พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 351

สระมงคลโบกขรณี.  ภิกษุหนุ่มได้ให้สัญญาอีกว่า  เจ้าจงหยั่งลงสู่สระโบกขรณี

แล้ววิ่งไปบนใบบัวทั้งหมด.   มิได้มีแม้แต่ใบหนึ่งที่ไม่ได้เหยียบก็ดี  ฉีกขาดหัก

หักก็ดี.   ทูลถามว่า   มหาบพิตรทรงเห็นหรือ.    ตรัสว่า   เห็นแล้วพระคุณเจ้า.

ภิกษุหนุ่มดีดนิ้วมือแล้ว   ยื่นฝ่ามือออกไป.   ม้าเร็วดุจลมได้กระโดดไปยืนบน

ฝ่ามือ.   ทูลถามว่า   มหาบพิตรทรงเห็นหรือ.   ตรัสว่า   เห็นแล้วพระคุณเจ้า.

ม้าชั้นเยี่ยมอย่างนี้ย่อมปฏิบัติกำลังชั้นเยี่ยม  ด้วยเหตุอันยอดเยี่ยมอย่างนี้.

บทว่า    อุตฺตเม  สาขเลฺย    ในการเป็นม้าควรแก่คำอ่อนหวานชั้น

เยี่ยม.     ความว่า      ควรฝึกเหตุแห่งการเป็นม้าชั้นเยี่ยมด้วยวาจาอ่อนหวานว่า

ดูก่อนพ่อม้าเจ้าอย่าคิดไปเลย.     เจ้าจักเป็นม้ามงคลของพระราชา,     เจ้าจักได้

อาหารมีพระกระยาหารเครื่องเสวยของพระราชาเป็นต้น.      ด้วยเหตุนั้นท่านจึง

กล่าวว่า  อุตฺตเม  สาขเลฺย  ดังนี้.  บทว่า  ราชโภคฺโค  คือ เป็นพาหนะ

สำหรับใช้สอยของพระราชา.   บทว่า  รญฺโ   องฺคนฺเตฺวว   สงฺข   คจฺฉติ

นับได้ว่าเป็นองค์ของพระราชา    ความว่าพระราชาเสด็จไปในที่ไหน ๆ  ไปไม่

ทอดทิ้งดุจมือและเท้าเพราะฉะนั้นจึงนับว่าเป็นองค์.   หรือเป็นองค์หนึ่งในองค์

แห่งเสนา ๔ เหล่า.  บทว่า   อเสกฺขาย   สมฺมาทิฏฺิยา   สัมมาทิฏฐิอันเป็น

ของพระอเสขะคือ    สัมมาทิฏฐิอันเป็นอรหัตผล.      แม้สัมมาสังกัปปะเป็นต้น

ก็สัมปยุตด้วยอรหัตผลนั้น .   สัมมาญาณเป็น     สัมมาทิฏฐิดังกล่าวแล้วในก่อน.

อนึ่ง  ธรรมที่เหลือเว้นองค์แห่งผล ๘ พึงทราบว่าเป็นวิมุตติ.  บทที่เหลือในบท

ทั้งปวงง่ายทั้งนั้น.

เทศนานี้      พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาด้วยธรรมเป็นยอดแห่งพระ-

อรหัต    แล้วจบลงด้วยสามารถแห่งอุคฆฏิตัญญูบุคคล  ด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถาภัททาลิสูตรที่  ๕


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 352

๖.  ลฑุกิโกปมสูตร

พระอุทายี

[๑๗๕]   ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้.

สมัยหนึ่ง     พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในอังคุตตราปชนบท   มี

นิคมของชาวอังคุตตราปะชื่ออาปนะเป็นโคจรคาม   ครั้งนั้น   เวลาเข้าพระผู้มี

พระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว   ทรงถือบาตรและจีวร  เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังอาปน-

นิคม     ครั้นเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในอาปนนิคมแล้ว      เวลาปัจฉาภัตกลับจาก

บิณฑบาตแล้วเสด็จเข้าไปยังไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง   เพื่อประทับพักกลางวันที่โคน

ต้นไม้แห่งหนึ่งเวลาเช้าวันนั้น  แม้ท่านพระอุทายีก็นุ่งแล้ว   ถือบาตรและจีวร

เข้าไปบิณฑบาตยังอาปนนิคม     ครั้นเที่ยวบิณฑบาตในอาปนนิคมแล้ว    เวลา

ปัจฉาภัตกลับจากบิณฑบาตแล้ว  เข้าไปยังไพรสณฑ์นั้น เพื่อพักกลางวัน  ครั้น

ถึงไพรสณฑ์นั้นแล้ว  นั่งพักกลางวันที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง   ครั้งนั้น  เมื่อท่าน

พระอุทายีอยู่ในที่ลับ เร้นอยู่  เกิดความดำริแห่งจิตอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงนำธรรมอันเป็นเหตุแห่งทุกข์เป็นอันมากของเราทั้งหลายออกไปได้หนอ

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำธรรมอันเป็นเหตุแห่งสุขเป็นอันมากเข้ามาให้แก่เรา

ทั้งหลายหนอ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงนำอกุศลธรรมเป็นอันมากของเราทั้งหลาย

ออกไปได้หนอ   พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงนำกุศลธรรมเป็นอันมากเข้ามาให้แก่

เราทั้งหลายหนอ   ลำดับนั้นเวลาเย็น  ท่านพระอุทายีออกจากที่เร้นแล้ว  เข้าไป

เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับแล้ว   ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง

ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 353

[๑๗๖]   ท่านพระอุทายีนั่งอยู่  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูล

พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ขอประทานพระวโรกาส  เมื่อข้า

พระองค์อยู่ในที่ลับ   เร้นอยู่   ได้เกิดความดำริแห่งจิตอย่างนี้ว่า   พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าทรงนำธรรมอันเป็นเหตุแห่งทุกข์เป็นอันมากของเราทั้งหลายออกไปได้

หนอ   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำธรรมอันเป็นเหตุแห่งสุขเป็นอันมากเข้ามาให้

แก่เราทั้งหลายหนอ   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำอกุศลธรรมเป็นอันมากของเรา

ทั้งหลายออกไปได้หนอ  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำกุศลธรรมเป็นอันมากเข้ามา

ให้แก่เราทั้งหลายหนอ.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ด้วยเมื่อก่อน  ข้าพระองค์เคยฉันได้ทั้งเวลาเย็น

ทั้งเวลาเช้า    ทั้งเวลาวิกาลในกลางวัน    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ได้มีสมัยหนึ่ง

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เราขอ

เตือน   เธอทั้งหลายจงละการฉันโภชนะในเวลาวิกาลในเวลากลางวันนั้นเสียเถิด

ดังนี้   ข้าพระองค์นั้นมีความน้อยใจ   มีความเสียใจ คฤหบดีทั้งหลายผู้มีศรัทธา

จะให้ของควรเคี้ยวของควรบริโภคอันประณีต  ในเวลาวิกาลในกลางวัน  แก่เรา

ทั้งหลาย   แม้อันใด   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละ  แม้อันนั้นของเราทั้งหลาย

เสียแล้ว   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ข้าพระองค์ทั้งหลายนั้น    เมื่อเห็นกะความรัก

ความเคารพ   ความละอาย   และความเกรงกลัว    ในพระผู้มีพระภาคเจ้า  จึงละ

การฉันโภชนะในเวลาวิกาลในกลางวันนั้นเสีย  ด้วยประการอย่างนี้.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายนั้นย่อมฉันในเวลาเย็น และ

เวลาเช้า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ได้มีสมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุ

ทั้งหลายมาว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เราขอเตือน  เธอทั้งหลายจงละเว้นการฉัน


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 354

โภชนะในเวลาวิกาลในราตรีนั้นเสียเถิด    ดังนี้    ข้าพระองค์นั้นมีความน้อยใจ

มีความเสียใจว่า    ความที่ภัตทั้งหลายเป็นของปรุงประณีตกว่าอันใด    พระผู้มี-

พระภาคเจ้าตรัสการละอันนั้นของเราทั้งหลายเสียแล้ว  พระสุคตตรัสการสละคืน

อันนั้นของเราทั้งหลายเสียแล้ว    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  เรื่องเคยมีมาแล้ว  บุรุษ

คนใดได้ของสมควรจะแกงมาในกลางวัน   จึงบอกภริยาอย่างนี้ว่า   เอาเถิด   จง

เก็บสิ่งนี้ไว้   เราทั้งหมดเทียว   จักบริโภคพร้อมกันในเวลาเย็น   อะไร ๆ   ทั้ง

หมดที่สำหรับจะปรุง    ย่อมมีรสในเวลากลางคืน     กลางวันมีรสน้อย    ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ   ข้าพระองค์ทั้งหลายนั้นเห็นกะความรัก   ความเคารพ  ความละ

อาย   และความเกรงกลัวในพระผู้มีพระภาคเจ้า   จึงพากันละการบริโภคโภชนะ

ในเวลาวิกาลในราตรีนั้นเสีย   ด้วยประการอย่างนี้.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  เรื่องเคยมีมาแล้ว   ภิกษุทั้งหลายเที่ยวไปบิณฑ-

บาตในเวลามืดค่ำ   ย่อมเข้าไปในบ่อน้ำครำบ้าง  ลงไปในหลุมโสโครกบ้าง  บุก

เข้าไปยังป่าหนามบ้าง   เหยียบขึ้นไปบนแม่โคกำลังหลับบ้าง    พบกับโจรผู้ทำ

โจรกรรมแล้วบ้าง ยังไม่ได้ทำโจรกรรมบ้าง  มาตุคามย่อมชักชวนภิกษุเหล่านั้น

ด้วยอสัทธรรมบ้าง.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   เรื่องเคยมีมาแล้ว    ข้าพระองค์เที่ยวบิณฑบาต

ในเวลามืดค่ำ    หญิงคนหนึ่งล้างภาชนะอยู่    ได้เห็นข้าพระองค์โดยแสงฟ้าแลบ

แล้วตกใจกลัวร้องเสียงดังว่า   ความไม่เจริญได้มีแก่เราแล้ว   ปีศาจจะมากินเรา

หนอ.      เมื่อหญิงนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว      ข้าพระองค์ได้พูดกะหญิงนั้นว่า

ไม่ใช่ปีศาจดอกน้องหญิง  เป็นภิกษุยืนเพื่อบิณฑบาต  ดังนี้     หญิงนั้นกล่าว

ว่า   บิดาของภิกษุตายเสียแล้ว   มารดาของภิกษุตายเสียแล้ว   ดูก่อนภิกษุ  ท่าน

เอามีดสำหรับเชือดโคที่คมเชือดต้องเสียยังจะดีกว่า    การที่ท่านเที่ยวบิณฑบาต


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 355

ในเวลาค่ำมืดเพราะเหตุแห่งท้องเช่นนั้น    ไม่ดีเลย  ดังนี้  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

เมื่อข้าพระองค์ระลึกถึงเรื่องนั้นอยู่    มีความคิดอย่างนี้ว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงนำธรรมอันเป็นเหตุแห่งทุกข์เป็นอันมากของเราทั้งหลายออกไปเสียได้หนอ

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำธรรมอันเป็นเหตุเเห่งสุขเป็นอันมากเข้ามาให้แก่เรา

ทั้งหลายหนอ      พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำอกุศลธรรมเป็นอันมากของเราทั้ง-

หลายออกไปเสียได้หนอ     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำกุศลธรรมเป็นอันมากเข้า

มาให้แก่เราทั้งหลายหนอ.

 

อุปมาด้วยนางนกมูลไถ

[๑๗๗]   ก็อย่างนั้นแลอุทายี   โมฆบุรุษบางพวกในธรรมวินัยนี้    เมื่อ

เรากล่าวว่า   จงละโทษสิ่งนี้เสียเถิด     เขากลับกล่าวอย่างนี้ว่า     ทำไมจะต้องว่า

กล่าวเพราะเหตุแห่งโทษเพียงเล็กน้อยนี้เล่า      พระสมณะนี้ช่างขัดเกลาหนักไป

เขาจึงไม่ละโทษนั้นด้วย  ไม่เข้าไปตั้งความยำเกรงในเราด้วย  ดูก่อนอุทายี  อนึ่ง

โทษเพียงเล็กน้อยของภิกษุทั้งหลายผู้ใคร่ในสิกขานั้น   ย่อมเป็นเครื่องผูกอันมี

กำลัง มั่น แน่นแฟ้น ไม่เปื่อย   เป็นเหมือนท่อนไม้ใหญ่  ดูก่อนอุทายี  เปรียบ

เหมือนนางนกมูลไถ   ถ้าผูกไว้ด้วยเครื่องผูกคือเถาวัลย์หัวด้วน    ย่อมรอเวลาที่

จะฆ่าหรือเวลาที่จะถูกมัดหรือเวลาตาย ในที่นั้นเอง  ฉันใด  ดูก่อนอุทายี  ผู้ใด

พึงกล่าวอย่างนี้ว่า      เครื่องดักคือเถาวัลย์หัวด้วนสำหรับเขาใช้ดักนางนกมูลไถ

ซึ่งมันรอเวลาที่จะถูกฆ่า   หรือเวลาที่จะถูกมัด    หรือเวลาตายนั้น   เป็นเครื่อง

ผูกไม่มีกำลัง   บอบบาง   เปื่อย  ไม่มีแก่น   ดังนี้     ผู้นั้นเมื่อกล่าว    ชื่อว่าพึง

กล่าวโดยชอบหรือหนอ.

ไม่ชอบ   พระเจ้าข้า   เครื่องดักคือเถาวัลย์หัวด้วนสำหรับเขาใช้ดักนาง

นกมูลไถ    ซึ่งมันรอเวลาที่จะถูกฆ่า   หรือเวลาที่จะถูกมัด    หรือเวลาตายในที่


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 356

นั้นนั่นแล    เป็นเครื่องผูกมีกำลัง    มั่น   แน่นแฟ้น    ไม่เปื่อย    เป็นเหมือน

ท่อนไม้ใหญ่   พระเจ้าข้า.

ดูก่อนอุทายี  โมฆบุรุษบางพวกในธรรมวินัยนี้     ก็ฉันนั้น    เมื่อเรา

กล่าวว่าจงละโทษนี้เสียเถิด  เขากลับกล่าวอย่างนี้ว่า   ทำไมจะต้องว่ากล่าวเพราะ

เหตุแห่งโทษเพียงเล็กน้อยนี้เล่า    พระสมณะนี้ช่างขัดเกลาหนักไป     เขาจึงไม่

ละโทษนั้นด้วย  ไม่เข้าไปตั้งความยำเกรงในเราด้วย   ดูก่อนอุทายี  อนึ่ง  โทษ

เพียงเล็กน้อยของภิกษุทั้งหลายผู้ใคร่ในสิกขานั้น    เป็นเครื่องผูกมีกำลัง    มั่น

แน่นแฟ้น  ไม่เปื่อย   เป็นเหมือนท่อนไม้ใหญ่.

 

อุปมาด้วยช้างต้น

[๑๗๘]  ดูก่อนอุทายี  ส่วนกุลบุตรบางพวกในธรรมวินัยนี้    เมื่อเรา

กล่าวว่า  จงละโทษนี้เสียเถิด   เขากล่าวอย่างนี้ว่า   ก็ทำไมจะต้องว่ากล่าวเพราะ

เหตุแห่งโทษเล็กน้อยเพียงที่ควรละนี้   ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสให้เราทั้งหลาย

ละ   ซึ่งพระสุคตตรัสให้เราทั้งหลายสละคืนเล่า   เขาย่อมละโทษนั้นด้วย    เข้า

ไปตั้งความยำเกรงในเราด้วย  อนึ่ง  ภิกษุทั้งหลายเหล่าใดผู้ใคร่ในสิกขา   ภิกษุ

ทั้งหลายเหล่านั้นละโทษนั้นแล้ว   มีความขวนขวายน้อย  มีขนตก   เยียวยาชีวิต

ด้วยของที่ผู้อื่นให้    มีใจเป็นดุจมฤคอยู่    โทษเพียงเล็กน้อยของภิกษุเหล่านั้น

ย่อมเป็นเครื่องผูกไม่มีกำลัง    บอบบาง    เปื่อย   ไม่มีแก่นสาร    ดูก่อนอุทายี

เปรียบเหมือนช้างต้น    มีงาอันงอนงาม   เป็นราชพาหนะอันประเสริฐ    เคยเข้า

สงคราม ควาญช้างผูกด้วยเชือกเป็นเครื่องผูกอันมั่น  พอเอี้ยวกายไปหน่อยหนึ่ง

ก็ทำเครื่องผูกนั้นให้ขาดหมด ทำลายหมด แล้วหลีกไปได้ตามปรารถนา  ฉันใด

ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า    ข้างต้นนั้น    มีงาอันงอนงาม     เป็นราชพาหนะอัน

ประเสริฐเคยเข้าสงคราม   ควาญช้างผูกเชือกเป็นเครื่องผูกอันมั่นเหล่าใด    พอ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 357

เอี้ยวกายไปหน่อยหนึ่ง   ก็ทำเครื่องผูกเหล่านั้นให้ขาดหนอ   ทำลายหมด   แล้ว

หลีกไปได้ตามปรารถนา   เครื่องผูกที่เขาผูกช้างต้นนั้น    เป็นเครื่องผูกมีกำลัง

มั่น  แน่นแฟ้น    ไม่เปื่อย    เป็นเหมือนท่อนไม้ใหญ่   ดังนี้    ผู้นั้นเมื่อกล่าว

ชื่อว่าพึงกล่าวโดยชอบหรือหนอ.

ไม่ชอบ   พระเจ้าข้า     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ช้างต้นนั้น     มีงาอัน

งอนงามเป็นราชพาหนะอันประเสริฐ     เคยเข้าสงคราม     เขาผูกด้วยเชือกเป็น

เครื่องผูกมั่นพอเอี้ยวกายไปหน่อยหนึ่ง    ก็ทำเครื่องผูกเหล่านั้นให้ขาดหมด

ทำลายหมดแล้วหลีกไปได้ตามความปรารถนา    เครื่องผูกช้างต้น    เป็นเครื่อง

ผูกไม่มีกำลัง   บอบบาง   เปื่อย   ไม่มีแก่นสาร   พระเจ้าข้า.

ดูก่อนอุทายี   กุลบุตรบางพวกในธรรมวินัยนี้  ก็ฉันนั้น    เมื่อเรากล่าว

ว่าจงละโทษนี้เสียเถิด   เขากลับกล่าวอย่างนี้ว่า   ทำไมจะต้องว่ากล่าวเพราะโทษ

เพียงเล็กน้อยที่ควรละนี้  ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสให้เราทั้งหลายละ   ซึ่งพระ-

สุคตตรัสให้เราทั้งหลายสละคืนด้วยเล่า   ดังนี้   เขาละโทษนั้นด้วย    เข้าไป

ตั้งความยำเกรงในเราด้วย   อนึ่ง   ภิกษุทั้งหลายเหล่าใดผู้ใคร่ในสิกขา     ภิกษุ

ทั้งหลายเหล่านั้นละโทษนั้นแล้วเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย   มีขนตก   เยียวยา

ชีวิตด้วยของที่ผู้อื่นให้  มีใจเป็นดุจมฤคอยู่   ดูก่อนอุทายี  โทษเพียงเล็กน้อยที่

ควรละของภิกษุเหล่านั้น    เป็นเครื่องผูกไม่มีกำลัง   เปื่อย   ไม่มีแก่นสาร.

 

อุปมาด้วยคนจน

[๑๗๙]  ดูก่อนอุทายี  เปรียบเหมือนบุรุษคนจน   ไม่มีอะไรเป็นของ

ตนไม่ใช่คนมั่งคั่ง    เขามีเรือนเล็ก ๆ  หลังหนึ่ง    มีเครื่องมุงบังและเครื่องผูก

หลุดลุ่ยต้องคอยไล่กา   มีรูปไม่งาม   มีแคร่อันหนึ่ง   หลุดลุ่ย   มีรูปไม่งาม    มี

ข้าวเปลือกและพืชสำหรับหว่านประจำปีหม้อหนึ่ง    ไม่ใช่เป็นพันธุ์อย่างดี    มี


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 358

ภรรยาคนหนึ่งไม่สวย   เขาเห็นภิกษุผู้อยู่ในอาราม   มีมือและเท้าล้างดีแล้ว   ฉัน

โภชนะอันเจริญใจ  นั่งอยู่ในที่อันร่มเย็น    ประกอบในอธิจิต    เขาพึงมีความ

ดำริอย่างนี้ว่า  ดูก่อนท่านผู้เจริญ   ความเป็นสมณะเป็นสุขหนอ    ดูก่อนท่าน

ผู้เจริญ   ความเป็นสมณะไม่มีโรคหนอ  เราควรจะปลงผมและหนวดแล้วนุ่งห่ม

ผ้ากาสายะออกบวชเป็นบรรพชิตบ้างหนอ     แต่เขาไม่อาจละเรือนเล็กหลังหนึ่ง

มีเครื่องมุงบังและเครื่องผูกอันหลุดลุ่ย   ที่ต้องคอยไล่กา   มีรูปไม่งาม     มีแคร่

อันหนึ่งที่หลุดลุ่ย ไม่งาม  ละแคร่อันหนึ่งที่หลุดลุ่ย  มีรูปไม่งาม  ละข้าวเปลือก

และพืชสำหรับหว่านประจำปีหม้อหนึ่ง  ไม่ใช่พันธุ์อย่างดี   และภรรยาคนหนึ่ง

ไม่สวย   แล้วปลงผมและหนวด   นุ่งห่มผ้ากาสายยะ   ออกบวชเป็นบรรพชิตได้

ฉันใด    ดูก่อนอุทายี   ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า   บุรุษนั้นถูกเขาผูกด้วยเครื่องผูก

เหล่านั้น        ไม่อาจละเรือนเล็ก ๆ หลังหนึ่ง      ซึ่งมีเครื่องมุงบังและเครื่องผูก

หลุดลุ่ย   ที่ต้องคอยไล่กา   มีรูปไม่งาม   ละแคร่อันหนึ่งที่หลุดลุ่ย    ไม่งาม  ละ

ข้าวเปลือกและพืชสำหรับหว่านประจำปีหม้อหนึ่ง ไม่ใช่พันธุ์อย่างดี  ละภรรยา

คนหนึ่ง   ไม่สวย  แล้วปลงผมและหนวด  นุ่งห่มผ้ากาสายะออกบวชเป็น

บรรพชิตได้   ก็เครื่องผูกของเขานั้นเป็นเครื่องผูกไม่มีกำลัง   บอบบาง    เปื่อย

ไม่มีแก่นสาร   ดังนี้    ผู้นั้นเมื่อกล่าว   ชื่อว่า   พึงกล่าวโดยชอบหรือหนอ.

ไม่ชอบ   พระเจ้าข้า    บุรุษนั้นถูกเขาผูกด้วยเครื่องผูกเหล่าใด    แล้ว

ไม่อาจละเรือนเล็ก ๆ  หลังหนึ่ง  มีเครื่องมุงบังและเครื่องผูกอันหลุดลุ่ย   ที่ต้อง

คอยไล่กา  มีรูปไม่งาม   ละแคร่อันหนึ่งอันหลุดลุ่ย   ไม่งาม   ละข้าวเปลือกและ

พืชสำหรับหว่านประจำปีหม้อหนึ่ง  ไม่ใช่พันธุ์อย่างดี   ละภรรยาคนหนึ่ง  ไม่

สวย  แล้วปลงผมและหนวด  นุ่งห่มผ้ากาสายะออกบวชเป็นบรรพชิตได้  เครื่อง

ผูกของเขานั้นเป็นเครื่องผูกมีกำลัง   มั่น   แน่นแฟ้น    ไม่เปื่อย     เป็นเหมือน

ท่อนไม้ใหญ่  พระเจ้าข้า.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 359

ดูก่อนอุทายี โมฆบุรุษบางพวกในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อ

เรากล่าวว่า    จงละโทษนี้เสียเถิด     เขากลับกล่าวอย่างนี้ว่า     ก็ทำไมจะต้องว่า

กล่าวเพราะเหตุแห่งโทษเพียงเล็กน้อยนี้ด้วยเล่า    พระสมณะนี้ช่างขัดเกลาหนัก

ไป   เขาไม่ละโทษนั้นด้วย    ไม่เข้าไปตั้งความยำเกรงในเราด้วย   ดูก่อนอุทายี

อนึ่งโทษเพียงเล็กน้อยของภิกษุทั้งหลายผู้ใคร่ในสิกขานั้น     ย่อมเป็นเครื่องผูก

มีกำลัง  มั่น    แน่นแฟ้น  ไม่เปื่อย   เป็นเหมือนท่อนไม้ใหญ่.

 

อุปมาด้วยคนมั่งมี

[๑๘๐]  ดูก่อนอุทายี   เปรียบเหมือนคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีผู้มั่งคั่ง

มีทรัพย์มาก    มีโภคะมาก    สะสมทองหลายร้อยแท่ง    สะสมข้าวเปลือก   นา

ที่ดิน   ภรรยา   ทาส   ทาสี  ไว้เป็นอันมาก   เขาเห็นภิกษุผู้อยู่ในอาราม   มีมือ

และเท้าล้างดีแล้ว   ฉันโภชนะอันเจริญใจ   นั่งอยู่ในที่อันร่มเย็น    ประกอบใน

อธิจิต   เขาพึงมีความดำริอย่างนี้ว่า   ท่านผู้เจริญ   ความเป็นสมณะเป็นสุขหนอ

ท่านผู้เจริญ   ความเป็นสมณะไม่มีโรคหนอ   เราควรจะปลงผมและหนวด    นุ่ง

ห่มผ้ากาสายะออกบวชเป็นบรรพชิตบ้างหนอ   เขาอาจละทองหลายร้อยแท่ง  ละ

ข้าวเปลือก   นา   ที่ดิน   ภรรยา   ทาส   ทาสี    เป็นอันมาก    แล้วปลงผมและ

หนวด  นุ่งห่มผ้ากาสายะ  ออกบวชเป็นบรรพชิตได้ ฉันใด  ดูก่อนอุทายี  ผู้ใด

พึงกล่าวว่า   เครื่องผูกที่เป็นเครื่องผูกคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดี    ซึ่งเขาอาจละ

ทองหลายร้อยแท่ง   ละข้าวเปลือก  นา  ที่ดิน  ภรรยา  ทาส   ทาสี   เป็นอันมาก

แล้วปลงผมและหนวด    นุ่งห่มผ้ากาสายะ    ออกบวชเป็นบรรพชิตนั้น    เป็น

เครื่องผูกมีกำลัง   มั่น   แน่นแฟ้น  ไม่เปื่อย   เป็นเหมือนท่อนไม้ใหญ่    ดังนี้

ผู้นั้นเมื่อกล่าว   ชื่อว่าพึงกล่าวโดยชอบที่หรือหนอ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 360

ไม่ชอบ  พระเจ้าข้า เครื่องผูกที่เป็นเครื่องผูกคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดี

ซึ่งอาจละทองหลายร้อยแท่ง    ละข้าวเปลือก   นา   ที่ดิน   ภรรยา   ทาส   ทาสี

เป็นอันมาก   แล้วปลงผมและหนวด   นุ่งห่มผ้ากาสายะ  ออกบวชเป็นบรรพชิต

นั้นเป็นเครื่องผูกไม่มีกำลัง   บอบบาง   เปื่อย   ไม่มีแก่นสาร   พระเจ้าข้า.

ดูก่อนอุทายี  กุลบุตรบางพวกในธรรมวินัยนี้  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน  เมื่อ

เรากล่าวว่า     จงละโทษนี้เสียเถิด     เขากลับกล่าวอย่างนี้ว่า    ก็ทำไมจะต้องว่า

กล่าวเพราะเหตุแห่งโทษเพียงเล็กน้อยซึ่งควรละนี้       ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส

ให้เราทั้งหลายละ   ที่พระสุคตตรัสให้เราทั้งหลายสละคืนด้วยเล่า    กุลบุตรเหล่า

นั้นย่อมละโทษนั้นด้วย      เข้าไปตั้งความยำเกรงในเราด้วย      ภิกษุทั้งหลาย

เหล่าใดผู้ใคร่ในสิกขา  ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นละโทษนั้นแล้ว  เป็นผู้มีความ

ขวนขวายน้อย    มีขนตก    เยียวยาชีวิตด้วยของที่ผู้อื่นให้    มีใจเป็นดุจมฤคอยู่

ดูก่อนอุทายี     โทษเพียงเล็กน้อยของภิกษุเหล่านั้น     เป็นเครื่องผูกไม่มีกำลัง

บอบบาง   เปื่อย   ไม่มีแก่นสาร.

 

บุคคล  ๔  จำพวก

[๑๘๑]  ดูก่อนอุทายี    บุคคล ๔ จำพวกนี้    มีปรากฏอยู่ในโลก ๔

จำพวกเป็นไฉน    ดูก่อนอุทายี    บุคคลบางคนในโลกนี้     เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อละ

อุปธิ    เพื่อสละคืนอุปธิ    แต่ความดำริที่แล่นไป    อันประกอบด้วยอุปธิ    ยัง

ครอบงำผู้ปฏิบัติเพื่อละอุปธิ    เพื่อสละคืนอุปธินั้นได้อยู่    ผู้นั้นยังรับเอาความ

ดำรินั้นไว้   ไม่ละ  ไม่บรรเทา   ไม่ทำให้สิ้นสุด  ไม่ให้ถึงความไม่มี   เราเรียก

บุคคลนี้แลว่า   ผู้อันกิเลสประกอบไว้   ไม่ใช่ผู้อันกิเลสคลายแล้ว   ข้อนั้นเพราะ

เหตุไร   เพราะความที่อินทรีย์เป็นของต่างกันในบุคคลนี้    เรารู้แล้ว.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 361

ดูก่อนอุทายี    ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้     เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อละอุปธิ

เพื่อสละคืนอุปธิ    ความดำริที่แล่นไป    อันประกอบด้วยอุปธิ    ยังครอบงำผู้

ปฏิบัติเพื่อละอุปธิ     เพื่อสละคืนอุปธินั้นได้อยู่      แต่ผู้นั้นไม่รับเอาความดำริ

เหล่านั้นไว้    ละได้    บรรเทาได้    ทำให้สิ้นสุดได้    ให้ถึงความไม่มีได้    แม้

บุคคลผู้นี้      เราก็กล่าวว่า     ผู้อันกิเลสประกอบไว้    ไม่ใช่ผู้อันกิเลสคลายแล้ว

ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะความที่อินทรีย์เป็นของต่างกันในบุคคลนี้   เรารู้แล้ว.

ดูก่อนอุทายี   บุคคลบางคนในโลกนี้   เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อละอุปธิ  เพื่อ

สละคืนอุปธิ  ความดำริที่แล่นไป   อันประกอบด้วยอุปธิ   ยังครอบงำผู้ปฏิบัติ

เพื่อละอุปธิ   เพื่อสละคืนอุปธินั้นได้อยู่    เพราะความหลงลืมแห่งสติในบางครั้ง

บางคราว   ความดำริที่แล่นไป   อันประกอบด้วยอุปธิ   ยังครอบงำผู้ปฏิบัติเพื่อ

ละอุปธิ     เพื่อสละคืนอุปธินั้นได้อยู่     ความบังเกิดแห่งสติช้าไป    ที่จริงเขาละ

บรรเทา  ทำให้สิ้นสุด  ให้ถึงความไม่มี   ซึ่งความดำรินั้นฉับพลัน.

ดูก่อนอุทายี  เปรียบเหมือนบุรุษเอาหยาดน้ำสองหยาด  หรือสามหยาด

หยดลงในกะทะเหล็กอันร้อนอยู่ตลอดวัน   หยาดน้ำตกลงช้าไป  ความจริงหยาด

น้ำถึงความสิ้นไปแห้งไปนั้นเร็วกว่า    ฉันใด    ดูก่อนอุทายี    บุคคลบางคนใน

โลกนี้   ก็ฉันนั้น  เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อละอุปธิ  เพื่อสละคืนอุปธิ  ความดำริที่แล่นไป

อันประกอบด้วยอุปธิ   ยังครอบงำผู้ปฏิบัติเพื่อละอุปธิ   เพื่อสละคืนอุปธินั้นได้

อยู่    เพราะความหลงลืมแห่งสติในบางครั้งบางคราว   ความบังเกิดแห่งสติช้าไป

ที่จริงเขาละ  บรรเทา  ทำให้สิ้นสุด  ให้ถึงความไม่มี  ซึ่งความดำรินั้นฉับพลัน

ถึงบุคคลนี้เราก็กล่าวว่า   ผู้อันกิเลสประกอบไว้    มิใช่ผู้อันกิเลสคลายแล้ว   ข้อ

นั้นเพราะเหตุไร   เพราะความที่อินทรีย์เป็นของต่างกันในบุคคลนี้    เรารู้แล้ว.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 362

ดูก่อนอุทายี   ก็บุคคลบางคนในโลกนี้     รู้ว่าเบญจขันธ์อันชื่อว่าอุปธิ

เป็นมูลแห่งทุกข์   ครั้นรู้ดังนี้แล้ว   เป็นผู้ไม่มีอุปธิ   แล้วน้อมจิตไปในนิพพาน

เป็นที่สิ้นอุปธิ บุคคลนี้เรากล่าวว่า ผู้อันกิเลสคลายแล้ว  มิใช่ผู้อันกิเลสประกอบ

ไว้   ข้อนั้นเพราะเหตุไร   เพราะความที่อินทรีย์เป็นของต่างกันในบุคคลนี้   เรา

รู้แล้ว   ดูก่อนอุทายี   บุคคล  ๔ จำพวกนี้   มีปรากฏอยู่ในโลก.

 

ว่าด้วยกามคุณ  5

[๑๘๒]  ดูก่อนอุทายี   กามคุณห้าเหล่านี้   กามคุณห้าเป็นไฉน   คือ

รูปอันพึงรู้แจ้งด้วยจักษุที่สัตว์ปรารถนารักใคร่ชอบใจ เป็นสิ่งที่น่ารัก  ประกอบ

ด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด  เสียงอันพึงรู้แจ้งด้วยโสตะ . . . กลิ่นอันพึง

รู้แจ้งด้วยฆานะ . . .   รสอันพึงรู้แจ้งด้วยชิวหา. . .   โผฏฐัพพะอันพึงรู้แจ้งด้วย

กาย    ที่สัตว์ปรารถนารักใคร่ชอบใจ    เป็นสิ่งน่ารัก   ประกอบด้วยกาม   เป็นที่

ทั้งแห่งความกำหนัด   กามคุณห้านี้แล.

ดูก่อนอุทายี   ความสุขโสมนัสที่เกิดเพราะอาศัยกามคุณห้านี้  เรากล่าว

ว่ากามสุข    ความสุขไม่สะอาด    ความสุขของปุถุชน    ไม่ใช่สุขของพระอริยะ

อันบุคคลไม่ควรเสพ   ไม่ควรให้เกิดมี    ไม่ควรทำให้มาก   ควรกลัวแต่สุขนั้น.

 

ฌาน  ๔

[๑๘๓]  ดูก่อนอุทายี  ภิกษุในธรรมวินัยนี้   สงัดจากกาม   สงัดจาก

อกุศลธรรม    บรรลุปฐมฌาน    มีวิตก    มีวิจาร    มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่

บรรลุทุติยฌาน   มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน   เป็นธรรมเอกผุดขึ้น   ไม่มี

วิตก    ไม่มีวิจาร    เพราะวิตกวิจารสงบไป    มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่    มี


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 363

อุเบกขา   มีสติ   มีสัมปชัญญะ    เสวยสุขด้วยนามกาย   เพราะปีติสิ้นไป   บรรลุ

ตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า   ผู้ได้ฌานนี้    เป็นผู้มีอุเบกขา  มีสติ

อยู่เป็นสุข   บรรลุจตุตถฌาน   ไม่มีทุกข์   ไม่มีสุข    เพราะละสุขละทุกข์   และ

ดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้  มีอุเบกขา   เป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่   ฌานทั้ง

สี่นี้เรากล่าวว่า    ความสุขเกิดแต่ความออกจากกาม     ความสุขเกิดแต่ความสงัด

ความสุขเกิดแต่ความสงบ     ความสุขเกิดแต่ความสัมโพธิ     อันบุคคลควรเสพ

ควรให้เกิดมี   ควรทำให้มาก   ไม่ควรกลัวแต่สุขนั้น    ดังนี้.

[๑๘๔]   ดูก่อนอุทายี   ภิกษุในธรรมวินัยนี้   สงัดจากกาม    สงัดจาก

อกุศลธรรม      บรรลุปฐมฌาน    มีวิตก    มีวิจาร    มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่

ดูก่อนอุทายี    ปฐมฌานเรากล่าวว่ายังหวั่นไหว   ก็ในปฐมฌานนั้น   ยังมีอะไร

หวั่นไหว    ข้อที่วิตกและวิจารยังไม่ดับในปฐมฌานนี้     เป็นความหวั่นไหวใน

ปฐมฌานนั้น    ดูก่อนอุทายี   ภิกษุในธรรมวินัยนี้     บรรลุทุติยฌาน   มีความ

ผ่องใสแห่งจิตในภายใน   เป็นธรรมเอกผุดขึ้น   ไม่มีวิตก   ไม่มีวิจาร    เพราะ

วิตกวิจารสงบไป    มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่    ดูก่อนอุทายี    แม้ทุติยฌานนี้

เราก็กล่าวว่ายังหวั่นไหว   ก็ในทุติยฌานนั้น   ยังมีอะไรหวั่นไหว   ข้อที่ปีติและ

สุขยังไม่ดับในทุติยฌานนี้     เป็นความหวั่นไหวในทุติยฌานนั้น   ดูก่อนอุทายี

ภิกษุในธรรมวินัยนี้    มีอุเบกขา   มีสติ   มีสัมปชัญญะ     เสวยสุขด้วยนามกาย

เพราะปีติสิ้นไป  บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า   ผู้ได้ฌานนี้

เป็นผู้มีอุเบกขา   มีสติอยู่เป็นสุข.

ดูก่อนอุทายี   แม้ตติยฌานนี้    เราก็กล่าวว่ายังหวั่นไหว  ก็ในตติยฌาน

นั้นยังมีอะไรหวั่นไหว   ข้อที่อุเบกขาและสุขยังไม่ดับในตติยฌานนี้    เป็นความ

หวั่นไหวในตติยฌานนั้น  ดูก่อนอุทายี  ภิกษุในธรรมวินัยนี้   บรรลุจตุตถฌาน


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 364

อันไม่มีทุกข์  ไม่มีสุข  เพราะละสุข  ละทุกข์   และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้

มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่   จตุตถฌานนี้   เรากล่าวว่า  ไม่หวั่นไหว.

 

การละรูปฌานและอรูปฌาน

[๑๘๕]  ดูก่อนอุทายี   ภิกษุในธรรมวินัยนี้    สงัดจากกาม   สงัดจาก

อกุศลธรรม    บรรลุปฐมฌาน     มีวิตก    มีวิจาร    มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่

ปฐมฌานนี้     เรากล่าวว่า   ไม่ควรทำความอาลัย   เธอทั้งหลายจงละเสีย   จงก้าว

ล่วงเสีย   ก็อะไรเล่าเป็นธรรมเครื่องก้าวล่วงปฐมฌานนั้น   ดูก่อนอุทายี   ภิกษุ

ในธรรมวินัยนี้   บรรลุทุติยฌาน    มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน   เป็นธรรม

เอกผุดขึ้น   ไม่มีวิตก   ไม่มีวิจาร   เพราะวิตกวิจารสงบไป  มีปีติและสุขเกิดแต่

สมาธิอยู่   นี้เป็นธรรมเครื่องก้าวล่วงปฐมฌานนั้น  ดูก่อนอุทายี  แม้ทุติยฌานนี้

เราก็กล่าวว่า   ไม่ควรทำความอาลัย   เธอทั้งหลายจงละเสีย   จงก้าวล่วงเสีย   ก็

อะไรเล่าเป็นธรรมเครื่องก้าวล่วงทุติยฌานนั้น.

ดูก่อนอุทายี   ภิกษุในธรรมวินัยนี้   มีอุเบกขา   มีสติ   มีสัมปชัญญะ

เสวยสุขด้วยนามกาย  เพราะปีติสิ้นไป  บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรร-

เสริญว่า  ผู้ได้ฌานนี้  เป็นผู้มีอุเบกขา  มีสติ  อยู่เป็นสุข  นี้เป็นธรรมเครื่องก้าว

ล่วงตติยฌานนั้น   ดูก่อนอุทายี    แม้ตติยฌานนี้เราก็กล่าวว่า    ไม่ควรทำความ

อาลัย   เธอทั้งหลายจงละเสีย    จงก้าวล่วงเสีย    ก็อะไรเล่าเป็นธรรมเครื่องก้าว

ล่วงตติยฌานนั้น  ดูก่อนอุทายี  ภิกษุในธรรมวินัยนี้   บรรลุจตุตถฌาน  ไม่มี

ทุกข์   ไม่มีสุข   เพราะละสุขละทุกข์    และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้   มี

อุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่   นี้เป็นธรรมเครื่องก้าวล่วงตติยฌานนั้น.

ดูก่อนอุทายี     แม้จตุตถฌานนี้เราก็กล่าวว่า     ไม่ควรทำความอาลัย

เธอทั้งหลายจงละเสีย  จงก้าวล่วงเสีย  ก็อะไรเล่าเป็นธรรมเครื่องก้าวล่วงจตุตถ-


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 365

ฌานนั้น    ดูก่อนอุทายี    ภิกษุในธรรมวินัยนี้     บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน

ด้วยบริกรรมว่า    อากาศไม่มีที่สุด    เพราะล่วงรูปสัญญาได้โดยประการทั้งปวง

เพราะดับปฏิฆสัญญาได้ เพราะไม่มนสิการนานัตตสัญญาอยู่  นี้เป็นธรรมเครื่อง

ก้าวล่วงจตุตถฌานนั้น.

ดูก่อนอุทายี    แม้อากาสานัญจายตนฌานนั้น    เราก็กล่าวว่า   ไม่ควร

ทำความอาลัย     เธอทั้งหลายจงละเสีย     จงก้าวล่วงเสีย     ก็อะไรเล่าเป็นธรรม

เครื่องก้าวล่วงอากาสานัญจายคนฌานนั้น     ดูก่อนอุทายี    ภิกษุในธรรมวินัยนี้

บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน  ด้วยบริกรรมว่า   วิญญาณไม่มีที่สุด   เพราะล่วง

อากาสานัญจายตนฌานได้   โดยประการทั้งปวงอยู่    นี้เป็นธรรมเครื่องก้าวล่วง

อากาสานัญจายตนฌานนั้น    ดูก่อนอุทายี    แม้วิญญาณัญจายตนฌานนี้   เราก็

กล่าวว่า   ไม่ควรทำความอาลัย   เธอทั้งหลายจงละเสีย   จงก้าวล่วงเสีย   ก็อะไร

เล่าเป็นธรรมเครื่องก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนฌานนั้น.

ดูก่อนอุทายี  ภิกษุในธรรมวินัยนี้    บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน  ด้วย

บริกรรมว่า   อะไร ๆ  ก็ไม่มี   เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนฌานได้โดยประการ

ทั้งปวงอยู่  นี้เป็นธรรมเครื่องก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนฌานนั้น แม้อากิญจัญญา-

ยตนฌานนั้น เราก็กล่าวว่า  ไม่ควรทำความอาลัย  เธอทั้งหลายจงละเสีย  จงก้าว

ล่วงเสีย    ก็อะไรเล่าเป็นธรรมเครื่องก้าวล่วงอากิญจัญญายตนฌานนั้น     ดูก่อน

อุทายี   ภิกษุในธรรมวินัยนี้   บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน   เพราะล่วง

อากิญจัญญายตนฌานได้โดยประการทั้งปวงอยู่     นี้เป็นธรรมเครื่องก้าวล่วง

อากิญจัญญายตนฌานนั้น    แม้เนวสัญญานาสัญญายตนฌานนี้    เราก็กล่าวว่า

ไม่ควรทำความอาลัย    เธอทั้งหลายจงละเสีย    จงก้าวล่วงเสีย    ก็อะไรเล่าเป็น

ธรรมเครื่องก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้น    ดูก่อนอุทายี   ที่ภิกษุใน


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 366

ธรรมวินัยนี้  บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ  เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

ได้โดยประการทั้งปวงอยู่     นี้เป็นธรรมเครื่องก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตน-

ฌานนั้น    เรากล่าวการละกระทั่งเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน    ด้วยประการ

ฉะนี้แล   ดูก่อนอุทายี   เธอเห็นหรือหนอซึ่งสังโยชน์ละเอียดก็ดี    หยาบก็ดีนั้น

ที่เรามิได้กล่าวถึงการละนั้น.

อุ.   ไม่เห็นเลย  พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระสูตรนี้แล้ว   ท่านพระอุทายียินดีชื่นชม

พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า   ดังนี้แล.

จบลฑุกิโกปมสูตรที่  ๖

 

๖.   อรรถกถาลฏุกิโกปมสูตร

ลฏฺกิโกปมสูตร  มีบทเริ่มต้นว่า  เอวมฺเม  สุต  ข้าพเจ้าได้สดับมา

อย่างนี้.

ในบรรดาบทเหล่านั้น   บทว่า  เยน  โส  วนสณฺโฑ    เข้าไปยัง

ไพรสณฑ์นั้น ความว่า พระมหาอุทายีเถระนี้   เข้าไปบิณฑบาตกับพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าแล้วหลีกออกไปพร้อมกับพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น.  เพราะฉะนั้นพึงทราบ

ว่า   พระมหาอุทายีเถระเข้าไปยังไพรสณฑ์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงเสด็จเข้าไป.

บทว่า  อปหตฺตา  คือนำออกไป.  บทว่า  อุปหตฺตา  คือนำเข้าไป.   บทว่า

ปฏิสลฺลานา  วุฏฺิโต   ท่านพระมหาอุทายีเถระออกจากที่เร้น   คือออกจาก

ผลสมาบัติ.  บทว่า  ย  ภควา  ในสมัยใดพระผู้มีพระภาคเจ้า.   บทว่า  อิงฺฆ

 

๑.  บาลีว่า  ลฑุกิโกปมสูตร


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 367

เป็นนิบาต   ลงในความบังคับ.  บทว่า  อฺถตฺต   ความที่จิตเป็นอย่างอื่น.

เราไม่ได้โภชนะอันประณีตเห็นปานนี้    เพราะอาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์

นั้น.  จักยังชีวิตให้เป็นไปได้อย่างไร  ด้วยประการฉะนี้พึงทราบว่า  เพราะอาศัย

ลาภคือโภชนะอันประณีต  จึงได้เป็นอยู่ได้.

ด้วยบทว่า  ภูตปุพฺพ   เรื่องเคยมีมาแล้วนี้   พระอุทายีเถระแสดงความ

ที่โภชนะเป็นของประณีตในเวลากลางคืน.  บทว่า  สูเปยฺย  ของควรจะแกง ได้

แก่ปลา  เนื้อและหน่อไม้เป็นต้น   ควรนำไปแกง. บทว่า  สมคฺคา  ภุญฺชิสฺสาม

เราจักบริโภคพร้อมกันคือบริโภคร่วมกัน.     บทว่า  สงฺขติโย   คือของเคี้ยว

สำหรับจะปรุงบริโภค.  บทว่า  สพฺพา  ตา  รตฺตึ   คือ  ของเคี้ยวสำหรับปรุง

บริโภคทั้งหมดเหล่านั้น    ย่อมมีรสในเวลากลางคืน.    แต่กลางวันมีรสน้อยนิด

หน่อย.   เพราะกลางวันมนุษย์ทั้งหลายยังชีวิตให้เป็นไปด้วยข้าวยาคูและข้าวต้ม

เป็นต้น    กลางคืนย่อมบริโภคตามส่วนที่ถึง   ตามสติ   ตามความประณีต.  ด้วย

บทว่า  ภูตปุพฺพ  นี่อีก  ท่านพระอุทายีเถระแสดงถึงโทษในการบริโภคในกลาง

คืนและเวลาวิกาล.

ในบทเหล่านั้นบทว่า อนฺธการติมิสาย ได้แก่ ในเวลามืดมาก. บทว่า

มาณเวหิ  ได้แก่  พวกโจร.  บทว่า กตกมฺเมหิ  คือทำโจรกรรม.  ได้ยินว่า

โจรเหล่านั้นทำโจรกรรมฆ่ามนุษย์แล้ว   ถือเอาโลหิตในลำคอเป็นต้น  เพื่อต้อง

การนำกรรมที่สำเร็จเพราะได้บวงสรวงเทวดาไว้เข้าไปแก้บน.   โจรเหล่านั้น

สำคัญว่า เมื่อมนุษย์อื่นถูกฆ่า ก็จักเกิดโกลาหล.  ชื่อว่า  ผู้แสวงหาบรรพชิตย่อม

ไม่มี   จึงจับภิกษุทั้งหลายฆ่า.   ท่านกล่าวบทนั้นหมายถึงความข้อนี้.   บทว่า

อกตกมฺเมหิ  ยังไม่ทำโจรกรรม  คือ  ประสงค์จะทำพลีกรรมก่อนเพื่อให้สำเร็จ

การงานในเวลามาจากดงเข้าสู่บ้าน.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 368

บทว่า  อสทฺธมฺเมน  นิมนฺเตติ  มาตุคามย่อมเชื้อเชิญด้วยอสัทธรรม

คือ  เชื้อเชิญด้วยเมถุนธรรมว่า  ข้าแต่ภิกษุ  ท่านจงมาเถิด.   วันนี้ท่านจักฉันใน

ที่นี้แหละ   จักอยู่ในที่นี้ตลอดคืนหนึ่งแล้วเสวยสมบัติ   พรุ่งนี้จึงค่อยไป.

ด้วยบทว่า  ภูตปุพฺพ  นี้อีก    ท่านพระอุทายีเถระกล่าวถึงเหตุที่เห็น

ด้วยตนเอง.   บทว่า   วิชฺชนฺตริกาย  โดยแสงฟ้าแลบคือโดยขณะที่สายฟ้าส่อง

แสง.    บทว่า    วิสฺสรมกาสิ   คือร้องเสียงดัง.    บทว่า    อภุมฺเม   ความว่า

คำว่า   ภู     ได้แก่   ความเจริญ    คำว่า   อภู    ได้แก่   ความเสื่อม.   อธิบายว่า

ความพินาศได้มีแก่เรา.   บทว่า   ปิสาโจ   วต   ม   คือ   ปีศาจจะมากินเรา.

พึงทราบความในบทนี้ว่า   อาตุมารี   มาตุมารี   ดังต่อไปนี้.  บทว่า

อาตุ ได้แก่ บิดา. บทว่า มาตุ  ได้แก่  มารดา.  ท่านอธิบายว่า  บิดาหรือมารดา

ของภิกษุใดยังมีอยู่     มารดาบิดาเกิดความเอ็นดูภิกษุนั้นว่า    เป็นบุตรของเรา

แล้วให้ของเคี้ยวของฉันอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้นอนในที่แห่งหนึ่ง   ภิกษุนั้นจะไม่

เที่ยวบิณฑบาตในกลางคืนอย่างนี้เลย.  แต่มารดาบิดาของท่านคงจะตายเสียแล้ว

ท่านจึงเที่ยวไปอย่างนี้.

บทว่า   เอเมว   ปน    ก็อย่างนั้นแล   คือ   โมฆบุรุษทั้งหลายไม่เห็น

อานิสงส์ไร ๆ อย่างนั้น.   พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงติเตียนจึงตรัสว่า  เอว-

มาหสุ  เขากลับมากล่าวโดยไม่มีเหตุอย่างนี้.    ในบทเหล่านั้นบทว่า   อาหสุ

คือ ย่อมกล่าว. บทว่า  กึ ปนิมสฺส คือ ทำไมจึงต้องว่ากล่าวเพราะเหตุแห่งโทษ

เพียงเล็กน้อยนี้เล่า.  ควรทำเป็นดุจไม่เห็นไม่ได้ยินมิใช่หรือ.  บทว่า  โอรมตฺ-

ตกสฺส คือ พอประมาณ.  บทว่า  อธิสลฺเลขเตวาย  พระสมณะนี้ช่างขัดเกลา

หนักไป คือ  พระสมณะนี้ย่อมขัดเกลาเกินไป คือ  ทำความพยายามหนักไป  ดุจ

ดื่มเนยข้น  ดุจตัดสายก้านบัวด้วยเลื่อย.  บทว่า  สิกฺขากามา  ผู้ใคร่ในการศึกษา


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 369

คือ ผู้ใคร่การศึกษา  ดุจพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นต้นฉะนั้น. ไม่เข้า

ไปตั้งความยำเกรงในท่านเหล่านั้น.   โมฆบุรุษเหล่านั้นมีความคิดอย่างนี้ว่าหาก

ภิกษุเหล่านี้พึงกล่าวว่า   ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า   ขอพระองค์จงนำโทษเพียง

เล็กน้อยออกไป.  ทำไมพระศาสดาไม่ทรงนำออกไป.  อนึ่ง  ครั้นภิกษุทั้งหลาย

ไม่กล่าวอย่างนี้นั่งแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า   ย่อมได้ความอุตสาหะอย่างยิ่งว่า

เอว  ภควา  สาธุ   ภควา  สาธุ  ภควา  ปญฺเปถ  ภควา  ความว่าข้าแต่

พระผู้มีพระภาคเจ้า  อย่างนี้  ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นความดี ข้าแต่พระผู้-

มีพระภาคเจ้า  เป็นความดี   ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า    ขอพระองค์ทรงบัญญัติ

เถิด. เพราะฉะนั้น  โมฆบุรุษทั้งหลายชื่อว่า   ไม่เข้าไปตั้งความยำเกรงในภิกษุ

เหล่านั้น.

บทว่า  เตส  คือ   แห่งโมฆบุรุษบางพวกเหล่านั้น.   บทว่า  ต  คือ

ควรละโทษเพียงเล็กน้อยนั้น.  บทว่า.  ถูโล   กฬิงฺคโร   เหมือนท่อนไม้ใหญ่

คือ เหมือนไม้ใหญ่ผูกไว้ที่คอ.  บทว่า ลฏุกิกา  สกุณิกา คือ นางนกมูลไถ.

นัยว่านางนกมูลไถ่นั้นร้อง   ๑๐๐ ครั้ง ฟ้อน ๑๐๐ ครั้ง  หาอาหารคราวเดียว.  คน

เลี้ยงโคเป็นต้นเห็นนางนกมูลไถนั้นบินจากอากาศยืนอยู่บนพื้นดินจึงเอาเถาวัลย์

หัวด้วนผูกไว้เพื่อจะเล่นอย่างเลี้ยงลูกสัตว์. ท่านกล่าวอุปมานี้หมายถึงการผูกนั้น.

บทว่า  อาคเมติ  ย่อมรอคือย่อมถึง.  บทว่า  ตญฺหิ  ตสิสา  คือ  การผูกด้วย

เถาวัลย์หัวด้วนนั้น ชื่อว่าเป็นเครื่องผูกมัดมีกำลัง  เพราะนางนกมูลไถมีร่างกาย

เล็กและมีกำลังน้อย   เชือกใยกาบมะพร้าวก็ยังใหญ่ขาดได้ยาก.

บทว่า   เตส   ชื่อว่าเครื่องผูกมัดมีกำลังเพราะโมฆบุรุษมีศรัทธาอ่อน

และเพราะมีปัญญาอ่อน     แม้โทษเพียงวัตถุแห่งอาบัติทุกกฏ    ก็เป็นของใหญ่

ละได้ยาก  ดุจวัตถุแห่งปาราชิกฉะนั้น.

๑.  บาลีเป็น  ลฑุกิกา.

 


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 370

พึงทราบความในธรรมฝ่ายขาวดังต่อไปนี้.    บทว่า  ปหาตพฺพสฺส

พึงละ   ความว่า   มีข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้า   ควรตรัสเพราะเหตุแห่งโทษเพียง

เล็กน้อยที่ควรละนี้   ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสให้เราละ.   อธิบายว่า   แม้ทราบ

พระประสงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้แล้ว    ก็ควรละมิใช่หรือ.   บทว่า

อปฺโปสฺสุกฺกา   มีความขวนขวายน้อย   คือไม่มีความขวนขวายเลย.   บทว่า

ปนฺนโลมา   มีขนตก  คือ ไม่มีขนชัน  เพราะกลัวจะพึงละโทษเพียงเล็กน้อย

นั้น.   บทว่า   ปรทวุตฺตา   คือ   มีความเป็นอยู่ด้วยของผู้อื่นให้    อธิบายว่า

เลี้ยงชีวิตด้วยของที่ได้จากผู้อื่น.   บทว่า   มิคภูเตน  เจตสา  วิหรนฺติ  มีใจ

เป็นดุจมฤคอยู่   คือ  เป็นผู้ตั้งอยู่ในฝ่ายแห่งความไม่หวังอยู่.  จริงอยู่มฤคได้รับ

การประหารแล้วไม่คิดว่า   เราจักไปยังที่อยู่ของมนุษย์แล้วจักได้ยาหรือน้ำมันใส่

แผล   ครั้นได้รับการประหารแล้วจึงเข้าไปยังป่าที่มิใช่บ้าน  ทำที่ถูกประหารไว้

เบื้องหลังแล้วนอน  ครั้นสบายดีก็ลุกไป. มฤคทั้งหลายตั้งอยู่ในฝ่ายแห่งความไม่

หวังอย่างนี้.  ท่านกล่าวว่า  มิคภูเตน  เจตสา  วิหนฺติ  มีใจเป็นดุจมฤคอยู่หมาย

ถึงข้อนี้.  บทว่า  ตญฺหิ   ตสฺส   คือการผูกด้วยเชือกนั้น   ชื่อว่าเป็นเครื่องผูก

บอบบาง  เพราะพญาช้างนั้นมีกายใหญ่มีกำลังมาก  จึงเป็นเครื่องผูกที่ขาดได้ง่าย

ดุจเถาวัลย์หัวด้วนฉะนั้น.  บทว่า   เตส  ต  คือ  โทษเพียงเล็กน้อยของภิกษุ

เหล่านั้นเป็นโทษที่ละได้ง่าย    เพราะกุลบุตรทั้งหลายมีศรัทธามากมีปัญญามาก

แม้วัตถุแห่งปาราชิกอันเป็นของใหญ่ก็ละได้ง่าย    ดุจเพียงวัตถุแห่งอาบัติทุกกฏ

ฉะนั้น.

บทว่า  ทลิทฺโท  คนจน คือ  เป็นผู้ประกอบด้วยความขัดสน  บทว่า

อสฺสโก คือ  ไม่มีอะไรเป็นของตน.  บทว่า อนาฬฺหิโย  คือไม่ใช่คนมั่งคั่ง.

บทว่า    อคาริก    มีเรือนหลังเล็ก.    บทว่า   โอลุคฺควิลคฺค     มีเครื่องมุง

และเครื่องผูกหลุดลุ่ย   คือ    มีเครื่องมุงบังหลุดจากหลังคาลงมาเกี่ยวอยู่ที่ฝา


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 371

หลุดจากฝาลงมากองที่พื้น.   บทว่า  กากาติปายึ  ต้องคอยไล่กา  คือ  ในเวลา

นั่งข้างในด้วยคิดว่าจักบริโภคอะไร ๆ  ชื่อว่ากิจด้วยประตูไม่มีต่างหาก.   แต่นั้น

ฝูงกาก็จะเข้าไปรุมล้อม แต่กากล้า ในเวลาหนีก็จะหนีออกไปซึ่งๆ หน้า. บทว่า

น   ปรมรูป   มีทรงไม่งาม   คือ   มีทรงไม่งามเหมือนเรือนของผู้มีบุญ.  บทว่า

กโฬปิกา มีแคร่อันหนึ่ง. บทว่า โอลุคฺควิลุคฺคา หลุดลุ่ย   คือ จะพังมิพังแหล่.

บทว่า  ธญฺสมวาปก คือ  ข้าวเปลือกและพืชสำหรับหว่าน.   ในบทนั้น ข้าว

ชื่อว่า  ธญฺ   พืชมีพืชน้ำเต้า   พืชฟักเป็นต้นชื่อว่า   สมวาปก.   บทว่า  

ปรมรูป  ไม่ใช่เป็นพันธุ์อย่างดี  คือพืชบริสุทธิ์มีพืชข้าวสาลีมีกลิ่นหอมเป็นต้น

ไม่ใช่พันธุ์อย่างดีเหมือนของคนมีบุญทั้งหลาย.  บทว่า   ชายิกา  ภรรยา  คือ

ภรรยาขัดสน. บทว่า น  ปรมรูปา  มีรูปไม่งาม  คือน่าเกลียดมีก้นห้อยเหมือน

กระเช้า  ดุจปีศาจท้องพลุ้ย.  บทว่า  สามญฺ  คือ  ความเป็นสมณะ.   บทว่า

โส  วตสฺส  โยห  คือเราควรจะปลงผมและหนวดออกบวช.  บทว่า โส   น

สกฺกุเณยฺย   เขาไม่อาจ   คือ   แม้เขาคิดแล้วอย่างนี้ก็กลับไปเรือนไตร่ตรองว่า

ชื่อว่า  บรรพชา  หนัก  ยากที่จะทำได้  ยากที่จะเข้าถึงได้  แม้เที่ยวไปบิณฑบาต

ใน ๗  บ้านบ้าง  ๘  บ้านบ้างก็ต้องกลับมาล้างบาตร  เราไม่อาจเป็นอยู่อย่างนี้ได้

จึงกลับมาอีก   อยู่บ้านเราดีกว่า   ทัพสัมภาระของหญ้าและเถาวัลย์ก็เก็บรวมทำ

ผ้าไว้ได้.  บรรพชาจะทำอะไรได้.  ทีนั้นเรือนหลังเล็กของเขานั้นก็ปรากฏดุจเวช-

ยันตปราสาท.  ต่อแต่นั้นเขาแลดูแคร่ของเขาแล้วคิดว่า เมื่อเราไปแล้วชนทั้งหลาย

จะไม่ซ่อมแคร่นี้จักทำเป็นเตาไฟ   เราควรจะได้ไม้ไผ่ทำแคร่อีก.  เราจักทำอะไร

กับการบวช.  ทีนั้นแคร่ของเขานั้นปรากฏดุจเป็นที่นอนอันมีสิริ.  จากนั้นเขาแล

ดูหม้อใส่ข้าวเปลือกแล้วคิดว่า   เมื่อเราไปแล้ว   หญิงแม่เรือนนี้จักบริโภคข้าว-

เปลือกนี้กับชายนั้น.    เราควรกลับมาให้ความเป็นไปของชีวิตใหม่.    เราจักทำ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 372

อะไรกับการบวช.   ทีนั้น  หม้อข้าวเปลือกของเขานั้นปรากฏดุจยุ้ง ๑,๒๕๐  หลัง

จากนั้นเขาแลดูภรรยาแล้วคิดว่า   เมื่อเราไปแล้ว    คนเลี้ยงช้างก็ดี    คนเลี้ยงม้า

ก็ดีคนใดคนหนึ่งจักเกี้ยวภรรยานี้.   เราควรจะกลับมาได้หญิงหุงอาหารอีก.  เรา

จักทำอะไรกับการบวช. ทีนั้นภรรยาของเขานั้นปรากฏดุจเทวีรูปงาม. ท่านหมาย

ถึงข้อนี้จึงกล่าวบทมีอาทิว่า   โส   น   สกฺกุเณยฺย   เขาไม่สามารถดังนี้.

บทว่า  นิกฺขคณาน  คือ  ทองร้อยแท่ง.  บทว่า  จโย  สะสม  คือ

ทำการสะสมสืบต่อกันมา.   บทว่า  ธญฺคณาน  คือ  ข้าวเปลือกร้อยเกวียน.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงอะไรในบทนี้ว่า  จตฺตาโร เม  อุทายิ

ปุคฺคลา  ดูก่อนอุทายีบุคคล ๔  จำพวกเหล่านี้.  บุคคลเหล่านั้นละอุปธินั้นใน

ภายหลัง.   และบุคคลเหล่านั้นไม่ละอุปธินั้น   เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงแสดงทั้งผู้ละและผู้ไม่ละด้วยสามารถเป็นหมวดหมู่.  มิได้ทรงจำแนกเฉพาะ

ตัว.

บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงว่า     บุคคลผู้ทิ้งอุปธิที่ยังละไม่

ได้แล้ว  กระทำให้เป็นอัพโพหาริก มีอยู่  ๔  จำพวกเหมือนบุคคลไปเพื่อต้องการ

ทัพสัมภาระ     (อุปกรณ์การสร้าง)    จึงตัดต้นไม้ตามลำดับ     แล้วกลับมาอีก

ตัดต้นที่คดทิ้ง       ถือเอาแต่ไม้ที่สมควรจะพึงนำไปประกอบการงานได้เท่านั้น

ฉะนั้น    จึงทรงปรารภเทศนานี้.      บทว่า   อุปธิปฺปหานาย    เพื่อละอุปธิ

ได้แก่เพื่อละอุปธิเหล่านี้คือ  ขันธูปธิ  กิเลสูปธิ  อภิสังขารรูปธิ  กามคุณูปธิ.  บทว่า

อุปฺธิปฏิสยุตฺตา  อันประกอบด้วยอุปธิ  คือแล่นไปในอุปธิ.

ในบทว่า  สรสงฺกปฺปา  นี้มีความดังต่อไปนี้ .   ชื่อว่า  สรา  เพราะ

อรรถว่า  แล่นไป  วิ่งไป.  ชื่อว่า  สงฺกปฺปา  เพราะอรรถว่าดำริ.    เอาความว่า

ความดำริที่แล่นไป.    แม้ด้วยบททั้งสองนี้     ท่านกล่าวถึงวิตกนั่นเอง.   บทว่า


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 373

สมุทาจรนฺติ คือ ครอบงำ  ประพฤติท่วมทับ. บทว่า สยุตฺโต คือประกอบ

ด้วยกิเลสทั้งหลาย. บทว่า อินฺทฺริยเวมตฺตตา คือความต่างแห่งอินทรีย์.  บทว่า

กทาจิ  กรหจิ    บางครั้งบางคราว   คือ   ล่วงไป ๆ ในเวลานานมาก.   บทว่า

สติสมฺโมสา  คือเพราะความหลงลืมแห่งสติ.  บทว่า  นิปาโต  คือตกลงไปใน

กระทะเหล็ก.  ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ท่านแสดง ๓  หมวด  คือ ยังละไม่ได้  ๑ ละ ๑

ละได้เร็ว  ๑.

ใน ๓ หมวดนั้น  ชน ๔ จำพวก  ชื่อว่าละไม่ได้. ๔  จำพวก  ชื่อว่าละ.

๔ จำพวก  ชื่อว่าละได้เร็ว.   ในบุคคลเหล่านั้น    ชน  ๔  จำพวกเหล่านี้    คือ

ปุถุชน ๑ พระโสดาบัน ๑  พระสกทาคามี ๑ พระอนาคามี ๑   ชื่อว่ายังละไม่ได้.

ปุถุชนเป็นต้นยังละไม่ได้ จงยกไว้. พระอนาคามียังละไม่ได้เป็นอย่างไร.  เพราะ

พระอนาคามีแม้นั้นก็ยังยินดีว่า   โอ  สุข  โอ  สุข   ตราบเท่าที่ยังมีความอยากได้

ในภพของเทวดาอยู่.   ฉะนั้นจึงชื่อว่ายังละไม่ได้.    ส่วนชน ๔  จำพวกเหล่านี้

ชื่อว่าละได้.  พระโสดาบันเป็นต้น  ละได้  จงยกไว้ก่อน.  ปุถุชนละได้อย่างไร.

เพราะปุถุชนผู้เจริญวิปัสสนาทำความสังเวชว่า    เมื่อกิเลสเกิดขึ้นทันทีทันใด

เพราะความหลงลืมแห่งสติ   กิเลสเกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุเช่นเรา    ดังนี้จึงประคอง

ความเพียรเจริญวิปัสสนา     ถอนกิเลสด้วยมรรค.     ปุถุชนนั้นชื่อว่าละได้ด้วย

ประการฉะนี้.   ชน ๔  จำพวกเหล่านั้น    ชื่อว่าละได้โดยเร็ว.    ท่านถือเอาตติย-

วาระในสูตรเหล่านี้ คือ ในสูตรนี้    ในมหาหัตถิปโทปมสูตร  ในอินทริยภาวนา-

สูตรโดยแท้.    แม้ปัญหาก็พึงทราบว่าท่านกล่าวไว้แล้วในทุติยวารนั่นแหละ.

เบญจขันธ์  ชื่อว่า  อุปธิ  ในบทนี้ว่า  อุปธิ  ทุกฺขสฺส  มูล  เบญจขันธ์อันชื่อว่า

อุปธิเป็นมูลแห่งทุกข์.   ครั้นรู้ว่าอุปธินั้นเป็นมูลแห่งทุกข์ดังนี้แล้ว   เป็นผู้ไม่มี


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 374

อุปธิด้วยกิเลสูปธิ.    อธิบายว่าไม่มีรกชัฏ  ไม่มีตัณหา.   บทว่า   อุปธิสงฺขเย

วิมุตฺโต    น้อมจิตไปในนิพพานอันเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ    คือน้อมจิตไปใน

นิพพาน  อันเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหาจากอารมณ์.

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นยังบุคคล ๔ ประเภทให้พิสดารอย่างนี้แล้ว  บัด

นี้เพื่อทรงแสดงว่าบุคคลใดละได้     บุคคลนั้นชื่อว่าละกิเลสประมาณเท่านี้ ได้.

บุคคลใดยังละไม่ได้    แม้บุคคลนั้นก็ชื่อว่ายังละกิเลสประมาณเท่านี้ไม่ได้    จึง

ตรัสบทมีอาทิว่า ปญฺจ  โข  อิเม  อุทายิ กามคุณา ดูก่อนอุทายี กามคุณ ๕

เหล่านี้แล.   ในบทเหล่านั้นบทว่า  มิฬฺหสุข   คือความสุขไม่สะอาด.  บทว่า

อนริยสุข  ไม่ใช่สุขของพระอริยะ  คือสุขอันพระอริยะไม่เสพ.  บทว่า ภายิตพฺพ

ควรกลัวแต่การได้รับความสุขนี้บ้าง     แต่วิบากบ้าง.    บทว่า   เนกฺขมฺมสุข

คือความสุขอันเกิดแต่การออกจากกาม.   บทว่า    ปวิเวกสุข    ความสุขเกิดแต่

ความสงัดจากหมู่บ้าง  จากกิเลสบ้าง.  บทว่า  อุปสมสุข   ความสุขเกิดแต่ความ

สงบ    คือความสุขเพื่อประโยชน์แก่ความสงบจากราคะเป็นต้น .    บทว่า

สมฺโพธิสุข      คือความสุขเกิดแต่ความตรัสรู้พร้อม    คือความสุขเพื่อประโยชน์แก่

ความเกิดแห่งความตรัสรู้พร้อมกล่าวคือมรรค.  บทว่า  น  ภายิตพฺพ  ไม่พึงกลัว

คือไม่พึงกลัวแต่การได้สุขนี้บ้าง   แต่วิบากบ้าง.   ความสุขนี้ควรให้เกิดมี.

บทว่า  อิญฺชิตสฺมึ  วทามิ  ปฐมฌานเรากล่าวว่ายังหวั่นไหว  คือเรา

กล่าวว่า  หวั่นไหว  ยุ่งยาก   ดิ้นรน.  บทว่า  กิญฺจ  ตตฺถ  อิญฺชิตสฺมึ  คือปฐม-

ฌานนั้นยังมีอะไรหวั่นไหว. บทว่า  อิท  ตตฺถ  อิญฺชิตสฺมึ  นี้เป็นความหวั่นไหว

ในปฐมฌานนั้น  คือวิตกวิจารยังไม่ดับ  นี้เป็นความหวั่นไหวในปฐมฌานนั้น.

แม้ในทุติยฌานและตติยฌานก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า  อเนญฺชิตสฺมึ วทามิ    จตุตถฌานนี้เรากล่าวว่าไม่หวั่นไหว

คือ  จตุตถฌานนี้เรากล่าวว่าไม่หวั่นไหว  ไม่ยุ่งยาก  ไม่ดิ้นรน.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 375

บทว่า  อนลนฺติ  วทามิ  คือเรากล่าวว่าไม่ควรทำความอาลัย.  พระ-

ผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า     ไม่ควรให้ความอาลัยในตัณหาเกิดขึ้นในฌานนี้.

อีกอย่างหนึ่ง    เรากล่าวว่าไม่ควรทำความตกลงใจว่า    ไม่พอ     ไม่มีที่สิ้นสุด

เพียงเท่านี้จึงจะพอ.  บทว่า เนวสญฺานาสญฺายตนสฺสปิ  คือ  เรากล่าว

การละสมาบัติอันสงบแล้วแม้เห็นปานนี้.  บทว่า  อณุ  วา  ถูล  วา  สังโยชน์

ละเอียดก็ดี    หยาบก็ดี     ได้แก่สังโยชน์เล็กก็ดี    ใหญ่ก็ดี     คือมีโทษน้อยก็ดี

มีโทษมากก็ดี.  บทที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้น.

อนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนา      ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระ-

อรหัต  ด้วยสามารถบุคคลที่ควรแนะนำได้ด้วยประการฉะนี้.

 

จบอรรถกถาลฏุกิโกปมสูตรที่  ๖


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 376

๗.  จาตุมสูตร

เรื่องพระอาคันตุละพูดเสียงดัง

[๑๘๖]   ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้.

สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  ณ อามลกีวัน     ใกล้บ้าน

จาตุมา  ก็สมัยนั้น   ภิกษุประมาณห้าร้อยรูป   มีพระสารีบุตรและพระโมค-

คัลลานะเป็นหัวหน้าไปถึงจาตุมคาม เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ภิกษุอาคัน-

ตุกะเหล่านั้น   ปราศรัยกับภิกษุเจ้าถิ่น  จัดเสนาสนะ  เก็บบาตรและจีวร  เป็นผู้มี

เสียงสูง มีเสียงดัง.  ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกท่านพระอานนท์

มาว่า   ดูก่อนอานนท์   ผู้ที่เสียงสูงเสียงดังนั้น  เป็นใคร   ราวกะชาวประมงแย่ง

ปลากัน.

ท่านพระอานนท์  กราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ภิกษุประมาณ

ห้าร้อยนั้น     มีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นหัวหน้า    มาถึงจาตุมคาม

เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า   ภิกษุผู้อาคันตุกะเหล่านั้น   ปราศรัยกับภิกษุเจ้าถิ่น

จัดเสนาสนะเก็บบาตรและจีวรอยู่    เป็นผู้มีเสียงสูง   มีเสียงดัง.

ดูก่อนอานนท์  ถ้าเช่นนั้น    เธอจงไปเรียกพวกภิกษุมาตามคำของเรา

ว่าพระศาสดาตรัสเรียกท่านทั้งหลาย  ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้า

แล้ว  จึงเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นถึงที่พัก  ได้กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่า  พระศาสดา

ตรัสเรียกท่านทั้งหลาย.    ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระอานนท์แล้ว     เข้าไปเฝ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ     ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ  ที่

ควรส่วนข้างหนึ่ง.     พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุเหล่านั้นว่า     ดูก่อนภิกษุ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 377

ทั้งหลาย     พวกเธอมีเสียงสูง     มีเสียงดังราวกะชาวประมงแย่งปลากัน     เพราะ

เหตุอะไรหนอ.

พวกภิกษุเหล่านั้นทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ภิกษุประมาณห้าร้อย

นั้น    มีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นหัวหน้า    มาถึงจาตุมคามเพื่อเฝ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้า     ภิกษุผู้อาคันตุกะเหล่านี้นั้น    ปราศรัยกับภิกษุเจ้าถิ่นจัด

เสนาสนะเก็บบาตรและจีวรอยู่   จึงมีเสียงสูง   เสียงดัง   พระเจ้าข้า.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   พวกเธอจงพากันไป  เราประณามพวกเธอ  พวก

เธอไม่ควรอยู่ในสำนักเรา  ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว    ลุกจาก

อาสนะ     ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า     ทำประทักษิณแล้ว      เก็บอาสนะ

ถือบาตรและจีวรหลีกไปแล้ว.

[๑๘๗]   ก็สมัยนั้น  พวกเจ้าศากยะชาวเมืองจาตุมาประชุมกันอยู่ที่เรือน

รับแขก   ด้วยกรณียะบางอย่าง   ได้เห็นภิกษุเหล่านั้นมาแต่ไกล   ครั้นแล้ว   จึง

เข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นจนถึงที่ใกล้     ได้กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่า     ดูเถิดท่าน

ทั้งหลาย   ท่านทั้งหลายจะพากันไปไหนเล่า.

ภ.   ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย      ภิกษุสงฆ์ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

ประณามแล้ว.

ส.   ข้าแต่ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย   ถ้าเช่นนั้น    ขอท่านทั้งหลายจงนั่งอยู่

ครู่หนึ่ง  แม้ไฉน   ข้าพเจ้าทั้งหลายพึงอาจให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเลื่อมใสได้

ภิกษุเหล่านั้นรับคำพวกเจ้าศากยะชาวเมืองจาตุมาแล้ว   ลำดับนั้น    พวกศากยะ

ชาวเมืองจาตุมาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ     ถวายบังคมพระผู้มี

พระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.    แล้วกราบทูลว่า     ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ  ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงชื่นชมกะภิกษุสงฆ์เถิด  ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 378

จงรับสั่งกะภิกษุสงฆ์เถิด   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ในบัดนี้ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า

จงทรงอนุเคราะห์ภิกษุสงฆ์   เหมือนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์ในกาล

ก่อนเถิด    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้     ภิกษุทั้งหลายที่ยังเป็น

ผู้ใหม่  บวชไม่นาน  เพิ่งมาสู่พระธรรมวินัยนี้  มีอยู่   เมื่อภิกษุเหล่านั้นไม่ได้

เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า     จะพึงมีความน้อยใจ     มีความแปรปรวนไป     ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ   เปรียบเหมือนเมื่อพืชที่ยังอ่อน  ไม่ได้น้ำ   จะพึงเป็นอย่างอื่น

จะพึงแปรไป   ฉันใด   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้  ภิกษุทั้งหลาย

ที่ยังเป็นผู้ใหม่  บวชไม่นาน  เพิ่งมาสู่พระธรรมวินัยนี้  มีอยู่  เมื่อภิกษุเหล่านั้น

ไม่ได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น   จะพึงมีความน้อยใจ   มีความแปรปรวน

ไป   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   เปรียบเหมือนเมื่อลูกโคอ่อนไม่เห็นแม่   จะพึงเป็น

อย่างอื่น  จะพึงแปรไปฉันใด  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้  ภิกษุ

ทั้งหลายที่ยังเป็นผู้ใหม่    บวชไม่นาน    เพิ่งมาสู่พระธรรมวินัยนี้   มีอยู่   ภิกษุ

เหล่านั้นไม่ได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น    จะพึงมีความน้อยใจ  มีความ

แปรปรวนไป    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงชื่นชมกะ

ภิกษุสงฆ์เถิด   ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า  จงรับสั่งกะภิกษุสงฆ์เถิด  ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ       ในบัดนี้ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์ภิกษุสงฆ์      เหมือนที่

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์ภิกษุสงฆ์ในกาลก่อนเถิด.

 

พรหมอาราธนาพระพุทธเจ้า

[๑๘๘]  ครั้งนั้นแล  ท้าวสหัมบดีพรหมทราบพระพุทธดำริแห่งพระทัย

ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจของตนแล้ว     หายไปในพรหมโลก     มาปรากฏ

ตรงพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า     เหมือนบุรุษมีกำลัง    เหยียดแขนที่คู้ออก

หรือคู้แขนที่เหยียดเข้า  ฉะนั้น   ครั้นแล้ว   ทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง  ประนม


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 379

อัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่    แล้วได้กราบทูลว่า    ข้าแต่พระ-

องค์ผู้เจริญ   ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า   จงทรงชื่นชมกะภิกษุสงฆ์เถิด    ขอพระผู้มี

พระภาคเจ้า     จงรับสั่งกะภิกษุสงฆ์เถิด     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ในบัดนี้ขอ

พระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงอนุเคราะห์ภิกษุสงฆ์      เหมือนที่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงอนุเคราะห์ภิกษุสงฆ์ในกาลก่อนเถิด    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ในภิกษุสงฆ์

หมู่นี้    ภิกษุทั้งหลายยังเป็นผู้ใหม่   บวชไม่นาน  เพิ่งมาสู่พระธรรมวินัยนี้   มีอยู่

เมื่อภิกษุเหล่านั้นไม่ได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า    จะพึงมีความน้อยใจ    มีความ

แปรปรวนไป   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   เปรียบเหมือนพืชที่ยังอ่อนไม่ได้น้ำ   จะ

พึงเป็นอย่างอื่น    จะพึงแปรไป   ฉันใด    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ในภิกษุสงฆ์

หมู่นี้    ภิกษุทั้งหลายที่ยังเป็นผู้ใหม่    บวชไม่นาน    เพิ่งมาสู่พระธรรมวินัยนี้

มีอยู่    เมื่อภิกษุเหล่านั้นไม่ได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า   ก็ฉันนั้น    จะพึงมีความ

น้อยใจ   มีความแปรปรวนไป   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   เปรียบเสมือนเมื่อลูกโค

อ่อนไม่เห็นแม่    จะพึงเป็นอย่างอื่น    จะพึงแปรไป    ฉันใด    ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ   ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้   ภิกษุทั้งหลายที่ยังเป็นผู้ใหม่   บวชไม่นาน  เพิ่ง

มาสู่พระธรรมวินัยนี้      มีอยู่     เมื่อภิกษุเหล่านั้นไม่ได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าก็

ฉันนั้น      จะพึงมีความน้อยใจ    มีความแปรปรวนไป    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า   จงทรงชื่นชมกะภิกษุสงฆ์เถิด    ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า

จงรับสั่งกะภิกษุสงฆ์เถิด   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   บัดนี้    ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า

จงทรงอนุเคราะห์ภิกษุสงฆ์     เหมือนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์ภิกษุ

สงฆ์ในกาลก่อนเถิด.     เจ้าศากยะชาวเมืองจาตุมาและท้าวสหัมบดีพรหม     ได้

สามารถทูลให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเลื่อมใส      ด้วยคำวิงวอนเปรียบด้วยข้าว

กล้าอ่อน   และด้วยคำวิงวอนเปรียบด้วยลูกโคอ่อน   ฉะนี้แล.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 380

พระอาคันตุกะเข้าเฝ้า

[๑๘๙]  ครั้นนั้นแล   ท่านพระมหาโมคคัลลานะ    จึงเรียกภิกษุ

ทั้งหลายมาว่า   ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย   ท่านทั้งหลายจงลุกขึ้นเถิด   จงถือ

เอาบาตรและจีวรเถิด    พระผู้มีพระภาคเจ้าอันเจ้าศากยะชาวเมืองจาตุมา    และ

ท้าวสหัมบดีพรหมทรงให้เลื่อมใสแล้ว    ด้วยคำวิงวอนเปรียบด้วยข้าวกล้าอ่อน

และด้วยคำวิงวอนเปรียบด้วยลูกโคอ่อน    ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระมหา-

โมคคัลลานะแล้ว   จึงลุกจากอาสนะ   ถือบาตรและจีวร    เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ

ภาคเจ้าถึงที่ประทับ     ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า    แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วน

ข้างหนึ่ง   พระผู้มีพระภาคเจ้าได้รับสั่งกับท่านพระสารีบุตรผู้นั่ง ณ ที่ควรส่วน

ข้างหนึ่งว่า    ดูก่อนสารีบุตร    เมื่อเราประฌามภิกษุสงฆ์แล้ว    จิตของเธอได้มี

อย่างไร.

ท่านพระสารีบุตรกราบทูลว่า     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     เมื่อพระผู้มี-

พระภาคเจ้าทรงประณามภิกษุสงฆ์แล้ว   จิตของข้าพระองค์ได้มีอย่างนี้ว่า  บัดนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงมีความขวนขวายน้อย   ประกอบตามธรรมเป็นเครื่อง

อยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรมอยู่   แม้เราทั้งหลายก็จักมีความขวนขวายน้อย  ประกอบ

ตามธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรมอยู่ในบัดนี้.

ดูก่อนสารีบุตร  เธอจงรอก่อน  ดูก่อนสารีบุตร  เธอจงรอก่อน  ดูก่อน

สารีบุตร   เธออย่าพึงให้จิตเห็นปานนี้เกิดขึ้นอีกเลย.

ลำดับนั้น     พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกท่านพระมหาโมคคัลลานะมา

ว่า  ดูก่อนโมคคัลลานะ  เมื่อเราประณามภิกษุสงฆ์แล้ว   จิตของเธอได้มีอย่างไร.

ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     เมื่อ

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประณามภิกษุสงฆ์แล้ว   จิตของข้าพระองค์ได้มีอย่างนี้ว่า


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 381

บัดนี้     พระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงมีความขวนขวายน้อย     ประกอบตามธรรม

เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรมอยู่     เราและท่านพระสารีบุตร    จักช่วยกัน

ปกครองภิกษุสงฆ์ในบัดนี้.

ดีละ  โมคคัลลานะ  ความจริงเราหรือสารีบุตรและโมคคัลลานะเท่านั้น

พึงปกครองภิกษุสงฆ์.

 

ภัย  ๔  อย่าง

[๑๙๐]   ลำดับนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภัย ๔ อย่างนี้    เมื่อบุคคลกำลังลงน้ำ   พึงหวังได้   ภัย ๔

อย่างเป็นไฉน   คือ   ภัยแต่คลื่น  ๑    ภัยแต่จระเข้  ๑    ภัยแต่น้ำวน   ๑

ภัยแต่ปลาร้าย  ๑   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ภัย   ๔   อย่างนี้แล    เมื่อบุคคลกำลัง

ลงน้ำ  พึงหวังได้  ฉันใด   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภัย ๔ อย่างนี้ก็ฉันนั้น  เมื่อ

บุคคลบางคนในโลกนี้   ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยนี้พึงหวังได้ ภัย ๔

อย่างเป็นไฉน   คือ   ภัยแต่คลื่น   ภัยแต่จระเข้   ภัยแต่น้ำวน  ภัยแต่ปลาร้าย.

[๑๙๑]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ก็ภัยแต่คลื่นเป็นไฉน     ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย    กุลบุตรบางคนในโลกนี้มีศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิต  ด้วย

คิดว่า    เราเป็นผู้อันชาติ    ชรา    มรณะ    โสกะ    ปริเทวะ    ทุกข์  โทมนัส

อุปายาส    ครอบงำแล้ว    เป็นผู้อันทุกข์ครอบงำแล้ว    เป็นผู้อันทุกข์ท่วมทับ

แล้ว     ทำไฉน    การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้    จะพึงปรากฏได้    เพื่อน

พรหมจรรย์ทั้งหลาย    ย่อมตักเตือนสั่งสอนกุลบุตรนั้น    ผู้บวชแล้วอย่างนั้นว่า

ท่านพึงก้าวไปอย่างนี้    ท่านพึงถอยกลับอย่างนี้     ท่านพึงแลอย่างนี้   ท่านพึง


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 382

เหลียวอย่างนี้    ท่านพึงคู้เข้าอย่างนี้    ท่านพึงเหยียดออกอย่างนี้    ท่านพึงทรง

สังฆาฏิ   บาตรและจีวรอย่างนี้   กุลบุตรนั้นย่อมมีความดำริอย่างนี้ว่า   เมื่อก่อน

เราเป็นคฤหัสถ์    ย่อมตักเตือนบ้าง    สั่งสอนบ้าง    ซึ่งคนอื่น    ก็ภิกษุเหล่านี้

เพียงคราวบุตรคราวหลานของเรา   ยังมาสำคัญการที่จะพึงตักเตือนพร่ำสอนเรา

เขาจึงบอกคืนสิกขาสึกไป   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   กุลบุตรผู้นี้เรากล่าวว่า   กลัว

แต่ภัยแต่คลื่น  แล้วบอกคืนสิกขาสึกไป  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  คำว่าภัยแต่

คลื่นนี้  เป็นชื่อของความคับใจด้วยสามารถความโกรธ.

[๑๙๒]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็ภัยแต่จระเข้เป็นไฉน      ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย   กุลบุตรบางคนในโลกนี้   มีศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิต   ด้วย

คิดว่า   เราเป็นผู้อันชาติ    ชรา    มรณะ    โสกะ    ปริเทวะ    ทุกข์    โทมนัส

อุปายาสครอบงำเเล้ว    เป็นผู้อันทุกข์ครอบงำแล้ว    เป็นผู้อันทุกข์ท่วมทับแล้ว

ทำไฉน    การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงปรากฏได้   เพื่อนพรหมจรรย์

ทั้งหลาย   ย่อมตักเตือนสั่งสอนกุลบุตร    ผู้บวชแล้วอย่างนั้นว่า   สิ่งนี้ท่านควร

เคี้ยวกิน    สิ่งนี้ท่านไม่ควรเคี้ยวกิน    สิ่งนี้ท่านควรฉัน    สิ่งนี้ท่านไม่ควรฉัน

สิ่งนี้ท่านควรลิ้ม   สิ่งนี้ท่านไม่ควรลิ้ม   สิ่งนี้ท่านควรดื่ม   สิ่งนี้ท่านไม่ควรดื่ม

สิ่งเป็นกัปปิยะท่านควรเคี้ยวกิน   สิ่งเป็นอกัปปิยะท่านไม่ควรเคี้ยวกิน   สิ่งเป็น

กัปปิยะท่านควรฉัน   สิ่งเป็นอกัปปิยะท่านไม่ควรฉัน   สิ่งเป็นกัปปิยะท่านควร

ลิ้ม  สิ่งเป็นอกัปปิยะท่านไม่ควรลิ้ม  สิ่งเป็นกัปปิยะท่านควรดื่ม  สิ่งเป็นอกัปปิยะ

ท่านไม่ควรดื่ม   ท่านควรเคี้ยวกินในกาล   ท่านไม่ควรเคี้ยวกินในวิกาล  ท่าน

ควรฉันในกาล  ท่านไม่ควรฉันในวิกาล   ท่านควรลิ้มในกาล   ท่านไม่ควรลิ้ม

ในวิกาล    ท่านควรดื่มในกาล    ท่านไม่ควรดื่มในวิกาล   ดังนี้    กุลบุตรนั้น

ย่อมมีความดำริอย่างนี้ว่า   เมื่อก่อนเราเป็นคฤหัสถ์   ปรารถนาจะเคี้ยวกินสิ่งใด

ก็เคี้ยวกินสิ่งนั้นได้    ไม่ปรารถนาจะเคี้ยวกินสิ่งใด     ก็ไม่เคี้ยวกินสิ่งนั้นได้


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 383

ปรารถนาจะบริโภคสิ่งใด   ก็บริโภคสิ่งนั้นได้  ไม่ปรารถนาจะบริโภคสิ่งใด  ก็

ไม่บริโภคสิ่งนั้นได้  ปรารถนาจะลิ้นสิ่งใด   ก็ลิ้มสิ่งนั้นได้   ไม่ปรารถนาจะลิ้ม

สิ่งใด   ก็ไม่ลิ้มสิ่งนั้น ได้   ปรารถนาจะดื่มสิ่งใด   ก็ดื่มสิ่งนั้นได้   ไม่ปรารถนา

จะดื่มสิ่งใด    ก็ไม่ดื่มสิ่งนั้นได้   จะเคี้ยวกินสิ่งเป็นกัปปิยะก็ได้    จะเคี้ยวกินสิ่ง

เป็นอกัปปิยะก็ได้  จะบริโภคสิ่งเป็นกัปปิยะก็ได้ จะบริโภคสิ่งเป็นอกัปปิยะก็ได้

จะลิ้มสิ่งเป็นกัปปิยะก็ได้  จะลิ้มสิ่งเป็นอกัปปิยะก็ได้  จะดื่มสิ่งเป็นกัปปิยะก็ได้

จะดื่มสิ่งเป็นอกัปปิยะก็ได้     จะเคี้ยวกินในกาลก็ได้     จะเคี้ยวกินในวิกาลก็ได้

จะบริโภคในกาลก็ได้    จะบริโภคในวิกาลก็ได้    จะลิ้มในกาลก็ได้    จะลิ้มใน

วิกาลก็ได้  จะดื่มในกาลก็ได้  จะดื่มในวิกาลก็ได้  ก็คฤหบดีทั้งหลาย  ผู้มีศรัทธา

ย่อมให้ของควรเคี้ยว   ของควรบริโภคอันประณีตในวิกาลเวลากลางวัน    อันใด

แก่เราทั้งหลาย     ชะรอยภิกษุเหล่านั้น    จะทำการห้ามปากในสิ่งนั้นเสีย   ดังนี้

เขาจึงบอกคืนสิกขาสึกไป   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   กุลบุตรผู้นี้เรากล่าวว่า   กลัว

แต่ภัยแต่จระเข้     บอกคืนสิกขาสึกไป      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     คำว่าภัยแต่

จระเข้นี้  เป็นชื่อของความเป็นผู้เห็นแก่ท้อง.

[๑๙๓]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     ก็ภัยแต่น้ำวนเป็นไฉน     ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย  กุลบุตรบางคนในโลกนี้  มีศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิต  ด้วย

คิดว่า   เราเป็นผู้อันชาติ  ชรา  มรณะ  โสกะ  ปริเทวะ  ทุกข์  โทมนัส  อุปายาส

ครอบงำแล้ว   เป็นผู้อันทุกข์ครอบงำแล้ว   เป็นผู้อันทุกข์ท่วมทับแล้ว   ทำไฉน

การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้     จะพึงปรากฏได้   เขาบวชแล้วอย่างนี้   เวลา

เช้านุ่งสบงแล้ว    ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม    ไม่รักษา

กาย   ไม่รักษาวาจา   ไม่ดำรงสติ   ไม่สำรวมอินทรีย์เลย   เขาเห็นคฤหบดีหรือ

บุตรคฤหบดี  ผู้เอิบอิ่มพร้อมพรั่งบำเรออยู่ด้วยการคุณห้า  ในบ้านหรือนิคมนั้น

เขามีความคิดอย่างนี้ว่า  เมื่อก่อนเราเป็นคฤหัสถ์  เป็นผู้เอิบอิ่มพร้อมพรั่งบำเรอ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 384

อยู่ด้วยกามคุณห้า   สมบัติก็อยู่ในสกุล  เราสามารถจะบริโภคสมบัติและทำบุญ

ได้   ดังนี้     เขาจึงบอกคืนสิกขาสึกไป    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    กุลบุตรผู้นี้เรา

กล่าวว่า      ผู้กลัวแต่ภัยแต่น้ำวน     บอกคืนสิกขาสึกไป    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

คำว่าภัยแต่น้ำวนนี้  เป็นชื่อแห่งกามคุณห้า.

[๑๙๔]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็ภัยแต่ปลาร้ายเป็นไฉน    ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย  กุลบุตรบางคนในโลกนี้  มีศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิต   ด้วย

คิดว่า    เราเป็นผู้อันชาติ    ชรา    มรณะ     โสกะ    ปริเทวะ   ทุกข์    โทมนัส

อุปายาสครอบงำแล้ว   เป็นผู้อันทุกข์ครอบงำแล้ว    เป็นผู้อันทุกข์ท่วมทับแล้ว

ทำไฉน   การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้   จะพึงปรากฏได้   เขาบวชแล้วอย่าง

นี้   เวลาเช้านุ่งสบงแล้ว    ถือบาตรและจีวร    เข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม

ไม่รักษากาย   ไม่รักษาวาจา   ไม่ดำรงสติ   ไม่สำรวมอินทรีย์เลย   เขาย่อมเห็น

มาฉุคามผู้นุ่งผ้าไม่ดี   หรือห่มผ้าไม่ดี  ในบ้านหรือนิคมนั้น   เพราะเหตุมาตุคาม

ผู้นุ่งผ้าไม่ดี   หรือห่มผ้าไม่ดี   ความกำหนัด  ย่อมตามกำจัดจิตของกุลบุตรนั้น

เขามีจิตอันความกำหนัดตามกำจัดแล้ว     จึงบอกคืนสิกขาสึกไป     ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย    กุลบุตรผู้นี้เรากล่าวว่า     กลัวแต่ภัยแต่ปลาร้าย     บอกคืนสิกขาสึก

ไป  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  คำว่าภัยแต่ปลาร้าย   นี้เป็นชื่อแห่งมาตุคาม.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ภัย  ๔   อย่างนี้แล    เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้

ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยนี้   พึงหวังได้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว    ภิกษุเหล่านั้นชื่นชม

ยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล.

 

จบจาตุมสูตรที่   ๗


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 385

๗.  อรรถกถาจาตุมสูตร

จาตุมสูตร  มีบทเริ่มต้นว่า  เอวมฺเม  สุต  ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้.

ในบรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า  จาตุมาย  คือใกล้บ้านจาตุมา.  บทว่า

ปญฺจมตฺตานิ  ภิกฺขุสตานิ  คือ ภิกษุบวชไม่นานประมาณ  ๕๐๐  รูป.  นัยว่า

พระเถระทั้งสองคิดว่า  กุลบุตรเหล่านี้  บวชแล้ว   ไม่เคยเห็นพระทศพลเลย  เรา

จักให้ภิกษุเหล่านี้เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า.      ภิกษุเหล่านี้ฟังธรรมในสำนักของ

พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  จักตั้งอยู่ตามอุปนิสัยของตน.   เพราะฉะนั้น    พระเถระ

ทั้งสองจึงพาภิกษุเหล่านั้นมา.  บทว่า  สมฺโมทมานา  ปราศรัยกัน คือ  ภิกษุ

ทั้งหลาย   กล่าวคำต้อนรับเป็นต้นว่า  อาวุโส สบายดีหรือ.  บทว่า  เสนาสนานิ

ปญฺาปยมานา   จัดเสนาสนะ  คือ  กวาดถูที่อยู่ของอาจารย์และอุปัชฌาย์ของ

ตน ๆ   แล้วเปิดประตูหน้าต่าง   นำ   เตียงตั่งและเสื่อลำแพนเป็นต้น     ออกปัด

กวาดตั้งไว้ในที่ตามลำดับ.  บทว่า  ปตฺตจีวรานิ  ปฏิสามยมานา  เก็บบาตร

และจีวร  คือ   คอยบอกกล่าวถึงสมณบริขารอย่างนี้ว่า   ท่านขอรับ   ท่านจงวาง

บาตรนี้   จีวรนี้  ถาดนี้  คนโทน้ำนี้  ไม้ถือนี้.  บทว่า  อุจฺจาสทฺทา  มหาสทฺทา

เสียงสูงเสียงดัง   คือ   ทำเสียงเอะอะเอ็ดตะโรเพราะขึ้นเสียงสูง  เพราะแผดเสียง

ดัง.  บทว่า  เกวฏฺฏา  มญฺเ  มจฺฉ  วิโลเปนฺติ  ราวกะชาวประมงแย่ง

ปลากัน     คือหมู่ชนประชุมกันในที่ที่ชาวประมงวางกระจาดใส่ปลาไว้กล่าวว่า

ท่านจงให้ปลาอื่นตัวหนึ่ง  จงให้ปลาที่เชือดตัวหนึ่ง   แล้วส่งเสียงเอ็ดทะโรลั่นว่า

คนนั้นท่านให้ตัวใหญ่ ทีฉันให้ตัวเล็ก  ดังนี้.  ท่านกล่าวดังนี้หมายถึงการที่ภิกษุ

เถียงกันนั้น.  เมื่อวางตาข่ายเพื่อจะจับปลา  ชาวประมงและคนอื่น ๆ  ในที่นั้นส่ง

เสียงดังว่า   ปลาเข้าไปแล้ว   โดยปลายังไม่เข้าไป  จับได้ปลาแล้ว   โดยยังจับปลา


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 386

ไม่ได้.  ท่านกล่าวดังนี้หมายถึงการที่ชาวประมงส่งเสียงดังนั้น.  บทว่า ปณาเมมิ

เราประณาม  คือ  ขับไล่ออกไป.   บทว่า  น   โว   มม   สนฺติเก  วตฺถพฺพ

พวกเธอไม่ควรอยู่ในสำนักเรา.    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า    พวกเธอมา

ถึงที่อยู่ของพระพุทธเจ้าเช่นเราแล้วยังทำเสียงดังถึงอย่างนี้        เมื่อพวกเธออยู่

ตามลำพังของตน ๆ   จักทำความสมควรได้อย่างไร.  พวกเช่นท่านไม่มีกิจที่จะ

อยู่ในสำนักของเรา.      บรรดาภิกษุเหล่านั้น     ภิกษุแม้รูปหนึ่งก็ไม่อาจทูลว่า

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า     ขอพระองค์อย่าทรงประณามพวกข้าพระพุทธเจ้า

ด้วยเหตุเพียงเสียงดังเลยพระเจ้าข้า   หรือคำไร ๆ อื่น.

ภิกษุทั้งหมดรับพระพุทธดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว กราบทูลว่า

อย่างนั้นพระพุทธเจ้าข้า  แล้วก็พากันออกไป. อนึ่ง ภิกษุเหล่านั้นได้มีความหวัง

ว่า   เราจักเฝ้าพระศาสดา   จักฟังพระธรรมกถา   จักอยู่ในสำนักของพระศาสดา

ดังนี้   จึงได้มา.   แต่ครั้นมาเฝ้าพระศาสดาผู้เป็นพระบรมครูเห็นปานนี้แล้ว  ยัง

ทำเสียงดัง   เป็นความผิดของพวกเรา   จึงถูกประณาม.    เราไม่ได้เพื่อจะอยู่ใน

สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า.   ไม่ได้เพื่อจะเห็นพระสรีระสีดังทอง.  ไม่ได้เพื่อ

จะฟังธรรมด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะดังนี้.   ภิกษุเหล่านั้นมีความโทมนัสอย่าง

แรง   จึงพากันหลีกไป.

บทว่า  เตนูปปสงฺกมึสุ    เสด็จเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้น    คือ    นัยว่า

เจ้าศากยะเหล่านั้น   แม้ในเวลาที่ภิกษุมาก็ประทับนั่งอยู่ ณ ที่นั้น ทรงเห็นภิกษุ

ทั้งหลาย. เจ้าศากยะทั้งหลายได้มีพระวิตก จึงทรงดำริว่า เพราะอะไรหนอ ภิกษุ

เหล่านี้เข้าไปแล้วจึงพากันกลับ    เราจักรู้เหตุนั้น    จึงเสด็จเข้าไปหาภิกษุเหล่า

นั้น. บทว่า หนฺท  เป็นนิบาตลงในอรรถแห่งคำพูด. บทว่า กห  ปน  ตุมฺเห

พระคุณเจ้าทั้งหลายจะไปไหนกัน   คือ  พระคุณเจ้าทั้งหลายมาประเดี๋ยวเดียวจะ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 387

พากันไปไหนอีก อันตรายไรๆ เกิดแก่พระคุณเจ้าหรือ หรือว่าเกิดแก่พระทศพล

ก็ภิกษุเหล่านั้นแม้จะไม่ปกปิดด้วยคำอย่างนี้ว่า   ถวายพระพร   อาตมาทั้งหลาย

มาเพื่อเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า  บัดนี้พวกอาตมาได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

จะกลับไปที่อยู่ของตนๆ ก็จริง  แต่ไม่ได้ทำเลศนัยเห็นปานนี้ได้  ทูลตามความ

เป็นจริงแล้วกล่าวว่า ถวายพระพร ภิกษุสงฆ์ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประณาม

ดังนี้. อนึ่ง พระราชาเหล่านั้นทรงขวนขวายในพระศาสนา. เพราะฉะนั้นจึงทรง

ดำริว่า  เมื่อภิกษุ ๕๐๐ รูป   กับพระอัครสาวกทั้งสองไปกันหมด   บาทมูลของ

พระผู้มีพระภาคเจ้าจักทำลาย.   เราจักทำให้ภิกษุเหล่านี้กลับให้จงได้   ครั้นทรง

ดำริอย่างนี้แล้วจึงตรัสคำมีอาทิว่า  เตนหายสฺมนฺโต  ถ้าเช่นนั้นขอพระคุณเจ้า

ทั้งหลายอยู่ครู่หนึ่ง.    บรรดาภิกษุแม้เหล่านั้นไม่มีภิกษุแม้แต่รูปเดียวที่จะเดือด

ร้อนใจว่าเราถูกประณามด้วยเหตุเพียงทำเสียงดัง.  เราบวชแล้วไม่สามารถจะดำ-

รงชีวิตอยู่ได้.  แต่ภิกษุทั้งหมดรับพระดำรัสพร้อมกัน.  บทว่า อภินนฺทตุ  คือ

ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารถนาการมาของภิกษุสงฆ์ ขอจงชื่นชมเถิด. บทว่า

อภิวทตุ  คือ  ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยพระกรุณารับสั่งว่า  ขอภิกษุสงฆ์

จงมาเถิด.  บทว่า  อนุคฺคหิโต   ขอทรงอนุเคราะห์  คือ  ทรงอนุเคราะห์ด้วย

อามิสและธรรม.   บทว่า   อญฺถตฺต   คือ  พึงถึงความน้อยใจว่าเราไม่ได้เห็น

พระทศพล.  บทว่า  วิปริณาโม  มีความแปรปรวน คือ  เมื่อภิกษุสึกด้วยความ

น้อยใจพึงถึงความแปรปรวน.  บทว่า  วีชาน  ตรุณาน   เหมือนพืชที่ยังอ่อน

คือ   ข้าวกล้าอ่อน.  บทว่า   สิยา   อญฺถตฺต  พึงเป็นอย่างอื่น  คือ   พืชที่

ยังอ่อนเมื่อไม่ได้น้ำในเวลาที่ถึงคราวให้น้ำ พึงถึงความเป็นอย่างอื่นเพราะความ

เหี่ยว.  พึงแปรปรวนเพราะถึงความแห้งเหี่ยว.  ลูกวัวซูบผอมเพราะหิวนมชื่อว่า

ถึงความเป็นอย่างอื่น.   ลูกวัวซูบผอมตาย   ชื่อว่า   ความแปรปรวน.    บทว่า


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 388

ปสาทิโต  ภควา  พระผู้มีพระภาคเจ้าอันเจ้าศากยะและท้าวสหัมบดีพรหมทรง

ให้เลื่อมใสแล้ว . นัยว่าพระเถระนั่งอยู่  ณ ที่นั้น   ได้เห็นพรหมมาด้วยทิพยจักษุ

ได้ยินเสียงทูลวิงวอนด้วยทิพโสต.     ได้ทราบความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

เลื่อมใสแล้วด้วยเจโตปริยญาณ.   เพราะฉะนั้นการส่งภิกษุไร ๆ  ไปจะไม่เป็นที่

สบายแก่ภิกษุผู้ถูกเรียกจึงตั้งใจว่า     เราจักไปจนกว่าพระศาสดาจะไม่ทรงส่งไป

จึงกล่าวอย่างนี้.  บทว่า   อปฺโปสฺสุกฺโก     เป็นผู้มีความขวนขวายน้อย    คือ

เป็นผู้ไม่ขวนขวายในกิจอย่างอื่น.   บทว่า   ทิฏฺธมฺมสุขวิหาร   ธรรมเป็น

เครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม.     พระผู้มีพระภาคเจ้าคงจะทรงขวนขวายธรรม

เป็นเครื่องอยู่คือผลสมาบัติ   มีพระประสงค์จะประทับอยู่.  บัดนี้พระองค์จักประ

ทับอยู่ตามชอบใจ   พระมหาโมคคัคลานเถระจึงกล่าวว่า    จิตของข้าพระองค์ได้

เป็นอย่างนี้. บทว่า มยมฺปิทานิ  คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราสั่งสอนผู้อื่น

ไล่ออกจากวิหาร.   ประโยชน์อะไรด้วยโอวาทของผู้อื่นแก่เรา.   บัดนี้แม้เราก็จัก

อยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม. พระเถระผิดในฐานะนี้มิได้รู้ว่า

เป็นภาระของตน.  เพราะภิกษุสงฆ์นี้เป็นภาระของพระมหาเถระแม้ทั้งสอง. ด้วย

เหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงห้ามพระสารีบุตรนั้น   จึงตรัสบทมีอาทิว่า

อาคเมหิ   เธอจงรอก่อน.   ส่วนพระมหาโมคคัลลานเถระได้ทราบว่าเป็นภาระ

ของตน.     ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทรงประทานสาธุการแก่พระ-

มหาโมคคัลลานเถระนั้น.

บทว่า  จตฺตารีมานิ  ภิกฺขเว   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภัย ๔ อย่างนี้

เพราะเหตุไร   พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงปรารภขึ้น.    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

ปรารภเทศนานี้ขึ้น เพื่อทรงแสดงว่าในศาสนานี้มีภัยอยู่ ๔ อย่าง. ผู้ใดไม่กลัวภัย

เหล่านั้น    ผู้นั้นสามารถดำรงอยู่ในศาสนานี้ได้   ส่วนพวกอื่นนอกนี้ไม่สามารถ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 389

ในบทเหล่านั้นบทว่า  อุทโกโรหนฺเต   คือ   เมื่อบุคคลกำลังลงน้ำ.

บทว่า   กุมฺภีลภย   ได้แก่  ภัยแต่จระเข้.   บทว่า  สุสุกภย  ได้แก่  ภัยแต่ปลา

ร้าย.   บทว่า   อุมฺมิภย   ภัยแต่คลื่นนี้   เป็นชื่อของความโกรธและความแค้น.

เหมือนอย่างว่าบุคคลหยั่งลงสู่น้ำในภายนอก  จมน้ำในคลื่นแล้วตายฉันใด  ภิกษุ

ในศาสนานี้  จมลงในความโกรธและความแค้น  แล้วสึกก็ฉันนั้น.  เพราะฉะนั้น

ความโกรธและความแค้นท่านกล่าวว่า  ภัยแต่คลื่น.   บทว่า กุมฺภีลภย   ภัยแต่

จระเข้นี้เป็นชื่อของความเห็นแก่ท้อง.  เหมือนอย่างว่าบุคคลหยั่งลงสู่น้ำภายนอก

ถูกจระเข้กัดตายฉันใด   ภิกษุในศาสนานี้ก็ฉันนั้น  กินเพราะเห็นแก่ท้องย่อมสึก.

เพราะฉะนั้นความเห็นแก่ท้องท่านกล่าวว่า  ภัยแต่จรเข้.  บทว่า  อรกฺขิเตน

กาเยน ไม่รักษากาย คือ ไม่รักษากายด้วยการสั่นศีรษะเป็นต้น.  บทว่า  อรกุ-

ขิตาย วาจาย ไม่รักษาวาจา  คือ  ไม่รักษา ด้วยพูดคำหยาบเป็นต้น .   บทว่า

อนุปติฏฺิตาย  สติยา  ไม่ตั้งสติมั่น คือ ไม่ตั้งสติเป็นไปในกาย. บทว่า อลวุ-

เตหิ ไม่สำรวม คือไม่ปกปิด. คำว่า ปญฺจนฺเนต กามคุณาน  อธิวจน ความ

ว่า  บรรพชิตในศาสนานี้  จมลงในกระแสน้ำวนของกามคุณ ๕ แล้ว  สึกออกไป

ก็เหมือนกับบุคคลข้ามน้ำเพื่อไปฝั่งโน้น    ครั้นดำลงในกระแสน้ำวนแล้ว   ก็จม

ตายฉะนั้น  เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสว่า ภัยแต่น้ำวนคือกามคุณ  ๕.  บทว่า

อนุทฺธเสติ  ย่อมตามกำจัด คือ ทำให้ลำบาก  ทำให้หดหู่.  บทว่า  ราคานุทฺ

ธเสน  คือ  มีจิตอันความกำหนัดกำจัดแล้ว.  คำว่า มาตุคามสฺเสต  อธฺวจน

ความว่า  ภัยเพราะปลาร้าย  นี้เป็นชื่อของมาตุคาม.  เหมือนอย่างว่าบุคคลหยั่งลง

สู่น้ำภายนอก ได้รับการประหารตายเพราะอาศัยปลาร้ายฉันใด   ภิกษุในศาสนานี้

ก็ฉันนั้น   เกิดกามราคะอาศัยมาตุคามสึก.   เพราะฉะนั้นมาฉุคามท่านจึงกล่าวว่า

ภัยแต่ปลาร้าย.   เมื่อบุคคลกลัวภัย  ๔   อย่างนี้แล้วไม่หยั่งลงสู่น้ำ   ก็จะไม่ได้


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 390

รับผลร้ายเพราะอาศัยน้ำ    เป็นผู้กระหายเพราะอยากน้ำ    และเป็นผู้มีร่างกาย

เศร้าหมอง    เพราะฝุ่นละอองฉันใด.    เมื่อภิกษุกลัวภัย   ๔  อย่างเหล่านี้แล้ว

แม้ไม่บวชในศาสนา  ก็ไม่ได้รับผลดีเพราะอาศัยศาสนา  เป็นผู้กระหาย   เพราะ

ความอยาก คือตัณหา   และเป็นผู้มีจิตเศร้าหมอง   ด้วยธุลี   คือ  กิเลสฉันนั้น.

หรือว่าเมื่อบุคคลไม่กลัวภัย ๔ อย่างเหล่านี้    แล้วหยั่งลงสู่น้ำย่อมมีผลดังกล่าว

แล้วฉันใด.   เมื่อภิกษุไม่กลัวภัย  ๔  อย่างนี้แล้ว    แม้บวชในศาสนา   ก็ย่อมมี

อานิสงส์ดังกล่าวแล้ว.

อนึ่ง   พระเถระกล่าวว่า   บุคคลกลัวภัย ๔   อย่างแล้วไม่หยั่งลงสู่น้ำก็

ไม่สามารถจะตัดกระแสข้ามฝั่งโน้นได้.  ครั้นไม่กลัว  หยั่งลง  ก็สามารถข้าม

ไปได้ฉันใด.  ครั้นเขากลัวแล้ว  แม้บวชในศาสนา ก็ไม่สามารถตัดกระเเสตัณหา

แล้วเห็นฝั่ง  คือ  นิพพานได้.  ครั้นไม่กลัว   ออกบวชจึงสามารถดังนี้.  บทที่

เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้น.

อนึ่ง     เทศนานี้จบลงด้วยอำนาจแห่งบุคคลผู้ควรแนะนำได้    ด้วย

ประการฉะนี้.

 

จบอรรถกถาจาตุมสูตรที่  ๗


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 391

๘. นฬกปานสูตร

กุลบุตรผู้มีชื่อเสียงบวช

[๑๙๕]   ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้.

สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในป่าไม้ทองกวาว  เขตบ้าน

นฬกปานะ  ในโกศลชนบท   ก็สมัยนั้น   กุลบุตรมีชื่อเสียงมากด้วยกัน  คือ

ท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระภัททิยะ  ท่านพระกิมพิละ  ท่านพระภัคคุ

ท่านพระโกณฑัญญะ  ท่านพระเรวตะ  ท่านพระอานนท์   และกุลบุตร

ที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ   มีศรัทธาออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตอุทิศเฉพาะพระผู้มี

พระภาคเจ้า  ก็สมัยนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้ามีหมู่ภิกษุแวดล้อมประทับนั่งอยู่ใน

ที่แจ้ง.   ครั้งนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภกุลบุตรทั้งหลาย    ตรัสเรียก

ภิกษุทั้งหลายมาว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   กุลบุตรผู้มีศรัทธาออกจากเรือนบวช

เป็นบรรพชิต  อุทิศเฉพาะเราเหล่านั้น    ยังยินดีในพรหมจรรย์อยู่หรือ    ภิกษุ

เหล่านั้นได้พากันนิ่งอยู่  แม้ครั้งที่สอง . . .แม้ครั้งที่สาม. . . พระผู้มีพระภาคเจ้า

ก็ทรงปรารภกุลบุตรทั้งหลาย  ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

กุลบุตรผู้มีศรัทธาออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต  อุทิศเฉพาะเราเหล่านั้น  ยัง

ยินดีในพรหมจรรย์อยู่หรือ  แม้ครั้งที่สาม  ภิกษุเหล่านั้นก็ได้พากันนิ่งอยู่.

[๑๙๖]   ครั้งนั้นแล     พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพระดำริอย่างนี้ว่า

อย่ากระนั้นเลย   เราพึงถามกุลบุตรเหล่านั้นเองเถิด   ครั้นแล้วได้ตรัสเรียกท่าน

พระอนุรุทธะมาว่า  ดูก่อนอนุรุทธะ   ภัททิยะ   กิมพิละ   ภัคคุ   โกณฑัญญะ

เรวตะ   และอานนท์   เธอทั้งหลายยังยินดีในพรหมจรรย์อยู่หรือ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 392

ท่านพระอนุรุทธะเป็นต้นกราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระ-

องค์ทั้งหลายยังยินดีในการพระพฤติพรหมจรรย์.

ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย  ดีละ ๆ  ข้อที่เธอทั้งหลายยินดีในการประพฤติ

พรหมจรรย์นี้แล       เป็นการสมควรแก่เธอทั้งหลายผู้เป็นกุลบุตรออกจากเรือน

บวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา    เธอทั้งหลายประกอบด้วยปฐมวัย    กำลังเจริญ

เป็นหนุ่มแน่น ผมดำสนิท  ควรบริโภคกาม  ยังออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต

ได้   ก็เธอทั้งหลายนั้น    มิใช่ผู้ทำความผิดต่อพระราชา   มิใช่ผู้ถูกโจรคอยตาม

จับ   มิใช่ผู้อันหนี้บีบคั้น  มิใช่ผู้เดือดร้อนเพราะภัย  และมิใช่ผู้ถูกอาชีพบีบคั้น

แล้ว   จึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต    เธอทั้งหลายออกจากเรือนบวชเป็น

บรรพชิตเพราะศรัทธา   ด้วยความคิดอย่างนี้ว่า  เออ   ก็เราเป็นผู้อันชาติ    ชรา

มรณะ  โสกะ  ปริเทวะ  ทุกข์  โทมนัส  อุปายาส  ครองงำแล้ว  เป็นผู้อัน

ทุกข์ครอบงำแล้ว   เป็นผู้อันทุกข์ท่วมทับแล้ว    ทำไฉน    การทำที่สุดแห่งกอง

ทุกข์ทั้งสิ้นนี้    จะพึงปรากฏได้  ดังนี้   มิใช่หรือ.

อย่างนี้    พระเจ้าข้า.

ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย    ก็กิจอะไรเล่า    ที่กุลบุตรผู้บวชอย่างนี้แล้ว

พึ่งทำ  ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย  บุคคลยังไม่เป็นผู้สงัดจากกาม  สงัดจากอกุศล-

ธรรม    บรรลุปีติและสุข    หรือสุขอื่นที่สงบกว่านั้น    แม้อภิชฌา    พยาบาท

ถีนมิทธะ    วิจิกิจฉา   อุทธัจจกุกกุจจะ   อรติ    ความเป็นผู้เกียจคร้าน    ย่อม

ครอบงำจิตของบุคคลนั้นตั้งอยู่ได้   บุคคลนั้นก็หาสงัดจากกาม  สงัดจากอกุศล-

ธรรม   บรรลุปีติและสุขหรือสุขอื่นที่สงบกว่านั้นไม่    ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย

บุคคลใดเป็นผู้สงัดจากกาม   สงัดจากอกุศลธรรม   บรรลุปีติและสุข   หรือสุข

อื่นที่สงบกว่านั้นได้  แม้อภิชฌา พยาบาท   ถีนมิทธะ วิจิกิจฉา  อุทธัจจกุกกุจจะ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 393

อรติ   แม้ความเป็นผู้เกียจคร้าน  ก็ไม่ครอบงำจิตของบุคคลนั้น ทั้งอยู่ได้  บุคคล

นั้นก็สงัดจากกาม     สงัดจากอกุศลธรรม   บรรลุปีติและสุข   หรือสุขอื่นที่สงบ

กว่านั้นได้.

 

ว่าด้วยอาสวะ

[๑๙๗]   ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย      เธอทั้งหลายจะว่ากระไรในเราว่า

อาสวะเหล่าใด    นำมาซึ่งความเศร้าหมอง    นำมาซึ่งภพใหม่    เป็นไปกับด้วย

ความกระวนกระวาย     มีทุกข์เป็นวิบาก     เป็นที่ตั้งแห่งความเกิดความแก่และ

ความตายต่อไป   อาสวะเหล่านั้น    ตถาคตยังละไม่ได้    เพราะเหตุนั้น   ตถาคต

พิจารณาแล้วจึงเสพของบางอย่าง        พิจารณาแล้วจึงอดกลั้นของบางอย่าง

พิจารณาแล้วจึงเว้นของบางอย่าง   พิจารณาแล้วจึงบรรเทาของบางอย่าง.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์ทั้งหลายมิได้ว่าอะไรในพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าอย่างนี้ว่า    อาสวะเหล่าใด    อันนำมาซึ่งความเศร้าหมอง   นำมาซึ่งภพ

ใหม่  เป็นไปกับด้วยความกระวนกระวาย  มีทุกข์เป็นวิบาก  เป็นที่ตั้งแห่งความ

เกิด    ความแก่   และความตายต่อไป    อาสวะเหล่านั้น   พระตถาคตยังละไม่ได้

เพราะเหตุนั้น   พระตถาคตพิจารณาแล้วจึงเสพของบางอย่าง    พิจารณาแล้วจึง

อดกลั้นของบางอย่าง พิจารณาแล้วจึงเว้นของบางอย่าง พิจารณาแล้วจึงบรรเทา

ของบางอย่าง    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กล่าวในพระผู้มี-

พระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า   อาสวะเหล่าใด    นำมาซึ่งความเศร้าหมอง   นำมาซึ่งภพ

ใหม่    เป็นไปกับด้วยความกระวนกระวาย     มีทุกข์เป็นวิบาก    เป็นที่ตั้งแห่ง

ความเกิด   ความแก่   และความตายต่อไป   อาสวะเหล่านั้น   พระตถาคตละได้

แล้ว   เพราะเหตุนั้น    พระตถาคตพิจารณาแล้วจึงเสพของบางอย่าง   พิจารณา


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 394

แล้วจึงอดกลั้นของบางอย่าง    พิจารณาแล้วจึงเว้นของบางอย่าง    พิจารณาแล้ว

จึงบรรเทาของบางอย่าง   ดังนี้.

ดีละ ๆ  อนุรุทธะทั้งหลาย   อาสวะเหล่าใด   นำมาซึ่งความเศร้าหมอง

นำมาซึ่งภพใหม่   เป็นไปกับด้วยความกระวนกระวาย   มีทุกข์เป็นวิบาก  เป็น

ที่ตั้งแห่งความเกิด   ความแก่    และความตายต่อไป    อาสวะเหล่านั้น    ตถาคต

ละได้แล้ว    มีมูลอันขาดแล้ว    ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน    ถึงความไม่มี   มีอัน

ไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา   ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย   เปรียบเหมือนต้นตาลยอด

ด้วน   ไม่ควรจะงอกอีกได้ฉันใด   อาสวะทั้งหลาย้อนนำมาซึ่งความเศร้าหมอง

นำมาซึ่งภพใหม่   เป็นไปกับด้วยความกระวนกระวาย   มีทุกข์เป็นวิบาก  เป็น

ที่ตั้งแห่งความเกิด   ความแก่   และความตายต่อไป  ก็ฉันนั้น  ตถาคตละได้แล้ว

มีมูลอันขาดแล้ว   ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน   ถึงความไม่มี   มีอันไม่เกิดต่อไป

เป็นธรรมดา   เพราะฉะนั้น  ตถาคตพิจารณาแล้วจึงเสพของบางอย่าง  พิจารณา

แล้วจึงอดกลั้นของบางอย่าง   พิจารณาแล้วจึงเว้นของบางอย่าง    พิจารณาแล้ว

จึงบรรเทาของบางอย่าง.

[๑๙๘]  ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย    เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

ตถาคตเห็นอำนาจประโยชน์อะไรอยู่  จึงพยากรณ์สาวกทั้งหลายผู้ทำกาละล่วงลับ

ไปแล้ว    ในภพที่เกิดทั้งหลายว่า   สาวกชื่อโน้นเกิดในภพโน้น   สาวกชื่อโน้น

เกิดในภพโน้น  ดังนี้.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   ธรรมทั้งหลายของข้าพระองค์ทั้งหลายมีพระผู้-

มีพระภาคเจ้าเป็นมูล  มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นแบบแผน  มีพระผู้มีพระภาคเจ้า

เป็นที่พึ่งพาอาศัย    ดีละ    พระเจ้าข้า     ขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้จงแจ่มแจ้งกะ

พระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด     ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว    จัก

ทรงจำไว้.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 395

ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย     ตถาคตจะพยากรณ์สาวกทั้งหลายผู้ทำกาละ

ล่วงลับไปแล้ว     ในภพที่เกิดทั้งหลายว่า    สาวกชื่อโน้นเกิดในภพโน้น     สาวก

ชื่อโน้นเกิดในภพโน้น  ดังนี้  เพื่อให้คนพิศวงก็หามิได้   เพื่อเกลี้ยกล่อมคนก็

หามิได้    เพื่ออานิสงส์คือลาภสักการะและความสรรเสริญก็หามิได้    ด้วยความ

ประสงค์ว่า  คนจงรู้จักเราด้วยเหตุนี้ก็หามิได้  ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย  กุลบุตร

ผู้มีศรัทธา   มีความยินดีมาก   มีความปราโมทย์มาก     มีอยู่    กุลบุตรเหล่านั้น

ได้ฟังคำพยากรณ์นั้นแล้ว   จะน้อมจิตเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้นบ้าง   ข้อนั้น

จะมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูล   เพื่อความสุข   แก่กุลบุตรเหล่านั้นสิ้นกาลนาน.

 

ความอยู่ผาสุกของภิกษุ

[๑๙๙]  ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย   ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้ฟังว่า  ภิกษุ

ชื่อนี้ทำกาละแล้ว     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า    ดำรงอยู่ในอรหัตผล

ก็ท่านนั้นเป็นผู้อันภิกษุนั้นได้เห็นเองหรือได้ยินมาว่า   ท่านนั้นเป็นผู้มีศีลอย่าง

นี้บ้าง    ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีธรรมอย่างนี้บ้าง    ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้

บ้าง   ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้บ้าง    ว่าท่านนั้นเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว

อย่างนี้บ้าง   ภิกษุนั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา   ศีล   สุตะ   จาคะ  และปัญญา

ของภิกษุนั้น     จะน้อมจิตเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้นบ้าง     ดูก่อนอนุรุทธะ

ทั้งหลาย   ความอยู่สำราญย่อมมีได้แก่ภิกษุ   แม้ด้วยประการฉะนี้แล.

ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย   ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้ฟังว่า   ภิกษุชื่อนี้ทำ

กาละแล้ว  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า  เป็นผู้ผุดเกิดขึ้น จักปรินิพพาน

ในภพนั้น  มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา  เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ห้า

สิ้นไป   ก็ท่านนั้นเป็นผู้อันภิกษุนั้นได้เห็นเองหรือได้ยินมาว่า  ท่านนั้นเป็นผู้มี

ศีลอย่างนี้บ้าง    ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีธรรมอย่างนี้บ้าง   ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีปัญญา


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 396

อย่างนี้บ้าง  ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้บ้าง  ว่าท่านนั้นเป็นผู้พ้นวิเศษ

แล้วอย่างนี้บ้าง   ภิกษุนั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา   ศีล    สุตะ    จาคะ    และปัญญา

ของภิกษุนั้น  จะน้อมจิตเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้นบ้าง.

ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย   ความอยู่สุขสำราญย่อมมีได้แก่ภิกษุ  แม้ด้วย

ประการฉะนี้แล  ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย  ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้ฟังว่า   ภิกษุ

ชื่อนี้ทำกาละแล    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า   เป็นพระสกทาคามี

จักมายังโลกนี้คราวเดียวเท่านั้น  แล้วทำที่สุดทุกข์ได้   เพราะสังโยชน์สามสิ้นไป

และเพราะราคะ   โทสะ    และโมหะ   เบาบาง   ก็ท่านนั้นเป็นผู้อันภิกษุนั้นได้

เห็นเอง   หรือได้ยินมาว่า   ท่านนั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้บ้าง   ว่าท่านนั้นเป็นผู้มี

ธรรมอย่างนี้บ้าง  ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้บ้าง  ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีวิหาร-

ธรรมอย่างนี้บ้าง   ว่าท่านนั้นเป็นผู้พ้นวิเศษแล้วอย่างนี้บ้าง   ภิกษุนั้นเมื่อระลึก

ถึงศรัทธา   ศีล   สุตะ   จาคะ   และปัญญาของภิกษุนั้น   จะน้อมจิตเข้าไปเพื่อ

ความเป็นอย่างนั้นบ้าง    ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย    ความอยู่สำราญย่อมมีได้แก่

ภิกษุ   แม้ด้วยประการฉะนี้แล    ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย    ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ได้ฟังว่า    ภิกษุชื่อนี้ทำกาละแล้ว     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า    เป็น

พระโสดาบัน    มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา   เป็นผู้เที่ยง   มีอันจะตรัสรู้เป็น

เบื้องหน้า    เพราะสังโยชน์สามสิ้นไป   ถ้าท่านนั้นเป็นผู้อันภิกษุนั้นได้เห็นเอง

หรือได้ยินมาว่า   ท่านนั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้บ้าง   ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีธรรมอย่าง

นี้บ้าง   ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้บ้าง  ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีวิหารธรรมอย่าง

นี้บ้าง  ภิกษุนั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา  ศีล  สุตะ  จาคะ  และปัญญาของภิกษุนั้น

จะน้อมจิตเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้นบ้าง   ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย   ความอยู่

สำราญย่อมมีได้แก่ภิกษุ   แม้ด้วยประการฉะนี้แล.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 397

ความอยู่ผาสุกของภิกษุณี

[๒๐๐]  ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย ภิกษุณีในธรรมวินัยนี้ได้ฟังว่า ภิกษุณี

ชื่อนี้ทำกาละแล้ว     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า    ดำรงอยู่ในอรหัตผล

ก็น้องหญิงนั้นเป็นผู้อันภิกษุณีนั้นได้เห็นเอง    หรือได้ยินมาว่า   น้องหญิงนั้น

เป็นผู้มีศีลอย่างนี้บ้าง   ว่าน้องหญิงนั้นเป็นผู้มีธรรมอย่างนี้บ้าง  ว่าน้องหญิงนั้น

เป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้บ้าง ว่าน้องหญิงนั้นเป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้บ้าง ว่าน้อง

หญิงนั้นเป็นผู้พ้นวิเศษแล้วอย่างนี้บ้าง  ภิกษุณีนั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ

จาคะ   และปัญญาของภิกษุณีนั้นจะน้อมจิตเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้นบ้าง.

ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย   ความอยู่สำราญย่อมมีได้แก่ภิกษุณี   แม้ด้วย

ประการฉะนี้แล    ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย    ภิกษุณีในธรรมวินัยนี้ได้ฟังมาว่า

ภิกษุณีชื่อนี้ทำกาละแล้ว   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า   เป็นผู้ผุดเกิดขึ้น

จักปรินิพพานในภพนั้น     มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา   เพราะโอรัม-

ภาคิยสังโยชน์ห้าสิ้นไป  ก็น้องหญิงนั้นเป็นผู้อันภิกษุณีนั้นได้เห็นเองหรือได้ยิน

มาว่า  น้องหญิงนั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้บ้าง   ว่าน้องหญิงนั้นเป็นผู้มีธรรมอย่างนี้

บ้าง   ว่าน้องหญิงนั้นเป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้บ้าง    ว่าน้องหญิงนั้นเป็นผู้มีวิหาร-

ธรรมอย่างนี้บ้าง  ว่าน้องหญิงนั้นเป็นผู้พ้นวิเศษแล้วอย่างนี้บ้าง  ภิกษุณีนั้นเมื่อ

ระลึกถึงศรัทธา   ศีล  สุตะ  จาคะ  และปัญญาของภิกษุณีนั้น   จะน้อมจิตเข้าไป

เพื่อความเป็นอย่างนั้นบ้าง  ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย   ความอยู่สำราญย่อมมีได้

แก่ภิกษุณี   แม้ด้วยประการฉะนี้แล   ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย  ภิกษุณีในธรรม

วินัยนี้ได้ฟังมาว่า    ภิกษุณีชื่อนี้ทำกาละแล้ว   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์

ว่าเป็นพระสกทาคามี    จักกลับมายังโลกนี้เพียงคราวเดียว   แล้วทำที่สุดทุกข์ได้

เพราะสังโยชน์สามสิ้นไป  เพราะราคะ   โทสะ  โมหะ  เบาบาง  ก็น้องหญิงนั้น


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 398

เป็นผู้อันภิกษุณีนั้นได้เห็นเองหรือได้ยินมาว่า    น้องหญิงนั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้

บ้าง    ว่าน้องหญิงนั้นเป็นผู้มีธรรมอย่างนี้บ้าง    ว่าน้องหญิงนั้นเป็นผู้มีปัญญา

อย่างนี้บ้าง  ว่าน้องหญิงนั้นเป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้บ้าง  ว่าน้องหญิงนั้นเป็น

ผู้พ้นวิเศษแล้วอย่างนี้บ้าง  ภิกษุณีนั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา ศีล  สุตะ  จาคะ  และ

ปัญญาของภิกษุณีนั้น    จะน้อมจิตเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้นบ้าง.

ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย   ความอยู่สำราญย่อมมีได้แก่ภิกษุณี   แม้ด้วย

ประการฉะนี้ ดูก่อนอนุทธะทั้งหลาย ภิกษุณีในธรรมวินัยนี้ได้ฟังมาว่า   ภิกษุณี

ชื่อนี้ทำกาละแล้ว   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า    เป็นพระโสดาบัน   มี

ความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา    เป็นผู้เที่ยง   มีอันจะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า   เพราะ

สังโยชน์สามสิ้นไป   ก็น้องหญิงนั้นเป็นผู้อันภิกษุณีนั้นได้เห็นเองหรือได้ยินมา

ว่า  น้องหญิงนั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้บ้าง  ว่าน้องหญิงนั้นเป็นผู้มีธรรมอย่างนี้บ้าง

ว่าน้องหญิงเป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้บ้าง  ว่าน้องหญิงนั้นเป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้

บ้าง    ว่าน้องหญิงนั้นเป็นผู้พ้นวิเศษแล้วอย่างนี้บ้าง     ภิกษุณีนั้นเมื่อระลึกถึง

ศรัทธา  ศีล  สุตะ  จาคะ  และปัญญาของภิกษุณีนั้น  จะน้อมจิตเข้าไปเพื่อความ

เป็นอย่างนั้นบ้าง  ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย   ความอยู่สำราญย่อมมีได้แก่ภิกษุณี

แม้ด้วยประการฉะนี้แล.

 

ความอยู่ผาสุกของอุบาสก

[๒๐๑]   ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย    อุบาสกในธรรมวินัยนี้ได้ฟังมาว่า

อุบาสกชื่อนี้ทำกาละแล้ว  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า   เป็นผู้ผุดเกิดขึ้น

จักปรินิพพานในภพนั้น  มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา  เพราะโอรัมภา-

คิยสังโยชน์ห้าสิ้นไป     ก็ท่านนั้นเป็นผู้อันอุบาสกนั้นได้เห็นเองหรือได้ยินมาว่า


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 399

ท่านนั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้บ้าง   ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีธรรมอย่างนี้บ้าง   ว่าท่านนั้น

เป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้บ้าง  ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้บ้าง  ว่าท่านนั้น

เป็นผู้พ้นวิเศษแล้วอย่างนี้บ้าง  อุบาสกนั้น  เมื่อระลึกถึงศรัทธา  ศีล  สุตะ จาคะ

และปัญญาของอุบาสกนั้น   จะน้อมจิตเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้นบ้าง  ดูก่อน

อนุรุทธะทั้งหลาย     ความอยู่สำราญย่อมมีได้แก่อุบาสก     แม้ด้วยประการฉะนี้

ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย อุบาสกในธรรมวินัยนี้ได้ฟังมาว่า  อุบาสกชื่อนี้ทำกาละ

แล้ว   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า    เป็นพระสกทาคามี     จักกลับมายัง

โลกนี้เพียงคราวเดียว   แล้วทำที่สุดทุกข์ได้   เพราะสังโยชน์สามสิ้นไป    เพราะ

ราคะ  โทสะ   และโมหะ    เบาบาง    ก็ท่านนั้นเป็นผู้อันอุบาสกนั้นได้เห็นเอง

หรือได้ยินมาว่า  ท่านนั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้บ้าง  ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีธรรมอย่างนี้

บ้าง  ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้บ้าง    ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีวิหารธรรมอย่าง

นี้บ้าง  ว่าท่านนั้นเป็นผู้พ้นวิเศษแล้วอย่างนี้บ้าง  อุบาสกนั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา

ศีล   สุตะ   จาคะ   และปัญญาของอุบาสกนั้น    จะน้อมจิตเข้าไปเพื่อความเป็น

อย่างนั้นบ้าง.

ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย     ความอยู่สำราญย่อมมีได้แก่อุบาสกแม้ด้วย

ประการฉะนี้แล    ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย    อุบาสกในธรรมวินัยนี้ได้ฟังมาว่า

อุบาสกชื่อนี้ทำกาละแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า  เป็นพระโสดาบัน

มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา   เป็นผู้เที่ยง   มีอันจะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า   เพราะ

สังโยชน์สามสิ้นไป      ก็ท่านนั้นเป็นผู้อันอุบาสกนั้นได้เห็นเองหรือได้ยินมาว่า

ท่านนั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้บ้าง  ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีธรรมอย่างนี้บ้าง   ว่าท่านนั้น

เป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้บ้าง  ว่าท่านนั้นเป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้บ้าง  ว่าท่านนั้น

เป็นผู้พ้นวิเศษแล้วอย่างนี้บ้าง  อุบาสกนั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา  ศีล  สุตะ  จาคะ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 400

และปัญญาของอุบาสกนั้น   จะน้อมจิตเข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้นบ้าง   ดูก่อน

อนุรุทธะทั้งหลาย  ความอยู่สำราญย่อมมีได้แก่อุบาสก  แม้ด้วยประการฉะนี้แล.

 

ความอยู่ผาสุกของอุบาสิกา

[๒๐๒]   ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย   อุบาสิกาในธรรมวินัยนี้ได้ฟังมาว่า

อุบาสิกาชื่อนี้ทำกาละแล้ว    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า    เป็นผู้ผุดเกิด

ขึ้น  จักปรินิพพานในภพนั้น  มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา  เพราะโอ-

รัมภาคิยสังโยชน์ห้าสิ้นไป   ก็น้องหญิงนั้นเป็นผู้อันอุบาสิกานั้นได้เห็นเองหรือ

ได้ยินมาว่า  น้องหญิงนั้นเป็นผู้มีศีลอย่างนี้บ้าง    ว่าน้องหญิงนั้นเป็นผู้มีธรรม

อย่างนี้บ้าง  ว่าน้องหญิงนั้นเป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้บ้าง    ว่าน้องหญิงนั้นเป็นผู้มี

วิหารธรรมอย่างนี้บ้าง  ว่าน้องหญิงนั้นเป็นผู้พ้นวิเศษแล้วอย่างนี้บ้าง   อุบาสิกา

นั้น เมื่อระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญาของอุบาสิกานั้น  จะน้อมจิต

เข้าไปเพื่อความเป็นอย่างนั้นบ้าง     ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย     ความอยู่สำราญ

ย่อมมีได้แก่อุบาสิกา แม้ด้วยประการฉะนี้แล  ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย  อุบาสิกา

ในธรรมวินัยนี้ได้ฟังมาว่า      อุบาสิกาชื่อนี้ทำกาละแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

พยากรณ์ว่า   เป็นพระสกทาคามี     จักกลับมายังโลกนี้เพียงคราวเดียว   แล้วทำ

ที่สุดทุกข์ได้  เพราะสังโยชน์สามสิ้นไป  เพราะราคะ  โทสะ   และโมหะ เบาบาง

ก็น้องหญิงนั้นเป็นผู้อันอุบาสิกานั้นได้เห็นเองหรือได้ยินมาว่า      น้องหญิงนั้น

เป็นผู้มีศีลอย่างนี้บ้าง    ว่าน้องหญิงนั้นเป็นผู้มีธรรมอย่างนี้บ้าง    ว่าน้องหญิง

นั้นเป็นผู้มีปัญญาอย่างนี้บ้าง  ว่าน้องหญิงนั้นเป็นผู้มีวิหารธรรมอย่างนี้บ้าง  ว่า

น้องหญิงนั้นเป็นผู้พ้นวิเศษแล้วอย่างนี้บ้าง  อุบาสิกานั้นเมื่อระลึกถึงศรัทธา  ศีล

สุตะ   จาคะ   และปัญญาของอุบาสิกานั้น    จะน้อมจิตเข้าไปเพื่อความเป็นอย่าง


หน้าที่ 301-350
หน้าที่ 401-450