พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 201

ทั้งหลาย   ก็เพราะการประชุมพร้อมแห่งปัจจัย  ๓  ประการดังนี้.  พระองค์ทรง

ยังเทศนาให้ถึงที่สุดแล้ว    ด้วยสามารถแห่งวัฏฏะในหนหลังมิใช่หรือ. ตอบ

ว่า ใช่ให้ถึงที่สุดแล้ว.  แต่ว่าอนุสนธินี้เป็นของเฉพาะบุคคล. จริงอยู่  โลกสัน

นิวาสนี้   หลงใหลแล้วในปฏิสนธิ.  เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงเริ่ม

เทศนานี้ว่า  เราจักกำจัดฐานอันเป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหลของโลกสัน-

นิวาสนั้นทำให้ปรากฏ.  อีกอย่างหนึ่ง  อวิชชามีวัฏฏะเป็นมูล  ความบังเกิดขึ้น

แห่งพุทธะมีวิวัฏฏะเป็นมูล เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ทรงแสดง

อวิชชาอันมีวัฏฏะเป็นมูล  และพุทธุปบาทอันมีวิวัฏฏะเป็นมูลแล้ว  ทรงดำริ

ว่า   เราจักยังเทศนาให้ถึงที่สุดอีกครั้งเดียว  ด้วยสามารถแห่งวัฏฏะและวิวัฏฏะ

ดังนี้     จึงเริ่มเทศนานี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺนิปาตาได้แก่ เพราะการประชุม

คือว่า เพราะประมวลมา. บทว่า  คพฺภสฺส  ได้แก่  สัตว์ผู้เกิดขึ้นในครรภ์.

บทว่า  อวกฺกนฺติ   โหติ  ได้แก่   ความเกิดย่อมมี. จริงอยู่ในที่บางแห่งท้องแห่ง

มารดาท่านเรียกว่า  ครรภ์.  เหมือนอย่างที่กล่าวไว้ว่า :-

ยเมกรตฺตึ  ปม                 คพฺเภ  วสติ  มาณโว

อพฺภุฏฺิโตว  สยติ               ส  คจฺฉ  น  นิวตฺตติ.

แปลว่า  สัตว์อยู่ในท้องเเม่  ตลอดราตรีหนึ่งก่อน เขาลุกขึ้นแล้ว

ก็นอน เขาไปไม่กลับ.  ในที่บางแห่ง  ท่านเรียกสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ว่า ครรภ์.

เหมือนอย่างที่กล่าวไว้ว่า  ยถา  โข ปนานนฺท  อิตฺถิโย  อญฺา  นว  วา  ทส  วา

มาเส   คพฺภ   กุจฺฉินา   ปริหริตฺวา  วิชายนฺติ   แปลว่า  ก่อนอานนท์  หญิงอื่นๆ

ย่อมรักษาทารกผู้เกิดในครรภ์ด้วยท้อง   เก้าเดือน หรือว่า สิบเดือนแล้วจึง

คลอด.  ในที่นี้   ท่านประสงค์เอาสัตว์.  คำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 202

คพฺภสฺส  อวกฺกนฺติ โหติ  ดังนี้ หมายถึงสัตว์นั้น.บทว่า  อิธ ได้แก่ ในสัตว์โลก

นี้. บทว่า มาตา  จ  อุตุนี โหติ นี้ ตรัสหมายเอาเวลามีระดู. ได้ยินว่า ทารก

ย่อมเกิดแก่มาตุคามในโอกาสใด ในโอกาสนั้น เม็ดโลหิตใหญ่ตั้งอยู่แล้ว

แตกไหลไป เป็นวัตถุบริสุทธิ์ เมื่อวัตถุบริสุทธิ์ มารดาบิดาอยู่ร่วมกันครั้ง

เดียวมีเขตเจ็ดวันทีเดียว ในสมัยนั้น ทารกย่อมเกิดขึ้นได้  แม้ด้วยการลูบคลำ

อวัยวะ มีการจับมือ จับมวยผมเป็นต้น. บทว่า  คนฺธพฺโพ ได้แก่ สัตว์ผู้เข้าถึง

ในที่นั้น. บทว่า ปจฺจุปฏฺิโต โหติ นี้ มีอธิบายว่า ชื่อว่า สัตว์ผู้จ้องดูการอยู่

ร่วมมารดาและบิดา ซึ่งยืนอยู่ในที่ใกล้  ย่อมไม่มี แต่ว่า สัตว์หนึ่ง ผู้อันกรรม

ซัดส่งไปแล้ว ซึ่งจะเกิดขึ้นในโอกาสนั้น มีอยู่  ดังนี้. บทว่า สสเยน ความ

ว่า ด้วยการสงสัยในชีวิตอย่างใหญ่ อย่างนี้ว่า  เราหรือว่าบุตรของเราจัก

ปราศจากโรคไหมหนอดังนี้.

 

บทว่า  โลหิตญฺเหต  ภิกฺขเว  ความว่า ได้ยินว่า โลหิตของแม่ในครั้ง

นั้น ถึงพร้อมแล้วและถึงพร้อมแล้วซึ่งฐานะนั้น  คือว่า ย่อมเป็นของขาวด้วย

ความสิเนหาในบุตร  เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนั้น.

บทว่า วงฺก ได้แก่ ไถเล็กของทารกในผู้เล่นอยู่. การเล่นประหารไม้สั้น

ด้วยไม้ยาว ท่านเรียกว่า ฆฏิกา. บทว่า โมกฺขจิก ได้แก่ การเล่นหมุนเวียน.

มีอธิบายว่า การเล่นจับท่อนไม้ในอากาศ  หรือว่า  เล่นเอาหัวตั้งที่พื้นดิน

แล้วพลิกไปมาข้างล่างข้างบน. จักรหมุนไปด้วยการกระทบลม ที่ทำด้วย

วัตถุทั้งหลายมีใบตาลเป็นต้น ท่านเรียกว่า  ปิงคุลิกะ.  ทะนานทำด้วยใบ

ไม้ ท่านเรียกว่า  ปัตตาฬหกะ ได้แก่ การเล่นตวงวัตถุทั้งหลายมีทรายเป็น

ต้น ด้วยทะนานใบไม้นั้น. บทว่า รถก  ได้แก่ รถเล็ก.  แม้ธนู ก็ได้แก่ธนูเล็ก

นั่นแหละ. บทว่า สารชฺชติ ได้แก่ ย่อมยังราคะให้เกิดขึ้น. บทว่า พฺยาปชฺชติ

ได้แก่ ย่อมยังความพยาบาทให้เกิดขึ้น. บทว่า  อนุปฏฺิตกายสติ   ความ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 203

ว่า  สติในกาย  เรียกว่า  กายสติ  อธิบายว่า  ตั้งกายสตินั้น. บทว่า  ปริตฺตเจตโส

ได้แก่  อกุศลจิต.  บทว่า  ยตฺถสฺส  เต ปาปกา ความว่า อกุศลธรรมอัน

ลามกเหล่านั้นย่อมดับไป  ในผลสมาบัติใด ย่อมไม่รู้ย่อมไม่บรรลุสมาบัติ

นั้น. บทว่า  อนุโรธวิโรธ  ได้แก่ ราคะ และโทสะ. บทว่า อภินนฺทติ ได้แก่

ย่อมเพลิดเพลินด้วยอำนาจแห่งตัณหา  เมื่อบุคคลกล่าวด้วยอำนาจแห่งตัณหา

ว่า โอ สุขหนอ เป็นต้น ชื่อว่า ย่อมบ่น. บทว่า อชฺโฌสาย ติฏฺติ ได้แก่

กลืนกิน คือยังกิจให้สำเร็จแล้วถือเอาด้วยความติดใจในตัณหา.  อธิบาย

ว่า จงยินดียิ่งซึ่งสุข หรือว่าอทุกขมสุข  ก่อนหรือว่าย่อมยินดียิ่งซึ่งทุกข์อย่าง

ไร. เมื่อบุคคลยึดถือว่า เรามีทุกข์ ทุกข์เป็นของเรา  ดังนี้ ชื่อว่า ย่อมยินดียิ่ง

ในทุกข์. บทว่า อุปฺปชฺชติ  นนฺทิ  ได้แก่  ตัณหาย่อมเกิดขึ้น.บทว่า ตทุปา-

ทาน ความว่า ตัณหานั้นเอง ชื่อว่า  อุปาทาน  เพราะอรรถว่ายึดถือ.  ก็ปัจจยา-

การอันเป็นวัฏฏะมีสนธิสามและสังเขปนี้นี้ว่า ตสฺส อุปาทานปจฺจยา ภโว

ฯเปฯ  สมุทโย   โหติ  ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสอีกครั้งหนึ่ง.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า  เพื่อทรงแสดงอันเป็นส่วนวิวัฏฏะ  จึง

ตรัสว่า  อิธ  ภิกฺขเว  ตถาคโต  โลเก อุปฺปชฺชติ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่า

นั้น   บทว่าอุปฺปมาณเจตโส  ความว่า  ชื่อว่า  มีจิตหาประมาณมิได้  เพราะมีจิตเป็น

โลกุตตระอันประมาณมิได้ อธิบายว่า เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรคจิต.

บทว่า  อิม  โข  เม ตุมฺเห  ภิกฺขเว  สงฺขิตฺเตน  ตณฺหาสงฺขยวิมุตฺตึ  ธาเรถ

ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  พวกเธอจงทรงจำ

เทศนาตัณหาสังขยวิมุตติของเรา อันเราแสดงโดยย่อนี้    ตลอดกาลเป็นนิตย์

เถิด  อย่าหลงลืม.   จริงอยู่   เทศนาในที่นี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

วิมุตติ  เพราะเป็นเหตุได้วิมุตติ. บทว่า  มหาตณฺหาชาลตณฺหาสฆาฏิปฏิ-


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 204

มุกฺก  ความว่า  ตัณหา  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ข่ายตัณหาใหญ่

เพราะอรรถว่า ร้อยรัดไว้   ตรัสว่า  สังฆาฏะ  เพราะอรรถว่า  เสียดสี  อธิบาย

ว่า พวกเธอจงทรงจำสาติภิกษุผู้เป็นบุตรนายเกวัฏฏ์นี้ว่า  เป็นผู้สวมอยู่ในข่าย

แห่งตัณหาใหญ่  และในร่างตัณหานี้  พึงทรงจำภิกษุนั้นว่า  เป็นผู้เข้าไปแล้ว

อยากอยู่ภายใน  ดังนี้   ด้วยประการฉะนี้. คำที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้น

แล.

 

จบอรรถกถามหาตัณหาสังขยสูตรที่  ๘


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 205

๙.  มหาอัสสปุรสูตร

 

[๔๕๙]  ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง     พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่อัสสปุรนิคมของหมู่

เจ้าอังคะในอังคชนบท  ครั้งนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุ

ทั้งหลายว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของ

พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ประชุมชนย่อม

รู้จักพวกเธอว่าสมณะๆ   ก็แหละพวกเธอ เมื่อเขาถามว่า ท่านทั้งหลายเป็น

อะไร ก็ปฏิญญา (รับ) ว่า พวกเราเป็นสมณะ  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เมื่อพวก

เธอนั้น มีชื่ออย่างนี้มีปฏิญญาอย่างนี้แล้ว   ก็ควรศึกษาอยู่อย่างนี้ว่า เราทั้ง

หลายจักสมาทานประพฤติกรรม ทำความเป็นสมณะด้วย ทำความเป็น

พราหมณ์ด้วย  เมื่อพวกเราปฏิบัติอยู่อย่างนี้   ชื่อและปฏิญญานี้ของพวกเรา

ก็จักเป็นความจริงแท้  ใช่แต่เท่านั้น  พวกเราบริโภค  จีวร  บิณฑบาต

เสนาสนะ  และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารของทายกเหล่าใด  สักการะทั้งหลาย

นั้น   ของทายกเหล่านั้น  ก็จักมีผลมาก    มีอานิสงส์มาก ในเพราะพวกเรา

อีกอย่างหนึ่งเล่า  บรรพชานี้ของพวกเรา  ก็จักไม่เป็นหมันจักมีผล  มีกำไร.

[๔๖๐]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็ธรรมทำความเป็นสมณะและทำ

ความเป็นพราหมณ์ เป็นอย่างไร พวกเธอควรศึกษาอยู่อย่างนี้ว่า เราทั้ง

หลายจักเป็นผู้ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะ   บางทีพวกเธอจะมีความดำริ

ว่า พวกเราเป็นผู้ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะแล้ว ด้วยกิจเพียงเท่านี้

พอละพวกเราทำเสร็จแล้ว สามัญญัตถะประโยชน์ของความเป็นสมณะ

(มรรค ผล นิพพาน) พวกเราถึงแล้วโดยลำดับ  กิจอะไรๆ  ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้น


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 206

ไปมิได้มี พวกเธอถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น เราขอบอกแก่เธอทั้ง

หลาย ขอเตือนแก่เธอทั้งหลายเมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่  สามัญ

ญัตถะที่พวกเธอปรารถนา อย่าได้เสื่อมไปเสียเลย.

[๔๖๑]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร

พวกเธอควรศึกษาอยู่อย่างนี้ว่า   เราทั้งหลายจักมีกายสมาจารบริสุทธิ์

ปรากฏ เปิดเผย ไม่มีช่องและคอยระวัง จักไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยความ

เป็นผู้มีกายสมาจารอันบริสุทธิ์นั้น บางทีพวกเธอจะมีความดำริว่า พวกเรา

เป็นผู้ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะ   มีกายสมาจารบริสุทธิ์แล้ว   ด้วยกิจเพียง

เท่านี้   พอละ   พวกเราทำเสร็จเเล้วสามัญญัตถะพวกเราถึงแล้วโดยลำ

ดับ กิจอะไรๆ  ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิได้มี  พวกเธอถึงความยินดีด้วยกิจเพียง

เท่านั้น  เราขอบอกแก่เธอทั้งหลาย  ขอเตือนแก่เธอทั้งหลาย  เมื่อกิจที่ควรทำ

ให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่  สามัญญัตถะที่พวกเธอปรารถนาอย่าได้เสื่อมไปเสีย

เลย.

[๔๖๒]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร

พวกเธอควรศึกษาอยู่อย่างนี้ว่า     เราทั้งหลายจักมีวจีสมาจารบริสุทธิ์

ปรากฏ  เปิดเผย ไม่มีช่องและคอยระวัง  จักไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยความ

เป็นผู้มีวจีสมาจารบริสุทธิ์นั้น    บางทีพวกเธอจะมีความดำริว่า พวกเราเป็น

ผู้ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะ  มีกายสมาจาร  และวจีสมาจารบริสุทธิ์

แล้ว ด้วยกิจเพียงเท่านี้พอละ พวกเราทำเสร็จแล้ว สามัญญัตถะพวกเราถึง

แล้วโดยลำดับ กิจอะไรๆ ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิได้มี  พวกเธอถึงความยินดี

ด้วยกิจเพียงเท่านั้น   เราขอบอกแก่เธอทั้งหลายขอเตือนแก่เธอทั้งหลาย

เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่  สามัญญัตถะที่พวกเธอปรารถนาอย่าได้

เสื่อมไปเสียเลย.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 207

[๔๖๓]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร

พวกเธอควรศึกษาอยู่อย่างนี้ว่า   เราทั้งหลายจักมีมโนสมาจารบริสุทธิ์

ปรากฏ  เปิดเผย  ไม่มีช่องและคอยระวัง  จักไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วย

ความ  เป็นผู้มีมโนสมาจารบริสุทธิ์นั้น  บางทีพวกเธอจะมีความดำริว่า

พวกเราเป็นผู้ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะ   มีกายสมาจาร   วจีสมา

จาร และมโนสมาจารบริสุทธิ์แล้ว   ด้วยกิจเพียงเท่านี้พอละพวกเราทำเสร็จ

แล้ว สามัญญัตถะพวกเราถึงแล้วโดยลำดับ กิจอะไรๆ ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิ

ได้มี    พวกเธอถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น    เราขอบอกแก่เธอทั้ง

หลาย ขอเตือนแก่เธอทั้งหลาย เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่  สามัญ

ญัตถะที่พวกเธอปรารถนาอย่าได้เสื่อมไปเสียเลย.

 

[๔๖๔]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร

พวกเธอควรศึกษาอยู่อย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักมีอาชีวะบริสุทธิ์ ปรากฏ

เปิดเผย ไม่มีช่องและคอยระวัง  จักไม่ยกตน  ไม่ข่มผู้อื่น  ด้วยความเป็นผู้มีอาชีวะ

บริสุทธิ์นั้น บางทีพวกเธอจะมีความดำริว่า  พวกเราเป็นผู้ประกอบด้วยหิริ

และโอตตัปปะ มีกายสมาจาร วจีสมาจาร มโนสมาจาร และอาชีวะบริสุทธิ์

แล้ว ด้วยกิจเพียงเท่านี้  พอละ พวกเราทำเสร็จแล้ว สามัญญัตถะพวกเราถึง

แล้วโดยลำดับ  กิจอะไรๆ ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิได้มี  พวกเธอถึงความยินดี

ด้วยกิจเพียงเท่านั้น เราขอบอกแก่เธอทั้งหลาย  ขอเตือนแก่เธอทั้งหลาย

เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่สามัญญัตถะที่พวกเธอปรารถนาอย่าได้

เสื่อมไปเสียเลย.

[๔๖๕]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร

พวกเธอควรศึกษาอยู่อย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักมีทวารอันคุ้มครองแล้วในอิน

ทรีย์ทั้งหลาย  เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว  ไม่ถือโดยนิมิต   ไม่ถือโดยอนุพยัญ-


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 208

ชนะ จักปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์  ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้

อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌา และโทมนัสครอบงำได้ชื่อว่ารักษาจัก-

ขุนทรีย์   ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ได้ยินเสียงดสต...ดมกลิ่นด้วยฆานะ..

ลิ้มรสด้วยลิ้น...ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย...รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจ

แล้ว, จักไม่ถือโดยนิมิต  ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ จักปฏิบัติเพื่อสำรวมมนิน-

ทรีย์   ที่เมื่อสำรวมแล้ว   จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและ

โทมนัสครอบงำได้  ชื่อว่ารักษามนินทรีย์ ถึงความสำรวมในมนินทรีย์

บางทีพวกเธอจะมีความดำริว่า พวกเราเป็นผู้ประกอบด้วยหิริและโอตตัป-

ปะ  มีกายสมาจาร  วจีสมาจาร  มโนสมาจาร  อาชีวะบริสุทธิ์แล้ว และเป็นผู้

มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย  ด้วยกิจเพียงเท่านี้พอละ พวกเรา

ทำเสร็จแล้ว สามัญญัตถะพวกเราถึงแล้วโดยลำดับ กิจอะไรๆ ที่ควรทำให้

ยิ่งขึ้นไป ได้มีพวกเธอถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น เราขอบอกแก่เธอ

ทั้งหลาย  ขอเตือนแก่เธอทั้งหลาย เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่ สามัญ

ญัตตถะที่พวกเธอปรารถนาอย่าได้เสื่อมไปเสียเลย.

[๔๖๖]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร

พวกเธอควรศึกษาอยู่อย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักรู้จักประมาณในโภชนะ

จักพิจารณาโดยแยบคายแล้วกลืนอาหาร จักไม่กลืนเพื่อเล่น เพื่อมัวเมา

เพื่อตบแต่ง  เพื่อประดับ  จักกลืนเพียงเพื่อให้กายนี้ตั้งอยู่  เป็นไป  ห่างไกลจา

ความเบียดเบียน เพื่ออนุเคราะห์แก่พรหมจรรย์เท่านั้น  และจะบำบัดเวทนา

เก่า  ไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น  และจักให้อัตภาพดำเนินไป  ไม่มีโทษ

อยู่สบายด้วยประการฉะนี้  บางทีพวกเธอจะมีความดำเนินไป  ไม่มีโทษ

เป็นผู้ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะ  มีกายสมาจารวจีสมาจาร  มโนสมา-

จาร  อาชีวะบริสุทธิ์   เป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย และรู้

จักประมาณในโภชนะแล้ว   ด้วยกิจเพียงเท่านี้  พอละพวกเราทำเสร็จ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 209

และ  สามัญญัตถะพวกเราถึงแล้วโดยลำดับ  กิจอะไรๆ  ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิ

ได้มี  พวกเธอถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น   เราขอบอกแก่เธอทั้ง

หลาย  ขอเตือนแก่เธอทั้งหลาย  เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่  สามัญ

ญัตถะที่พวกเธอปรารถนาอย่าได้เสื่อมไปเสียเลย.

 

[๔๖๗]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร

พวกเธอควรศึกษาอยู่อย่างนี้ว่า  เราทั้งหลายจักเป็นผู้ประกอบเนือง ๆ ในความ

เป็นผู้ตื่น  จักชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมอันเป็นเครื่องกีดกั้น (นิวรณ์)  ด้วย

การจงกรม  และการนั่งตลอดปฐมยามแห่งราตรี  จักสำเร็จการนอนดังราชสีห์

โดยข้างเบื้องขวา  ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า  มีสติสัมปชัญญะ  ทำไว้ในใจถึงความ

สำคัญในอันลุกขึ้น  ตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี  กลับลุกขึ้นแล้ว  จักชำระจิตให้

บริสุทธิ์จากธรรมเป็นเครื่องกีดกั้น (นิวรณ์)  ด้วยการจงกรม  และการนั่งตลอด

ปัจฉิมยามแห่งราตรี  บางทีพวกเธอจะมีความดำริว่า  พวกเราเป็นผู้ประกอบ

ด้วยหิริและโอตตัปปะ  มีกายสมาจาร  วจีสมาจาร  มโนสมาจาร  อาชีวะบริสุทธิ์

แล้ว  เป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย  และรู้จักประมาณใน

โภชนะ  ประกอบเนือง ๆ ในความเป็นผู้ตื่นแล้ว  ด้วยกิจเพียงเท่านี้  พอละ

พวกเราทำเสร็จแล้ว  สามัญญัตถะพวกเราถึงแล้วโดยลำดับ  กิจอะไรๆ

ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิได้มี  พวกเธอถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น

เราขอบอกแก่เธอทั้งหลาย  ขอเตือนเธอทั้งหลาย  เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้น

ไปยังมีอยู่  สามัญญัตถะที่พวกเธอปรารถนาอย่าได้เสื่อมไปเสียเลย.

 

[๔๖๘]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปอย่างไร

พวกเธอควรศึกษาอยู่อย่างนี้ว่า  เราทั้งหลายจักประกอบด้วยสติสัมปชัญ-

ญะ   ทำความรู้สึกตัวในการก้าว  ในการถอย  ในการแล  ในการเหลียว  ใน

การคู้เข้า  ในการเหยียดออก  ในการทรงสังฆาฏิ  บาตร  และจีวร  ในการ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 210

ฉัน  การดื่ม  การเคี้ยว  การลิ้ม  ในการถ่ายอุจจาระ  ปัสสาวะ  ทำความรู้สึกตัว

ในการเดิน  การยืน การนั่ง การหลับ  การตื่น การพูด การนิ่ง บางทีพวก

เธอจะมีความดำริว่า  พวกเราเป็นผู้ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะ  มีกายสมา

จาร วจีสมาจาร มโนสมาจาร อาชีวะบริสุทธิ์แล้ว  เป็นผู้มีทวารอันคุ้มครอง

แล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย  รู้จักประมาณในโภชนะ  ประกอบเนือง ๆ ในความเป็น

ผู้ตื่น  และประกอบด้วยสติสัมปชัญญะแล้ว  ด้วยกิจเพียงเท่านี้  พอละ  พวกเรา

ทำเสร็จแล้ว  สามัญญัตถะพวกเราถึงแล้วโดยลำดับ  กิจอะไร ๆ ที่ควรทำให้

ยิ่งขึ้นไปมิได้มี   พวกเธอถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น  เราขอบอกเก่เธอ

ทั้งหลาย ขอเตือนแก่เธอทั้งหลาย  เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่  สามัญ-

ญัตถะที่พวกเธอปรารถนาอย่าได้เสื่อมไปเสียเลย.

 

[๔๖๙]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปอย่างไร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้   ย่อมเสพเสนาสนะอันสงัด  คือ

ป่า โคนไม้  ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า  ป่าชัฏ  ที่แจ้ง ลอมฟาง  เธอกลับจาก

บิณฑบาตในกาลภายหลังภัตแล้ว  นั่งขัดสมาธิตั้งกายตรง  ดำรงสติไว้เฉพาะ

หน้า  เธอละความเพ่งเล็งในโลกแล้ว  มีใจปราศจากความเพ่งเล็งอยู่  ย่อมชำระ

จิตให้บริสุทธิ์จากความเพ่งเล็งได้   ละความประทุษร้ายคือพยาบาทแล้ว

ไม่คิดพยาบาท  มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่  ย่อมชำระจิต

ให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้ายคือพยาบาทได้  ละถีนมิทธะได้แล้ว เป็น

ผู้ปราศจากถีนมิทธะ    มีความสำคัญหมายอยู่ที่แสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะ

อยู่  ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้  ละอุทธัจจกุกกุจจะได้แล้ว  เป็นผู้

ไม่ฟุ้งซ่าน  มีจิตสงบ  ณ  ภายในอยู่  ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะ

ได้  ละวิจิกิจฉาได้แล้ว  เป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉา  ไม่มีความคลางแคลงในกุศล

ธรรมทั้งหลายอยู่  ย่อมชำระให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 211

[๔๗๐]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงกู้หนี้ไประ

กอบการงาน  การงานเหล่านั้นของเราจะพึงสำเร็จผล  เขาจะพึงใช้หนี้ที่เป็น

ต้นทุนเดิมให้หมดสิ้น   และทรัพย์ที่เป็นกำไรของเขาจะพึงมีเหลืออยู่สำหรับ

เลี้ยงภรรยา เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า   เมื่อก่อนเรากู้หนี้ไปประกอบ

การงาน  บัดนี้  การงานของเราสำเร็จผลแล้ว  เราได้ใช้หนี้ที่เป็นต้นทุนเดิม

ให้หมดสิ้นแล้ว  และทรัพย์ที่เป็นกำไรของเรายังมีเหลืออยู่สำหรับเลี้ยงภรรยา

ดังนี้   เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ถึงความโสมนัส  มีความไม่มีหนี้นั้นเป็น

เหตุ  ฉันใด.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงเป็นผู้มีอาพาธ   ถึง

ความลำบาก เจ็บหนัก  บริโภคอาหารไม่ได้  ละไม่มีกำลังกาย สมัยต่อ

มา  เขาพึงหายจากอาพาธนั้น บริโภคอาหารได้   และมีกำลังกาย  เขาจะพึง

มีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อน  เราเป็นผู้มีอาพาธ   ถึงความลำบาก เจ็บ

หนัก บริโภคอาหารไม่ได้และไม่มีกำลังกาย บัดนี้ เราหายจากอาพาธนั้น

แล้ว   บริโภคอาหารได้สละมีกำลังกาย   ดังนี้   เขาจะพึงได้ความปรา

โมทย์   ถึงความโสมนัส มีความไม่มีโรคนั้นเป็นเหตุ  ฉันใด.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงถูกจองจำอยู่ในเรือน

จำ    สมัยต่อมา  เขาพึงพ้นจากเรือนจำนั้นโดยสวัสดี   ไม่มีภัยและไม่ต้องเสีย

ทรัพย์อะไรๆ  เลย เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า   เมื่อก่อน  เราถูกจองจำอยู่

ในเรือนจำ บัดนี้เราพ้นจากเรือนจำนั้นโดยสวัสดีไม่มีภัยแล้ว  และไม่ต้องเสีย

ทรัพย์อะไรๆ  เลย  ดังนี้เขาจะพึงได้ความปราโมทย์  ถึงความโสมนัส มีการ

พ้นจากเรือนจำนั้นเป็นเหตุ  ฉันใด.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงเป็นทาส  พึ่งตัวเองไม่

ได้  ต้องพึ่งผู้อื่น  ไปไหนตามความพอใจไม่ได้  สมัยต่อมา  เขาพึงพ้นจากความ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 212

เป็นทาสนั้น  พึ่งตัวเองได้  ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น  เป็นไทแก่ตัว  ไปไหนได้ตามความ

พอใจ  เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า  เมื่อก่อน เราเป็นทาส   พึ่งตัวเองไม่

ได้   ต้องพึ่งผู้อื่น  ไปไหนตามความพอใจไม่ได้   บัดนี้ เราพ้นจากความเป็น

ทาสนั้นแล้ว  พึ่งตัวเองได้  ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น  เป็นไทแก่ตัว ไปไหนได้ความความ

พอใจ   ดังนี้   เขาจะพึงได้ความปราโมทย์  ถึงความโสมนัส  มีความเป็นไทแก่

ตัวนั้นเป็นเหตุ  ฉันใด.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เปรียบเหมือนบุรุษมีทรัพย์   มีโภคสมบัติ  จะพึง

เดินทางไกลกันดาร  สมัยต่อมา   เขาพึงข้ามพ้นทางกันดารนั้นได้  โดยสวัสดี

ไม่มีภัย  ไม่ต้องเสียทรัพย์อะไร ๆ   เลย เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า

เมื่อก่อนเรามีทรัพย์  มีโภคสมบัติ  เดินทางไกลกันดาร บัดนี้  เราข้ามพ้นทาง

กันดารนั้นแล้ว  โดยสวัสดี  ไม่มีภัย  ไม่ต้องเสียทรัพย์อะไร ๆ  เลย ดังนี้  เขาจะ

พึงได้ความปราโมทย์   ถึงความโสมนัส   มีภูมิสถานอันเกษมนั้นเป็นเหตุ

ฉันใด.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นนิวรณ์   ๕  ประการเหล่า

นี้  ที่ยังละไม่ได้ในตน  เหมือนหนี้   เหมือนโรค  เหมือเรือนจำ เหมือนความเป็น

ทาส  เหมือนทางไกลกันดาร  และพิจารณาเป็นนิวรณ์   ๕  ประการเหล่า

นี้  ที่ละได้แล้วในตน   เหมือนความไม่มีหนี้ เหมือนความไม่มีโรค เหมือนการ

พ้นจากเรือนจำ เหมือนความเป็นไทแก่ตน   เหมือนภูมิสถานอันเกษม  ฉันนั้น

แล.

[๔๗๑]  ภิกษุนั้นละนิวรณ์  ๕  ประการนี้อันเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่ง

จิตอันเป็นเครื่องทำปัญญาให้ถอยกำลังได้แล้ว  สงัดจากกาม สงัดจากอกุศล-

ธรรม   เข้าปฐมฌาน  มีวิตก  มีวิจาร  มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่  เธอทำ

กายนี้แลให้ชุ่มชื่นอิ่มเอิบ  ซาบซ่าน  ด้วยปิติและสุขอันเกิดแต่วิเวก  ไม่มีเอกเทศ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 213

ไหนๆ   แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว   ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูก

ต้อง เปรียบเหมือนพนักงานสรงสนาน หรือลูกมือของพนักงานสรงสนาน

ผู้ฉลาด ใส่จุณสีตัวลงในภาชนะสำริด  แล้วพรมด้วยน้ำหมักไว้  ก้อนจุณสี-

ตัวนั้นมียางซึมไปจับติดกันทั้งข้างในข้างนอก  ย่อมไม่กระจายออก  ฉะ

นั้น.

[๔๗๒]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ยังอีกข้อหนึ่ง  ภิกษุเข้าทุติยฌาน มีความ

ผ่องใสแห่งจิตในภายใน  เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตกและวิจารสงบ

ไป  ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร   มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่  เธอทำกายนี้แลให้ชุ่ม

ชื่น อิ่มเอิบ ซาบซ่าน ด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ ไม่มีเอกเทศไหนๆ

แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว   ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิจะไม่ถูกต้อง  เปรียบ

เหมือนห้วงน้ำลึก   มีน้ำขังอยู่    ไม่มีทางที่น้ำจะไหลมาได้   ทั้งในด้าน

ตะวันออก   ด้านตะวันตก   ด้านเหนือ   ด้านใต้  ทั้งฝนก็ไม่ตกเพิ่มตามฤดูกาล

แต่สายน้ำเย็นพุขึ้นจากห้วงน้ำนั้นแล้ว  จะพึงทำห้วงน้ำนั้นแลให้ชุ่มชื่น  เอิบ

อาบ   ซาบซึมด้วยน้ำเย็น ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งห้วงน้ำนั้นทั้งหมดที่น้ำเย็นจะ

ไม่ถูกต้อง ฉะนั้น.

[๔๗๓]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ยังอีกข้อหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา  มีสติสัมป-

ชัญญะ  เสวยสุขด้วยนามกาย   เพราะปีติสิ้นไป  เข้าตติยฌานที่พระอริยะทั้ง

หลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้   เป็นผู้มีอุเบกขา   มีสติ  อยู่เป็นสุข  เธอทำกายนี้

แลให้ชุ่มชื่น  เอิบอาบ  ซาบซ่าน  ด้วยสุขอันปราศจากปีติจะไม่ถูกต้อง  เปรียบ

ไหนๆ  แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว  ที่สุขปราศจากปีติจะไม่ถูกต้อง เปรียบ

เหมือนในกออุบล   กอปทุม  หรือกอบุณฑริก  แต่ละชนิด  ในกออุบล กอปทุม

หรือกอบุณฑริก   ดอกบัวบางชนิด เกิดในน้ำ  เจริญในน้ำ  ยังไม่พ้นจาก

น้ำ  จมอยู่ในน้ำ น้ำเลี้ยงไว้อันน้ำเย็นหล่อเลี้ยงเอิบอาบซึมซาบไปแต่ยอดและ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 214

เหง้า ไม่มีเอกเทศไหนๆ   แห่งกออุบล กอปทุม หรือกอบุณฑริก  ที่น้ำเย็นจะ

ไม่ถูกต้อง ฉะนั้น.

[๔๗๔]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ยังอีกข้อหนึ่ง  ภิกษุเข้าจตุตถฌานไม่มี

ทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์   และดับโสมนัส โทมนัสในก่อนได้

มีความบริสุทธิ์แห่งสติที่อุเบกขาให้เกิดขึ้นอยู่   เธอนั่งแผ่ไปทั่วกายนี้แล

ด้วยใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีเอกเทศไหนๆ  แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว

ที่จิตอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วจะไม่ถูกต้อง เปรียบเหมือนบุรุษนั่งคลุมตัวตลอด

ศีรษะด้วยผ้าขาว  ไม่มีเอกเทศไหน ๆ  แห่งกายทุกๆ  ส่วนของเขาที่ผ้าขาวจะ

ไม่ถูกต้อง  ฉะนั้น.

[๔๗๕]  ภิกษุนั้น  เมื่อจิตเป็นสมาธิ  บริสุทธิ์  ผ่องแผ้ว  ไม่มีกิเลส  ปราศจาก

อุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน   ตั้งมั่น  ไม่หวั่นไหวอย่างนี้  ย่อมโน้มน้อม

จิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสติญาณ  เธอระลึกชาติที่เคยอยู่อาศัยในกาลก่อนได้

เป็นอันมาก  คือ  ระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง  สองชาติบ้าง ฯลฯ ระลึกชาติที่เคยอยู่

อาศัยในกาลก่อนได้เป็นอันมาก  พร้อมทั้งอาการ  พร้อมทั้งอุทเทศ ด้วยประ

การฉะนี้   เปรียบเหมือนบุรุษออกจากบ้านของตนไปสู่บ้านอื่น  ออกจากบ้าน

แม้นั้นไปสู่บ้านอื่น  ออกจากบ้านแม้นั้นแล้ว   กลับมาสู่บ้านของตนตาม

เดิม  เขาจะพึงระลึกได้ว่า  เราออกจากบ้านของตนไปสู่บ้านโน้น  ในบ้าน

นั้น  เราได้ยืนอย่างนั้น  ได้นั่งอย่างนั้น  ได้พูดอย่างนั้น  ได้นิ่งอย่างนั้น  ออกจาก

บ้านแม้นั้นไปสู่บ้านโน้น   แม้ในบ้านนั้น  เราก็ได้ยืนอย่างนั้น  ได้นั่งอย่าง

นั้น  ได้พูดอย่างนั้น  ได้นิ่งอย่างนั้น ออกจากบ้านแม้นั้นแล้ว  กลับมาสู่บ้านของ

ตนตามเดิม ดังนี้  ฉันใด   ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมระลึกชาติที่เคยอยู่อาศัยในกาล

ก่อนได้เป็นอันมาก   คือระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง  สองชาติบ้าง ฯลฯ ระลึกชาติที่

เคยอยู่อาศัยในกาลก่อนได้เป็นอันมาก     พร้อมทั้งอาการ     พร้อมทั้ง

อุทเทศ  ด้วยประการฉะนี้.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 215

[๔๗๖]  ภิกษุนั้น  เมื่อจิตเป็นสมาธิ  บริสุทธิ์  ผ่องแผ้ว  ไม่มีกิเลส  ปราศจาก

อุปกิเลส   อ่อน  ควรแก่การงาน   ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้  ย่อมน้อมโน้ม

จิตไปเพื่อรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย   เธอเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ  กำลัง

อุปบัติ   เลว ประณีต   มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม  ได้ดี  ตกยาก  ด้วยทิพย

จักษุอันบริสุทธิ์   ล่วงจักษุของมนุษย์  ฯลฯ  ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตาม

กรรม  เปรียบเหมือนเรือนสองหลังมีประตูร่วมกัน  บุรุษผู้มีจักษุ  ยืนอยู่ท่าน

กลางเรือน  พึงเห็นหมู่มนุษย์ กำลงเข้าสู่เรือนบ้าง   กำลังออกจากเรือน

บ้าง  กำลังเดินไปบ้าง  กำลังเที่ยวไปบ้าง  ฉันใด  ภิกษุย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลัง

จุติ  กำลังอุปบัติ   เลว ประณีต  มีผิวพรรณดี  มีผิวพรรณทราม ได้ดี   ตก

ยาก  ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์   ล่วงจักษุของมนุษย์  ฯลฯ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้

เป็นไปตามกรรม  ฉันนั้นเหมือนกันแล.

[๔๗๗]  ภิกษุนั้น  เมื่อจิตเป็นสมาธิ  บริสุทธิ์  ผ่องแผ้ว  ไม่มีกิเลส

ปราศจากอุปกิเลส  อ่อน ควรแก่การงาน  ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวอย่างนี้  ย่อมโน้ม

โน้มจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ  เธอย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า   นี้ทุกข์

นี้ทุกขสมุทัย   นี้ทุกขนิโรธ     นี้ทุกขนิโรธคามินี้ปฏิปทา   เหล่านี้อาสวะ

นี้อาสวะสมุทัย  นี้อาสวะนิโรธ  นี้อาสวะนิโรธคามินีปฏิปทา  เมื่อเธอรู้เห็นอยู่

อย่างนี้  จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะแม้จากภวาสวะ  แม้จากอวิชชา

สวะ  เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว  ก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้ว  รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว

พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำ  ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิ

ได้มี เปรียบเหมือนห้วงน้ำบนยอดภูเขา  มีน้ำใสสะอาด  ไม่ขุ่นมัว  บุรุษผู้มี

จักษุดี   ยืนอยู่ที่ขอบห้วงน้ำนั้น  พึงเห็นหอยกาบ  หอยโข่ง  ก้อนกรวด  กระ-

เบื้อง ฝูงปลา  หยุดอยู่บ้าง  เคลื่อนไปบ้าง  เขามีความดำริว่า ห้วงน้ำนี้  มีน้ำ

ใสสะอาด  ไม่ขุ่นมัว มีหอยกาบ หอยโข่ง ก้อนกรวด กระเบื้อง และฝูง

ปลา  หยุดอยู่บ้าง  เคลื่อนไปบ้าง  ฉันใด  ภิกษุย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 216

ว่า  นี้ทุกข์  นี้ทุกขสมุทัย  ฯลฯ  รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์อยู่แล้ว  กิจ

ที่ควรทำ  ทำเสร็จแล้ว  กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี  ฉันนั้นเหมือนกัน

แล.

[๔๗๘]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรียกว่า  สมณะบ้าง พราหมณ์

บ้าง  นหาตกะบ้าง  เวทคูบ้าง  โสตติยะบ้าง  อริยะบ้าง  อรหันต์บ้าง.

ก็อย่างไร  ภิกษุจึงชื่อว่า  สมณะ. เหล่าอกุศลธรรมอันลามก  อันให้

เศร้าหมอง  นำให้เกิดในภพใหม่  ให้มีความกระวนกระวาย  มีวิบากเป็นทุกข์

ให้มีชาติ  ชรา  มรณะต่อไป  อันภิกษุนั้นระงับเสียแล้ว  อย่างนี้แล  ภิกษุชื่อว่า

สมณะ.

ก็อย่างไร  ภิกษุชื่อว่า  พราหมณ์  เหล่าอกุศลธรรมอันลามก  อันให้

เศร้าหมอง  นำให้เกิดในภพใหม่  ให้มีความกระวนกระวาย  มีวิบากเป็นทุกข์

ให้มีชาติ  ชรา  มรณะต่อไป  อันภิกษุนั้นลอยเสียแล้ว  อย่างนี้แล  ภิกษุชื่อว่า

พราหมณ์.

ก็อย่างไร  ภิกษุจึงชื่อว่า  นหาตกะ.  เหล่าอกุศลธรรมอันลามก  อันให้

เศร้าหมอง  นำให้เกิดในภพใหม่  ให้มีความกระวนกระวาย  มีวิบากเป็นทุกข์

ให้มีชาติ  ชรา  มรณะต่อไป  อันภิกษุนั้นอาบล้างเสียแล้ว  อย่างนี้แล  ภิกษุ

ชื่อว่านหาตกะ.

ก็อย่างไร  ภิกษุจึงชื่อว่าเวทคู  เหล่าอกุศลธรรมอันลามก  อันให้

เศร้าหมอง  นำให้เกิดในภพใหม่  ให้มีความกระวนกระวาย  มีวิบากเป็นทุกข์

ให้มีชาติ  ชรา  มรณะต่อไป  อันภิกษุนั้นรู้แจ้งแล้ว  อย่างนี้แล  ภิกษุชื่อว่าเวทคู.

ก็อย่างไร  ภิกษุจึงชื่อว่าโสตติยะ.  เหล่าอกุศลธรรมอันลามก  อันให้

เศร้าหมอง  นำให้เกิดในภพใหม่  ให้มีความกระวนกระวาย   มีวิบากเป็นทุกข์


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 217

ให้มีชาติ  ชรา  มรณะต่อไป  อันภิกษุนั้นให้หลับไปหมดแล้ว  อย่างนี้แล

ภิกษุ   ชื่อว่าโสตติยะ.

ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าอริยะ.   เหล่าอกุศลธรรมอันลามก อันให้

เศร้าหมอง นำให้เกิดในภพใหม่  ให้มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์

ให้มีชาติ  ชรา มรณะต่อไป ห่างไกลภิกษุนั้น อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าอริยะ.

ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่า อรหันต์.  เหล่าอกุศลธรรม อันลามกอันให้

เศร้าหมอง นำให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์

ใหม่  ชาติ  ชรา มรณะต่อไป   อันภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้ว อย่างนี้แล ภิกษุชื่อ

ว่า อรหันต์.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว   ภิกษุเหล่านั้นชื่น

ชม ยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ฉะนี้แล.

 

จบ  มหาอัสสปุรสูตรที่  ๙


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 218

อรรถกถามหาอัสสปุรสูตร

 

มหาอัสสปุรสูตร มีบทเริ่มต้นว่า  ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.

พึงทราบวินิจฉัยในมหาอัสสปุรสูตรนั้น. บทว่า   องฺเคสุ  ได้แก่ พวก

เจ้าชาวชนบท  นามว่า  อังคะ.  ที่ประทับอยู่แห่งเจ้าอังคะเหล่านั้น  แม้เป็นชนบท

เดียว  ก็เรียกว่า  อังคาดังนี้  เพราะศัพท์ขยายความถึง ในอังคชนบทนั้น.

บทว่า อสฺสปุร  นาม องฺคาน นิคโม ความว่า  นิคมหนึ่งแห่งอังคชนบท  มี

โวหารอันได้แล้ว โดยนามเมืองว่า  อัสสปุระ อธิบายว่า พระผู้มีพระภาค

เจ้าทรงกระทำนิคมนั้นให้เป็นโคจรคามแล้ว  ประทับอยู่   บทว่า  ภควา

เอตทโวจ  ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพุทธพจน์ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้ง

หลาย ประชุมชนย่อมรู้จักพวกเธอว่าเป็นสมณะๆ   ดังนี้ เป็นต้น.

ก็เพราะเหตุไร  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสอย่างนี้.  ได้ยินว่า

ในนิคมนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีศรัทธาเลื่อมใส  มีความนับถือพระพุทธเจ้าว่า

เป็นของเรา นับถือพระธรรมว่าเป็นของเรา นับถือพระสงฆ์ว่าเป็นของ

เรา  เห็นแม้สามเณรผู้บวชในวันนั้น  ก็ทำให้เป็นเช่นกับพระเถระมีพรรษาตั้ง

ร้อย. พวกเขาเห็นภิกษุสงฆ์เข้าไปบิณฑบาตในเวลาเช้า   แม้ถือพืชและคันไถ

เป็นต้นไปยังนา  แม้ถือวัตถุมีขวานเป็นต้น  เข้าไปยังป่า  ก็จะวางอุปกรณ์เหล่า

นั้น  แล้วปัดกวาดที่สำหรับนั่งของภิกษุสงฆ์หรืออาสนศาลา  หรือมณฑป

หรือว่าโคนไม้  แล้วปูลาดอาสนะทั้งหลาย    ตั้งเชิงรองบาตรและน้ำดื่ม แล้ว

นิมนต์ให้ภิกษุสงฆ์นั่ง ถวายข้าวยาคูและของที่ควรเคี้ยวเป็นต้น ส่งภิกษุ

สงฆ์ผู้ทำภัตตกิจเสร็จแล้วไป  จึงถืออุปกรณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จากที่นั้นไปสู่

นาหรือว่าป่ากระทำการงานทั้งหลายของตน. ในที่ทำงานเขาก็ไม่พูดกัน

อย่างอื่น พวกเขาเหล่านั้น ย่อมกล่าวคุณความดีของภิกษุสงฆ์นั่นแหละ

ด้วยคำว่า บุคคล ๘ คือผู้ตั้งอยู่ในมรรค  ๔  ชื่อว่า อริยสงฆ์ พระอริยสงฆ์


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 219

เหล่านั้นประกอบด้วยศีลเห็นปานนี้   ด้วยอาจาระเห็นปานนี้   ด้วยข้อปฏิบัติเห็น

ปานนี้  เป็นผู้ละอาย  เป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก  เป็นผู้มีคุณอันโอฬารดังนี้  มาจากที่

ทำการงานแล้ว บริโภคอาหารเย็นแล้วนั่งอยู่ที่ประตูเรือนก็ดี  เข้าไปห้องนอน

นั่งแล้วก็ดี   ก็ย่อมกล่าวคุณความดีของพระภิกษุสงฆ์นั่นแหละ.  พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าทรงเห็นความนับถือของพวกมนุษย์เหล่านั้นแล้วทรงประกอบ

ภิกษุสงฆ์ไว้  ในความเคารพในบิณฑบาต  จึงได้ตรัสพระดำรัสนั้น.

บทว่า เย  ธมฺมา สมณกรณา  จ   พฺราหฺมณกรณา  จ ความว่า  ธรรม

เหล่าใด อันบุคคลสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว  ย่อมทำให้เป็นสมณะ  มีบาปอัน

สงบ  และให้เป็นพราหมณ์  มีบาปอันลอยแล้ว  ดังนี้. ก็พระผู้มีพระภาค

เจ้าตรัสธรรมอันสมณะควรทำไว้ในข้อว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กิจของสมณะ

อันสมณะพึงกระทำเหล่านี้  มี  ๓  อย่าง  ๓  อย่างเป็นไฉน  คือการสมา

ทานอธิศีลสิกขา  ๑.  การสมาทานอธิจิตตสิกขา  ๑  การสมาทานอธิปัญญา

สิกขา   ๑  ดังนี้.  แม้ธรรมเหล่านั้น  ก็ชื่อว่าเป็นธรรมกระทำให้เป็นสมณะ

เหมือนกัน.   แต่ในที่นี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าให้เทศนาพิสดารแล้วด้วยอำนาจ

แห่งหิริโอตตัปปะเป็นต้น.

ในบทว่า  เอว  โน อย อมฺหาก  นี้บทว่า โน สักว่าเป็นนิบาต อธิบาย

ว่า   ธรรมนี้จักมีแก่พวกเรา  ด้วยอาการอย่างนี้. แม้บททั้งสอง คือ มหปฺผลา

และ  มหานิสสา  ว่าโดยอรรถเป็นอย่างเดียวกัน.  บทว่า  อวญฺา  ได้แก่

ไม่เป็นโมฆะ.  บทว่า  สผลา เนื้อความนี้ ก็มีอรรถแห่งอโมฆะนั่นแหละ.

จริงอยู่  ผลแห่งความไม่เป็นหมันไม่มี ผลนั้น ชื่อว่า มีโทษ. บทว่า สอุทฺรยา

แปลว่า   มีกำไร  คำนี้  เป็นไวพจน์กัน  เพราะมีผล.     บทว่า เอวญฺหิ

โว ภิกฺขเว   สิกฺขิตพฺพ  แปลว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  พวกเธอพึงศึกษาอย่าง

นี้.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 220

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสรรเสริญธรรม  มีหิริและโอตตัปปะเป็น

ต้น  ด้วยฐานะนี้มีประมาณเท่านี้    ด้วยประการฉะนี้. เพราะเหตุไร  เพราะ

เพื่อตัดทางแห่งคำพูด. จริงอยู่  ถ้าใครๆ บวชไม่นานเป็นภิกษุโง่พึงกล่าว

อย่างนี้ว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอสมาทานธรรมมีหิริและ

โอตตัปปะเป็นต้น   แล้วประพฤติเถิดดังนี้  ก็อะไรหนอ  เป็นอานิสงส์ใน

การสมาทานธรรมเหล่านั้นประพฤติ  เพื่อตัดทางแห่งคำ  ของภิกษุนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสรรเสริญว่า  ธรรมเหล่านี้  บุคคลสมาทานทำ

ให้บริบูรณ์แล้ว   ย่อมทำให้มีชื่อว่า   สมณะผู้มีบาปสงบแล้ว ให้มีชื่อว่า

พราหมณ์ผู้ลอยบาปแล้วทั้งให้เกิดลาภคือปัจจัยสี่        ย่อมยังความมีผล

มากให้ถึงพร้อมแก่ผู้ให้ปัจจัย   ย่อมกระทำการบรรพชาไม่ให้เป็นหมัน

ให้มีผล  ให้มีกำไร  ที่เป็นอานิสงส์ดังนี้.  พึงทราบเนื้อความโดยสังเขปใน

ที่นี้เพียงนี้   แต่โดยพิสดาร  พึงทราบการกล่าวสรรเสริญโดยนัยที่กล่าวไว้

ในสติปัฏฐาน.

บทว่า  หิโรตฺตปฺเปน  ได้แก่  ด้วยหิริและโอตตัปปะที่ท่านขยายออกไป

อย่างนี้ว่า  สิ่งใดอันบุคคลผู้ควรละอายย่อมละอาย  สิ่งใด  อันบุคคลผู้ควร

เกรงกลัวย่อมเกรงกลัว  ดังนี้  อีกอย่างหนึ่งในข้อนี้  หิริมีภายในเป็นสมุฏ-

ฐาน  โอตตัปปะมีภายนอกเป็นสมุฏฐาน   หิริเป็นอัตตาธิปไตย  โอตตัปปะเป็น

โลกาธิปไตย.  หิริดำรงอยู่ในสภาพความละอาย  โอตัปปะดำรงอยู่ในสภาพ

ความกลัว. ก็กถาพิสดารในธรรมทั้งสองนี้   กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรคโดย

อาการทั้งปวง.

อีกอย่างหนึ่ง  ธรรมทั้งสองเหล่านี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ชื่อ

ว่า ธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองโลก  เพราะรักษาโลก. เหมือนอย่างที่พระผู้

มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สุกกธรรมทั้ง ๒ เหล่านี้  ย่อมคุ้ม


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 221

ครองโลก  ๒  อย่างเป็นไฉน  คือ  หิริ  และโอตตัปปะ  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

สุกกธรรม  ๒  เหล่านี้ไม่พึงคุ้มครองโลก  ไม่พึงปรากฏในที่นี้ไซร้  โลก

ไม่ว่ามารดา  หรือ  ป้า  น้า  ภรรยาของอาจารย์ หรือว่าภรรยาของครู  ก็จักถึง

การเจือปนกันเหมือนแพะ  แกะ  ไก่  สุกร  สุนัขบ้าน  สุนัขจิ้งจอก.  ธรรม

เหล่านี้แหละ  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในชาดกว่า  เป็นเทวธรรม.  เหมือน

อย่างที่ตรัสไว้ว่า

หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา   สุกฺกธมฺมสมาหิตา

สนฺโต  สปฺปุริสา  โลเก  เทวธมฺมาติ  วุจฺจเรา.

แปลว่า      สัตบุรุษทั้งหลายผู้สงบแล้วในโลก  ผู้ถึง

พร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะ  ประกอบ

ด้วยสุกกธรรม  ท่านกล่าวว่า  เป็นผู้มี

เทวธรรม  ดังนี้.

หิริและโอตตัปปะธรรมเหล่านี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง

แก่พระมหาจุนทเถระ  ว่าเป็นปฏิปทาเครื่องขัดเกลากิเลส.  เหมือนอย่างที่ตรัส

ไว้ว่า  เธอพึงทำการขัดเกลาว่า  ชนเหล่าอื่น  จักเป็นผู้ไม่มีโอตตัปปะ  เราจัก

เป็นผู้มีโอตตัปปะในที่นี้  ดังนี้.  ก็หิริและโอตตัปปะธรรมเหล่านี้  พระผู้มีพระ

ภาคเจ้าทรงแสดงสำหรับกระทำให้เป็นโอวาทูปสัมปทา                     จริงอยู่

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนกัสสปะ  เพราะเหตุนั้นแล  เธอพึง

ศึกษาอย่างนี้ว่า  เราจักเข้าไปตั้งหิริโอตตัปปะอย่างแรงกล้า  ใน

พระเถระ ในพระนวกะ ในพระมัชฌิมะทั้งหลาย  ดังนี้  ดูก่อนกัสสปะ  เธอ

พึงศึกษาอย่างนี้แล.  แต่ในที่นี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงหิริและโอตตัป-

ปะธรรมเหล่านี้ว่า  ชื่อว่าสมณธรรม.  ก็เพราะประโยชน์แห่งความ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 222

เป็นสมณะ ย่อมไม่ถึงซึ่งที่สุด ด้วยธรรมมีประมาณเท่านี้  เพราะฉะนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้า  เพื่อจะทรงแสดงธรรมอันกระทำความเป็นสมณะ

แม้อื่นๆ จึงตรัสคำว่า  ยา โข ปน ภิกฺขเว  ตุมฺหาก เป็นต้น. บรรดาบท

เหล่านั้น  ในบทว่า   สามญฺตฺโถ   ก่อนอื่นในคัมภีร์สังยุตนิกาย  ที่ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สามัญญะความเป็นสมณะเป็นไฉน อริยมรรค ประ

กอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ   ฯลฯ สัมมาสมาธิ  นี้แล  เราเรียกว่า  สามัญญะ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะเป็นไฉน  ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย  ความสิ้นไปแห่งราคะ  โทสะ  โมหะ  อันใด  อันนี้  เราเรียกว่า

ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ. มรรคท่านเรียกว่า  สามัญญะ   ผลและ

นิพพานท่านเรียกว่า ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ. แต่ในที่นี้   บัญฑิตพึง

ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ   เพราะ

รวมทั้งมรรคและผลเข้าด้วยกัน. บทว่า อาโรจยามิ  แปลว่า  ย่อมบอก.

บทว่า ปฏิเวทยามิ  ได้แก่  เตือนให้รู้.

ในบทว่า ปริสุทฺโธ   โน กายสมาจาโร  นี้  ได้แก่ กายสมาจาร ๒

อย่างคือ   บริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์.  จริงอยู่  ภิกษุใดฆ่าสัตว์   ถือเอาสิ่ง

ของที่เจ้าของเขาไม่ให้    ประพฤติผิดในกาม    กายสมาจารของภิกษุ

นั้น  ชื่อว่า  ไม่บริสุทธิ์.  ก็กายสมาจารนี้ท่านห้ามไว้โดยเป็นกรรมบถ.

ก็ภิกษุใดย่อมตี    ย่อมเบียดเบียนผู้อื่น   ด้วยฝ่ามือ   หรือด้วยก้อนดิน

ด้วยท่อนไม้  หรือด้วยศาตรา    กายสมาจารของภิกษุนั้น  ชื่อว่า  ไม่

บริสุทธิ์.   กายสมาจารแม้นี้   ท่านก็ห้ามไว้   โดยเนื่องด้วยสิกขาบทที่

เดียว ในสูตรนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสข้อความทั้งสองนั้น  ตรัสแต่ชื่อ

เป็นธรรมขัดเกลาอย่างยิ่ง.

จริงอยู่  ภิกษุใด  เงื้อก้อนดิน  หรือท่อนไม้  โดยไล่กาทั้งหลาย

ซึ่งกำลังดื่มน้ำในหม้อน้ำ    หรือจิกกินข้าวสุกในบาตร    กายสมาจาร


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 223

ของภิกษุนั้น  ไม่บริสุทธิ์.  ตรงกันข้ามชื่อว่าสมาจารบริสุทธิ์.   บทว่า

อุตฺตาโน  ได้แก่ ขึ้นไปแล้ว คือปรากฏแล้ว. บทว่า วิวโฏ ได้แก่ เปิดเผย

คือ  ไม่ปกปิด   ย่อมแสดงความบริสุทธิ์ด้วยธรรมแม้ทั้งสองนั่นเอง.  บท

ว่า  น จ ฉิทฺทวา ได้แก่ เป็นเช่นเดียวกันในกาลทุกเมื่อ คือ ไม่มีช่องในระ

หว่างๆ.  บทว่า  สวุโต  ได้แก่  ปิดแล้วด้วยเครื่องปิดประตูของกิเลสทั้ง

หลาย มิใช่เพื่อต้องการปกปิดโทษ.

แม้ในวจีสมาจาร  ภิกษุใด   พูดเท็จ  พูดส่อเสียด  พูดคำหยาบ

พูดเพ้อเจ้อ  วจีสมาจารของภิกษุนั้น ชื่อว่า  ไม่บริสุทธิ์. ก็วจีสมาจารนี้

ท่านห้ามไว้โดยเป็นกรรมบถแล้ว.      ก็ภิกษุใดเมื่อกล่าวดูหมิ่นด้วยคำ

ทั้งหลายมีคำว่า  คฤหบดีหรือว่าทาส  หรือว่า  คนรับใช้เป็นต้น  วจีสมาจาร

ของภิกษุนั้น ก็ชื่อว่า ไม่บริสุทธิ์.  วจีสมาจารนี้  ท่านห้ามไว้โดยเนื่องด้วย

สิกขาบท ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ตรัสวจีสมาจารทั้งสองนั้น

ตรัสแต่ชื่อเป็นธรรมขัดเกลาอย่างยิ่ง.

ก็เมื่อภิกษุหนุ่ม  หรือว่า สามเณรกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านทั้ง

หลายเห็นพระอุปัชฌาย์ ของพวกกระผมบ้างหรือดังนี้  ภิกษุใด   แม้มีความ

ประสงค์เพียงหัวเราะ กล่าวถ้อยคำเห็นปานนี้อยู่โดยนัยเป็นต้นว่า  ท่านผู้มี

อายุทั้งหลาย ภิกษุณีมากรูปอยู่แล้วในถิ่นนี้  พระอุปัชฌาย์ของพวกท่าน

จักไปช่วยยกห่อใส่ผักขายดังนี้   วจีสมาจารของภิกษุนั้น ย่อมไม่บริสุทธิ์.

วจีสมาจารตรงกันข้ามชื่อว่า บริสุทธิ์.

ในมโนสมาจาร ภิกษุใด  เป็นผู้มีอภิชฌา  มีจิตพยาบาท  เป็นผู้มีความ

เห็นผิด  มโนสมาจารของภิกษุนั้น  ชื่อว่า ไม่บริสุทธิ์.  ก็มโนสมาจารอัน

นี้     ท่านห้ามไว้แล้วโดยเป็นกรรมบถ.      ก็ภิกษุใดยินดีทองและเงิน

ที่เขาเก็บไว้เพื่อตน   มโนสมาจารของภิกษุนั้นชื่อว่า   ไม่บริสุทธิ์.  มโนสมาจาร


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 224

แม้นี้    ก็ห้ามไว้แล้ว   โดยเนื่องด้วยสิกขาบท   ในสูตรนี้   ไม่ตรัสถึง

มโนสมาจารทั้งสองนั้น   โดยตรัสแต่ธรรมชื่อขัดเกลาอย่างยิ่ง.   ภิกษุ

ใด  ย่อมตรึกถึงกามวิตก  หรือพยาบาทวิตก หรือวิหญิงสาวิตก  มโนสมาจาร

ของภิกษุนั้น ชื่อว่า ไม่บริสุทธิ์. มโนสมาจารที่ตรงกันข้าม ชื่อว่า บริสุทธิ์.

ในอาชีวะ ภิกษุใด  เพราะอาชีวะเป็นเหตุย่อมเลี้ยงชีพด้วยอำนาจ

อเนสนา ๒๑ อย่าง เช่นทำเวชกรรมรับใช้ค่าฝี  การให้น้ำมันทาขา ย่อมหุง

น้ำมันเป็นต้น  หรือว่า ภิกษุใด ทำวิญญัติบริโภค อาชีวะของภิกษุนั้นชื่อว่า

ไม่บริสุทธิ์.    ก็อาชีวะอันไม่บริสุทธิ์นี้    ตรัสห้ามไว้โดยเนื่องด้วย

สิกขาบท. ในสูตรนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสถึงอาชีวะอันไม่บริสุทธิ์

ทั้งสอง ได้ตรัสแต่ธรรมชื่อขัดเกลาอย่างยิ่ง.

จริงอยู่  ภิกษุใด   ได้ปัจจัยมีเนยใส เนยขึ้น น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย

เป็นต้นแล้วคิดว่า จักฉันในวันพรุ่งนี้  มะรืนนี้  แล้วฉันสิ่งที่ตนสั่งสมไว้. หรือ

ว่า ภิกษุใด  เห็นช่อสะเดาเป็นต้น  แล้วกล่าวกะพวกสามเณรว่า พวกเธอจง

เคี้ยวกินช่อสะเดา  ดังนี้.  พวกสามเณรคิดว่า  พระเถระอยากจะเคี้ยวกิน  จึงทำให้

เป็นกัปปิยะแล้วถวาย.  ภิกษุกล่าวกะภิกษุหนุ่มหรือสามเณรว่า  ดูก่อนผู้มีอายุ

พวกเธอจงดื่มน้ำดังนี้. ภิกษุหนุ่ม  หรือสามเณรเหล่านั้น คิดว่า พระเถระ

ต้องการจะดื่มน้ำ จึงทำน้ำนั้นให้สะอาดแล้วถวาย.  อาชีวะของภิกษุผู้บริโภค

น้ำนั้น ชื่อว่า ไม่บริสุทธิ์. อาชีวะตรงกันข้าม ชื่อว่า บริสุทธิ์.

บทว่า  มตฺตญฺ ได้แก่ ผู้รู้จักพอดี   รู้จักพอควร รู้จักพอประ

มาณ ในการแสวงหาการรับและการบริโภค.

บทว่า  ชาคริยมนุยุตฺตา  ได้แก่ ทำการแบ่งกลางคืนกลางวันออก

เป็น  ๖   ส่วนแล้วกระทำโอกาสเพื่อการหลับส่วนหนึ่ง ประกอบขวนขวายแล้ว

ในธรรมเป็นเครื่องตื่น  ๕  ส่วน. ในบทว่า  สีหเสยฺย   นี้ได้แก่ การนอน  ๔


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 225

คือ กามโภคิไสยา เปตไสยา   สีหไสยา  ตถาคตไสยา. ในบรรดาการนอน

เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สัตว์ทั้งหลายผู้

บริโภคกามโดยมาก  ย่อมนอนตะแคงข้างซ้าย  เพราะฉะนั้น  การนอนนี้  จึงชื่อ

ว่า   กามโภคีไสยา  จริงอยู่ในบรรดาสัตว์ผู้บริโภคกามเหล่านั้น โดยมาก

ไม่นอนตะแคงข้างขวา.   ก่อนภิกษุทั้งหลาย  เปรตโดยมาก  ย่อมนอน

หงาย  เพราะฉะนั้น  การนอนนี้  จึงเรียกว่า  เปตไสยา.  จริงอยู่  เพราะมีเนื้อและ

เดือดน้อย  เปรตมีร่างกระดูกยุ่งเหยิง  ย่อมไม่อาจนอนตะแคงข้างหนึ่งได้

จึงนอนหงายเท่านั้น.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ย่อมไม่อาจนอนตะแคงข้างหนึ่งได้

ในระหว่างขาอ่อนแล้วนอนตะแคงข้างขวา เพราะฉะนั้น  การนอนนี้   จึง

เรียกว่า  สีหไสยา. จริงอยู่  สีหมิคราชเพราะมากด้วยอำนาจ วางสอดเข้าข้าง

หน้าไว้ในที่หนึ่ง วางสองเท้าหลังไว้ที่หนึ่ง   เอาหางสอดเข้าในระหว่างขา

อ่อน กำหนดโอกาสอันตั้งอยู่แห่งเท้าหน้า  เท้าหลังและหางแล้วนอนวางศีรษะ

พาดเท้าหน้าทั้งสอง  หลับไปแม้ตลอดวัน   เมื่อตื่นก็ไม่มีการหวาดผวาตื่น

ยกศีรษะขึ้นแล้วกำหนด โอกาสอันเป็นที่ตั้งแห่งเท้าหน้าเป็นต้น  ถ้าฐานะ

อะไรๆ  ที่ตนตั้งไว้แล้วผิดปกติไป ก็เป็นผู้เสียใจว่า ฐานะนี้ไม่สมควรแก่ชาติ

และความเป็นผู้กล้าหาญของท่านดังนี้  ก็จะนอนในที่นั้นนั่นแหละ  ไม่ออกไป

เพื่อหาอาหาร.  ก็ครั้นเมื่อฐานะที่ตนตั้งไว้ไม่ผิดปกติไป  ก็จะเป็นผู้ร่าเริงพอใจ

ว่า ฐานะนี้สมควรแก่ชาติและแก่ความเป็นผู้กล้าหาญของท่านดังนี้  ลุกขึ้น

แล้วก็เอี้ยวตัว สะบัดขนสร้อยบันลือสีหนาท  ๓  ครั้ง  แล้วจึงออกไปเพื่อหา

อาหาร. ก็การนอนด้วยฌานที่สี่  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า  ตถาคต

ไสยา  ในบรรดาการนอนสี่เหล่านั้น  การนอนอย่างสีหะมาแล้วในที่นี้  เพราะ

ว่าการนอนนี้   ชื่อว่า  การนอนอย่างประเสริฐ    เพราะเป็นอิริยาบถของผู้

มากด้วยอำนาจ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 226

บทว่า  ปาเทน  ปาท ได้แก่ เอาเท้าซ้ายทับเท้าขวา. บทว่า อุจฺจาธาย

ได้แก่  วางไว้เหลื่อมกันหน่อยหนึ่ง.  เพราะว่า  ข้อเท้ากระทบกับข้อเท้า

เข่ากระทบกับเข่า  เวทนาย่อมเกิดเนืองๆ จิตย่อมไม่สงบ  การนอนก็ไม่

ผาสุก ก็ข้อเท้ากับข้อเท้า  เข่ากับเข่าย่อมไม่เสียดสีกัน โดยประการใด เมื่อวาง

ไว้เหลื่อมโดยประการนั้น เวทนาย่อมไม่เกิดขึ้น จิตย่อมสงบ การนอนย่อม

ผาสุก เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสอย่างนั้น.

 

บทว่า  อภิชฺณ   โลเก  เป็นต้น กล่าวพิสดารแล้วในจุลลหัตถิปทสูตร.

บทว่า  เสยฺยถาปิ  ภิกฺขเว  เป็นอุปมา  บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า

 

อิณมาทาย -  ได้แก่ ถือเอาทรัพย์โดยเสียดอกเบี้ย(กู้). บทว่า พฺยนฺตีกเรยฺย

ได้แก่ พึงกระทำให้หมดไป อธิบายว่า พึงใช้คืนไปทั้งหมด. บทว่า ตโตนิทาน

ได้แก่ เหตุแห่งความไม่มีหนี้ จริงอยู่  บุรุษนั้น เมื่อระลึกว่า เราเป็นผู้ไม่

มีหนี้    ดังนี้   ก็จะได้ความปราโมทย์    ถึงความโสมนัส   ด้วยเหตุนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า    เขาพึงได้ความปราโมทย์ พึงถึงความ

โสมนัส ดังนี้. ชื่อว่า อาพาธ  เพราะเกิดเวทนาอันเป็นข้าศึกเพราะตัดอยู่

ซึ่งอิริยาบถ  -  ดุจถูกตัดด้วยเลื่อยเบียดเบียนอยู่       อาพาธนั้น       มีอยู่

แก่บุคคลนั้น      เพราะเหตุนั้น   จึงชื่อว่า   ผู้มีอาพาธ.   ชื่อว่า   มีทุกข์

เพราะทุกข์อันมีอาพาธนั้นเป็นสมุฏฐาน. ชื่อว่า เจ็บหนัก  เพราะป่วยมีประ

มาณยิ่ง. บทว่า  นจฺฉาเทยฺย  ได้แก่ ไม่พึงชอบใจ เพราะมีพยาธิหนักเป็น

เบื้องหน้า. บทว่า พลมตฺตา  ได้แก่ กำลังนั่นแหละ  อธิบายว่า เขาพึงมีกำลัง

กาย. บทว่า  ตโตนิทาน  ได้แก่ เหตุความไม่มีโรค. จริงอยู่  เมื่อเขาระลึกอยู่

ว่า เราเป็นผู้ไม่มีโรค ดังนี้ เหตุทั้งสองนั้น  ย่อมเกิดขึ้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้

มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ลเภถ ปาโมชฺช   อธิคจฺเฉยฺย   โสมนสฺส ดังนี้.

บทว่า น  จสฺส กิญฺจิ โภคาน วโย ความว่า ไม่พึงเสื่อมโภคะทั้งหลายแม้


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 227

เพียงว่า กากณิกหนึ่ง. บทว่า ตโตนิทาน  ได้แก่  เหตุพ้นจากการจองจำ

คำที่เหลือในบททั้งปวง พึงประกอบโดยนัยที่กล่าวแล้ว. บทว่า อนตฺตาธีโน

ได้แก่  ตัวเองไม่ได้เป็นใหญ่  คือว่า ย่อมทำอะไรๆ ไม่ได้ตามชอบใจของตน.

บทว่า  ปราธีโน  ได้แก่  ผู้อื่นเป็นใหญ่  คือว่า  เป็นไปตามความชอบใจของผู้อื่น

บทว่า  น   เยนกามงฺคโม  ความว่า  เขาใคร่จะไป  ต้องการไปโดย

ทิสาภาคใด    ย่อมไม่ได้โดยทิสาภาคนั้น.    บทว่า   ทาสพฺยา   ได้แก่

ความเป็นทาส. บทว่า ภุชิสฺโส ได้แก่ เป็นไทแก่ตน. บทว่า ตโตนิทาน

ได้แก่ เหตุความเป็นไท. บทว่า  กนฺตารทฺธานมคฺค  ได้แก่  ทางไกลกันดาร

อธิบายว่า  ทางไกลปราศจากน้ำ.  บทว่า   ตโตทิทาน  ได้แก่  เหตุแดน

อันเกษม.

ในบทว่า  อิเม ปญฺจ นีวรเณ อปฺปหีเน  นี้ ความว่า พระผู้มีพระภาค

เจ้า ย่อมทรงแสดงกามฉันทนิวรณ์ที่ยังละไม่ได้  เป็นเช่นกับความเป็นหนี้

นิวรณ์ที่เหลือเป็นเช่นกับโรคเป็นต้น. ในข้อนั้น พึงทราบความเป็นเช่น

เดียวกัน ดังต่อไปนี้.

จริงอยู่  บุคคลใด กู้หนี้เขาไปแล้วไม่ใช้ บุคคลนั้น ถูกเจ้าหนี้ทวง

ว่า เจ้าจงใช้หนี้  ดังนี้ก็ดี  ถูกเขาพูดคำหยาบก็ดี  ถูกเขาจับไปก็ดี  ถูกเขาประ-

หารก็ดี  ย่อมไม่อาจโต้ตอบอะไรได้ ย่อมอดกลั้นทุกอย่าง เพราะว่า  หนี้นั้นมี

การอดกลั้นเป็นเหตุ  ฉันใด  บุคคลใด  ย่อมยินดีสิ่งใด  ด้วยกามฉันทะย่อมถือเอา

ซึ่งสิ่งนั้น  ด้วยการถือเอาด้วยตัณหา ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลนั้น ถูกเขากล่าว

คำหยาบก็ดี  ถูกเขาจับไปก็ดี  ถูกเขาประหารก็ดี  ย่อมอดทนทุกอย่าง เพราะ

ว่า กามฉันทะนั้น มีการอดกลั้นเป็นเหตุ  ดุจความพอใจในกามของหญิงทั้ง

หลายที่ถูกสามีในเรือนฆ่า เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบกามฉันทะ  ราวกะ

ความเป็นหนี้   อย่างนี้.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 228

เหมือนอย่างว่า  บุคคลผู้กระสับกระส่ายเพราะโรคดี  เมื่อใคร ๆ ให้

วัตถุทั้งหลายมีน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดเป็นต้น  ก็ย่อมไม่ได้รสแห่งวัตถุ

เหล่านั้น  เพราะความที่ตนกระสับกระส่ายด้วยโรคดี  ย่อมอาเจียนออกนั่น

เทียว  ด้วยสำคัญว่า  รสขม ๆ  ดังนี้  ฉันใด  บุคคลผู้มีจิตพยาบาท  ก็ฉันนั้น

เหมือนกัน  เมื่อถูกอาจารย์  หรืออุปัชฌาย์ผู้หวังประโยชน์กล่าวสอนอยู่เพียง

เล็กน้อย  ก็ไม่รับโอวาท  จะกล่าวว่า  พวกท่านย่อมขัดใจเราเหลือ

เกิน  แล้วก็สึกออกไป  เขาย่อมไม่ประสบรสแห่งพระศาสนาอันต่างด้วยความ

สุขในฌานเป็นต้น  เพราะความกระสับกระส่ายด้วยความโกรธ  เหมือนบุคคล

นั้น  ผู้ไม่ประสบอยู่ซึ่งรสน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดเป็นต้น  เพราะความกระสับ

กระส่ายด้วยโรคดี.  บัณฑิตพึงเห็นความพยาบาท  เหมือนโรคอย่างนี้.

ภิกษุผู้ถูกถีนมิทธะครอบงำแล้ว  ครั้นเมื่อธรรมสวนะการฟังธรรม

แม้มีนัยอันวิจิตกำลังเป็นไปอยู่ก็ย่อมไม่รู้เบื้องต้น  ท่ามกลาง  และที่สุดแห่ง

ธรรมสวนะนั้น  เหมือนบุรุษผู้ถูกจองจำในเรือนจำในวันนักขัตฤกษ์  ย่อมไม่

เห็นเบื้องต้น  ท่ามกลาง  และที่สุดแห่งงานนักขัตฤกษ์  เขาพ้นเรือนจำในวันที่

สองแล้ว  แม้ได้ฟังคำว่า  โอ  เมื่อวันวานได้มีงานรื่นเริงสนุกสนาน  มีฟ้อนรำ

ขับร้องเป็นต้น  ก็ไม่กล่าวตอบ.  เพราะเหตุไร  เพราะความที่ตนไม่ได้ประ

สบ  งานนักขัตฤกษ์  ฉะนั้น  ภิกษุนั้น  เมื่อธรรมสวนะตั้งขึ้นแล้ว  แม้ฟังผู้

อื่นกล่าวสรรเสริญธรรมสวนะว่า  โอ  ฟังธรรม  โอ  การณะ  โอ  อุปมา  เป็น

ต้น  ก็ไม่ให้ตอบ.  เพราะเหตุไร.  เพราะความที่ตนไม่ประสบธรรม

กถา  ด้วยอำนาจแห่งถีนมิทธะ.  ถีนมิทธะ  บัณฑิตพึงทราบ  ดุจเรือนจำอย่าง

นี้.

เหมือนอย่างว่า  ทาสแม้จะเล่นงานนักขัตฤกษ์  ถูกนายสั่งว่า  ชื่อ

ว่า  กรณีเร่งด่วนนี้มีอยู่เจ้าจงไปในที่นั้นทันที  ถ้าเจ้าไม่ไป  เราจะตัดมือและ

เท้า  หรือว่า  หู  จมูกของเจ้าดังนี้  เขาย่อมรีบไปทีเดียว  ย่อมไม่ได้เพื่อประสบ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 229

เบื้องต้น  ท่ามกลางและที่สุดของงานนักขัตฤกษ์.  เพราะเหตุไร  เพราะตน

มีผู้อื่นเป็นใหญ่  ฉันใด  ภิกษุผู้ไม่รู้ข้อปฏิบัติในพระวินัยแม้เข้าไปสู่ที่อื่น

ด้วยวิเวกกถาเรื่องวิเวก  เมื่อมีความสำคัญในอกัปปิยะอย่างใดอย่างหนึ่ง

เกิดขึ้นแล้ว  โดยที่สุดแม้ในกัปปิยะมังสะ  ก็ละวิเวก  ไปในสำนักพระวินัยธร

เพื่อชำระศีล  เพราะฉะนั้น  เธอย่อมไม่ได้เพื่อเสวยความสุกอันเกิดแต่วิเวก.

เพราะเหตุไร  เพราะถูกอุทธัจจกุกกุจจะครอบงำก็ฉันนั้น  บัณฑิตพึงทราบ

อุทธัจจกุกกุจจะ  ดุจทาสอย่างนี้.

เหมือนอย่างว่า  บุรุษเดินทางไกลกันดาร  เห็นโอกาสที่พวกมนุษย์ถูก

โจรปล้นแล้ว  ก็ระแวงสงสัยว่า  พวกโจรมาแล้ว  ด้วยเสียงของท่อนไม้บ้าง

ด้วยเสียงของพรานนกบ้าง ดังนี้  ย่อมเดินไปบ้าง  หยุดอยู่บ้าง ย่อมกลับบ้าง

ที่ที่มามากกว่าที่ไป  บุคคลนั้นย่อมไปถึงที่อันเป็นแดนเกษมได้โดยยาก

ลำบาก  หรือไม่ถึง  ฉันใด  วิจิกิจฉา  คือความสงสัยของบุคคลใด  ในฐานะ

๘  อย่างเกิดขึ้นแล้ว  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน  เขาเมื่อสงสัยว่า  พุทฺโธ  นุโข  น

นุโข  พุทฺโธ  ใช่พระพุทธเจ้าหรือไม่ใช่พระพุทธเจ้าหนอ เป็นต้น  ไม่อาจน้อม

เพื่อจะถือเอาด้วยศรัทธา  เมื่อไม่อาจก็ย่อมไม่บรรลุมรรคผล.  เมื่อบุคคลยัง

ความลังเลสงสัย  ความไม่เชื่อมั่น  ความเป็นผู้สะดุ้งให้เกิดแก่จิตบ่อย ๆ ว่า

พวกโจรมีอยู่ในทางไกลกันดาร  หรือไม่หนอดังนี้  ย่อมกระทำอันตรายแก่การ

ถึงที่ปลอดภัย  ฉันใด  แม้วิจิกิจฉา  ก็ฉันนั้น  ยังความลังเลสงสัย  ความไม่เชื่อมั่น

ความสะดุ้งให้เกิดแก่จิตบ่อย ๆ โดยนัยว่า พุทฺโธ  เป็นต้น  ย่อมกระทำอันตราย

แก่การบรรลุอริยมรรค  บัณฑิตพึงทราบ  ดุจบุคคลผู้เดินทางไกลกันดาร.

บัดนี้  ในบทว่า  เสยิยถาปิ  ภิกฺขเว  อานณฺย  นี้  พระผู้มีพระภาค

เจ้า  ย่อมทรงแสดงซึ่งกามฉันทะอันละได้แล้ว  ให้เป็นเช่นกับความไม่มี

หนี้  และซึ่งนิวรณ์ที่เหลืออันภิกษุละได้แล้ว  ให้เป็นเช่นกับความไม่มีโรคเป็น

ต้น.  ในข้อนั้น  ความเป็นเช่นเดียวกัน  พึงทราบดังต่อไปนี้. -


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 230

เหมือนอย่างว่า บุรุษกู้หนี้มาแล้วประกอบการงาน   เสร็จการงานแล้ว

คิดว่า ขึ้นชื่อว่าหนี้แล้ว   ย่อมเป็นเหตุให้กังวลใจดังนี้  จึงใช้หนี้คืนพร้อม

ทั้งดอกเบี้ยแล้วฉีกหนังสือทิ้งเสีย. ทีนั้น ก็ไม่มีใครๆ มาทวงหนี้ หรือส่งหนัง-

สือมาทวงเขาจำเดิมแต่กาลนั้น.  เขาเห็นเจ้าหนี้แล้ว  ถ้าปรารถนาจะนั่ง

หรือจะลุกขึ้นจากที่นั่ง   หรือไม่ปรารถนาจะนั่ง  ไม่ต้องการจะลุกขึ้นก็

ได้. เพราะเหตุไร เพราะความที่เขาหมดหนี้แล้ว ไม่เกี่ยวข้องแล้วกับด้วยเจ้า

หนี้เหล่านั้น ฉันใด ภิกษุนี้  คิดว่า ชื่อว่า กามฉันทะมีความกังวลใจเป็นเหตุดัง

นี้    แล้วเจริญธรรมทั้ง  ๖ อย่าง     โดยนัยที่กล่าวไว้ในสติปัฏฐานแล้ว

ละกามฉันทนิวรณ์  ฉันนั้นเหมือนกัน. ความกลัว ความสะดุ้งย่อมไม่มีแก่

บุรุษหมดจากหนี้แล้ว เพราะเห็นเจ้าหนี้ฉันใด  ความข้องเกี่ยวความผูกพันของ

ภิกษุผู้มีกามฉันทะอันละได้แล้ว  ย่อมไม่มีในวัตถุอื่น ฉันนั้นเหมือนกัน. เมื่อ

เห็นรูปทั้งหลายแม้เป็นทิพย์  กิเลสก็ไม่ฟุ้งขึ้น. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาค

เจ้า  จึงตรัสการละกามฉันทะ  เหมือนผู้หมดหนี้.

เหมือนอย่างว่า  บุรุษผู้กระสับกระส่ายด้วยโรคดีนั้น  ทำโรคนั้น

ให้สงบระงับไปด้วยการทำเภสัช  จำเดิมแต่นั้น ย่อมรู้รสแห่งน้ำตาลกรวด

เป็นต้น ฉันใด ภิกษุนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน   คิดว่า ขึ้นชื่อว่า พยาบาทนี้ กระ

ทำความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ดังนี้  แล้วเจริญธรรม  ๖  อย่างละพยาบาท

นิวรณ์ได้.  ภิกษุนั้น ชื่อว่า ละความพยาบาทได้อย่างนี้.  บุรุษผู้หายจากโรค

ดี  ชอบเสพของหวานมีน้ำตาลกรวดเป็นต้น ฉันใด ภิกษุนั้น อันอาจารย์ให้

ศึกษาอยู่ซึ่งอาจาระและพระวินัยบัญญัติเป็นต้น  รับด้วยศีรษะชอบศึกษาอยู่

ฉันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า  จึงตรัสการละพยาบาทดุจความไม่มีโรค.

บุรุษผู้ถูกจับเข้าไปสู่เรือนจำในวันนักขัตฤกษ์      แม้ในวันนัก

ขัตฤกษ์อื่นอีก   เขาคิดว่า  เราเคยถูกจองจำด้วยโทษแห่งความประมาท

จึงไม่ได้เล่นงานวันนักขัตฤกษ์  เพราะโทษนั้น  บัดนี้  เราจักเป็นผู้ไม่ประมาท


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 231

ดังนี้  ฉันใด ศัตรูของเขาย่อมไม่ได้โอกาส   เขาเป็นผู้ไม่ประมาท  จึงได้เล่นงาน

นักขัตฤกษ์แล้วเปล่งอุทานว่า  อโห  วันนักขัตฤกษ์ดังนี้   ฉันใด  ภิกษุก็ฉัน

นั้นเหมือนกัน  คิดว่า  ขึ้นชื่อว่า ถีนมิทธะนี้  กระทำความฉิบหายใหญ่ดัง

นี้  จึงเจริญธรรม ๖ อย่าง ละถีนมิทธะได้  ภิกษุนั้นชื่อว่าละถีนมิทธะแล้ว

อย่างนี้    บุรุษผู้พ้นจากเครื่องจองจำเล่นงานนักขัตฤกษ์ตลอดเบื้องต้น

ท่ามกลาง  และที่สุดได้แม้ทั้ง  ๗  วัน  ก็เสวยอยู่ทั้งเบื้องต้น  ท่ามกลาง  และที่สุด

แห่งธรรมนักขัตต์  ฉันใด  บรรลุพระอรหัต   พร้อมทั้งปฏิสัมภิทา ฉันนั้น

เหมือนกัน.  เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจงตรัสการละถีนมิทธะ เหมือน

การพ้นจากเครื่องจองจำ.

เหมือนอย่างว่า  ทาสเข้าไปอาศัยมิตรคนใดคนหนึ่ง ให้ทรัพย์แก่

นาย กระทำตนให้เป็นไทได้แล้ว  จำเดิมแต่นั้นมา พึงทำสิ่งที่ตนปรารถนา

ได้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน  คิดว่าขึ้นชื่อว่า  อุทธัจจกุกกุจจะกระทำ

ความฉิบหายใหญ่ ดังนี้  จึงเจริญธรรม ๖ อย่าง  แล้วละอุทธัจจกุกกุจจะ

ได้. ภิกษุนั้นชื่อว่า ละอุทธัจจกุกกุจจะแล้วด้วยอาการอย่างนี้  บุรุษผู้เป็นไท

แก่ตัว  ปรารถนาจะทำสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้นได้   ใครจะยับยั้งเขาจากการกระทำ

นั้นโดยพลการไม่ได้  ฉันใด  ภิกษุย่อมปฏิบัติเนกขัมมปฏิปทาตามสบาย

ฉันนั้นเหมือนกัน  อุทธัจจกุกกุจจะใครๆ จะยังเธอให้กลับจากเนกขัมมปฏิปทา

นั้นมาสู่อุทธัจจกุกกุจจะโดยพลการไม่ได้.  เพราะฉะนั้น  พระผู้มีพระภาค

เจ้า  จึงตรัสการละอุทธัจจกุกกุจจะได้เหมือนความเป็นไท.

เหมือนอย่างว่า  บุรุษผู้มีกำลังถือสะเบียงกรังตระเตรียมอาวุธพร้อม

กับบริวารดำเนินไปสู่ทางกันดาร  พวกโจรเห็นเขาแต่ไกลพึงหนีไป  บุรุษ

นั้น ก็ผ่านทางกันดารนั้นไปถึงความปลอดภัยได้ด้วยความสวัสดี พึงเป็นผู้

ร่าเริงยินดีแล้ว   ฉันใด  ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน คิดว่า ชื่อว่า วิจิกิจฉานี้

ย่อมกระทำความฉิบหายมิใช่ประโยชน์  ดังนี้  จึงเจริญธรรม ๖ อย่างแล้วละ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 232

วิจิกิจฉาได้  ภิกษุนั้นชื่อว่าละวิจิกิจฉาแล้วด้วยอาการอย่างนี้  บุรุษผู้มีกำลัง

มีอาวุธอันตระเตรียมไว้แล้ว  พร้อมกับบริวารเห็นโจรแล้ว  ไม่กลัว  ไม่คำนึง

พวกโจรเท่าเส้นหญ้า  ออกไปถึงสถานที่อันปลอดภัยโดยความสวัสดี ฉัน-

ใด  ภิกษุ  ก็ฉันนั้นเหมือนกัน  ผ่านพ้นทางกันดารคือทุจริตแล้ว  ถึงอมตนิพพาน

อันเกษมอย่างยิ่ง.  เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า  จึงตรัสการละวิจิกิจฉา

ดุจผู้ที่ถึงสถานที่ปลอดภัย.

 

บทว่า  อิมเมว  กาย  ได้แก่  กรชกายนี้.  บทว่า  อภิสนฺเทติ  ได้แก่

ทำให้ชุ่มชื่น  ทำให้สิเนหา  คือว่า  ย่อมกระทำปีติและสุขเป็นไปในกรชกายทั้ง

ปวง.  บทว่า  ปริสนฺเทติ  ได้แก่ ย่อมหลั่งไหลไปโดยรอบ.  บทว่า  ปริปูเรติ

ได้แก่  ย่อมเต็มเหมือนถูกลมเป่า. บทว่า  ปริปฺผรติ  ได้แก่  ย่อมถูกต้อง

โดยรอบ.  บทว่า  สพฺพาวโต  กายสฺส  ความว่า  ที่แม้น้อยหนึ่งตามผิดเนื้อโลหิต

ในที่สืบต่อเป็นไปของอุปาทินนกรูป  อย่างใดอย่างหนึ่งแห่งกายทุกส่วนของ

ภิกษุนั้น  ชื่อว่า ไม่ถูกต้องด้วยความสุขในปฐมฌาน  ย่อมไม่มี.  บทว่า  ทกฺโข

ได้แก่  ผู้ฉลาด  สามารถ  เพื่อกระทำ  เพื่อประกอบ  เพื่อผสมซึ่งจุณสำหรับ

อาบ.  บทว่า  กสถาเล  ได้แก่  ภาชนะที่กระทำด้วยโลหะอย่างใดอย่าง

หนึ่ง  ก็ภาชนะที่ทำด้วยดินเหนียว  เป็นภาชนะไม่มั่นคง  เมื่อบุคคลทุบอยู่

ย่อมแตกได้  เพราะฉะนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้า  จึงไม่แสดงภาชนะที่ทำด้วยดิน

เหนียวนั้น.  บทว่า  ปริปฺโผสก  ปริปฺโผสก  แปลว่า  ประพรม.  บทว่า

สนฺเนยฺย  ความว่า  ถือถาดสำริดด้วยมือซ้าย  พรมแล้วพรมอีกซึ่งน้ำพอประ

มาณด้วยมือขวาแล้วขยำกระทำให้เป็นก้อน. บทว่า  สิเนหานุคตา  ได้

แก่  ติดกันด้วยยางเหนียวคือน้ำ.  บทว่า  สิเนหปเรตา  ได้แก่  ซึมไปด้วยยาง

เหนียวคือน้ำ.  บทว่า  สนฺตรพาหิรา  ความว่า  พร้อมทั้งส่วนข้างใน

ข้างนอก.  ย่อมถูกต้องส่วนทั้งหมดทีเดียวด้วยยางเหนียวคือน้ำ.  บทว่า


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 233

น  จ  ปคฺฆารณี  ความว่า  น้ำย่อมไม่ไหลไปเป็นหยด ๆ  อธิบายว่า สามารถเพื่อถือ

เอา   แม้ด้วยมือ  แม้ด้วยนิ้วเพียงสองนิ้ว เพื่อกระทำให้วนได้.

พึงทราบข้ออุปมาความสุขในทุติยฌาน.  บทว่า  อุพฺภิโตทโก  ได้

แก่  น้ำที่ไม่ไหลไป  คือไม่ไหลไปข้างล่าง  ไม่ไหลไปข้างบน  อธิบายว่า  เป็นน้ำ

เกิดอยู่ในภายในนั่นแหละ.  บทว่า  อายมุข  ได้แก่  ทางมา.  บทว่า  เทโว  ได้

แก่  เมฆ.  บทว่า  กาเลน  กาล  ได้แก่  ทุกกึ่งเดือน  หรือทุกสิบวัน.  บทว่า

ธาร  แปลว่า  ฝน.  บทว่า  อานุปเวจฺเฉยฺย  ได้แก่  ไม่พึงเข้าไป  คือว่า  ไม่พึง

ตกลงไป.  อธิบายว่า  ธารน้ำเย็นผุพุขึ้น  คือทำห้วงน้ำเย็นที่ขังอยู่ให้เต็มแล้ว.

จริงอยู่  น้ำที่พุขึ้นแต่ข้างล่าง  ทำน้ำที่พุขึ้นไม่ให้แตกกระเพื่อมออกไป

น้ำที่ไหลเข้าไปโดยทิศทั้งสี่  ย่อมกระเพื่อมด้วยใบไม้  หญ้า  เศษไม้  ท่อนไม้

เก่าเป็นต้น  น้ำย่อมกระเพื่อมเพราะฟองน้ำฝน  ธารน้ำที่ตกลงมา  แต่น้ำ

สงบนิ่งเกิดขึ้นอยู่  ย่อมแผ่ไปสู่ประเทศนี้  ย่อมไม่แผ่ไปสู่ประเทศนี้  เหมือน

เนรมิตไว้ด้วยฤทธิ์  เพราะฉะนั้น  โอกาสอันน้ำนั้นไม่ถูกต้องแล้ว  ย่อมไม่

มี  หามิได้.  ในข้อนั้น  กรชกาย  เปรียบเหมือนห้วงน้ำ  ความสุขในทุติยฌาน

เหมือนน้ำ.  คำที่เหลือ บัณฑิตพึงทราบโดยนัยก่อน.

พึงทราบคำอุปมาในความสุขแห่งตติยฌาน  ดอกอุบลทั้งหลายมี

อยู่  ในที่นี้  เพราะเหตุนั้น  ที่นี้จึงชื่อว่า  กออุบล.  แม้สองบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือน

กัน.  ก็พึงทราบวินิจฉัยในข้อนี้ว่า  ในคำนี้  บรรดาดอกอุบล  มีสีขาว  สีแดง

สีเขียว  ดอกอุบลอย่างใดอย่างหนึ่ง  ก็จัดเป็นอุบลทั้งนั้น  ดอกอุบลที่มีใบเก้าสิบ

เก้าใบ  เรียกว่า  บุณฑริกมีใบร้อยใบ  เรียกว่า  ประทุม  อีกอย่างหนึ่ง  ดอกอุบล

สีขาว  แม้ไม่กำหนดใบ  ก็เรียกว่า  ประทุม  ดอกอุบลสีแดง  เรียกว่า  บุณฑริก.

บทว่า  อุทกานุคฺคตานิ  ได้แก่  ไม่โผล่จากน้ำ. บทว่า  อนฺโตนิมุคฺคโปสิตานิ

ความว่า  จมอยู่ภายในพื้นน้ำเท่านั้น  ย่อมถูกต้อง  คือย่อมเจริญ. คำที่

เหลือ  พึงทราบโดยนัยก่อนแล.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 234

พึงทราบความอุปมาความสุขในจตุตถฌานต่อไป  ในบทว่า  ปริสุทฺ-

เธน  เจตสา ปริโยทาเตน นี้ พึงทราบชื่อว่า บริสุทธิ์แล้ว เพราะอรรถว่าหมด

อุปกิเลส  ชื่อว่าผ่องแผ้วแล้ว  เพราะอรรถว่า  ประภัสสร.  บทว่า  โอทา-

เตน ตวฺเถน  นี้  ท่านกล่าวเพื่อการแผ่ไปแห่งโอกาส.   พึงทราบความในข้อนี้

อย่างนี้ว่า  ผ้าที่เศร้าหมองความอบอุ่นย่อมไม่แผ่ไป.  ทันใดที่ผ้าขาวซักบริสุทธิ์

สะอาด  ความอบอุ่นย่อมมีกำลังแผ่ไป. จริงอยู่  สำหรับอุปมานี้  กรชกายเปรียบ

เหมือนผ้า  ความสุขในจตุตถฌาน  เปรียบเหมือนการแผ่ไปแห่งโอกาส

เพราะฉะนั้น  เมื่อบุรุษอาบน้ำชำระดีแล้ว  นั่งห่มผ้าขาวคลุมศีรษะ  อุตุจากสรีระ

ย่อมแผ่ไปตลอดผ้าทั้งหมดทีเดียว  โอกาสอะไร ๆ  ไม่เป็นโอกาสที่จะถูกผ้า  มิได้

มี ฉันใด โอกาสอะไรๆ อันความสุขในจตุตถฌานไม่ถูกต้องกรชกายของภิกษุ

ย่อมไม่มี  ฉันนั้น. อีกอย่างหนึ่ง  จิตในจตุตถฌานนั่นแหละ เปรียบเหมือนผ้า

ที่ห่มแล้ว  รูปที่มีจิตนั้นเป็นสมุฏฐานเปรียบเหมือนการแผ่ไปแห่งโอกาส.

บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในที่นี้  อย่างนี้ว่า  เหมือนอย่างว่า เมื่อผ้าขาวในที่

บางแห่งแม้ไม่ถูกกาย   กายก็เป็นอันโอกาสซึ่งมีกายนั้นเป็นสมุฏฐานถูก

ต้องแล้วทั้งหมดทีเดียวฉันใด กายของภิกษุก็เป็นอันสุขุมรูป ซึ่งจตุตถฌานให้

เกิดขึ้นถูกต้องทั่วไปหมด  ก็ฉันนั้น.

พึงทราบอุปมาในปุพเพนิวาสญาณ กิริยาอันภิกษุนั้นทำแล้วในวัน

นั้น  ย่อมปรากฏชัด เพราะฉะนั้น ในวันนั้นเธอยึดเอาบ้านสามหลัง ในข้อนั้น

บัณฑิตพึงทราบว่า ภิกษุผู้ได้ปุพเพนิวาสญาณ  เหมือนบุรุษไปสู่บ้านสาม

หลัง. ภพสาม บัณฑิตพึงเห็นเหมือนบ้านสามหลัง. ความแจ่มแจ้งแห่งกิริยา

อันภิกษุผู้มุ่งจิตไปในปุพเพนิวาสญาณนั่งทำแล้วในภพสาม  บัณฑิตพึง

ทราบ เหมือนความแจ่มแจ้งแห่งกิริยาอันบุรุษนั้นกระทำแล้วในวันนั้นในบ้าน

สามหลัง.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 235

พึงทราบอุปมาในทิพยจักษุ บทว่า  เทฺว  อคารา ได้แก่ บ้านสอง

หลัง. บทว่า สทฺวารา ได้แก่ มีประตูข้างหน้า. บทว่า อนุจงฺกมนฺเต ได้

แก่  เดินไปมา.  บทว่า  อนุวิจรนฺเต  ได้แก่ เที่ยวไปข้างโน้น ข้างนี้ อธิบายว่า

พึงทราบด้วยสามารถแห่งการออกจากบ้านหลังนี้ แล้วเข้าไปสู่บ้านหลังนั้น

หรือออกจากบ้านหลังนั้น  แล้วเข้าไปสู่บ้านหลังนี้.

ในข้อนั้น    จุติและปฏิสนธิ  เปรียบเหมือนบ้านสองหลัง มีประตูร่วมกัน

ภิกษุได้ทิพยจักษุญาณ เปรียบเหมือนบุรุษมีจักษุ  กาลเวลาที่สัตว์ผู้กำลัง

จุติและปฏิสนธิปรากฏ  แก่ภิกษุผู้ได้ทิพยจักษุ  ผู้เจริญอาโลกกสิณ  ตรวจดูอยู่

เปรียบเหมือนเวลาที่บุรุษเดินเข้าและเดินออกตลอดบ้านสองหลัง  ปรากฏแก่

บุรุษมีผู้จักษุผู้ยืนแลดูอยู่ในระหว่างบ้านสองหลัง. ถามว่า ก็กาลเหล่านั้น

ปรากฏแก่ญาณ หรือแก่บุคคล  ตอบว่า แก่ญาณ.  แต่ว่า เพราะปรากฏแก่

ญาณนั้น จึงปรากฏแก่บุคคลเหมือนกัน.

พึงทราบอุปมาแห่งอาสวักขยญาณ  ดังนี้  บทว่า  ปพฺพตสงฺเขเป

ได้แก่  ยอดภูเขา.  บทว่า  อนาวิโล  ได้แก่  ไม่มีเปือกตม.  หอยโข่งด้วย

หอยกาบด้วย  ชื่อว่าหอยโข่งและหอยกาบ.  ก้อนกรวดด้วย  กระเบื้อง

ด้วย ชื่อว่า ก้อนกรวดและกระเบื้อง. ชื่อว่า ฝูงปลา เพราะปลาเป็นหมู่เป็น

ฝูง. ในบทว่า  ติฏฺนฺตปิ  จรนฺตปิ  นี้ ได้แก่  ก้อนกรวดและกระเบื้องหยุด

อยู่   แต่นอกนี้   มีหอยโข่งเป็นต้น เดินไปบ้าง หยุดอยู่บ้าง.  เหมือนอย่าง

ว่า เมื่อแม่โคยืนบ้าง หมอบบ้าง นอนบ้าง ในระหว่างๆ ฝูงโคเหล่านี้ย่อม

เที่ยวไป พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาโคที่เที่ยวไป จึงตรัสว่า โคนอกนี้

ย่อมเที่ยวไป ฉันใดพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอา ก้อนกรวดและกระ-

เบื้องที่หยุดอยู่นั่นเองจึงตรัสว่า  สองหมวดนอกนี้หยุดอยู่. ทรงหมายเอาสอง

หมวดนี้ เคลื่อนไปจึงตรัสว่า แม้ก้อนกรวดและกระเบื้องก็เคลื่อนไป ดัง

นี้. ในข้อนั้น พึงทราบกาลที่สัจจะ ๔ แจ่มแจ้งแล้วแก่ภิกษุผู้นั่งน้อมจิตไปเพื่อ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 236

ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย   ดุจกาลที่หอยโข่งและหอยกอบเป็นต้นแจ่ม

แจ้งแล้วแก่บุรุษผู้มีจักษุยืนดูอยู่ที่ฝั่ง  ฉะนั้น.

บัดนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้า  เมื่อทรงถือเอาชื่อพระขีณาสพ  ทั้ง

เพศ ทั้งคุณ   ด้วยอาการ ๗ อย่าง จึงตรัสบทว่า  อย  วุจฺจติ  ภิกฺขเว  ภิกฺขุ

สมโณ อิติปิ  เป็นต้น. พึงทราบวินิจฉัยในบทเหล่านั้น ในบทว่า เอว  โข

ภิกฺขเว ภิกฺขุ   สมโณ  โหติ  เป็นต้น อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุชื่อว่า สมณะ เพราะมีบาปอันสงบแล้วด้วยอาการ

อย่างนี้.   ชื่อว่า  พราหมณ์  เพราะมีบาปอันลอยแล้ว.  ชื่อว่า  นหาตกะ

(ผู้อาบ)  เพราะมีกิเลสล้างออกแล้ว  คือมีกิเลสอันกำจัดออกแล้ว.  ชื่อว่า

เวทคู  เพราะอกุศลธรรมทั้งหลายไปแล้ว  ด้วยเวททั้งหลาย คือ มรรคญาณ

๔ อธิบายว่า เพราะรู้แล้ว. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า

วิทิตสฺส  โหนฺติ เป็นต้น. ชื่อว่า โสตติยะ   เพราะกิเลสทั้งหลายหลับไปแล้ว

คือว่า เพราะกิเลสทั้งหลายไม่ไหลออกไปมา. ชื่อว่า อริยะ  เพราะไกลจาก

กิเลสทั้งหลาย อธิบายว่า เพราะกิเลสทั้งหลายถูกกำจัดแล้ว. ชื่อว่า อรหันต์

เพราะไกล คือว่า เป็นผู้ห่างไกลแล้ว. คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ปรากฏแจ่มแจ้ง

แล้วแล.

 

จบอรรถกถามหาอัสสปุรสูตรที่  ๙


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 237

๑๐.  จูฬอัสสปุรสูตร

[๔๗๙]  ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-

สมัยหนึ่ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ในอังคชนบท  มีนิคมของชาว

อังคะ  ชื่ออัสสปุระ ณ  ที่นั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายแล้ว.

ภิกษุทั้งหลายทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.  พระผู้มีพระภาค

เจ้าได้ตรัสดำนี้ไว้ว่า  คนเขารู้จักท่านทั้งหลายว่าสมณะๆ  ดังนี้   ถึงท่านทั้งหลาย

เล่า  เมื่อมีคนมาไต่ถามว่า  ท่านทั้งหลายเป็นอะไร  ท่านทั้งหลายก็ปฏิญญาตัวว่า

เราเป็นสมณะ  เมื่อท่านทั้งหลายมีชื่อว่าสมณะ  และปฏิญญาตัวว่าเป็นสมณะ

อยู่อย่างนี้แล้ว  ก็จำต้องสำเหนียกว่า  ข้อปฏิบัติสิ่งใดสมควรแก่สมณะ  เราจัก

ปฏิบัติข้อปฏิบัติสิ่งนั้น  เมื่อความปฏิบัติของเราอย่างนี้มีอยู่  ชื่อแลคำปฏิญญา

ของเรานี้ก็จักเป็นจริง  อนึ่ง  เราบริโภคจีวรบิณฑบาตเสนาสนะ  และคิลาน-

ปัจจัยเภสัชชบริกขาร ของทายกเหล่าใด  ความอุปการะเกื้อหนุนของเขาใน

เราทั้งหลายก็จักมีผลใหญ่ มีอนิสงส์ใหญ่ อนึ่ง บรรพชาของเรา ก็จักไม่

เป็นหมัน  ไม่เปล่าจากประโยชน์  และจักประกอบด้วยผล  ประกอบด้วยกำไร  ดังนี้.

 

[๔๘๐]  ภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทาชอบเป็นอย่างไร     ดูกรภิกษุทั้ง

หลาย     รูปใดรูปหนึ่งเป็นผู้มีอภิชฌา     คือความเพ่งเล็งพัสดุของผู้อื่น

มาก  ละอภิชายังไม่ได้  เป็นผู้มีใจพยาบาท  คือคิดล้างผลาญสัตว์ให้ฉิบ

หาย  ละพยาบาทยังไม่ได้  เป็นผู้มักโกรธ  ละความโกรธยังไม่ได้  เป็นผู้มักถือ

โกรธ  ละความถือโกรธยังไม่ได้  เป็นผู้มักมีความลบหลู่คุณ  ละความลบหลู่ยัง

ไม่ได้  เป็นผู้มักถือเป็นคู่แข่งดี  ละความถือเป็นคู่แข่งดียังไม่ได้  เป็นผู้มักริษยา

ละความริษยายังไม่ได้  เป็นผู้ตระหนี่   ละความตระหนี่ยังไม่ได้  เป็นผู้

มักอวดตัว  ละความอวดตัวยังไม่ได้  เป็นผู้มีมายา  คือบังโทษตนไว้  ละมายายัง


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 238

ไม่ได้เป็นผู้มีความปรารถนาชั่ว  ละความปรารถนาชั่วยังไม่ได้ และเป็นผู้

มีความเห็นผิด ละความเห็นผิดยังไม่ได้  เพราะยังละไม่ได้ซึ่งกิเลส  เครื่อง

เศร้าหมองใจ  ๒ อย่าง มีอภิชฌาเป็นต้นเหล่านี้  ที่เป็นเครื่องหมองใจเป็นโทษ

เป็นของจับใจดุจน้ำฝาดของสมณะ เป็นเหตุจะให้สัตว์เกิดใน บาย มีวิบากอัน

สัตว์ทั้งหลายจะต้องเสวยในทุคคติ  เราไม่กล่าวว่าเธอเป็นผู้ปฏิบัติชอบสมควร

แก่สมณะ เปรียบเหมือนอาวุธอย่างหนึ่งชื่อว่า มะตะชะ มีคมสองข้าง ทั้งกำ

ซาบด้วยยาพิษทั้งคมกล้า เขาปิดคลุมหุ้มห่อไว้ด้วยผ้าสำหรับห่อ ฉันใด

เราก็กล่าวการบรรพชาของภิกษุนี้ฉันนั้น

[๔๘๑]  ภิกษุทั้งหลาย ถึงบุคคลที่ครองผ้าสังฆาฏิอยู่ เราก็หากล่าวว่า

เป็นสมณะด้วยอาการสักว่า   ครองผ้าสังฆาฏิไม่   ถึงบุคคลถือเพศเป็น

ชีเปลือย ไม่นุ่งห่มผ้า เราก็หากล่าวว่าเป็นสมณะด้วยอาการที่ไม่มีผ้านุ่งห่ม

ไม่ ถึงบุคคลถือการหมักหมมเหงื่อไคล ไม่อาบน้ำชำระกาย เราก็หากล่าวว่า

เป็นสมณะด้วยอาการที่หมักหมมเหงื่อไคลไม่  ถึงบุคคลถือการลงอาบน้ำ(วัน

ละสามครั้ง) เราก็หากล่าวว่าเป็นสมณะด้วยอาการที่ลงอาบน้ำไม่  ถึงบุคคลถือ

การอยู่ใต้ต้นไม้เป็นนิตย์ เราก็หากล่าวว่าเป็นสมณะด้วยอาการที่อยู่ใต้ต้นไม้

ไม่  ถึงบุคคลถือการอยู่ในที่แจ้งเป็นนิตย์เราก็หากล่าวว่าเป็นสมณะด้วยอา

การที่อยู่ ณ ที่แจ้งไม่ถึงบุคคลถือการอบกายด้วยหมายจะทรมานกิเลสเป็น

นิตย์  เราก็หากล่าวว่าเป็นสมณะด้วยการที่อบกายไม่  ถึงบุคคลถือการ

บริโภคอาหารมีการกำหนดเป็นครั้งคราว  เราก็หากล่าวว่าเป็นสมณะด้วย

อาการที่ยักย้ายผ่อนผันบริโภคอาหารเป็นครั้งเป็นคราวไม่  ถึงบุคคลที่ท่องบ่น

จำมนต์ได้มาก  เราก็หากล่าวว่าเป็นสมณะด้วยอาการที่ท่องบ่นจำมนต์

ไม่  ถึงบุคคลเกล้าผมเป็นเซิง เราก็หากล่าวว่าเป็นสมณะด้วยอาการเกล้าผม

ไม่  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่า บุคคลผู้ครองสังฆาฏิมีอภิชฌามาก  ละอภิชฌา

เสียได้  มีจิตพยาบาทอยู่  ละพยาบาทเสียได้  มีความโกรธอยู่  ละความโกรธ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 239

เสียได้ เป็นผู้มักถือโกรธ  ละความถือโกรธเสียได้  เป็นผู้ลบหลู่อยู่  ละ

ความลบหลู่เสียได้  เป็นผู้ถือเป็นคู่แข่งดีอยู่   ละความถือเป็นคู่แข่งดีเสีย

ได้เป็นผู้มักริษยาอยู่ ละความริษยาเสียได้ เป็นตระหนี่อยู่ ละความตระหนี่

เสียได้  เป็นผู้มักโอ้อวดตัวอยู่  ละความโอ้อวดตัวเสียได้ เป็นผู้มีมายาอยู่

ละมายาเสียได้  เป็นผู้มีความปรารถนาชั่ว ละความปรารถนาชั่วเสียได้

และเป็นผู้มีความเห็นผิดอยู่  ละความเห็นผิดเสียได้ด้วยอาการที่ครองผ้า

สังฆาฏิ   ตั้งแต่แรกเกิดมาและจะพึงชักชวนให้ผู้นั้นครองผ้าสังฆาฏิเท่านั้น

ด้วยคำชักชวนว่า  มาเถิดท่านจงครองผ้าสังฆาฏิเถิด เมื่อท่านครองผ้าสังฆาฏิ

อยู่  เครื่องเศร้าหมองทั้ง  ๑๒  อย่าง มีอภิชฌามาก จักละอภิชฌาเสียได้

ด้วยอาการที่ครองผ้าสังฆาฏินั้นแล.  เพราะเราเห็นบุคคลบางคนในโลก

นี้ ถึงครองผ้าสังฆาฏิอยู่   ก็มีอภิชฌามาก  มีความเห็นผิดฉะนั้น เมื่อครองผ้า

สังฆาฏิ     เราก็ไม่กล่าวว่าเป็นสมณะด้วยอาการที่ครองผ้าสังฆาฏิเลย

ฯลฯ  ถ้าว่าคนเปลือย ผู้เกล้าผม มีอภิชฌามาก ละอภิชฌาเสียได้แล้ว ผู้มีความ

เห็นผิด ละความเห็นผิดเสียได้ ด้วยอาการที่เกล้าผม  มิตร  สหาย  ญาติ

สาโลหิตทั้งหลายก็จะพึงทำผู้นั้นให้เป็นคนเกล้าผม แต่แรกเกิดมา และจะพึง

ชักชวนให้เกล้าผม ด้วยคำชักชวนว่า มาเถิด เจ้าเกล้าผมเสียเถิด เมื่อท่าน

เกล้าผมอยู่ มีอภิชฌามาก จักละอภิชฌาได้ มีความเห็นผิด ละความเห็นผิด

เสียได้ ด้วยอาการที่เกล้าผมนั้นแล.  เพราะเราเห็นบุคคลบางคนในโลก

นี้  ถึงเกล้าผมอยู่ ก็ยังมีอภิชฌามาก มีความเห็นผิดอยู่ฉะนั้น เราผู้ที่เกล้าผม

เราก็ยังหาละมลทินได้ไม่  จึงไม่กล่าวว่าเป็นสมณะด้วยอาการที่เกล้าผม

เลย.

 

[๔๘๒]  ภิกษุปฏิบัติอย่างไร จึงเป็นผู้ปฏิบัติชอบ สมควรแก่สมณะ

ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งมีอภิชฌาอยู่มาก    ละอภิชฌาเสียได้  มีจิตพยาบาท

อยู่ ละพยาบาทเสียได้  เป็นผู้มักโกรธอยู่ ละความโกรธเสียได้ เป็นผู้มักถือ


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 240

โกรธอยู่   ละความถือโกรธเสียได้ เป็นผู้มักลบหลู่อยู่   ละความลบหลู่เสีย

ได้  เป็นผู้มักถือเป็นคู่แข่งดีอยู่  ละความถือเป็นคู่แข่งดีเสียได้เป็นผู้มักริษยา

อยู่  ละความริษยาเสียได้ เป็นผู้ตระหนี่อยู่  ละความตระหนี่เสียได้ เป็นผู้มัก

โอ้อวดตัวอยู่  ละความโอ้อวดตัวเสียได้  เป็นผู้มีมายาอยู่  ละมายาเสียได้ เป็นผู้

มีความปรารถนาชั่วออยู่  ละความปรารถนาชั่วเสียได้  และเป็นผู้มีเห็นผิด

อยู่  ละความเห็นผิดเสียได้ เพราะละเสียได้ซึ่งกิเลส  ๑๒ อย่างเหล่านี้  ที่

เป็นทินโทษ  เป็นของจับใจดุจน้ำฝาดของสมณะ   เป็นเหตุจะให้สัตว์เกิดใน

อบายมีวิบากอันสัตว์ทั้งหลายจะต้องเสวยในทุคคติ     เรากล่าวว่าเป็นผู้

ปฏิบัติชอบสมควรแก่สมณะ

ผู้ปฏิบัติชอบนั้น ย่อมพิจารณาเห็นตนเป็นผู้บริสุทธิ์  พ้นจากบาป

อกุศลธรรมเหล่านี้แล้ว เมื่อเธอพิจารณาเห็นตนเป็นผู้บริสุทธิ์  พ้นบาปจาก

อกุศลธรรมเหล่านี้ทั้งหมดอยู่  ปราโมช  คือความบันเทิงใจก็บังเกิดขึ้น เมื่อเธอ

บันเทิงใจแล้ว    ปีติก็เกิดขึ้น   เมื่อเธอมีใจประกอบด้วยปีติด้วยนามกาย

ก็สงบ เธอมีนามกายสงบระงับกระวนกระวายแล้ว ก็ได้เสวยสุข เมื่อเธอมี

สุขแล้วจิตของเธอก็ตั้งมั่น  มีใจประกอบด้วยกรุณา  คือปรารถนาให้หมู่สัตว์

พ้นจากทุกข์ทั่วหน้า   มีใจประกอบด้วยมุทิตา คือร่าเริงบันเทิงใจต่อสมบัติของ

ผู้อื่น คือไม่มีริษยา  มีใจประกอบด้วยอุเบกขา  คือความเฉยเป็นกลาง คือไม่มี

ยินดียินร้าย   แผ่อัปปมัญญาพรหมวิหาร คือภาวนาที่แผ่ไปในหมู่สัตว์ไม่

มีประมาณ  ซึ่งเป็นเครื่องอยู่ของคนประเสริฐ ทั้ง ๔ ประการนี้  ตลอดทิศที่

หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ที่สี่  มีใจประกอบด้วยเมตตา  กรุณา มุทิตา อุเบกขา

ไพบูลย์เต็มที่  เป็นจิตใหญ่ มีสัตว์ไม่มีประมาณเป็นอารมณ์ ไม่มีเวรไม่มีความ

เบียดเบียน  แผ่อัปปมัญญาพรหมวิหารนั้น  ตลอดโลกอันสัตว์ทั้งปวงในที่

ทั้งปวง  ด้วยความเป็นผู้มีใจโอบอ้อมเสมอไปในสัตว์ทั้งปวง ทั้งทิศเบื้อง

บน เบื้องต่ำเบื้องขวางอยู่เสมอ.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 241

เปรียบเหมือนสระบัว  มีน้ำใสและ จืดเย็นขาวสะอาด มีท่าเรียบราบ

ควรรื่นรมย์  ถ้าว่าบุรุษจะพึงมาแต่ทิศตะวันออก ตะวันตก ทิศเหนือ ทิศ

ใต้  อันความร้อนกระวนกระวายเผาระงมครอบงำ  เหน็ดเหนื่อยลำบาก

กระหายหิว  บุรุษนั้น มาถึงสระนั้นแล้วจะพึงทำความกระหายน้ำ และความ

ร้อนกระวนกระวายให้เสื่อมสูญได้  ฉันใด.   ดูก่อน  ภิกษุทั้งหลาย  ถ้า

กุลบุตรออกบวชจากตระกูลกษัตริย์ถือเพศเป็นบรรพชิต   และภิกษุทั้งหลาย

นั้น  อาศัยธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว เจริญ  เมตตา กรุณา  มุทิตา

อุเบกขา ได้ความระงับสงบใจ ในภายในสันดานตน  ฉันนั้น เรากล่าวว่า

บรรพชิตนั้น เป็นผู้ปฏิบัติชอบสมควรแก่สมณะ  ถ้าออกบวชจากตระกูล

พราหมณ์   จากตระกูลแพศย์   จากตระกูลศูทร  หรือออกบวชจากตระกูลไหน

ก็ตาม  และบรรพชิตนั้น  ครั้นอาศัยธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว  เจริญ

พรหมวิหารทั้ง  ๔  มีเมตตาเป็นต้น  ได้ความระงับสงบใจ ในภายใน  อย่าง

นี้  เรากล่าวว่า บรรพชิตนั้นปฏิบัติสมควรแก่สมณะ.  ถ้าว่ากุลบุตรออกบวช

จากตระกูลกษัตริย์   จากตระกูลพราหมณ์  จากตระกูลแพศย์  จากตระกูล

ศูทร  หรือตระกูลไหนก็ตาม  ครั้นบวชแล้ว เธอทำเจโตวิมุตติ   คือความมีจิตพ้น

จากเรื่องมองด้วยกำลังฌาน  และปัญญาวิมุติ  คือความที่จิตพ้นจากเครื่อง

หมองด้วยกำลังปัญญา  อันไม่มีอาสวะ  คือกิเลสที่หมักหมม  เพราะสิ้นอาสวะ

แล้วให้แจ้งประจักษ์ด้วยปัญญาที่รู้ยิ่งลำพังตนได้แล้ว  เข้าถึงพร้อมอยู่ใน

อัตภาพนี้  เรากล่าวบรรพชิตนั้นว่า  เป็นสมณะ  เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย.

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ตรัสพระสูตรนี้จบ  ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น

มีใจยินดีเพลิดเพลินรับภาษิตแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยประการฉะนี้.

 

จบจูฬอัสสปุรสูตรที่  ๑๐

จบมหายมกวรรคที่  ๔.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 242

อรรถกถาจูฬอัสสปุรสูตร

 

จูฬอัสสปุรสูตรมีบทเริ่มต้นว่า  เอวมฺเม  สุต

 

เหตุแห่งการแสดงพระสูตรนั้น  เช่นกับสูตรก่อนนั่นแหละ. บท

ว่า  สมณสามีจิปฏิปทา  ได้แก่  ปฏิปทาอันสมควรแก่สมณะทั้งหลาย  คือ

ปฏิปทาอันเกื้อกูลแก่สมณะทั้งหลาย. ในบทว่า  สมณมลาน  เป็นต้น  ความ

ว่า  ธรรมทั้งหลายเหล่านี้  เมื่อเกิดขึ้น  ย่อมกระทำสมณะทั้งหลาย  ให้มีมลทิน

คือมลทินจับ  เพราะฉะนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้า  จึงตรัสว่า  เป็นมลทินของสมณะ

สมณะทั้งหลายย่อมเสียหาย  ย่อมประทุษร้าย  ด้วยมลทินเหล่านั้น  เพราะ

ฉะนั้น  จึงตรัสว่า  เป็นโทษของสมณะ.  และธรรมเหล่านี้  เกิดขึ้นแล้วย่อมกระ

ทำสมณะทั้งหลายให้เป็นเหมือนหยากเยื่อหมดโอชะ  ให้เหี่ยวแห้ง  เพราะ

ฉะนั้น  จึงตรัสว่า  เป็นดังน้ำฝาดของสมณะ  ดังนี้. บทว่า  อาปายิกาน

านาน  ความว่า  เหตุให้เกิดในอบาย. บทว่า  ทุคฺคติเวทนียาน ความว่า  เป็น

ปัจจัยแห่งการเสวยวิบากในทุคคติ.

บทว่า  มตชนฺนาม  ความว่า  พวกมนุษย์ตะไบเหล็กกล้าด้วยเหล็กแล้ว

ขยำผงเหล็กนั้นเข้ากับเนื้อให้นกกระเรียนกิน  นกกะเรียนเหล่านั้น  ไม่อาจ

ถ่ายอุจจาระก็ตาม  ถ้าไม่ตาย  ก็จะประหารให้ตาย.  เมื่อเป็นเช่นนั้น  ก็จะผ่า

ท้องของนกกะเรียนเหล่านั้น  เอาน้ำล้างผงเหล็กเหล่านั้น  ถือเอาผงละเอียด

คลุกกับเนื้อให้นกกระเรียนทั้งหลายกิน      ดังนั้นจึงให้นกกระเรียนกิน

อย่างนี้  ๗ ครั้ง แล้วกระทำอาวุธด้วยผงเหล็กที่ถือเอาแล้ว  ช่างเหล็กศึกษาดี

แล้ว  ได้มูลเหตุหัตถกรรมเป็นอันมาก  ย่อมกระทำอาวุธนั้น  เขาจึงเรียก

อาวุธนั้นว่า  มตชะ  เพราะเกิดจากนกที่ตายแล้ว.  อาวุธนั้นเป็นอาวุธคมยิ่ง

นัก.  บทว่า  ปีตินิสฺสิต  ได้แก่ ชุ่มด้วยน้ำ และลับด้วยหิน. บทว่า  สฆาฏิยา


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 243

ได้แก่  ฝัก.  บทว่า สปารุต  ได้แก่  หุ้มไว้แล้ว.  บทว่า   สมฺปลิเวิต  ได้แก่

พันไว้โดยรอบ.

 

บทว่า  รโชชลฺลิกสฺส  ได้แก่ ผู้หมักหมมด้วยธุลี.  บทว่า  อุทโก-

โรหกสฺส  ได้แก่  ลงอาบน้ำวันละสามครั้น. บทว่า  รุกฺขมูลิกสฺส  ได้แก่ อยู่

โคนไม้.  บทว่า  อพฺโภกาสิกสฺส  ได้แก่  อยู่กลางแจ้ง.  บทว่า  อุพฺภฏฺกสฺส

ได้แก่  การอบกาย. บทว่า  ปริยายภตฺติกสฺส  ได้แก่  การบริโภคอาหารเดือน

ละครั้น  หรือว่า  ครึ่งเดือนต่อครั้ง.  คำทั้งหมดนั่นตรัสถึงลัทธิภายนอก. เพราะ

ในพระศาสนานี้  ภิกษุผู้ทรงจีวร  ไม่เรียกว่า  ครองสังฆาฏิ.  อนึ่ง  วัตรมีการ

หมักหมมด้วยธุลีเป็นต้น  ในพระศาสนานี้ก็ไม่มี  พระดำรัสของพระพุทธเจ้า

เท่านั้น  เป็นชื่อของพระพุทธพจน์  ไม่ใช่มนต์  เพราะฉะนั้น  ก็บทว่า รุกฺขมฺลิโก

อพฺโภกาสิโก ย่อมได้เพียงนี้เท่านั้น.  แม้คำที่กล่าวแล้วนั้น  ก็ตรัสไว้โดย

ลัทธิภายนอก.   บทว่า  ชาตเมว  น  ได้แก่  สักว่าเกิดแล้วในวันนั้นทีเดียว.

บทว่า  สงฺฆาฏิก  กเรยฺยุ  ความว่า  นุ่งแล้ว  ห่มแล้ว  ซึ่งผ้าสังฆาฏิ  พึงทำให้เป็น

สังฆาฏิ.  ในคำทั้งปวงก็นัยนี้.

บทว่า  วิสุทฺธมตฺตาน  สมนุปสฺสติ  ความว่า  ภิกษุนั้น  ย่อมเห็นตน

ว่า  บริสุทธิ์.  แต่ว่า  บทว่า  บริสุทธิ์  ดังนี้  ไม่พึงกล่าว.  บทว่า  ปาโมชฺช

ชายติ  ได้แก่  อาการแห่งความยินดีย่อมเกิดขึ้น.  อธิบายว่า  ปีติอันยังสรีระทั้ง

สิ้นของผู้บันเทิงแล้ว  ร่าเริงแล้วด้วยปีติ  ให้หวั่นไหวเกิดขึ้นอยู่.  บทว่า

ปีติมนสฺส  กาโย  ได้แก่  นามกายของบุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยปีติ.  บทว่า

ปสฺสมฺภติ  ได้แก่  ปราศจากความกระวนกระวาย.  บทว่า  สุข  เวเทติ  ความ

ว่า  ย่อมเสวยความสุขอันเป็นทางกายบ้าง  ทางใจบ้าง.  บทว่า  จิตฺต สมาธิยติ

ความว่า  จิตของบุคคลผู้มีความสุข  ด้วยเนกขัมมสุขนี้ย่อมตั้งมั่น    ย่อมเป็น

เหมือนบรรลุอัปปนา. บทว่า  โส  เมตฺตาสหคเตน  เจตสา  ความว่า  เทศนา


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 244

ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มแล้ว  ด้วยอำนาจแห่งกิเลสในหนหลัง หยั่งลง

แล้วสู่การเจริญพรหมวิหารตามอนุสนธิ   ดุจฝนที่ตกแล้ว  ตกเล่า บนภูเขา

ไหลลงสู่แม่น้ำฉะนั้น.  บรรดาบทเหล่านั้น คำที่ควรกล่าวทั้งหมด ได้กล่าว

ไว้ในวิสุทธิมรรค. บทว่า เสยฺยถาปิ  ภิกฺขเว  โปกฺขรณี  นี้ พึงทราบว่า

ในมหาสีหนาทสูตร  มรรค  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปรียบด้วยสระโบกขรณี

ใหญ่ พระศาสดาก็ทรงเปรียบไว้ในที่นี้. บทว่า อาสวาน  ขยา  สมโณ

โหติ  ความว่า ชื่อว่า  เป็นสมณะอย่างยิ่ง เพราะกิเลสทั้งหมดสงบแล้ว.

คำที่เหลือในที่ทั้งปวง  มีเนื้อความง่ายนั้นแล.

 

จบอรรถกถาจูฬอัสสปุรสูตร  ที่  ๑๐

 

จบวรรคที่  ๔


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 245

จูฬยมกวรรค

 

๑.  สาเลยยกสูตร

 

[๔๘๓]  ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.

 

สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงเที่ยวจาริกไปในแคว้นโกศลพร้อม

กับหมู่ภิกษุจำนวนมาก  มาประทับอยู่ที่หมู่บ้านพราหมณ์แห่งแคว้นโกศลชื่อ

สาละ  พวกพราหมณ์และคฤหบดีชาวสาละได้ฟังข่าวว่า  นี่แน่  เขาว่าพระ

สมณโคดมผู้เจริญ  โอรสเจ้าศากยะบวชจากตระกูลศากยะกำลังท่องเที่ยวอยู่ใน

แคว้นโกศล  ได้มาถึงหมู่บ้านสาละพร้อมกับหมู่ภิกษุจำนวนมาก  ก็แลเกียรติ-

ศัพท์อันงามได้ขจรขึ้นไปยังพระโคดมผู้เจริญนั้นอย่างนี้ว่า  แม้เพราะเหตุ

นี้     พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น   ทรงเป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ถูกต้องด้วย

พระองค์เอง      สมบูรณ์ด้วยความรู้และความประพฤติ  เป็นผู้ไปดีแล้ว  รู้จักโลก

เป็นผู้ฝึกคนที่พอจะฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม  เป็นผู้สอนพวกเทวดาและมนุษย์

เป็นพุทธะ  เป็นผู้จำแนกธรรม  พระโคดมนั้นได้กระทำให้แจ้งโลกนี้รวมทั้ง

เทวโลก  มารโลก  พรหมโลก  หมู่คนรวมทั้งสมณะและพราหมณ์รวมทั้ง

เทวดาและมนุษย์ด้วยความรู้ยิ่งเองแล้วชี้แจง.  ท่านแสดงธรรมงามในเบื้องต้น

งามในท่ามกลาง  งามในที่สุดพร้อมทั้งใจความ  พร้อมทั้งพยัญชนะ  ประกาศ

พรหมจรรย์ที่บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง.  ก็แหละการเห็นหมู่พระอรหันต์

เห็นปานนั้นย่อมเป็นการดีแท้.

ครั้นนั้นแล  พวกพราหมณ์และคฤหบดีชาวสาละ  ก็พากันเข้าไป

เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ  แล้วบางพวกก็ถวายอภิวาทพระผู้มีพระ

ภาคเจ้าแล้วนั่ง  ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  บางพวกก็บันเทิงกับพระผู้มีพระภาค

เจ้า  เมื่อพูดจาปราศรัยกันพอเป็นที่ระลึกนึกถึงกันเสร็จแล้ว  ก็นั่งลงในที่ควร


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 246

ส่วนข้างหนึ่ง  บางพวกก็ประณมอัญชลีหันไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

นั่งลงในที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  บางพวกก็บอกชื่อและนามสกุลในสำนักพระผู้

มีพระภาคเจ้าแล้วนั่งลงในที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  บางพวกไม่พูดว่าอะไรแล้วนั่ง

ในที่ควรส่วนข้างหนึ่ง  เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว  พวกพราหมณ์และคฤหบดีชาว

สาละก็ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า  "ท่านโคดมผู้เจริญ...ขอถามสัก

หน่อยเถิดว่า  อะไรล่ะ  เป็นเหตุอะไรเป็นปัจจัย  ซึ่งเหล่าสัตว์บางพวกใน

โลกนี้  หลังจากตายเพราะกายแตกย่อมเข้าถึงอบาย  ทุคติ  วินิบาต

นรก พระโคดมผู้เจริญ  และก็อะไรเป็นเหตุ  อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้เหล่า

สัตว์บางพวกหลังจากตายเพราะกายแตก  ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ?

ภ.  พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย  เพราะความไม่ประพฤติธรรม

และความประพฤติไม่สม่ำเสมอ  เป็นเหตุโดยแท้  เหล่าสัตว์บางพวกในโลก

นี้  หลังจากตายเพราะกายแตกย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

อย่างนี้  พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย  เพราะความประพฤติธรรมและความ

ประพฤติเรียบร้อยเป็นเหตุโดยแท้ที่ทำให้หมู่สัตว์บางพวกในโลกนี้เข้าถึงสุคติ

โลกสวรรค์  หลังจากตายเพราะกายแตกอย่างนี้.

พ.  "พวกข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจ  ใจความของคำพูดที่ท่านพระ

โคดมกล่าวโดยย่อนี้อย่างพิสดารได้  และคำพูดที่ท่านยังไม่แจกแจงก็เข้าใจ

ใจความอย่างพิสดารโดยทั่วถึงยังไม่ได้  พวกข้าพเจ้าขอโอกาสให้พระโคดมผู้

เจริญแสดงธรรมโดยประการที่พวกข้าพเจ้าจะพึงเข้าใจใจความของคำพูดที่

ท่านพระโคดมกล่าวโดยย่อนี้อย่างพิสดารได้  และคำพูดที่ท่านยังไม่แจกแจงก็

เข้าใจใจความอย่างพิสดารโดยทั่วถึงได้."

ภ.  "พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย  ถ้าอย่างนั้นจงตั้งใจฟังให้ดี

ฉันจะกล่าว."


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 247

พ.  "อย่างนั้นท่าน."  พวกพราหมณ์และคฤหบดีชาวบ้านสาละ  รับ

สนองพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

[๔๘๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสอย่างนี้ว่า

"พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย  ความประพฤติไม่เป็นธรรมและ

ความประพฤติไม่สม่ำเสมอทางกายมี  ๓  อย่าง  ความประพฤติไม่เป็นธรรม

และความประพฤติไม่สม่ำเสมอทางวาจามี  ๔  อย่าง ความประพฤติไม่เป็น

ธรรมและความประพฤติไม่สม่ำเสมอทางใจมี  ๓  อย่าง."

"พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย  ความประพฤติไม่เป็นธรรมและ

ความประพฤติไม่สม่ำเสมอทางกาย   ๓  อย่าง  อย่างไรเล่า คือ

๑.  พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย   คนบางคนในโลกนี้เป็นผู้ชอบฆ่า

สัตว์  เป็นคนหยาบ  มือเปื้อนเลือด  ตั้งมั่นในการเข่นฆ่า ไม่ละอาย ไม่สงสาร

ในหมู่สัตว์ทั้งปวง.

๒.  และก็เป็นผู้ชอบลักขโมยของสิ่งใดเป็นของคนอื่น  เป็นอุปกรณ์

เครื่องปลื้มใจของคนอื่น  ไม่ว่าอยู่ในบ้านหรืออยู่ในป่า  เป็นผู้ถือเอาของที่เขา

ไม่ได้ให้  อันเป็นส่วนแห่งขโมยนั้น.

๓.  อีกทั้งชอบประพฤติผิดในของรักของใคร่ทั้งหลาย  เป็นผู้ละเมิด

จารีตในผู้หญิงที่ไม่รักษา  พ่อรักษา   ทั้งแม่และพ่อรักษา  พี่น้องชายรักษา

พี่น้องหญิงรักษา  ญาติรักษา หญิงมีผัว หญิงมีอาชญาโดยรอบ โดยที่

สุดแม้แต่หญิงที่คล้องพวงมาลังให้  (เสี่ยงพวงมาลัย)  เห็นปานนี้.

อย่างนี้แลพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย  จัดเป็นความประพฤติที่ไม่

เป็นธรรมและความประพฤติที่ไม่สม่ำเสมอทางกาย  ๓  อย่าง.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 248

" พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ก็แหละ   ความประพฤติที่ไม่เป็น

ธรรมและความประพฤติที่ไม่สม่ำเสมอทางวาจา  ๔  อย่าง เป็นอย่างไร?

คือ

๑.  พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย  บุคคลลางคนในโลกนี้เป็นคนชอบ

พูดเท็จไม่ว่าอยู่ในที่ประชุม   อยู่ในบริษัท  อยู่กลางญาติ   อยู่กลางพรรค

พวก หรืออยู่กลางราชตระกูลก็ตาม เมื่อถูกนำมาซักเป็นพยานว่า ''มานี่ซิ

นาย ขอให้คุณจงพูดสิ่งที่คุณรู้." เขาไม่รู้ก็พูดว่า  "ผมรู้"  หรือรู้อยู่ก็กลับพูด

ว่า  " ผมไม่รู้ "   ไม่เห็นก็พูดว่า    " ผมเห็น "  หรือเห็นอยู่ก็ไพล่พูดไปว่า   " ผมไม่

เห็น "  ทั้งนี้เพราะเหตุแห่งตน เพราะเหตุแห่งคนอื่น หรือ เพราะเหตุแห่ง

อามิสลางสิ่งลางอย่าง  จึงเป็นกล่าวเท็จทั้งๆ ที่รู้อยู่.

๒.  และก็เป็นคนพูดส่อเสียด  คือ ได้ฟังจากทางนี้แล้วไปบอกทาง

โน้น เพื่อทำลายพวกเหล่านี้  หรือได้ฟังจากทางโน้นแล้วก็มาบอกพวกนี้

เพื่อทำลายพวกโน้น ดังนี้ก็เป็นอันว่า  ทำผู้ที่พร้อมเพรียงกันอยู่แล้วให้แตก

กัน หรือส่งเสริมให้คนที่แตกกันอยู่แล้วแตกกันยิ่งขึ้น พอใจผู้ที่แตกกันเป็น

พรรคเป็นพวก  ยินดีกับที่แตกกันเป็นพรรคเป็นพวก ชอบผู้ที่แตกกันเป็น

พรรคเป็นพวก เป็นผู้พูดวาจาที่ทำให้แตกกันเป็นพรรคเป็นพวก

๓.  ทั้งเป็นคนพูดคำหยาบ  คือ เป็นผู้พูดคำชนิดที่ค่อนขอด หยาบช้า

ต่อคนอื่น  เผ็ดร้อน  คนอื่นเหน็บความเจ็บใจ ใกล้ต่อความโกรธ  ไม่เป็นไม่เพื่อ

ให้จิตใจตั้งมั่นเห็นปานนั้น.

๔.  อีกทั้งเป็นผู้ชอบพูดสำรากเพ้อเจ้อ  ชอบพูดไม่ถูกเวลา ชอบพูด

ไม่จริง ( พูดไม่เป็น) ชอบพูดไร้ประโยชน์ ชอบพูดไม่เป็นธรรม ชอบพูดไม่

เป็นวินัย เป็นผู้พูดไม่มีหลักฐาน ไม่เป็นเวลา ไม่มีที่อ้างอิง ไม่มีที่สิ้นสุด

ไม่ประกอบด้วยประโยชน์.


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 249

อย่างนี้แล  พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย   จัดเป็นความประพฤติที่ไม่

เป็นธรรมและความประพฤติที่ไม่สม่ำเสมอทางวาจา ๔ อย่าง.

" พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ก็แหละ  ความประพฤติที่ไม่เป็น

ธรรมและความประพฤติที่ไม่สม่ำเสมอทางใจ ๓ อย่าง เป็นอย่างไร คือ

๑.  พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย  คนลางคนในโลกนี้ เป็นผู้มาก

ไปด้วยความเพ่งเล็ง  เป็นผู้เพ่งเล็งทรัพย์สมบัติของคนอื่น ไฉนหนอ ขอสิ่งที่

เป็นของคนอื่นนั้นพึงเป็นของเราเถิด.

๒.  และก็เป็นผู้มีจิตพยาบาท เป็นผู้มีใจคิดแต่จะประทุษร้ายว่า   " ขอ

ให้สัตว์พวกนี้  จงถูกฆ่า  จงถูกเขาฆ่า  จงขาดสูญ  หรืออย่าได้มีเลย."

๓.  อีกทั้งเป็นผู้มีความเห็นผิด  เป็นผู้มีความเห็นคลาดเคลื่อนว่า  "ทาน

ที่ให้แล้วไม่มีผล การบูชาไม่มีผล การเซ่นสรวงไม่มีผล  ผลคือวิบากของ

กรรมที่ทำดีและชั่วไม่มี  โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี  มารดาไม่มีบุญคุณ  บิดาไม่

มีบุญคุณ พวกสัตว์ที่ผุดเกิดไม่มี ในโลกไม่มีสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดี

ปฏิบัติชอบชนิดที่ทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งเองแล้วประกาศโลกนี้และโลก

หน้า "

อย่างที่ว่ามานี่แหละ พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย จัดเป็นความ

ประพฤติที่ไม่เป็นธรรมและความประพฤติที่ไม่สม่ำเสมอทางใจ     ๓

อย่าง.

" พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย เพราะความประพฤติไม่เป็นธรรม

และความประพฤติที่ไม่สม่ำเสมอ เป็นเหตุอย่างนี้แล  เหล่าสัตว์บางพวกใน

โลกนี้   เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกจึงย่อมเข้าถึงอบาย  ทุคติ  วินิบาต

นรก."


พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 250

[๔๘๕] " พราหมณ์และคฤหบดีทั่งหลาย  ความประพฤติเป็นธรรมและ

ความประพฤติสม่ำเสมอทางกายมี ๓ อย่างแล. ความประพฤติเป็นธรรม

และความประพฤติสม่ำเสมอทางวาจามี ๔ อย่าง. ความประพฤติเป็นธรรม

และความประพฤติสม่ำเสมอทางใจมี ๓ อย่าง

" พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย  ก็แลความประพฤติเป็นธรรมและ

ความประพฤติสม่ำเสมอทางกาย ๓ อย่าง เป็นอย่างไร คือ

๑.  พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย  บุคคลลางคนในโลกนี้  ละการฆ่า

สัตว์  เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์วางกระบองลง  วางศัสตราลง มีความ

ละอายประกอบด้วยความเอ็นดูเป็นผู้มีความเอื้อเฟื้อและความสงสารในสัตว์

ทั้งหมดอยู่.

๒.  ละการลักทรัพย์  เป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เป็นผู้ไม่ถือ

เอาทรัพย์สมบัติของคนอื่น จะอยู่ในบ้านหรืออยู่ในป่า ซึ่งเขาไม่ได้ให้อันเป็น

ส่วนแห่งการขโมยนั้น.

๓.  ละความประพฤติผิดในกามทั้งหลาย เป็นผู้เว้นขาดจากความประ

พฤติผิดในกามทั้งหลาย    ไม่ละเมิดจารีตในผู้หญิงที่แม่ปกครอง    พ่อ

ปกครอง  ทั้งพ่อและแม่ปกครอง  พี่น้องชายปกครอง  พี่น้องหญิงปกครอง  หญิงมี

ผัว    หญิงที่อยู่ในเขตหวงห้ามโดยที่สุดแม้แต่หญิงที่ชายคล้องพวงมาลัย

ให้ เห็นปานนั้น.

อย่างนี้แล พราหมณ์เละคฤหบดีทั้งหลาย จัดเป็นความประพฤติเป็น

ธรรมและความประพฤติสม่ำเสมอทางกาย ๓ อย่าง.

" พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย ความประพฤติเป็นธรรมและความ

ประพฤติสม่ำเสมอทางวาจา ๔ อย่าง เป็นอย่างไร ?


หน้าที่ 151-200
หน้าที่ 251-300