพราะเหตุ

แห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ     สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกาย

ตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก . . .

การถึงพระสงฆ์เป็นสรณะดีนัก    เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ

สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตกกายตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.

จบ  อนิมิตตปัญหาสูตรที่ ๙


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 118

อรรถกถาอนิมิตตปัญหาสูตรที่ ๙

 

บทว่า  อนิมิตฺต เจโตสมาธิ  นั้น พระเถระกล่าวหมายถึงวิปัสสนา-

สมาธิทูลนิมิตว่าเที่ยงเป็นต้นได้แล้วเป็นไป.    บทว่า    อนิมิตฺตานุสาริ-

วิญฺาณ  โหติ ความว่า เมื่อเราอยู่ด้วยวิปัสสนาสมาธิวิหารธรรมนี้อย่างนี้

วิปัสสนาญาณก็แก่กล้า ละเอียดนำไปอยู่เหมือนเมื่อบุรุษเอาขวานที่คม

ตัดต้นไม้อยู่    มองดูอยู่ซึ่งคมขวานในทุกขณะด้วยคิดว่า    ขวานของเรา

จริงหนอดังนี้    กิจในการตัด   ก็ย่อมไม่สำเร็จฉันใด  แม้พระเถระ  ปรารภ

วิปัสสนาด้วยคิดว่าญาณของเราแก่กล้าจริงหนอดังนี้  ความใคร่  ก็ย่อมเกิด

ขึ้น  เมื่อเป็นเช่นนั้น   พระเถระนั้น   ก็ไม่สามารถให้วิปัสสนากิจสำเร็จได้

ฉันนั้น.  พระเถระหมายถึงข้อนั้น   จึงกล่าวว่า   อนิมิตฺตานุสาริวิญฺาณ

โหติ.  บทว่า สพฺพนิมิต ตาน   อมนสิการา   อนิมิตฺต     เจโตสมาธิ

อุปสมฺปชฺช  วิหาสึ   ความว่า  เราเข้าเจโตสมาธิที่สัมปยุตด้วยวุฏฐานคามิ-

นีวิปัสสนา   และสมาธิในมรรคและผลเบื้องสูง    ซึ่งมีนิพพานเป็นอารมณ์

อันไม่มีนิมิต      เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนิมิตว่าเที่ยงเป็นสุขเป็นตน

ทั้งปวงอยู่แล้ว

จบ  อรรถกถาอนิมิตตปัญหาสูตรที่  ๙

 

๑๐. สักกสูตร

 

ว่าด้วยพระมหาโมคคัลลานเถระแสดงธรรมแก่ท้าวสักกะ

 

[๕๒๕]    ครั้งนั้น   ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา  ๖๐๐  องค์ ฯลฯ

๗๐๐  องค์  ฯลฯ  ๘๐๐  องค์  ฯลฯ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 119

[๕๒๖]   ครั้งนั้นแล  ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๘๔,๐๐๐  องค์

เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่   ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะ

แล้ว  ได้ไปประทับยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้วท่านพระมหา-

โมคคัลลานะได้พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า    ดูก่อนจอมเทพ   การถึงพระ-

พุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก      เพราะเหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

สัตว์บางพวกในโลกนี้      เมื่อแตกกายตายไป     ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก. . .การถึงพระสงฆ์เป็นสรณะดีนัก    เพราะ

เหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ     สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกาย

ตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า  ข้าแต่ท่าน

พระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์    การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก    เพราะ

เหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ สัตว์บางพวกในโลกนี้   เมื่อแตกกาย

ตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก . . .

การถึงพระสงฆ์เป็นสรณะดีนัก    เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ

สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

[๕๒๗]   ครั้งนั้นแล     ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา   ๕๐๐   องค์

เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่    ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะ

แล้ว  ได้ประทับยืนอยู่  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้ว   ท่านพระมหา-

โมคคัลลานะได้พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า   ดูก่อนจอมเทพ   การประกอบ

ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระ

ผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ   ถึงพร้อม

ด้วยวิชชาและจรณะ    เสด็จไปดีแล้ว   ทรงรู้แจ้งโลก   เป็นสารถีฝึกบุรุษที่


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 120

ควรฝึก  ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า   เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย   เป็น

ผู้เบิกบานแล้ว  เป็นผู้จำแนกธรรมดังนี้  ดีนัก  เพราะเหตุแห่งการประกอบ

ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า     สัตว์บางพวกในโลกนี้

เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์    ดูก่อนจอมเทพ    การ

ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า     พระธรรมอัน

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว   อันผู้ได้บรรลุพึงเห็นเอง  ไม่ประกอบด้วย

กาล  ควรเรียกให้มาดู   ควรน้อมเข้ามา  อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน  ดังนี้

ดีนัก       เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน

พระธรรม   สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติ

โลกสวรรค์  ดูก่อนจอมเทพ  การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว

ในพระสงฆ์ว่า   พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า   เป็นผู้ปฏิบัติแล้ว

ปฏิบัติตรง  ปฏิบัติเป็นธรรม  ปฏิบัติชอบ คือ คู่แห่งบุรุษ ๔   บุรุษบุคคล ๘

นี้    พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า  เป็นผู้ควรของคำนับ   ควรของ

ต้อนรับ  ควรของทำบุญ  ควรทำอัญชลี  เป็นนาบุญของโลก  ไม่มีนาบุญ

อื่นยิ่งกว่า   ดังนี้    ดีนัก   เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความเลื่อมใสอัน

ไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์  สัตว์บางพวกในโลกนี้   เมื่อแตกกายตายไป  ย่อม

เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  ดูก่อนจอมเทพ  การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้า

ใคร่แล้ว   อันไม่ขาด   ไม่ทะลุ   ไม่ด่าง ๆ   ไม่พร้อม   เป็นไทย   วิญญูชน

สรรเสริญ  อันตัณหาและทิฏฐิลูบคลำไม่ได้เป็นไปเพื่อสมาธิ    ดีนัก เพราะ

เหตุแห่งการประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว    สัตว์บางพวกในโลกนี้

เมื่อแตกกายตายไป  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 121

ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์  การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่

หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า  แม้เพราะเหตุนี้ ๆ  พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์

นั้น...  ดีนัก     เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่น

ไหวในพระพุทธเจ้า    สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกายตายไป    ย่อม

เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์  การประกอบ

ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า     พระธรรมอันพระผู้มี-

พระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว  . . .  ดีนัก  เพราะเหตุการณ์ประกอบด้วยความเลื่อมใส

อันไม่หวั่นไหวในพระธรรม   สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป

ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์    ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์     การ

ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า     พระสงฆ์สาวก

ของพระผู้มีพระภาคเจ้า   เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว . . . ดีนัก   เพราะเหตุแห่งการ

ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์      สัตว์บางพวกใน

โลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   ข้าแต่ท่านพระ-

โมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด...

เป็นไปเพื่อสมาธิ   ดีนัก   เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้า

ใคร่แล้ว    สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติ

โลกสวรรค์.

[๕๒๘]   ครั้งนั้นแล  ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา   ๖๐๐    องค์

ฯลฯ   ๗๐๐  องค์  ฯลฯ  ๘๐๐  องค์  ฯลฯ.

[๕๒๙]     ครั้งนั้น     ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา  ๘๔,๐๐๐  องค์

เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่   ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 122

แล้ว  ได้ประทับยืนอยู่  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ครั้นแล้ว  ท่านพระมหา-

โมคคัลลานะได้พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า   ดูก่อนจอมเทพ  การประกอบ

ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า     แม้เพราะเหตุนี้ ๆ

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น.... ดีนักเพราะเหตุแห่งการประกอบด้วย

ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า   สัตว์บางพวกในโลก  เมื่อ

แตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์    ดูก่อนจอมเทพ    การประกอบ

ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า     พระธรรมอันพระผู้มี-

พระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว . . .  ดีนัก      เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความ

เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม  สัตว์บางพวกในโลกนี้   เมื่อแตกกาย

ตายไป  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  ดูก่อนจอมเทพ  การประกอบด้วยความ

เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า     พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า    เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว . . .  ดีนัก    เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วย

ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์  สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตก

กายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  ดูก่อนจอมเทพ   การประกอบด้วย

ศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว อันไม่ขาด . . . ดีนักเพราะเหตุแห่งการประกอบ

ด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว   สัตว์บางพวกในโลกนี้   เมื่อแตกกายตายไป

ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์     ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า     ข้าแต่ท่านพระ-

โมคคัลลานะผู้นิรทุกข์     การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวใน

พระพุทธเจ้าว่า    แม้เพราะเหตุนี้  ๆ    พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น . . .

ดีนัก  เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระ-

พุทธเจ้า    สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติ-


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 123

โลกสวรรค์   การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า

พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว. . . ดีนัก   เพราะเหตุแห่งการ

ประกอบด้วย  ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม     สัตว์บางพวกใน

โลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   การประกอบด้วย

ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า     เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว. . . ดีนัก     เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วย

ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์   สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตก

กายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้า

ใคร่แล้วอันไม่ขาด. . .ดีนัก    เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยศีลที่พระ-

อริยเจ้าใคร่แล้ว   สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึง

สุคติโลกสวรรค์.

[๕๓๐]   ครั้งนั้น    ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๕๐๐ องค์  เข้า

ไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่ ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว

ได้ประทับยืนอยู่ ณ   ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง      ครั้นแล้ว     ท่านพระมหา-

โมคคัลลานะได้พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า      ดูก่อนจอมเทพ     การถึง

พระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก  เพราะเหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตกกายตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   เขา

เหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ  ๑๐ ประการ  คือ   ด้วยอายุ

วรรณะ  สุข   ยศ   ความเป็นใหญ่  รูป  เสียง   กลิ่น  รส   โผฏฐัพพะ

อันเป็นพิทย์   ดูก่อนจอมเทพ   การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก    เพราะ

เหตุแห่งการถึงพระธรรมเป็นสรณะ   สัตว์บางพวกในโลกนี้    เมื่อแตกกาย


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 124

ตายไป  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่น

ด้วยฐานะ  ๑๐ ประการ  คือ   ด้วยอายุ  วรรณะ   สุข  ยศ  ความเป็นใหญ่

รูป  เสียง   กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ   อันเป็นทิพย์.   การถึงพระสงฆ์เป็น

สรณะ ดีนัก.     เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ    สัตว์บ้างพวกใน

โลกนี้    เมื่อแตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   เขาเหล่านั้นย่อม

ครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐ ประการ   คือ   ด้วย   อายุ    วรรณะ

สุข  ยศ  ความเป็นใหญ่  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  อันเป็นทิพย์

ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า   ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์    การถึง

พระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก  เพราะเหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกายตายไป     ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐ประการ   คือ  สัตว์

อายุ. . .อันเป็นทิพย์  การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก . . . การถึงพระสงฆ์

เป็นสรณะดีนัก   เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ   สัตว์บางพวก

ในโลกนี้   เมื่อแตกกายตายไปแล้ว    ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   เขาเหล่า

นั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐ ประการ คือด้วยอายุ  วรรณะ

สุข ยศ ความเป็นใหญ่  รูป เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  อันเป็นทิพย์.

[๕๓๑]   ครั้งนั้นแล  ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา  ๖๐๐ องค์ ฯลฯ

๗๐๐ องค์ ฯลฯ  ๘๐๐ องค์ ฯลฯ.

[๕๓๒]   ครั้งนั้นแล  ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๘๔,๐๐๐ องค์

เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่   ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะ

แล้ว  ได้ประทับยืนอยู่    ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้ว   ท่านพระมหา-


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 125

โมคคัลลานะได้    พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า     ดูก่อนจอมเทพ    การถึง

พระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก  เพราะเหตุแห่งการถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ

สัตว์บางพวกในโลกนี้      เมื่อแตกกายตายไป     ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐ ประการ  คือ    ด้วย

อายุ . . .      อันเป็นทิพย์.     การถึงพระธรรมเป็นสรณะดีนัก . . .      การถึง

พระสงฆ์เป็นสรณะดีนัก   เพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ   สัตว์

บางพวกในโลกนี้  เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  เขาเหล่า

นั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ  ๑๐ ประการ   คือ    ด้วยอายุ

อันเป็นทิพย์.    ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า   ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้

นิรทุกข์  การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะดีนัก. . .การถึงพระธรรมเป็นสรณะ

ดีนัก . . .การถึงพระสงฆ์เป็นสรณะดีนักเพราะเหตุแห่งการถึงพระสงฆ์เป็น

สรณะ   สัตว์บางพวกในโลกนี้     เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติโลก

สวรรค์     เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐  ประการ

คือ  ด้วยอายุ . . .  อันเป็นทิพย์.

[๕๓๓]     ครั้งนั้นแล      ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา  ๕๐๐  องค์

เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่   ไหว้ท่านพระมหาโมคคัลลานะ

แล้ว  ได้ประทับยืนอยู่  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้ว  ท่านพระมหา-

โมคคัลลานะได้พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า   ดูก่อนจอมเทพ   การประกอบ

ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า      แม้เพราะเหตุนี้  ๆ

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์  . . .    เป็นผู้เบิกบานแล้ว

เป็นผู้จำแนกธรรม    ดังนี้     ดีนัก     เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยความ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 126

เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า สัตว์บางพวกในโลกนี้   เมื่อแตกกาย

ตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  เขาเหล่านั้น  ย่อมครอบงำเทวดาพวก

อื่นด้วยฐานะ  ๑๐ ประการ คือ ด้วยอายุ. . .อันเป็นทิพย์ ดูก่อนจอมเทพ

การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรมว่า      ธรรมอัน

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว . . .  ดูก่อนจอมเทพ  การประกอบด้วยความ

เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ว่า     พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า   เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว . . . ดูก่อนจอมเทพ   การประกอบด้วยศีล

พระอริยเจ้าใคร่แล้ว   อันไม่ขาด . . . เป็นไปเพื่อสมาธิ  ดีนัก   เพราะเหตุ

แห่งการประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว  สัตว์บางพวกในโลกนี้  เมื่อ

แตกกายตายไป     ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์      เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำ

เทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ  ๑๐ ประการ   คือ   ด้วยอายุ. . . อันเป็นทิพย์

ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า     ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์     การ

ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า   แม้เพราะเหตุ

นี้ ๆ  พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น. . .ในพระธรรมว่า   พระธรรมอัน

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว  . . .  ในพระสงฆ์ว่า      พระสงฆ์สาวกของ

พระผู้มีพระภาคเจ้า   เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว . . . การประกอบด้วยศีลที่พระ-

อริยเจ้าใคร่แล้ว   อันไม่ขาด . . . เป็นไปเพื่อสมาธิ    ดีนัก  เพราะเหตุแห่ง

การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว  สัตว์บางพวกในโลกนี้  เมื่อแตก

กายตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์    เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดา

พวกอื่นด้วยฐานะ  ๑๐ ประการ คือ ด้วยอายุ . . .โผฏฐัพพะ  อันเป็นทิพย์.

[๕๓๔]   ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๖๐๐ องค์ ฯลฯ

๗๐๐ องค์ ฯลฯ   ๘๐๐ องค์ ฯลฯ.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 127

[๕๓๕]   ครั้งนั้นแล   ท้าวสักกะจอมเทพกับเทวดา ๘๐,๐๐๐ องค์

เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่     ไหว้ท่านพระมหาโมคัลลานะ

แล้ว  ได้ประทับยืนอยู่  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้ว   ท่านพระมหา-

โมคคัลลานะได้พูดกะท้าวสักกะจอมเทพว่า   ดูก่อนจอมเทพ   การประกอบ

ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า      แม้เพราะเหตุนี้ ๆ

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น . . .  ในพระธรรมว่า  พระธรรมอันพระ-

ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว . . . ในพระสงฆ์ว่า   พระสงฆ์สาวกของพระผู้มี

พระภาคเจ้า    เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว . . .  การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้า

ใคร่แล้ว   อันไม่ขาด . . .  เป็นไปเพื่อสมาธิ    ดีนัก     เพราะเหตุแห่งการ

ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว  สัตว์บางพวกในโลกนี้   เมื่อแตกกาย

ตายไป  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  เขาเหล่านั้นย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่น

ด้วยฐานะ  ๑๐ ประการ  คือ  ด้วยอายุ   วรรณะ   สุข   ยศ   ความเป็นใหญ่

รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ   อันเป็นทิพย์   ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า

ข้าแต่ท่านพระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์  การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่

หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า  แม้เพราะเหตุนี้  ๆ  พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์

นั้น . . . ในพระธรรมว่า  พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว . . .

ในพระสงฆ์ว่า   พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า   ผู้ปฏิบัติดีแล้ว. . .

การประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว อันไม่ขาด. . . เป็นไปเพื่อสมาธิ

ดีนัก    เพราะเหตุแห่งการประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว   สัตว์บาง

พวกในโลกนี้   เมื่อแตกกายตายไป  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เขาเหล่านั้น

ย่อมครอบงำเทวดาพวกอื่นด้วยฐานะ ๑๐  ประการ    คือ    ด้วยอายุ . . .

โผฏฐัพพะ  อันเป็นทิพย์.

จบ  สักกสูตรที่ ๑๐


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 128

อรรถกถาสักกสูตรที่  ๑๐

 

บทว่า   อเวจฺจปฺปสาเทน ได้แก่  ด้วยความเลื่อมใสที่ไม่หวั่นไหว.

บทว่า ทสหิ  าเนหิ  คือด้วยเหตุ ๑๐.  บทว่า   อธิคณฺหนฺติ  คือ  ย่อม

ครอบงำ   คือล่วงเกิน.  คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น   ด้วยประการฉะนี้.

จบ  อรรถกถาสักกสูตรที่ ๑๐

จบ  อรรถกถาโมคคัลลานสังยุต.

 

๑๑.  จันทนสูตร

 

ว่าด้วยพระมหาโมคคัลลานเถระแสดงธรรมแก่จันทนเทพบุตร

 

[๕๓๖]   ครั้งนั้นแล    จันทนเทพบุตร ฯลฯ    ครั้งนั้นแล   สุยาม

เทพบุตร ฯลฯ  ครั้งนั้นแล   สันตุสิจาเทพบุตร ฯลฯ   ครั้งนั้นแล   สุนิมมิต

เทพบุตร ฯลฯ  ครั้งนั้นแล   วสวัตตีเทพบุตร ฯลฯ  ( เปยยาล ๕ ประการนี้

พึงให้พิสดารเหมือนกับในสักกสูตร )

จบ  จันทนสูตรที่  ๑๑

จบ โมคคัลลานสังยุต

 

รวมพระสูตรที่มีในสังยุตนี้  คือ

๑.  สวิตักกปัญหาสูตร   ๒.  อวิตักกปัญหาสูตร   ๓  สุขปัญหาสูตร

๔.  อุเปกขาปัญหาสูตร  ๕.  อากาสานัญจายตนฌานปัญหาสูตร  ๖. วิญญา-

ณัญจายตนฌานปัญหาสูตร  ๗. อากิญจัญญายตนฌานปัญหาสูตร ๘. เนว-

สัญญานาสัญญายตนฌานปัญหาสูตร  ๙. อนิมิตตปัญหาสูตร  ๑๐. สักกสูตร

๑๑.  จันทนสูตร.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 129

จิตตคหปติปุจฉาสังยุต

 

๑.  สังโยชนสูตร

 

ว่าด้วยสังโยชน์มีอรรถต่างกันเป็นต้น

 

[๕๓๗]    สมัยหนึ่ง  ภิกษุผู้เถระมากด้วยกันอยู่ที่อัมพาฏกวัน ใกล้

ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์ ก็สมัยนั้นแล  ภิกษุเถระมากด้วยกันกลับจากบิณฑบาต

ภายหลังภัตนั่งประชุมสนทนากันที่โรงกลมได้สนทนากันว่า  ดูก่อนท่านผู้มี

อายุทั้งหลาย  กรรมเหล่านี้   คือ  สังโยชน์ก็ดี  สังโยชนียธรรมก็ดี  มีอรรถ

ต่างกัน  มีพยัญชนะต่างกัน   หรือว่ามีอรรถเหมือนกัน  พยัญชนะเท่านั้น

ต่างกัน.  บรรดาภิกษุผู้เถระเหล่านั้น ภิกษุผู้เถระบางพวกพยากรณ์อย่างนี้ว่า

ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย  ธรรมเหล่านี้ คือสังโยชน์ก็ดี สังโยชนียธรรมก็ดี

มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน   บางพวกพยากรณ์อย่างนี้ว่า   ดูก่อน

ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย   ธรรมเหล่านี้   คือ  สังโยชน์ก็ดี  สังโยชนียธรรมก็ดี

มีอรรถเหมือนกัน   พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน.

[๕๓๘]    ก็สมัยนั้นแล  จิตตคฤหบดีได้ไปยังบ้านส่วยชื่อมิคปถกะ

ด้วยกรณียกิจบางอย่าง     ได้สดับข่าวว่า    ภิกษุผู้เถระมากด้วยกันกลับจาก

บิณฑบาตภายหลังภัตแล้ว     นั่งประชุมกันที่โรงกลม     ได้สนทนากันว่า

ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย  ธรรมเหล่านี้ คือสังโยชน์ก็ดี  สังโยชนียธรรมก็ดี

มีอรรถต่างกัน   มีพยัญชนะต่างกัน    หรือมีอรรถเหมือนกัน    พยัญชนะ

เท่านั้นต่างกัน   บรรดาภิกษุผู้เถระเหล่านั้น   ภิกษุผู้เถระบางพวกพยากรณ์

อย่างนี้ว่า    ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย    ธรรมเหล่านี้     คือ   สังโยชน์ก็ดี


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 130

สังโยชนียธรรมก็ดี     มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน     บางพวก

พยากรณ์อย่างนี้ว่า  ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย   ธรรมเหล่านี้  คือ สังโยชน์

ก็ดี  สังโยชนียธรรมก็ดี  มีอรรถเหมือนกัน  พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน.

[๕๓๙]  ครั้งนั้นแล จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาภิกษุผู้เถระ ทั้งหลาย

ถึงที่อยู่ไหว้แล้วนั่ง      ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง    ครั้นแล้วได้ถามภิกษุผู้เถระ

ทั้งหลายว่า   ข้าแต่ท่านทั้งหลายผู้เจริญ   กระผมได้สดับข่าวว่า  ภิกษุผู้เถระ

มากด้วยกันกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัตแล้ว     นั่งประชุมกันที่โรงกรม

ได้สนทนา  กันว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้  คือ สังโยชน์ก็ดี

สังโยชนียธรรมก็ดี   มีอรรถต่างกัน   มีพยัญชนะต่างกัน    หรือว่ามีอรรถ

เหมือนกัน พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน ภิกษุผู้เถระบางพวกพยากรณ์อย่างนี้ว่า

ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย   ธรรมเหล่านี้   คือ   สังโยชน์ก็ดี  สังโยชนีย-

ธรรมก็ดี มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน บางพวกพยากรณ์อย่างนี้ว่า

ก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย    ธรรมเหล่านี้   คือ  สังโยชน์ก็ดี  สังโยชนีย-

ธรรมก็ดี  มีอรรถเหมือนกัน  พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน   ดังนี้หรือ  ภิกษุ

เหล่านั้นตอบว่า อย่างนั้นคฤหบดี จิตตคฤหบดีได้กล่าวว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ

ทั้งหลาย   ธรรมเหล่านี้    คือ   สังโยชน์ก็ดี  สังโยชนียธรรมก็ดี   มีอรรถ

ต่างกัน  และมีพยัญชนะต่างกัน   ถ้ากระนั้นกระผมจักอุปมาให้ฟัง  เพราะ

วิญญูชนบางพวกในโลกนี้    ย่อมเข้าใจเนื้อความแห่งภาษิตแม้ด้วยข้ออุปมา.

[๕๔๐]   ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย    เปรียบเหมือนโคดำตัวหนึ่ง

โคขาวตัวหนึ่ง     เขาผูกด้วยทามหรือเชือกเส้นเดียวกัน     ผู้ใดแลพึงกล่าว

อย่างนี้ว่า   โคดำติดกับโคขาว  โคขาวติดกับโคดำ  ดังนี้   ผู้นั้นชื่อว่ากล่าวถูก

ละหรือ.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 131

ภิ.  ไม่ถูก  คฤหบดี  เพราะโคดำไม่ติดกับโคขาว  แม้โคขาวก็ไม่ติด

กับโคดำ   ทามหรือเชือกที่ผูกโคทั้งสองนั้น   ชื่อว่าเป็นเครื่องผูก.

จิตต.   ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย  ฉันนั้นเหมือนกันแล จักษุไม่ติด

กับรูป  รูปไม่ติดกับจักษุ  ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูปทั้ง ๒

นั้น   ชื่อว่าเป็นเครื่องติด   หูไม่ติดกับเสียง   เสียงไม่ติดกับหู   ฉันทราคะที่

เกิดขึ้นเพราะอาศัยหูและเสียงทั้ง ๒  นั้น   ชื่อว่าเป็นเครื่องติด   จมูกไม่ติด

กับกลิ่น  กลิ่นไม่ติดกับจมูก   ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจมูกและกลิ่น

ทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่าเป็นเครื่องติด ลิ้นไม่ติดกับรส รสไม่ติดกับลิ้น  ฉันทราคะ

ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยลิ้นและรสทั้ง ๒ นั้น  ชื่อว่าเป็นเครื่องติด   กายไม่ติด

กับโผฏฐัพพะ โผฏฐัพพะไม่ติดกับกาย  ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยกาย

และโผฏฐัพพะทั้ง  ๒  นั้น    ชื่อว่าเป็นเครื่องติด    ใจไม่ติดกับธรรมารมณ์

ธรรมารมณ์ไม่ติดกับใจ  ฉันทราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยใจและธรรมารมณ์

ทั้ง ๒ นั้น   ชื่อว่าเป็นเครื่องติด.

ภิ.  ดูก่อนคฤหบดี   การที่ปัญญาจักษุของท่านหยั่งทราบในพระ

พุทธพจน์ลึกซึ้ง   ชื่อว่าเป็นลาภของท่าน   ท่านได้ดีแล้ว.

จบ  สังโยชนสูตรที่ ๑

 

อรรถกถาจิตตคหปติปุจฉาสังยุต

 

อรรถกถาสังโยชนสูตรที่ ๑

 

พึงทราบวินิจฉัยในสังโยชนสูตรที่  ๑   แห่งจิตตคหปติปุจฉาสังยุต


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 132

บทว่า    มจฺฉิภาสญฺเฑ    คือในราวป่าอันมีชื่ออย่างนี้.     บทว่า

อยมนฺตรากถา    อุทปาทิ   ความว่า   พระเถระเก่าย่อมไม่สนทนากันถึง

เดียรัจฉานกถา เมื่อตั้งปัญหาขึ้นในที่นั่งแล้ว  พวกไม่รู้ ก็ย่อมถาม พวกที่รู้

ก็ย่อมตอบด้วยเหตุนั้น การสนทนานี้  จึงเกิดขึ้นแล้วแก่พระเถระเหล่านั้น.

บทว่า   มิคปถก     คือบ้านส่วยของตนอันมีชื่ออย่างนี้   ได้ยินว่า

บ้านส่วยนั้น    อยู่หลังอัมพาฏการาม.    บทว่า    เตนุปสงฺกมิ   ความว่า

จิตตคฤหบดีคิดว่า     เราแก้ปัญหาของพระเถระทั้งหลายแล้ว     จักทำความ

อยู่ผาสุกให้ดังนี้     จึงเข้าไปหา    คมฺภีเร    พุทฺธวจเน    ความว่า    ใน

พระพุทธพจน์ที่ลึกซึ้งด้วยอรรถและลึกซึ่งด้วยธรรม.  บทว่า  ปญฺาจกฺขุ

กมติ  ความว่าจักขุคือญาณย่อมหยั่งทราบ  คือ  ย่อมเป็นไป.

จบ  อรรถกถาสังโยชนสูตร

 

๒.  ปฐมิสิทัตตสูตร

 

ว่าด้วยอิสิทัตตภิกษุพยากรณ์ปัญหา

 

[๕๔๑]   สมัยหนึ่ง ภิกษุผู้เถระมากด้วยกันอยู่ที่อัมพาฏกวัน ใกล้

ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์     ครั้งนั้นแล     จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาภิกษุเถระ

เหล่านั้นไหว้แล้วนั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง    ครั้นแล้ว    ได้อาราธนาว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย    ขอพระเถระทั้งหลาย    โปรดรับภัตตาหารของ

กระผมในวันพรุ่งนี้     ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้รับอาราธนาโดยดุษณีภาพ

ครั้งนั้นแล  จิตตคฤหบดีทราบการรับอาราธนาของภิกษุเถระทั้งหลายแล้ว

ลุกจากที่นั่ง   กราบไหว้  กระทำประทักษิณแล้วจากไป.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 133

[๕๔๒]   ครั้งนั้นแล    พอล่วงราตรีนั้นไป   เป็นเวลาเช้า   ภิกษุ

ผู้เถระทั้งหลายนุ่งแล้วถือบาตรและจีวร     พากันเข้าไปยังนิเวสน์ของจิตต-

คฤหบดี    แล้วนั่งบนอาสนะที่ตกแต่งไว้ถวาย    ครั้งนั้นแล    จิตตคฤหบดี

เข้าไปหาภิกษุผู้เถระทั้งหลายไหว้แล้วนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ครั้นแล้ว

ได้ถามพระเถระผู้เป็นประธานว่า   ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ   คำที่กล่าวกันว่า

ความต่างแห่งธาตุ ๆ ดังนี้    ความต่างแห่งธาตุ    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้

ด้วยเหตุเท่าไรหนอแล.

[๕๔๓]  เมื่อจิตตคฤหบดีถามอย่างนี้แล้ว  พระเถระผู้เป็นประธาน

ได้นิ่งอยู่  แม้ครั้งที่  ๒  จิตตคฤหบดีได้ถามพระเถระผู้เป็นประธานว่า ข้าแต่

พระเถระผู้เจริญ   คำที่กล่าวกันว่า    ความต่างแห่งธาตุ ๆ  ดังนี้     ความต่าง

แห่งธาตุ    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยเหตุเท่าไรหนอแล    แม้ครั้งที่  ๒

พระเถระผู้เป็นประธานก็ได้นิ่งอยู่     แม้ครั้งที่  ๓     จิตตคฤหบดีก็ได้ถาม

พระเถระผู้เป็นประธานว่า   ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ  คำที่กล่าวกันว่า  ความ

ต่างแห่งธาตุ ๆ  ดังนี้     ความต่างแห่งธาตุ    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วย

เหตุเท่าไรหนอแล   แม้ครั้งที่  ๓   พระเถระผู้เป็นประธานก็ได้นิ่งอยู่.

[๕๔๔]   ก็โดยสมัยนั้นแล  ท่านอิสิทัตตะเป็นผู้ใหม่กว่าทุกรูปใน

ภิกษุสงฆ์หมู่นั้น   ครั้งนั้นแล  ท่านอิสิทัตตะได้ขอโอกาสกะพระเถระผู้เป็น

ประธานว่า   ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ   กระผมขอพยากรณ์ปัญหาข้อนั้นของ

จิตตคฤหบดี.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 134

พระเถระกล่าวว่า   ดูก่อนท่านอิสิทัตตะ   เชิญท่านพยากรณ์ปัญหา

ข้อนั้นของจิตตคฤหบดีเถิด.

อิ.  ดูก่อนคฤหบดี ก็ท่านกล่าวถามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ

คำที่กล่าวกันว่า   ความต่างแห่งธาตุ ๆ  ดังนี้     ความต่างแห่งธาตุ    พระผู้มี

พระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยเหตุเท่าไรหนอแล   ดังนี้หรือ.

จิตต.   อย่างนั้น    ท่านผู้เจริญ.

อิ.   ดูก่อนคฤหบดี   ความต่างแห่งธาตุ   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้

ดังนี้    คือ   จักขุธาตุ   รูปธาตุ   จักขุวิญญาณธาตุ   โสตธาตุ  สัททธาตุ

โสตวิญญาณธาตุ   ฆานธาตุ    คันธธาตุ    ฆานวิญญาณธาตุ    ชิวหาธาตุ

รสธาตุ   ชิวหาวิญญาณธาตุ   กายธาตุ   โผฏฐัพพธาตุ  กายวิญญาณธาตุ

มโนธาตุ   ธัมมธาตุ   มโนวิญญาณธาตุ   ดูก่อนคฤหบดี  ความต่างแห่งธาตุ

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยเหตุเท่านี้แล.

[๕๔๕]   ครั้งนั้นแล     จิตตคฤหบดีชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของ

ท่านอิสิทัตตะ   แล้วได้อังคาสภิกษุผู้เถระทั้งหลาย ให้อิ่มหนำเพียงพอ  ด้วย

ขาทนียโภชนียะอันประณีต     ด้วยมือของตน    ครั้งนั้นแล    ภิกษุผู้เถระ

ทั้งหลายฉันเสร็จแล้ว      ลดมือจากบาตรแล้ว     ลุกขึ้นจากอาสนะหลีกไป.

ครั้งนั้นแล     พระเถระผู้เป็นประธานได้กล่าวกะท่านอิสิทัตตะว่า     ดีแล้ว

ท่านอิสิทัตตะ   ปัญหาข้อนั้นแจ่มแจ้งกะท่าน   มิได้แจ่มแจ้งกะเรา   ดูก่อน

ท่านอิสิทัตตะ   ต่อไป    ถ้าปัญหาเช่นนี้ พึงมีมาแม้โดยประการอื่นในกาลใด

ท่านนั่นแหละพึงกล่าวตอบปัญหาเช่นนั้นในกาลนั้น.

จบ ปฐมอิสิทัตตสูตรที่  ๒


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 135

อรรถกถาปฐมอิสิทัตตสูตรที่  ๒

 

พึงทราบ  วินิจฉัยในปฐมอิสิทัตตสูตรที่ ๒  ดังต่อไปนี้.

บทว่า  อายสฺมนฺต  เถร  คือ  ซึ่งมหาเถระผู้เป็นใหญ่  ในบรรดา

พระเถระเหล่านั้น.   บทว่า  ตุณฺหี  อโหสิ   ความว่า   พระเถระถึงจะรู้อยู่

ก็ไม่พยากรณ์อะไร ๆ เพราะไม่กล้า.   บทว่า  พฺยากโรมห ภนฺเต  ความว่า

พระอิสิทัตตะคิดว่า   พระเถระนี้    ย่อมไม่พยากรณ์ด้วยตน.   พระเถระนี้

ย่อมไม่เชื้อเชิญ  ฝ่ายอุบาสกย่อมเบียดเบียนภิกษุสงฆ์.  เราพยากรณ์ปัญหา

นั้นแล้ว   จักทำความอยู่ผาสุกให้ดังนี้     ลุกจากอาสนะไปยังสำนักของพระ-

เถระ  ได้ทำโอกาสอย่างนี้แล้ว  ฝ่ายพระเถระผู้มีโอกาสอันตนทำแล้วนั่งบน

อาสนะของตน   พยากรณ์.

บทว่า  สหตฺถา  คือด้วยมือของตน.  บทว่า  สนฺตปฺเปสิ  ความว่า

ให้อิ่มหนำด้วยดีตามปรารถนา.

บทว่า   สมฺปวาเรสิ  ความว่า  ให้พระเถระทั้งหลาย  ห้ามด้วยหัตถ

สัญญาหรือด้วยวาจาว่า  พอ ๆ ดังนี้   บทว่า  โอนีตปตฺตปาณิโน  ความว่า

นำมือออกจากบาตร        ล้างบาตรแล้วจึงเอาใส่ไว้ในถุงคล้องไว้ที่บ่าดังนี้.

จบ  อรรถกถาปฐมอิสิทัตตสูตร  ที่  ๒


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 136

๓.  ทุติยอิสิทัตตสูตร

 

ว่าด้วยอิสิทัตตภิกษุพยากรณ์ปัญหา

 

[๕๔๖]   สมัยหนึ่ง      ภิกษุผู้เถระมากด้วยกันอยู่ที่อัมพาฏกวัน

ใกล้ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์   ครั้งนั้นแล    จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาภิกษุผู้เถระ

ทั้งหลายถึงที่อยู่  ไหว้แล้วนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  ครั้นแล้วได้อาราธนา

ว่า   ข้าแต่ท่านทั้งหลายผู้เจริญ  ขอพระเถระทั้งหลายโปรดรับภัตตาหารของ

กระผมในวันพรุ่งนี้    ภิกษุผู้เถระทั้งหลายรับอาราธนาโดยดุษณีภาพ    ครั้ง

นั้นแล      จิตตคฤหบดีทราบการรับอาราธนาของภิกษุผู้เถระทั้งหลายแล้ว

ลุกจากอาสนะ  ไหว้กระทำประทักษิณแล้วจากไป.

[๕๔๗]   ครั้งนั้นแล พอล่วงราตรีนั้นไปเป็นเวลาเช้า ภิกษุผู้เถระ

ทั้งหลาย     นุ่งแล้วถือบาตรและจีวรพากันเข้าไปยังนิเวศน์ของจิตตคฤหบดี

แล้วนั่งบนอาสนะที่ตกแต่งไว้ถวาย   ครั้งนั้นแล   จิตดคฤหบดีเข้าไปหาภิกษุ

ผู้เถระทั้งหลาย   ไหว้แล้วจึงนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง    ครั้นแล้วได้ถาม

พระเถระผู้เป็นประธานว่า  ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ  ทิฏฐิหลายอย่างย่อมเกิด

ขึ้นในโลกดังนี้ว่า   โลกเที่ยงบ้าง  โลกไม่เที่ยงบ้าง  โลกมีที่สุดบ้าง  โลกไม่มี

ที่สุดบ้าง  ชีพอันนั้น  สรีระก็อันนั้นบ้าง  ชีพเป็นอื่น   สรีระก็เป็นอื่นบ้าง

สัตว์ตายแล้วย่อมเป็นอีกบ้าง  สัตว์ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีกบ้าง  สัตว์ตายแล้ว

ย่อมเป็นอีกก็มี    ย่อมไม่เป็นอีกก็มีบ้าง    สัตว์ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้

ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้บ้าง      ( ก็ทิฏฐิ  ๖๒  อย่างเหล่านี้    ได้กล่าวไว้ใน

พรหมชาลสูตร )  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เมื่ออะไรมี  ทิฏฐิเหล่านี้จึงมี  เมื่ออะไร

ไม่มี  ทิฏฐิเหล่านี้ จึงไม่มี.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 137

[๕๔๘]   เมื่อจิตตคฤหบดีได้ถามอย่างนี้แล้ว      พระเถระผู้เป็น

ประธานได้นิ่งอยู่    แม้ครั้งที่   ๒   ฯลฯ     แม้ครั้งที่ ๓   จิตตคฤหบดีได้ถาม

พระเถระผู้เป็นประธานว่า    ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ    ทิฏฐิหลายอย่างย่อม

เกิดขึ้นในโลกดังนี้ว่า    โลกเที่ยงบ้าง     โลกไม่เที่ยงบ้าง     โลกมีที่สุดบ้าง

โลกไม่มีที่สุดบ้าง   ชีพอันนั้น   สรีระก็อันนั้นบ้าง   ชีพเป็นอื่น   สรีระก็

เป็นอื่นบ้าง   สัตว์ตายแล้วย่อมเป็นอีกบ้าง   สัตว์ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีกบ้าง

สัตว์ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี   ย่อมไม่เป็นอีกก็มีบ้าง   สัตว์ตายแล้วย่อมเป็น

อีกก็หามิได้     ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้บ้าง     แม้ครั้ง ที่  ๓  พระเถระผู้เป็น

ประธานก็ได้นิ่งอยู่.

[๕๔๙]  ก็สมัยนั้นแล  ท่านพระอิสิทัตตะเป็นผู้ใหม่กว่าทุกรูปใน

ภิกษุสงฆ์หมู่นั้น.   ครั้งนั้นแลท่านพระอิสิทัตตะได้ขอโอกาสกะพระเถระ

เป็นประธานว่า   ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ  กระผมขอพยากรณ์ปัญหาข้อนั้น

ของจิตตคฤหบดี  พระเถระกล่าวว่า  ดูก่อนท่านอิสิทัตตะ  ท่านจงพยากรณ์

ปัญหาข้อนั้นของจิตตคฤหบดีเถิด   ท่านอิสิทัตตะได้ถามว่า   ดูก่อนคฤหบดี

ท่านถามอย่างนี้ว่า    ข้าแต่พระเถระผู้เจริญ     ทิฏฐิหลายอย่างย่อมเกิดขึ้น

ในโลกดังนี้ว่า   โลกเที่ยงบ้าง   โลกไม่เที่ยงบ้าง   โลกมีที่สุดบ้าง   โลกไม่มี

ที่สุดบ้าง  ฯลฯ   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  เมื่ออะไรมี   ทิฏฐิเหล่านี้จึงมี  เมื่ออะไร

ไม่มี    ทิฏฐิเหล่านี้จึงไม่มี    ดังนี้หรือ.    จิตตคฤหบดีกล่าวว่า    อย่างนั้น

ท่านผู้เจริญ.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 138

อิ.   ดูก่อนคฤหบดี  ทิฏฐิหลายอย่างย่อมเกิดขึ้นในโลกดังนี้ว่า  โลก

เที่ยงบ้าง   โลกไม่เที่ยงบ้าง . . .  สัตว์ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้  ยอมไม่

เป็นอีกก็หามิได้บ้าง ( ทิฏฐิ ๖๒ เหล่านี้  ได้กล่าวไว้แล้วในพรหมชาลสูตร)

ดูก่อนคฤหบดี   เมื่อสักกายทิฏฐิมี   ทิฎฐิเหล่านี้ ก็มี   เมื่อสักกายทิฏฐไม่มี

ทิฏฐิเหล่านี้ก็ไม่มี.

[๕๕๐]   จิตต.    ข้าแต่ท่านผู้เจริญ     ก็สักกายทิฏฐิย่อมเกิดมีได้

อย่างไร.

อิ.     ดูก่อนคฤหบดี ปุถุชนในโลกนี้ผู้ไม่ได้สดับ ไม่เห็นพระอริยเจ้า

ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า

ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ  ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรม

ของสัตบุรุษ    ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตน  ๑   เห็นตนมีรูป ๑   เห็นรูป

ในตน ๑    เห็นตนในรูป ๑    เห็นเวทนาโดยความเป็นตน ๑    เห็นตนมี

เวทนา ๑  เห็นเวทนาในตน ๑  เห็นตนในเวทนา  ๑  เห็นสัญญาโดยความ

เป็นตน ๑  เห็นตนมีสัญญา  ๑  เห็นสัญญาในตน ๑  เห็นตนในสัญญา ๑

เห็นสังขารโดยความเป็นตน ๑    เห็นตนมีสังขาร ๑    เห็นสังขารในตน ๑

เห็นตนในสังขาร ๑   เห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ๑  เห็นตนมีวิญญาณ  ๑

เห็นวิญญาณในตน ๑  เห็นตนในวิญญาณ ๑  ดูก่อนคฤหบดี  สักกายทิฏฐิ

ย่อมเกิดมีได้อย่างนี้แล.

[๕๕๑]   จิตต.   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ    ก็สักกายทิฏฐิย่อมไม่เกิดมีได้

อย่างไร.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 139

อิ.   ดูก่อนคฤหบดี   อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้   ผู้ได้สดับแล้ว

ได้เห็นพระอริยเจ้า  ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า  ได้รับแนะนำในธรรม

ของพระอริยเจ้า  ได้เห็นสัตบุรุษ  ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ  ได้รับแนะนำ

ในธรรมของสัตบุรุษ  ย่อมไม่เห็นรูปโดยความเป็นตน ๑ ไม่เห็นตนมีรูป ๑

ไม่เห็นรูปในตน ๑  ไม่เห็นตนในรูป ๑  ไม่เห็นเวทนาโดยความเป็นต้น ๑

ไม่เห็นตนมี เวทนา ๑     ไม่เห็นเวทนาในตน ๑   ไม่เห็นตนในเวทนา ๑

ไม่เห็นสัญญาโดยความเป็นตน ๑    ไม่เห็นตนมีสัญญา ๑    ไม่เห็นสัญญา

ในตน ๑ ไม่เห็นตนในสัญญา ๑ ไม่เห็นสังขารโดยความเป็นตน ๑ ไม่เห็น

ตนมีสังขาร ๑   ไม่เห็นสังขารในตน ๑   ไม่เห็นตนในสังขาร ๑   ไม่เห็น

วิญญาณโดยความเป็นตน ๑    ไม่เห็นตนมีวิญญาณ  ๑    ไม่เห็นวิญญาณ

ในตน ๑ ไม่เห็นตนในวิญญาณ ๑  ดูก่อนคฤหบดี  สักกายทิฏฐิย่อมไม่เกิด

มีได้อย่างนี้แล.

จิตต.   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   พระคุณเจ้าอิสิทัตตะมาจากไหน.

อิ.  ดูก่อนคฤหบดี  อาตมภาพมาจากอวันตีชนบท.

จิตต.   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  กุลบุตรมีนามว่าอิสิทัตตะในอวันตีชนบท

เป็นสหายที่ไม่เคยเห็นกันของข้าพเจ้า   ได้ออกบรรพชามีอยู่   พระคุณเจ้า

ได้เห็นท่านหรือไม่.

อิ.  ได้เห็น  คฤหบดี.

จิตต.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เดี๋ยวนี้ ท่านผู้มีอายุรูปนั้นอยู่ที่ไหนหนอ.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 140

[๕๕๒]  เมื่อจิตตคฤหบดีได้ถามอย่างนี้  ท่านอิสิทัตตะได้นิ่งอยู่.

จิตต.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ท่านอิสิทัตตะของข้าพเจ้า  คือพระคุณเจ้า

หรือ.

อิ.  ใช่ละ  คฤหบดี.

จิตต.  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ขอให้พระคุณเจ้าอิสิทัตตะจงชอบใจ

อัมพาฏกวันอันเป็นที่รื่นรมย์ใกล้ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์เถิด  ข้าพเจ้าจัก

บำรุงด้วยจีวร  บิณฑบาต  เสนาสนะ  และคิลานเภสัชบริขาร.

อิ.  ดูก่อนคฤหบดี  ท่านกล่าวดีแล้ว.

[๕๕๓]  ครั้งนั้นแล  จิตคฤหบดีชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของท่าน

พระอิสิทัตตะแล้ว  ได้อังคาสภิกษุผู้เถระทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญ  ด้วย

ขาทนียโภชนียะอันประณีต  ด้วยมือของตน  ครั้งนั้นแล  ภิกษุผู้เถระ

ทั้งหลายฉันเสร็จแล้ว  ลดมือจากบาตร  ลุกขึ้นจากอาสนะกลับไป  ลำดับ

นั้นแล  พระเถระผู้เป็นประธานได้ให้โอกาสท่านพระอิสิทัตตะว่า  ดีแล้ว

ท่านอิสิทัตตะ  ปัญหาข้อนั้นแจ่มแจ้งกะท่าน  มิได้แจ้งแจ้งกะผม  ต่อไป

ถ้าปัญหาเช่นนี้พึงมีมาแม้โดยประการอื่นในกาลใด  ท่านนั้นแหละพึงกล่าว

ตอบปัญหาเช่นนั้นในกาลนั้น  ครั้งนั้นแล  ท่านอิสิทัตตะได้เก็บเสนาสนะ

ถือเอาบาตรและจีวร  เดินทางออกจากราวป่าชื่อมัจฉิกาสณฑ์ไม่ได้กลับมา

อีก  เหมือนกับภิกษุรูปอื่นที่ได้ออกเดินทางจากไป.

จบ  ทุติยอิสิทัตตสูตรที่  ๓


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 141

อรรถกถาทุติยอิสิทัตตสูตรที่  ๓

 

พึงทราบวินิจฉัยในทุติยอิสิทัตตสูตรที่  ๓  ตังต่อไปนี้

บทว่า   อวนฺติยา   คือในอวันตีชนบท.   บทว่า  กลฺยาณ  วุจฺจติ

ความว่า     ท่านอิสิทัตตะย่อมกล่าวด้วยประสงค์ว่า     ข้าแต่อุบาสกอุบาสิกา

ทั้งหลาย   คำอันหมดโทษ  ไม่มีโทษ   อันท่านกล่าวว่าข้าพเจ้าจักบำรุงด้วย

ปัจจัยทั้งหลาย ๔.

จบ  อรรถกถาทุติอิสิทัตตะสูตรที่ ๓

 

๔.  มหกสูตร

 

ว่าด้วยอิทธาภิสังขาร

 

[๕๕๔]   สมัยหนึ่ง  ภิกษุผู้เถระมากรูปอยู่ที่อัมพาฏกวัน   ใกล้ราว

ป่ามัจฉิกาสณฑ์   ครั้งนั้นแล   จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาภิกษุผู้เถระทั้งหลาย

ไหว้แล้วนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้วได้อาราธนาว่า    ข้าแต่ท่าน

ทั้งหลายผู้เจริญ     ขอพระเถระทั้งหลายจงรับภัตตาหารที่โรงโคของข้าพเจ้า

ในวันพรุ่งนี้  ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้รับอาราธนาโดยดุษณีภาพ  ครั้งนั้นแล

จิตตคฤหบดีทราบการรับอาราธนาของภิกษุผู้เถระทั้งหลายแล้ว     ลุกจากที่

นั่งไหว้ทำประทักษิณแล้วจากไป.

[๕๕๕]     ครั้งนั้นแล   พอล่วงราตรีนั้นไป   เป็นเวลาเช้า   ภิกษุผู้

เถระทั้งหลายนุ่งแล้ว  ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังโรงโคของจิตตคฤหบดี  ได้

นั่ง  ณ อาสนะที่ได้ตกแต่งไว้   ครั้งนั้นแล   จิตตคฤหบดี  ได้อังคาสภิกษุผู้


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 142

เถระทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญเพียงพอ       ด้วยข้าวปายาสเจือด้วยเนยใส

อย่างประณีต  ด้วยมือของตนเอง  ครั้งนั้นแล  ภิกษุผู้เถระทั้งหลายฉันเสร็จ

แล้ว  ลดมืดจากบาตร  ลุกจากอาสนะแล้วจากไป  แม้จิตตคฤหบดีได้สั่งทาส

กรรมกรว่า  พวกท่านจงทิ้งส่วนที่เหลือเสีย  แล้วจึงได้ตามไปส่งภิกษุผู้เถระ

ทั้งหลายข้างหลัง ๆ ก็โดยสมัยนั้นแล  ได้เกิดร้อนจัด    ภิกษุผู้เถระทั้งหลาย

ได้เดินไปด้วยกายที่คล้ายกับจะหดเข้าฉะนั้น    ( จะเปื่อย )     ทั้งที่ได้ฉัน

โภชนะอิ่มแล้ว.

[๕๕๖]   ก็โดยสมัยนั้นแล    ท่านพระมหกะเป็นผู้อ่อนกว่าทุกรูป

ในภิกษุสงฆ์หมู่นั้น   ครั้งนั้นแล    ท่านพระมหกะได้พูดกะพระเถระผู้เป็น

ประธานว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   เป็นการดีทีเดียวที่พึงมีลมเย็นพัดมา   และ

พึงมีแดดอ่อน ทั้งฝนพึงโปรยลงมาทีละเม็ด ๆ พระเถระกล่าวว่า ท่านมหกะ

เป็นการดีทีเดียวที่พึงมีลมเย็นพัดมา    และพึงมีแดดอ่อน    ทั้งฝนพึงโปรย

ลงมาทีละเม็ดๆ   ครั้งนั้นแล  ท่านพระมหกะได้บันดาลอิทธาภิสังขารให้มี

ลมเย็นพัดมา   และมีแดดอ่อน   ทั้งให้มีฝนโปรยลงมาทีละเม็ด ๆ.

[๕๕๗]     ครั้งนั้นแล  จิตตคฤหบดีได้คิดว่า  ภิกษุผู้อ่อนกว่าทุกรูป

ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้    เป็นผู้มีฤทธานุภาพเห็นปานนี้ทีเดียว  ครั้งนั้นแล  ท่าน

พระมหกะไปถึงอารามแล้ว   ได้ถามพระเถระผู้เป็นประฐานว่า    ข้าแต่ท่าน

ผู้เจริญ   การบันดาลอิทธาภิสังขารเท่านี้เป็นการเพียงพอหรือ.    พระเถระ

ผู้เป็นประธานได้กล่าวว่า   ท่านมหกะ   การบันดาลอิทธาภิสังขารเท่านี้เป็น

การเพียงพอ   ท่านมหกะ   การบันดาลอิทธาภิสังขารเพียงเท่านี้ เป็นอันเรา

ทำแล้ว   เป็นอันเราบูชาแล้ว.   ครั้งนั้นแล    ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้ไปตาม

ที่อยู่  แม้ท่านมหกะก็ได้ไปยังที่อยู่ของตน  ครั้งนั้นแล  จิตตคฤหบดีเข้าไป


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 143

หาท่านพระมหกะถึงที่อยู่  ไหว้แล้วนั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ครั้นแล้ว

ได้ขอร้องว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ขอพระคุณเจ้ามหกะจงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์

ที่เป็นอุตตริมนุสสธรรมแก่ข้าพเจ้าเถิด.  ท่านพระมหกะพูดว่า ดูก่อนคฤหบดี

ถ้าเช่นนั้น   ท่านจงปูผ้าห่มที่ระเบียง    แล้วจงเอาฟ่อนหญ้ามาโปรยลงที่ผ้า

นั้น.  จิตตคฤหบดีได้รับคำท่านพระมหกะแล้วจึงปูผ้าห่มที่ระเบียง  แล้วเอา

ฟ่อนหญ้ามาโปรยลงที่ผ้านั้น.

ครั้งนั้นแล    ท่านพระมหกะได้เข้าไปสู่วิหารใส่ลูกดานแล้วบันดาล

อิทธาภิสังขารให้เปลวไฟแลบออกมาโดยช่องลูกดานและระหว่างลูกดาน

ไหม้หญ้า  ไม่ไหม้ผ้าห่ม.  ครั้งนั้น  จิตตคฤหบดีได้สลัดผ้าห่มแล้ว  สลดใจ

(ตกใจ )   ชนลุกชัน   ได้ยินอยู่  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.    ลำดับนั้นแล

ท่านพระมหกะได้ออกจากวิหาร     ได้ถามจิตตคฤหบดีว่า     ดูก่อนคฤหบดี

การบันดาลอิทธาภิสังขารเท่านี้     เป็นการเพียงพอหรือ.    จิตตคฤหบดีได้

กล่าวว่า ท่านมหกะผู้เจริญ การบันดาลอิทธาภิสังขารเท่านี้เป็นการเพียงพอ

ท่านมหกะผู้เจริญ การบันดาลอิทธาภิสังขารเพียงเท่านี้  เป็นอันท่านกระทำ

แล้ว  เป็นอันท่านบูชาแล้ว ขอพระคุณเจ้ามหกะจงชอบใจอัมพาฏกวนาราม

ที่น่ารื่นรมย์ใกล้ราวป่ามัจฉิกาสณฑ์เถิด ข้าพเจ้าจักบำรุงด้วยจีวร บิณฑบาต

เสนาสนะ.   และคิลานเภสัชบริขาร.     ท่านพระมหกะได้กล่าวว่า   ดูก่อน

คฤหบดี  นั้นท่านกล่าวดีแล้ว  ครั้งนั้นแล  ท่านพระมหกะได้เก็บเสนาสนะ

ถือบาตรและจีวรเดินทางออกจากราวป่าชื่อมัจฉิกาสณฑ์    ไม่ได้กลับมาอีก

เหมือนกับภิกษุรูปอื่น ๆ  ที่เดินทางจากไป  ฉะนั้น.

จบ  มหกสูตรที่  ๔


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 144

อรรถกถามหกสูตรที่  ๔

 

พึงทราบวินิจฉัยในมหกสูตรที่ ๔  ดังต่อไปนี้.

บทว่า   เสสก   วิสฺสชฺเชถ    ความว่า   ได้ยินว่าพวกอุบาสกและ

อุบาสิกากับด้วยพระเถระทั้งหลายนั้นแล เช็ดถาดสัมฤทธิ์แล้วคดข้าวปายาส

ให้แก่จิตตคฤหบดีนั้น   จิตตคฤหบดีนั้นบริโภคข้าวปายาสเสร็จแล้ว     ใคร่

จะไปกับด้วยพระเถระทั้งหลายนั้นแล    จึงคิดว่า        อุบาสิกาจัดส่วนที่-

เหลืออยู่ในเรือนก่อน    ส่วนทาสและกรรมกรในเรือนนี้    ไม่ถูกเราว่าแล้ว

จักในช่วยจัด   ข้าวปายาสอันประณีตนี้    จักเสียไปด้วยอาการอย่างนี้   ดังนี้

เมื่ออนุญาต    จึงกล่าวอย่างนี้     แก่พระเถระเหล่านั้น.    บทว่า     กุฏฺิต

คือ    แห้ง    อธิบายว่า     ข้างล่างร้อนจัดด้วยทรายร้อนและข้างบนร้อนจัด

ด้วยแดด   ก็บทนี้เป็นบทไม่เจือปนในพระพุทธพจน์   คือ   พระไตรปิฎก.

บทว่า ปเวลิยมาเนน คือความหดหู่.  บทว่า สาธุ ขฺวสฺส ภนฺเต  ความว่า

พระมหกะคิดว่า    เราจักทำความอยู่ผาสุกแก่พระเถระเหล่านั้น   จึงกล่าว

อย่างนี้.

บทว่า   อิทฺธาภิสงฺขาร  อภิสงฺขริ  ได้แก่  ได้บันดาลฤทธิ์ด้วยการ

อธิษฐาน.  ในการบันดาลฤทธิ์นี้    ย่อมมีบริกรรมต่าง ๆ  อย่างนี้ว่า   ขอลม

เย็นอ่อน ๆ   จงพัดมา    ขอฝนตั้งเค้าแล้ว    จงโปรยลงมาทีละเม็ด ๆ  ดังนี้

การอธิษฐานรวมกันอย่างนี้ว่า     ขอฝนพร้อมด้วยลม     จงตกเถิดดังนี้ก็มี

การอธิษฐานต่าง ๆ ว่า  บริกรรมรวมกันว่า  ขอฝนพร้อมด้วยลม  จงตกเถิด

ขอลมเย็นอ่อน ๆ    จงพัดมา    ขอฝนตั้งเค้าแล้ว    จงโปรยลงมาทีละเม็ดๆ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 145

ดังนี้ก็มี    การบริกรรมต่าง ๆ    การอธิษฐานต่าง ๆ     การบริกรรมรวมกัน

การอธิษฐานรวมกันก็มี โดยนัยอันกล่าวแล้วแล. ก็เมื่อบุคคลกระทำอย่างใด

อย่างหนึ่ง ออกจากฌานอันเป็นบาททำบริกรรมแล้ว การอธิษฐานนั้น ย่อม

สำเร็จด้วยจิตอธิษฐานอันเป็นมหัคคตะเท่านั้นโดยระหว่างแห่งบริกรรม.

บทว่า   โอกาเสสิ   คือ   กระจายออกแล้ว.

จบ  อรรถกถามหกสูตรที่ ๔

 

๕.  ปฐมกามภูสูตร

 

ว่าด้วยรถคือร่างกาย

 

[๕๕๘]  สมัยหนึ่ง   ท่านพระกามภูอยู่ที่อัมพาฏกวัน  ใกล้ราวป่า

มัจฉิกาสณฑ์   ครั้งนั้นแล   จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาท่านพระกามภูถึงที่อยู่

ไหว้แล้วนั่ง    ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง     ครั้นแล้วท่านพระกามภูได้กล่าวกะ

จิตตคฤหบดีว่า   ดูก่อนคฤหบดี   พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสประพันธ์คาถา

ไว้ดังนี้ว่า

เธอจงดูรถอันไม่มีโทษ มีหลังคาขาว มีเพลา

เดียว  ไม่มีทุกข์  แล่นไปถึงที่หมาย  ตัดกระแส

ตัณหาขาด  ไม่มีกิเลสเครื่องผูกพัน.

[ ๕๕๙ ]   ดูก่อนคฤหบดี ท่านพึงเห็นเนื้อความแห่งคาถาประพันธ์นี้

ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยย่อโดยพิสดารอย่างไรหนอ.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 146

จิ.   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   คาถาประพันธ์นี้   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส

หรือ

กา.  อย่างนั้น  คฤหบดี.

จิ.   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ถ้าเช่นนั้น  ขอท่านโปรดรอคอยอยู่ครู่หนึ่ง

จนกว่ากระผมจักเพ่งเนื้อความแห่งคาถาประพันธ์นั้นได้.

ครั้งนั้นแล    จิตตคฤหบดีนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง     จึงได้ตอบท่านกามภูว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ.     คำว่า   ไม่มีโทษนั้น   เป็นชื่อของศีล   คำว่า   มีหลังคา

ขาวนั้น   เป็นชื่อของวิมุตติ   คำว่า  มีเพลาเดียวนั้น  เป็นชื่อของสติ   คำว่า

ย่อมแล่นไปนั้น   เป็นชื่อของการก้าวไปและการถอยกลับ    คำว่า   รถนั้น

เป็นชื่อของร่างกายนี้  ซึ่งประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔  มีมารดาบิดาเป็นแดน

เกิด เจริญขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด  มีความไม่เที่ยง  ต้องลูบไล้ นวดเฟ้น

มีการแตกทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ราคะ

โทสะ  โมหะ  ชื่อว่าทุกข์  ทุกข์เหล่านั้นอันภิกษุผู้ขีณาสพละได้แล้ว   ตัด

มูลรากขาดแล้ว   ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน   ทำไม่ให้มี  ไม่ให้เกิดขึ้น

อีกต่อไปเป็นธรรมดา   เพราะเหตุนั้น   ภิกษุผู้ขีณาสพพระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงตรัสว่า ไม่มีทุกข์.  คำว่า แล่นไปถึงที่หมาย  นั้นเป็นชื่อของพระอรหันต์.

คำว่า  กระแสนั้น   เป็นชื่อของตัณหา   ตัณหานั้น   อันภิกษุผู้ขีณาสพละ

ได้แล้ว    ตัดมูลรากขาดแล้ว    ทำได้เป็นเหมือนดาลยอดด้วน    ทำไม่ให้มี

ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา.       เพราะเหตุนั้น       ภิกษุผู้ขีณาสพละ

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า   ตัณหากระแสตัณหาขาด   ราคะ   โทสะ   โมหะ

ชื่อว่ากิเลส.   เครื่องผูกพัน  กิเลสเครื่องผูกพันเหล่านั้น   อันภิกษุผู้ขีณาสพ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 147

ละได้แล้ว   ตัดมูลรากขาดแล้ว   ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน   ทำไม่ให้มี

ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา.      เพราะเหตุนั้น       ภิกษุผู้ขีณาสพละ

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า   ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องผูกพัน   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ

คาถาประพันธ์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

เธอจงดูรถอันไม่มีโทษ มีหลังคาขาว  มีเพลา

เดียว  ไม่มีทุกข์  แล่นไปถึงที่หมาย  ตัดกระแส

ตัณหาขาด  ไม่มีกิเลสเครื่องผูกพัน  ดังนี้.

กระผมย่อมรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งคาถาประพันธ์นี้     ที่พระผู้มีพระ-

พระภาคเจ้าตรัสไว้โดยย่อได้โดยพิสดารอย่างนี้.

กา.  ดูก่อนคฤหบดี   การที่ปัญญาจักษุของท่านหยั่งทราบในพระ-

พุทธพจน์ที่ลึกซึ้งนี้   ชื่อว่าเป็นลาภของท่าน  ท่านได้ดีแล้ว.

จบ  ปฐมกามภูสูตรที่  ๕

 

อรรถกถาปฐมกามภูสูตรที่  ๕

 

พึงทราบวินิจฉัยในปฐมกามภูสูตรที่ ๕  ดังต่อไปนี้.

บทว่า   เนลงฺโค   คือไม่มีโทษ.    บทว่า   เสตปจฺฉาโท   คือมี

หลังคาข่าว.  บทว่า  อนีฆ  คือไม่มีทุกข์.  บทว่า  มุหุตฺต  ตุณฺหี   หุตฺวา

ความว่า จิตตคฤหบดี เมื่อยังพระไตรปิฎกให้หวั่นไหวเพื่อเพ่งเนื้อความแห่ง

บทว่า เนลงฺโค นั้น เหมือนให้เขย่าต่างหูที่หู จึงนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อพิจารณา

ว่า   นี้เป็นเนื้อความแห่งบทนี้.    บทว่า   วิมุตฺติยา   คือ อรหัตตผลวิมุตติ.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 148

ก็อุบาสก    เมื่อกล่าวปัญหานี้   ได้ทำสิ่งที่ทำได้ยาก.    ส่วนพระสัมมาสัม-

พุทธเจ้า       ตรัสด้วยสิ่งที่พระองค์ทรงเห็นแล้วว่า     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

เธอทั้งหลายไม่เห็นภิกษุนั้น  ขาว   บอบบาง   จมูกโด่ง   มาหรือ   แต่จิตต-

คฤหบดีนี้    กล่าวแล้วว่า   นั้นเป็นชื่อของพระอรหันต์  โดยให้ถือเอานัย.

จบ  อรรถกถาปฐมกามภูสูตร

 

๖.  ทุติยกามภูสูตร

 

ว่าด้วยสังขาร  ๓

 

[๕๖๐]   สมัยหนึ่ง   ท่านพระกามภูอยู่ที่อัมพาฏกวัน  ใกล้ราวป่า

มัจฉิกาสณฑ์   ครั้งนั้นแล   จิตตคฤหบดีได้เข้าไปหาท่านพระกามภูถึงที่อยู่

ไหว้แล้วนั่ง   ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง      ครั้นแล้วได้ถามท่านพระกามภูว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   สังขารมีเท่าไรหนอแล   ท่านพระกามภูตอบว่า    ดูก่อน

คฤหบดี   สังขารมี ๓ คือ   กายสังขาร   วจีสังขาร   จิตตสังขาร.

[๕๖๑]   จิตตคฤหบดีกล่าวว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ ดังนี้แล้ว ชื่นชม

อนุโมทนาภาษิตของท่านพระกามภู แล้วได้ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า  ข้าแต่

ท่านผู้เจริญ ก็กายสังขารเป็นไฉน วจีสังขารเป็นไฉน จิตตสังขารเป็นไฉน.

กา.   ดูก่อนคฤหบดี      ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกแลชื่อว่า

กายสังขาร   วิตกวิจารชื่อว่า วจีสังขาร   สัญญาและเวทนาชื่อว่า   จิตตสังขาร.

[๕๖๒]    จิตตคฤหบดีกล่าวว่า    ดีละ    ท่านผู้เจริญ    ดังนี้แล้ว

ได้ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็เพราะเหตุไร ลมหายใจเข้า

และลมหายใจออกจึงชื่อว่ากายสังขาร   วิตกวิจารจึงชื่อว่าวจีสังขาร   สัญญา

และเวทนาจึงชื่อว่าจิตตสังขาร.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 149

กา.   ดูก่อนคฤหบดี    ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเป็นของเกิด

ที่กาย   ธรรมเหล่านี้ เนื่องด้วยกาย  ฉะนั้น  ลมหายใจเช้าและลมหายใจออก

จงชื่อว่ากายสังขาร.    บุคคลย่อมตรึกตรองก่อนแล้ว   จึงเปล่งวาจาภายหลัง

ฉะนั้น    วิตกวิจารจึงชื่อว่าวจีสังขาร.    สัญญาและเวทนาเป็นของเกิดที่จิต

ธรรมเหล่านี้ เนื่องด้วยจิต.   ฉะนั้น   สัญญาและเวทนาจึงชื่อว่าจิตตสังขาร.

[๕๖๓]   จิตตคฤหบดีกล่าวว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ ดังนี้แล้ว ได้ถาม

ปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   ก็สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ  เกิด

มีได้อย่างไร.

กา.  ดูก่อนคฤหบดี    ภิกษุเมื่อจะเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ

ไม่ได้คิดอย่างนี้ว่า    เราจักเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง   เรากำลังเข้าสัญญา

เวทยิตนิโรธบ้าง    เราเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธแล้วบ้าง   โดยที่ถูก   ก่อนแต่

จะเข้า   ท่านได้อบรมจิตที่จะน้อมไปเพื่อความเป็นอย่างนั้น.

[๕๖๔]   จิตตคฤหบดีกล่าวว่า     ดีละ    ท่านผู้เจริญ     ดังนี้แล้ว

ได้ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ก็เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิต-

นิโรธอยู่    ธรรมเหล่าไหนดับก่อน   คือ   กายสังขาร   วจีสังขาร   หรือ

จิตตสังขารดับก่อน.

กา.   ดูก่อนคฤหบดี  เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่  วจีสังขาร

ดับก่อน   ต่อจากนั้นกายสังขารดับ   ต่อจากนั้นจิตตสังขารจึงดับ.

[๕๖๕]     จิตตคฤหบดีกล่าวว่า    ดีละ     ท่านผู้เจริญ     ดังนี้แล้ว

ได้ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  คนที่ตายแล้ว  ทำกาละแล้ว

กับภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ    ทั้งสองนี้มีความต่างกันอย่างไร.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 150

กา.   ดูก่อนคฤหบดี   คนที่ตายแล้ว    ทำกาละแล้ว    มีกายสังขาร

ดับสงบ  มีวจีสังขารดับสงบ  มีจิตตสังขารดับสงบ  มีอายุสิ้นไปไออุ่นสงบ

อินทรีย์แตกกระจาย ส่วนภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโร   กายสังขารดับสงบ

วจีสังขารดับสงบ  จิตตสังขารดับสงบ ( แต่ ) ยังไม่สิ้นอายุ  ไออุ่น   ยังไม่สงบ

อินทรีย์ผ่องใส   ดูก่อนคฤหบดี   คนตายแล้ว   ทำกาลแล้ว   กับภิกษุผู้เข้า

สัญญาเวทยิตนิโรธมีความต่างกันอย่างนี้.

 

ว่าด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ

 

[๕๖๖]   จิตตคฤหบดีกล่าวว่า   ดีละ    ท่านผู้เจริญ   ดังนี้แล้วได้

ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า   ข้าแต่ท่านผู้เจริญ   ก็การออกจากสัญญาเวทยิต-

นิโรธสมาบัติ   ย่อมมีอย่างไร.

กา.   ดูก่อนคฤหบดี ภิกษุเมื่อจะออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ

ไม่ได้คิดอย่างนี้ว่า  เราจักออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติบ้าง  เรากำลัง

ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติบ้าง      เราออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ

สมาบัติแล้วบ้าง   โดยที่แท้   ก่อนแต่จะออก   ท่านได้อบรมจิตที่น้อมเข้าไป

เพื่อความเป็นอย่างนั้น.

[๕๖๗]   จิตตคฤหบดีกล่าวว่า    ดีละ    ท่านผู้เจริญ     ดังนี้แล้ว

ได้ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีกว่า    ข้าแต่ท่านผู้เจริญ    ก็เมื่อภิกษุออกจากสัญญา

เวทยิตนิโรธสมาบัติ    ธรรมเหล่าไหนเกิดก่อน   คือกายสังขาร   วจีสังขาร

หรือจิตตสังขารเกิดก่อน.


หน้าที่ 51-100
หน้าที่ 151-200