พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 101

ในชนบทนั้น ๆ ในกาลนั้น ๆ การเก็บดอกไม้และผลไม้เป็นต้นต้น   โดย

ตัดครั้งเดียวเท่านั้น   ลมพัด   ลมไม่พัด    แดดกล้า   แดอ่อน   ฝนตก   ฝนไม่

ตก   ดอกบัวกลางวันแย้ม   กลางคืนหุบ   อย่างนี้เป็นต้น    เป็นอุตุนิยาม

ผลข้าวสาลีย่อมเป็นผลจากพืชข้าวสาลีอย่างเดียว   รสหวานย่อมเป็นผล

จากน้ำหวาน  รสขมย่อมเป็นผลจากพืชขม  นี้เป็นพีชนิยาม.

ธรรมคือจิตและเจตสิกดวงก่อน ๆ เป็นปัจจัย    โดยอุปนิสัยปัจจัยแห่ง

ธรรมคือจิตและเจตสิกดวงหลัง ๆ   เพราะฉะนั้น  การเกิดขึ้นแห่งสัมปฏิจฉันนะ

เป็นต้นในลำดับแห่งจักขุวิญญาณเป็นต้น  นี้  เป็นจิตตนิยาม.

ความเป็นไปแห่งความหวั่นไหวในหมื่นโลกธาตุ     ในการเสด็จลงสู่

พระครรภ์พระมารดาแห่งพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย  นี้ชื่อธรรมนิยาม.   ในที่นี้ท่าน

ประสงค์ธรรมนิยาม. เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความนั้น

จึงตรัสคำเป็นต้นว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย   เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น  บทว่า กุจฺฉึ  โอกฺกมติ   นี้มีความว่า  พระโพธิสัตว์

เสด็จลงสู่พระครรภ์.  ก็เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นเสด็จลงแล้ว  ย่อมเป็นอย่างนี้  หาใช่

กำลังเสด็จลงไม่. บทว่า อปฺปมาโณ ความว่า มีประมาณเจริญคือไพบูลย์  บทว่า

อุฬาโร   เป็นไวพจน์ของบทนั้น . ท่านกล่าวว่ามีรสอร่อยอย่างยิ่งในบทเป็นต้นว่า

ชนทั้งหลายย่อมเคี้ยวกินของควรเคี้ยวอันมีรสอร่อยอย่างยิ่ง      ท่านกล่าวว่า

ประเสริฐอย่างยิ่ง. ในบทมีอาทิว่า  ได้ยินมาว่าเหล่ากอแห่งวัจฉะผู้เจริญย่อมสรร

เสริญพระสมณโคดมด้วยความสรรเสริญอันยิ่ง.     แต่ในบทนี้ท่านประสงค์เอา

ความไพบูลย์.   ในบทว่า  เทวาน เทวานุภาว   นี้   มีความว่า อานุภาพของเทวดา

ก็คือ   ผ้านุ่งมีรัศมีสร้านไป  ๑๒  โยชน์ ร่างกายก็เช่นนั้น เครื่องประดับก็เช่นนั้น

วิมานก็เช่นนั้น  พระโพธิสัตว์ล่วงเลยเทวานุภาพนั้นดังนี้.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 102

บทว่า โลกนฺตริกา ความว่าช่องว่างอันหนึ่งๆในระหว่างจักรวาลทั้ง

๓  ย่อมมีในที่สุดโลก     ดุจช่องว่างในท่ามกลางล้อเกวียน ๓ ล้อ   หรือแผ่น ๓

แผ่นที่วางทับกันฉะนั้น.   ก็โลกันตรนรกนั้นโดยส่วนกว้างถึง  ๘,๐๐๐  โยชน์.

บทว่า อฆา  คือ เปิดเป็นนิจ.  บทว่า  อสวุตา  ความว่า แม้ข้างล่างก็ไม่มีตั้งไว้.

บทว่า อนฺธการา คือ มืดมิด.  บทว่า อนฺธการติมิสา  ความว่า ประกอบด้วย

หมอกอันทำความมืดพ้นจากจักขุวิญญาณ.    นัยว่า จักขุวิญญาณย่อมไม่เกิด  ณ

ที่นั้น. บทว่า เอวมหิทฺธิกา  ความว่า  พระจันทร์และพระอาทิตย์ย่อมปรากฏใน

๓ ทวีป  โดยส่องแสงครั้งเดียวเท่านั้น  อย่างนี้ชื่อว่า  พระจันทร์และพระอาทิตย์

มีฤทธิ์มาก.    พระจันทร์และพระอาทิตย์กำจัดความมืดตลอดหนึ่งล้านแปดแสน

โยชน์ในทิศหนึ่ง ๆ แล้วส่องแสงสว่าง  อย่างนี้ชื่อว่าพระจันทร์และพระอาทิตย์

มีอานุภาพมาก.  บทว่า อาภาย  นานุโภนฺติ  ความว่า แสงสว่างของตนไม่พอ.

นัยว่า พระจันทร์และพระอาทิตย์เหล่านั้นแล่นไปท่ามกลางจักรวาลบรรพต.   ก็

โลกันตรนรกเลยจักรวาลบรรพตไป   เพราะฉะนั้น พระจันทร์และพระอาทิตย์

เหล่านั้นจึงมีแสงสว่างไม่พอในที่นั้น.

บทว่า  เยปิ  ตตฺถ  สตฺตา  ความว่า แม้สัตว์เหล่าใดเกิดแล้วในโลกันตร

มหานรกนั้น.  ถามว่าก็สัตว์เหล่านั้นกระทำกรรมอะไรไว้จึงเกิดในโลกันตรมหา

นรกนั้น.  ตอบว่าทำกรรมหนักคือหยาบช้า.    สัตว์เหล่านั้นกระทำความผิดต่อ

มารดาบิดาและสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรมและกรรมร้ายกาจมีฆ่าสัตว์เป็นต้น

ทุกวัน ๆ ย่อมเกิดในโลกันตรนรกนั้น  ดุจอภยโจรและนาคโจรเป็นต้นในตาม-

พปัณณิทวีป  ร่างกายของสัตว์เหล่านั้นสูง ๓ คาวุต   มีเล็บยาวเหมือนเล็บค้าง-

คาว  สัตว์เหล่านั้นเกาะอยู่บนจักรวาลบรรพตด้วยเล็บ  เหมือนค้างคาวเกาะอยู่บน

ต้นไม้ฉะนั้น  เมื่อใดสัตว์เหล่านั้นคลานไปถูกฝ่ามือของกันและกันเข้า  เมื่อนั้นก็

สำคัญว่า     เราพบอาหารแล้วจึงวิ่งหมุนไปรอบ ๆ แล้วก็ตกไปบนน้ำหนุนโลก


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 103

เมื่อลมปะทะก็ขาดตกลงไปในน้ำเหมือนผลมะทราง      พอตกลงไปแล้วก็ละลาย

เหมือนก้อนแป้งตกลงไปในน้ำที่เค็มจัด. บทว่า  อญฺเปิ  กิร  โภ  สนฺติ  สตฺตา

ความว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเห็นกันในวันนั้นว่า   โอ้โฮแม้สัตว์เหล่าอื่นก็เกิดในที่

นี้   เพื่อเสวยทุกข์เหมือนอย่างพวกเราเสวยทุกข์ยิ่งใหญ่ฉะนั้น.   ก็แสงสว่างนี้ไม่

ตั้งอยู่นาน  ตั้งอยู่เพียงดื่มข้าวยาคูครั้งเดียว  เปล่งออกเหมือนแสงสายฟ้าเพียง

ลัดนิ้วมือเดียวเท่านั้น  เมื่อสัตว์ทั้งหลายพูดว่านี้อะไรก็หายไป.  บทว่า  สกมฺปติ

คือหวั่นไหวไปโดยรอบ.  สองบทต่อไปเป็นไวพจน์ของบทก่อนนั้นแล.  บทว่า

ปุน  อปฺปมาโณ จ  เป็นต้น ท่านกล่าวความสรุปต่อไป.

บทว่า  จตฺตาโร  ในบทนี้ว่า เทวบุตร ๔ องค์  เข้าไปรักษาทิศทั้ง ๔

ท่านกล่าวหมายถึงท้าวมหาราช ๔ องค์.       ก็ในหมื่นจักรวาลแบ่งเป็นอย่างละ

๔ ก็เป็นสี่หมื่นจักรวาล.     ในสี่หมื่นจักรวาลนั้นในจักรวาลนี้    ท้าวมหาราช

ถือพระขรรค์เข้าไปคอยอารักขาพระโพธิสัตว์      เข้าไปสู่ห้องสิริยังหมู่ยักษ์เป็น

ต้นว่าพวกปีศาจเล่นฝุ่นที่กีดขวาง  ตั้งแต่ประตูห้องให้หลีกออกไปแล้ว   ถือการ

อารักขาตลอดจักรวาล.

ก็การรักษานี้เพื่อประโยชน์อะไร  แม้หากว่าจำเดิมแต่กาลแห่งกลละใน

ขณะปฏิสนธิ  พวกมารแสนโกฏิ  ยกเขาสิเนรุแม้แสนโกฏิ  พึงมาเพื่อทำอันตราย

พระโพธิสัตว์  หรือพระมารดาของพระโพธิสัตว์ อันตรายทั้งหมดพึงหายไปมิใช่

หรือ.      แม้เรื่องนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้แล้วในทำพระโลหิตให้ห้อว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย     ข้อที่พวกมารจะพึงปลงพระชนม์ตถาคตด้วยความพยายาม

ของผู้อื่น  ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส   ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตทั้งหลายไม่

ปรินิพพานด้วยความพยายามของผู้อื่น ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงไปตามที่อยู่เถิด

ภิกษุทั้งหลาย  ตถาคตทั้งหลายไม่ควรที่จะอารักขา เพราะฉะนั้น อันตรายถึงชีวิต

ของพระตถาคตเหล่านั้นย่อมไม่มีด้วยความเพียรของผู้อื่นอย่างนี้แหละ.   พวก


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 104

เทพบุตรได้ถืออารักขาเพื่อป้องกันภัยก็ดี  ความหวาดสะดุ้งก็ดี  อันพึงเกิดแก่พระ

มารดาของพระโพธิสัตว์      เพราะเห็นรูปหรือฟังเสียงของอมนุษย์ที่มีรูปพิการ

น่าเกลียดน่ากลัวเป็นมฤคปักษี.  อีกประการหนึ่ง พวกเทพบุตรเกิดความเคารพ

ด้วยเดชแห่งบุญของพระโพธิสัตว์     แม้ได้ประกาศความเคารพของตน ๆ ก็ได้

กระทำอย่างนี้.

ก็ท้าวมหาราชทั้ง  ๔ เหล่านี้       เข้าไปยืนภายในห้องแสดงตนหรือไม่

แสดงตนแก่พระมารดาของพระโพธิสัตว์.   ไม่แสดงในเวลาทรงอาบน้ำ  ทรงตก

แต่งพระวรกาย   ทรงบริโภคพระกระยาหารเป็นต้นและเวลาถ่าย  แต่จะแสดงใน

เวลาพระมารดาเสด็จเข้าห้องสิริแล้วบรรทมบนพระที่สิริไสยาศน์.   ณ  ที่นั่นชื่อ

ว่าการเห็นอมนุษย์ย่อมเป็นภัย  เฉพาะหน้าของมนุษย์ก็จริง.  แต่ถึงดังนั้น  พระ

มารดาของพระโพธิสัตว์เห็นอมนุษย์เหล่านั้นด้วยบุญญานุภาพของตน  และของ

พระโอรสจึงไม่ทรงกลัว. พระทัยของพระมารดานั้นย่อมเกิดในอมนุษย์เหล่านั้น

เหมือนผู้ดูแลภายในพระนครตามปกติ.

บทว่า  ปกติยา  สีลวตี  ความว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลโดยสภาวะนั่น

เอง.  ได้ยินว่า เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่ทรงอุบัติพวกมนุษย์นั่งกระหย่งไหว้รับศีล

ในสำนักของพวกดาบสและปริพาชก.    แม้พระมารดาของพระโพธิสัตว์ของเรา

ทั้งหลายก็ทรงรับศีลในสำนักของฤษีกาลเทวิล.       แต่เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จสู่

พระครรภ์   ใคร ๆ อื่นไม่สามารถจะนั่ง  ณ  บาทมูลได้.  แม้นั่งรับศีลบนอาสนะ

เสมอกันก็เป็นอาการดูหมิ่น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระมารดาพระโพธิ-

สัตว์ทรงรับศีลด้วยพระองค์เอง.

บทว่า ปุริเสสุ  ความว่า จิตประสงค์ในบุรุษ ในมนุษย์ไรๆ เริ่มด้วย

พระบิดาพระโพธิสัตว์เป็นต้น  ย่อมไม่เกิดแก่พระมารดาพระโพธิสัตว์.    คนมี

ศิลปะแม้ฉลาด  ก็ไม่สามารถจะวาดรูปพระมารดาพระโพธิสัตว์ลงในใบลานเป็น


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 105

ต้นได้.  อันใครๆ ไม่สามารถจะกล่าวได้ว่า เพราะเห็นรูปนั้น ราคะย่อมไม่เกิด

แก่บุรุษ. ก็หากว่าบุรุษมีจิตกำหนัดประสงค์จะเข้าไปหาพระมารดาพระโพธิสัตว์

นั้น  เท้าไม่พาไปย่อมผูกติดดุจโซ่ทิพย์  เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า

พระมารดาอันใคร ๆ ล่วงเกินไม่ได้.

บทว่า ปญฺจนฺน  กามคุณาน ความว่าในบทก่อนท่านกล่าวถึงการห้าม

วัตถุด้วยสามารถความประสงค์ในบุรุษด้วยบทนี้ว่า กามคุณูปสญฺหิต  ในบทนี้

ท่านแสดงถึงการได้อารมณ์. ได้ยินว่า ในกาลนั้นพระราชาทั้งหลายโดยรอบสดับ

ว่า  พระโอรสเห็นปานนี้ทรงอุบัติในพระครรภ์ของพระเทวี  ทรงส่งบรรณาการ

อันเป็นที่ตั้งแห่งความยินดีในทวารห้า    ด้วยสามารถอาภรณ์มีค่ามากและดนตรี

เป็นต้น.     ชื่อว่าการกำหนดปริมาณแห่งลาภและสักการะไม่มีแก่พระโพธิสัตว์

และแก่มารดาของพระโพธิสัตว์   เพราะสั่งสมกรรมที่ทำไว้.

บทว่า  อกิลนฺตกายา  ความว่าพระมารดาพระโพธิสัตว์นั้นมิได้มีความ

ลำบากไร ๆ อย่างที่หญิงทั้งหลายอื่นลำบากด้วยหนักครรภ์    มือและเท้าย่อมถึง

การบวมเป็นต้น.

บทว่า  ติโรกุจฺฉิคต  คือ เสด็จอยู่ภายในพระครรภ์.  บทว่า  ปฺสสติ

ความว่า พระมารดาพระโพธิสัตว์ครั้นล่วงกาลมีกลละเป็นต้นทรงเห็นพระโพธิ-

สัตว์เข้าถึงความเป็นผู้มีอวัยวะน้อยใหญ่      และพระอินทรีย์สมบูรณ์เกิดแล้ว.

ถามว่าทรงเห็นเพื่ออะไร.   ตอบว่าเพื่ออยู่อย่างสบาย.   เหมือนอย่างว่ามารดานั่ง

หรือนอนกับบุตรยกมือหรือเท้าของบุตรนั้นห้อยลงคิดว่า เราจักให้บุตรแข็งแรง

มองดูบุตรเพื่ออยู่อย่างสบายฉันใด       แม้พระมารดาของพระโพธิสัตว์ก็ฉันนั้น

คิดว่า ทุกข์ใดเกิดแก่ครรภ์ในขณะที่มารดายืนเดินเคลื่อนไปมาและนั่งเป็นต้น

และในการกลืนอาหารร้อนเย็นเค็มขมเป็นต้นของมารดา  ทุกข์นั้นจะมีแก่

บุตรของเราหรือไม่หนอดังนี้    แล้วมองดูพระโพธิสัตว์เพื่ออยู่อย่างสบาย  ทรง


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 106

เห็นพระโพธิสัตว์ประทับนั่งขัดสมาธิ.     เหมือนอย่างว่าสัตว์เหล่าอื่นอยู่ภายใน

ท้องบีบพุงแขวนกะเพาะทำแผ่นท้องไว้ข้างหลัง.    อาศัยกระดูกสันหลังวางคางก้ม

ไว้บนกำมือทั้งสอง นั่งเจ่าเหมืองลิงที่โพรงไม้เมื่อฝนตกฉันใด พระโพธิสัตว์มิได้

เป็นอย่างนั้น.  พระโพธิสัตว์กระทำกระดูกสันหลังไว้ข้างหลังนั่งขัดสมาธิ ก็บ่าย

พระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกดุจพระธรรมกถึกนั่งธรรมาสน์.   ก็กรรมที่พระ-

องค์ทรงกระทำมาในกาลก่อน จึงทำให้วัตถุของพระโพธิสัตว์บริสุทธิ์.  เมื่อวัตถุ

บริสุทธิ์  พระลักษณะคือพระฉวีละเอียดย่อมบังเกิดขึ้น. พระตโจในพระอุทรไม่

สามารถจะปกปิดพระฉวีนั้นได้.   เมื่อพระมารดาทรงแลดูย่อมปรากฏเหมือนตั้ง

อยู่ภายนอก.   พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงทำเนื้อความนั้นให้แจ่มแจ้งด้วย

อุปมา  จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า  เสยฺยถาปิ ดังนี้.   ก็พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ภาย

ในพระครรภ์ย่อมไม่ทรงเห็นพระมารดา.     เพราะจักขุวิญญาณย่อมไม่เกิดขึ้น

ภายในท้อง.

บทว่า  กาล  กโรติ  ความว่า มิใช่โดยสิ้นอายุเพราะการคลอดเป็นปัจจัย

ด้วยว่าที่ที่พระโพธิสัตว์ประทับอยู่เป็นเช่นกับเจดีย์และกุฎี      ไม่ควรที่ผู้อื่นจะ

ร่วมใช้สอย.   อนึ่ง  ใคร  ๆ ไม่สามารถจะนำพระมารดาพระโพธิสัตว์ไปดำรงใน

ฐานะเป็นอัครมเหสีผู้อื่นได้  ดังนั้น    พระชนมายุของพระมารดาพระโพธิสัตว์

จึงมีประมาณเท่านั้น  เพราะฉะนั้น พระนางจึงเสด็จทิวงคตในกาลนั้น.

ถามว่า  ก็พระมารดาพระโพธิสัตว์เสด็จทิวงคตในวัยไหน.       ตอบว่า

ในมัชฌิมวัย.  เพราะว่าในอัตตภาพของสัตว์ทั้งหลายในปฐมวัย  ฉันทราคะย่อม

มีกำลัง.  เพราะเหตุนั้น หญิงที่ตั้งครรภ์ในตอนนั้น จึงไม่สามารถจะรักษาครรภ์

ไว้ได้.  ครรภ์ย่อมเจ็บมาก.   แต่ครั้นเลยส่วนสองของมัชฌิมวัย   ในส่วนที่สาม

วัตถุย่อมเป็นของบริสุทธิ์.    ทารกที่เกิดในวัตถุบริสุทธิ์ย่อมไม่มีโรค.    เพราะ

ฉะนั้น พระมารดาของพระโพธิสัตว์เสวยสมบัติในปฐมวัย   ประสูติในส่วนที่สาม

ของมัชฌิมวัยแล้ว  เสด็จทิวงคต  ดังนั้น ข้อนี้เป็นธรรมดาในเรื่องนี้.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 107

วาศัพท์ในบทนี้ว่า  นว  วา  ทส วา  พึงทราบด้วยสามารถเป็นเครื่อง

กำหนด     พึงทราบการสงเคราะห์แม้คำเป็นต้นอย่างนี้ว่า  ๗  เดือน  ๘  เดือน

๑๑ เดือน หรือ ๑๒ เดือน.   ในบทเหล่านั้น  ทารกเกิดใน ๘ เดือน   ยังมีชีวิต

อยู่แต่ทนหนาวและร้อนไม่ได้   เกิดใน ๗ เดือนย่อมไม่มีชีวิต  ที่เหลือยังมีชีวิต

อยู่ได้.

บทว่า เทวา  ปม  ปฏิคฺคณฺหนฺติ   ความว่า  พรหมชั้นสุทธาวาส

ผู้เป็นพระขีณาสพย่อมรับ. ถามว่าอย่างไร. ตอบว่าอาจารย์บางพวกกล่าวว่า รับ

เครื่องแต่งตัวในตอนประสูติ. แต่ข้อนั้นถูกคัดค้านแล้วจึงกล่าวข้อนี้ว่า  ในกาลนั้น

พระมารดาพระโพธิสัตว์  ทรงนุ่งผ้าประด้วยทองคำ  เช่นกับตาปลามีสองชั้นคลุม

ตลอดพระบาทได้พระทับยืน  ขณะนั้น พระมารดาพระโพธิสัตว์ได้ประสูติพระ-

โอรสคลองเช่นกับน้ำไหลออกจากธมกรก  ลำดับนั้น เหล่าเทวดามีเพศเป็นพรหม

ตามปกติเข้าไปรับด้วยข่ายทองคำก่อน    ท้าวมหาราชทั้ง ๔    ได้เอาเครื่องลาด

ทำด้วยหนังเสือเหลืองรับจากหัตถ์ของพรหมเหล่านั้น   จากนั้นพวกมนุษย์จึงรับ

ด้วยผ้ารองสองชั้น    เพราะฉะนั้น  ท่านจึงกล่าวว่าเทวดาทั้งหลายรับก่อน   พวก

มนุษย์รับภายหลัง  ดังนี้.

บทว่า  จตฺตาโร  น  เทวปุตฺตา  ความว่า มหาราช ๔ องค์. บทว่า

ปฏิคฺคเหตฺวา  ความว่า   รับด้วยเครื่องลาดทำด้วยหนังเสือเหลือง.    บทว่า

มเหสกฺโข   ความว่า  มีเดชมาก มียศมาก ถึงพร้อมด้วยลักษณะ.

บทว่า วิสุทฺโธว  นิกฺขมติ ความว่า ไม่เสด็จออกเหมือนสัตว์เหล่าอื่น

มักติดอยู่ที่ช่องคลอดข่มแล้วข่มอีกจึงคลอด.    อธิบายว่า   เสด็จออกไม่ติดขัด.

บทว่า  อุทฺเทน  แปลว่า  ด้วยน้ำ.  บทว่า เกนจิ  อสุจินา  ความว่า  พระ-

โพธิสัตว์มิเป็นเหมือนสัตว์เหล่าอื่น  ถูกลมเบ่งซัดมีเท้าขึ้น  มีหัวลงที่ช่องคลอด

เหมือนตกลงไปสู่เหวนรกชั่ว ๑๐๐ บุรุษ เหมือนช้างถูกฉุดออกจากช่องดาล  เสวย


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 108

ทุกข์ใหญ่    เปรอะเปื้อนด้วยอสุจิต่าง ๆ แล้วคลอด   ฉะนั้น. จริงอยู่  ลมเบ่งไม่

สามารถทำพระโพธิสัตว์ให้มีเท้าขึ้น  มีหัวลงได้   พระโพธิสัตว์นั้นเหมือนพระ-

ธรรมกถึกลงจากธรรมาศน์     และเหมือนบุรุษลงจากบันได      ทรงเหยียด

พระหัตถ์ทั้งสองและพระบาททั้งสอง ประทับยืนไม่เปรอะเปื้อนด้วยอสุจิอย่างใด

อย่างหนึ่งอันมีอยู่ในพระครรภ์ของพระมารดาเสด็จออก.

บทว่า  อุทกธารา คือสายน้ำ.  ในสายน้ำนั้น  น้ำเย็นไหลจากหม้อทอง

น้ำร้อนไหลจากหม้อเงิน.    อนึ่ง ท่านกล่าวบทนี้เพื่อแสดงน้ำดื่มและน้ำบริโภค

และสายน้ำเป็นที่เล่นไม่ทั่วไปด้วยน้ำเหล่าอื่นของสายน้ำเหล่านั้น  อันไม่เปรอะ-

เปื้อนด้วยอสุจิอย่างใดอย่างหนึ่งบนพื้นดิน.  ไม่มีการกำหนดน้ำที่นำมาด้วยหม้อ

ทองและเงินอื่นและน้ำที่ไหลไปสู่สระโบกขรณีมีหังสวฏกะ เป็นต้น.

บทว่า  สมฺปติชาโต  คือประสูติได้ครู่หนึ่ง.   แต่ในบาลีท่านแสดงดู

เหมือนพอเสด็จออกจากพระครรภ์ของพระมารดา  แต่ก็ไม่ควรเห็นเป็นอย่างนั้น.

เพราะพรหมทั้งหลายรับพระโพธิสัตว์นั้นพอเสด็จออกด้วยข่ายทองคำก่อน.  ท้าว

มหาราชทั้ง ๔  รับด้วยเครื่องลาดทำด้วยหนังเสือเหลืองจากหัตถ์ของพรหมเหล่า

นั้น.     มนุษย์ทั้งหลายรับด้วยผ้ารองสองชั้นจากหัตถ์ของท้าวมหาราชทั้ง ๔.

พระโพธิสัตว์พ้นจากมือมนุษย์ทั้งหลายแล้วประดิษฐานบนแผ่นดิน.     บทว่า

เสตมฺหิ  ฉตฺเต  อนุธาริยมาเน    ความว่า  เมื่อเทวดากั้นเศวตฉัตรทิพย์ตาม

เสด็จอยู่.    ในบทนี้แม้เครื่องราชกกุธภัณฑ์  ๕  มีพระขรรค์ เป็นต้น  อันเป็น

บริวารของฉัตรนั้นก็ปรากฏขึ้นทันที.    แต่ในบาลีท่านกล่าวถึงฉัตรดุจพระราชา

ในขณะเสด็จพระราชดำเนิน.   ในเบญจราชกุกกุฏภัณฑ์นั้น ฉัตรเท่านั้นปรากฏ

คนถือฉัตรไม่ปรากฏ.  เช่นเดียวกัน พระขรรค์ พัดใบตาล   แซ่หางนกยูง   พัด

วาลวิชนี และกรอบพระพักตร์ย่อมปรากฏ   คนถือไม่ปรากฏ    นัยว่าเทวดาทั้ง

หลาย  ไม่ปรากฏรูปถือสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด.   แม้ข้อนี้ท่านก็กล่าวไว้ว่า


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 109

พวกเทวดากั้นฉัตรมีก้านไม่น้อย    มีมณฑลพัน

หนึ่งบนอากาศ  ไม้เท้าทองคำ  พัดจามรโบกสะบัดไปมา

แต่ไม่เห็นคนถือพัดจามรและฉัตร ดังนี้.

บทว่า สพฺพา จ ทิสา นี้   ท่านกล่าวดุจพระโพธิสัตว์ประทับยืนหลัง

จากเสด็จย่างพระบาท ๗ ก้าวแล้ว ทรงเหลียวมองดูทิศทั้งหมด ไม่ควรเห็นอย่าง

นั้นเลย.  ความจริง พระโพธิสัตว์ทรงพ้นจากมือของพวกมนุษย์แล้วประดิษฐาน

บนแผ่นดิน ทรงแลดูทิศตะวันออก.  หลายพันจักรวาลได้เป็นเนินเดียวกัน. ณ

ที่นั้น  พวกเทวดาและมนุษย์ต่างบูชาด้วยของหอมและดอกไม้  เป็นต้น    พากัน

กล่าวว่า   ข้าแต่พระมหาบุรุษ ในโลกนี้แม้คนเช่นพระองค์ก็ไม่มี จะหาคนยิ่งกว่า

พระองค์ได้แต่ไหน.  พระโพธิสัตว์ทรงเหลียวแลดู ทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔ ทิศ

เบื้องล่างเบื้องบน   ไม่ทรงเห็นแม้คนเช่นพระองค์ทรงดำริว่า  นี้ทิศเหนือ  แล้ว

ทรงบ่ายพระพักตร์ไปทางเหนือได้เสด็จโดยอย่างพระบาท ๗ ก้าว. พึงทราบความ

ในบทนี้อย่างนี้. บทว่า อาสภึ  คือ สูงสุด. บทว่า อคฺโค คือ เป็นที่หนึ่งของชน

ทั้งหมดด้วยคุณธรรมทั้งหลาย.  อีก ๒ บท เป็นไวพจน์ของบทนี้.   พระโพธิ-

สัตว์ทรงพยากรณ์พระอรหัตอันพระองค์พึงบรรลุในอัตตภาพนี้ด้วยบททั้งสองว่า

นี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา  บัดนี้ภพใหม่ของเราไม่มีอีกแล้ว ดังนี้.

ก็ในบทนี้พึงทราบว่า     การประดิษฐานบนแผ่นดินด้วยพระบาท

เสมอกัน    เป็นบุพนิมิต  แห่งการได้อิทธิบาท  ๔   การบ่ายพระพักตร์ไปทางทิศ

เหนือ  เป็นบุพนิมิต    แห่งการเสด็จไปครอบงำปราบปรามมหาชน   การเสด็จ

ย่างพระบาท ๗ ก้าว เป็นบุพนิมิต  แห่งการได้รตนะคือโพชฌงค์ ๗ การกั้นเศวต-

ฉัตรทิพย์เป็นบุพนิมิต  แห่งการได้ฉัตรประเสริฐคือวิมุติ  การได้ราชกุกกุฏภัณฑ์

๕ เป็นบุพนิมิต   แห่งการพ้นด้วยวิมุติ  ๕   การเหลียวแลดูทิศเป็นบุพนิมิต  แห่ง

การได้อนาวรณญาณ  การเปล่งอาสภิวาจา  เป็นบุพนิมิต   แห่งการเป็นไปแห่ง


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 110

ธรรมจักรที่ยังไม่ได้เป็นไป  การเปล่งสีหนาทว่า  นี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เป็น

บุพนิมิต  แห่งการปรินิพพานโดยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ดังนี้.  วาระเหล่านี้มา

แล้วในบาลี.   แต่หลายวาระยังไม่มา   ควรนำมาแสดง.

จริงอยู่ในวันพระมหาบุรุษประสูติ  หมื่นโลกธาตุหวั่นไหว   เทวดาใน

หมื่นโลกธาตุ      พากันมาประชุมในจักรวาลเดียวกัน.    เทวดารับก่อน.   พวก

มนุษย์รับภายหลัง.  พิณที่ขึงสาย  กลองที่ขึงหนัง   ไม่มีใครประโคมก็ประโคม

ขึ้นเอง.   ป้อมและที่กักขัง  เป็นต้น   ของพวกมนุษย์พังเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย. โรค

ทั้งปวงสงบหมดไปเหมือนสนิมทองแดงที่ล้างด้วยของเปรี้ยว.     คนตาบอดโดย

กำเนิด  เห็นรูป.  คนหนวกโดยกำเนิดได้ยินเสียง. คนพิการได้มีกำลังสมบูรณ์.

สติของตนแม้เลวโดยชาติ  คนบ้าน้ำลาย  ก็ตั้งมั่นได้.   เรือที่แล่นไปต่างประเทศ

ถึงท่าสะดวก.   รตนะที่ตั้งอยู่บนอากาศและตั้งอยู่บนพื้น    ได้ส่องแสงด้วยความ

ยิ่งใหญ่ของตนเอง.   พวกมีเวรก็ได้เมตตาจิตต่อกัน.  ไฟในอเวจีดับ.  แสงสว่าง

ในโลกันตรนรกก็เกิดขึ้น    น้ำในแม่น้ำไม่ไหล.     ในมหาสมุทรได้มีน้ำหวาน.

ลมไม่พัด. นกที่บินไปบนอากาศที่อยู่บนภูเขาและต้นไม้ได้ตก-ลงไปบนพื้นดิน.

พระจันทร์สว่างยิ่งนัก.     พระอาทิตย์ไม่ร้อนไม่เย็นปราศจากมลทินได้สมบูรณ์

ตามฤดู.    พวกเทวดาประดิษฐานอยู่  ณ  ประตูวิมานของตน ๆ เล่นกีฬาอย่าง

สนุกสนาน  ด้วยการปรบมือ  ผิวปาก โบกผ้า เป็นต้น.  แม้ฝนจากทิศทั้ง ๔ ก็

ได้ตกลงมา.  ความหิว ความกระหาย  มิได้บีบคั้นมหาชน.   ประตูและหน้าต่าง

ทั้งหลายเปิดเอง.  ไม้ดอกไม้ผล  ก็ออกดอกออกผล  หมื่นโลกธาตุได้มีธงดอกไม้

เป็นอันเดียวกัน.

แม้ในข้อนี้พึงทราบดังนี้  หมื่นโลกธาตุหวั่นไหว  เป็นบุพนิมิตของการ

ได้สัพพัญญุตญาณของพระมหาบุรุษนั้น   การประชุมในจักรวาฬเดียวกันของ

เทวดาทั้งหลาย     เป็นบุพนิมิตแห่งการประชุมโดยทำนองเดียวนี้แลในกาลยัง


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 111

ธรรมจักรให้เป็นไปแล้วรับพระธรรม     การรับของพวกเทวดาครั้งแรก    เป็น

บุพนิมิตแห่งการได้รูปาวจรฌาณ  ๔     การรับของพวกมนุษย์ภายหลังเป็นบุพ-

นิมิตแห่งการได้อรูปฌาน ๔    พิณที่ขึงสายดีดเอง    เป็นบุพนิมิตแห่งการได้

อนุปุพพวิหารธรรม กลองที่ขึงหนังดังเอง  เป็นบุพนิมิตแห่งการได้ยินธรรมเภรี

อันใหญ่หลวง   ป้อมและที่กักขังเป็นต้นพังเป็นบุพนิมิต   แห่งการตัดขาดอัสมี-

มานะ  มหาชนหายจากโรคเป็นบุพนิมิต    แห่งการได้อริยสัจ ๔ คนตาบอดโดย

กำเนิดเห็นรูปเป็นบุพนิมิตแห่งการได้ทิพจักษุ      คนหูหนวกได้ยินเสียงเป็น

บุพนิมิตแห่งการได้ทิพโสต     คนพิการมีกำลังเป็นบุพนิมิตแห่งการได้อิทธิบาท

๔  คนใบ้แต่กำเนิดพูดได้เป็นบุพนิมิตแห่งการได้สติปฏิฐาน  ๙      เรือแล่นไป

ต่างประเทศถึงท่าโดยสะดวกเป็นบุพนิมิตแห่งการบรรลุปฏิสัมภิทา  ๔   ความที่

รตนะส่องแสงด้วยความยิ่งใหญ่ของตนเอง    เป็นบุพนิมิตแห่งแสงธรรมที่พระ-

โพธิสัตว์จักประกาศแก่โลก    ผู้มีเวรกันได้เมตตาจิตต่อกันเป็นบุพนิมิตของการ

ได้พรหมวิหาร ๔ ไฟในอเวจีดับ เป็นบุพนิมิตของการดับไฟ ๑๑ ดวง  โลกัน-

ตรนรกสว่าง เป็นบุพนิมิตแห่งการกำจัดความมืดคืออวิชชา แล้วเห็นความสว่าง

แห่งญาณ  น้ำในแม่น้ำไม่ไหล   เป็นบุพนิมิตแห่งการได้เวสารัชชธรรม ๔  มหา-

สมุทรมีรสหวาน เป็นบุพนิมิตแห่งความมีรสเป็นอันหนึ่งด้วยรสคือนิพพานการ

ที่ลมไม่พัด  เป็นบุพนิมิตแห่งการทำลายทิฐิ ๖๒ นกทั้งหลายไปบนดิน เป็นบุพ-

นิมิตแห่งมหาชนผู้ฟังโอวาทแล้วถึงสรณะด้วยชีวิต    การที่พระจันทร์สว่างไสว

ยิ่ง  เป็นบุพนิมิตแห่งความงามของตนเป็นอันมาก  การที่พระอาทิตย์เว้นความ

ร้อนและความเย็น   เป็นบุพนิมิตแห่งการเกิดสุขทางกายและทางใจ   เพราะฤดู

สบาย    การที่พวกเทวดาประดิษฐานอยู่  ณ ประตูวิมานรื่นเริงด้วยการปรบมือ

เป็นต้น      เป็นบุพนิมิตแห่งการถึงความเป็นพระพุทธเจ้าแล้วทรงเปล่งอุทาน

การที่ฝนตกทั้ง ๔ ทิศ     เป็นบุพนิมิตแห่งการตกของฝนคือพระธรรมอันใหญ่


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 112

หลวง การไม่มีความหิวบีบคั้น  เป็นบุพนิมิตแห่งการได้น้ำอมฤตคือกายคตาสติ

การไม่มีความกระหายบีบคั้น เป็นบุพนิมิตแห่งความเป็นผู้ถึงความสุขด้วยวิมุตติ-

สุข    การที่ประตูและหน้าต่างเปิดเอง เป็นบุพนิมิตแห่งการเปิดประตูคือมรรคมี

องค์ ๘ การที่ต้นไม้ออกดอกและผล เป็นบุพนิมิตของดอกไม้คือวิมุติบาน และ

ความเป็นผู้เต็มด้วยภาระคือสามัญญผล       การที่หมื่นโลกธาตุมีธงดอกไม้เป็น

อันเดียว เป็นบุพนิมิตแห่งความเป็นผู้มีธงดอกไม้คืออริยะ.  นี้ชื่อสัมพหุลวาระ.

ในเรื่องนี้ชนทั้งหลายถามปัญหาว่า  ตอนที่พระมหาบุรุษประทับยืนบน

แผ่นดินแล้ว ทรงบ่ายพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ เสด็จไปได้ทรงเปล่งอาสภิวาจา

เสด็จไปบนแผ่นดินหรือ หรือว่าเสด็จไปทางอากาศ  ทรงปรากฏพระองค์เสด็จไป

หรือไม่ปรากฏ  เสด็จเปลือยพระองค์ไปหรือตกแต่งพระองค์ เสด็จไปเป็นหนุ่ม

หรือเป็นคนแก่  แม้ภายหลังก็ได้เป็นเช่นนั้นหรือ หรือว่าเป็นทารกอ่อนอีก.  ก็

ปัญหานี้ตั้งขึ้นภายใต้โลหปราสาท     พระจูฬาภยเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกได้แก้

ไว้แล้ว.

มีเรื่องเล่ามาว่า  ในเรื่องนี้พระเถระกล่าวถึงข้อนั้นไว้มาก  ด้วยสามารถ

การกล่าวถึงโชคดีโชคร้าย   กรรมเก่าและการไม่ถือว่าเพราะความเป็นใหญ่แล้ว

ในที่สุดได้พยากรณ์อย่างนี้ว่า  พระมหาบุรุษเสด็จไปบนแผ่นดิน  แต่ได้ปรากฏ

แก่มหาชนเหมือนเสด็จไปทางอากาศ   พระองค์เสด็จไปแต่เหมือนไม่ปรากฏแก่

มหาชน     เสด็จเปลือยพระองค์ไปแต่ปรากฏแก่มหาชนเหมือนตกแต่งพระองค์

เสด็จไปเป็นคนหนุ่มแต่ปรากฏแก่มหาชนเหมือนมีพระชนม์  ๑๖  พระพรรษา

แต่ภายหลังได้เป็นทารกอ่อนตามเดิม ไม่เป็นหนุ่มอยู่อย่างนั้นดังนี้.  อนึ่ง บริษัท

ของพระเถระนั้นได้พากันชอบใจว่า   พระเถระแก้ปัญหาดีเหมือนพระพุทธเจ้า.

โลกันตริกวาระมีนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้วแล.      ก็แลธรรมดานี้ท่านกล่าวไว้แล้ว

ตั้งแต่ต้น.  พึงทราบว่า   ธรรมดาทั้งหมดย่อมมีแด่พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 113

บทว่า  อทฺทสาโข ความว่า พระราชาพันธุมได้ทอดพระเนตรเห็นพระ-

กุมารที่นางสนมให้บรรทมบนเครื่องรองสองชั้นนำมาเฝ้า. บทว่า  มหาปุริสสฺส

ความว่า  แห่งบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ด้วยสามารถ  ชาติ  โคตร   ตระกูลประเทศเป็นต้น.

บทว่า  เทฺว   คติโย  คือความสำเร็จสองอย่าง.  ก็ศัพท์ว่าคตินี้ย่อมเป็นไปในคติ

อันสัตว์ทั้งหลายพึงไปโดยประเภทมีนรกเป็นต้น   ในบาลีนี้ว่า ดูกรสารีบุตร  คติ

๕ เหล่านี้แลดังนี้.  ย่อมเป็นไปในอัธยาศัยในบาลีนี้ว่า  เราไม่รู้อคติหรืออัธยาศัย

ของภิกษุทั้งหลายผู้ศีลมีกัลยาณธรรมเหล่านี้ได้เลย.     ย่อมเป็นไปในที่พึงอาศัย

ในบาลีนี้ว่า พระนิพพานเป็นที่พึงอาศัยของพระอรหัตต์.  อีกอย่างหนึ่งย่อมเป็น

ไปในความสำเร็จในบาลีนี้ว่า   ดูก่อนพรหม  เราย่อมรู้ความสำเร็จจุติและอุปัติ

ของท่าน  ท่านเป็นท้าวพกพรหมผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้.  พึงทราบคติศัพท์นั้นแม้

ในบทนี้ว่าย่อมเป็นไปในความสำเร็จ.  บทว่าอนญฺา  ความว่า  ชื่อว่าความ

สำเร็จในคติอื่นย่อมไม่มี.    บทว่า   ธมฺมิโก   ความว่า  เป็นผู้ประกอบด้วยกุศล

ธรรม ๑๐ เว้นการถึงอคติ.  บทว่า    ธมฺมราชา   นี้เป็นไวพจน์ของบทก่อนนั้น

แล.     อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเป็นพระธรรมราชา   เพราะได้ราชสมบัติโดยธรรม.

บทว่า  จาตุรนฺโต      ความว่า ความเป็นผู้มีอิสระในผืนแผ่นดินมีมหาสมุทร  ๔

เป็นขอบเขตด้วยสามารถสมุทร  ๔  มีสมุทรด้านทิศตะวันออกเป็นต้น.  บทว่า

วิชิตาวี   คือมีชัยชนะสงคราม.  อธิบายว่า  ชนบทถึงความเป็นชนบทที่ยั่งยืน

มั่นคง  เพราะฉะนั้น พระกุมารจึงถึงความเป็นผู้มีพระราชอาณาจักรมั่นคง.  จริง

อยู่   เมื่อพระราชาดุร้ายเบียดเบียนโลกด้วยเสียภาษีและลงอาชญาเป็นต้น    พวก

มนุษย์พากันละทิ้งมัชฌิมชนบทไปอาศัยอยู่ตามภูเขาและฝั่งสมุทรเป็นต้น    เลี้ยง

ชีพอยู่ที่ชายแดน.     พวกมนุษย์ถูกโจรใจร้ายเบียดเบียนด้วยการปล้นประชาชน

จึงพากันละชายแดน   ไปหาเลี้ยงชีพ  ณ ท่ามกลางชนบทของมนุษย์ผู้อ่อนโยน.

ชนบทในการปกครองเห็นปานนี้ย่อมไม่ถึงความมั่นคง.   ก็เมื่อพระกุมารนี้เสวย


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 114

ราชสมบัติ  ชนบทของพระองค์จักมั่นคงเหมือนวางแผ่นหินไว้หลังแผ่นดินแล้ว

ล้อมด้วยแผ่นเหล็ก   พรหมณ์ผู้ทำนายทั้งหลายเมื่อชี้แจงดังนี้  จึงกล่าวว่า    พระ-

กุมารจึงถึงความเป็นผู้มีพระราชอาณาจักรมั่นคงดังนี้.   รตนะในบทว่าประกอบ

ด้วยรตนะ ๗ นี้   โดยอรรถคือยังความยินดีให้เกิด.  อีกอย่างหนึ่ง

รตนะทำความชื่นชม    มีค่ามากหาเปรียบมิได้

หาดูได้ยาก  เป็นของใช้ของสัตว์ผู้รู้วิเศษ เพราะฉะนั้น

จึงเรียกว่ารตนะ.

อนึ่ง  จำเดิมแต่กาลที่จักรรตนะเกิด ไม่มีเทวสถานอื่น ชนทั้งปวงย่อม

ทำการบูชาจักรรตนะนั้นนั่นแล  ด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น    และกระทำ

การกราบไหว้เป็นต้น    เพราะฉะนั้นรตนะจึงเป็นไปโดยอรรถว่าน่าชื่นชม.

การตีราคาว่าชื่อว่าทรัพย์มีประมาณเท่านี้   ย่อมเป็นค่าของจักรรตนะนั้น

แลดังนี้ไม่มี   เพราะฉะนั้น  รตนะจึงเป็นไปแม้โดยอรรถว่ามีค่ามาก.

อนึ่งจักรแก้วไม่เหมือนรตนะอย่างอื่นที่มีอยู่ในโลก  เพราะฉะนั้น  รตนะ

จึงเป็นไปแม้โดยอรรถว่าหาเปรียบมิได้.

ก็เพราะพระเจ้าจักรพรรดิอุบัติในกัปที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายอุบัติ.    ก็

แต่ว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายอุบัติในบางครั้งบางคราว  ฉะนั้น รตนะจึงเป็นไปแม้

โดยอรรถว่าหาดูได้ยาก.

รตนะนั้นย่อมเกิดแก่สัตว์ผู้วิเศษ   ยิ่งด้วยชาติรูปตระกูลและความเป็น

ใหญ่เป็นต้น   ไม่เกิดแก่ผู้อื่น เพราะฉะนั้น รตนะจึงเป็นไปแม้โดยอรรถคือเป็น

ของใช้ของสัตว์ผู้วิเศษ.

อนึ่ง  แม้รตนะที่เหลือก็เหมือนจักรแก้วนั่นแล   พระมหาบุรุษทรงประ-

กอบด้วยรตนะ ๗ เหล่านี้    โดยความเป็นของสมทบและโดยความเป็นอุปกรณ์

แห่งโภคะทั้งปวง เพราะฉะนั้น พระมหาบุรุษจึงชื่อว่าทรงสมบูรณ์ด้วยรตนะ ๗.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 115

บัดนี้  เพื่อแสดงรตนะเหล่านั้นโดยสรุปจึงตรัสว่า   ตสฺสิมานิ  เป็นต้น.

ในรตนะเหล่านั้นนี้เป็นอธิบายโดยย่อ    ในบทว่า  จักรแก้วเป็นต้น

จักรแก้วย่อมปรากฏสามารถยึดสิริสมบัติของทวีปใหญ่ทั้ง  ๔  มี   ทวีป  ๒,๐๐๐

เป็นบริวารได้.  ช้างแก้วเหาะไปบนเวหาสามารถดิ่งลงสู่แผ่นดินมีสาครเป็นที่สุด

ก่อนอาหารทีเดียว. ม้าแก้วก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน.  เมื่อความมืดประกอบด้วย

องค์ ๔  แก้วมณีสามารถกำจัดความมืดประมาณโยชน์หนึ่งแล้วเห็นแสงสว่างได้.

นางแก้วผู้มีความประพฤติเป็นที่พอใจเว้นโทษ  ๖  อย่าง.    คหบดีแก้วสามารถ

เห็นขุมทรัพย์ที่อยู่ภายในแผ่นดินประมาณโยชน์หนึ่งได้.  ปริณายกแก้วกล่าวคือ

บุตรผู้เจริญที่สุด      สามารถเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีแล้วครองราช

สมบัติได้ทั้งหมด  ย่อมปรากฏ.

บทว่า  ปโรสหสฺส  คือ  พันกว่า.  บทว่า  สุรา คือ กล้าหาญ.  บทว่า

วีรงฺครูปา  คือมีรูปทรงสมเป็นวีรบุรุษ.  บทนี้  เป็นชื่อของความเพียร.    ชื่อ

วีรงฺครูปา   เพราะมีรูปทรงสมเป็นวีรบุรุษ.    มีรูปทรงสมเป็นวีรบุรุษ   คือมี

ความเพียรเป็นที่เกิด  มีความเพียรเป็นสภาวะ   สำเร็จด้วยความเพียร  เป็นผู้ไม่

เกียจคร้าน.   ท่านอธิบายว่า   แม้รบตลอดวันก็ไม่เหนื่อย.

บทว่า  สาครปริยนฺต   ความว่า  มีมหาสมุทรเป็นที่สุดกระทำภูเขา

จักรวาลให้เป็นเขตแดนตั้งอยู่.   บทว่า  อทณฺเฑน   ความว่า  ผู้ใดปรับผู้ไม่ได้

ทำความผิด  ๑๐๐ บ้าง ๑,๐๐๐  บ้าง    ผู้นั้นชื่อว่าใช้อำนาจด้วยอาชญาคือทรัพย์.

ผู้ใดออกคำสั่งให้ประหารและทิ่มแทง    ผู้นั้นชื่อว่า  ใช้อำนาจด้วยอาชญาคือ

ศัสตรา. แต่พระราชาพระองค์นี้ทรงละอาชญาแม้ทั้งสองนั้น  ทรงปกครองไม่ต้อง

ใช้อาชญา.   บทว่า  อสตฺเถน   ความว่า  ผู้ใดใช้ศัสตรามีคมข้างเดียวเป็นต้น

เบียดเบียนผู้อื่น    ผู้นั้นชื่อว่าใช้อำนาจด้วยศัสตรา.    แต่ก็พระราชาพระองค์นี้

ไม่ทรงทำโลหิตของใคร ๆ   เพียงแมลงวันตัวเล็กดื่มได้ให้เกิดขึ้นด้วยศัสตรา


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 116

ทรงได้รับการต้อนรับจากพระราชาผู้เป็นศัตรูอย่างนี้ว่า ข้าแต่มหาราช  ขอพระ-

องค์จงเสด็จมาโดยธรรมเถิดดังนี้.   อธิบายว่า ทรงยึดแผ่นดินดังกล่าวแล้ว  ทรง

ปกครอง  ทรงปราบปราม  จนได้เป็นเจ้าของครอบครอง.   ครั้นบอกถึงความ

สำเร็จอย่างที่หนึ่งอย่างนี้แล้ว    เพื่อจะบอกความสำเร็จอย่างที่สอง    จึงกล่าวคำ

เป็นอาทิว่า  สเจ โข ปน  ดังนี้.  ในบทเหล่านั้น    บทว่า พระกุมารนี้มีหลังคา

คือ กิเลสเปิดแล้ว   เพราะมีเครื่องปกปิดกีดขวาง   กล่าวคือ ราคะ โทสะ โมหะ

มานะทิฐิ กิเลสตัณหาเปิดแล้ว  คือกำจัดได้แล้ว.  ปาฐะว่า  วิวฏฺฏจฺฉโท  ดังนี้

บ้าง.    อธิบายอย่างนี้เหมือนกัน.    ครั้นบอกความสำเร็จอย่างที่สองอย่างนี้แล้ว

เพื่อแสดงลักษณะอันเป็นนิมิตแห่งคติเหล่านั้น   จึงกล่าวคำเป็นอาทิว่า อยญฺหิ

เทว  กุมาโร ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น   บทว่า สุปติฏฺิตปาโท  ความว่า พระกุมารไม่เป็น

เหมือนคนอื่น เมื่อคนอื่นวางเท้าลงบนแผ่นดิน ปลายฝ่าเท้า ส้นเท้า หรือข้างเท้า

ย่อมจดก่อน  ก็แต่ว่ายังปรากฏช่องในตอนกลาง  แม้เมื่อยกขึ้นส่วนหนึ่งในปลาย

ฝ่าเท้าเป็นต้นนั่นแหละก็ยกขึ้นก่อน.   ฝ่าพระบาททั้งสิ้นของพระกุมารนั้น  ย่อม

จดพื้นโดยทรงเหยียบพระบาทครั้งหนึ่ง   ดุจพื้นรองเท้าทองคำฉะนั้น    ทรงยก

พระบาทขึ้นจากพื้นก็โดยทำนองเดียวกันนั่นแหละ    เพราะฉะนั้น  พระกุมารนี้

จึงเป็นผู้มีพระบาทเรียบเสมอกัน.

บทว่า  จกฺกานิ  ท่านกล่าวไว้ในบาลีว่า  ณ พื้นพระบาททั้ง ๒ มีจักร

๒ เกิดขึ้น   จักรเหล่านั้นมีซี่มีกงและดุม.   ก็พึงทราบความวิเศษนี้ด้วยบทนี้ว่า

บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง.  ได้ยินว่า   ดุมของจักรเหล่านั้นปรากฏ ณ ท่ามกลาง

พื้นพระบาท.   ลวดลายวงกลมกำหนดด้วยดุมย่อมปรากฏ   วงกลมล้อมหน้าดุม

ปรากฏ  ท่อน้ำปรากฏ ซี่ปรากฏ  ลวดลายวงกลมในซี่ทั้งหลายปรากฏ  กงปรากฏ

กงแก้วมณีปรากฏ.   นี้มาในบาลีก่อนแล้ว.   แต่สัมพหุลวาระยังไม่มา.  สัมพหุ-


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 117

วาระนั้น  พึงทราบอย่างนี้.  รูปหอก  รูปแว่นส่องพระฉาย   รูปดอกพุดซ้อน

รูปสายสร้อย   รูปสังวาล   รูปถาดทอง  รูปมัจฉาคู่   รูปตั่ง  รูปขอ  รูปปราสาท

รูปเสาระเนียด   รูปเศวตฉัตร    รูปพระขรรค์    รูปพัดใบตาล    รูปหางนกยูง

รูปพัดวาลวิชนี  รูปมงกุฎ   รูปแก้วมณี  รูปบาตร   รูปพวงดอกมะลิ   รูปดอก

บัวขาบ  รูปดอกบัวแดง  รูปดอกบัวขาว  รูปดอกปทุม  รูปดอกบุณฑริก  รูป

หม้อเต็มด้วยน้ำ   รูปถาดเต็มด้วยน้ำ   รูปมหาสมุทร   รูปเขาจักรวาล   รูปป่า

หิมพานต์  รูปเขาสิเนรุ  รูปพระจันทร์พระอาทิตย์   รูปดาวนักษัตร   รูปทวีป

ใหญ่ทั้ง ๔ รูปทวีปน้อย ๒,๐๐๐ ทั้งหมด   โดยที่สุดหมายถึงบริวารของพระเจ้า

จักรพรรดิด้วย   เป็นบริวารขุองจักรลักษณะนั่นเอง.

บทว่า  อายตปณฺหิ  ความว่า มีส้นพระบาทยาวคือ  มีส้นพระบาท

บริบูรณ์.  อธิบายว่า ส้นพระบาทของพระมหาบุรุษไม่เป็นเหมือนปลายเท้าของ

คนอื่นที่ยาว ลำแข้งตั้งอยู่สุดส้นเท้าเป็นเหมือนตัดส้นเท้าตั้งอยู่  ฉะนั้น.  แต่ของ

พระมหาบุรุษ  พระบาทมี ๔ ส่วน ปลายพระบาทมี ๒ ส่วน  ลำพระชงฆ์ตั้งอยู่

ในส่วนที่ ๓ ส้นพระบาทในส่วนที่  ๔    เป็นเช่นกับลูกคลีหนัง  ทำด้วยผ้ากัมพล

สีแดง   ดุจม้วนด้วยปลายเข็มแล้วตั้งไว้.

บทว่า ทีฆงฺคุลิ  ความว่า นิ้วพระหัตถ์ของพระมหาบุรุษไม่เป็นเหมือน

นิ้วของคนอื่นที่บางนิ้วยาว  บางนิ้วสั้น.   แต่ของพระมหาบุรุษนิ้วพระหัตถ์และ

พระบาทยาวเหมือนของวานร  ข้างโคนใหญ่แล้วเรียวไปโดยลำดับ  ถึงปลายนิ้ว

เช่นเดียวกับแท่งหรดาลที่ขยำด้วยน้ำมันยางแล้วปั้นไว้.    เพราะฉะนั้น  ท่านจึง

กล่าวว่า  มีนิ้วพระหัตถ์ยาวดังนี้.

บทว่า  มุทุตลุนหตฺถปาโท   ความว่า  มีพระหัตถ์และพระบาทอ่อน

ดุจปุยฝ้ายที่ยีได้  ๑๐๐  ครั้ง   เอารวมตั้งไว้ในเนยใส.   แม้ในเวลาพระชนม์เจริญ

พระหัตถ์และพระบาทก็จักอ่อนนุ่มเหมือนเมื่อพอประสูติ.    พระหัตถ์และพระ-


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 118

บาทของพระโพธิสัตว์นุ่ม  อ่อนนุ่ม  เพราะฉะนั้น พระโพธิสัตว์จึงมีพระหัตถ์และ

พระบาทอ่อนนุ่ม.

บทว่า   ชาลหตฺถปาโท   ความว่า  ระหว่างพระองคุลีหนังไม่ติดกัน.

เพราะผู้มีมือติดกันเป็นพืดเช่นนี้    ถูกกำจัดโดยบุรุษโทษ    แม้บวชก็ไม่ได้.

ก็พระมหาบุรุษมีนิ้วพระหัตถ์  ๔  นิ้ว   พระบาท   ๕  ชิดสนิทเป็นอันเดียวกัน.

ก็เพราะพระองคุลีทั้งหลายชิดสนิทเป็นอันเดียวกัน  พระองคุลีทั้งหลายจึงติดกัน

และกัน มีลักษณะเป็นข้าวเหนียวตั้งอยู่. พระหัตถ์และพระบาทของพระโพธิสัตว์

นั้นเป็นเช่นกับหน้าต่างตาข่ายอันช่างผู้ฉลาดดีประกอบแล้ว.  เพราะฉะนั้น  ท่าน

จึงกล่าวว่า  มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีลายดุจตาข่าย.

เพราะข้อพระบาทตั้งอยู่เบื้องบน   พระบาทของพระโพธิสัตว์นั้น    จึง

เหมือนสังข์คว่ำ      เพราะฉะนั้น  พระโพธิสัตว์จึงมีพระบาทเหมือนสังข์คว่ำ.

จริงอยู่  ข้อเท้าของคนอื่นอยู่ที่หลังเท้า เพราะฉะนั้น เท้าของคนเหล่านั้นจึงติดกัน

เหมือนติดด้วยสลักกลับกลอกไม่ได้ตามสะดวก      เมื่อเดินไปฝ่าเท้าไม่ปรากฏ.

แต่ข้อพระบาทของพระมหาบุรุษขึ้นไปตั้งอยู่เบื้องบน.  เพราะฉะนั้น พระวรกาย

ท่อนบนของพระมหาบุรุษ  ตั้งแต่พระนาภีขึ้นไปจึงมิได้หวั่นไหวเลย   ดุจพระ

สุวรรณปฏิมาประดิษฐานอยู่ในเรือ.  พระวรกายท่อนเบื้องล่างย่อมไหว.  พระ-

บาทกลอกกลับได้สะดวก.    เมื่อชนทั้งหลายยืนอยู่ข้างหน้าบ้าง     ข้างหลังบ้าง

แม้ในข้างทั้งสองก็เห็น    ฝ่าพระบาทย่อมปรากฏ.     แต่ไม่ปรากฏเหมือนยืนอยู่

ข้างหลังช้าง.

บทว่า  เอณิชงฺโฆ  คือ  มีพระชงฆ์เรียวดุจเนื้อทราย.     อธิบายว่า

มีพระชงฆ์บริบูรณ์ด้วยหุ้มพระมังสะเต็ม  ไม่ใช่เนื้อตะโพกติดโดยความเป็นอัน

เดียว  ประกอบด้วยพระชงฆ์เช่นกับท้องข้าวสาลีท้องข้าวเหนียว  อันมังสะที่ตั้ง

อยู่เสมอกันโดยรอบล้อมอยู่แล้วกลมกล่อมดีแล้ว.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 119

บทว่า อโนนมนฺโต  คือไม่น้อมลง.  ท่านแสดงความที่พระมหาบุรุษ

นั้นไม่ค่อมไม่แคระด้วยบทนี้.    ก็คนที่เหลือเป็นคนค่อมหรือเป็นคนแคระ.

คนค่อมกายส่วนบนไม่บริบูรณ์  คนแคระกายส่วนล่างไม่บริบูรณ์   คนเหล่านั้น

เพราะกายไม่บริบูรณ์เมื่อก้มลงจึงไม่สามารถลูบคลำเข่าได้.     แต่พระมหาบุรุษ

เพราะพระวรกายทั้งส่วนบนส่วนล่างบริบูรณ์  จึงสามารถลูบคลำได้.

บทว่า  โกโสหิตวตฺถคุยฺโห ความว่า  พระมหาบุรุษมีพระคุยหะซ่อน

อยู่ในฝัก  ดุจฝักบัวทอง  ดุจคุยหะแห่งโคและช้างเป็นต้น  เพราะเหตุนั้น  พระ-

มหาบุรุษจึงมีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก.  บทว่า  วตฺถคุยฺห    ท่านกล่าวองคชาต

ควรปกปิดด้วยผ้า.

บทว่า  สุวณฺณวณฺโณ   ความว่า พระมหาบุรุษเช่นกับรูปทองแท่งที่

คลุกเคล้าด้วยสีแดงชาดแล้วขัดด้วยเขี้ยวเสือ  แล้วระบายด้วยดินสอแดงตั้งไว้.

ด้วยบทนี้เพื่อแสดงความที่พระวรกายของพระมหาบุรุษนั้น    แน่นสนิทละเอียด

แล้วจึงแสดงพระฉวีวรรณ ท่านจึงกล่าวว่า พระมหาบุรุษมีพระฉวีคล้ายกับทอง

คำดังนี้.  อีกอย่างหนึ่งบทนี้เป็นไวพจน์ของบทก่อน.

บทว่า  รโชชลฺล  คือ ธุลีหรือมลทิน.  บทว่า น  อุปลิมฺปติ   ความ

ว่าไม่ติด คือ กลิ้งเหมือนหยาดน้ำกลิ้งจากใบบัว.  ก็พระพุทธเจ้าทั้งปวงทรงกระทำ

การชำระพระหัตถ์เป็นต้น    เพื่อกำหนดฤดูและเพื่อผลบุญของพวกทายก.  อนึ่ง

ทรงกระทำแม้โดยหลักปฏิบัตินั้นเอง.    ข้อนี้ท่านกล่าวไว้ว่า  ก็ภิกษุผู้จะเข้าไปสู่

เสนาสนะควรชำระเท้าแล้วจึงเข้าไป.

บทว่า  อุทฺธคฺคโลโม   ความว่า พระมหาบุรุษมีพระโลมชาติมีปลาย

ช้อยขึ้นเบื้องบน   ตอนปลายเวียนเป็นทักษิณาวัฏ    ตั้งอยู่มองดูพระพักตร์งาม

เพราะฉะนั้น พระมหาบุรุษมีพระโลมชาติมีปลายช้อนขึ้นเบื้องบน.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 120

บทว่า  พฺรหฺมุชุคตฺโต  ความว่า พระมหาบุรุษมีพระวรกายตรงเหมือน

กายพรหม  คือจักมีพระวรกายสูงตรงขึ้นไปทีเดียว.    ความจริงโดยมากสัตว์ทั้ง

หลายย่อมน้อมไปในที่ทั้งสามคือที่คอที่สะเอวที่เข่าทั้งสอง.      สัตว์เหล่านั้นเมื่อ

น้อมไปที่สะเอวย่อมไปข้างหลัง.   ในที่ทั้งสองพวกนั้นย่อมน้อมไปข้างหน้า.  ก็

สัตว์บางพวกมีร่างกายสูง     มีข้างคดบางพวกแหงนหน้าเที่ยวไปเหมือนจะนับ

ดวงดาว.   บางพวกมีเนื้อและเลือดน้อยเป็นเช่นคนเป็นโรคเสียดท้อง.  บางพวก

ง้อมไปข้างหน้าเดินตัวสั่น.     อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า    ก็พระมหาบุรุษนี้ทรง

ดำเนินพระวรกายตรงทีเดียวมีประมาณเท่าส่วนสูง    จักเป็นดุจเสาทองที่ยกขึ้น

ในเทพนคร.  อนึ่ง พึงทราบว่าข้อนี้ท่านกล่าวหมายถึงข้อที่มหาปุริสลักษณะของ

พระมหาบุรุษ ซึ่งพอประสูติยังไม่บริบูรณ์ด้วยประการทั้งปวงจะเจริญในโอกาส

ต่อไป.

บทว่า  สตฺตุสฺสโท ความว่า พระมหาบุรุษมีพระมังสะฟูบริบูรณ์ด้วย

ดีในที่ ๗ สถาน  คือ หลังพระหัตถ์ทั้งสอง    หลังพระบาททั้งสอง จะงอยพระ

อังสาทั้งสอง  และพระศอ   เพราะฉะนั้น พระมหาบุรุษจึงชื่อว่ามีพระมังสะเต็ม

ในที่ ๗ สถาน.   แต่ของคนเหล่าอื่นที่หลังมือและหลังเท้าเป็นต้น     ปรากฏเส้น

เลือดเป็นตาข่ายที่จะงอยบ่าและคอปรากฏปลายกระดูก.       มนุษย์เหล่านั้นย่อม

ปรากฏเหมือนเปรต.  พระมหาบุรุษไม่ปรากฏเหมือนอย่างนั้น. ก็พระมหาบุรุษ

มีพระศอเช่นกับกลองทองคำที่เขากลึงด้วยหลังพระหัตถ์เป็นต้น      มีเส้นเลือด

เป็นตาข่ายซ่อนไว้เพราะมีพระมังสาฟูบริบูรณ์ในที่ ๗ สถาน ย่อมปรากฏเหมือน

รูปศิลาและรูปปั้น.

บทว่า  สีหปุพฺพฑฺฒกาโย  ความว่า พระมหาบุรุษมีกึ่งกายท่อนบน

เหมือนกึ่งกายท่อนหน้าของราชสีห์  เพราะฉะนั้น   พระมหาบุรุษจึงชื่อว่ามีส่วน

พระวรกายเบื้องหน้าเหมือนกึ่งกายเบื้องหน้าแห่งราชสีห์  เพราะว่ากายเบื้องหน้า


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 121

ของราชสีห์บริบูรณ์  กายเบื้องหลังไม่บริบูรณ์.    ก็พระวรกายทั้งหมดของพระ

มหาบุรุษบริบูรณ์ดุจกายเบื้องหน้าของราชสีห์.     แม้พระวรกายของมหาบุรุษก็

เหมือนกายของราชสีห์ย่อมไม่ตั้งอยู่สูง ๆ  ต่ำ ๆ ด้วยสามารถแห่งความฟูและ

แฟบเป็นต้น    แต่ยาวในที่ควรยาวย่อมเป็นอย่างนั้น ในที่ควรสั้น  ควรล่ำ  ควร

เรียว ควรกว้าง  ควรกลมเป็นต้น.  ดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า   ดูกรภิกษุทั้งหลาย

พระมหาบุรุษทรงปลื้มพระทัยนักแล เมื่อผลกรรมปรากฏทรงงดงามเพราะอวัยวะ

ส่วนใดยาว    อวัยวะส่วนนั้นย่อมตั้งอยู่ยาว   ทรงงดงามเพราะอวัยวะส่วนใดสั้น

อวัยวะส่วนนั้นย่อมตั้งอยู่สั้น   ทรงงดงามเพราะอวัยวะส่วนใดล่ำ    อวัยวะส่วน

นั้นย่อมตั้งอยู่ล่ำ  ทรงงดงามเพราะอวัยวะส่วนใดเรียว    อวัยวะส่วนนั้นย่อมตั้ง

อยู่เรียว   ทรงงดงามเพราะอวัยวะส่วนใดกว้าง    อวัยวะส่วนนั้นย่อมตั้งอยู่กว้าง

ทรงงดงามเพราะอวัยวะส่วนใดกลม อวัยวะส่วนนั้นย่อมตั้งอยู่กลมดังนี้. อัตตภาพ

ของพระมหาบุรุษสะสมไว้ด้วยทานจิต  บุญจิต     ตระเตรียมไว้ด้วยบารมี ๑๐

ด้วยประการฉะนี้.  ศิลปินทั้งปวงหรือผู้มีฤทธิ์ทั้งปวงในโลก    ไม่สามารถสร้าง

รูปเปรียบได้.

บทว่า   ปิตนฺตรโส     ความว่า ในระหว่างส่วนทั้งสองท่านกล่าวว่า

อนฺตรโส.  พระมหาบุรุษมีพระอังสาเต็มคือบริบูรณ์  เพราะเหตุนั้น  พระมหา

บุรุษจึงมีระหว่างพระอังสาเต็ม.  อันที่จริงฐานะนั้นของคนพวกอื่นบุ๋ม หลังและ

ท้องทั้งสองปรากฏเฉพาะตัว.       แต่ของพระมหาบุรุษพื้นพระมังสาตั้งแต่บั้น

พระองค์จนถึงพระศอขึ้นไปปิดพระปฤษฎางศ์  ตั้งอยู่เหมือนแผ่นกระดานทองที่

ยกขึ้นตั้งไว้.

บทว่า  นิโครฺธปริมณฺฑโล  คือ  พระมหาบุรุษมีปริมณฑลดุจต้น

นิโครธ.    อธิบายว่าพระมหาบุรุษแม้โดยพระวรกาย   แม้โดยพยามประมาณเท่า

กันดุจต้นนิโครธลำต้นและกิ่งเสมอกัน  เพราะจะเป็น  ๕๐  ศอกก็ตาม  ๑๐๐


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 122

ศอกก็ตาม  ย่อมมีประมาณเท่ากันทั้งส่วนยาวทั้งส่วนกว้าง.   กายหรือวาของคน

อื่นยาวไม่เท่ากัน   เพราะฉะนั้นแล  ท่านจึงกล่าวว่า   ยาวตกฺวสฺส  กาโย  เป็น

อาทิ.  ยาวตกฺวสฺส     ตัดบทเป็น ยาวตโก  อสฺส   ความว่า พระวรกายของ

พระมหาบุรุษเท่ากับวาของพระมหาบุรุษเท่ากับกายของพระมหาบุรุษ.

บทว่า  สมวฏฺฎกฺขนฺโธ   คือพระมหาบุรุษมีลำพระศอเท่ากัน.    คน

บางคนมีลำคอยาว  คด  หนา  เหมือนนกกะเรียน  เหมือนนกยาง  เหมือนหมู่

เวลาพูด  เอ็นเป็นตาข่ายย่อมปรากฏเสียงออกมาแหบฉันใด  ของพระมหาบุรุษไม่

เหมือนอย่างนั้น.    ก็ลำพระศอของพระมหาบุรุษเป็นเช่นกับกลองทองที่เขากลึง

ดีแล้ว   ในเวลาตรัส   เอ็นเป็นตาข่ายไม่ปรากฏพระสุรเสียงดังก้องดุจเสียงเมฆ

กระหึ่ม.

ในบทว่า  รสคฺคสคฺคี  มีวิเคราะห์ว่า  เส้นประสาทนำไปซึ่งรสชื่อว่า

รสัคคสา.  บทนี้เป็นชื่อของเส้นประสาทนำรสอาหารไป.    เส้นประสาทนำรส

อาหารของพระมหาบุรุษนั้นเลิศ    เพราะเหตุนั้น  พระมหาบุรุษจึงเป็นผู้มีปลาย

เส้นประสาทสำหรับนำรสอาหารอันเลิศ.   ได้ยินว่า พระมหาบุรุษมีเส้นประสาท

สำหรับนำรสอาหารประมาณ  ๗๐๐๐ เส้น    มีปลายขึ้นเบื้องบนแล้วรวมเข้าที่ลำ

พระศอนั่นเอง.   พระกระยาหารแม้เพียงเมล็ดงาตั้งอยู่  ณ  ปลายพระชิวหาย่อม

แผ่ไปทั่วพระวรกายทุกส่วน.  ด้วยเหตุนั้นแล เมื่อพระมหาบุรุษทรงเริ่มตั้งความ

เพียรอันยิ่งใหญ่ ได้ยังพระวรกายให้เป็นไปอยู่ได้  ด้วยข้าวสารเมล็ดเดียวเป็นต้น

บ้าง  ด้วยเพียงผักดองฟายมือหนึ่งบ้าง.   แต่ของคนอื่นเพราะไม่มีอย่างนั้น   รส

โอชาจึงไม่แผ่ไปทั่วกาย.   เพราะเหตุนั้น  ชนเหล่านั้นจึงมีโรคมาก.

บทว่า  สีหหนุ  มีวิเคราะห์ว่า    พระหนุของพระมหาบุรุษดุจคางของ

ราชสีห์    เพราะเหตุนั้น  พระมหาบุรุษจึงมีพระหนุดุจคางราชสีห์.    ในบทนั้น

อธิบายว่า ราชสีห์มีคางท่อนล่างบริบูรณ์ท่อนบนไม่บริบูรณ์.  แต่พระมหาบุรุษ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 123

บริบูรณ์แม้ทั้งสองดุจคางเบื้องล่างของราชสีห์   เป็นเช่นกันพระจันทร์ในวันขึ้น

๑๒ ค่ำ.  ลำดับนั้น  พราหมณ์ผู้พยากรณ์ทั้งหลายมองดูปลายพระหนุสังเกตว่าที่

พระหนุเหล่านี้   พระทนต์  ๔๐  องค์คือ  ข้างล่าง  ๒๐  ข้างบน  ๒๐  จักตั้งอยู่

เสมอกันไม่ห่าง จึงกราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระกุมารนี้มีพระทนต์

๔๐ องค์   พระเจ้าข้า  ดังนี้เป็นต้น.  ในบทนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้.  คนเหล่าอื่น

แม้มีฟันครบบริบูรณ์ก็มี ๓๒ ซี่.   แต่พระกุมารนี้จักมี  ๔๐ องค์  อนึ่ง  ของคน

เหล่าอื่น  ฟันบางซี่สูง บางซีต่ำ  บางซี่ไม่เสมอกัน.  แต่ของพระกุมารนี้จักเสมอ

กันดุจเครื่องหุ้มสังข์ที่ช่างเหล็กตัดฉะนั้น.     ฟันของพวกคนอื่นห่างเหมือนฟัน

จรเข้ เมื่อเคี้ยวปลาและเนื้อย่อมเต็มระหว่างฟันหมด. แต่พระทนต์ของพระกุมาร

นี้    จักไม่ห่างดุจแถวแก้ววิเชียรที่เขาตั้งไว้บนแผ่นกระดานทอง  จักเป็นดุจตอน

ที่เขาแสดงด้วยดินสอสี  อนึ่ง  ฟันของคนพวกอื่น เป็นฟันเสียขึ้น เพราะเหตุนั้น

เขี้ยวบางซี่ดำบ้าง  ไม่มีสีบ้าง.  แต่พระกุมารนี้   มีพระทาฒะขาวสะอาด   จักเป็น

พระทาฒะประกอบด้วยรัศมีรุ่งเรืองยิ่งกว่าแม้ดาวประกายพฤกษ์.

บทว่า ปหุตชิวฺโห  คือพระกุมารมีพระชิวหาใหญ่. อธิบายว่า ลิ้นของ

คนเหล่าอื่น  หนาบ้าง  เล็กบ้าง  สั้นบ้าง  กระด้างบ้าง ไม่เสมอบ้าง.  แต่พระชิวหา

ของพระมหาบุรุษ อ่อน  ยาว  ใหญ่  สมบูรณ์ด้วยสี.  พระกุมารนั้นเพื่อปลดเปลื้อง

ความสงสัยของผู้ที่มาเพื่อแสวงหาลักษณะนั้น    เพราะพระชิวหาอ่อนจึงทรงแลบ

พระชิวหานั้นดุจของแข็งที่สะอาดแล้วลูบช่องพระนาสิกทั้งสองได้    เพราะพระ-

ชิวหายาวจึงทรงลบช่องพระกรรณทั้งสองได้     เพราะพระชิวหาใหญ่จึงทรงปิด

พระนลาฏแม้ทั้งสิ้นถึงสุดปลายพระเกษา       ทรงประกาศความที่พระชิวหานั้น

อ่อน  ยาว และใหญ่อย่างนี้  จึงทรงปลดเปลื้องความสงสัยของพราหมณ์ผู้พยากรณ์

เหล่านั้นได้.  บทว่า  ปหุตชิโวฺห   ท่านกล่าวหมายถึงพระชิวหาที่สมบูรณ์ด้วย

ลักษณะทั้ง  ๓ อย่างนี้.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 124

บทว่า  พฺรหฺมสฺสโร ความว่า แม้คนพวกอื่นย่อมมีเสียงขาดบ้าง แตก

บ้าง.  เสียงเหมือนกาบ้าง.   แต่พระกุมารนี้จักทรงประกอบด้วยเสียงเช่นกับเสียง

ของท้าวมหาพรหม.  ด้วยว่า ท้าวมหาพรหมมีเสียแจ่มใสเพราะไม่กลั้วด้วยน้ำดี

และเสมหะ.     กรรมแม้อันพระมหาบุรุษทรงกระทำแล้วย่อมชำระวัตถุของเสียง

นั้น.  เพราะวัตถุบริสุทธิ์เสียงปรากฏขึ้นตั้งแต่พระนาภีเป็นเสียงบริสุทธิ์   ประ-

กอบด้วยองค์ ๘ ย่อมปรากฏชัด.   พระกุมารตรัสดุจเสียงนกการเวก  เพราะเหตุ

นั้น  พระกุมารจึงตรัสมีสำเนียงดุจเสียงนกการเวก.   อธิบายว่า พระกุมารมีพระ

สุรเสียงก้องไพเราะดุจเสียงนกการเวกอันน่าชื่นชม.

บทว่า  อภินีลเนตฺโต  ความว่า พระกุมารมีพระเนตรไม่ดำทั้งหมด.

พระเนตรของพระกุมารนั้นประกอบด้วยสีเขียวบริสุทธิ์ยิ่งนัก    เช่นกับดอกสาม

หาวในที่ที่ควรเขียว.  ในที่ที่ควรเหลืองก็มีสีเหลือง เช่นกับดอกกรรณิกา.    ในที่

ที่ควรแดงก็มีสีแดงเช่นกับดอกชบา.     ในที่ที่ควรขาวก็มีสีเช่นกับดาวประกาย

พฤกษ์  ในที่ควรดำก็มีสีดำเช่นกับลูกประคำดีควาย  พระเนตรย่อมปรากฏ เช่น

กับสีหบัญชรแก้วอันเผยออกแล้วในวิมานทอง.

บทว่า ปขุม  ในบทว่า   โคปขุโม  นี้    ท่านประสงค์ดวงพระเนตร

ทั้งหมด.   ดวงตานั้นของลูกโคดำเป็นธาตุหนา   ของลูกโคแดงผ่องใส อธิบายว่า

พระกุมารมีดวงเนตรเช่นกับพระโคแดงอ่อนซึ่งเกิดได้ครู่เดียว.  จริงอยู่  ดวงตา

ของคนอื่นไม่บริบูรณ์  ประกอบด้วยตาถลนออกมาบ้างลึกลงไปบ้าง  เช่นกับตา

สัตว์มีช้างและหนู เป็นต้น.  แต่พระเนตรของพระมหาบุรุษสะสมไว้ด้วยความ

อ่อนสนิทดำละเอียดดุจแก้วมณีกลมที่เขาล้างแล้วขัดตั้งไว้.

บทว่า อุณฺณา  คือ พระอุณณาโลม.  บทว่า ภมุกนฺตเร  ความว่า

พระอุณณาโลม  เกิดในที่สุดพระนาสิกท่ามกลางพระขนงทั้งสองและก็ขึ้นไปเกิด

ในท่ามกลางพระนลาฏ. บทว่า  โอทาตา ความว่า บริสุทธิ์คือมีสีเสมอด้วยดาว


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 125

ประกายพฤกษ์.  บทว่า  มุทุ  ความว่า   พระอุณณาโลมเช่นกับไยฝ้ายที่ชี* ได้

๑๐๐ ครั้ง  ซึ่งเขาใส่ลงไปในเนยใสตั้งไว้.   บทว่า  ตูลสนฺนิภา คือ เสมอด้วย

นุ่นไม้งิ้วและนุ่นเคลือ.  นี้เป็นข้อเปรียบเพราะความขาวของนุ่น.  ก็เมื่อจับปลาย

เส้นพระโลมาแล้วดึงออกจะได้ประมาณครึ่งพระพาหา  ครั้นปล่อยเส้นพระโลมา

ก็จะม้วนเป็นทักษิณาวัฏมีปลายในเบื้องบนตั้งอยู่     พระอุณณาโลมนั้น     ย่อม

รุ่งเรืองไปด้วยสิริเป็นที่จับใจยิ่งนักดุจฟองน้ำเงินตั้งอยู่  ณ  ท่ามกลางแผ่นกระ-

ดานทอง      ดุจสายน้ำนมไหลออกจากหม้อทองและดุจดาวประกายพฤกษ์บน

ท้องฟ้าย้อมด้วยแสงอรุณ.

บทว่า อุณฺหีสสีโส  นี้ท่านกล่าวอาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ อย่าง  คือ

ความที่พระนลาฏบริบูรณ์และความที่พระเศียรบริบูรณ์. อธิบายว่า เพราะว่าพื้น

พระมังสะของพระมหาบุรุษนูนขึ้นตั้งเเต่หมวกพระกรรณเบื้องขวาปกพระนลาฏ

ทั้งสิ้นเต็มบริบรูณ์ไปจดหมวกพระกรรณเบื้องซ้าย.    งดงามเหมือนแผ่นอุณหิส

เครื่องประดับของพระราชา.   ได้ยินว่า ชนทั้งหลายเห็นลักษณะนี้ของพระมหา-

บุรุษได้กระทำทำแผ่นพระอุณหิสสำหรับพระราชาทั้งหลาย.       นี้เป็นใจความ

ข้อหนึ่งก่อน.     ก็ชนเหล่าอื่นมีศีรษะไม่บริบูรณ์.     บางคนมีศีรษะเหมือนลิง

บางคนมีศรีษะเหมือนผลไม้     บางคนมีศีรษะเหมือนช้าง     บางคนมีศีรษะ

เหมือนหม้อ    บางคนมีศีรษะเหมือนเงื้อมภูเขา.    แต่พระมหาบุรุษมีพระเศียร

เช่นกับฟองน้ำบริบูรณ์ดีดุจม้วนด้วยปลายเข็มตั้งไว้.  ในสองนัยนั้น   ในนัยแรก

พระกุมารมีพระเศียรดุจพระเศียรประดับด้วยกรอบพระพักตร์     เพราะเหตุนั้น

พระกุมารจึงชื่อว่ามีพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์.       ในนัยที่สอง

พระกุมารมีพระเศียรเป็นปริมณฑลในที่ทั้งปวงดุจอุณหีส    เพราะเหตุนั้นจึงชื่อ

ว่ามีพระเศียรเป็นปริมณฑลดุจอุณหีส.

* ชี  หมายถึง  ทำสิ่งของที่เป็นปุย  เช่น  สำลีให้กระจายออก.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 126

บทว่า  สพฺพกาเมหิ  นี้  ท่านกล่าวเหมือนว่าพระราชาพันธุมให้พวก

พราหมณ์ดูลักษณะแล้วเลี้ยงดูในภายหลัง.   แต่ไม่ควรเห็นอย่างนั้น.   พึงทราบ

ว่าพระราชาพันธุมโปรดเลี้ยงดูพวกพราหมณ์พยากรณ์  จนอิ่มหนำก่อนแล้วจึง

ให้ตรวจลักษณะภายหลัง. ความพิสดารของเรื่องนั้นท่านกล่าวไว้แล้วในการก้าว

ลงสู่พระครรภ์.  บทว่า ปาเยนฺติ  คือให้ดื่มน้ำนม. ได้ยินว่า พระราชาพันธุม

โปรดให้นางนม ๖๐ นาง ปรุงน้ำนมมีรสหวานปราศจากโทษบำรุงพระโพธิสัตว์.

แม้นางนมที่เหลือล้วนเป็นผู้ฉลาดในการงานนั้น  ๆ ก็แผนกละหกสิบเหมือนกัน.

โปรดให้ชาย   ๖๐  คน    ทำหน้าที่รับใช้นางนมเหล่านั้น.    โปรดให้ตั้งอมาตย์

๖๐  คน     คอยดูการกระทำและไม่กระทำของชายนั้น ๆ.  ด้วยประการฉะนี้

ได้มีแก่อุปฐาก  ๓๖๐  คน    คือของหญิง  ๒๔๐  คน    ของชาย  ๑๒๐  คน.

บทว่า  เสตจฺฉตฺต  คือ  ทิพยเศวตฉัตร.  ก็ทิพยเศวตฉัตรเป็นของที่ตระกูลให้

ตั้งอยู่ในห้องสิรินั้นแล.  พึงทราบความว่า  อย่าครอบงำเลย   ในบทเป็นต้นว่า

มา  น  สีต  วา  ดังนี้.

บทว่า  สฺวาสฺสุสุท  ตัดบทเป็น  โส  อสฺสุ  สุท  บทว่า  องฺเกเนว

องฺก   ความว่า   พระกุมารนั้นอันบุคคลผลัดเปลี่ยนกันอุ้มผลัดเปลี่ยนกันแบก.

บทว่า  ปริหริยติ ความว่า  นำไป  คือ อุ้มไป.

บทว่า  มญฺชุสฺสโร   คือพระกุมารมีพระสุรเสียงไม่กระด้าง.    บทว่า

วคฺคุสฺสโร  คือพระกุมารมีพระสุรเสียงเต็มไปด้วยความฉลาด. บทว่า  มธุรสฺ-

สโร คือพระกุมารมีพระสุรเสียงน่าพอใจ. บทว่า เปมนียสฺสโร คือพระกุมาร

มีพระสุรเสียงทำให้เกิดความรัก.   ข้อนี้เป็นอธิบายในบทนั้น  เพราะนกการเวก

มีเสียงเพราะ   ได้ยินมาว่า  เมื่อนกการเวกจิกมะม่วงสุกมีรสอร่อยด้วยจะงอยปาก

แล้วดื่มรสที่ไหลออกมาแล้วกระพือปีกร้อง   บรรดาสัตว์  ๔  เท้า    เริ่มเยื้องย่าง

เหมือนเมา.   บรรดาสัตว์  ๔ เท้า  แม้กำลังหาอาหารก็ทิ้งหญ้าที่เข้าไปในปากฟัง


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 127

เสียงนั้น.   บรรดาเนื้อร้ายที่กำลังติดตามพวกเนื้อน้อย ๆ ก็ไม่วางเท้าที่ยกขึ้นยืน

นิ่งอยู่.     และบรรดาเนื้อที่ถูกติดตามก็ละความกลัวตายยืนนิ่ง.     แม้บรรดานก

กำลังบินไปบนอากาศก็เหยียดปีกหยุดฟังเสียง.  แม้บรรดาปลาในน้ำกระดิกแผ่น

หูหยุดฟังเสียงนั้น.  นกการเวกมีเสียงเพราะถึงอย่างนี้.   แม้พระนางอสันธิมิตตา

พระเทวีของพระเจ้าธรรมาโศกราช     ก็ยังตรัสถามพระสงฆ์ว่า      พระคุณเจ้า

เสียงของใคร  ๆ เช่นกับเสียงของพระพุทธเจ้ายังมีอยู่หรือหนอ.   พระสงฆ์ถวาย

พระพรว่า ถวายพระพรมีเสียงของนกการเวก. พระคุณเจ้านกเหล่านั้นอยู่ที่ไหน

เจ้าคะ   ถวายพระพรว่าอยู่ในป่าหิมพานต์   พระเทวีทูลพระราชาว่า   ข้าแต่เทวะ

หม่อมฉันประสงค์จะเห็นนกการเวกเพคะ. พระราชาทรงอธิษฐานว่า นกการเวก

จงมาเกาะในกรงนี้แล้วปล่อยกรงทองไป.    กรงทองได้ไปตั้งอยู่ข้างหน้านกการ-

เวกตัวหนึ่ง.     นกการเวกนั้นคิดว่า  กรงทองมาตามพระดำรัสสั่งของพระราชา

ไม่อาจขัดขืนได้แล้วจับเฉยอยู่ ณ ที่นั้น.    กรงทองได้มาตั้งอยู่เบื้องพระพักตร์

ของพระราชา   อำมาตย์ทั้งหลายไม่สามารถให้นกการเวกทำเสียงได้.   ลำดับนั้น

พระราชาตรัสว่า   ดูก่อนพระนายทั้งหลาย     นกการเวกเหล่านี้ทำเสียงอย่างไร.

พวกอมาตย์กราบทูลว่า  ข้าแต่สมมติเทพ   นกการเวกเหล่านี้เห็นพวกญาติจึงจะ

ทำเสียง. ลำดับนั้น พระราชารับสั่งให้เอากระจกล้อมนกการเวกนั้น. นกการเวก

นั้นครั้นเห็นเงาของตนสำคัญว่า   ญาติของเรามาแล้ว   จึงกระพือปีกร้องดุจเป่า

แก้วมณีวงศ์ด้วยเสียงอันอ่อน.     พวกมนุษย์ในสกลนครเยื้องกรายดุจคนเมา

พระนางอสันธิมิตตาดำริว่า   เสียงของสัตว์เดียรัจฉานนี้ยังเพราะถึงอย่างนี้   พระ

สุรเสียงของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงบรรลุสิริ คือ  พระสัพพัญญุตญาณจะเป็น

เช่นไรหนอ ยังพระปีติให้เกิดไม่ทรงละพระปีตินั้น  ทรงดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล

พร้อมด้วยบริวาร ๗๐๐    พึงทราบว่าเสียงนกการเวกยังเพราะถึงอย่างนี้     แต่

พระสุรเสียงของพระวิปัสสีราชกุมารได้ไพเราะกว่านั้นร้อยส่วนพันส่วน.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 128

บทว่า   กมฺมวิปากช    คือไม่สำเร็จด้วยภาวนา.     ก็มังสจักขุได้เป็น

เช่นกับจักษุของเทวดาทั้งหลายด้วยอำนาจผลของกรรม   โดยที่แม้เมล็ดงาเมล็ด

เดียวทำเครื่องหมายไว้แล้ว  ใส่ลงไปในหม้องาก็สามารถยกขึ้นให้ได้ฉะนี้.

ในบทว่า วิปสฺสี  นี้    เป็นอรรถของคำพูด.   ชื่อว่าวิปัสสีเพราะเห็น

ชัดเจนโดยเว้นจากการหลับตา   ความจำและความมืดและเห็นด้วยตาที่ลืม.   ใน

วาระที่สอง. ชื่อวิปัสสีเพราะเลือกดู.  อธิบายว่าสอดส่องดู. บทว่า   อตฺเถปนายติ

ความว่า รู้เห็นแนะนำหรือพิจารณาอรรถคดี. ได้ยินว่า  วันหนึ่ง  เมื่อพระราชา

ประทับนั่งบนศาลสำหรับวินิจฉัยทรงสอดส่องพิจารณาคดี   แม่นมนำพระมหา-

บุรุษซึ่งประดับตกแต่งพระองค์แล้วมาวางไว้บนพระหัตถ์ เมื่อพระราชานั้นทรง

รับพระกุมารวางบนพระเพลาแล้วทรงกอดจูบ  พวกผู้พิจารณาได้ตัดสินคนที่

เป็นเจ้าของไม่ให้เป็นเจ้าของ  พระโพธิสัตว์ทรงเปล่งพระสุรเสียงแสดงความไม่

พอพระทัย.    พระราชาตรัสว่า  พวกเจ้าพิจารณาคดีนี้อย่างไร.    พวกอำมาตย์

มองดูไม่เห็นคนอื่นเพราะตนวินิจฉัยคดีผิด  คิดว่า เราจักตัดสินอย่างนี้.  พวก

ผู้พิพากษาตัดสินผู้เป็นเจ้าของโดยแท้ให้เป็นเจ้าของใหม่แล้ว        พิจารณาดูว่า

พระกุมารทรงทราบหรือไม่หนอ  จึงทรงกระทำอย่างนี้   ได้ตัดสินผู้เป็นเจ้าของ

ไม่ให้เป็นเจ้าของอีก.  พระโพธิสัตว์ทรงเปล่งพระสุรเสียงอย่างนั้นอีก.    ทีนั้น

พระราชาทรงดำริว่า  พระกุมารผู้เป็นมหาบุรุษย่อมรู้      ตั้งแต่นั้นมามิได้ทรง

ประมาทเลย.  ท่านกล่าวว่าพระกุมารทรงสอดส่องพิจารณาคดี  หมายถึงข้อนี้.

ในบทว่า  วสฺสิก  เป็นต้น   ความว่า  สถานที่เพื่ออยู่อย่างมีความสุข

ในฤดูฝน    ชื่อว่า   วสฺสิก.     ปราสาทสำหรับประทับในฤดูฝนนอกนี้มีนัยนี้

เหมือนกัน.     ก็ข้อนี้ในบทนี้มีอรรถเป็นคำพูด.     การอยู่ในฤดูฝนชื่อ  วัสสะ

ผู้สมควรซึ่งฤดูฝนนั้นชื่อ วัสสิกะ.  แม้ในบทนอกนี้ก็มีนัยนี้แล.  ในปราสาท ๓

หลังนั้น   ปราสาทที่ประทับให้ฤดูฝน   ไม่สูงนัก   ไม่ต่ำนัก     แม้ประตูและ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 129

หน้าต่างของปราสาทนั้น   ก็ไม่มากนัก  ไม่น้อยนัก.   อนึ่ง  เครื่องปูพื้น เครื่อง

ลาดของเคี้ยวและของบริโภคในปราสาทนี้ควรรวมกัน.     ในปราสาทสำหรับ

ประทับในฤดูหนาว   แม้เสา   แม้ฝา   ก็ต่ำ.    แม้ประตูและหน้าต่างน้อยก็มีช่อง

สะดวก.    เพื่อเข้าไปหาความอบอุ่นควรนำฝาและหิ้งออก   ก็ในปราสาทหลังนี้

เครื่องปูพื้น    เครื่องลาดพื้น ผ้านุ่ง  ผ้าห่ม   ควรเป็นผ้ากัมพลเป็นต้น   ช่วยให้

เกิดความอบอุ่น.  ของเคี้ยวและของบริโภคอร่อยและเจือเผ็ด.      ในปราสาท

สำหรับประทับในฤดูร้อน     แม้เสาแม้ฝาก็สูง.     ก็ในปราสาทหลังนี้ประตูและ

หน้าต่างมีตาข่ายมากมาย.  เครื่องลาดพื้นเป็นต้นควรสำเร็จด้วยผ้าสองชั้น.   ของ

เคี้ยวและของบริโภคควรเป็นของเย็นมีรสอร่อย.   อนึ่ง ในปราสาทหลังนี้   ชน

ทั้งหลายตั้งตุ่มใหม่ไว้ในที่ใกล้หน้าต่าง    ใส่น้ำจนเต็มแล้วปลูกบัวเขียวเป็นต้น.

สายน้ำไหลเหมือนฝนตกโดยท้องที่ที่ชนทั้งหลายทำท่อน้ำไว้.  บทว่า  นิปฺปุริ-

เสหิ  คือไม่มีผู้ชาย.     อธิบายว่า  ก็ที่ปราสาทนี้มิใช่ดนตรีอย่างเดียวเท่านั้นที่

ไม่มีผู้ชาย.    แม้สถานที่ทั้งหมดก็ไม่มีผู้ชายเหมือนกัน.   แม้คนเฝ้าประตูก็เป็น

ผู้หญิง.    แม้คนทำบริการมีอาบน้ำเป็นต้น     ก็เป็นผู้หญิงทั้งนั้น.     ได้ยินว่า

พระราชาทรงดำริว่า  ความรังเกียจบุรุษ    เพราะเห็นบุรุษย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้เสวย

อิสริยสมบัติและสุขสมบัติเห็นปานนั้น      ความรังเกียจบุรุษนั้นอย่าได้มีแก่บุตร

ของเราเลยดังนี้    จึงทรงตั้งสตรีเท่านั้นในกิจการทั้งหมด.

จบอรรถกถาภาณวารที่หนึ่ง

พึงทราบในภาณวารที่สอง.  บทว่า โคปานสิวงฺก  คือมีซี่โครงคด

ดุจกลอน.  บทว่า  ภคฺค   ความว่า  มีหลังงอในที่ทั้ง  ๓  คือที่ลำคอ  สะเอว

และเข่าทั้ง ๒.  บทว่า  ทณฺฑปรายน  คือ ไปด้วยไม้เท้า   มีไม้เท้าเป็นที่พึ่ง.

บทว่า อาตุร  คือ กระสับกระส่ายเพราะชรา.  บทว่า  คตโยพฺพน  คือ ล่วง


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 130

วัยหนุ่ม  ตั้งอยู่ในปัจฉิมวัย.  บทว่า ทิสฺวา  ความว่า  พระกุมารแวดล้อมด้วย

หมู่พลประมาณกึ่งโยชน์ได้จัดอารักขาเป็นอย่างดี    เสด็จไปทอดพระเนตรเห็น

บุรุษนั้นอันพรหมชั้นสุทธาวาส   และพรหมผู้เป็นขีณาสพแสดงปรากฏข้างหน้า

รถด้วยอานุภาพของพระองค์ในโอกาสที่รถอยู่ข้างหน้าหมู่พลอยู่ข้างหลัง.  นัยว่า

มหาพรหมชั้นสุทธาวาสดำริว่า   พระมหาบุรุษทรงติดในกามคุณทั้ง ๕  ดุจช้าง

ติดหล่ม    เราจักยังสติให้เกิดแก่พระมหาบุรุษนั้นดังนี้      จึงได้แสดงบุรุษนั้น.

อนึ่ง  ทั้งพระโพธิสัตว์และสารถีก็ทอดพระเนตรเห็นและเห็นบุรุษที่ท้าวมหา-

พรหมแสดงไว้แล้วอย่างนี้นั้น. จริงอยู่  แม้พรหมทั้งหลายได้แสดงบุรุษนั้นก็เพื่อ

ความไม่ประมาทของพระโพธิสัตว์   และเพื่อการสนทนาของสารถี.   พระกุมาร

ตรัสถามว่า  ก็คนนี้เป็นอะไร.   สารถีทูลว่า  คนนี้เป็นคนแก่พระเจ้าข้า   ท่าน

กล่าวไว้อย่างไร.      พระกุมารตรัสถามว่า   นี้แน่เราไม่เคยเห็นบุรุษเห็นปานนี้

มาก่อนเลย.  บทว่า เตนหิ  ความว่า ถ้าเช่นนั้น   แม้เราก็จะพึงมีผมเห็นปานนี้

มีกายเห็นปานนี้.  หลายบทว่า ถ้าเช่นนั้นสหายสารถี   วันนี้พอแล้วสำหรับภาค

พื้นสวน   ความว่า  พระกุมารตรัสว่า  วันนี้เราพอแล้วสำหรับภาคพื้นสวนที่เรา

เห็น เรากลับกันเถิดดังนี้   ทรงสลดพระทัยตรัสอนุรูปแก่ความสังเวช.   บทว่า

อนฺเตปุร  คโต   ความว่า  พระกุมารทรงสละสตรีประทับนั่งพระองค์เดียวใน

ห้องสิริ.  บทว่า  ยตฺร  หิ  นาม ความว่า เมื่อมีชาติ  ชราย่อมปรากฏ   จงตำหนิ

เกลียดชังชาติ  ชาติ  ชื่อว่าเป็นสิ่งนี้เกลียด   เพราะเหตุนั้น พระกุมารประทับนั่ง

ขุดรากของชาติ  ดุจถูกศรลูกแรกแทงพระทัยฉะนั้น.

บทว่า  สารถึ  อามนฺตาเปตฺวา ความว่า  นัยว่า  พระราชาตั้งแต่พวก

พราหมณ์นักพยากรณ์กราบทูล  ทรงเงี่ยพระโสตสดับอยู่ตลอดเวลา.  พระราชา

ทรงสดับว่า  พระกุมารนั้นเสด็จประพาสพระอุทยาน   เสด็จกลับในระหว่างทาง

จึงรับสั่งให้เรียกสารถีมา. ในบทว่า มาเหวโข   เป็นต้น ความว่า พระราชาทรง


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 131

ดำริอย่างนี้ว่า   กุมารโอรสของเรา    จงครองราชสมบัติ    จงอย่าบวช    ถ้อยคำ

ของพวกพราหมณ์จงอย่าเป็นจริงดังนี้.

บทว่า  อทฺทสา โข   ความว่า กุมารได้ทอดพระเนตรเห็นบุรุษที่ท้าว

สุทธาวาสมหาพรหมแสดงโดยนัยที่กล่าวแล้วในตอนต้นนั้นแล. บทว่า  อาพาธิก

ความว่า มีความเจ็บป่วยด้วยอาพาธต่างกันอันทำลายอิริยาบถ.   บทว่า  ทุกฺขิต  คือ

ถึงทุกข์ด้วยทุกข์คือโรค.  บทว่า พาฬฺหคิลาน  คือไข้หนัก. บทว่า  ปลิปนฺน

คือจม.   แม้ในบทนี้ว่าชราจักปรากฏ  พยาธิจักปรากฏ   ความว่า เมื่อมีชาติ ชรา

พยาธิทั้งสองนี้ย่อมปรากฏ   ชาติน่ารังเกียจไม่มีชาติจะปลอดโปร่ง    เพราะเหตุ

นั้น พระกุมารประทับนั่งขุดรากของชาติ  ดุจถูกศรลูกที่สองแทง.

บทว่า  วิลาต คือวอ.  บทว่า  เปต  คือละไปจากโลกนี้.  บทว่า  กาลกต

คือตาย. อธิบายว่าอันคนเรากระทำสิ่งทั้งปวงตลอดกาล ที่เป็นอยู่ ครั้นเสร็จแล้ว

ก็ตาย.   พรหมทั้งหลายแสดงแม้เรื่องนี้แก่พระกุมารโดยนัยก่อนนั้นแล.    แม้ใน

บทว่า  ยตฺร หิ นาม  นี้ก็มีอธิบายว่า  เมื่อมีชาติ  ชราพยาธิมรณะทั้ง ๓ นี้  ย่อม

ปรากฏ    ชาติเป็นสิ่งน่ารังเกียจ     เมื่อไม่มีชาติก็ปลอดโปร่ง   เพราะเหตุนั้น

พระกุมารประทับนั่งขุดรากของชาติดุจถูกศรลูกที่ ๓ แทง.

บทว่า  ภณฺฑุ  คือโล้น.    พรหมทั้งหลายแสดงแม้เรื่องนี้แก่พระกุมาร

โดยนัยก่อนนั้นแล.

ในบทว่า  สาธุ  ธมฺมจริยา  เป็นต้น  ความว่า  สารถีทูลพระกุมารว่า

ข้าแต่เทวะ ความเป็นผู้ประพฤติธรรมนี้เป็นความดีดังนี้  พึงทราบการประกอบ

บทหนึ่ง ๆ อย่างนี้ว่า  ปพฺพชิโต ดังนี้.  อนึ่งบททั้งหมดนี้เป็นไวพจน์ของกุศล

กรรมบถ ๑๐ นั้นเอง.    ก็ในที่สุดบทว่า  อวิหึสา  เป็นส่วนเบื้องต้นของกรุณา.

บทว่า อนุกมฺปา เป็นส่วนเบื้องต้นของเมตตา.   บทว่า เตนหิ  เป็นนิบาตใน

ความว่าเร่งเร้า.  เพราะพระกุมารทอดพระเนตรเห็นบรรพชิตแล้วมีพระทัยน้อม


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 132

ไปในบรรพชา.  ลำดับนั้น  พระกุมารมีพระประสงค์จะตรัสกับสารถีนั้น  เมื่อจะ

ทรงส่งสารถีกลับจึงตรัสคำเป็นอาทิว่า เตนหิ  ดังนี้.

บทว่า อถโข  ภิกฺขเว  ความว่า พระกุมารีทรงสดับคำเป็นต้นว่า  การ

ประพฤติธรรมเป็นความดีของบรรพชิต      และคำอื่นอีกมากอันเป็นธรรมกถา

ประกอบด้วยโทษของผู้อยู่ครองเรือนอันคับแคบด้วยบุตรและภรรยาที่หมู่มหา-

ชนรักษาอยู่และประกอบด้วยอานิสงส์แห่งวิเวก      ของบรรพชิตผู้อยู่ในป่าตาม

สบาย มีใจเป็นเช่นมฤคแล้วมีพระประสงค์จะบรรพชา  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ครั้ง

นั้นแล  วิปัสสีกุมารจึงได้เรียกสารถีมา.     ชื่อว่าการเห็นเทวทูตทั้ง ๒ เหล่านี้

แล้วบวชเป็นวงศ์  เป็นแบบแผน   เป็นประเพณีของพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์.

อนึ่งพระโพธิสัตว์แม้เหล่าอื่นก็ย่อมเห็นสิ้นกาลนานเหมือนพระวิปัสสีกุมารพระ-

องค์นี้ทรงเห็นแล้วตลอดกาลนาน.     แต่พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายทรงเห็น

เทวทูตทั้ง ๔ วันเดียวเท่านั้น     ก็เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ทรงบรรพชาที่ฝั่ง

แม่น้ำอโนมา   จากนั้นเสด็จถึงกรุงราชคฤห์ ณ ที่นั้นพระราชาพิมพิสารทูลถาม

ว่า  ท่านบัณฑิต   ท่านบวชเพื่ออะไร  ตรัสว่า

มหาพิตรอาตมาเห็นคนแก่คนเจ็บ

ได้รับทุกข์  และคนตายถึงอายุขัย

กับได้เห็นบรรพชิตนุ่งห่มผ้ากาสายะ

เพราะฉะนั้นจึงบวช    ถวายพระพร

บทว่า  สุตฺวาน  เตส  ความว่า  มหาชน  ๘๔,๐๐๐  คนนั้น  ได้สดับแล้ว

ได้มีดำริดังนี้.   บทว่า โอรโก   คือพร่อง ลามก.    บทว่า อนุปพฺพชึสุ  คือ

บวชตาม.   ก็เพราะเหตุใดในที่นี้ท่านจึงไม่กล่าวเหมือนที่ท่านกล่าวไว้ข้างต้นว่า

พระกุมารเสด็จออกจากราชธานีพันธุมดี      โดยท่านขัณฑะและท่านติสสะออก

บวชตาม.    เพราะออกไปแล้วจึงได้สดับ.  ได้ยินว่า  มหาชนแม้ทั้งหมดเหล่านี้


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 133

เป็นบุรุษอุปฐากของพระวิปัสสีกุมาร.        มหาชนเหล่านั้นมาอุปฐากแต่เช้าตรู่

ครั้นไม่เห็นพระกุมาร จึงพากันกินอาหารเช้า   ครั้นกินอาหารเช้าเสร็จแล้วจึงมา

ถามว่า พระกุมารไปไหน    ครั้นสดับว่าพระกุมารเสด็จไปพระอุทยานจึงพากัน

ออกไปด้วยคิดว่า พวกเราจักเฝ้าพระกุมารในพระอุทยานนั้น  ครั้นเห็นสารถีกลับ

ได้สดับคำของสารถีนั้นว่า        พระกุมารทรงบรรพชาแล้วจึงเปลื้องอาภรณ์ทุก

อย่างไว้ในที่ที่ได้สดับแล้วนั่นเอง    ให้คนนำผ้ากาสายะสีเหลืองจากตลาดมาแล้ว

ปลงผมและหนวดบวชแล้ว.  ด้วยเหตุดังนี้  ในที่นี้จึงไม่กล่าวว่าออกจากราชธานี

พันธุมดี  เพราะออกจากนครแล้วจึงได้สดับนอกนคร.

บทว่า จาริก  จรติ     ความว่า พระวิปัสสีโพธิสัตว์สร้างมณฑปใหญ่

ในที่ที่ไปแล้ว       ตระเตรียมทานมารับนิมนต์ในวันรุ่งขึ้นรับภิกษาที่มหาชนขอ

ร้องไว้  เที่ยวจาริกไปตลอด ๔  เดือน. บทว่า อากิณฺโณ  คือถูกแวดล้อมด้วย

คณะนี้. ก็ความวิตกนี้เกิดขึ้นแก่พระโพธิสัตว์เมื่อไร.  ในวันขึ้น  ๑๔ ค่ำ  เพราะ

วันพรุ่งนี้จักเป็นวันเพ็ญเดือน  ๖.     ได้ยินว่า  ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า

พวกนี้เมื่อก่อนแวดล้อมเราผู้เป็นคฤหัสถ์เที่ยวไปอย่างใด      แม้เดี๋ยวนี้ก็เป็น

อย่างนั้นอยู่อีก ประโยชน์อะไรด้วยคณะนี้  ทรงรังเกียจด้วยการปะปนอยู่กับคณะ

ทรงดำริว่า เราจะไปวันนี้แหละ   แล้วทรงดำริต่อไปว่า วันนี้ยังไม่ถึงเวลา  หาก

เราจักไปเดี๋ยวนี้    พวกนี้ทั้งหมดก็จะรู้   เราจักไปวันพรุ่งนี้.    อนึ่ง  ในวันนั้น

ชาวบ้านในหมู่บ้านเช่นกับหมู่บ้านอุรุเวลาได้นิมนต์พระโพธิสัตว์เพื่อฉันในวัน

รุ่งขึ้น.   ชาวบ้านเหล่านั้นตระเตรียมข้าวปายาสสำหรับบรรพชิต  ๘๔,๐๐๐  รูป

และสำหรับพระมหาบุรุษ.    ขณะนั้น  พระมหาบุรุษได้ฉันอาหารกับบรรพชิต

เหล่านั้นในบ้านนั้น      ในวันรุ่งขึ้นแล้วได้ไปที่อยู่.  ณ  ที่นั้นพวกบรรพชิตได้

ปรนนิบัติพระมหาบุรุษเสร็จแล้วเข้าไปที่พักกลางคืนและกลางวันของตน ๆ.

แม้พระโพธิสัตว์ก็เสด็จเข้าไปประทับนั่ง  ณ บรรณศาลา  ทรงรำพึงว่า


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 134

เมื่อถึงเวลาเที่ยง  นกทั้งหลายมารวมกัน

ป่าใหญ่จะมีเสียงอึกกะทึก  ภัยนั้นจะส่องถึงเรา

ในคราวมีภัยแก่ผู้ยินดีในความสงัด        ในคราวมีความวุ่นวายแก่สัตว์

ทั้งปวง  เห็นปานนี้  พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า นี้ถึงเวลาแล้วจึงเสด็จออกปิดประตู

บรรณศาลา บ่ายพระพักตร์สู่โพธิมัณฑะ. แม้ในกาลอื่นพระโพธิสัตว์เที่ยวไปใน

ที่นั้น ทรงเห็นโพธิมัณฑ์. แต่พระทัยพระโพธิสัตว์นั้นไม่เคยน้อมไปเพื่อประทับ

นั่งเลย.     แต่วันนั้นพระญาณของพระโพธิสัตว์ถึงความแก่กล้า     เพราะฉะนั้น

เกิดจิตเพื่อทอดพระเนตรโพธิมัณฑะที่ตกแต่งแล้วเสด็จขึ้นไป. พระโพธิสัตว์นั้น

เสด็จเข้าไปโดยส่วนทิศใต้ทรงกระทำปทักษิณปูบัลลังก์กว้าง  ๑๔  ศอกในส่วน

ทิศตะวันออก  ทรงอธิษฐานความเพียรประกอบด้วยองค์  ๔  ประทับนั่งทรงตั้ง

ปฏิญญาว่า   เราจะไม่ลุกจากที่นี้ตลอดเวลาที่เรายังมิได้เป็นพุทธะ.     ท่านกล่าว

บทนี้ว่า  พระโพธิสัตว์พระองค์เดียวหลีกออกจากคณะอยู่      หมายถึงการหลีก

ออกจากพระโพธิสัตว์พระองค์นี้.

บทว่า  อญฺเเนว  ตานิ  ความว่า นัยว่า บรรพชิตเหล่านั้นมาอุปฐาก

พระโพธิสัตว์ตอนเย็นแล้วนั่งล้อมบรรณศาลากล่าวว่า   เกินเวลาไปมากแล้ว

พวกท่านจงเข้าไปสังเกตการณ์   ครั้นเปิดบรรณศาลา   แม้เมื่อไม่เห็นพระโพธิ-

สัตว์นั้น ก็มิได้ติดตามให้รู้ว่า พระโพธิสัตว์เสด็จไปไหน.   พวกบรรพชิตคิดว่า

พระมหาบุรุษทรงเบื่อในการอยู่ร่วมคณะ     เห็นจะมีพระประสงค์จะประทับอยู่

พระองค์เดียว      พวกเราจักเห็นพระโพธิสัตว์ตอนได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วนั่น

แหละ  แล้วพากันมุ่งหน้าไปภายในชมพูทวีปหลีกออกจาริกไป.

บทว่า  วาสูปคตสฺส  ความว่า  เข้าไปอยู่ราตรีหนึ่ง  ณ  โพธิมัณฑะ.

บทว่า  รโหคตสฺส    คือไปในที่ลับ.  บทว่า  ปฏิสลฺลีนสฺส  คือเร้นอยู่ด้วย

สามารถแห่งความเป็นผู้เดียว. บทว่า  กิจฺฉ  คือ ยาก. ก็ทั้งสองบทนี้คือ จวติ  จ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 135

อุปปชฺชสิ  จ  ท่านกล่าวหมายถึงจุติและปฏิสนธิต่อ ๆ ไป.    ในบทว่า  ชรา-

มรณสฺส  นี้ความว่า  เพราะพระโพธิสัตว์เมื่อทรงผนวชทอดพระเนตรเห็น  คน

แก่  คนเจ็บ  และคนตายนั่นแลจึงทรงผนวช   ฉะนั้น  ชราและมรณะนั้นแลย่อม

ปรากฏแก่พระโพธิสัตว์นั้น.  ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วว่า  ชรา

มรณสฺส  ดังนี้.

ด้วยประการดังนี้   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ครั้งนั้นแล  ความปริวิตกนี้ได้

มีแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ผู้กระทำชราและมรณะ   ให้เป็นข้อมูลตั้งมั่นเฉพาะแล้ว

ดุจหยั่งลงจากภวัคคพรหม.  บทว่า  โยนิโสมนสิการา  ความว่า  กระทำไว้ใน

ใจโดยอุบาย   คือ   ทำทางไว้ในใจ.    อธิบายว่า  จริงอยู่  เมื่อกระทำไว้ในใจซึ่ง

ลักษณะมีความไม่เที่ยง  เป็นต้น   โดยลักษณะมีความไม่เที่ยง เป็นต้น    ชื่อว่า

ผู้กระทำไว้ในใจโดยอุบายแยบคาย. อนึ่ง โยนิโสมนสิการ นี้ย่อมเป็นอย่างใด

อย่างหนึ่งของบรรดาอภิสมัยเหล่านั้น  เพราะความเป็นไปด้วยสามารถแห่งปรีชา

คำนึงเห็นทั้งความเกิดทั้งความดับว่า เมื่ออะไรหนอมีอยู่  ชาติเป็นต้นย่อมมี  เมื่อ

อะไรไม่มีชาติ เป็นต้นย่อมไม่มีดังนี้  เพราะฉะนั้น การตรัสรู้ด้วยปัญญาได้มีแก่

พระโพธิสัตว์นั้น  เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคายจากนี้   คือด้วยการกระทำไว้

ในใจโดยอุบายนี้  ดังนั้นเมื่อสิ่งใดมี  ชรามรณะย่อมมี การรวมกันเข้ากับเหตุ  คือ

ชราและมรณะนั้นได้มีด้วยพระปัญญาของพระโพธิสัตว์.   ก็ชราและมรณะนั้นมี

เพราะอะไร.  เพราะชาติ.     เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเมื่อชาติมี

ชรามรณะจึงมีการรวมกันเข้ากับปัญญากำหนดเหตุแห่งชราและมรณะได้มีแก่

พระโพธิสัตว์นี้เป็นอธิบายในข้อนี้.  พึงทราบบททั้งหมดโดยทำนองนี้.

ก็ในบทว่า  เมื่อนามรูปมีวิญญาณจึงมีนี้  ความว่า ควรจะกล่าวว่า  เมื่อ

สังขารมี  วิญญาณจึงมี  และเมื่ออวิชชามี  สังขารจึงมี  แม้ทั้งสองนั้น  เชื่อถือไม่ได้.

เพราะอะไร.  เพราะอวิชชากับสังขารเป็นอดีตภพ.  วิปัสสนานี้ไม่ต่อกับ  อวิชชา


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 136

และสังขารเหล่านั้น.   จริงอยู่   พระมหาบุรุษทรงตั้งมั่นอยู่แล้วด้วยสามารถแห่ง

ปัจจุบัน.    อันผู้ไม่เห็นอวิชชาและสังขารไม่อาจเป็นพระพุทธเจ้าได้มิใช่หรือ.

จริงไม่อาจเป็นได้.  แต่ธรรมเหล่านั้น  อันพระมหาบุรุษนี้เห็นแล้วด้วย  สามารถ

แห่งภพ  อุปาทานและตัณหา.  ก็ในที่นี้ควรกล่าวถึงปฏิจจสมุปบาทโดยพิสดาร.

ปฏิจจสมุปบาทนั้นท่านกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.

บทว่า  ปจฺจุทาวตฺตติ   คือกลับเวียนมา.  ก็ในบทนี้วิญญาณกลับเวียน

มาเป็นไฉน.  วิญญาณนั้นได้แก่ ปฏิสนธิวิญญาณบ้าง  วิปัสสนา.  วิญญาณบ้าง

ในวิญญาณทั้งสองนั้น ปฏิสนธิวิญญาณกลับเวียนมาแต่ปัจจัย. วิปัสสนาวิญญาณ

กลับเวียนมาแต่อารมณ์. แม้ทั้งสองก็ไม่พ้นนามรูป  อื่นจากนามรูปย่อมไปไม่ได้.

ในบททั้งหลายมีอาทิว่า  เอตฺตาวตา  ชาเยถ  วา  ความว่า  ท่านแสดงบททั้ง

๕ พร้อมด้วยจุติและปฏิสนธิอื่นๆ อย่างที่ว่า  เมื่อวิญญาณเป็นปัจจัย  แก่นามรูป

และเมื่อนามรูปเป็นปัจจัย  แก่วิญญาณ  แม้เมื่อทั้งสองก็เป็นปัจจัยของกันและกัน

ด้วยเหตุเพียงเท่านี้  สัตว์โลกพึงเกิดบ้าง  พึงแก่บ้าง  พึงตายบ้าง  พึงจุติบ้าง  พังอุบัติ

บ้าง  ก็นอกจากนี้อย่างอื่นยังมีอีกหรือ  สัตว์พึงเกิดบ้าง ฯลฯ  พึงอุบัติบ้าง  นี้

เท่านั้นมิใช่หรือสัตว์ย่อมเกิด ฯลฯ และย่อมอุบัติ   เมื่อจะขยายความที่ท่านกล่าว

คำนั้นอีกว่า  เอตฺตาวตา  จึงกล่าวว่า   เพราะนามรูปเป็นปัจจัย   จึงมีวิญญาณ

เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย  จึงมีรูปนาม  ต่อจากนั้นเพื่อจะแสดงชาติชราและมรณะ

แม้ต่อไป   อันมีนามรูปเป็นรากเหง้า    เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย  ด้วยสามารถ

ปัจจยาการโดยอนุโลม    จึงกล่าวคำเป็นอาทิว่า  เพราะนามรูปเช่นปัจจัย  จึงมี

สฬายตนะ.  ในบททั้งหลายเหล่านั้น  บทว่า  เกวลสฺส  ทุกฺขกฺขนฺธสฺส  สมุท-

โย  โหติ  ความว่า  ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลมีประเภทเป็นต้นว่า  ชาติ

ชรามรณะโสกะปริเทวะทุกข์  โทมนัสและอุปายาส  ย่อมมีได้.   พระมหาบุรุษได้

เห็นความเกิดแห่งวัฏฏทุกข์  ทั้งมวลด้วยประการฉะนี้.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 137

บทว่า สมุทโย สมุทโยติ  โข ความว่า เกิดขึ้นเกิดขึ้นดังนี้แล. บทว่า

อนนุสฺสุเตสุ   ความว่า ไม่ได้สดับมาแล้วคือไม่เคยฟังมาแล้ว. ในบททั้งหลาย

ว่า   จักษุเกิดขึ้นแล้ว  เป็นต้น   ความว่า  ก็ปัญญาเห็นความเกิดนี้ท่านกล่าวว่า

เป็นจักษุ ด้วยอรรถว่าเห็น  เป็นญาณด้วยอรรถว่าทำให้รู้  เป็นปัญญาด้วยอรรถ

ว่ารู้ทั่ว   เป็นวิชชาด้วยอรรถว่ารู้แจ้ง  แทงตลอดเกิดขึ้นแล้ว  เป็นอาโลกะ  ด้วย

อรรถว่าเป็นแสงสว่างดังนี้.     เหมือนอย่างท่านกล่าวแล้วว่า    จักษุเกิดขึ้นแล้ว

โดยอรรถว่าเห็นญาณเกิดขึ้นแล้วโดยอรรถว่ารู้แล้ว   ปัญญาเกิดขึ้นแล้วโดยอรรถ

ว่ารู้ทั่ว  วิชชาเกิดขึ้นแล้วโดยอรรถว่า แทงตลอด  อาโลกะเกิดขึ้นแล้วโดยอรรถ

ว่าแสงสว่าง   จักษุเป็นเหตุ อรรถว่าเห็นเป็นผล  ญาณเป็นเหตุ  อรรถว่า  รู้แล้ว

เป็นผล   ปัญญาเป็นเหตุ   อรรถว่ารู้ชัดเป็นผล    วิชชาเป็นเหตุ   อรรถว่าแทง

ตลอดเป็นผล   อาโลกะเป็นเหตุ  อรรถว่าแสงสว่างเป็นผลดังนี้.   ท่านกล่าวด้วย

บทเพียงเท่านี้หรือ.  ท่านกล่าวเพียงให้กำหนดรู้ปัจจัยว่า เมื่อสิ่งนี้มีอยู่  สิ่งนี้ย่อม

มีดังนี้.  อีกอย่างหนึ่ง.  ท่านกล่าวถึง  ตรุณวิปัสสนา  อันเป็นแนวทางปฏิบัติ.

บทว่า  อธิคโต  โข  มยาย  ความว่า  มรรคนี้อันเราบรรลุแล้ว.  บท

ว่า  มคฺโค  คือ  วิปัสสนามรรค. บทว่า โพธาย  ความว่า  เพื่อรู้อริยสัจ  ๔  หรือ

เพื่อรู้นิพพาน.   อีกอย่างหนึ่ง  ชื่อ  โพธิเพราะรู้.  นี้เป็นชื่อของอริยมรรค.

เป็นอันท่านกล่าวว่าเพื่อประโยชน์แก่อริยมรรคนั้นบ้าง.        เพราะอริยมรรคมี

วิปัสสามรรคเป็นมูล.    บัดนี้เมื่อจะขยายความมรรคนั้นจึงกล่าวคำเป็นอาทิว่า

ยทิท  นามรูปนิโรธา ดังนี้.  อนึ่งในบทนี้ท่านกล่าวถึงนิพพานเท่านั้นด้วยบท

ปฐมาวิภัตติ์ว่า  วิญฺาณนิโรโธ  เป็นต้น  ด้วยประการฉะนี้   พระมหาบุรุษ

ได้ทรงเห็นการดับคือความไม่เกิดขึ้นแห่งวัฏฏทุกข์ทั้งมวล.

บทว่า  นิโรโธ  นิโรโธติ  โข  ความว่า  ไม่เกิด  ไม่เกิดแล.  บทว่า

จกฺขุ  เป็นต้น  มีความอันท่านกล่าวไว้แล้วนั่นแล.  แต่ในที่นี้  ด้วยบททั้งหมดนี้


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 138

ท่านกล่าวเพียงให้รู้ถึงความดับเท่านั้นว่า    เมื่อสิ่งนี้ไม่มี  สิ่งนี้   ย่อมไม่มี  ดังนี้.

อีกอย่างหนึ่ง.  ท่านกล่าวถึงวิปัสสนาแก่กล้าอันจะให้ถึงความพ้นไป.

บทว่า  อปเรน สมเยน ความว่า  พระโพธิสัตว์ทรงรู้ปัจจัยและความ

ดับแห่งปัจจัยอย่างนี้ในสมัยอื่นจากนั้น.  บทว่า อุปาทานกฺขนเธสุ คือในขันธ์

อันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทาน. บทว่า อุทยพฺพยานุปสฺสี  ความว่า พิจารณาเห็น

ความเกิดและความเสื่อมที่เห็นแล้วครั้งแรกนั่นแหละ.   บทว่า  วิหาสิ  ความว่า

พระโพธิสัตว์ทรงเจริญวิปัสสนาอันเป็นเหตุให้ถึงความพ้นสุดยอดอยู่.    ท่าน

กล่าวข้อนี้ไว้เพราะเหตุไร.  เพราะพระโพธิสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงทรงบำเพ็ญบารมี

ในปัจฉิมภพเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ในวันพระโอรสประสูติทรงผนวชทรง

ประกอบความเพียรเสด็จขึ้นโพธิบัลลังก์ทรงกำจัดมารและเสนามารในยามต้นทรง

ระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยใจภพก่อน ในยามที่สองทรงชำระทิพยจักขุ  ในยามที่

สามทรงพิจารณาปัจจยาการ    ทรงออกจากจตุตถฌานกำหนดลมหายใจเข้าออก

ทรงเพ่งพินิจในขันธ์ ๕ ทรงเห็นลักษณะ ๕๐ ถ้วน  ด้วยสามารถความเกิดและความ

เสื่อมทรงเจริญวิปัสสนา   จนกระทั่งถึงโคตรภูญาณแล้วทรงแทงตลอดพุทธคุณ

ทั้งสิ้นด้วยอริยมรรค.    อนึ่ง พระมหาบุรุษแม้พระองค์นี้ก็ได้บำเพ็ญบารมีแล้ว.

พระองค์ทรงกระทำตามลำดับ ทั้งหมดดังที่กล่าวแล้วในปัจฉิมยาม ทรงออกจาก

จตุตถฌานกำหนดลมหายใจเข้าออก  ทรงเพ่งพินิจในขันธ์ ๕   ทรงปรารภการ

เห็นแจ้งความเกิดและความเสื่อมมีประการดังที่กล่าวแล้ว.     ท่านกล่าวถึงความ

เห็นแจ้งอันจะให้ถึงความพ้นนี้     เพื่อแสดงถึงความเห็นแจ้งความเกิดและความ

เสื่อมนั้น.

ในบทเหล่านั้น  บทว่า  อิติรูป   ความว่า  รูปนี้   รูปมีประมาณเท่านี้

รูปเบื้องบนจากนี้ย่อมไม่มี  เพราะเหตุนั้น   ท่านจึงกล่าวถึงการกำหนดรูปอันไม่มี

ส่วนเหลือด้วยสามารถแห่งลักษณะรสปัจจุปัฏฐานและปทัฏฐาน  กระทำสภาวะ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 139

แห่งการสลายไป  และประเภทแห่งการอาศัยเกิดเป็นอาทิ.   ท่านกล่าวความเห็น

เหตุเกิดแห่งรูปที่กำหนดไว้อย่างนี้     ด้วยบทนี้ว่า   อิติ  รูปสฺส  สมุทโย  ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น    บทว่า  อิติ    ความว่า  อย่างนี้เป็นเหตุเกิด.   พึงทราบความ

พิสดารของบท  สมุทโย  นั้นอย่างนี้ว่า   เพราะอวิชชาเกิด   รูปจึงเกิด   เพราะ

ตัณหาเกิด  รูปจึงเกิด  เพราะกรรมเกิด  รูปจึงเกิด  เพราะอาหารเกิด  รูปจึงเกิด

เพราะเหตุนั้น   แม้เห็นลักษณะแห่งการเกิดอยู่ก็ย่อมเห็นเหตุเกิดของรูปขันธ์.

แม้ในความดับก็พึงทราบความพิสดารอย่างนี้ว่า    เพราะอวิชชาดับ    รูปจึงดับ

ฯลฯ   แม้เห็นลักษณะแห่งความเปลี่ยนแปลงอยู่ก็ย่อมเห็นความดับแห่งรูปขันธ์.

แม้ในบททั้งหลายว่า  อิติ   เวทนา  เป็นต้น    ก็มีความว่า  เวทนานี้   เวทนามี

ประมาณเท่านี้  เวทนาเบื้องบนจากนี้ย่อมไม่มี สัญญานี้  สังขารเหล่านี้  วิญญาณนี้

วิญญาณมีประมาณเท่านี้      วิญญาณเบื้องบนจากนี้ย่อมไม่มีดังนี้     ท่านกล่าว

กำหนด  เวทนา  สัญญา  สังขารและวิญญาณไม่เหลือด้วยสามารถแห่งลักษณะรส

ปัจจุปัฎฐานและปทัฎฐานกระทำสภาพแห่งความเสวยอารมณ์ ความรู้สึก  การปรุง

และความเข้าใจ   และประเภทแห่งสุขเป็นต้น   รูปสัญญาเป็นต้น  ผัสสะเป็นต้น

จักขุวิญญาณเป็นต้น   ให้เป็นอาทิ.    ก็แต่ว่าท่านกล่าวถึงความเห็นเหตุเกิดแห่ง

เวทนา   สัญญา   สังขารและวิญญาณทั้งหลายที่กำหนดไว้อย่างนี้ด้วยบทว่า  อิติ

เวทนาย สมุทโย เป็นต้น.  บทว่า  อิติ  แม้ในบทนั้นก็มีความว่า อย่างนี้เป็น

เหตุเกิดดังนี้.   ความพิสดารแม้ของบทเหล่านั้นว่า  เพราะอวิชชาเกิด  เวทนาจึง

เกิด   พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในรูปนั้นและ.     แต่มีความแปลกออกไปดังนี้.

ในขันธ์ ๓  ไม่ควรกล่าวว่า   เพราะอาหารเกิด   ควรกล่าวว่า   เพราะผัสสะเกิด.

ในวิญญาณขันธ์     ควรกล่าวว่า   เพราะนามรูปเกิด.      แม้บทว่าความดับพึง

ประกอบด้วยสามารถแห่งบทเหล่านั้นนั่นแล.  นี้เป็นสังเขปในบทนี้.  ข้อวินิจฉัย

ความเกิดและความเสื่อมอย่างพิสดารบริบูรณ์ด้วยประการทั้งปวง   ท่านกล่าวไว้


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 140

แล้วในวิสุทธิมรรค.    บทว่า  เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นทรงพิจารณาเห็นความเกิด

และความเสื่อมในอุปาทานขันธ์  ๕  อยู่    ความว่า  เมื่อพระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้น

พิจารณาเห็นความเกิดและความเสื่อมด้วยสามารถลักษณะ ๕๐ ถ้วน    ในอุปา-

ทานขันธ์  ๕  มีรูปเป็นต้นเหล่านี้อยู่  เมื่อวิปัสสนาญาณเจริญแล้วตามลำดับ

จิตไม่ยึดมั่นเพราะไม่เกิด     ย่อมพ้นจากกิเลสทั้งหลายกล่าวคือ  อาสวะดับสนิท

ด้วยอนุปาทนิโรธ. จิตนั้นชื่อว่าย่อมพ้นในขณะมรรค  ชื่อว่าพ้นแล้วในขณะผล

หรือว่าพ้นแล้วและจะพ้นในขณะมรรค        เป็นอันพ้นแล้วในขณะผลนั่นเอง.

ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล พระมหาบุรุษทรงพ้นแล้วจากเครื่องผูกมัดทั้งปวง มีพระ-

สันดานเบิกบานดุจประทุมต้องแสงอาทิตย์ฉะนั้น  มีพระดำริบริบูรณ์ประทับนั่ง

ณ โพธิบัลลังก์  ทรงกระทำมรรคญาณ ๔  ผลญาณ ๔  ปฏิสัมภิทา  ๔  ญาณ

กำหนดกำเนิด  ๔  ญาณกำหนด  ๕   อสาธารณญาณ ๖   และพระพุทธคุณ

ทั้งมวลให้อยู่ในเงื้อมพระหัตถ์.  ทรงกระทำไว้ในพระทัยอย่างนี้ว่า

เราแล่นไปสิ้นสงสารหลายชาติ  แสวงหา

ช่างทำเรือนไม่พบ การเกิดบ่อย ๆ  เป็นทุกข์

ดูก่อนช่างทำเรือน  เราพบท่านแล้ว  ท่าน

จะไม่ทำเรือนอีก  เราหักซี่โครงของท่านหมดแล้ว

เรารื้อเรือนยอดเสียแล้ว จิตของเราไม่ได้

ปรุงแต่งแล้ว  เราได้บรรลุความสิ้นตัณหาแล้ว

ไม่มีคติเพื่อประกาศแก่ผู้ที่พ้นโดยชอบ

ผู้ข้ามโอฆะอันผูกมัดด้วยกาม  ผู้บรรลุ

สุขอันไม่หวั่นไหว  เหมือนอันใคร ๆ ไม่รู้

คติของผู้ทำลายท่อนเหล็กอันรุ่งเรือง

ด้วยพระเวท  เป็นผู้สงบโดยลำดับฉะนั้น


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 141

ทรงรุ่งเรืองดุจพระอาทิตย์ในสารทกาลและดุจพระจันทร์ในวันเพ็ญ.

จบภาณวารกถาที่  ๒

พึงทราบในภาณวารที่ ๓.  บทว่า  ยนฺนูนาห  ธมฺม  เทเสยฺย  ความว่า

ไฉนหนอ  เราจะพึงแสดงธรรม.  ก็วิตกนี้เกิดขึ้นแล้วเมื่อไร.  เกิดขึ้นในสัปดาห์

ที่ ๘ ของผู้เป็นพระพุทธเจ้า.

ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า  วิปัสสีนั้นเป็นพระพุทธเจ้า

แล้วประทับนั่ง ณ โพธิบัลลังก์ตลอดสัปดาห์  ประทับยืนเพ่งดูโพธิบัลลังก์ตลอด

สัปดาห์   เสด็จจงกรม  ณ  เรือนแก้วตลอดสัปดาห์   ประทับนั่งเฟ้นพระธรรม

ณ เรือนแก้วตลอดสัปดาห์  ประทับนั่ง ณ อชปาลนิโครธตลอดสัปดาห์  ประทับ

นั่ง  ณ  โคนมุจลินท์ตลอดสัปดาห์     ประทับนั่ง  ณ  ราชายตนะตลอดสัปดาห์

เสด็จลุกจากราชายตนะนั้น    พอพระองค์เสด็จมาในสัปดาห์ที่  ๘ ประทับนั่ง ณ

อชปาลนิโครธอีก       ความวิตกนี้และความวิตกนอกเหนือจากนี้ที่พระพุทธเจ้า

ประพฤติและพระพฤติมาอย่างสม่ำเสมอเกิดขึ้นแล้วแก่พระพุทธเจ้าทั้งปวง.

ในบททั้งหลายเหล่านั้น   บทว่า  อธิคโต   คือแทงตลอดแล้ว.   บทว่า

ธมฺโม  ได้แก่ ธรรมคืออริยสัจ ๔.  บทว่า คมฺภีโร นี้  เป็นชื่อของการปฏิเสธ

ความเป็นของตื้น.  บทว่า  ทุทฺทโส ความว่า เป็นธรรมที่เห็นได้ยาก  คือเป็น

ธรรมอันบุคคลเห็นโดยยาก    คือไม่สามารถเห็นง่าย     เพราะเป็นธรรมลึกซึ้ง.

เพราะเป็นธรรมที่เห็นได้ยาก จึงเป็นธรรมที่รู้ตามยากอันบุคคลพึงตรัสรู้โดยยาก

คือไม่สามารถตรัสรู้ได้โดยง่าย.    บทว่า  สนฺโต    คือดับสนิทแล้ว.    บทว่า

ปณีโต     คือไม่เร่าร้อน     ทั้งสองบทนี้ท่านกล่าวหมายถึง  โลกุตตระนั่นเอง.

บทว่า  อตกฺกาวจโร  ความว่า  ไม่ควรคาดคะเน    คือไม่ควรหยั่งลงด้วยการ

ตรึก    ควรคาดคะเนด้วยญาณเท่านั้น.  บทว่า  นิปุโณ  คือละเอียด.   บทว่า


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 142

ปณฺฑิตเวทนีโย  ความว่า อันบัณฑิตผู้ปฏิบัติปฏิปทาชอบพึงรู้ได้.   บทว่า

อาลยรามา   ความว่า  สัตว์ทั้งหลายย่อมติดในกามคุณ ๕   เพราะฉะนั้น  สัตว์

เหล่านั้นท่านกล่าวว่า   อาลยา.    สัตว์ทั้งหลายย่อมอยู่กับความพัวพันวิปริตของ

ตัณหา ๑๐๘   เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อาลยา.  สัตว์ทั้งหลายย่อมยินดีด้วย

อาลัยเหล่านั้น   เพราะฉะนั้น  จึงชื่อว่า อาลยรามา   คือมีอาลัยเป็นที่ยินดี.  สัตว์

ทั้งหลายยินดีแล้วในอาลัย   เพราะฉะนั้น  จึงชื่อว่า  อาลยรตา    คือยินดีแล้วใน

อาลัย.  สัตว์ทั้งหลายเบิกบานแล้วด้วยดีในอาลัยทั้งหลาย   เพราะฉะนั้น  จึงชื่อว่า

อาลยสมฺมุทิตา   คือเบิกบานแล้วในอาลัย.   สัตว์ทั้งหลายย่อมยินดีด้วยอาลัย

ในกามและอาลัยในตัณหาแม้เหล่านี้         เป็นผู้เบิกบานกระสันในสังสารวัฏอยู่

เหมือนพระราชาเสด็จประพาสพระราชอุทยาน    อันสมบูรณ์ด้วยรุกขชาติที่เต็ม

ไปด้วยดอกและผลเป็นต้น ซึ่งตกแต่งไว้เป็นอย่างดี  ทรงรื่นรมย์เบิกบานชื่นชม

เพลิดเพลินด้วยสมบัตินั้น   ๆ ไม่ทรงเบื่อหน่าย  ไม่ทรงพระประสงค์จะเสด็จกลับ

แม้เย็นแล้วฉะนั้น.  ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความอาลัย

แม้ ๒ อย่าง   ดุจภาคพื้นอุทยานแก่สัตว์เหล่านั้น  จึงตรัสว่า อาลยรามา   คือ

มีอาลัยเป็นที่ยินดีดังนี้เป็นต้น.  บทว่า ยทิท  เป็นนิบาต. พึงทราบความอย่างนี้

ว่า  บทว่า  ย  อิท   หมายถึงฐานะของบทนั้น.  บทว่า  โย   อย  หมายถึง

ปฏิจุจสมุปบาท. ปัจจัยของบททั้งสองนี้ว่า  อิทปฺปจฺจยตา  ปฏิจฺจสมุปฺปาโท

ชื่อ อิทัปปัจจยา      คือสิ่งนี้เป็นปัจจัยของสิ่งนี้.    ชื่อว่า  อิทปฺปจฺจยตา  และ

ปฏิจฺจสมุปฺปาโท  เพราะความที่สิ่งนี้เป็นปัจจัยของสิ่งนี้  และปัจจัยอันเป็นที่

อาศัยกันเกิดขึ้น.   บทนี้เป็นชื่อของ อวิชฺชา เป็นต้น  อันเป็นปัจจัยแห่งสังขาร

เป็นต้น.  บททั้งหมดว่า  สพฺพสงฺขารสมโถ  เป็นต้น  เป็นนิพพานอย่างเดียว.

เพราะความดิ้นรนของสังขารทั้งปวงอาศัยนิพพานนั้นย่อมสงบย่อมระงับ  ฉะนั้น

ท่านจึงกล่าวว่า  สพฺพสงฺขารสมโถ   คือ  เป็นที่ระงับแห่งสังขารทั้งปวงดังนี้.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 143

อนึ่ง เพราะกิเลสทั้งปวงเป็นอันสลัดทิ้งไปได้   ตัณหาทั้งปวงสิ้นไป   กิเลสราคะ

ทั้งปวงคลายไป  ทุกข์ทั้งปวงดับไป  เพราะอาศัยนิพพานนั้น    ฉะนั้น  ท่านจึง

กล่าวว่า  สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค   คือ  เป็นที่สลัดกิเลสทั้งปวง  ตณฺหกฺขโย

เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา วิราโค  คลายความกำหนัด  นิโรโธ   ดับทุกข์  ดังนี้.

ก็ตัณหานั้นย่อมนำไป  คือร้อยรัดภพด้วยภพหรือกรรมกับด้วยผลกรรม  เพราะ

ฉะนั้น    ท่านจึงกล่าวว่า  ตัณหาการทำการร้อยรัด.   ชื่อนิพพานเพราะออกจาก

เครื่องร้อยรัดนั้น   บทว่า  โส  มมสฺส  กิลมโถ  ความว่า  การแสดงธรรมแก่

ผู้ไม่รู้พึงเป็นความลำบากของเรา.     เป็นอันท่านกล่าวว่า  พึงเป็นความลำบาก

ทางกาย   และพึงเป็นการเบียดเบียนทางกาย.   ก็แต่ว่าทั้งสองนี้มิได้มีในดวงจิต

ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

บทว่า  อปิสฺสุ  เป็นนิบาตในอรรถว่า  พอกพูน.  นิบาตนั้น  แสดงว่า

มิใช่ได้มีความวิตกนี้อย่างเดียว   แม้คาถาเหล่านี้ก็แจ่มแจ้งแล้ว.   ในบททั้งหลาย

ว่า วิปสฺสึ  เป็นอาทิความว่า    พระวิปัสสีพระผู้มีพระภาค    เป็นพระอรหันต

สัมมาสัมพุทธเจ้า.

บทว่า  อนจฺฉริยา  คือ  อัศจรรย์น้อย.  บทว่า  ปฏิภสุ  ความว่า

ธรรมเป็นโคจรทั้งหลายได้เกิดแก่ญาณกล่าวคือปฏิภาน    ถึงซึ่งความเป็นธรรม

พึงปริวิตก.

บทว่า   กิจฺเฉน  ความว่า  โดยยาก คือ มิใช่เพื่อปฏิบัติยาก.    เพราะ

แม้มรรค ๔  ก็ย่อมเป็นข้อปฏิบัติง่ายของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.  บทนี้ท่านกล่าว

หมายถึงการปฏิบัติเพื่อได้คุณวิเศษมาของท่านที่ยังมีราคะ  มีโทสะ  และมีโมหะ

ในเวลาบำเพ็ญบารมีนั้นเองให้สิ่งเป็นต้น     อย่างนี้    คือ    ตัดศรีษะที่ประดับ

ตกแต่งแล้ว  เอาเลือดออกจากคอ    ควักดวงตาทั้งสองข้างที่หยอดยาไว้อย่างดี

สละบุตรผู้จะดำรงวงศ์ตระกูล  สละภรรยา  ผู้มีความประพฤติเป็นที่พอใจ   แก่


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 144

ผู้ขอทั้งหลายที่พากันมา    และถึงอย่างอื่นมีการตัดและทำลายในอัตภาพ เช่น  กับ

ขันติวาทีดาบสเป็นต้น.   ห  อักษรในบทว่า หล  นี้เป็นเพียงนิบาต  แปลว่า  ควร.

บทว่า  ปกาสิตุ   คือเพื่อแสดง   คือเมื่อคนบรรลุธรรมได้ยากอย่างนี้     ก็ไม่

ควรแสดง  คือควรแสดงกับคนฉลาด   ท่านอธิบาย่ว่า   ประโยชน์อะไรด้วยการ

แสดง.  บทว่า  ราคโทสปเรเตหิ  คือถูกราคะโทสะครอบงำ  หรือราคะโทสะ

ติดตามไป.   บทว่า  ปฏิโสตคามึ  ความว่าสัจจธรรม ๔ อันถึงแล้วอย่างนี้ว่า

เป็นธรรมทวนกระแสแห่งความเที่ยงเป็นต้น      คือ   ความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ไม่

มีตัวตนและไม่งาม.   บทว่า  ราครตฺตา  ความว่า   ถูกกามราคะ   ภวราคะและ

ทิฐิราคะย้อมไว้.    บทว่า  น  ทกฺขนฺติ    ความว่า   สัตว์ทั้งหลายจักไม่เห็น

ตามความเป็นจริงนี้ว่า    เป็นของไม่เที่ยง     เป็นทุกข์    ไม่มีตัวตนไม่งามดังนี้

ใครเล่าจักอาจเพื่อให้ผู้ที่ไม่เห็นเหล่านั้น  ถือเอาอย่างนี้ได้.  บทว่า   ตโมกฺขนฺ

เธน  อาวุฏา  ความว่า  ถูกกองอวิชชาหุ้มห่อไว้.

บทว่า  อปฺโปสฺสุกฺกตาย   ความว่า  เพราะไม่ประสงค์จะทรงแสดง

โดยความเป็นผู้ไม่มีความขวนขวาย. ก็เพราะเหตุไร พระทัยของพระองค์จึงน้อม

ไปอย่างนี้เล่า      พระองค์ทรงการทำความปรารถนาไว้ว่า      เรานั่นพ้นแล้ว

จักปลดเปลื้องสัตว์     เราข้ามได้แล้วจักให้สัตว์ข้ามบ้าง

จะได้ประโยชน์อะไร    ด้วยเราผู้รู้แจ้งธรรมในโลกนี้แล้วจะ

ไม่ให้ผู้อื่นรู้บ้าง  เราบรรลุสัพพัญญุตญาณแล้ว  จักยังสัตว์พร้อมด้วย

เทวดาให้ข้ามพ้นไป   ดังนี้  มิใช่หรือ  แล้วทรงบำเพ็ญบารมีจนได้บรรลุ

พระสัพพัญญุตญาณ.     ข้อนั้นเป็นความจริง   แต่จิตของพระองค์ทรงน้อมไป

อย่างนั้นด้วยอานุภาพแห่งการพิจารณา. จริงอยู่เมื่อพระองค์บรรลุสัพพัญญุตญาณ

แล้ว  ทรงพิจารณาถึงความที่สัตว์ทั้งหลายยังยึดกิเลสอยู่   และความที่พระธรรม

เป็นธรรมลึกซึ้ง  ความที่สัตว์ทั้งหลายยังยึดถือกิเลสอยู่    และความที่พระธรรม


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 145

เป็นธรรมลึกซึ้ง     ปรากฏโดยอาการทั้งปวง.  เมื่อเป็นเช่นนั้น    เมื่อพระองค์

ทรงดำริว่า  สัตว์เหล่านี้แลเต็มไปด้วยกิเลสเศร้าหมองยิ่งหนัก  ถูกราคะย้อม  ถูก

โทสะครอบงำ  ลุ่มหลงไปด้วยโมหะ ดุจน้ำเต้าเต็มไปด้วยน้ำส้ม  ดุจถาดเต็มไป

ด้วยเปรียง   ดุจผืนผ้าขี้ริ้วชุ่มไปด้วยมันเหลวและน้ำมัน   ดุจมือเปื้อนไปด้วยยา

หยอดตา    เขาเหล่านั้นจักรู้แจ้งแทงตลอดไปได้อย่างไร     ดังนี้   จิตจึงน้อมไป

อย่างนั้น  ด้วยอานุภาพแห่งการยึดถือกิเลสและการพิจารณา. อนึ่ง  พระธรรมนี้

ลึกซึ้งดุจลำน้ำหนุนแผ่นดินไว้   เห็นได้ยาก    ดุจเมล็ดผักกาดที่ถูกภูเขากำบังไว้

ตั้งอยู่    และรู้ตามได้ยาก   ดุจการแยกปลายด้วยปลายของขนสัตว์ที่ผ่าออก ๑๐๐

ส่วน.    จริงอยู่    เราพยายามเพื่อรู้แจ้งแทงตลอด   ธรรมนี้ไม่มีทานที่ไม่ได้ให้

ไม่มีศีลที่ไม่ได้รักษา   ไม่มีบารมีที่ไม่ได้บำเพ็ญมิใช่หรือ   แม้เมื่อเรากำจัดมาร

และเสนามารดุจไร้ความอุตสาหะ    แผ่นดินก็ไม่หวั่นไหว     แม้เมื่อเราระลึกถึง

ขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในชาติก่อนในปฐมยามได้ก็ไม่หวั่นไหว       แม้เมื่อเราชำระ

ทิพพจักษุในมัชฌิมยาม  ก็ไม่หวั่นไหว   แต่เมื่อเรารู้แจ้งแทงตลอดปฏิจจสมุป-

บาทในปัจฉิมยาม     แผ่นดินหมื่นโลกธาตุได้หวั่นไหวแล้ว   ด้วยประการดังนี้

แม้ชนเช่นเรายังรู้แจ้งแทงตลอดธรรมนี้ด้วยญาณอันกล้าได้โดยยากถึงเพียงนี้

แล้ว    มหาชนชาวโลกจักรู้แจ้งแทงตลอด   ธรรมนั้นได้อย่างไร   เพราะเหตุนั้น

พึงทราบว่า  จิตของพระองค์น้อมไปแล้วอย่างนั้น  แม้ด้วยอานุภาพแห่งความที่

พระธรรมเป็นธรรมลึกซึ้งและด้วยการพิจารณาดังนี้.   อีกอย่างหนึ่ง  เมื่อพระ-

พรหมทูลวิงวอน จิตของพระองค์ก็น้อมไปอย่างนี้  เพราะมีพระประสงค์จะแสดง.

จริงอยู่   พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบว่า   เมื่อจิตของเราน้อมไปเพราะความที่

เราเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย        มหาพรหมวิงวอนเราเพื่อขอให้แสดงธรรม

ก็สัตว์เหล่านี้เป็นผู้เคารพพรหม   เมื่อรู้ว่ามีข่าวว่า พระศาสดาไม่มีพระประสงค์

จะแสดงธรรมแก่พวกเรา     ทีนั้น    มหาพรหมทูลวิงวอนพระองค์ให้แสดงแล้ว


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 146

ผู้เจริญทั้งหลาย   พระธรรมสงบหนอ   ประณีตหนอดังนี้  จักตั้งใจฟัง  ดังนี้.

พึงทราบว่า  อาศัยเหตุนี้   จิตของพระองค์จึงน้อมไป  เพื่อความที่พระองค์เป็น

ผู้มีความขวนขวายน้อย  ไม่น้อมไปเพื่อจะทรงแสดงธรรม.

ในบทว่า  อญฺตรสฺส  นี้  ท่าวกล่าวว่า อญฺตโร  ก็จริง  ถึงดังนั้น

พึงทราบว่า นั่นคือมหาพรหมผู้ใหญ่ในจักรวาลนี้.  บทว่า  นสฺสติ  วต  โภ  โลโก

ความว่า    นัยว่ามหาพรหมนั้นเปล่งเสียงนี้     โดยที่หมู่พรมใน   หมื่นโลกธาตุ

สดับแล้ว  ทั้งหมดประชุมกัน.  บทว่า  ยตฺร  หิ นาม  คือในโลกชื่อใด.   บทว่า

ปุรโต ปาตุรโหสิ   ความว่า  มหาพรหมได้ปรากฏพร้อมกับพรหมหนึ่งหมื่น

เหล่านั้น.  บทว่า อปฺปรชกฺขชาติกา     ความว่า ธุรี คือราคะโทสะและโมหะ

เบาบาง   คือนิดหน่อย   ในดวงตาอันสำเร็จด้วยปัญญา   สภาพอย่างนี้ของสัตว์

ทั้งหลายเหล่านั้นยังมีอยู่ เพราะเหตุนั้น สัตว์ทั้งหลายชื่อว่า  อปฺปรชกฺขชาติกา

คือ  มีกิเลศเพียงดังธุลีในจักษุเบาบาง.  บทว่า อสฺสวนตา คือเพราะมิได้ฟัง.

บทว่า  ภวิสฺสนฺติ  ความว่า  ท่านแสดงว่า  สัตว์ทั้งหลายผู้สร้างสมบุญไว้แล้ว

ถึงความแก่กล้าในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน     ด้วยสามารถบุญกิริยาวัตถุ  ๑๐ หวัง

พระธรรมเทศนาอย่างเดียวเหมือนประทุมชาติหวังแสงอาทิตย์     เป็นผู้ควรหยั่ง

ลงสู่อริยภูมิ  ในเมื่อจบคาถา ๔  บท ไม่ใช่คนเดียว  ไม่ใช่สองคน มีหลายแสน

จักเป็นผู้รู้ธรรม  ดังนี้.

บทว่า อชฺเฌสน  คือวิงวอนอย่างนี้  ๓ ครั้ง.  บทว่า  พุทฺธจกฺขุนา

ความว่า  ด้วยปรีชากำหนดรู้ความหย่อนและยิ่ง    แห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย

และด้วยอาสยานุสยญาณ.  บทว่า พุทฺธจกฺขุ เป็นชื่อแห่งญาณทั้งสองนี้.  บทว่า

สมนฺตจกฺขุ  เป็นชื่อแห่งพระสัพพัญญุตญาณ.  บทว่า  ธมฺมจกฺขุ  เป็นชื่อแห่ง

มรรคญาณ ๓.  ในบทว่า  อปฺปรชกฺเข  เป็นต้น ความว่า   สัตว์ที่มีธุลีมีราคะ

เป็นต้น  ในปัญญาจักษุน้อยโดยนัยที่กล่าวนั้นแล.  ชื่อว่า  อปฺปรชกฺขา  คือมี


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 147

กิเลสเพียงดังธุลีในจักษุน้อย.    สัตว์ที่มีธุลีมีราคะเป็นต้นนั้นในปัญญาจักษุมาก

ชื่อว่ามหารชกฺขา   คือมีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุมาก. สัตว์ที่มีอินทรีย์มีศรัทธา

เป็นต้น แก่กล้า  ชื่อว่า ติกฺขินฺทฺริยา คือ มีอินทรีย์แก่กล้า.   สัตว์ที่มีอินทรีย์

เหล่านั้นอ่อน ชื่อว่า  มุทุนฺทฺริยา  คือ มีอินทรีย์อ่อน.  สัตว์ที่มีอาการมีศรัทธา

เป็นต้น    เหล่านั้นดี   ชื่อ  สฺวาการา  คือมีอาการดี.  สัตว์ที่กำหนดเหตุที่กล่าว

สามารถให้รู้ได้ง่าย ชื่อว่า สุวิญฺาปยา  คือให้รู้แจ้งได้ง่าย.  สัตว์ที่เห็นปรโลก

และโทษโดยความเป็นภัยชื่อว่า ปรโลกวชฺชภยทสิสาวิโน  คือมักเห็นปรโลก

และโทษโดยความเป็นภัย.

ก็ในเรื่องที่มีบาลีดังนี้   บุคคลที่มีศรัทธามีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุน้อย

บุคคลผู้ไม่มีศรัทธามีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุมาก    บุคคลผู้ปรารภความเพียรมี

กิเลสเพียงดังธุลีในจักษุน้อย    บุคคลผู้เกียจคร้านมีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุมาก

บุคคลผู้มีสติตั้งมั่นมีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุน้อย  บุคคลผู้มีสติลุ่มหลง  มีกิเลส

เพียงดังธุลีในจักษุมาก บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น  มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุน้อย บุคคล

ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นมีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุมาก  บุคคลผู้มีปัญญามีกิเลสเพียงดังธุลี

ในจักษุน้อย  บุคคลผู้มีปัญญาทราบมีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุมาก  เช่นเดียวกัน

บุคคลผู้มีศรัทธามีอินทรีย์แก่กล้า ฯลฯ  บุคคลผู้มีปัญญามักเห็นโลกอื่นและโทษ

ด้วยความเป็นภัย      บุคคลผู้มีปัญญาทรามมักไม่เห็นโลกอื่นและโทษโดยความ

เป็นภัย.

บทว่า โลโก  ได้แก่  ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก  สมบัติภวโลก

วิบัติภวโลก  สมบัติและวิบัติภวโลก  วิบัติสัมปัติภวโลก  โลกหนึ่ง  คือ สัตว์

ทั้งหลายทั้งปวงอยู่ได้ด้วยอาหาร  โลก ๒ คือ นามและรูป โลก ๓ คือ เวทนา ๓

โลก  ๔  คืออาหาร  ๔  โลก  ๕  คือ  อุปาทานขันธ์  ๕  โลก  ๖  คืออายตนะภายใน

๖ โลก ๗ คือภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ ๗ โลก ๘ คือ โลกธรรม ๘ โลก ๙ คือ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 148

ภพเป็นที่อยู่ของสัตว์ ๙  โลก ๑๐  คือ อายตนะ  ๑๐  โลก ๑๒ คือ อายตนะ ๑๒

โลก ๑๘ คือ  ธาตุ ๑๘.

บทว่า  วชฺช  ได้แก่ กิเลสทุกชนิด    เป็นโทษทุจริตทุกชนิดเป็นโทษ

อภิสังขารทุกชนิดเป็นโทษ กรรมคือการไปสู่ภพทุกชนิดเป็นโทษ  ด้วยประการ

ฉะนี้ ทั้งในโลกนี้ทั้งโทษนี้      เป็นอันปรากฏความหมายรู้โดยความเป็นภัยอย่าง

แรงกล้าเหมือนเพชฌฆาตเงื้อดาบ   พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี  ทรงรู้

ทรงเห็น  ทรงรู้ยิ่ง   ทรงแทงตลอดอินทรีย์ ๕ เหล่านี้    ด้วยอาการ ๕๐ เหล่านี้

นี้เป็นพระปรีชากำหนดรู้ความหย่อนและยิ่งของอินทรีย์ทั้งหลายของพระตถาคต.

บทว่า  อุปฺปลินิย  คือ ในกอบัว. แม้ในบทนอกนี้ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า  อนฺโตนิมุคฺคโปสีนิ คือ ดอกบัวแม้เหล่าอื่นใดจมอยู่ในน้ำอันน้ำเลี้ยงไว้.

บทว่า อุทก  อจฺจุคฺคมฺม  ติฏฺนฺติ  คือบัวบางเหล่าตั้งขึ้นพ้นน้ำ.  ในบทนั้น

อธิบายว่า    บัวบางเหล่าที่ตั้งขึ้นพ้นน้ำคอยรอสัมผัสแสงอาทิตย์แล้วบานใน

วันนี้.  บางเหล่าตั้งอยู่เสมอน้ำจักบานในวันพรุ่งนี้.  บางเหล่ายังจมอยู่ภายในน้ำ

อันน้ำเลี้ยงไว้จักบานในวันที่ ๓.     แต่ว่ายังมีดอกบัวเป็นต้นที่มีโรคแม้เหล่าอื่น

ไม่ขึ้นพ้นจากน้ำแล้ว  ดอกบัวเหล่าใด จักไม่บาน  จักเป็นภักษาแห่งปลาและเต่า

อย่างเดียว   ดอกบัวเหล่านั้น  ท่านไม่ควรนำขึ้นสู่บาลีได้แสดงไว้ชัดแล้ว.

บุคคล ๔ จำพวก คือ อุคฆฏิตัญญู  วิปจิตัญญู  เนยยะ   ปทปรมะ

ก็เปรียบเหมือนดอกบัว  ๔ เหล่านั้นแล.

ในบุคคล ๔  จำพวกนั้น   บุคคลที่ตรัสรู้ธรรมพร้อมกับเวลาที่ท่านยก

ขึ้นแสดง ชื่อ อุคฆฏิตัญญู.    บุคคลที่ตรัสรู้ธรรมเมื่อท่านแจกความแห่งคำย่อ

โดยพิสดาร     ชื่อว่า  วิปจิตัญญู.   บุคคลที่ตรัสรู้ธรรมโดยลำดับด้วยความ

พากเพียรท่องจำ    ด้วยการไต่ถาม  ด้วยทำไว้ในใจโดยแยบคาย  ด้วยคบหา

สมาคมกับกัลยาณมิตร   ชื่อว่า  เนยยะ.     บุคคลที่ไม่ตรัสรู้ธรรมได้ในชาตินั้น

แม้เรียนมาก   ทรงไว้มาก   สอนเขามาก   ชื่อว่า   ปทปรมะ.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 149

ในบทนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดู     หมื่นโลกธาตุ     เช่นกับ

ดอกบัว เป็นต้น   ได้ทรงเห็นแล้วว่า  บุคคลจำพวก อุคฆฏิตัญญู  ดุจดอกบัว

จะบานในวันนี้     บุคคลจำพวก   วิปจิตัญู  ดุจดอกบัวจักบานในวันพรุ่งนี้

บุคคลจำพวกเนยยะ  ดุจดอกบัวจักบานในวันที่ ๓  บุคคลจำพวกปทปรมะ  ดุจ

ดอกบัวอันเป็นภักษาแห่งปลาและเต่า.  อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงตรวจดู

ได้ทรงเห็นโดยอาการทั้งปวงอย่างนี้ว่า    สัตว์มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุน้อย  มี

ประมาณเท่านี้   สัตว์มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุมากมีประมาณเท่านี้    แม้ในสัตว์

เหล่านั้นจำพวกที่เป็น อุคฆฏิตัญญู มีประมาณเท่านี้  ดังนี้.  ในสัตว์  ๔ จำพวก

นั้น    การแสดงธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า   ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่บุคคล ๓

จำพวกในอัตภาพนี้แล.  พวกปทปรมะจะมีวาสนาเพื่อประโยชน์ในอนาคต.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศพระธรรมเทศนา  อันนำมา

ซึ่งประโยชน์แก่บุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้แล้ว      ยังความเป็นผู้มีพระประสงค์จะ

ทรงแสดงให้เกิดขึ้น ได้ทรงจัด สัตว์แม้ทั้งปวงในภพ ๓ ใหม่  ให้เป็นสองส่วน

ด้วยสามารถแห่งภัพสัตว์     และอภัพสัตว์      สัตว์ที่ท่านกล่าวหมายถึงนั้นคือ

สัตว์เหล่าใดประกอบด้วย  กัมมาวรณะ  วิปากาวรณะ  กิเลสาวรณะ  ไม่มี

ศรัทธา   ไม่มีความพยายาม   มีปัญญาทราม   เป็นผู้ไม่ควรก้าวลงสู่ความชอบ

ในธรรมทั้งหลาย  ที่เป็นกุศลอย่างแน่นอน  สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้นั้นเป็นอภัพสัตว์

ภัพสัตว์เป็นไฉน สัตว์เหล่าใดไม่ประกอบด้วย  กัมมาวรณะ  ฯลฯ  สัตว์ทั้งหลาย

เหล่านี้นั้นเป็นภัพสัตว์ ดังนี้.  ในบทนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละ อภัพบุคคล

แม้ทั้งหมด   ทรงกำหนดภัพบุคคลอย่างเดียวด้วยพระญาณ  ได้ทรงจัดให้เป็น

๖ ส่วน คือ สัตว์จำพวกราคจริตประมาณเท่านี้    สัตว์จำพวกโทสจริต โมหจริต

วิตักกจริต  ศรัทธาจริต  พุทธิจริต  มีประมาณเท่านี้.   ครั้นทรงจัดอย่างนี้แล้ว

จึงทรงพระดำริว่า   เราจักแสดงธรรม   ดังนี้.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 150

พรหมครั้นทราบดังนั้นแล้ว    เกิดโสมนัส    ได้กราบทูลพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าด้วยคาถาหลายคาถา.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   อถโข  โส  ภิกฺขเว  มหาพฺรหฺมา

เป็นต้น ทรงหมายถึงข้อนี้.  ในบทเหล่านั้น บทว่า  อชฺฌภาสิ  ตัดบทเป็นอธิ

อภาสิ.  อธิบายว่า  ได้กราบทูลปรารภยิ่งในรูป.

บทว่า  เสเล  ยถา  ปพฺพตมุทฺธนิฏิโต   คือเหมือนคนยืนอยู่บน

ภูเขาหินล้วน. จริงอยู่ เมื่อคนยืนอยู่บนยอดภูเขานั้นก็ไม่มีกิจเป็นต้นว่า  ยก และ

ยึดคอ  แม้เพื่อจะดู.   บทว่า  ตถูปม  ความว่า เปรียบด้วยสิ่งนั้น  คือ  เปรียบ

ด้วยภูเขาหินล้วน.     ก็ความสังเขปในเรื่องนี้มีดังนี้.     บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บน

ยอดเขาหินล้วนพึงเห็นหมู่ชนโดยรอบฉันใด ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์

เป็นผู้มีปัญญาดี    มีจักษุโดยรอบด้วยพระสัพพัญญุตญาณก็ฉันนั้น   เสด็จขึ้นสู่

ปราสาทสำเร็จด้วยธรรมสำเร็จด้วยปัญญา เป็นผู้ปราศจากความโศกด้วยพระองค์

เอง  ทรงพิจารณา  ทรงใคร่ครวญ  ทรงตรวจตรา  หมู่ชนผู้เกลือกกลั้วไปด้วย

ความโศก   ถูกชาติชราครอบงำแล้ว.

ในบทนี้มีอธิบายดังนี้   เหมือนอย่างว่า มนุษย์ทั้งหลาย    กระทำที่ดิน

ผืนใหญ่โดยรอบเชิงภูเขา   แล้วปลูกกระท่อมในแนวพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูก

ณ ที่ดินผืนนั้น   จุดไฟในเวลากลางคืน   อนึ่ง  ที่ดินนั้นพึงมีความมืดประกอบ

ด้วยองค์ ๔    ขณะนั้น  เมื่อบุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนยอดภูเขานั้น    มองดูพื้นที่

ที่ดิน  ไม่ปรากฏ    แนวพื้นที่เพาะปลูก  ไม่ปรากฏ    กระท่อม   ไม่ปรากฏ

พวกมนุษย์ที่นอนในกระท่อมนั้น ไม่ปรากฏ  แต่ปรากฏเพียงเปลวไฟในกระท่อม

ทั้งหลาย  เท่านั้น  ฉันใด  เมื่อพระตถาคตเสด็จขึ้นสู่ธรรมปราสาททรงตรวจดู

หมู่สัตว์  สัตว์ทั้งหลายที่ไม่ได้ทำความดี  แม้นั่ง ณ ข้างพระชานุเบื้องขวา  ใน

ในที่อยู่แห่งเดียวกัน   ก็ฉันนั้น  ก็ไม่มาถึงคลองแห่งพุทธจักษุ  ย่อมเป็นเหมือน


หน้าที่ 51-100
หน้าที่ 151-200