พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 51

ตนเอง  และแล่นไปสู่สิ่งที่สมมติกันว่า  เป็นจริงของโลก.  แม้ในบทมีเสมหะ

เป็นสมุฏฐานเป็นอาทิ    ก็นัยนี้เหมือนกัน.   ส่วนบทว่า   สนฺนิปาติกานิ

ในบทว่า  สนฺนิปาตสมุฏฺานานิปิ  นี้ เกิดขึ้นแล้ว   เพราะการกำเริบแห่งดี

เป็นต้น   แม้ทั้งสาม.    บทว่า    อุตุปริณามชานิ    คือเกิดแต่ฤดูเปลี่ยน

ย่อมเกิดขึ้นแก่ชาวชังคลเทศ     เมื่ออยู่ในอนุประเทศ.     ความเปลี่ยนฤดู

ย่อมเกิดขึ้น     ด้วยสามารถมีฝั่งมณีสมุทรเป็นต้นอย่างนี้ว่า     เมื่อชาวอนุ

ประเทศอยู่ในชังคลเทศ.   บทว่า   ตโต  ชาตา  ได้แก่   เกิดแต่เปลี่ยนฤดู.

บทว่า  วิสมปริหารชานิ  ความว่า  เกิดแต่การรักษาตัวไม่สม่ำเสมอ

ในการรับภาระหนัก  โดยมีการทุบเป็นต้น.   หรือเมื่อเที่ยวไปผิดเวลา  โดย

มีการถูกงูกัด   และตกบ่อเป็นต้น.  บทว่า  โอปกฺกมิภานิ ความว่า  เกิดขึ้น

เพราะถือว่า  ผู้นี้เป็นโจร   หรือเป็นทาริกาของผู้อื่น  แล้วจึงทำร้ายด้วยการ

เอาเข่า   ศอกและไม้ค้อนเป็นต้น    โบยให้เป็นปัจจัย.   บางคน   ถูกทำร้าย

ในภายนอกนั้นแล้ว     ย่อมทำกุศล    โดยนัยอันกล่าวแล้วแล.    บางคนทำ

อกุศล.  บางคนย่อมนอนอดกลั้นอยู่.  บทว่า    กมฺมวิปากชาตานิ  คือเกิด

แต่ผลของกรรมอย่างเดียว.  ก็เมื่อกรรมวิบากเหล่านั้น  เกิดขึ้นแล้ว  บางคน

ย่อมทำกุศล  บางคนย่อมทำอกุศล  บางคนย่อมนอนอดกลั้นอยู่.  ก็เวทนา

๓ อย่าง   ย่อมมีในวาระทั้งปวงอย่างนี้.

ในเวทนาเหล่านั้น  เวทนาอันเป็นไปในสรีระซึ่งเกิดขึ้นด้วยเหตุ  ๗

อย่างข้างต้น ใคร ๆ ก็อาจเพื่อจะห้ามได้  แต่เภสัชทั้งปวงก็ดี  เครื่องป้องกัน

ก็ดี   ก็ไม่สามารถเพื่อกำจัดเวทนาอันเกิดแต่ผลของกรรมได้เลย.  ชื่อว่าโลก

โวหาร   พระองค์ได้ตรัสแล้ว  ในพระสูตรนี้.

จบอรรถกถาสิวกสูตรที่ ๑


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 52

๒.  อักฐสตปริยายสูตร

 

ว่าด้วยพระพุทธองค์ทรงแสดงประแห่งเวทนา

 

[๔๓๐]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมปริยายอันมีปริยาย

ต่างๆ  ๑๐๘  แก่เธอทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจงฟังธรรมปริยายนั้น   ก็ธรรม

ปริยายอันมีปริยาย  ๑๐๘  เป็นไฉน.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  โดยปริยายหนึ่ง

เรากล่าวเวทนา  ๒  ก็มี   โดยปริยายหนึ่ง    เรากล่าวเวทนา  ๓  ก็มี    โดย

ปริยายหนึ่ง   เรากล่าวเวทนา ๑๘ ก็มี  โดยปริยายหนึ่ง  เรากล่าวเวทนา

๓๖   มี  โดยปริยายหนึ่ง   เรากล่าวเวทนา ๑๐๘ ก็มี.

[๔๓๑]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็เวทนา ๒ เป็นไฉน.  เวทนา ๒

คือ   เวทนาทางกาย  ๑   เวทนาทางใจ     เหล่านี้เราเรียกว่า   เวทนา  ๒.

[๔๓๒]   ก็เวทนา ๓ เป็นไฉน.    เวทนา ๓  คือ    สุขเวทนา.

ทุกขเวทนา ๑  อทุกขมสุขเวทนา ๑  เหล่านี้เราเรียกว่า  เวทนา ๓.

[๔๓๓]   ก็เวทนา ๕  เป็นไฉน.    เวทนา ๕  คือ  สุขินทรีย์  ๑

ทุกขินทรีย์  ๑   โสมนัสสินทรีย์  ๑   โทมนัสสินทรีย์  ๑  อุเบกขินทรีย์ ๑

เหล่านี้ เราเรียกว่า   เวทนา    ๕.

[๔๓๔]  ก็เวทนา ๖ เป็นไฉน.   เวทนา ๖  คือ  จักขุสัมผัสสชา

เวทนา ๑ โสตสัมผัสสชาเวทนา  ๑  ฆานสัมผัสสชาเวทนา  ๑  ชิวหาสัม-

ผัสสชาเวทนา ๑ กายสัมผัสสชาเวทนา ๑  มโนสัมผัสสชาเวทนา ๑ เหล่านี้

เราเรียกว่า   เวทนา  ๖.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 53

[๔๓๕]    ก็เวทนา ๑๘  เป็นไฉน.    เวทนา  ๑๘   คือ    เวทนาที่

สหรคตด้วยโสมนัส ๖    เวทนาที่สหรคตด้วยโทมนัส  ๖    เวทนาที่สหรคต

ด้วยอุเบกขา ๖   เหล่านี้ เราเรียกว่าเวทนา ๑๘.

[๔๓๖]    ก็เวทนา ๓๖ เป็นไฉน.    เวทนา  ๓๖  คือ เคหสิตโสมนัส  ๖

เนกขัมมสิตโสมนัส ๖  เคหสิตโทมนัส  ๖  เนกขัมมสิตโทมนัส ๖  เคหสิ-

อุเบกขา ๖   เนกขัมมสิตอุเบกขา ๖   เหล่านี้เราเรียกว่าเวทนา ๓๖.

[๔๓๗]   เวทนา ๑๐๘ เป็นไฉน.    เวทนา ๑๐๘  คือ    เวทนาที่

เป็นอดีต ๓๖   ที่เป็นอนาคต ๓๖   ที่เป็นปัจจุบัน ๓๖   เหล่านี้ เราเรียกว่า

เวทนา ๑๘ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมปริยายอันมีปริยาย ๑๘  แม้นี้แล.

จบ  อัฏฐสตปริยายสูตรที่  ๒

 

อรรถกถาอัฏฐสตปริยายสูตรที่ ๒

 

พึงทราบวินิจฉัยในอัฏฐสตปริยายสูตรที่  ๒  ดังต่อไปนี้ .

บทว่า  อฏฺสตปริยาย  คือเป็นเหตุ ๑๐๘ บทว่า  ธมฺมปริยาย

คือเหตุแห่งธรรม.  ในบทว่า  กายิกา  จ  เจตสิกา  จ  นี้     เวทนาทางกาย

ย่อมได้ในกามาวจรเท่านั้น.  เวทนาทางใจ  ก็เป็นไปในภูมิ ๔.  สุขเวทนาใน

บทเป็นอาทิว่า สุขา   ย่อมไม่มีในอรูปาวจร   แต่ย่อมได้ในภูมิ ๓ ที่เหลือ.

ทุกขเวทนา จัดเป็นกามาวจร.   เวทนานอกนี้  ก็เป็นไปในภูมิ ๔.  ในหมวด

๕  สุขินทรีย์   ทุกขินทรีย์   โทมนัสสินทรีย์   จัดเป็นกามาวจร.   โสมนัส

สินทรีย์  เป็นไปในภูมิ ๓.  อุเบกขินทรีย์  เป็นไปในภูมิ ๔.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 54

ในหมวด  ๖   เวทนาในทวาร  ๕   จัดเป็นกามาวจร.    เวทนาใน

มโนทวาร  เป็นไปในภูมิ ๔  ในหมวด  ๑๘ ในอารมณ์อันน่าปรารถนา ๖

ชื่อว่า   โสมนัสสุปวิจาร เพราะอรรถว่าย่อมเข้าไปไตร่ตรองกันด้วยโสมนัส.

แม้ในสองบทที่เหลือ   ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.     เทศนานี้มาแล้วด้วยสามารถ

แห่งวิจารด้วยประการดังนี้.    แต่พึงทราบเวทนา  ๑๘ ในที่นี้   ด้วยสามารถ

แห่งโสมนัสเป็นต้น  อันสัมปยุตด้วยวิจารนั้น.

พึงทราบในบทเป็นอาทิว่า  ฉ  เคหสิตานิ โสมนสฺสานิ  ความว่า

โสมนัสอาศัยกามคุณ   อันท่านกล่าวแล้วในทวาร ๖ อย่างนี้ว่า    เมื่อระลึก

ถึงการได้   โดยการได้แห่งรูปอันพึงรู้ด้วยจักษุ   อันน่าปรารถนา   น่าใคร่

น่าพอใจ   น่ารื่นรมย์แห่งใจ   อันประกอบด้วยโลกามิส   หรือเมื่อระลึกถึง

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว   ดับไปแล้ว  เปลี่ยนแปลงไปแล้ว  ซึ่งตนเคยได้แล้วในอดีต

โสมนัส  ก็ย่อมเกิดขึ้น.  โสมนัสเห็นปานนี้  ท่านเรียกว่า  เคหสิตโสมนัส

โสมนัสอาศัยเรือน   ชื่อว่าโสมนัสอาศัยเรือน ๖.

เมื่อสามารถเพื่อให้ขวนขวายเริ่มวิปัสสนาด้วยสามารถความไม่เที่ยง

เป็นต้น    เกิดโสมนัสว่า    วิปัสสนา   อันเราขวนขวายแล้วดังนี้    โสมนัส

เกิดขึ้นแล้ว    เมื่ออารมณ์  อันน่าปรารถนาไปปรากฏในทวาร ๖ อย่างนี้ว่า

ก็แล  เมื่อรู้แจ้งว่ารูปทั้งหลายไม่เที่ยง  ก็พิจารณาเห็นอยู่ซึ่งความแปรปรวน

คลายกำหนัดและดับเสียได้ ด้วยปัญญาอันเห็นชอบตามเป็นจริงนั้น อย่างนี้

ว่า   รูปทั้งหลายในอดีตก็ดี  ในปัจจุบันก็ดี  รูปเหล่านั้นทั้งปวง   ก็ไม่เที่ยง

เป็นทุกข์     มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาดังนี้      โสมนัสก็ย่อมเกิดขึ้น.

โสมนัสเห็นปานนี้.  ท่านเรียกว่า    เนกขัมมสิตโสมนัส   โสมนัสอาศัย

การออกจากกาม   ชื่อว่า   โสมนัสอาศัยการออกจากกาม ๖.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 55

โทมนัสอาศัยกามคุณ  อันเกิดขึ้นแล้วแก่ผู้ตรึกอยู่ว่า  เราจักไม่เสวย

จะไม่เสวยอารมณ์     อันน่าปรารถนาดังนี้     ในทวาร ๖    อย่างนี้ว่า    เมื่อ

พิจารณาเห็นอยู่ซึ่งการไม่ได้   โดยการไม่ได้แห่งรูปทั้งหลาย  พึงรู้ด้วยจักษุ

อันน่าปรารถนา  น่าใคร่   น่าพอใจ   น่ารื่นรมย์แห่งใจ    อันประกอบด้วย

โลกามิส   หรือเมื่อพิจารณาเห็นอยู่  ซึ่งสิ่งที่ล่วงไปแล้ว  ดับไปแล้ว  เปลี่ยน

แปลงไปแล้ว    ซึ่งอันตนยังไม่เคยได้แล้วในอดีต     โทมนัส    ก็ย่อมเกิดขึ้น

โทมนัสเห็นปานนี้    ท่านเรียกว่า   เคหสิตโทมนัส  โทมนัสอาศัยการอยู่

ครองเรือนดังนี้     ชื่อว่า   โทมนัสอาศัยการอยู่ครองเรือน ๖.

ส่วน   ภิกษุผู้รู้แจ้งว่ารูปทั้งหลายไม่เที่ยง    เห็นซึ่งความแปรปรวน

คลายกำหนัด   และดับเสียได้ด้วยปัญญา  อันชอบตามเป็นจริงนั้น   อย่างนี้

ว่า.    รูปทั้งหลายในอดีตก็ดี   ในปัจจุบันก็ดี   รูปเหล่านั้นทั้งปวงก็ไม่เที่ยง

เป็นทุกข์   มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดาดังนี้   ย่อมยังความพยายามให้

เข้าไปตั้งอยู่    ในวิโมกข์     อันยอดเยี่ยมว่า     เมื่อไรเรานี้จักเข้าตทายตนะ

(เหตุให้จิตหลุดพ้นอยู่ ).     พระอริยะทั้งหลาย    ย่อมเข้าอายตนะอยู่ดังนี้.

ด้วยอาการอย่างนี้    เมื่อเธอยังความพยายามให้เข้าไป  ตั้งอยู่ในวิโมกข์  อัน

ยอดเยี่ยม  โทมนัสก็ย่อมเกิดขึ้น   เพราะความพยายามเป็นปัจจัย.   โทมนัส

เห็นปานนี้   ท่านเรียกว่า  เนกขัมมโทมนัส  โทมนัสอาศัยการออกจากกาม

เมื่ออารมณ์ อันน่าปรารถนาไปปรากฏในทวาร  ๖ อย่างนี้   โทมนัส

อันเกิดขึ้นแล้วแก่เธอผู้ยังความพยายามให้เข้าไปตั้งไว้ในธรรมคืออริยผล

กล่าวคืออนุตตรวิโมกข์     แต่ไม่สามารถเพื่อให้ขวนขวายเริ่มวิปัสสนาด้วย

อำนาจแห่งความไม่เที่ยงเป็นต้น  เพื่อบรรลุอริยผลธรรมนั้นได้  จึงเสียดาย

อยู่ว่า    เราไม่สามารถเพื่อจะขวนขวายถึงวิปัสสนาแล้ว    บรรลุอริยภูมิได้


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 56

ทั้งปักษ์นี้  ทั้งเดือนนี้  ทั้งปีนี้      ชื่อว่า  เนกขัมมสิตโทมนัส  โทมนัส

อาศัยการออกจากกาม ๖.

เมื่ออารมณ์ อันน่าปรารถนาไปปรากฏในทวาร ๖  อย่างนี้ว่า พาล-

ปุถุชนคนลุ่มหลง  คือคนหนา  อันยังไม่เกิดวิบาก ไม่เห็นโทษ  ไม่ได้สดับ

เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว    อุเบกขา    ก็ย่อมเกิดขึ้น    อุเบกขาเห็นปานนี้อันใด

อุเบกขานั้น  ย่อมล่วงรูปไปไม่ได้  เพราะฉะนั้น  อุเบกขานั้น  ท่านเรียกว่า

เคหสิตอุเบกขา  อุเบกขาอาศัยเรือนดังนี้.    อุเบกขา    อาศัยกามคุณเกิดขึ้น

แล้วเมื่อล่วงรูปเป็นต้นไปไม่ได้  เหมือนแมลงวันหัวเขียวล่วงเลยน้ำอ้อยไป

ไม่ได้    ฉะนั้น  ก็ต้องข้องอยู่ในรูปนั้นนั่งเอง.  ชื่อว่า   เคหสิตอุเบกขา

อุเบกขาอาศัยเรือน.

อุเบกขาสัมปยุตด้วยญาณ   อันเป็นวิปัสสนาเกิดขึ้นแล้วแก่ผู้ไม่กำ-

หนดในอารมณ์อันน่าปรารถนา    ไม่ขัดเคืองในอารมณ์อันไม่น่าปรารถนา

ไม่หลงในการเพ่งดูอารมณ์อันไม่สม่ำเสมอ.      เมื่ออารมณ์อันน่าปรารถนา

ไปปรากฏ   ในทวาร ๖ อย่างนี้ว่า   ก็แล   เมื่อรู้แจ้งว่า  รูปทั้งหลายไม่เที่ยง

พิจารณาเห็นอยู่ซึ่งความแปรปรวน คลายกำหนัดและดับเสียได้ ด้วยปัญญา

อันชอบตามความจริงนั้นอย่างนี้ว่า   รูปทั้งหลายในอดีตก็ดี   ในปัจจุบันก็ดี

รูปเหล่านั้นทั้งปวง ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดาดังนี้.

อุเบกขา   ก็ย่อมเกิดขึ้น.   อุเบกขาเห็นปานนี้ใด   อุเบกขานั้น   ย่อมล่วงรูป

ไปได้  เพราะฉะนั้น  อุเบกขานั้น   ท่านเรียกว่า    เนกขัมมสิตอุเบกขา

อุเบกขาอาศัยการออกจากกาม  ๖  ดังนี้     ชื่อว่า   อุเบกขาอาศัยการออกจาก

กาม  ๖.  ในพระสูตรนี้  พระองค์ตรัสการกำหนดธรรม  อันเป็นไปในภูมิ ๔

อันรวบรวมธรรมไว้ทั้งหมด.  สูตรที่  ๓  เป็นต้นไปมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.

จบ  อรรถกถาอัฏฐสตปริยายสูตรที่  ๒


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 57

๓. ภิกขุสูตร

 

ว่าด้วยภิกษุทูลถามเรื่องเวทนา

 

[๔๓๘]   ครั้งนั้นแล     ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

ถึงที่ประทับ ฯลฯ  ครั้นแล้วได้ทูลถาม พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ    เวทนาเป็นไฉนหนอ   ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นไฉน   ปฏิปทา

เครื่องให้ถึงความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นไฉน   ความดับแห่งเวทนาเป็นไฉน

ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับแห่งเวทนาเป็นไฉน   อะไรเป็นคุณแห่งเวทนา

อะไรเป็นโทษแห่งเวทนา อะไรเป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา.  พระ

ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเวทนา ๓ เหล่านี้  คือ สุขเวทนา

ทุกขเวทนา    อทุกขมสุขเวทนา    นี้เราเรียกว่าเวทนา     เพราะผัสสะเกิด

เวทนาจึงเกิด    ตัณหาเป็นปฏิปทาเครื่องให้ถึงเหตุเกิดแห่งเวทนา    เพราะ

ผัสสะดับเวทนาจึงดับ  อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘  นี้แหละ  คือ  สัมมา-

ทิฏฐิ  ฯลฯ  สัมมาสมาธิ   เป็นปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับแห่งเวทนา   สุข

โสมนัสเกิดนี้เพราะอาศัยเวทนาอันใด    นี้เป็นคุณแห่งเวทนา  เวทนาอันใด

ไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  นี้เป็นโทษแห่งเวทนา

ความกำจัด   ความละฉันทราคะในเวทนา   นี้เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่ง

เวทนา.

จบ  ภิกขุสูตรที่  ๓

๑. สูตรที่  ๓ - ๑๐  ไม่มีอรรถกถาแก้


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 58

๔.  ปุพพสูตร

 

ว่าด้วยความคิดเกิดขึ้นเมื่อก่อนตรัสรู้

 

[๔๓๙]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เมื่อก่อนแต่ตรัสรู้    ครั้งยังมิได้

ตรัสรู้  ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่  เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า  เวทนาเป็นไฉนหนอ

ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นไฉน      ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความเกิดขึ้นแห่ง

เวทนาเป็นไฉน  ความดับแห่งเวทนาเป็นไฉน ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับ

แห่งเวทนาเป็นไฉน    อะไรเป็นคุณแห่งเวทนา    อะไรเป็นโทษแห่งเวทนา

อะไรเป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา.       เราได้มีความคิดอย่างนี้ว่า

เวทนา  ๓  นี้   เหล่านี้   คือ   สุขเวทนา   ทุกขเวทนา   อทุกขมสุขเวทนา

นี้เราเรียกว่าเวทนา   เพราะผัสสะเกิด    เวทนาจึงเกิด     ตัณหาเป็นปฏิปทา

เครื่องให้ถึงความเกิดขึ้นแห่งเวทนา  ฯลฯ  ความกำจัด  ความละฉันทราคะ

ในเวทนา   นี้เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา.

จบ ปุพพสูตรที่ ๔

 

๕.  ญาณสูตร

 

ว่าด้วยความรู้แท้ในเรื่องเวทนา

 

[๔๔๐]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  จักษุ   ญาณ  ปัญญา  วิชชา  แสง

สว่างได้เกิดขึ้นแก่เรา    ในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า   นี้เวทนา . . .

นี้ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา. . .  นี้ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความเกิดขึ้นแห่งเวทนา

. . .  นี้ความดับแห่งเวทนา . . .  นี้ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับแห่งเวทนา

นี้เป็นคุณแห่งเวทนา . . .   นี้เป็นโทษแห่งเวทนา ...นี้เป็นอุบายเครื่อง

สลัดออกแห่งเวทนา.

จบ ญาณสูตรที่  ๕


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 59

๖.  ภิกขุสูตร

 

ว่าด้วยภิกษุทูลถามเรื่องเวทนา

 

[๔๔๑]   ครั้งนั้นแล   ภิกษุเป็นอันมากเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค-

เจ้าถึงที่ประทับ  ฯลฯ    ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า     ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ    เวทนาเป็นไฉนหนอ    ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นไฉน

ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นไฉน  ฯลฯ    อะไรเป็นคุณ

แห่งเวทนา      อะไรเป็นโทษแห่งเวทนา      อะไรเป็นอุบายเครื่องสลัดออก

ส่งเวทนา.    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เวทนา  ๓

เหล่านี้  ฯลฯ ความกำจัด  ความละฉันทราคะในเวทนา  นี้เป็นอุบายเครื่อง

สลัดออกแห่งเวทนา.

จบ  ภิกขุสูตรที่ ๖

 

๗.  ปฐมสมณพราหมณสูตร

 

ว่าด้วยผู้เป็นและไม่เป็นสมณพราหมณ์

 

[๔๔๒]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เวทนา ๓ เหล่านี้   เวทนา ๓ เป็น

ไฉน.  คือ  สุขเวทนา   ทุกขเวทนา   อทุกขมสุขเวทนา   ก็สมณะ   หรือ

พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมไม่รู้ความเกิด     ความดับ  คุณ  โทษ   และ

อุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา  ๓  เหล่านี้     ตามความเป็นจริง    สมณะ

หรือพราหมณ์เหล่านั้น    ยังไม่นับว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ    หรือเป็น

พราหมณ์ในหมู่พราหมณ์    และท่านเหล่านั้น     ย่อมไม่กระทำให้แจ้งซึ่ง


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 60

ประโยชน์ของความเป็นสมณะหรือความเป็นพราหมณ์    ด้วยปัญญาอันยิ่ง

เองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่  ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง  ย่อมรู้

ความเกิด   ความดับ   คุณ   โทษ   และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา

เหล่านี้     ตามความเป็นจริง   สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น    นับว่าเป็น

สมณะในหมู่สมณะหรือเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์    และท่านเหล่านั้น

ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์     ของความเป็นสมณะหรือของความเป็น

พราหมณ์  ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่.

จบ  ปฐมสมณพราหมณสูตรที่ ๗

 

๘. ทุติยสมณพราหมณสูตร

 

ว่าด้วยผู้เป็นและไม่เป็นสมณพราหมณ์

 

[๔๔๓]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เวทนา ๓ เหล่านี้  เวทนา  ๓  เป็น

ไฉน.  คือ    สุขเวทนา    ทุกขเวทนา   อทุกขมสุขเวทนา    ก็สมณะหรือ

พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง     ย่อมไม่รู้ความเกิด   ความดับ   คุณ  โทษ

และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา ๓  เหล่านี้    ตามความเป็นจริง ฯลฯ

ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะ     หรือของความเป็น

พราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่.

จบ  ทุติยสมพราหมณสูตรที่  ๘


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 61

๙.   ตติยสมณพราหมณ์สูตร

 

ว่าด้วยผู้เป็นและไม่เป็นสมณพราหมณ์

 

[๔๔๔]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่า

หนึ่งย่อมไม่รู้เวทนา ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา ความดับแห่งเวทนา ปฏิปทา

เครื่องให้ถึงความดับแห่งเวทนา  ฯ ล ฯ  ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของ

ความเป็นสมณะหรือของความเป็นพราหมณ์      ด้วยปัญญาอันยิ่งเองใน

ปัจจุบันเข้าถึงอยู่.

จบ  ตติยสมณพราหมณสูตรที่ ๙

 

๑๐.  สุทธิกสูตร

 

ว่าด้วยเวทนา ๓

 

[๔๔๕]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     เวทนา ๓ เหล่านี้    เวทนา ๓

เป็นไฉน.   คือ   สุขเวทนา   ทุกขเวทนา   อทุกขมสุขเวทนา    ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย   เวทนา ๓ เหล่านี้แล.

จบ  สุทธิสูตรที่ ๑๐

 

๑๑.  นิรามิสสูตร

 

ว่าด้วยปีติสุขมีอามิสและไม่มี

 

[๔๔๖]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปีติมีอามิสมีอยู่   ปีติไม่มีอามิสมีอยู่

ปีติที่ไม่มีอามิสกว่าปีติที่ไม่มีอามิสมีอยู่   สุขมีอามิสมีอยู่   สุขไม่มีอามิสมีอยู่

สุขไม่มีอามิสกว่าสุขไม่มีอามิสมีอยู่  อุเบกขามีอามิสมีอยู่  อุเบกขาไม่มีอามิส

มีอยู่   อุเบกขาไม่มีอามิสกว่าอุเบกขาไม่มีอามิสมีอยู่.   วิโมกข์มีอามิสมีอยู่

วิโมกข์ไม่มีอามิสมีอยู่   วิโมกข์ไม่มีอามิสกว่าวิโมกข์ไม่มีอามิสมีอยู่.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 62

[๔๔๗]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ปีติมีอามิสเป็นไฉน.   กามคุณ ๕

เหล่านี้    กามคุณ ๕ เป็นไฉน.  คือ  รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุอันน่าปรารถนา

น่าใคร่   น่าพอใจ   น่ารัก  ชักให้ใคร่   ชวนให้กำหนัด ฯลฯ โผฏฐัพพะ

ที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย   อันน่าปรารถนา  น่าใคร่  น่าพอใจ  น่ารัก  ชักให้ใคร่

ชวนให้กำหนัด  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  กามคุณ ๕ เหล่านี้แล   ปีติเกิดขึ้น

เพราะอาศัยกามคุณ  ๕  เหล่านี้    เราเรียกว่า   ปีติมีอามิส.

[๔๔๘]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็ปีติไม่มีอามิสเป็นไฉน.    ภิกษุ

ในธรรมวินัยนี้  สงัดจากกาม    สงัดจากอกุศลธรรม   บรรลุปฐมฌาน   มี

วิตกวิจาร  มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่   เธอบรรลุทุติยฌาน   มีความผ่องใส

แห่งจิตในภายใน    เป็นธรรมเอกผุดขึ้น   ไม่มีวิตกวิจาร   เพราะวิตกวิจาร

สงบไป   มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่   นี้เราเรียกว่า   ปีติไม่มีอามิส

[๔๔๙]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปีติไม่มีอามิสกว่าปีติไม่มีเป็นไฉน.

ปีติที่เกิดขึ้นแก่ภิกษุขีณาสพผู้พิจารณาเห็นจิตชึ่งหลุดพ้นแล้วจากราคะ จาก

โทสะ   จากโมหะ   นี้เราเรียกว่า   ปีติไม่มีอามิสกว่าปีติไม่มีอามิส.

[๔๕๐]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็สุขมีอามิสเป็นไฉน.  กามคุณ ๕

เหล่านี้   กามคุณ  ๕  เป็นไฉน.  คือ  รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุอันน่าปรารถนา

น่าใคร่  น่าพอใจ   น่ารัก  ชักให้ใคร่   ชวนให้กำหนัด  ฯลฯ  โผฏฐัพพะ

ที่พึงรู้แจ้งด้วยกายอันน่าปรารถนา   น่าใคร่   น่าพอใจ   น่ารัก   ชักให้ใคร่

ชวนให้กำหนัด   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   กามคุณ  ๕  เหล่านี้    สุขโสมนัส

เกิดขึ้นเพราะอาศัยกามคุณ  ๕  เหล่านี้    นี้เราเรียกว่า   สุขมีอามิส.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 63

[๔๕๑]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็สุขไม่มีอามิสเป็นไฉน.  ภิกษุใน

ธรรมวินัยนี้    สงัดจากกาม   สงัดจากอกุศลธรรม   บรรลุปฐมฌาน  มีวิตก

วิจาร   มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่   ฯลฯ   เธอมีอุเบกขา   มีสติสัมปชัญญะ

และเสวยสุขด้วยนามกาย   เพราะปีติสิ้นไป  บรรลุตติยฌาน  ที่พระอริยเจ้า

ทั้งหลายสรรเสริญว่า     ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขามีสติอยู่เป็นสุข     นี้เรา

เรียกว่า   สุขไม่มีอามิส.

[๔๕๒]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็สุข ไม่มีอามิสกว่าสุขไม่มีอามิสเป็น

ไฉน.  สุขโสมนัสที่เกิดขึ้นแก่ภิกษุขีณาสพผู้พิจารณาเห็นจิตซึ่งหลุดพ้นแล้ว

จากราคะ    จากโทสะ   จากโมหะ    นี้เราเรียกว่า   สุขไม่มีอามิสกว่าสุขไม่มี

อามิส.

[๔๕๓]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็อุเบกขามีอามิสเป็นไฉน.    กาม

คุณ ๕   เหล่านี้    กามคุณ  ๕  เป็นไฉน.   คือรูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุอันน่า

ปรารถนา  น่าใคร่   น่าพอใจ   น่ารัก   ชักให้ใคร่   ชวนให้กำหนัด   ฯลฯ

โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกายอันน่าปรารถนา    น่าใคร่    น่าพอใจ    น่ารัก

ชักให้ใคร่   ชวนให้กำหนัด   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   กามคุณ  ๕  เหล่านี้แล

อุเบกขาเกิดขึ้นเพราะอาศัยกามคุณ    ๕   เหล่านี้     เราเรียกว่า    อุเบกขามี

อามิส.

[๔๕๔]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็อุเบกขาไม่มีอามิสเป็นไฉน.   ภิกษุ

ในธรรมวินัยนี้   บรรลุจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์

สดับโสมนัสโทมนัสก่อน   ๆ  ได้  มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่  นี้

เราเรียกว่า   อุเบกขาไม่มีอามิส.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 64

[๔๕๕]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      ก็อุเบกขาไม่มีอามิสกว่าอุเบกขา

ไม่มีอามิสเป็นไฉน.    อุเบกขาเกิดขึ้นแก่ภิกษุขีณาสพผู้พิจารณาเห็นจิตซึ่ง

หลุดพ้นแล้วจาก  ราคะ   จากโทสะ   จากโมหะ   นี้เราเรียกว่า   อุเบกขาไม่มี

อามิสกว่าอุเบกขาไม่มีอามิส.

[๔๕๖]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็วิโมกข์มีอามิสเป็นไฉน.  วิโมกข์

ที่ปฏิสังยุตด้วยรูป  ชื่อว่าวิโมกข์มีอามิส  วิโมกข์ที่ไม่ปฏิสังยุตด้วยรูป  ชื่อว่า

วิโมกข์ไม่มีอามิส.

[๔๕๗]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็วิโมกข์ไม่มีอามิสกว่าวิโมกข์ไม่มี

อามิสเป็นไฉน. วิโมกข์เกิดขึ้นแก่ภิกษุขีณาสพผู้พิจารณาเห็น จิตซึ่งหลุดพ้น

แล้วจากราคะ    จากโทสะ    จากโมหะ    นี้เราเรียกว่าวิโมกข์ไม่มีอามิสกว่า

วิโมกข์ไม่มีอามิส.

จบ  นิรามิสสูตรที่ ๑๑

 

อรรถกถานิรามิสสูตรที่ ๑๑

 

พึงทราบวินิจฉัยในนิรามิสสูตรที่ ๑๑  ดังต่อไปนี้.

บทว่า  สามิสา  ปีติมีอามิสด้วยอามิสคือกิเลส.    บทว่า  นิรามิสตรา

ความว่า  ปีติที่ไม่มีอามิสกว่าปีติในฌานแม้ที่ไม่มีอามิส.    ถามว่าก็ในฌาน ๒

ปีติย่อมเป็นมหัคคตะก็มี   ย่อมเป็นโลกุตตระก็มี.    ปีติในปัจจเวกขณญาณ

ย่อมเป็นโลกิยะอย่างเดียวมิใช่หรือ  เพราะเหตุไร  ปีตินั้น   จึงไม่มีอามิสกว่า

เล่า.   ตอบว่า  เพราะเกิดขึ้นแล้ว  ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาซึ่งธรรมอัน


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 65

สงบและประณีต.    เหมือนคนรับใช้  เป็นคนโปรดของพระราชา  เข้าไปสู่

ราชตระกูลได้ตามสบายไม่มีใครขัดขวาง      แม้จะเอาเท้าถีบเศรษฐี     และ

เสนาบดีเป็นต้นก็ได้   เพราะเหตุอะไร   เพราะเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดของพระ

ราชา.    ด้วยเหตุนี้  คนรับใช้นั้น  ย่อมเป็นผู้ยิ่งกว่าเศรษฐีเป็นต้นเหล่านั้น

ฉันใด.   ปีติแม้นี้   พึงทราบว่า ยิ่งกว่าแม้ปีติในโลกุตตระ  เพราะเกิดขึ้นแล้ว

ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาธรรมอันสงบและประณีตฉันนั้น  แม้ในวาระ

ที่เหลือ  ก็มีนัยนี้ทั้งนั้น.

ส่วนในวาระแห่งวิโมกข์  วิโมกข์อันประกอบด้วยรูป  ชื่อว่ามีอามิส

ด้วยสามารถอามิสคือรูป    อันเป็นอารมณ์ของตน.     ที่ไม่ประกอบด้วยรูป

ชื่อว่าไม่มีอามิส    โดยไม่มีอามิสคือรูป.

จบ  อรรถกถานิรามิสสูตรที่ ๑๑

จบ  อรรถกถาอัฏฐสตปริยายวรรคที่ ๓

 

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้  คือ

๑  สิวกสูตร  ๒.  อัฏฐสตปริยายสูตร  ๓.  ภิกขุสูตร  ๔.  ปุพพสูตร

๕.  ญาณสูตร   ๖.  ภิกขุสูตร   ๗.  ปฐมสมณพราหมณสูตร   ๘. ทุติยสมณ

พราหมณสูตร   ๙.   ตติยสมณพราหมณสูตร   ๑๐.  สุทธิกสูตร   ๑๑.  นิรา

มิสสูตร.

จบ  เวทนาสังยุต


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 66

๓.  มาตุคามสังยุต

 

เปยยาลวรรคที่ ๑

 

๑.  อมนาปสูตร

 

ว่าด้วยมาตุคามผู้ประกอบด้วยองค์  ๕

 

เป็นที่ถูกใจและไม่ถูกใจของบุรุษ

 

[๔๕๘]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   มาตุคามผู้ประกอบด้วยองค์  ๕

ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของบุรุษโดยส่วนเดียว   องค์ ๕ เป็นไฉน.    คือรูปไม่

สวย  ๑   ไม่มีโภคสมบัติ  ๑   ไม่มีมารยาท ๑   เกียจคร้าน ๑    ไม่ได้บุตร

เพื่อเขา ๑   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามผู้ประกอบด้วยองค์ ๕   เหล่านั้นแล

ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของบุรุษโดยส่วนเดียว.

[๔๕๙]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     มาตุคามผู้ประกอบด้วยองค์ ๕

ย่อมเป็นที่ชอบใจของบุรุษโดยส่วนเดียว   องค์  ๕  เป็นไฉน.     คือ   มีรูป

สวย  ๑   มีโภคสมบัติ ๑    มีมารยาท ๑    ขยันไม่เกียจคร้าน  ๑    ได้บุตร

เพื่อเขา ๑   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  มาตุคามผู้ประกอบด้วยองค์ ๕  เหล่านั้นแล

ย่อมเป็นที่ชอบใจของบุรุษโดยส่วนเดียว.

จบ  อมนาปสูตรที่ ๑


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 67

มาตุคามสังยุต

 

อรรถกถาเปยยาลวรรคที่ ๑

 

อรรถกถาอมนาปสูตรที่ ๑

 

พึงทราบวินิจฉัยในอมนาปสูตรที่ ๑ แห่งมาตุคามสังยุต  ดังต่อไปนี้

บทว่า  องฺเคหิ  คือด้วยองค์แห่งโทษ   บทว่า  น  จ  รูปวา   ความว่า

มีรูปไม่สมประกอบ พิการ รูปร่างน่าเกลียด.  บทว่า น  จ โภควา  ความว่า

ไม่ถึงพร้อมด้วยโภคะ   คือทรัพย์ไม่มี.      บทว่า   น   จ   สีลวา   ความว่า

ผู้มีศีลวิบัติ    คือทุศีล.   บทว่า  อลโส  จ  ความว่า  ย่อมไม่สามารถทำการงาน

ทั้งหลายมีการตัดฟืนและการหุงเป็นต้น     คนเกียจคร้าน     ความเป็นผู้

เกียจคร้าน   ย่อมนั่งหลับในที่นั่งบ้าง   ย่อมยืนหลับในที่ยืนบ้าง       บทว่า

ปชญฺจสฺส  น  ลภติ   ความว่า   ย่อมไม่ได้บุตรที่จะให้ดำรงวงศ์ตระกูลได้

เพื่อบุรุษนั้น   ย่ามชื่อว่า   หญิงหมัน.   สุกกปักข์   พึงทราบโดยปริยายอัน

ตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว.   สูตรที่ ๒ พึงให้เนื้อความกลับกัน   โดยนัยอัน

กล่าวแล้วในสูตรที่ ๑.

จบ  อรรถกถาอมนาปสูตรที่ ๑


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 68

๒.  มนาปสูตร

 

ว่าด้วยบุรุษผู้ประกอบด้วยองค์ ๕

 

เป็นที่ถูกใจและไม่ถูกใจของมาตุคาม

 

[๔๖๐]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุรุษผู้ประกอบด้วยองค์ ๕  ย่อมไม่

เป็นที่ชอบใจของมาตุคามโดยส่วนเดียว   องค์  ๕   เป็นไฉน.    คือ   รูปไม่

สวย ๑   ไม่มีโภคสมบัติ ๑   ไม่มีมารยาท ๑   เกียจคร้าน  ๑   ไม่ได้บุตร

เพื่อเขา ๑   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    บุรุษผู้ประกอบด้วยองค์ ๕    เหล่านี้แล

ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของมาตุคามโดยส่วนเดียว.

[๔๖๑]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษผู้ประกอบด้วยองค์ ๕  ย่อมเป็น

ที่ชอบใจของมาตุคามโดยส่วนเดียว   องค์ ๕   เป็นไฉน.   คือ   มีรูปสวย  ๑

มีโภคสมบัติ ๑    มีมารยาท ๑    ขยันไม่เกียจคร้าน ๑    ได้บุตรเพื่อเขา ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุรุษผู้ประกอบด้วยองค์ ๕  เหล่านี้แล   ย่อมเป็นที่ชอบ

ใจของมาตุคามโดยส่วนเดียว.

จบ มนาปสูตรที่ ๒

 

๓.  อาเวณิกสูตร

 

ว่าด้วยความทุกข์เฉพาะของมาตุคาม ๕ ประการ

 

[๔๖๒]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ความทุกข์แผนกหนึ่งของมาตุคามที่

ตนจะต้องเสวย   เว้นจากบุรุษ  ๕   อย่างนี้    ความทุกข์ ๕   อย่างเป็นไฉน.

คือ  มาตุคามในโลกนี้   เมื่อยังกำลังสาวไปสู่สกุลผัวเว้นจากญาติ   อันนี้เป็น

ความทุกข์แผนกหนึ่งของมาตุคามข้อต้นที่ตนจะต้องเสวย   เว้นจากบุรุษ.

๑.  สูตรที่ ๒ ไม่มีอรรถกถาแก้


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 69

[๔๖๓]     อีกประการหนึ่ง    มาตุคามมีระดู    อันนี้เป็นความทุกข์

แผนกหนึ่งของมาตุคามข้อที่  ๒   ที่ตนจะต้องเสวย   เว้นจากบุรุษ.

[๔๖๔]   อีกประการหนึ่ง   มาตุคามมีครรภ์   อันนี้เป็นความทุกข์

แผนกหนึ่งของมาตุคามข้อที่  ๓   ที่ตนจะต้องเสวย   เว้นจากบุรุษ.

[๔๖๕]  อีกประการหนึ่ง   มาตุคามคลอดบุตร    อันนี้เป็นความ

ทุกข์แผนกหนึ่งของมาตุคามข้อที่ ๔   ที่ตนจะต้องเสวย   เว้นจากบุรุษ.

[๔๖๖]   อีกประการหนึ่ง      มาตุคามเข้าถึงความเป็นหญิงบำเรอ

ของบุรุษ   อันนี้เป็นความทุกข์แผนกหนึ่งของมาตุคามข้อที่  ๕   ที่ตนจะต้อง

เสวยเว้นจากบุรุษ   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ความทุกข์แผนกหนึ่งของมาตุคาม

ที่ตนจะต้องเสวย   เว้นจากบุรุษ ๕   อย่างนี้แล.

จบ อาเวณิกสูตรที่ ๓

 

อรรถกถาอาเวณิกสูตรที่ ๓

 

พึงทราบวินิจฉัยในอาเวณิกสูตรที่  ๓  ดังต่อไปนี้.

บทว่า   อาเวณิกานิ   ความว่า   ทุกข์เฉพาะบุคคลคือไม่ทั่วไปด้วย

พวกบุรุษ.   บทว่า   ปาริจริย   คือมาตุคามย่อมเข้าถึงความเป็นหญิงบำเรอ.

จบ  อรรถกถาอาเวณิกสูตรที่ ๓


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 70

๔.  มาตุคามสูตร

 

ว่าด้วยมาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ  ย่อมเข้าถึงอบาย

 

[๔๖๗]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๓

ประการ   โดยมากเมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงอบาย    ทุคติ   วินิบาต

นรก     ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน.  คือ   มาตุคามในโลกนี้    เวลาเช้ามีใจ

อันมลทิน    คือความตระหนี่กลุ้มรุมแล้วอยู่ครองเรือน   เวลาเที่ยงมีใจอัน

ความริษยากลุ้มรุมแล้วอยู่ครองเรือน เวลาเย็นมีใจอันกามราคะกลุ้มรุมแล้ว

อยู่ครองเรือน  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประ-

การนี้แล   โดยมากเมื่อแตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึง  อบาย   ทุคติ   วินิบาต

นรก.

จบ  มาตุคามสูตรที่  ๔

 

อรรถกถามาตุคามสูตรที่ ๔

 

พึงทราบวินิจฉัยในมาตุคามสูตรที่  ๔  ดังต่อไปนี้

บทว่า   มจฺเฉรมลปริยุฏิเตน   ความว่า  ก็ในเวลาเช้า   มาตุคาม

ปรารภเพื่อจะทำการงานที่มีกังวลอยู่ในน้ำนม    นมส้มและการหุงเป็นต้น.

แม้บุตรน้อยทั้งหลาย   ร้องขออยู่    ย่อมไม่ปรารถนาเพื่อจะให้อะไร.   ด้วย

เหตุนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้า   จึงตรัสคำนั้นว่า   เวลาเช้า   มีใจอันมลทิน

คือความตระหนี่กลุ้มรุมแล้ว.  ส่วนเวลาเที่ยงมาตุคาม  ย่อมถูกความโกรธ

ครอบงำ.     เมื่อไม่ได้ทะเลาะกันภายในเรือน    ก็ย่อมทำการทะเลาะกันใน


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 71

เรือนของชนที่คุ้นเคยกัน    และย่อมเที่ยวสอดส่องดูที่ยืนและที่นั่งของสามี

ด้วยเหตุนั้นพระองค์    จึงตรัสว่า    เวลาเที่ยง    มีใจอันความริษยากลุ้มรุม

แล้ว.  ส่วนในเวลาเย็น  จิตของหญิงนั้น  ย่อมน้อมไปเพื่อเสพอสัทธรรม.

ด้วยเหตุนั้น   พระองค์    จึงตรัสว่า   เวลาเย็นมีใจอันกามราคะกลุ้มรุมแล้ว.

จบ  อรรถกถามาตุคามสูตรที่ ๔

 

๕.  อนุรุทธสูตร

 

ว่าด้วยมาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการย่อมเข้าถึงอบาย

 

[๔๖๘]   ครั้งนั้นแล     ท่านพระอนุรุทธะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ

ภาคเจ้าถึงที่ประทับ ฯ ล ฯ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ   ขอประทานพระวโรกาส   ข้าพระองค์ได้เห็นมาตุคามเมื่อ

แตกกายตายไป   เข้าถึงอบาย   ทุคติ   วินิบาต    นรก    ด้วยทิพยจักษุอัน

บริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   มาตุคามผู้ประกอบด้วย

ธรรมเท่าไรหนอ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ  วินิบาต  นรก

[๔๖๙]   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   ดูก่อนอนุรุทธะ   มาตุคาม

ผู้ประกอบด้วยธรรม   ๕ ประการ     เมื่อแตกกายตายไป     ย่อมเข้าถึงอบาย

ทุคติ  วินิบาต  นรก   ธรรม  ๕   ประการเป็นไฉน.  คือ  มาตุคามเป็นผู้ไม่

ศรัทธา ๑  ไม่มีหิริ ๑  ไม่มีโอตตัปปะ ๑   มักโกรธ   ๑  มีปัญญาทราม ๑

ดูก่อนอนุรุทธะ   มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม  ๕  ประการนี้แล   เมื่อแตก

กายตายไป   ย่อมเข้าถึงอบาย   ทุคติ   วินิบาต   นรก.

จบ  อนุรุทธสูตรที่  ๔

สูตรที่ ๕ เป็นต้น  มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 72

๖.  อุปนาหีสูตร

 

ว่าด้วยมาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการย่อมเข้าถึงอบาย

 

[๔๗๐]  ดูก่อนอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม  ๕  ประการ

เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงอบาย    ทุคติ   วินิบาต    นรก     ธรรม ๕

ประการเป็นไฉน.  คือ   มาตุคามเป็นผู้ไม่มีศรัทธา  ๑   ไม่มีหิริ  ๑   ไม่มี

โอตตัปปะ  ๑  มักผูกโกรธ  ๑  มีปัญญาทราม  ๑   ดูก่อนอนุรุทธะ  มาตุคาม

ผู้ประกอบด้วยธรรม  ๕  ประการนี้แล    เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึง

อบาย  ทุคติ  วินิบาต   นรก.

จบ  อุปนาหีสูตรที่  ๖

 

๗.  อิสสุกีสูตร

 

ว่าด้วยมาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม  ๕ ประการย่อมเข้าถึงอบาย

 

[๔๗๑]  ดูก่อนอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม   ๕  ประการ

เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงอบาย    ทุคติ   วินิบาต    นรก   ธรรม    ๕

ประการเป็นไฉน.  คือ   มาตุคามเป็นผู้ไม่มีศรัทธา  ๑   ไม่มีหิริ  ๑   ไม่มี

โอตตัปปะ ๑  มีความริษยา ๑  มีปัญญาทราม ๑  ดูก่อนอนุรุทธะ    มาตุคาม

ผู้ประกอบด้วยธรรม  ๕   ประการนี้แล    เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึง

อบาย  ทุคติ  วินิบาต  นรก.

จบ  อิสสุกีสูตรที่ ๗


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 73

๘.  มัจฉรีสูตร

 

ว่าด้วยมาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการย่อมเข้าถึงอบาย

 

[๔๗๒]   ดูก่อนอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ

เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงอบาย    ทุคติ   วินิบาต    นรก   ธรรม   ๕

ประการเป็นไฉน.    คือ   มาตุคามเป็นผู้ไม่มีศรัทธา  ๑    ไม่มีหิริ  ๑   ไม่มี

โอตตัปปะ ๑  มีความตระหนี่  ๑  มีปัญญาทราม ๑  ดูก่อนอนุรุทธะ  มาตุคาม

ผู้ประกอบด้วยธรรม   ๕   ประการนี้แล    เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึง

อบาย  ทุคติ  วินิบาต   นรก.

จบ  มัจฉรีสูตรที่  ๘

 

๙.  อติจารสูตร

 

ว่าด้วยมาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม  ๕  ประการย่อมเข้าถึงอบาย

 

[๔๗๓]   ดูก่อนอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ

เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงอบาย    ทุคติ   วินิบาต    นรก   ธรรม   ๕

ประการเป็นไฉน.  คือ  มาตุคามเป็นผู้ไม่มีศรัทธา  ๑  ไม่มีหิริ ๑   ไม่มี

โอตตัปปะ  ๑   ประพฤตินอกใจ  ๑   มีปัญญาทราม   ๑   ดูก่อนอนุรุทธะ

มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม  ๕  ประการนี้แล   เมื่อแตกกายตายไป   ย่อม

เข้าถึงอบาย   ทุคติ   วินิบาต   นรก.

จบ  อติจารีสูตรที่  ๙


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 74

๑๐.  ทุสสีลสูตร

 

ว่าด้วยมาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม  ๕  ประการย่อมเข้าถึงอบาย

 

[๔๗๔]  ดูก่อนอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ

เมื่อแตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงอบาย    ทุคติ    วินิบาต     นรก    ธรรม  ๕

ประการเป็นไฉน.   คือ   มาตุคามเป็นผู้ไม่มีศรัทธา  ๑ ไม่มีหิริ  ๑   ไม่มี

โอตตัปปะ ๑  เป็นคนทุศีล ๑  มีปัญญาทราม  ๑  ดูก่อนอนุรุทธะ  มาตุคาม

ผู้ประกอบด้วยธรรม   ๕   ประการนี้แล    เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึง

อบาย   ทุคติ  วินิบาต  นรก.

จบ  ทุสสีลสูตรที่  ๑๐

 

๑๑.   อัปปัสสุตสูตร

 

ว่าด้วยมาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม  ๕  ประการย่อมเข้าถึงอบาย

 

[๔๗๕]  ดูก่อนอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ

เมื่อแตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงอบาย    ทุคติ    วินิบาต   นรก   ธรรม  ๕

ประการเป็นไฉน.   คือ   มาตุคามเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑    ไม่มีหิริ  ๑     ไม่มี

โอตตัปปะ ๑  มีสุตะน้อย ๑  มีปัญญาทราม ๑  ดูก่อนอนุรุทธะ  มาตุคาม

ผู้ประกอบด้วยธรรม   ๕   ประการนี้แล    เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึง

อบาย  ทุคติ  วินิบาต  นรก.

จบ  อัปปัสสุตสูตรที่  ๑๑


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 75

๑๒.  กุสีตสูตร

 

ว่าด้วยมาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการย่อมเข้าถึงอบาย

 

[๔๗๖]  ดูก่อนอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม  ๕ ประการ

เมื่อแตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงอบาย    ทุคติ   วินิบาต    นรก    ธรรม  ๕

ประการเป็นไฉน.  คือ   มาตุคามเป็นผู้ไม่มีศรัทธา  ๑   ไม่มีหิริ  ๑   ไม่มี

โอตตัปปะ ๑   เกียจคร้าน ๑   มีปัญญาทราม ๑   ดูก่อนอนุรุทธะ  มาตุคาม

ผู้ประกอบด้วยธรรม   ๕   ประการนี้แล    เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึง

อบาย  ทุคติ  วินิบาต  นรก

จบ  กุสีตสูตรที่  ๑๒

 

๑๓.  มุฏฐัสสติสูตร

 

ว่าด้วยมาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประกอย่อมเข้าถึงอบาย

 

[๔๗๗]  ดูก่อนอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ

เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงอบาย   ทุคติ   วินิบาต    นรก   ธรรม  ๕

ประการเป็นไฉน.  คือ  มาตุคามเป็นผู้ไม่มีศรัทธา  ๑   ไม่มีหิริ ๑   ไม่มี

โอตตัปปะ  ๑  มีสติหลง  ๑  มีปัญญาทราม  ๑  ดูก่อนอนุรุทธะ  มาตุคาม

ผู้ประกอบด้วยธรรม  ๕   ประการนี้แล    เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึง

อบาย  ทุคติ  วินิบาต  นรก.

จบ  มุฏฐัสสติสูตรที่  ๑๓


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 76

๑๔.   ปัญจเวรสูตร

 

ว่าด้วยมาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม  ๕  ประการย่อมเข้าถึงอบาย

 

[๔๗๘]  ดูก่อนอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม  ๕ ประการ

เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงอบาย    ทุคติ    วินิบาต    นรก    ธรรม  ๕

ประการเป็นไฉน.   คือ   มาตุคามเป็นผู้ฆ่าสัตว์  ๑   ลักทรัพย์   ๑   ประพฤติ

ผิดในกาม ๑   พูดเท็จ ๑   ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความ

ประมาท   ดูก่อนอนุรุทธะ  มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล

เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงอบาย    ทุคติ    วินิบาต    นรก.

จบ  ปัญจเวรสูตรที่ ๑๔

จบ  เปยยาลวรรคที่ ๑

 

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้

ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสในฝ่ายดำ   คือ

๑.  อมนาปสูตร   ๒.  มนาปสูตร   ๓. อาเวณิกสูตร   ๔. มาตุคาม-

สูตร   ๕.   อนุรุทะสูตร   ๖.  อุปนาหีสูตร   ๗.  อิสสุกีสูตร   ๘.  มัจฉรีสูตร

๙.   อติจารีสูตร   ๑๐.   ทุสสีลสูตร   ๑๑.   อัปปัสสุตสูตร   ๑๒.   กุสีตสูตร

๑๓.   มุฏฐัสสติสูตร   ๑๔.    ปัญจเวรสูตร.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 77

เปยยาลวรรคที่ ๒

 

๑. อักโกธนสูตร

 

ว่าด้วยมาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการย่อมเข้าถึงสุคติ

 

[๔๗๙]   ครั้งนั้นแล     ท่านพระอนุรุทธะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ

ภาคเจ้าถึงที่ประทับ  ฯลฯ  ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ     ขอประทานพระวโรกาส        ข้าพระองค์เห็นมาตุคาม

เมื่อแตกกายตายไปเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์   ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์     ล่วง

จักษุของมนุษย์      ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ       มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม

เท่าไรหนอ    เมื่อแตกกายตายไป     ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์     พระผู้มี-

พระภาคเจ้าตรัสว่า     ดูก่อนอนุรุทธะ     มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕

ประการ  เมื่อแตกกายตายไป    ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ธรรม   ๕ ประการ

เป็นไฉน.   คือ   มาตุคามเป็นผู้มีศรัทธา ๑  มีหิริ    มีโอตตัปปะ ๑  ไม่มัก

โกรธ  ๑  มีปัญญา ๑   ดูก่อนอนุรุทธะ     มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม  ๕

ประการนี้แล   เมื่อแตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

๒.  อนุปนาหีสูตร

 

ว่าด้วยมาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการย่อมเข้าถึงสุคติ

 

[๔๘๐]   ดูก่อนอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ

เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน.

คือ   มาตุคามเป็นผู้มีศรัทธา  ๑   มีหิริ  ๑   มีโอตตัปปะ  ๑  ไม่ผูกโกรธ  ๑

มีปัญญา ๑  ดูก่อนอนุรุทธะ  มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล

เมื่อแตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.

๑.  วรรคที่   ๒  ไม่มีอรรถกถาแก้.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 78

๓.  อนิสสุกีสูตร

 

ว่าด้วยมาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการย่อมเข้าถึงสุคติ

 

[๔๘๑]  ดูก่อนอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม   ๕ ประการ

เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน.

คือ   มาตุคามเป็นผู้มีศรัทธา ๑  มีหิริ  ๑  มีโอตตัปปะ  ๑   ไม่มีความริษยา

มีปัญญา ๑  ดูก่อนอนุรุทธะ  มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล

เมื่อแตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.

 

๔.  อันจฉรีสูตร

 

ว่าด้วยมาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการย่อมเข้าถึงสุคติ

 

[๔๘๒]  ดูก่อนอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ

เมื่อแตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ธรรม  ๕ ประการเป็นไฉน.

คือ มาตุคามเป็นผู้มีศรัทธา ๑ มีหิริ ๑  มีโอตตัปปะ ๑ ไม้มีความตระหนี่ ๑

มีปัญญา  ๑ฯลฯ  ไม่ประพฤตินอกใจ  ๑   มีปัญญา  ๑ฯลฯ  มีศีล ๑

มึปัญญา  ๑ฯลฯ  มีสุตะมาก  ๑  มีปัญญา  ๑ฯลฯ   ปรารภความเพียร ๑

มีปัญญา ๑, ฯลฯ  มีสติตั้งมั่น ๑ มีปัญญา ๑  ดูก่อนอนุรุทธะ  มาตุคามประ

กอบด้วยธรรม  ๕ ประการนี้แล   เมื่อแตกกายตายไป   ย่อมเข้าถึงสุคติโลก

สวรรค์.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 79

๑๐.  ปัญจสีลสูตร

 

ว่าด้วยมาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการย่อมเข้าถึงสุคติ

 

[๔๘๓]   ดูก่อนอนุรุทธะ  มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ

เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน.

คือ  มาตุคามเป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์  ๑   จากการลักทรัพย์  ๑   จากการ

ประพฤติผิดในกาม ๑  จากการพูดเท็จ ๑ จากดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย

อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๑ ดูก่อนอนุรุทธะ  มาตุคามผู้ประกอบด้วย

ธรรม ๕ ประการนี้แล  เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.

จบ  เปยยาลวรรคที่  ๒

 

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้

ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสในฝ่ายขาว  คือ

๑.  อักโกธนสูตร  ๒.  อนุปนาหีสูตร  ๓.  อนิสสุกีสูตร  ๔.  อมัจฉรี-

สูตร   ๕.  อนติจารีสูตร   ๖.  สีลวาสูตร   ๗.  พหุสสุตสูตร   ๘   วิริยสูตร

๙.  สติสูตร    ๑๐.  ปัญจสีลสูตร.

ข้อความของสูตรที่  ๕    ถึงสูตรที่   ๙

รวมอยู่ในสูตรที่ ๔ คือ    อมัจฉรีสูตร


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 80

มาตุคามพลวรรคที่ ๓

 

๑.  วิสารทสูตร

 

ว่าด้วยกำลังของมาตุคาม ๕ ประการ

 

[๔๘๔]     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     กำลังของมาตุคาม  ๕  ประการนี้

๕ ประการเป็นไฉน.  กำลังคือรูป ๑  กำลังคือโภคะ ๑  กำลังคือญาติ ๑  กำลัง

คือบุตร  ๑ กำลังคือศีล ๑  กำลังของมาตุคาม  ๕  นี้แล   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

มาตุคามผู้ประกอบด้วยกำลัง  ๕  ประการนี้แล  เป็นผู้สามารถอยู่ครองเรือน.

จบ  วิสารทสูตรที่ ๑

 

มาตุคามพลวรรคที่ ๓

 

อรรถกถาวิสารทสุตรที่ ๑

 

พึงทราบวินิจฉัยใน วิสารทสูตรที่  ๑ ดังต่อไปนี้

ในบทเป็นอาทิว่า  รูปพล ความว่า    ความถึงพร้อมแห่งรูป   ชื่อว่า

รูปพละ.   ความถึงพร้อมแห่งโภคะ ชื่อว่า โภคพละ  ความถึงพร้อมแห่งญาติ

ชื่อว่า  ญาติพละ.  ความถึงพร้อมแห่งบุตร  ชื่อว่า ปุตตพละ.   ความถึงพร้อม

แห่งศีล   ชื่อว่า สีลพละ.   ก็เมื่อรักษาศีล ๕ หรือศีล  ๑.   ไม่ขาด   ชื่อว่า

สีลพละ   คือความถึงพร้อมแห่งศีล.     บทว่า   อิมานิ  โข  ภิกฺขเว  ปญฺจ

พลานิ   ความว่าพละ ๕ เหล่านี้    ท่านเรียก   ชื่อว่าพละ    เพราะอรรถว่า

เป็นเครื่องสนับสนุน   ( อุปถัมภ์ )

จบ อรรถกถาวิสารทสูตรที่ ๑

๑. อรรถกถาจัดเป็นสูตรที่ ๑๐ ในเปยยาลวรรค  พระไตรปิฎกเป็นสูตรที่ ๑ ใน

มาตุคามพลวรรคที่ ๓


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 81

๒.  ปสัยหสูตร

 

ว่าด้วยกำลังของมาตุคาม ๕ ประการ

 

[๔๘๕]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   กำลังของมาตุคาม  ๕ ประการนี้  ๕

ประการเป็นไฉน.    กำลังคือรูป ๑  กำลังคือโภคะ ๑  กำลังคือญาติ ๑ กำลังคือ

บุตร ๑ กำลังคือศีล ๑  กำลังของมาตุคาม ๕ นี้แล  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  มาตุ-

คามผู้ประกอบด้วยกำลัง  ๕  ประการนี้แล   ย่อมบังคับสามีอยู่ครองเรือนได้.

จบ  ปสัยหสูตรที่ ๒

 

อรรถกถาปสัยหสูตรที่  ๒

 

บทว่า   ปสยฺห  คือครอบงำแล้ว

จบ  อรรถกถาปสัยหสูตรที่ ๒

 

๓.  อภิภุยยสูตร

 

ว่าด้วยกำลังของมาตุคาม ๕ ประการของบุรุษประการเดียว

 

[๔๘๖]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    กำลังของมาตุคาม  ๕  ประการนี้

๕  ประการเป็นไฉน.    กำลังคือรูป  ๑   กำลังคือโภคะ  ๑   กำลังคือญาติ ๑

กำลังคือบุตร  ๑   กำลังคือศีล  ๑   กำลังของมาตุคาม ๕   นี้แล    มาตุคามผู้

ประกอบด้วยกำลัง  ๕  ประการนี้   ย่อมประพฤติข่มขี่สามีได้  ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย     ส่วนบุรุษผู้ประกอบด้วยกำลังอย่างเดียว     ย่อมประพฤติข่มขี่

มาตุคามได้       กำลังอย่างเดียวเป็นไฉน.      ได้แก่กำลังคือความเป็นใหญ่

๑. อรรถกถาจัดไว้เป็นสูตรที่ ๑๐ ในเปยยาลวรรค  พระไตรปิฎกเป็นสูตรที่ ๒ ใน

มาตุคามพลวรรคที่ ๓

๒.  สูตรที่ ๓-๑๐ ไม่มีอรรถกถาแก้.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 82

กำลังคือรูป      ย่อมป้องกันมาตุคามผู้ถูกบุรุษข่มขี่แล้วได้     กำลังคือโภคะ.

กำลังคือญาติ  กำลังคือบุตร   กำลังคือศีล   ป้องกันไม่ได้

จบ  อภิภุยยสูตรที่ ๓

 

อรรถกถาอภิภุยยสูตรที่  ๓

 

บทว่า   อภิภุยฺย   วตฺตติ  ได้แก่  ย่อมครอบงำ  คือ  ข่มขี่.  บทว่า

เนว   รูปพล   ตายติ   ความว่า   กำลังคือรูป   ย่อมไม่สามารถจะป้องกัน

คือรักษาได้เลย.

จบ อรรถกถาอภิภุยยสูตรที่  ๓

 

๔. อังคสูตร

 

ว่าด้วยกำลังของมาตุคาม ๕ ประการ

 

[๔๘๗]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    กำลังของมาตุคาม  ๕  ประการนี้

๕    ประการเป็นไฉน.   กำลังคือรูป  ๑   กำลังคือโภคะ  ๑   กำลังคือญาติ ๑

กำลังคือบุตร  ๑   กำลังคือศีล  ๑.

[๔๘๘]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็มาตุคามผู้ประกอบด้วยกำลังคือรูป

แต่ไม่ประกอบด้วยกำลังคือโภคะ     อย่างนี้ชื่อว่ายังไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น

แต่เมื่อมาตุคามประกอบด้วยกำลังคือรูปและกำลังคือโภคะ    อย่างนี้ชื่อว่า

บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น  ก็มาตุคามผู้ประกอบด้วยกำลังคือรูปและกำลังคือโภคะ

แต่ไม่ประกอบด้วยกำลังคือญาติ     อย่างนี้ชื่อว่ายังไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น

แต่เมื่อมาตุคามประกอบด้วยกำลังคือรูป    กำลังคือโภคะ    และกำลังคือญาติ

อย่างนี้ชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยองค์นั้น ก็มาตุคามผู้ประกอบด้วยกำลังคือรูป กำลัง


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 83

คือโภคะ  และกำลังคือญาติ   แต่ไม่ประกอบด้วยกำลังคือบุตร  อย่างนี้ชื่อว่า

ยังไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น   แต่เมื่อมาตุคามประกอบด้วยกำลังคือรูป   กำลัง

คือโภคะ  กำลังคือญาติ  และกำลังคือบุตร อย่างนี้ชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยองค์นั้น

ก็มาตุคามผู้ประกอบด้วยกำลังคือรูป    กำลังคือโภคะ    กำลังคือญาติ    และ

กำลังคือบุตร    แต่ไม่ประกอบด้วยกำลังคือศีล    อย่างนี้ชื่อว่ายังไม่บริบูรณ์

ด้วยองค์นั้น  แต่เมื่อมาตุตามประกอบด้วยกำลังคือรูป  กำลังคือโภคะ  กำลัง

คือญาติ   กำลังคือบุตร   และกำลังคือศีล  อย่างนี้ชื่อว่าบริบูรณ์ด้วยองค์นั้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   กำลังของมาตุคาม ๕ ประการนี้แล.

จบ  อังคสูตรที่ ๔

 

๕.  นาสยิตถสูตร

 

ว่าด้วยมาตุคามผู้ไม่ประกอบด้วยกำลัง ๕ ถูกพวกญาติให้พินาศ

 

[๔๘๙]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     กำลังของมาตุคาม ๕  ประการนี้

๕ ประการเป็นไฉน.  กำลังคือรูป ๑ กำลังคือโภคะ ๑  กำลังคือญาติ ๑  กำลัง

คือบุตร ๑ กำลังคือศีล ๑

[๔๙๐]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็มาตุคามผู้ประกอบด้วยกำลังคือ

รูป   แต่ไม่ประกอบด้วยกำลังคือศีล   พวกญาติย่อมยังมาตุคามนั้นให้พินาศ

คือไม่ให้อยู่ในสกุล     มาตุคามผู้ประกอบด้วยกำลังคือรูปและกำลังคือโภคะ

แต่ไม่ประกอบด้วยกำลังคือศีล   พวกญาติย่อมยังมาตุคามนั้นให้พินาศ  คือ

ให้อยู่ในสกุล   มาตุคามผู้ประกอบด้วยกำลังคือรูป   กำลังคือโภคะ   และ

กำลังคือญาติ   แต่ไม่ประกอบด้วยกำลังคือศีล  พวกญาติย่อมยังมาตุคามนั้น

ให้พินาศ  คือไม่ให้อยู่ในสกุล  มาตุคามผู้ประกอบด้วยกำลังคือรูป  กำลังคือ

โภคะ   กำลังคือญาติ    และกำลังคือบุตร     แต่ไม่ประกอบด้วยกำลังคือศีล


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 84

พวกญาติย่อมยังมาตุคามนั้นให้พินาศ   คือไม่ให้อยู่ในสกุล  แต่เมื่อมาตุคาม

ประกอบด้วยกำลังคือรูป     กำลังคือโภคะ    กำลังคือญาติ    กำลังคือบุตร

และกำลังคือศีล     พวกญาติย่อมยังมาตุคามนั้นให้อยู่ในสกุล     ย่อมไม่ให้

พินาศ  มาตุคามผู้ประกอบด้วยกำลังคือศีล   แต่ไม่ประกอบด้วยกำลังคือรูป

พวกญาติย่อมย่อมยังมาตุคามนั้นให้อยู่ในสกุล  ย่อมไม่ให้พินาศ  ก็มาตุคาม

ผู้ประกอบด้วยกำลังคือศีล  แต่ไม่ประกอบด้วยกำลังคือโภคะ  พวกญาติย่อม

ยังมาตุคามนั้นให้อยู่ในสกุล  ย่อมไม่ให้พินาศ มาตุคามผู้ประกอบด้วยกำลัง

คือศีล    แต่ไม่ประกอบด้วยกำลังคือญาติ    พวกญาติย่อมยังมาตุคามนั้นให้

อยู่ในสกุล   ย่อมไม่ให้พินาศ   มาตุคามผู้ประกอบด้วยกำลังคือศีล    แต่ไม่

ประกอบด้วยกำลังคือบุตร  พวกญาติย่อมยังมาตุคามนั้นให้อยู่ในสกุล  ย่อม

ไม่ให้พินาศ  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   กำลังของมาตุคาม ๕ ประการนี้แล.

จบ  มาสยิตถสูตร ๕

 

อรรถกถานาสยิตถสูตรที่ ๕

 

บทว่า   นาเสนฺเตว  น  กุเล  น  วาเสนฺติ   ความว่า   พวกญาติ

คิดว่า   หญิงทุศีล  เสียมารยาท  ประพฤตินอกใจ  ดังนี้   จึงจับคอนำออกไป

คือไม่ให้อยู่ในตระกูลนั้น.  บทว่า   วาเสนฺเตว  น   กุเล   น  นาเสนฺติ

ความว่า พวกญาติรู้ว่าประโยชน์อะไรด้วยรูปหรือด้วยโภคะเป็นต้น หญิงนี้

เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์    มีมารยาทดีงาม   จึงให้อยู่ในตระกูลนั้น   ไม่ให้พินาศ

คำที่เหลือในที่ทั้งปวง   มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.

จบ  อรรถกถานาสยิตถสูตรที่ ๕


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 85

๖.   เหตุสูตร

 

ว่าด้วยมาตุคามผู้ประกอบด้วยกำลัง ๕ ย่อมเข้าถึงสวรรค์

 

[๔๙๑]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  กำลังของมาตุคาม ๕ ประการ

เป็นไฉน.  กำลังคือรูป ๑  กำลังคือโภคะ ๑  กำลังคือญาติ ๑ กำลังคือบุตร ๑

กำลังคือศีล ๑

[๔๙๒]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   มาตุคามเมื่อแตกกายตายไป  ย่อม

เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เพราะกำลังคือรูปเป็นเหตุ   เพราะกำลังคือโภคะเป็น

เหตุ  เพราะกำลังคือญาติเป็นเหตุ  หรือเพราะกำลังคือบุตรเป็นเหตุ  หามิได้

แต่ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เพราะกำลังคือศีลเป็นเหตุ      ดูก่อนภิกษุทั้ง

หลาย   กำลังของมาตุคาม  ๕ ประการนี้ แล.

จบ เหตุสูตรที่ ๖

 

๗.  ฐานสูตร

 

ว่าด้วยฐานะที่ได้ยาก ๕ ประการ

 

[๔๙๓]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ฐานะ ๕ ประการนี้   อันมาตุคาม

ผู้มิได้ทำบุญไว้ยากที่จะได้    ฐานะ ๕ ประการเป็นไฉน.   คือ    ขอเราพึง

เกิดในสกุลอันสมควร   นี้เป็นฐานะข้อที่  ๑  อันมาตุคามผู้มีได้ทำบุญไว้ยากที่

จะได้   เกิดในสกุลอันสมควรแล้ว   ขอเราพึงไปสู่สกุลอันสมควร   นี้เป็น

ฐานะข้อที่  ๒. . . เกิดในสกุลอันสมควรแล้ว  ไปสู่สกุลอันสมควรแล้ว  ขอ

เราพึงอยู่ครองเรือนปราศจากหญิงร่วมสามี  นี้เป็นฐานะข้อที่  ๓ . . . เกิดใน

สกุลอันสมควรแล้ว     ไปสู่สกุลอันสมควรแล้ว     อยู่ครองเรือนปราศจาก

หญิงร่วมสามี    ขอเราพึงมีบุตร    นี้เป็นฐานะข้อที่ ๔ . . . เกิดในสู่สกุลอัน

สมควรแล้ว    ไปสู่สกุลอันสมควรแล้ว    อยู่ครองเรือนปราศจากหญิงร่วม

สามี มีบุตร   ขอเราประพฤติครอบงำสามี   นี้เป็นฐานะข้อที่  ๕ อันมาตุคาม


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 86

ผู้มิได้ทำบุญไว้ยากที่จะได้   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ฐานะ ๕ ประการนี้

อันมาตุคามผู้มิได้ทำบุญไว้ยากที่จะได้.

จบ  ฐานสูตรที่ ๗

 

๘. วิสารทสูตร

 

ว่าด้วยฐานะ  ๕  ประการ  ผู้ทำบุญไว้ย่อมได้โดยง่าย

 

[๔๙๔]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ฐานะ ๕ ประการนี้  อันมาตุคาม

ผู้ทำบุญไว้ได้โดยง่าย  ฐานะ ๕ ประการเป็นไฉน.  คือ  ขอเราพึงเกิดใน

สกุลอันสมควร    นี้เป็นฐานะข้อที่  ๑     อันมาตุคามผู้ทำบุญไว้ได้โดยง่าย

เกิดในสกุลอันสมควรแล้ว     ขอเราพึงไปสู่สกุลอันสมควร    นี่เป็นฐานะ

ข้อที่ ๒. . .เกิดในสกุลอันสมควรแล้ว  ไปสู่สกุลอันสมควรแล้ว   ขอเรา

พึงอยู่ครองเรือนปราศจากหญิงร่วมสามี    นี้เป็นฐานะข้อที่  ๓ . . .เกิดใน

สกุลอันสมควรแล้ว  ไปสู่สกุลอันสมควรแล้ว  อยู่ครองเรือนปราศจากหญิง

ร่วมสามี  ขอเราพึงมีบุตร  นี้เป็นฐานะข้อที่  ๔. . .เกิดในสกุลอันสมควร

แล้ว ไปสู่สกุลอันสมควรแล้ว อยู่ครองเรือนปราศจากหญิงร่วมสามี  มีบุตร

ขอเราพึงประพฤติครอบงำสามี   นี้เป็นฐานะข้อที่   ๕   อันมาตุคามผู้ทำบุญ

ไว้ ได้โดยง่าย  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ฐานะ  ๕ ประการนี้แล   อันมาตุคาม

ผู้ทำบุญไว้ได้โดยงง่าย.

จบ  วิสารทสูตรที่ ๘

 

๙.  ปัญจเวรสูตร

 

ว่าด้วยมาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ

 

สามารถอยู่ครองเรือน

 

[๔๙๕]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม   ๕

ประการ  เป็นผู้สามารถอยู่ครองเรือน    ธรรม  ๕ ประการเป็นไฉน.   คือ


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 87

มาตุคามเป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์  ๑     จากการลักทรัพย์  ๑     จากการ

ประพฤติผิดในกาม  ๑    จากการพูดเท็จ  ๑    จากการดื่มน้ำเมาคือสุราและ

เมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท  ๑     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     มาตุคาม

ผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล   เป็นผู้สามารถอยู่ครองเรือน.

จบ  ปัญจเวรสุตรที่ ๙

 

๑๐.  วัฑฒิสูตร

 

ว่าด้วยอริยสาวิกาย่อมเจริญด้วยธรรม ๕ ประการ

 

[๔๙๖]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      อริยสาวิกาเมื่อเจริญด้วยวัฑฒิ-

ธรรม  ๕ ประการ   ย่อมเจริญด้วยวัฑฒิธรรมอันเป็นอริยะ   เป็นผู้ถือเอา

สาระและถือเอาสิ่งประเสริฐของกายไว้ได้      วัฑฒิธรรม  ๕  ประการเป็น

ไฉน.  คือ  อริยสาวิกาย่อมเจริญด้วยศรัทธา ๑    ศีล ๑   สุตะ ๑   จาคะ ๑

ปัญญา ๑    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    อริยสาวิกาเมื่อเจริญด้วยวัฑฒิธรรม  ๕

ประการนี้แล   ย่อมเจริญด้วยวัฑฒิธรรมอันเป็นอริยะ    เป็นผู้ถือเอาสาระ

และถือเอาสิ่งประเสริฐแห่งกายไว้ได้.

สตรีใดเจริญด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา สตรี

เช่นนั้น    เป็นอุบาสิกาผู้มีศีล  ย่อมถือสาระของตนในโลกนี้ไว้ได้.

จบ วัฑฒิสูตรที่ ๑๐

จบ  มาตุคามพลวรรคที่ ๓

 

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้  คือ

๑.  วิสารทสูตร  ๒.  ปสัยหสูตร  ๓.  อภิภุยยสูตร   ๔.  อังคสูตร

๕  นาสยิตถสูตร  ๖.  เหตุสูตร   ๗.  ฐานะสูตร  ๘.  วิสารทสูตร

๙.  ปัญจเวรสูตร  ๑๐.  วัฑฒิสูตร.

จบ  มาตุคามสังยุต


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 88

๔.  ชัมพุขาทกสังยุต

๑. นิพพานปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหานิพพาน

[๔๙๗]  สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรอยู่ ณ บ้านนาลคาม แคว้น

มคธ    ครั้งนั้นแล   ปริพาชกชื่อว่าชัมพุขาทก   เข้าไปหาท่านพระสารีบุตร

ถึงที่อยู่    ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร     ครั้นผ่านการปราศรัยพอใจ

ระลึกถึงกันไปแล้ว    จึงนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง    ครั้นแล้วได้ถามท่าน

พระสารีบุตรว่า  ดูก่อนท่านสารีบุตร  ที่เรียกว่า นิพพาน ๆ ดังนี้   นิพพาน

เป็นไฉนหนอ.   ท่านพระสารีบุตรตอบว่า   ดูก่อนผู้มีอายุ   ความสิ้นราคะ

ความสิ้นโทสะ.  ความสิ้นโมหะ  นี้เรียกว่านิพพาน.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็บรรดามีอยู่หรือ  ปฏิปทามิอยู่หรือ  เพื่อ

กระทำนิพพานนั้นให้แจ้ง.

สา.   มีอยู่  ผู้มีอายุ.

.    ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็มรรคาเป็นไฉน  ปฏิปทาเป็นไฉน  เพื่อ

กระทำนิพพานนั้นให้แจ้ง.

สา.  ดูก่อนผู้มีอายุ  อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘  คือ  ความเห็น

ชอบ ความดำริชอบ   วาจาชอบ  การงานชอบ  เลี้ยงชีพชอบ  เพียรชอบ

ตั้งสติชอบ    ตั้งใจชอบ  นี้แลเป็นมรรคา    เป็นปฏิปทาเพื่อกระทำนิพพาน

นั้นให้แจ้ง.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ    บรรดาดีนัก   ปฏิปทาดีนัก  เพื่อกระทำ

นิพพานให้แจ้ง   และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท   นะท่านสารีบุตร.

จบ  นิพพานปัญหาสูตรที่ ๑


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 89

ชัมพุขาทกสังยุต

 

อรรถกถานิพพานปัญหาสูตรที่ ๑

 

พึงทราบวินิจฉัยในชัมพุขาทกสังยุต  ดังต่อไปนี้

บทว่า   ชมฺพุขาทโก    ปริพฺพาชโก   ความว่า   ปริพาชกผู้นุ่งผ้า

เป็นหลานของพระสารีบุตรเถระ   ซึ่งมีชื่ออย่างนี้.   บทว่า  โย โข อาวุโส

ราคกฺขโย   ความว่า    ราคะย่อมสิ้นไปเพราะอาศัยนิพพาน   เพราะฉะนั้น

พระสารีบุตร    จึงเรียกนิพพานว่า    ความสิ้นราคะดังนี้.    แม้ในความสิ้น

โทสะและโมหะก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

ส่วนผู้ใด พึงกล่าวเพียงความสิ้นกิเลสว่านิพพานด้วยสูตรนี้   ผู้นั้น

พึงถูกถามว่ากิเลสของใครนั้น  ของตนหรือ  หรือของคนเหล่าอื่น.  เข้าจัก

ตอบว่าของตนแน่.   เขาต้องถูกถามต่อไปว่าอะไร  เป็นอารมณ์ของโคตรภู-

ญาณ  เมื่อร้จักตอบว่านิพพาน.   ถามว่า  ก็กิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว กำลังสิ้น

จักสิ้นในขณะแห่งโคตรภูญาณหรือ    ตอบว่า    เขาไม่พึงตอบว่า    สิ้นแล้ว

หรือกำลัง.    แต่พึงตอบว่า    จักสิ้นดังนี้.   ก็เมื่อกิเลสทั้งหลายเหล่านั้น

ยังไม่สิ้นแล้ว.  โคตรภูญาณจะทำความสิ้นแห่งกิเลสให้เป็นอารมณ์ได้หรือ

เมื่อท่านถูกถามอย่างนี้แล้ว   เขาจักไม่มีคำตอบ.

แต่ในข้อนี้    พึงประกอบความสิ้นกิเลสแม้ด้วยมรรคญาณ.   ด้วยว่า

กิเลสทั้งหลาย   แม้ในขณะแห่งมรรค   ไม่ควรกล่าวว่า   สิ้นแล้วหรือจักสิ้น

แต่ควร  กล่าวว่า  กำลังสิ้น    อนึ่ง   เมื่อกิเลสทั้งหลายยังไม่สิ้นไป   ความสิ้น

กิเลสย่อมเป็นอารมณ์หาได้ไม่.  เพราะฉะนั้นข้อนั้นควรรับได้.  ธรรมมี


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 90

ราคะเป็นต้น     ย่อมสิ้นไป     เพราะอาศัยธรรมชาติใด     เพราะเหตุนั้น

ธรรมชาตินั้น  ชื่อว่านิพพาน.   ส่วนนิพพานนี้นั้น     ไม่เพียงเป็นความสิ้น

กิเลสเท่านั้น  เพราะท่านรวบรวมไว้ว่าสงเคราะห์ว่าเป็นอรูปธรรม.   ธรรม

ทั้งหลายที่ชื่อว่ารูป  ในทุกะมาติกามีอาทิว่า  รูปิโน  ธมฺมา อรูปโน  ธมฺมา

ธรรมทั้งหลายที่ชื่อว่ารูป   ธรรมทั้งหลายที่ไม่ชื่อว่ารูปทั้งนี้

จบ  อรรถกถานิพพานปัญหาสูตรที่ ๑

 

๒.  อรหัตตปัญหาสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาเรื่องพระอรหัตผล

 

[๔๙๘]  ดูก่อนท่านสารีบุตร  ที่เรียกว่า  อรหัต ๆ    ดังนี้  อรหัต

เป็นไฉน.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ    ธรรมเป็นที่สิ้นราคะ   ธรรมเป็นที่สิ้นโทสะ

ธรรมเป็นที่สิ้นโมหะ  นี้เรียกว่าอรหัต.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็มรรคามีอยู่หรือ  ปฏิปทามีอยู่หรือ  เพื่อ

กระทำอรหัตนั้นให้แจ้ง.

สา.   มีอยู่   ผู้มีอายุ.

.    ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็มรรคาเป็นไฉน  ปฏิปทาเป็นไฉน  เพื่อ

กระทำอรหัตนั้นให้แจ้ง.

สา.  ดูก่อนผู้มีอายุ   อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ  ความเห็น

ชอบ ฯลฯ      ตั้งใจชอบ   นี้แลเป็นบรรดา   เป็นปฏิปทา   เพื่อกระทำอรหัต

นั้นให้แจ้ง.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 91

ช.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   มรรคาดีนัก   ปฏิปทาดีนัก    เพื่อกระทำ

อรหัตนั้นให้แจ้ง   และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท   นะท่านสารีบุตร

จบ  อรหัตตปัญหาสูตรที่ ๒

 

อรรถกถาอรหัตตปัญหาสูตรที่ ๒

 

ในการพยากรณ์ปัญหาในอรหัต      เพราะอรหัตย่อมเกิดขึ้นในที่สุด

แห่งความสิ้นราคะโทสะและโมหะ  ฉะนั้น  พระสารีบุตร  จึงกล่าวว่า  ความ

สิ้นราคะ  โทสะ  โมหะดังนี้.

จบ  อรรถกถาอรหัตตปัญหาสูตรที่ ๒

 

๓.  ธรรมวาทีปัญหาสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาผู้เป็นธรรมวาที

 

[๔๙๙]  ดูก่อนท่านสารีบุตร ใครหนอเป็นธรรมวาทีในโลก  ใคร

เป็นผู้ปฏิบัติดีในโลก  ใครเป็นผู้ไปดีแล้วในโลก.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ  ท่านผู้ใดแสดงธรรมเพื่อละราคะ โทสะ โมหะ

ท่านผู้นั้นเป็นธรรมวาทีในโลก  อนึ่ง  ท่านผู้ใดปฏิบัติเพื่อละราคะ  โทสะ

โมหะ     ท่านผู้นั้นเป็นผู้ปฏิบัติดีในโลก  ราคะ  โทสะ  โมหะ  อันท่านผู้ใด

ละแล้ว     ถอนรากเสียแล้วทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน     กระทำไม่ได้มีใน

ภายหลัง ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา  ท่านผู้นั้นเป็นผู้ไปดีแล้วในโลก.

ช.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   บรรดามีอยู่หรือ   ปฏิปทามีอยู่หรือ   เพื่อ

ละราคะ โทสะ โมหะนั้น.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 92

สา.   มีอยู่   ผู้มีอายุ.

ช.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็บรรดาเป็นไฉน  ปฏิปทาเป็นไฉน  เพื่อ

ละราคะ  โทสะ  โมหะนั้น.

สา.  อริยมรรคประกอบด้วยองค์   ๘   คือ  ความเห็นชอบ   ฯลฯ

ตั้งใจชอบ   นี้แลเป็นมรรคา   เป็นปฏิปทาเพื่อละราคะ  โทสะ  โมหะนั้น.

ช.    ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   มรรคาดีนัก   ปฏิปทาดีนัก   เพื่อละราคะ

โทสะ  โมหะนั้น   และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท   นะท่านสารีบุตร.

จบ  ธรรมวาทีปัญหาสูตรที่ ๓

 

อรรถกถาธรรมวาทีปัญหาสูตรที่ ๓

 

บทว่า  เต โลเก สุคตา  ความว่า ท่านเหล่านั้น  ชื่อว่า   ไป

ดีแล้ว  เพราะละราคะเป็นต้นไปแล้ว.  บทว่า ทุกฺขสฺส  โข  อาวุโส

ปริญฺตฺถ  ความว่า  เพื่อกำหนดรู้วัฏทุกข์

จบ  ธรรมวาทีปัญหาสูตรที่ ๓

 

๔.  ภิมัตถิยสูตร

 

ว่าด้วยประโยชน์แห่งการประพฤติพรหมจรรย์

 

[๕๐๐]    ดูก่อนท่านสารีบุตร  ท่านอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ใน

พระสมณะโคดม  เพื่อประโยชน์อะไร ?

๑.  สูตรที่ ๔-๑๓ ไม่มีอรรถกถาแก้.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 93

สา.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ    เราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มี-

พระภาคเจ้า   เพื่อกำหนดรู้ทุกข์.

ช.   ดูก่อนผู้มีอายุ  มรรคามีอยู่หรือ  ปฏิปทามีอยู่หรือ  เพื่อกำหนด

รู้ทุกข์นั้น.

สา.   มีอยู่   ผู้มีอายุ.

ช.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็มรรคาเป็นไฉน  ปฏิปทาเป็นไฉน   เพื่อ

กำหนดรู้ทุกข์นั้น.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ  อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ    ความเห็น

ชอบ  ฯลฯ  ตั้งใจชอบ  นี้แลเป็นมรรคา  เป็นปฏิปทาเพื่อกำหนดรู้ทุกข์นั้น

ช.    ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   มรรคาดีนัก  ปฏิปทาดีนัก  เพื่อกำหนดรู้

ทุกข์นั้น  และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท  นะท่านสารีบุตร.

จบ  กิมัตถิยสูตรที่ ๔

 

๕.  อัสสาสัปปัตตสูตร

 

ว่าด้วยผู้ถึงความโล่งใจ

 

[๕๐๑]   ดูก่อนท่านสารีบุตร   ที่เรียกว่า   ถึงความโล่งใจ ๆ   ดังนี้

ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล   จึงจะชื่อว่าถึงความโล่งใจ.

สา.     ดูก่อนผู้มีอายุ เมื่อไรภิกษุย่อมรู้ความเกิด  ความดับ  คุณ โทษ

และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ตามความเป็นจริง     ด้วยเหตุ

เพียงเท่านี้แล   จึงจะชื่อว่าถึงความโล่งใจ.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 94

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็บรรดามีอยู่หรือ   ปฏิปทามีอยู่หรือ  เพื่อ

กระทำความโล่งใจนั้นให้แจ้ง.

สา.   มีอยู่   ผู้มีอายุ

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็บรรดาเป็นไฉน  ปฏิปทาเป็นไฉน  เพื่อ

กระทำความโล่งใจนั้นให้แจ้ง.

สา.  อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ  ความเห็นชอบ ฯลฯ   ตั้ง

ใจชอบ  นี้แลเป็นบรรดา  เป็นปฏิปทา  เพื่อกระทำความโลงใจนั้นให้แจ้ง.

.    ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   บรรดาดีนัก   ปฏิปทาดีนัก    เพื่อกระทำ

ความโล่งใจนั้นให้แจ้ง  และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท   นะท่านสารีบุตร.

จบ  อัสสาสัปปัตตสูตรที่  ๕

 

๖.  ปรมัสสาสัปปัตรสูตร

 

ว่าด้วยผู้ถึงความโล่งใจอย่างยิ่ง

 

[๕๐๒]   ดูก่อนท่านสารีบุตร  ที่เรียกว่า ถึงความโล่งใจอย่างยิ่ง ๆ

ดังนี้    ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล   จึงจะชื่อว่าถึงความโล่งใจอย่างยิ่ง.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ   เมื่อไรภิกษุรู้ความเกิด   ความดับ   คุณ    โทษ

และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายนะ ๖  ตามความเป็นจริงแล้ว   เป็นผู้

หลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น   ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล   จึงจะชื่อว่าถึงความโล่งใจ

อย่างยิ่ง.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 95

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็มรรคมีอยู่หรือ  ปฏิปทามีอยู่หรือ  เพื่อ

กระทำความโล่งใจอย่างยิ่งนั้นให้แจ้ง.

สา.   มีอยู่   ผู้มีอายุ.

.    ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็บรรดาเป็นไฉน  ปฏิปทาเป็นไฉน  เพื่อ

กระทำความโล่งใจอย่างยิ่งนั้นให้แจ้ง.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ  อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ  ความเห็น

ชอบ ฯลฯ  ตั้งใจชอบ   นี้แลเป็นมรรคา   เป็นปฏิปทา   เพื่อกระทำความ

โล่งใจอย่างยิ่งนั้นให้แจ้ง.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   บรรดาดีนัก   ปฏิปทาดีนัก   เพื่อกระทำ

ความโล่งใจอย่างยิ่งนั้นให้แจ้ง  และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท  นะท่าน

สารีบุตร.

จบ  ปรมัสสาสัปปัตตสูตรที่ ๖

 

๗.  เวทนาปัญหาสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาเรื่องเวทนา

 

[๕๐๓]   ดูก่อนท่านสารีบุตร  ที่เรียกว่า  เวทนา ๆ ดังนี้    เวทนา

เป็นไฉนหนอ.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ  เวทนา ๓ อย่างนี้  ๓ อย่างเป็นไฉน.   คือ สุข-

เวทนา   ทุกขเวทนา   อทุกขมสุขเวทนา   เวทนา ๓ อย่าง   นี้แล.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 96

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็มรรคามีอยู่หรือ  ปฏิปทามีอยู่หรือ  เพื่อ

กำหนดรู้เวทนา ๓ อย่างนี้.

สา.   มีอยู่   ผู้มีอายุ.

.    ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็มรรคาเป็นไฉน   ปฏิปทาเป็นไฉน  เพื่อ

กำหนดรู้เวทนา ๓ อย่างนั้น.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ   อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘  คือความเห็น

ชอบ ฯลฯ  ตั้งใจชอบ  นี้แลเป็นมรรคาเป็นปฏิปทา  เพื่อกำหนดรู้เวทนา ๓

อย่างนั้น.

ช.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   มรรคาดีนัก  ปฏิปทาดีนัก   เพื่อกำหนด

รู้เวทนา ๓ อย่างนั้น  และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท  นะท่านสารีบุตร

จบ  เวทนาปัญหาสูตรที่  ๗

 

๘. อาสวปัญหาสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาเรื่องอาสวะ

 

[๕๐๔]     ดูก่อนท่านสารีบุตร  ที่เรียกว่า  อาสวะ ๆ  ดังนี้  อาสวะ

เป็นไฉนหนอ.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ   อาสวะ ๓ อย่างนี้    คือ   กามาสวะ   ภวาสวะ

อวิชชาสวะ   อาสวะ ๓ อย่างนี้แล.

.    ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็บรรดามีอยู่หรือ    ปฏิปทามีอยู่หรือ  เพื่อ

ละอาสวะเหล่านั้น.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 97

สา   มีอยู่   ผู้มีอายุ.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็มรรคาเป็นไฉน  ปฏิปทาเป็นไฉน  เพื่อ

ละอาสวะเหล่านั้น.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ   อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘   คือ   ความ

เห็นชอบ  ฯลฯ  ตั้งใจชอบ  นี้แลเป็นมรรคา   เป็นปฏิปทา   เพื่อละอาสวะ

เหล่านั้น.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   มรรคาดีนัก   ปฏิปทาดีนัก   เพื่อละอาสวะ

เหล่านั้น   และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท   นะท่านสารีบุตร

จบ  อาสวปัญหาสูตรที่  ๘

 

๙.  อวิชชาปัญหาสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาเรื่องอวิชชา

 

[๕๐๕]   ดูก่อนท่านสารีบุตร  ที่เรียกว่า  อวิชชา ๆ  ดังนี้   อวิชชา

เป็นไฉนหนอ.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ   ความไม่รู้ในทุกข์   ในเหตุเกิดแห่งทุกข์   ใน

ความดับทุกข์   นี้ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับทุกข์   นี้เรียกว่าอวิชชา

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็มรรคามีอยู่หรือ  ปฏิปทามีอยู่หรือ  เพื่อ

อวิชชาเหล่านั้น.

สา.   มีอยู่   ผู้มีอายุ.


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 98

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็มรรคาเป็นไฉน  ปฏิปทาเป็นไฉน  เพื่อ

ละอวิชชาเหล่านั้น.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ   อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘   คือ    ความ

เห็นชอบ  ฯลฯ  ตั้งใจชอบ   นี้แลเป็นมรรคา   เป็นปฏิปทา  เพื่อละอวิชชา

เหล่านั้น.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  บรรดาดีนัก  ปฏิปทาดีนัก  เพื่อละอวิชชา

เหล่านั้น   และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท   นะท่านสารีบุตร.

จบ  อวิชชาปัญหาสูตรที่  ๙

 

๑๐.  ตัณหาปัญหาสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาเรื่องตัณหา

 

[๕๐๖]   ดูก่อนท่านสารีบุตร   ที่เรียกว่า   ตัณหา ๆ ดังนี้    ตัณหา

เป็นไฉนหนอ.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ ตัณหา ๓ ประการนี้  คือ กามตัณหา ภวตัณหา

วิภวตัณหา   ตัณหา ๓ ประการนี้แล.

สา.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘  คือ ความ

เห็นชอบ  ฯลฯ  ตั้งใจชอบ   นี้แลเป็นบรรดา   เป็นปฏิปทา   เพื่อละตัณหา

เหล่านั้น.

.  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  มรรคาดีนัก  ปฏิปทาดีนัก  เพื่อละตัณหา

เหล่านั้น   และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท   นะท่านสารีบุตร.

จบ  ตัณหาปัญหาสูตรที่  ๑๐


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 99

๑๑.  โอฆปัญหาสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาเรื่องโอฆะ

 

[๕๐๗]   ดูก่อนท่านสารีบุตร   ที่เรียกว่า   โอฆะ ๆ  ดังนี้    โอฆะ

เป็นไฉนหนอ.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ   โอฆะ ๔ ประการนี้    คือ   กาโมฆะ   ภโวฆะ

ทิฏโฐฆะ   อวิชโชฆะ   โอฆะ ๔ ประการนี้แล.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็มรรคามีอยู่หรือ   ปฏิปทามีอยู่หรือ  เพื่อ

ละโอฆะเหล่านั้น.

สา.   มีอยู่   ผู้มีอายุ.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็มรรคาเป็นไฉน   ปฏิปทาเป็นไฉน  เพื่อ

ละโอฆะ   เหล่านั้น.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ    อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘   คือ   ความ

เห็นชอบ   ฯลฯ   ตั้งใจชอบ   นี้แลเป็นบรรดา   เป็นปฏิปทา   เพื่อละโอฆะ

เหล่านั้น.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   มรรคาดีนัก   ปฏิปทาดีนัก   เพื่อละโอฆะ

เหล่านั้น   และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท   นะท่านสารีบุตร.

จบ  โอฆปัญหาสูตรที่  ๑๑


พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 100

๑๒.  อุปทานปัญหาสูตร

 

ว่าด้วยปัญหาเรื่องอุปาทาน

 

[๕๐๘]   ดูก่อนท่านสารีบุตร     ที่เรียกว่า      อุปาทาน  ๆ   ดังนี้

อุปาทานเป็นไฉนหนอ.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ    อุปาทาน ๔ ประการนี้     คือ    กามุปาทาน

ทิฏฐุปาทาน  สีลัพพตุปาทาน  อัตตวาทุปาทาน  อุปาทาน ๔ ประการนี้แล.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   ก็มรรคามีอยู่หรือ  ปฏิปทามีอยู่หรือ  เพื่อ

ละอุปาทานเหล่านั้น.

สา.   มีอยู่   ผู้มีอายุ.

.    ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ก็มรรคาเป็นไฉน  ปฏิปทาเป็นไฉน  เพื่อ

ละอุปาทานเหล่านั้น.

สา.   ดูก่อนผู้มีอายุ    อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘  คือ   ความ

เห็นชอบ    ฯลฯ   ตั้งใจชอบ   นี้แลเป็นบรรดา    เป็นปฏิปทา    เพื่อละ

อุปาทานเหล่านั้น.

.   ดูก่อนท่านผู้มีอายุ   มรรคาดีนัก  ปฏิปทาดีนัก  เพื่อละอุปาทาน

เหล่านั้น    และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท   นะท่านสารีบุตร.

จบ  อุปทานปัญหาสูตรที่  ๑๒


หน้าที่ 1-50
หน้าที่ 101-150