พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 51

มาก   ประมาณหกล้านแปดแสนรูป   ถ้ากระไร   เราพึงอนุญาตภิกษุทั้งหลายว่า

ภิกษุทั้งหลาย   พวกเธอจงเที่ยวจาริกไป  เพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก  เพื่อ

ความสุขแก่ชนเป็นอันมาก  เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก  เพื่อประโยชน์  เพื่อเกื้อกูล

เพื่อความสุข   แก่เทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย    แต่อย่าได้ไปทางเดียวกันสองรูป

เธอทั้งหลายจงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น    งามในท่ามกลาง   งามในที่สุด    จง

ประกาศพรหมจรรย์   พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง

ในโลกนี้  สัตว์พวกนี้ที่มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุเบาบางยังมีอยู่   เพราะไม่ได้ฟัง

ธรรม  สัตว์พวกนั้นจึงเสื่อมเสียไป  ผู้ที่รู้ทั่วถึงธรรมได้จักมี  แต่ว่าโดยหกปี ๆ

ล่วงไป พวกเธอพึงกลับมายังพระนครพันธุมดีราชธานีเพื่อแสดงพระปาติโมกข์.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวมหาพรหมองค์หนึ่ง ได้ทราบความ

รำพึงในพระทัยของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี

ด้วยใจแล้ว   จึงได้หายตัวที่พรหมโลก   ไปปรากฏอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระ

ผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี    เปรียบเหมือนบุรุษที่มี

กำลัง    เหยียดออกซึ่งแขนที่คู้เข้าไว้   หรือคู้เข้าซึ่งแขนที่เหยียดออกไว้   ฉะนั้น.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ทันใดนั้น ท้าวมหาพรหมนั้นกระทำผ้าอุตตราสงค์

เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง  ประนมอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระนามว่าวิปัสสีประทับอยู่  ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคอรหันตมมาสัมพุทธ-

เจ้าพระนามว่าวิปัสสีว่า    ข้าแต่พระผู้มีพระภาค    ข้อนี้เป็นอย่างนั้น   ข้าแต่พระ

สุคต   ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  บัดนี้  ในพระนครพันธุมดีราช

ธานี  มีภิกษุสงฆ์อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก  ประมาณหกล้านแปดแสนรูป    ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ  ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงอนุญาตภิกษุทั้งหลายเถิดว่า    ภิกษุ

ทั้งหลาย   พวกเธอจงเที่ยวจาริกไป  เพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก   เพื่อความ

สุขแก่ชนเป็นอันมาก   เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก  เพื่อประโยชน์  เพื่อเกื้อกูล  เพื่อ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 52

ความสุข   แก่เทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย  แต่อย่าได้ไปทางเดียวกันสองรูป ภิกษุ

ทั้งหลาย  เธอทั้งหลาย  จงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง  งามในที่

สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์

สิ้นเชิงในโลกนี้   สัตว์พวกที่มีกิเสสเพียงดังธุลีในจักษุเบาบางยังมีอยู่  เพราะไม่

ได้ฟังธรรม สัตว์พวกนั้นจึงเสื่อมเสียไป  ผู้ที่รู้ทั่วถึงธรรมได้ยังจักมี  ข้าแต่พระ-

องค์ผู้เจริญ แม้ข้าพระองค์ก็จักกระทำโดยที่จะให้ภิกษุทั้งหลายกลับมายังพระนคร

พันธุมดีราชธานี  เพื่อแสดงพระปาติโมกข์โดยหกปี  ๆ ล่วงไป.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ท้าวมหาพรหมนั้นได้กราบทูลดังนี้แล้วถวายบังคม

พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี   กระทำประทักษิณ

แล้ว   หายไป ณ ที่นั้นเอง.

 

ส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนา

 

[๕๒]   ดูกรภิกษุทั้งหลาย   พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระนามว่าวิปัสสี  ในเวลาเย็น เสด็จออกจากที่เร้นแล้ว  ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย

มาว่า  ภิกษุทั้งหลาย  วันนี้   เราไปเร้นอยู่ในที่ลับ  เกิดความรำพึงในใจว่า  ใน

พระนครพันธุมดีราชธานี  มีภิกษุสงฆ์อาศัยอยู่เป็นจำนวนมากประมาณหกล้าน

แปดแสนรูป   ถ้ากระไร   เราพึงอนุญาตภิกษุทั้งหลายว่า  ภิกษุทั้งหลาย  พวกเธอ

จงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก  เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก

เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก  เพื่อประโยชน์  เพื่อเกื้อกูล  เพื่อความสุขแก่เทพดาและ

มนุษย์ทั้งหลาย    แต่อย่าได้ไปทางเดียวกันสองรูป    เธอทั้งหลายจงแสดงธรรม

งามในเบื้องหน้า  งามในท่ามกลาง  งามในที่สุด  จงประกาศพรหมจรรย์   พร้อม

ทั้งอรรถ  พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง  ในโลกนี้  สัตว์พวกนั้น

จึงเสื่อมเสียไป   ผู้ที่รู้ทั่วถึงธรรมได้ยังจักมี  แต่ว่าโดยหกปี ๆ ล่วงไป พวกเธอ

พึงกลับมายังพระนครพันธุมดีราชธานี  เพื่อแสดงปาติโมกข์  ภิกษุทั้งหลาย ทันใด


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 53

นั้นแล  ท้าวมหาพรหมองค์หนึ่ง  ได้ทราบความรำพึงในใจของเราด้วยใจ  แล้ว

จึงได้หายตัวที่พรหมโลก  มาปรากฏเฉพาะหน้าเรา  เปรียบเหมือนบุรุษที่มีกำลัง

เหยียดออกซึ่งแขนที่คู้เข้าไว้   หรือคู้เข้าซึ่งแขนที่เหยียดออกไว้   ฉะนั้น  ภิกษุ

ทั้งหลาย  ทีนั้น   ท้าวมหาพรหมนั้น   กระทำผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง

ประนมอัญชลีมาทางเราแล้วพูดกะเราว่า   ข้าแต่พระผู้มีพระภาค  ข้อนี้เป็นอย่าง

นั้น   ข้าแต่พระสุคต  ข้อนี้เป็นอย่างนั้น  บัดนี้ในพระนครพันธุมดีราชธานี   มี

ภิกษุสงฆ์อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก  ประมาณหกล้านแปดแสนรูป   ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ  ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงอนุญาตภิกษุทั้งหลายเถิดว่า    ภิกษุทั้งหลาย

พวกเธอจงเที่ยวจาริกไป  เพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก   เพื่อความสุขแก่ชน

เป็นอันมาก   เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก  เพื่อประโยชน์  เพื่อเกื้อกูล  เพื่อความสุข

แก่เทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย   แต่อย่าได้ไปทางเดียวกันสองรูป   ภิกษุทั้งหลาย

เธอทั้งหลายจงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น    งามในท่ามกลาง   งามในที่สุด    จง

ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง

ในโลกนี้    สัตว์พวกที่มีกิเลสเพียงดังธุลีในจักษุเบาบางยังมีอยู่   เพราะไม่ได้ฟัง

ธรรม  สัตว์พวกนั้นจึงเสื่อมเสียไป  ผู้ที่รู้ทั่วถึงธรรมได้ยังจักมี  ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ   แม้ข้าพระองค์ก็จักกระทำโดยที่จะให้ภิกษุทั้งหลายกลับมายังพระนคร

พันธุมดีราชธานี    เพื่อแสดงพระปาฏิโมกข์โดยหกปี  ๆ ล่วงไป   ภิกษุทั้งหลาย

ท้าวมหาพรหมนั้นพูดกะเราดังนี้แล้ว  ไหว้เรา  กระทำประทักษิณ  แล้วหายไป

ในที่นั้นเอง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต  พวกเธอจงเที่ยวจาริกไป  เพื่อประโยชน์

แก่ชนเป็นอันมาก    เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก    เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก

เพื่อประโยชน์   เพื่อเกื้อกูล   เพื่อความสุขแก่เทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย  แต่อย่า

ได้ไปทางเดียวกันสองรูป     ภิกษุทั้งหลาย     เธอทั้งหลายจงแสดงธรรมงามใน


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 54

เบื้องต้น   งามในท่ามกลาง  งามในที่สุด  จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ

พร้อมทั้งพยัญชนะ  บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง  ในโลกนี้  สัตว์พวกที่มีกิเลสเพียง

ดังธุลีในจักษุเบาบางยังมีอยู่   เพราะไม่ได้ฟังธรรม  สัตว์พวกนั้นจึงเสื่อมเสียไป

ผู้ที่รู้ทั่วถึงธรรมได้ยังจักมี   แม้เราก็จักกระทำ  โดยที่ให้พระนครพันธุมดีเป็น

สถานที่อันเธอทั้งหลาย  พึงกลับมาแสดงพระปาติโมกข์โดยหกปี  ๆล่วงไป  ดังนี้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ครั้งนั้นแล  ภิกษุทั้งหลายได้เที่ยวจาริกไปในชนบท

โดยวันเดียวเท่านั้นโดยมาก.

[๕๓]  ก็โดยสมัยนั้นแล     ในชมพูทวีปมีอาวาสอยู่    ๘๔,๐๐๐  อาวาส

เมื่อล่วงไปได้พรรษาหนึ่งแล้ว    เทพดาทั้งหลายได้ร้องประกาศว่า    ข้าแต่ท่าน

ผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย  ล่วงไปพรรษาหนึ่งแล้ว  บัดนี้ยังเหลือห้าพรรษา    โดยอีก

ห้าพรรษาล่วงไป  ท่านทั้งหลายพึงเข้าไปยังพระนครพันธุมดีราชธานี  เพื่อสวด

พระปาติโมกข์  เมื่อล่วงไปได้สองพรรษาแล้ว  เทพดาทั้งหลายได้ร้องประกาศว่า

ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย   ล่วงไปสองพรรษาแล้ว   บัดนี้    ยังเหลือสี่พรรษา

โดยอีกสี่พรรษาล่วงไป  ท่านทั้งหลายพึงเข้าไปยังพระนครพันธุมดีราชธานี  เพื่อ

สวดพระปาติโมกข์    เมื่อล่วงไปได้สามพรรษาแล้ว     เทพดาทั้งหลายได้ร้อง

ประกาศว่า   ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย    ล่วงไปสามพรรษาแล้ว   บัดนี้  ยัง

เหลือสามพรรษา  โดยอีกสามพรรษาล่วงไป  ท่านทั้งหลายพึงเข้าไปยังพระนคร

พันธุมดีราชธานี   เพื่อสวดพระปาติโมกข์    เมื่อล่วงไปได้สี่พรรษาแล้ว   บัดนี้

ยังเหลือสองพรรษา     โดยอีกสองพรรษาล่วงไป     ท่านทั้งหลายพึงเข้าไปยัง

พระนครพันธุมดีราชธานี  เพื่อสวดพระปาติโมกข์ เมื่อล่วงไปได้ห้าพรรษาแล้ว

เทพดาทั้งหลายได้ร้องประกาศว่า    ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย     ล่วงไปห้า

พรรษาแล้ว บัดนี้  ยังเหลือพรรษาเดียว โดยอีกพรรษาเดียวล่วงไป ท่านทั้งหลาย

พึงเข้าไปยังพระนครพันธุมดีราชธานี   เพื่อสวดพระปาติโมกข์    เมื่อล่วงไปได้


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 55

หกพรรษาแล้ว   เทพดาทั้งหลายได้ร้องประกาศว่าล่วงไปหกพรรษาแล้ว   บัดนี้

ถึงเวลาละ    ท่านทั้งหลายพึงเข้าไปยังพระนครพันธุมดีราชธนี    เพื่อสวดพระ-

ปาติโมกข์.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ครั้งนั้นแล  ภิกษุเหล่านั้น บางพวกไปด้วยอิทธา-

นุภาพของตน บางพวกไปด้วยอิทธานุภาพของเทวดา   เข้าไปยังพระนครพันธุม-

ดีราชธานี  โดยวันเดียวเท่านั้น  เพื่อสวดพระปาติโมกข์

 

ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์

 

[๕๔]    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคอรหันต

สัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี   ทรงสวดพระปาติโมกข์ในที่ประชุมพระภิกษุ

สงฆ์ดังนี้-

ขันติคือความทนทานเป็นตบะอย่างยิ่ง    พระพุทธเจ้าทั้ง

หลายตรัสว่า   พระนิพพานเป็นธรรมอย่างยิ่ง   ผู้ทำร้ายผู้อื่น

ผู้เบียดเบียนผู้อื่น     ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต      ไม่ชื่อว่าเป็น

สมณะเลย.

การไม่ทำบาปทั้งสิ้น    การยังกุศลให้ถึงพร้อมการทำจิต

ของตนให้ผ่องใส  นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

การไม่กล่าวร้าย ๑   การไม่ทำร้าย   ๑   ความสำรวมใน

พระปาติโมกข์  ๑      ความเป็นผู้รู้ประมาณในภัตตาหาร   ๑

ที่นอนที่นั่งอันสงัด   ๑    การประกอบความเพียรในอธิจิต  ๑

หกอย่างนี้  เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

[๕๕]   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  สมัยหนึ่ง   เราอยู่ที่ควงไม้พญาสาลพฤกษ์

ในป่าสุภวัน   ใกล้อุกกัฏฐนคร    ภิกษุทั้งหลาย   เมื่อเรานั้นไปเร้นอยู่ในที่ลับ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 56

เกิดความรำพึงในใจว่า   ชั้นสุทธาวาสซึ่งเรามิได้เคยอยู่เลย   โดยเวลาอันยืดยาว

นานนี้  นอกจากเทวดาเหล่าสุทธาวาสแล้ว   ไม่ใช่โอกาสที่ใคร ๆ  จะได้โดยง่าย

ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปหาเทวดาเหล่าสุทธาวาสจนถึงที่อยู่  ภิกษุทั้งหลาย  ทันใด

นั้น   เราได้หายไปที่ควงไม้พญาสาลพฤกษ์   ในป่าสุภวันใกล้อุกกัฏฐนคร  ไป

ปรากฏในพวกเทวดาเหล่าอวิหา   เปรียบเหมือนบุรุษที่มีกำลัง   เหยียดออกซึ่ง

แขนที่คู้เข้าไว้   หรือคู้เข้าซึ่งแขนที่เหยียดออกไว้   ฉะนั้น.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ในหมู่เทพดานั้นแล  เทพดานับร้อยนับพันเป็นอัน

มาก ได้เข้ามาหาเราครั้นเข้ามาหา  ไหว้เราแล้ว ได้ยืนอยู่  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ครั้นเทพดาเหล่านั้นเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์

นับแต่นี้ไป  ๙๑  กัป พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี

เสด็จอุบัติในโลก  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์    พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัม

พุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี   เป็นกษัตริย์โดยพระชาติ    เสด็จอุบัติในขัตติยสกุล

เป็นโกณฑัญญะโดยพระโคตร  มีพระชนมายุประมาณแปดหมื่นปี  พระองค์ได้

ตรัสรู้ที่ควงไม้แคฝอย   มีคู่พระสาวกชื่อว่าพระขัณฑเถระ    และพระติสสเถระ

ซึ่งเป็นคู่อันเจริญ   ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์    การประชุมกันแห่งพระสาวกของ

พระผู้มีภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี  ได้มีแล้วสามครั้ง   ครั้ง

หนึ่ง  มีพระสาวกประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุหกล้านแปดแสนรูป   อีกครั้งหนึ่ง

มีพระสาวกประชุมกันเป็นจำนวนแสนรูป    อีกครั้งหนึ่ง     มีพระสาวกประชุม

กันเป็นจำนวนแปดหมื่นรูป    พระสาวิกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัม-

พุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสีที่ ได้ประชุมกันทั้งสามครั้งนี้  ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ

ทั้งสิ้น  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์  ภิกษุผู้อุปัฏฐากชื่ออโสกะ   ได้เป็นอัครอุปัฏ-

ฐากของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี    พระราชา

พระนามว่า พันธุม  เป็นพระชนก  พระเทวีพระนามว่า  พันธุมดี   เป็นพระชนนี


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 57

บังเกิดเกล้าของพระองค์    พระนครชื่อว่าพันธุดี    เป็นราชธานีของพระเจ้า

พันธุม  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์   การออกมหาภิเนษกรมณ์  การบรรพชา  การ

ตั้งความเพียร  การตรัสรู้    การประกาศพระธรรมจักร    ของพระผู้มีพระภาค

อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสีเป็นอย่างนี้  ๆ  ข้าแต่พระองค์ผู้นิร

ทุกข์  พวกข้าพระองค์นั้น  ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค  พระนาม

ว่าวิปัสสี   คลายกามฉันท์ในกามทั้งหลายแล้วจึงได้บังเกิดในที่นี้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ในหมู่เทพดานั้นเอง    เทพดานับร้อยนับพันเป็น

อันมาก  ได้เข้ามาหาเรา  ครั้นเข้ามาหา  ไหว้เราแล้ว  ได้ยืนอยู่   ณ  ที่ควรส่วน

ข้างหนึ่ง   ครั้นเทพดาเหล่านั้นยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า  ข้าแต่พระองค์

ผู้นิรทุกข์นับแต่นี้ไป ๓๑ กัป  พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนาม

ว่าสิขี    เสด็จอุบัติในโลก    พระองค์เป็นกษัตริย์โดยพระชาติ    เสด็จอุบัติใน

ขัตติยสกุล เป็นโกณฑัญญะโดยโคตร มีพระชนมายุประมาณเจ็ดหมื่นปี พระองค์

ได้ตรัสรู้ควงไม้กุ่มบก    มีพระอภิภูเถระและพระสัมภวเถระ    เป็นคู่พระอัคร

สาวก  ซึ่งเป็นคู่อันเจริญ  การประชุมกันแห่งพระสาวกของพระผู้มีพระภาคอร-

หันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระนามว่าสิขี   ได้มีแล้วสามครั้ง   ครั้งหนึ่งมีพระสาวก

ประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุแสนรูป    อีกครั้งหนึ่งมีพระสาวกประชุมกัน     เป็น

จำนวนภิกษุแปดหมื่นรูป     อีกครั้งหนึ่งมีพระสาวกประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุ

เจ็ดหมื่นรูป  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์  พระสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันต-

สัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี    ที่ได้ประชุมกันทั้งสามครั้งนี้      ล้วนแต่พระ

ขีณาสพทั้งสิ้น  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ภิกษุผู้อุปัฏฐาก  ชื่อเขมังกระ   ได้เป็น

อัครอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี   พระ

ราชาพระนามว่าอรุณะ  เป็นพระชนก  พระเทวีพระนามว่าปภาวดี เป็นพระชนนี

บังเกิดเกล้าของพระองค์ พระนครชื่อว่าอรุณวดี  เป็นราชธานีของพระเจ้าอรุณ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 58

ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์   การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์   การบรรพชา  การตั้ง

ความเพียร  การตรัสรู้ การประกาศพระธรรมจักร   ของพระผู้มีพระภาคอรหันต

สัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี  เป็นอย่างนี้ ๆ  พวกข้าพระองค์นั้น   ประพฤติ

พรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า   พระนามว่าสิขี  คลาย

กามฉันทะในกามทั้งหลายแล้ว   จึงได้บังเกิดในที่นี้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย     ในหมู่เทพดานั้นเอง  เทพดานับร้อยนับพันเป็น

อันมากได้เข้าหาเรา  ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว  ได้ยืนอยู่  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ครั้นเทวดาเหล่านั้นยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์

ในกัปที่   ๓๑  นั้นเอง  พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า    พระนามว่า

เวสสภู  ได้เสด็จอุบัติในโลก    พระองค์เป็นกษัตริย์โดยพระชาติ  เสด็จอุบัติใน

ขันติยสกุลเป็นโกณฑัญญะโดยพระโคตร     มีพระชนมายุประมาณหกหมื่นปี

พระองค์ได้ตรัสรู้ที่ควงไม้สาลพฤกษ์   มีพระโสนเถระและพระอุตตรเถระเป็นคู่

พระอัครสาวกซึ่งเป็นคู่อันเจริญ   ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์    การประชุมกันแห่ง

พระสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระนามว่าเวสสภู   ได้

มีแล้วสามครั้ง  ครั้งหนึ่งมีสาวกประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุแปดหมื่นรูป    อีก

ครั้งหนึ่ง  มีสาวกประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุเจ็ดหมื่นรูป   อีกครั้งหนึ่ง   มีสาวก

ประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุหกหมื่นรูปสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา-

สัมพุทธเจ้าพระนามว่าเวสสภู    ที่ได้ประชุมกันทั้งสามครั้งนี้    ล้วนแต่เป็นพระ

ขีณาสพทั้งสิ้น    ภิกษุผู้อุปัฏฐากชื่อว่าอุปสันตะได้เป็น  อัครอุปัฏฐากของพระผู้มี

พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าเวสสภู   พระราชาพระนามว่า สุปป-

ตีตะเป็นพระชนก   พระเทวีพระนามว่ายสวดี     เป็นพระชนนีบังเกิดเกล้าของ

พระองค์    พระนครชื่อว่าอโนมะเป็นราชธานีของพระเจ้าสุปปตีตะ    ข้าแต่

พระองค์ผู้นิรทุกข์  การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์   การบรรพชา  การตั้งความ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 59

เพียร   การตรัสรู้  การประกาศพระธรรมจักร  ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา

สัมพุทธเจ้าพระนามว่าเวสสภู  เป็นอย่างนี้  ๆ  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์     พวกข้า

พระองค์นั้นประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคพระนามว่าเวสสภู     คลาย

กามฉันท์ในกามทั้งหลายแล้ว   จึงได้บังเกิดในที่นี้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ในหมู่เทพดานั้นเอง    เทพดานับร้อยนับพันเป็น

อันมากได้เข้ามาหาเรา  ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว   ได้ยืนอยู่  ณ  ที่ควรส่วนข้าง

หนึ่ง   ครั้นเทพดาเหล่านั้นยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้

นิรทุกข์  ในภัททกัปนี้เอง พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า

กกุสันธะ  ได้เสด็จอุบัติในโลก    พระองค์เป็นพราหมณ์โดยพระชาติเสด็จอุบัติ

ในพราหมณสกุลเป็นกัสสปะโดยพระโคตร    มีพระชนมายุประมาณสี่หมื่นปี

พระองค์ได้ตรัสรู้ที่ควงไม้ซึก    มีพระวิธูรเถระและพระสัญชีวเถระ    เป็นคู่

พระอัครสาวก  ซึ่งเป็นคู่อันเจริญ  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์  การประชุมกันแห่ง

สาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า  กกุสันธะ  ได้มี

แล้วครั้งเดียว   เป็นจำนวนภิกษุสี่หมื่นรูป   ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์   สาวกของ

พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ   ที่ได้ประชุมกันครั้ง

เดียวนี้   ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น ภิกษุผู้อุปัฏฐากชื่อว่า วุฑฒิชะ ได้เป็น

อัครอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ

พราหมณ์ชื่ออัคคิทัตตะเป็นพระชนก  พราหมณีชื่อว่า  วิสาขา   เป็นพระชนนี

บังเกิดเกล้าของพระองค์  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์  ก็เวลานั้น พระเจ้าเขมะ เป็น

พระเจ้าแผ่นดิน  พระนครชื่อว่า  เขมวดี  เป็นราชธานี   ของพระเจ้าเขมะ   การ

เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์  การบรรพชา  การตั้งความเพียร  การตรัสรู้  การ

ประกาศพระธรรมจักร   ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนาม

ว่ากกุสันธะเป็นอย่างนี้  ๆ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์   พวกข้าพระองค์นั้นประพฤติ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 60

พรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากกุสันธะ      คลายกามฉันท์ในกาม

ทั้งหลายแล้ว  จึงได้บังเกิดในที่นี้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ในหมู่เทพดานั้นเอง    เทพดานับร้อยนับพันเป็น

อันมากได้เข้ามาหาเรา   ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว  ได้ยืนอยู่  ณ ที่ควรส่วนข้าง

หนึ่ง  ครั้นเทวดาเหล่านั้นยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า     ข้าแต่พระองค์ผู้

นิรทุกข์  ในภัททกัปนี้เอง พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า

โกนาคมนะได้เสด็จอุบัติในโลก พระองค์เป็นพราหมณ์โดยพระชาติ เสด็จอุบัติ

ในพราหมณสกุลเป็นกัสสปะโดยพระโคตร     มีพระชนมายุประมาณสามหมื่นปี

พระองค์ได้ตรัสรู้ที่ควงไม้มะเดื่อ   มีพระภิยโยสเถระและพระอุตตรเถระ  เป็นคู่

พระอัครสาวก  ซึ่งเป็นคุ่อันเจริญ    ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ การประชุมกันแห่ง

สาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า  โกนาคมนะ

ได้มีแล้วครั้งเดียว  เป็นจำนวนภิกษุสามหมื่นรูป พระสาวกของพระผู้มีพระภาค

อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า  โกนาคมนะ    ที่ได้ประชุมกันครั้งเดียวนี้

ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น  ภิกษุผู้อุปัฏฐากชื่อโสตถิชะ   เป็นอัครอุปัฏฐาก

ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า    พระนามว่าโกนาคมนะ   ข้าแต่

พระองค์ผู้นิรทุกข์พราหมณ์ชื่อว่า  ยัญญทัตตะ  เป็นพระชนก  พราหมณีชื่อว่า

อุตตรา    เป็นพระชนนีบังเกิดกล้าของพระองค์   ก็ครั้งนั้น  พระเจ้าโสภะเป็น

พระเจ้าแผ่นดิน   พระนครชื่อว่าโสภวดี  เป็นราชธานีของพระเจ้าโสภะ   ข้าแต่

พระองค์ผู้นิรทุกข์  การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์   การบรรพชา  การตั้งความ

เพียร  การตรัสรู้   การประกาศพระธรรมจักรของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา-

สัมพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ  เป็นอย่างนี้  ๆ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์  พวก

ข้าพระองค์นั้นประพฤติพรหมจรรย์  ในพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระนามว่าโกนาคมนะ  คลายกามฉันท์ในกามทั้งหลายจึงได้บังเกิดในที่นี้.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 61

ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ในหมู่เทพดานั้นเอง    เทพดานับร้อยนับพันเป็น

อันมากได้เข้ามาหาเรา  ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว   ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้าง

หนึ่ง   ครั้นเทวดาเหล่านั้นยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า    ข้าแต่พระองค์

ผู้นิรทุกข์ ในภัททกัปนี้เอง   พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า

กัสสปะ  ได้เสด็จอุบัติในโลก   พระองค์เป็นพราหมณ์โดยพระชาติ  เสด็จอุบัติ

ในพราหมณ์สกุลเป็นกัสสปะโดยพระโคตร    มีพระชนมายุประมาณสองหมื่นปี

พระองค์ได้ตรัสรู้ที่ควงไม้ไทร    มีพระติสสเถระและพระภารทวาชเถระ   เป็น

คู่พระอัครสาวก   ซึ่งเป็นคู่อันเจริญ  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์   การประชุมกัน

แห่งพระสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า  กัสสปะ

ได้มีแล้วครั้งเดียว     เป็นจำนวนภิกษุสองหมื่นรูป     ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์

พระสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า   พระนามว่า   กัสสปะ

ที่ได้ประชุมกันครั้งเดียวนี้ ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น ภิกษุผู้อุปัฏฐากชื่อว่า

สัพพมิตะ     ได้เป็นอัครอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระนามว่า กัสสปะ   พราหมณ์ชื่อพรหมทัตต์   เป็นพระชนก   พราหมณีชื่อ

ธนวดี    เป็นพระชนนี    บังเกิดเกล้าของพระองค์    ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์

ก็ครั้งนั้น  พระเจ้ากิงกี  เป็นพระเจ้าแผ่นดิน  พระนครพาราณสี  เป็นราชธานี

ของพระเจ้ากิงกี      ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์   การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์

การบรรพชา  การตั้งความเพียร   การตรัสรู้  การประกาศพระธรรมจักร   ของ

พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า    พระนามว่ากัสสปะ   เป็นอย่างนี้  ๆ

ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์     พวกข้าพระองค์นั้นประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มี

พระภาคพระนามว่ากัสสปะ   คลายกามฉันท์ในกามทั้งหลายแล้ว   จึงได้บังเกิด

ในที่นี้.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 62

ดูกรภิกษุทั้งหลาย    ในหมู่เทพดานั้นเอง    เทพดานับร้อยนับพันเป็น

อันมากได้เข้ามาหาเรา    ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว     ได้ยืนอยู่  ณ  ที่ควรส่วน

ข้างหนึ่ง  ครั้นเทวดาเหล่านั้นยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า   ข้าแต่พระองค์

ผู้นิรทุกข์   ในภัททกัปนี้เอง  บัดนี้   พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

ได้เสด็จอุบัติในโลก  พระองค์เป็นกษัตริย์โดยพระชาติ   เสด็จอุบัติในขัตติยสกุล

เป็นโคตมโดยพระโคตร  ประมาณพระชนมายุของพระผู้มีพระภาคน้อยนิดเดียว

เร็วพลัน ผู้ที่มีชีวิตอยู่นานก็เป็นอยู่ได้เพียงร้อยปี  บางที่ก็มีชีวิตอยู่น้อยกว่าบ้าง

มากกว่าบ้าง   พระผู้มีพระภาคตรัสรู้    ที่ควงไม้โพธิ์    มีพระสารีบุตรเถระและ

พระโมคคัลลานเถระ เป็นคู่พระอัครสาวกซึ่งเป็นคู่อันเจริญของพระผู้มีพระภาค

ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์     การประชุมกันแห่งพระสาวกของพระผู้มีพระภาค

ได้มีแล้วครั้งเดียว  เป็นจำนวนภิกษุหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบรูป   ข้าแต่พระองค์ผู้

นิรทุกข์   สาวกของพระผู้มีพระภาคที่ได้ประชุมกันครั้งเดียวนี้     ล้วนแต่เป็น

พระขีณาสพทั้งสิ้น     ภิกษุผู้อุปัฏฐากชื่ออานนท์ได้เป็นอัครอุปัฏฐากของพระ-

ผู้มีพระภาค  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์  พระราชาพระนามว่า  สุทโธทนะ  เป็น

พระชนก     พระเทวีพระนามว่ามายา     เป็นพระชนนีบังเกิดเกล้าของพระผู้มี

พระภาค   พระนครชื่อกบิลพัสดุ์  เป็นราชธานี  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์  การ

เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์  การบรรพชา  การตั้งความเพียร   การตรัสรู้  การ

ประกาศพระธรรมจักร     ของพระผู้มีพระภาคเป็นอย่างนี้  ๆ  ข้าแต่พระองค์ผู้

นิรทุกข์    พวกข้าพระองค์นั้นประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค    คลาย

กามฉันท์ในกามทั้งหลายแล้ว  จึงได้บังเกิดในที่นี้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ครั้งนั้นแล   เราพร้อมด้วยเทพดาเหล่าอวิหาได้เข้า

ไปหาเทพดาเหล่าอตัปปา    ภิกษุทั้งหลาย   ครั้งนั้นแล    เราพร้อมด้วยเทพดา

เหล่าอวิหาและเหล่าอัตัปปา    ได้เข้าไปหาเทพดาเหล่าสุทัสสา     ภิกษุทั้งหลาย


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 63

ครั้งนั้นแล  เราพร้อมด้วยเทพดาเหล่าอวิหา   เหล่าอตัปปา   และเหล่าสุทัสสาได้

เข้าไปหาเทพดาเหล่าสุทัสสี     ภิกษุทั้งหลาย   ครั้งนั้นแล  เราพร้อมด้วยเทพดา

เหล่าอวิหา   เหล่าอตัปปา   เหล่าสุทัสสา   และเหล่าสุทัสสี   ได้เข้าไปหาเทพดา

เหล่าอกนิฏฐาแล้ว.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย    ในหมู่เทพดานั่นเอง   เทพดานับร้อยนับพันเป็น

อันมากได้เข้ามาหาเรา   ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว   ได้ยืนอยู่  ณ ที่ควรส่วนข้าง

หนึ่ง   ครั้นเทพดาเหล่านั้นยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้

นิรทุกข์   นับถอยหลังแต่นี้ไปได้  ๙๑ กัป พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระนามว่า วิปัสสี เสด็จอุบัติในโลก   พระองค์เป็นกษัตริย์โดยพระชาติ   เสด็จ

อุบัติในขัตติยสกุลเป็นโกณฑัญญะโดยพระโคตร      มีพระชนมายุประมาณ

แปดหมื่นปี   พระองค์ได้ตรัสรู้ที่ควงไม้แคฝอย   มีพระขัณฑเถระและพระติสส

เถระเป็นคู่พระอัครสาวก   ซึ่งเป็นคู่อันเจริญ     ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์  การ

ประชุมกันแห่งพระสาวกของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนาม

ว่าวิปัสสี    ได้มีแล้วสามครั้ง    ครั้งหนึ่งมีพระสาวกประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุ

หกล้านแปดแสนรูป  อีกครั้งหนึ่งมีพระสาวกประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุแสนรูป

อีกครั้งหนึ่งมีพระสาวกประชุมกันเป็นจำนวนภิกษุแปดหมื่นรูป   พระสาวกของ

พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี      ที่ได้ประชุมกัน

ทั้งหมดครั้งนี้   ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์  ภิกษุ

ผู้อุปัฏฐากชื่อ  อโสกะ ได้เป็นอัครอุปัฏฐาก  ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา

สัมพุทธเจ้าพระนามว่า  วิปัสสี  พระราชาพระนามว่า  พันธุม  เป็นพระชนก

พระเทวีพระนามว่า  พันธุมดี   เป็นพระชนนีบังเกิดเกล้าของพระองค์  พระนคร

ชื่อพันธุมดี เป็นราชธานีของพระเจ้าพันธุม  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ การเสด็จ

ออกมหาภิเนษกรมณ์ การบรรพชา  การตั้งความเพียร การตรัสรู้  การประกาศ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 64

พระธรรมจักร   ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี

เป็นอย่างนี้  ๆ  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์    พวกข้าพระองค์นั้น     ประพฤติ

พรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคพระนามว่าวิปัสสี  คลายกามฉันท์ในกามทั้งหลาย

แล้ว  จึงได้บังเกิดในที่นี้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ในหมู่เทพดานั้นเอง    เทพดานับร้อยนับพันเป็น

อันมากได้เข้ามาหาเรา   ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว   ได้ยืนอยู่  ณ ที่ควรส่วนข้าง

หนึ่ง   ครั้นเทพดาเหล่านั้นยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้

นิรทุกข์ นับถอยหลังแต่นี้ไป ๓๑  กัป  พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระนามว่าสิขี  ได้เสด็จอุบัติในโลก ฯลฯ    ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์    พวกข้า

พระองค์นั้นประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระนามว่า สิขี  คลายกามฉันท์ในกามทั้งหลายแล้ว  จึงได้บังเกิดในที่นี้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย    ในหมู่เทพดานั้นเอง    เทพดานับร้อยนับพันเป็น

อันมากได้เข้ามาหาเรา   ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว   ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้าง

หนึ่ง  ครั้น  เทพดาเหล่านั้นยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้

นิรทุกข์  ในกัปที่ ๓๑ นั่นเองแล     พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระนามว่า เวสสภู  ได้เสด็จอุบัติในโลก ฯลฯ   ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์   พวก

ข้าพระองค์นั้น  ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค  พระนามว่า  เวสสภู

คลายกามฉันท์ในกามทั้งหลายแล้ว  จึงได้บังเกิดในที่นี้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ในหมู่เทพดานั้นเอง    เทพดานับร้อยนับพันเป็น

อันมากได้เข้ามาหาเรา   ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว   ได้ยืนอยู่  ณ  ที่ควรส่วนข้าง

หนึ่ง  ครั้นเทพดาเหล่านั้นยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้

นิรทุกข์   ในภัททกัปนี้เอง  พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า

กกุสันธะ ได้เสด็จอุบัติในโลก ฯลฯ   ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์  พวกข้าพระองค์


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 65

ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคพระนามว่า  กกุสันธะ   คลายกามฉันท์

ในกามทั้งหลายแล้ว   จึงได้บังเกิดในที่นี้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ในหมู่เทพดานั้นเอง    เทพดานับร้อยนับพันเป็น

อันมากได้เข้ามหาเรา  ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว ได้ยืนอยู่  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ครั้นเทพดาเหล่านั้นยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์

ในภัททกัปนี้เอง     พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า

โกนาคมนะ  ได้เสด็จอุบัติในโลก ฯลฯ ข้าแต่พระองค์ผู้นริทุกข์ พวกข้าพระองค์

ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคพระนามว่า โกนาคมนะ คลายกามฉันท์

ในกามทั้งหลายแล้ว   จึงได้บังเกิดในที่นี้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ในหมู่เทพดานั่นเอง    เทพดานับร้อยนับพันเป็น

อันมากได้เข้ามาหาเรา  ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว   ได้ยืนอยู่  ณ  ที่ควรส่วนข้าง

หนึ่ง   ครั้น  เทพตาเหล่านั้นยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้

นิรทุกข์  ในภัททกัปนี้เอง    พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนาม

ว่า  กัสสปะ     ได้เสด็จอุบัติในโลก ฯลฯ    ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์  พวกข้า-

พระองค์  ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคพระนามว่า  กัสสปะ   คลาย

ความพอใจในกามทั้งหลายแล้ว  จึงได้บังเกิดในที่นี้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ในหมู่เทพดานั่นเอง     เทพดานับร้อยนับพันเป็น

อันมากได้เข้ามาหาเรา  ครั้นเข้ามาหาไหว้เราแล้ว   ได้ยืนอยู่  ณ  ที่ควรส่วนข้าง

หนึ่ง   ครั้นเทพดาเหล่านั้นยืนเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะเราว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้

นิรทุกข์    ในภัททกัปนี้เอง    พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จ

อุบัติในโลก  พระองค์เป็นกษัตริย์โดยพระชาติ   เสด็จอุบัติในขัตติยสกุล   เป็น

โคตมะโดยพระโคตร  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์  พระชนมายุของพระผู้มีพระภาค

น้อยนิดเดียวเร็วพลัน    ผู้ที่มีชีวิตอยู่นานก็เป็นอยู่ได้เพียงร้อยปี    บางทีก็น้อย


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 66

กว่าบ้าง   มากกว่าบ้าง   ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์    พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ที่ควง

ไม้โพธิ์    ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์    พระสารีบุตรเถระและพระโมคคัลลานเถระ

เป็นคู่พระอัครสาวก     ซึ่งเป็นคู่อันเจริญของพระผู้มีพระภาค    ข้าแต่พระองค์

ผู้นิรทุกข์    การประชุมกันแห่งพระสาวกของพระผู้มีพระภาคได้มีแล้วครั้งเดียว

เป็นจำนวนภิกษุหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบรูป  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์   พระสาวก

ของพระผู้มีพระภาคที่ได้ประชุมกันแล้วครั้งเดียวนี้       ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ

ทั้งสิ้น  ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์  ภิกษุผู้อุปัฏฐากชื่อว่า  อานันทะ   ได้เป็นอัคร

อุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาค    ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์    พระราชาพระนามว่า

สุทโธทนะ  เป็นพระชนก  พระเทวีพระนามว่า มายา  เป็นพระชนนีบังเกิดเกล้า

ของพระผู้มีพระภาค พระนครชื่อกบิลพัสดุ์  เป็นราชธานี ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์

การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์     การบรรพชา  การตั้งความเพียร  การตรัสรู้

การประกาศพระธรรมจักษ์ของพระผู้มีพระภาคเป็นอย่างนี้ ๆ  ข้าแต่พระองค์ผู้

นิรทุกข์  พวกข้าพระองค์  ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค  คลายความ

พอใจในกามทั้งหลายแล้ว   จึงได้บังเกิดในที่นี้.

 

ธรรมธาตุที่ทรงแทงตลอดด้วยดี

 

[๕๖]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เพราะเหตุที่ธรรมธาตุนี้  ตถาคตแทงตลอด

แล้วอย่างดีด้วยประการฉะนี้แล  ฉะนั้น พระพุทธเจ้าที่ล่วงไปแล้ว   ปรินิพพาน

แล้ว   ทรงตัดธรรมเป็นเหตุทำให้เนิ่นช้าได้แล้ว   ทรงตัดความเวียนว่ายตายเกิด

ได้แล้ว   ทรงครอบงำความเวียนว่ายตายเกิดได้แล้ว     ทรงล่วงทุกข์ได้ทุกอย่าง

แล้ว    ตถาคตย่อมระลึกถึงได้แม้โดยพระชาติ    แม้โดยพระนาม     แม้โดยพระ

โคตร   แม้โดยประมาณแห่งพระชนมายุ   แม้โดยคู่แห่งพระสาวก    แม้โดยการ

ประชุมกันแห่งพระสาวกว่า     แม้ด้วยเหตุนี้     พระผู้มีพระภาคเหล่านั้น   จึงมี


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 67

พระชาติอย่างนี้   จึงมีพระนามอย่างนี้      จึงมีพระโคตรอย่างนี้      จึงมีศีลอย่างนี้

จึงมีธรรมอย่างนี้     จึงมีปัญญาอย่างนี้   จึงมีวิหารธรรมอย่างนี้   จึงมีวิมุติอย่างนี้.

แม้พวกเทพดาก็ได้บอกเนื้อความนี้แก่ตถาคต     ซึ่งเป็นเหตุให้ตถาคต

ระลึกถึงได้ซึ่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว    ปรินิพพานแล้ว   ตัดธรรม

เป็นเหตุทำให้เนิ่นช้าได้แล้ว    ทรงตัดความเวียนว่ายตายเกิดได้แล้ว   ทรงครอบ

งำความเวียนว่ายตายเกิดได้แล้ว   ทรงล่วงทุกข์ได้ทุกอย่างแล้ว  แม้โดยพระชาติ

แม้โดยพระนาม   แม้โดยพระโคตร   แม้โดยประมาณแห่งพระชนมายุ    แม้โดย

คู่แห่งพระสาวก   แม้โดยการประชุมกันแห่งพระสาวกว่า   แม้ด้วยเหตุนี้   พระผู้

มีพระภาคเหล่านั้น   จึงมีพระชาติอย่างนี้   จึงมีพระโคตรอย่างนี้   จึงมิศีลอย่างนี้

จึงมีปัญญาอย่างนี้   จึงมีวิหารธรรมอย่างนี้    จึงมีวิมุติอย่างนี้.

พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว     ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชม

ภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วแล.

จบมหาปทานสูตร ที่  ๑


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 68


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 69

สุมังคลวิลาสีนี

 

ทีฑนิกาย มหาวรรควรรณนา

 

อรรถกถามหาปทานสูตร

 

มหาปทานสูตรมีบทเริ่มต้นว่า   ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้     สมัยหนึ่ง

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  ณ  กเรริกุฏี ณ พระวิหารเชตวันอารามของอนาถ

บิณฑิกเศรษฐี  ในพระนครสาวัตถี.

ต่อไปนี้เป็นการพรรณนาบทตามลำดับในมหาปทานสูตรนั้น บทว่าใน

กเรริในบทว่า   กเรริกุฏิกาย  เป็นชื่อของไม้กุ่มน้ำ     กเรริมณฑปตั้งอยู่ใกล้

ประตูกุฏีนั้น   เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่ากเรริกุฏี  เหมือนท่านเรียกว่าโกสัมพ

กุฏี  เพราะตั้งอยู่ใกล้ประตูต้นเล็บเหยี่ยว.

นัยว่าภายในพระวิหารเชตวัน     มีเรือนใหญ่อยู่  ๔  หลังคือกเรริกุฏี

โกสัมพกุฏี   คันธกุฏี   สฬลฆระ   (เรือนไม้สน)   หลังหนึ่ง ๆ สำเร็จด้วยการ

บริจาคทรัพย์หลังละหนึ่งแสน.      ใน  ๔  หลังนั้นพระเจ้าปเสนทิทรงสร้าง

สฬลฆระ.  ที่เหลืออนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้าง.   เพราะเหตุนี้   พระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงประทับอยู่  ณ กเรริกุฏี     โดยที่อนาถบิณฑิกคฤหบดีได้สร้างทิพยพฤกษ์ดุจ

เทววิมานไว้เบื้องบนเสาทั้งหลาย.

บทว่า ปจฺฉาภตฺต  ความว่า เมื่อภิกษุฉันอาหารมื้อเดียว และมิใช่ฉัน

ภายหลังอาหาร ฉันแต่เช้าตรู่แม้ฉันภายในเที่ยงวัน ก็ชื่อว่าปัจฉาภัตเหมือนกัน

แต่ในที่นี้ท่านประสงค์ปัจฉาภัตรหลังอาหารตามปรกติ.     บทว่า  ปิณฺฑปาต-


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 70

ปฏิกฺกนฺตาน  ความว่า  เมื่อภิกษุกลับจากบิณทบาตฉันอาหารเสร็จแล้วลุกขึ้น.

บทว่า กเรริมณฺฑลมาเล  ความว่า ณ ศาลานั่งซึ่งสร้างไว้ไม่ไกลกเรริมณฑป

นั่นเอง.

ได้ยินว่า กเรริมณฑปนั้นอยู่ในระหว่างคันธกุฎีและศาลา. เพราะฉะนั้น

คันธกุฏีบ้าง   กเรริกุฏีบ้าง   ศาลาบ้าง   ท่านเรียกว่าโรงกเรริมณฑล.

บทว่า ปุพฺเพนิวาสปฏิสยุตฺตา   ความว่า   ธรรมีกถาประกอบด้วย

บุพเพสันนิวาสกล่าวคือขันธสันดานที่อาศัยอยู่ในชาติก่อนจำแนกออกอย่างนี้  คือ

ชาติหนึ่งบ้าง   สองชาติบ้างอันเป็นไปแล้ว.      บทว่า   ธมฺมี  คือประกอบด้วย

ธรรม.  บทว่า อุทปาทิ  ความว่า บุพเพนิวาสญาณของพระทศพลน่าอัศจรรย์

จริง.   ถามว่า  ชื่อว่าบุพเพนิวาส   ใครระลึกได้   ใครระลึกไม่ได้    ตอบเดียรถีย์

ระลึกได้  พระสาวกพระปัจเจกพุทธะระลึกได้.  เดียรถีย์พวกไหนระลึกได้. เดียรถีย์

เหล่าใดถึงความเป็นผู้เลิศเป็นกรรมวาที     เดียรถีย์แม้เหล่านั้นก็ระลึกได้ตลอด

๔๐ กัป เท่านั้น  ยิ่งกว่านั้นไม่ได้.   พระสาวกระลึกได้แสนกัป.    พระอัครสาวก

ทั้งสองระลึกได้อสงไขย   และแสนกัป.     พระปัจเจกพุทธะระลึกได้สองอสงไขย

และแสนกัป.     แต่พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีกำหนดเท่านั้นเท่านี้.     พระพุทธ-

เจ้าทั้งหลายทรงระลึกเท่าที่ทรงหวัง     เดียรถีย์ทั้งหลายระลึกได้ตามลำดับขันธ์

พ้นลำดับแล้วไม่สามารถระลึกได้.    เดียรถีย์ทั้งหลายแม้ระลึกได้ตาม ลำดับก็ถึง

ความเป็นผู้ไม่มีความรู้สึก     ย่อมไม่เห็นความเป็นไปของขันธ์เหมือนนกตกลง

ไปในตาข่าย   และคนพิการตกลงไปในหลุม.   เขาเหล่านั้นตกแล้วในที่นั้นย่อม

เห็นว่าเท่านี้เอง  ยิ่งกว่านี้ไม่มี.  ด้วยเหตุนี้  การระลึกถึงบุพเพสันนิวาสของพวก

เดียรถีย์ย่อมเป็นเหมือนคนตาบอดเดินไปด้วยปลายไม้เท้า.   ธรรมดาคนตาบอด

เมื่อยังมีคนถือปลายไม้เท้าอยู่ย่อมเดินไปได้       เมื่อไม่มีก็นั่งอยู่ที่นั้นเองฉันใด

พวกเดียรถีย์ก็ฉันนั้นนั่นแล  ย่อมสามารถระลึกถึงได้ตามลำดับขันธ์  เว้นลำดับ


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 71

เสียแล้วย่อมไม่สามารถระลึกได้.      แม้พระสาวกทั้งหลาย      ก็ระลึกถึงตาม

ลำดับขันธ์ได้     ครั้นถึงความเป็นผู้ไม่มีความรู้สึก      ย่อมไม่เห็นความ

เป็นไปของขันธ์.      แม้เมื่อเป็นอย่างนี้    ชื่อว่ากาลอันไม่มีแห่งขันธ์ทั้งหลาย

ของสัตว์ผู้ท่องเที่ยวไปสู่วัฏฏะเหล่านั้นย่อมไม่มี    แต่ในอสัญญภพย่อมเป็นไป

๕๐๐  กัป  เพราะฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายก้าวล่วงกาลประมาณเท่านี้  ตั้งอยู่ในคำแนะ

นำอันพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงประทานแล้ว     ย่อมระลึกถึงข้างหน้าได้เหมือน

ท่านโสภิตะฉะนั้น.   อนึ่ง พระอัครสาวกทั้งสองและพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย

ตรวจดูจุติและปฏิสนธิแล้วย่อมระลึกถึงได้.   กิจคือจุติและปฏิสนธิของพระพุทธ

เจ้าทั้งหลายย่อมไม่มี.   พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระประสงค์จะทรงเห็นฐานะใด ๆ

ย่อมทรงเห็นฐานะนั้น  ๆ  ทีเดียว.   อนึ่ง  เดียรถีย์ทั้งหลายเมื่อระลึกถึงบุพเพสัน

นิวาสย่อมระลึกถึงสิ่งที่ตนเห็นแล้ว   กระทำแล้ว   ฟังแล้วเท่านั้น.      พระสาวก

ทั้งหลายและพระปัจเจกพุทธะทั้งหลายก็เหมือนอย่างนั้น.      แต่พระพุทธเจ้า

ทั้งหลาย   ย่อมทรงระลึกถึงสิ่งทั้งหมดทีเดียวที่พระองค์หรือผู้อื่นเห็นแล้วกระทำ

แล้วฟังแล้ว.   บุพเพนิวาสญาณของพวกเดียรถีย์เป็นเช่นกับแสงหิ่งห้อย     ของ

พระสาวกทั้งหลายเป็นเช่นกับแสงประทีป  ของพระอัครสาวก   เป็นเช่นกับแสง

ดาวประกายพฤกษ์     ของพระปัจเจกพุทธะทั้งหลายเป็นเช่นกับแสงพระจันทร์

ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเช่นกับแสงลุริยมณฑลพันดวง.   พระพุทธเจ้านั้น

ไม่กำหนดประมาณเท่านี้ว่า  ร้อยชาติ  พันชาติ  แสนชาติ  หรือ  ร้อยกัป

พันกัป  แสนกัป       เมื่อพระพุทธเจ้าทรงระลึกถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งย่อมไม่พลาด

ย่อมไม่ขัดข้องโดยแท้     ความนึกคิดต่อเนื่องกันย่อมเป็นความต่อเนื่องกันด้วย

ความหวัง   ความไตร่ตรองและจิตตุบาทนั่นเอง    บุพเพนิวาสญาณย่อมแล่นไป

ไม่ติดขัดดุจลูกศรเหล็กแล่นไปฉับพลันในกองใบไม้ที่ผุ     และดุจอินทวัชระ

ที่ซัดไปบนยอดเขาสิเนรุ.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 72

บทว่า อโห  มหนฺตฺ   ภควโต  ปุพฺเพนิวาสาณ  ความว่า การ

สนาทนาเกิดขึ้น    คือ   เป็นไปแล้วปรารภพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย ประการฉะนี้

เพื่อแสดงความทั้งหมดนั้น โดยย่อท่านจึงกล่าวไว้ในบาลีเพียงว่า อิติปิ  ปุพฺเพ-

นิวาโส อิติปิ  ปุพฺเพนิวาโส  ในบทเหล่านั้นบทว่า อิติปิ  แปลว่าแม้อย่างนี้

ข้อความใดที่ควรกล่าวไว้ในบาลีนี้ว่า อสฺโสสิ  โข ภควา  ฯเปฯ  อถ

ภควา อนุปฺปตฺโต  ท่านกล่าวไว้แล้วในอรรถกถาพรหมชาลสูตรนั้นแล  ต่อไป

นี้ข้อความนั้น  เป็นความต่างกัน.    ในสูตรนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้สดับโดย

พระสัพพัญญุตญาณ. ในสูตรนี้ได้สดับโดยทิพพโสต.  อนึ่ง ในสูตรนั้นสนทนา

ถึงคุณและโทษยังค้างอยู่.   ในสูตรนี้สนทนาถึงบุพเพนิวาสญาณ.  เพราะฉะนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า  ภิกษุเหล่านี้สรรเสริญคุณปรารภบุพเพนิวาสญาณ

ของเรา   แต่ไม่รู้ความสำเร็จแห่งบุพเพนิวาสญาณของเรา  ช่างเถิด  เราจักกล่าว

ถึงความสำเร็จแห่งบุพเพนิวาสญาณนั้นแล้วแสดงแก่พวกเธอ  จึงเสด็จมาประทับ

นั่ง  ณ  พุทธอาศน์อันประเสริฐซึ่งตามปกติตั้งไว้เพื่อพระพุทธเจ้าประทับนั่ง

แสดงธรรม    ซึ่งขณะนั้นภิกษุทั้งหลายปูลาดถวายไว้มีพระพุทธประสงค์จะทรง

แสดงธรรมกถาเกี่ยวกับบุพเพนิวาสญาณ  แก่ภิกษุเหล่านั้นในที่สุดแห่งคำถามว่า

ภิกษุทั้งหลาย  พวกเธอสนทนาเรื่องอะไรกัน   และแห่งคำตอบตั้งแต่ต้นว่า  ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ    ข้าพระพุทธเจ้ากลับจากบิณฑบาตแล้วในเวลาปัจฉาภัต   ได้

นั่งประชุมกัน ณ โรงกเรริมณฑล   แล้วเกิดสนทนาธรรมกันขึ้นเกี่ยวกับบุพเพ-

นิวาสญาณว่า  บุพเพนิวาส  บุพเพนิวาส  ดังนี้พระเจ้าข้า  จึงตรัสคำเป็นต้นว่า

พวกเธอปรารถนาจะฟังหรือไม่. ในบทเหล่านั้น  บทว่า อิจฺเฉยฺยาถโน แปลว่า

พวกเธอปรารถนาจะฟังหรือไม่หนอ.

ลำดับนั้น  ภิกษุทั้งหลายมีใจรื่นเริงเมื่อจะทูลวิงวอนกะพระผู้มีพระภาค-

เจ้า  จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงเวลาแล้วที่พระองค์จะทรงกระทำ

ธรรมกถานี้.   ในบทเหล่านั้น  บทว่า  เอตสฺส  คือ  การกระทำธรรมกถานี้.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 73

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับคำทูลวิงวอนของภิกษุเหล่านั้น มี

พระพุทธประสงค์จะทรงแสดง  จึงทรงชักชวนภิกษุเหล่านั้นในการเงี่ยหูฟังและ

ตั้งใจฟังด้วยดีด้วยพระดำรัสว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ถ้ากระนั้น พวกเธอทั้งหลาย

จงฟังแล้ว มีพระพุทธประสงค์จะประกาศการระลึกถึงทางอันตัดขาดแล้ว  ไม่ทั่ว

ไปแก่ชนเหล่าอื่น  จึงตรัสคำเป็นต้นว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย   นับแต่นี้ไปดังนี้.

ในบทเหล่านั้น  บทว่า ย วิปสฺสี   คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า

วิปัสสีในกัปใด.  แท้จริง ย   ศัพท์นี้  ใช้ในปฐมาวิภัตติ์   ในบททั้งหลายเป็นต้นว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ข้อความใดที่ข้าพระองค์สดับมาแล้วรับมาแล้วต่อหน้า

พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์  ข้าพระองค์จะกราบทูลข้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาค-

เจ้า.  ใช้ในทุติยาวิภัตติ์ในบททั้งหลายเป็นต้นว่า

ท่านอกิตตยิ   พวกข้าพเจ้าได้ถามข้อความอันใดไว้    พวก

ข้าพเจ้าจะขอถามข้อความอันนั้นอื่น   ขอเชิญท่านจงบอกข้อความนั้น

แต่ข้าพเจ้าทั้งหลายเถิดดังนี้.

ใช้ในตติยาวิภัตติ์   ในบททั้งหลายเป็นต้นว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ข้อที่

ไม่มีช่องว่างด้วยโลกธาตุหนึ่งไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นได้.  แต่ในบทนี้พึงทราบว่าใช้

ในสัตตมีวิภัตติ์.   เพราะฉะนั้น  ท่านจึงกล่าวว่า ยสฺมึ   กปฺเป แปลว่าในกัปใด.

บทว่า  อุทปาทิ  ความว่า  ยังหมื่นโลกธาตุให้บันลือเกิดขึ้นแล้ว.    บทว่า

ภทฺทกปฺเป    ความว่า   ในสุนทรกัปคือในสาระกัป    เพราะมีพระพุทธเจ้าทรง

อุบัติขึ้น ๕ พระองค์  ดังนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงยกย่องกัปนี้  จึงตรัส

อย่างนี้.

ดังได้ทราบมาว่า  ตั้งแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายทรงบำเพ็ญ

อภินิหาร  ย่อมไม่มีแม้ในกัปเดียวในระหว่างนั้นที่พระพุทธเจ้า  ๕ พระองค์ทรง

อุบัติแล้ว.   ก็แต่ก่อนอภินิหารของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย พระพุทธ-


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 74

เจ้า  ๔  พระองค์คือ  พระตัณหังกร พระเมธังกร  พระสรณังกร  พระทีปังกรทรง

อุบัติแล้วในกัปเดียว.   ในส่วนที่เหนือขึ้นไปของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น    ได้ว่าง

เปล่าพระพุทธเจ้าไปถึงหนึ่งอสงไขยทีเดียว.   ในที่สุดอสงไขยกัป   พระพุทธเจ้า

พระนามว่าโกณฑัญญะพระองค์เดียวเท่านั้น ทรงอุบัติขึ้นในกัปหนึ่ง. แม้จากนั้น

ก็ได้ว่างเปล่าพระพุทธเจ้าไปอีกหนึ่งอสงไขย.   ในที่สุดอสงไขยกัป    พระพุทธ-

เจ้า  ๔   พระองค์ คือ พระสุมังคละ พระสุมนะ  พระเรวตะ พระโสภิตะ  ทรงอุบัติ

ขึ้นในกัปหนึ่ง.   แม้จากนั้นก็ว่างเปล่าพระพุทธเจ้าไปอีกหนึ่งอสงไขย   ในที่สุด

-อสงไขยกัป    ต่อไปอีก   อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป     พระพุทธเจ้า ๓ พระองค์

คือ  พระอโนมทัสสี   พระปทุมะ  พระนารทะทรงอุบัติขึ้นในกัปหนึ่ง.   แม้จาก

นั้นก็ได้ว่างเปล่าพระพุทธเจ้าไปอีกหนึ่งอสงไขย.  ในที่สุดอสงไขยกัป  ต่อไปอีก

แสนกัป   พระผู้มีพระภาคพระนามว่า   พระปทุมุตตระ   พระองค์เดียวเท่านั้น

ทรงอุบัติขึ้นในกัปหนึ่ง.  ต่อจากนี้ไปอีกสามหมื่นกัป  พระพุทธเจ้าสองพระองค์

คือ พระสุเมธะ  พระสุชาตะทรงอุบัติขึ้นในกัปหนึ่ง.     ในส่วนที่เหนือออกไป

จากนั้น    ต่อไปอีก   ๑๘,๐๐๐  กัป    พระพุทธเจ้า  ๓  พระองค์ คือ พระปิยทัสสี

พระอัตถทัสสิ  พระธัมมทัสสี  ทรงอุบัติขึ้นในกัปหนึ่ง.  ต่อจากนั้นไป  ๙๘  กัป

พระพุทธเจ้าพระนามว่า สิทธัตถ ทรงอุบัติขึ้น. ในกัปหนึ่ง  ต่อจากนั้นไป  ๙๒ กัป

พระพุทธเจ้า  ๒  พระองค์ คือ พระติสสะ  พระปุสสะ   ทรงอุบัติขึ้นในกัปหนึ่ง.

ต่อจากนั้นไป  ๙๑  กัป   พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีทรงอุบัติขึ้น.  ต่อ

จากนั้น  ๓๑  กัป   พระพุทธเจ้า  ๒  พระองค์ คือ พระสิขี  พระเวสสภู  ทรงอุบัติ

ขึ้น.  ในภัทรกัปนี้   พระพุทธเจ้า  ๔  พระองค์ คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ

พระกัสสปะ   พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลายทรงอุบัติขึ้น  พระเมตเตยยะ

จักทรงอุบัติขึ้นภายหลัง.  กัปนี้เป็นสุนทรกัปเป็นสารกัป   เพราะมีพระพุทธเจ้า

ทรงอุบัติขึ้น  ๕  พระองค์ด้วยประการฉะนี้    ดังนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรง

ยกย่องกัปนี้  จึงตรัสอย่างนี้.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 75

ถามว่า ข้อที่ว่าพระพุทธเจ้าประมาณเท่านั้น   ทรงอุบัติขึ้นแล้วก็ดี จัก

ทรงอุบัติขึ้นก็ดีในกัปนี้   ย่อมเป็นการปรากฏแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้นหรือ

หรือว่าย่อมเป็นการปรากฏแม้แก่ผู้อื่นด้วย.   ตอบว่า  ย่อมเป็นการปรากฏแม้แก่

ผู้อื่นด้วย.   ถามว่า  แก่ใคร.   ตอบว่า   แก่พรหมชั้นสุทธาวาส.

จริงอยู่ในกาลดำรงอยู่แห่งกัป   เมื่อโลกสันนิวาสดำรงอยู่ตลอดอสงไขย

หนึ่ง   ฝนเริ่มตกเพื่อให้โลกดำรงอยู่.    ย่อมเป็นเหมือนหิมะตกในสุดแคว้นแต่

ต้นเทียว.  จากนั้นก็มีรำข้าวประมาณหนึ่ง  งบประมาณหนึ่ง   ข้าวสารประมาณ

หนึ่ง  ถั่วเขียวประมาณหนึ่ง     ถั่วทองประมาณหนึ่ง    พุทรา    มะขามป้อม

ฟักเหลือง  ฟักเขียว  น้ำเต้า   ประมาณหนึ่ง   เป็นสายน้ำงอกงามขึ้นโดยลำดับ

หนึ่งอุสภะ  สองอุสภะ  กึ่งคาวุต  หนึ่งคาวุต   กึ่งโยชน์ หนึ่งโยชน์ สองโยชน์

สามโยชน์  สิบโยชน์ ฯลฯ   แสนโยชน์เป็นประมาณ  ตั้งอยู่บริบูรณ์ในระหว่าง

แสนโกฏิจักรวาลจนถึงอกนิฏฐพรหมโลก.  ลำดับนั้น น้ำนั้นตกโดยลำดับ  เมื่อ

น้ำตก เทวโลกทั้งหลายย่อมดำรงอยู่ในที่ของเทวโลกเป็นปกติ. วิธีสร้างเทวโลก

เหล่านั้น    ท่านกล่าวไว้แล้วในบุพเพนิวาสกถา   ในวิสุทธิมรรค.

ก็ฐานะของมนุสสโลก      เหมือนเมื่อนำเข้าไปแล้วปิดปากธมกรกเสีย

น้ำนั้นก็อยู่ได้ด้วยอำนาจของลม.   แผ่นดินย่อมตั้งอยู่ได้เหมือนใบบัวอยู่หลังน้ำ.

มหาโพธิบัลลังก์  เมื่อโลกพินาศ   จะพินาศในภายหลัง   เมื่อโลกดำรงอยู่ก็ดำรง

อยู่ก่อน.  ณ  โพธิบัลลังก์นั้น   กอบัวกอหนึ่ง   ย่อมเกิดขึ้นเป็นบุพพนิมิตร  หาก

ว่าในกัปนั้นของโพธิบัลลังก์นั้น  พระพุทธเจ้าจักทรงอุบัติ   ดอกบัวย่อมเกิดขึ้น

หากไม่ทรงอุบัติ  ดอกบัวจะไม่เกิด.   อนึ่ง  เมื่อดอกบัวเกิดหากพระพุทธเจ้าองค์

หนึ่งจักทรงอุบัติก็เกิดดอกเดียว.  หากพระพุทธเจ้าจักทรงอุบัติ  ๒ องค์ ๓ องค์

๔ องค์ ๕ องค์ ดอกบัวก็เกิด ๕ ดอก.  อนึ่ง ดอกบัวเหล่านั้นเป็นดอกมีช่อติด

กันในก้านเดียวนั่นเอง.  ท้าวสุทธาวาสพรหมทั้งหลายชวนกันว่า ท่านผู้นิรทุกข์


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 76

ทั้งหลาย   พวกเรามากันเกิด   จักเห็นบุพนิมิตรแล้วพากัน มายังมหาโพธิบัลลังก์

สถาน   ในกัปที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายยังไม่ทรงอุบัติดอกบัวก็ไม่มี.     ทวยเทพ

ทั้งหลายเห็นดอกบัวไม่มีดอกก็มีความเสียใจว่า  พ่อคุณเอ๋ย  โลกจักมืดมนหนอ

สัตว์ทั้งหลายถูกความมืดครอบงำจักเห็นในอบาย   เทวโลก ๖ พรหมโลก ๙ จัก

ว่างเปล่า  ครั้นเห็นดอกบัวในเวลาบานต่างดีใจว่า   เมื่อพระสัพพัญญูโพธิสัตว์

ทรงก้าวลงสู่ครรภ์พระมารดา ประสูติ ตรัสรู้ ยังธรรมจักรให้เป็นไป ทรงกระทำ

ยมกปาฏิหาริย์หยั่งลงจากเทวโลก    ทรงปลงอายุสังขารเสด็จดับขันธปรินิพพาน

พวกเราจักเห็นปาฏิหาริย์  อันทำให้หมื่นจักรวาลหวั่นไหว  และอบายทั้ง ๔ จัก

เสื่อมโทรม  เทวโลก ๖ พรหมโลก ๙ จักบริบูรณ์พากันเปล่งอุทานไปสู่พรหม

โลกของตนของตน.

อนึ่ง ดอกบัว ๕ ดอกเกิดขึ้นแล้ว ในกัปนี้.   แม้ท้าวสุทธาวาสพรหมทั้ง

หลายครั้นเห็นดอกบัวเหล่านั้นก็รู้ความนี้ว่า     พระพุทธเจ้า ๔ พระองค์  ทรง

อุบัติแล้ว  องค์ที่ ๕ จักทรงอุบัติต่อไปดังนี้    ด้วยอานุภาพแห่งนิมิตรเหล่านั้น

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ข้อนั้นเป็นการปรากฏแม้แก่ผู้อื่นดังนี้.

แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงบุพเพนิวาส ด้วยสามารถ

กำหนดกัปโดยนัยเป็นต้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นับแต่นี้ไป ดังนี้แล้ว บัดนี้เพื่อ

จะทรงแสดงด้วยสามารถกำหนดชาติเป็นต้นของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น จึงตรัสคำ

เป็นต้นว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าพระวิปัสสีดังนี้.

ในบทเหล่านั้นพึงทราบวินิจฉัยในการกำหนดอายุ.     บททั้งสองนี้ว่า

ปริตฺต ลหุก  เป็นไวพจน์ของอายุน้อยนั้นเอง.   ด้วยว่า อายุใดน้อย  อายุนั้น

ย่อมเป็นของนิดหน่อยและเยา. บทว่า อปฺปวา ภิยฺโย คือ อายุเกินกว่า ๑๐๐ ปี

มีน้อย.  ครั้น ยังไม่ถึง  ๑๐๐ ปี   ย่อมเป็นอยู่ ๒๐ ปี  ๓๐ ปี ๔๐ ปี ๕๐ ปี  หรือ

๖๐ ปี.    แต่คนอายุยืนอย่างนี้หาได้ยากนัก  ได้ข่าวว่า   คนโน้นอยู่นานอย่างนี้


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 77

ควรพากันไปดูในที่นั้น ๆ.  บรรดาคนมีอายุยืนนั้น    นางวิสาขาอุบาสิกาอยู่ได้

๑๒๐ ปี  พราหมณ์โปกขรสาติ  พราหมณ์พรหมายุ   พราหมณ์เสละ พราหมณ์

พาวริยะ  พระอานนทเถระ    พระมหากัสสปเถระ   ก็เหมือนกัน  แต่พระอนุ-

รุทธเถระอยู่ถึง ๑๕๐ ปี   พระพากุลเถระอยู่ ๑๖๐ ปี   ท่านผู้นี้มีอายุยืนกว่าทั้ง

หมด.  แม้ท่านก็อยู่ไม่ถึง ๒๐๐ ปี.

ก็พระโพธิสัตว์ทั้งปวงมีพระวิปัสสีเป็นต้น  ถือปฏิสนธิในครรภ์พระ

มารดา  ด้วยอสังขาริกจิต  สหรคตด้วยโสมนัสและสัมปยุตด้วยญาณ    อันเป็น

ส่วนเบื้องต้นแห่งเมตตา.    เมื่อถือปฏิสนธิด้วยจิตดวงนั้นจะมีอายุอสงไขยหนึ่ง.

ด้วยเหตุนี้  พระพุทธเจ้าทั้งปวง  จึงมีอายุอสงไขยหนึ่ง.   ถามว่า   เพราะเหตุไร

ท่านเหล่านั้นจึงไม่ตั้งอยู่ถึงอสงไขย.     ตอบว่า     เพราะความวิบัติแห่งฤดูและ

โภชนะ. จริงอยู่  อายุย่อมเสื่อมบ้าง  ย่อมเจริญบ้างด้วยอำนาจแห่งฤดูและโภชนะ.

ในข้อนั้น เมื่อใดพระราชาทั้งหลายไม่เป็นผู้ประกอบด้วยธรรม เมื่อนั้น

อุปราช  เสนาบดี  เศรษฐี  สกลนคร   สกลรัฐ   ก็ย่อมไม่ประกอบด้วยธรรม

เหมือนกัน.  เมื่อเป็นดังนั้น อารักขเทวดาของชนเหล่านั้น ภุมมเทวดา  ผู้เป็น

มิตรของเทวดาเหล่านั้น อากาสัฏฐกเทวดาผู้เป็นมิตรของภุมมเทวดา อุณหวลา-

หกเทวดา   ผู้เป็นมิตรของอากาสัฏฐกเทวดา   อัพภวลาหกเทวดา    ผู้เป็นมิตร

ของอุณหวลาหกเทวดาเหล่านั้น    สีตวลาหกเทวดา    ผู้เป็นมิตรของอัพภวลา-

หกเทวดาเหล่านั้น  วัสสวลาหกเทวดา ผู้เป็นมิตรของสีตวลาหกเทวดาเหล่านั้น

จาตุมมหาราชิกาเทวดา      ผู้เป็นมิตรของวัสสวลาหกเทวดาเหล่านั้น     ดาวดึง

สเทวดา   ผู้เป็นมิตรของจาตุมมหาราชิกาเทวดาเหล่านั้น   ยามาเทวดา    ผู้เป็น

มิตรของดาวดึงสเทวดาเหล่านั้นเป็นต้น    ตราบเท่าถึงภวัคคพรหม    เว้นพระ-

อริยสาวกเทวดาทั้งหมด     แม้พรหมบริษัท      ก็เป็นผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม.

พระจันทร์พระอาทิตย์ย่อมดำเนินไปลุ่ม ๆ  ดอน ๆ    เพราะเทวดาเหล่านั้นไม่


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 78

ประกอบด้วยธรรม.  ลมย่อมไม่พัดไปตามทางลม.  เมื่อลมไม่พัดไปตามทางลม

ย่อมทำให้วิมานซึ่งตั้งอยู่บนอากาศสะเทือน.  เมื่อวิมานสะเทือนพวกเทวดาก็ไม่

มีจิตใจจะไปเล่นกีฬา  เมื่อเทวดาไม่มีจิตใจจะไปเล่นกีฬา  ฤดูหนาว     ฤดูร้อน

ย่อมไม่เป็นไปตามฤดูกาล.  เมื่อฤดูไม่เป็นไปตามฤดูกาล  ฝนย่อมไม่ตกโดยชอบ

บางครั้งตก  บางครั้งไม่ตก ตกในบางท้องที่ ไม่ตกในบางท้องที่ ก็เมื่อตกย่อมตก

ขณะหว่าน ขณะแตกหน่อ ขณะแตกก้าน  ขณะออกรวง   ขณะออกน้ำนมเป็นต้น

ย่อมตกโดยประการที่ไม่เป็นอุปการะแก่ข้าวกล้าเลย  และแล้งไปนาน ด้วยเหตุนั้น

ข้าวกล้าจึงสุกไม่พร้อมกันปราศจากสมบัติมีกลิ่นสีและรสเป็นต้น. แม้ในข้าวสาร

ที่ใส่ในภาชนะเดียวกัน ข้าวในส่วนหนึ่งดิบ ส่วนหนึ่งเปียกแฉะ  ส่วนหนึ่งไหม้.

บริโภคข้าวนั้นเข้าไปย่อมถึงโดยอาการ ๓ อย่างในท้อง.    สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มี

โรคมากและมีอายุน้อยด้วยเหตุนั้น.  อายุย่อมเสื่อมด้วยอำนาจของฤดูและโภชนะ

ด้วยประการฉะนี้โดยแท้.

แม้ทวยเทพทั้งปวงตลอดถึงพรหมโลกย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยธรรม

โดยนัยอันมีในเบื้องต้นว่า  ก็เมื่อใดพระราชาเป็นผู้ประกอบด้วยธรรม  เมื่อนั้น

แม้เสนาบดีและอุปราชก็เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมดังนี้.  เพราะทวยเทพเหล่านั้น

ตั้งอยู่ในธรรม พระจันทร์และพระอาทิตย์ย่อมดำเนินไปโดยสม่ำเสมอ.  ลมย่อม

พัดไปตามทางของลมย่อมไม่ทำให้วิมานที่ตั้งอยู่บนอากาศสะเทือน.    เมื่อวิมาน

ไม่สะเทือนพวกเทวดาก็มีแก่ใจเล่นกีฬา.  ฤดูย่อมเป็นไปตามกาลอย่างนี้.     ฝน

ย่อมตกโดยชอบเกื้อกูลข้าวกล้าตั้งแต่ขณะหว่าน   ตกตามเวลา แล้งไปตามเวลา.

ด้วยเหตุนั้น    ข้าวกล้าสุกพร้อมกัน   มีกลิ่นหอม  มีสีงาม  มีรสอร่อย  มีโอชะ.

โภชนะที่ปรุงด้วยข้าวกล้านั้นแม้บริโภคแล้วก็ถึงความย่อยง่าย       สัตว์ทั้งหลาย

เป็นผู้ไม่มีโรคมีอายุยืนด้วยเหตุนั้น.      อายุย่อมเจริญด้วยอำนาจฤดูและโภชนะ

ด้วยประการฉะนี้.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 79

ในบรรดาพระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า

วิปัสสีทรงอุบัติในขณะที่สัตว์มีอายุ   ๘๐,๐๐๐   ปี   พระสิขี    ทรงอุบัติในขณะที่

สัตว์มีอายุ  ๗๐,๐๐๐ ปี  ดังนั้น   ท่านกำหนดอายุนี้ไว้  คล้ายกับเสื่อมไปโดยลำดับ

แต่ไม่ใช่เสื่อมอย่างนั้น.     พึงทราบว่าอายุเจริญ     เจริญแล้วเสื่อม.     ถามว่า

อย่างไร.  ตอบว่า ในภัทรกัปนี้ก่อน พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะทรง

อุบัติในขณะที่สัตว์มีอายุ   ๔๐,๐๐๐  ปี    กำหนดอายุไว้  ๕  ส่วน    ดำรงอยู่

๔  ส่วน     เมื่อถึงส่วนที่   ๕  ก็ปรินิพพาน.      อายุนั้นเสื่อมถึงกาลกิริยาเมื่อ

อายุ  ๑๐ ปี    แล้วเจริญอีกเป็นอสงไขย     จากนั้นก็เสื่อมดำรงอยู่ในขณะที่สัตว์

มีอายุ   ๓๐,๐๐๐  ปี.     กาลนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โกนาคมนะ

ทรงอุบัติ.    แม้เมื่อพระโกนาคมนะนิพพานแล้วอย่างนั้น    อายุนั้นเสื่อมถึง

กาลกิริยาเมื่ออายุ  ๑๐  ปี   แล้วเจริญอีกเป็นอสงไขย  เสื่อมอีกดำรงอยู่ในขณะ

ที่สัตว์มีอายุ   ๒๐,๐๐๐ ปี.  กาลนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ทรง

อุบัติ.   แม้เมื่อพระกัสสปะนั้นปรินิพพานอย่างนั้นแล้ว    อายุนั้นก็เสื่อมถึงกาล

กิริยาเมื่อมีอายุ   ๑๐ ปี แล้วเจริญอีกเป็นอสงไขยเสื่อมอีกถึงกาลกิริยาเมื่อมีอายุ

๑๐๐ ปี.  ทีนั้น  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเราทรงอุบัติ.  อายุมิได้เสื่อมลง

โดยลำดับอย่างนั้น    พึงทราบว่าเจริญ   เจริญแล้วจึงเสื่อม.   ในข้อนั้นพึงทราบ

ว่า  ข้อที่เมื่อมนุษย์ทั้งหลายมีอายุเจริญ    พระพุทธเจ้าย่อมทรงอุบัตินั้นแลเป็น

กำหนดอายุของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น.   การกำหนดอายุจบ  พึงทราบวินิจฉัยใน

การกำหนดสถานที่ตรัสรู้

บทว่า  ปาฏลิยามูเล  คือภายใต้ต้นแคฝอย.    ลำต้นแคฝอยนั้นโดย

ส่วนสูงถึง  ๑๐๐  ศอก    คือ วันนั้นลำต้นพุ่งขึ้นไป  ๕๐  ศอกกิ่ง ๕๐  ศอก.

อนึ่ง    ต้นแคฝอยนั้นในวันนั้นมีดอกดุจติดกับช่อปกคลุมเป็นอันเดียวกัน

ตั้งแต่โคนต้น.    กลิ่นทิพย์ฟุ้งไป.    มิใช่ดอกแคฝอยต้นนี้ต้นเดียวเท่านั้นบาน.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 80

ต้นแคฝอยทั้งหมดในหมื่นจักรวาลก็บาน.      มิใช่แคฝอยอย่างเดียวบาน.

บรรดาต้นไม้ทั้งหมดในหมื่นจักรวาลก็บาน เช่น กอปทุมบานที่กอ ก้านปทุมบาน

ที่ก้าน  สายปทุมบานที่สาย  อากาศปทุมบานบนอากาศบัวหลวง  ทำลายพื้นดิน

ผุดขึ้น.  แม้มหาสมุทรก็ดาดาษไปด้วย  ปทุม  ๕  ชนิดและด้วยบัวขาบ  บัวแดง.

ทั้งหมื่นจักรวาลได้มีกลุ่มดอกไม้คล้ายธง  เกลื่อนกลาดไปด้วยพวงดอกไม้เนื่อง

กันและกองดอกไม้ที่ร่วง ณ  ที่นั้น   ๆ  แพรวพราวไปด้วยดอกไม้สีต่าง  ๆ  ได้

เป็นเช่นกับสวนนันทวัน  จิตรลดาวัน    มิสสกวัน    และปารุสกวัน.   เป็นดุจยก

ธงขึ้น ณ ริมขอบจักรวาลด้านทิศตะวันออก จด ริมขอบจักรวาลด้านทิศตะวัน

ตก.  และดุจยกธงขึ้น ณ ริมขอบจักรวาลด้านทิศตะวันตก  ทิศใต้   ทิศเหนือ

จด  ริมขอบจักรวาลด้านทิศใต้.   ได้เป็นจักรวาลอัน สมบูรณ์ด้วยสิริของกัน และ

กัน อย่างนี้.  บทว่า อภิสมฺพุทฺโธ  ความว่า  แทงตลอด  คุณ  ความเจริญ สิริ

อันเป็นพุทธะ คือ ตรัสรู้ยิ่งซึ่งอริยสัจ  ๔.  แม้ในบททั้งหลายเป็นต้นว่า  ดูกร

ภิกษุทั้งหลาย    พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนานว่า  สิขี    เป็นพระอรหันตสัมมา-

สัมพุทธะตรัสรู้ยิ่งแล้ว  ณ ดวงไม้บุณฑริกดังนี้  พึงทราบการพรรณนาโดยนัยนี้

แล.

ก็บทว่า   ปุณฺฑรีโก  ในที่นี้   คือ    ต้นมะม่วงมีรสหวาน.   แม้ต้น

มะม่วงนั้นก็มีปริมาณนั้นเหมือนกัน.   อนึ่งในวันนั้นต้นมะม่วงนั้นก็ปกคลุมไป

ด้วยดอกอันเป็นทิพย์และมีกลิ่นหอม.   ไม่ใช่ดอกอย่างเดียว.    ได้มีผลดกด้วย.

มะม่วงนั้น   ข้างหนึ่งผลอ่อน   ข้างหนึ่งผลปานกลาง     ข้างหนึ่งผลยังไม่แก่จัด

ข้างหนึ่งผลแก่จัดมีรสอร่อย  มีโอชะดุจใส่ทิพย์โอชะลงไปห้อยย้อยลง.   ต้นมะ-

ม่วงนั้นฉันใด  ในหมื่นจักรวาลก็ฉันนั้น ต้นไม้ที่ออกดอกก็ได้ประดับด้วยดอก

ต้นไม้ที่ออกผลก็ได้ประดับด้วยผล.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 81

บทว่า สาโล คือต้นสาละ.  แม้ต้นสาละนั้น  ก็มีปริมาณนั้นเหมือนกัน.

พึงทราบดอกสิริความเจริญอยู่อย่างนั้นเหมือนกัน.    แม้ในต้นไม้ซึกก็นัยนี้เหมือน

กัน  ในต้นมะเดื่อไม่มีดอกความงอกงามของผลในต้นมะเดื่อนี้มีนัยกล่าวแล้วใน

ต้นมะม่วงนั้นแล.   ในต้นไทรก็อย่างเดียวกันในโพธิ์ใบก็อย่างเดียวกัน.

บัลลังก์ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์อย่างเดียวกัน.  แต่ต้นไม้เป็นอย่าง

อื่น.  ในบรรดาต้นไม้เหล่านั้น   พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงรู้แจ้งถึงการตรัสรู้

กล่าวคือมรรคญาณ  ๔  ณ  ควงไม้ใด ๆ  ไม้นั้น ๆ ท่านเรียกว่า  โพธิ.  นี้ชื่อ

ว่ากำหนดสถานที่ตรัสรู้.

พึงทราบวินิจฉัยในการกำหนดสาวก.   บทว่า  ขณฺฑติสฺส  คือ

สาวกชื่อว่า  ขัณฑะและติสสะ.      ท่านทั้งสองนั้นท่านขัณฑะร่วมบิดาเดียวกัน

เป็นน้อง   ท่านติสสะเป็นปุโรหิต.       ท่านขัณฑะบรรลุที่สุดแห่งปัญญาบารมี

ท่านติสสะบรรลุที่สุดแห่งสมาธิบารมี.  บทว่า  อคฺค   อธิบายว่า   เป็นผู้สูงสุด

เพราะความเป็นผู้มีคุณไม่เหมือนกับ ผู้ที่เหลือยกเว้นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม

ว่า วิปัสสี.  บทว่า  ภทฺทยุค อธิบายว่า ชื่อว่าคู่เจริญเพราะความเป็นผู้เลิศ.

บทว่า  อภิภูสมฺภว  คือ สาวกชื่อว่า  อภิภู  และ สัมภวะ  ท่านทั้ง

สองนั้น     ท่านอภิภูบรรลุที่สุดแห่งปัญญาบารมีไปสู่พรหมโลก     จากอรุณวดี

กับ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิขี  แล้วแสดงปาฏิหาริย์หลายอย่างแก่พรหม

บริษัท แสดงธรรมแผ่ไปทั่วหมื่นโลกธาตุให้มืดมิดแล้วส่องแสงสว่างแก่ผู้ที่เกิด

สังเวชว่านี้อะไรกัน   แล้วอธิษฐานว่า   ขอให้ชนทั้งปวงจงเห็นรูปของเราและจง

ได้ยินเสียงของเราดังนี้    ได้กล่าวสองคาถา    ว่าท่านทั้งหลายจงเริ่มได้ดังนี้เป็น

ต้น   ให้ได้ยินเสียง.  ท่านสัมภวะได้บรรลุที่สุดแห่งสมาธิบารมี.

บทว่า โสณุตฺตร คือพระสาวกชื่อว่า โสณะและพระอุตตระ.  ในท่าน

ทั้งสองนั้น   ท่านโสณะบรรลุปัญญาบารมี  ท่านอุตตระบรรลุสมาธิบารมี.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 82

บทว่า วิธูรสญฺชีว    คือ พระสาวกชื่อว่า วิธูระ  และสัญชีวะ ในท่าน

ทั้งสองนั้น  ท่านวิธุระบรรลุปัญญาบารมี.  ท่านสัญชีวะบรรลุสมาธิบารมี  เป็น

ผู้มักเข้าสมาบัติพยายามด้วยกำลังสมาบัติในที่พักกลางคืนที่พักกลางวัน   กุฎี  ถ้ำ

และมณฑปเป็นต้น    เข้านิโรธในป่าตลอดวัน.      พวกทำงานในป่าเป็นต้น

เข้าใจว่า  ท่านมรณภาพจึงพากันเผาท่าน.   ท่านสัญชีวะนั้นครั้นออกจากสมาบัติ

ตามกำหนด ห่มคลุมเข้าไปยังบ้านเพื่อบิณฑบาตร. อาศัยเหตุนั้นแล  ชนทั้งหลาย

จึงรู้จักท่านว่า ท่านสัญชีวะ   ดังนี้.

บทว่า ภิยฺโยสุตฺตร  คือ พระสาวกชื่อว่า  ภิยโยสะและอุตตระ.   ใน

ท่านทั้งสองนั้น     ท่านภิยโยสะเป็นผู้เลิศด้วยปัญญา  ท่านอุตตระเป็นผู้เลิศด้วย

สมาธิ.

บทว่า ติสฺสภารทฺวาช  คือ  พระสาวกชื่อว่าติสสะ   และภารัทวาชะ.

ในท่านทั้งสองนั้น   ท่านติสสะได้บรรลุปัญญาบารมี   ท่านภารทวาชะได้บรรลุ

สมาธิบารมี.

บทว่า สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาน   คือ พระสาวกชื่อว่า   สารีบุตร   และ

โมคคัลลานะ. ในท่านทั้งสองนั้น    ท่านสารีบุตรได้เป็นผู้เลิศในทางปัญญา ท่าน

โมคคัลลานะได้เป็นผู้เลิศในทางสมาธิ.  นี้ชื่อว่ากำหนดคู่อัครสาวก.

พึงทราบวินิจฉัยในการกำหนดการประชุมสาวก.   การประชุมครั้งแรก

ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปัสสีได้ประกอบด้วยองค์  ๔.  คือภิกษุทั้ง

หมดเป็นเอหิภิกษุ  ภิกษุทั้งหมดมีบาตรและจีวรบังเกิดด้วยฤทธิ์.  ภิกษุทั้งหมด

ไม่ได้นัดหมายกันมา.  อนึ่ง ภิกษุเหล่านั้นมาประชุมกันในวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ.

ลำดับนั้น  พระศาสดา ประทับนั่งจับพัดยังภิกษุให้ลงอุโบสถ.  ครั้งที่  ๒ ครั้งที่ ๓

กันนัยนี้แล.    ในการประชุมทั้งหมดของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่เหลือก็เป็นอย่าง

นั้น.  ก็แต่ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายได้มีการประชุมในปฐมโพธิกาล


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 83

เท่านั้นเพราะเหตุใดพระสูตรนี้ท่านกล่าวไว้แล้วในภาคอื่น เพราะฉะนั้น ท่าน

จึงกล่าวว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย   การประชุมสาวกของเราในบัดนี้    ให้มีหนเดียว

ดังนั้นการประชุมจึงจบ.

ในบทว่า  อฑฺฒเตรสานิภิกฺขุสตานิ  ความว่า ภิกษุ ๑,๒๕๐ รูปคือ

บุราณชฎิล   ๑,๐๐๐  รูป  ปริวารพระอัครสาวก ๒๕๐  รูป.  ในบรรดาภิกษุเหล่านั้น

ควรกล่าวถึงเรื่องตั้งแต่อภินิหารของพระอัครสาวกทั้งสองแล้ว   แสดงถึงการ

บรรพชา. อนึ่ง บรรดาบรรพชิตเหล่านั้น พระมหาโมคคลัลานะบรรลุพระอรหัต

ในวันที่เจ็ด.    พระธรรมเสนาบดี    เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเวทนา-

ปริคคหสูตรอันเป็นธรรมยาคะที่เตรียมไว้  แก่ทีฆนขปริพาชก  ผู้เป็นหลาน ณ

ถ้ำสูกรขาตาท่ามกลางภูเขาคิชฌกูฏ    ในวันที่ ๑๕ ส่งญาณไปเพื่อรู้ตามโดยระลึก

ไปตามเทศนา  ได้บรรลุสาวกบารมีญาณ.

พระผู้มีพระเจ้าทรงทราบถึงการบรรลุพระอรหัตของพระเถระแล้ว เสด็จ

ขึ้นไปยังเวหาสไปปรากฏ ณ พระวิหารเวฬุวัน. พระเถระรำพึงว่าพระผู้มีพระเจ้า

เสด็จไปไหนหนอ ครั้นทราบความที่พระองค์ประดิษฐานอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน

แม้ท่านเองก็เหาะสู่เวหาสไปปรากฏ ณ พระวิหารเวฬุวันเหมือนกัน.   ลำดับนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงประกาศปาติโมกข์  (หลักคำสอน)  พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงหมายถึงการประชุมนั้น    จึงตรัสว่า ภิกษุ  ๑,๒๕๐ รูปเป็นต้น.  นี้คือกำหนด

การประชุมของพระสาวก.

พึงทราบวินิจฉัย   ในการกำหนดอุปฐากต่อไป.  บทว่า   พระอานนท์

ท่านกล่าวหมายถึงความที่พระอานนทเถระ   เป็นอุปฐากประจำ.   เพราะว่า   ใน

ปฐมโพธิกาล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้มีพระอุปฐากไม่ประจำ. บางคราว พระนาค-

สมาละถือบาตรและจีวรตามเสด็จ. บางคราวพระนาคิตะ. บางคราวพระอุปวาณะ.

บางคราวพระสุนักขัตตะ.  บางคราวจุนทสมณุเทส   บางคราวพระสาคตะ   บาง

คราวพระเมฆิยะ.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 84

ในบรรดาท่านเหล่านั้น     บางคราวพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปทางไกล

กับพระนาคสมาลเถระ  เสด็จถึงทางสองแพร่ง.  พระเถระหลีกออกจากทางกราบ

ทูลว่า    ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า   ข้าพระองค์จะไปตามทางนี้.    ทีนั้นพระผู้มี

พระภาคเจ้าตรัสกะพระเถระนั้นว่า  มานี่ภิกษุเราจะไปทางนี้.  พระเถระนั้นกราบ

ทูลว่า   ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า  ขอพระองค์รับบาตรและจีวรของพระองค์เถิด

ข้าพระองค์จะไปตามทางนี้แล้วก็เตรียมจะวางบาตรและจีวรลงบนพื้น. ลำดับนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ตรัสกะพระเถระนั้นว่า  นำมาเถิดภิกษุแล้วทรงรับบาตรและ

จีวรเสด็จไป.   เมื่อภิกษุนั้นไปอีกทางหนึ่ง   พวกโจรชิงบาตรแระจีวรไป   และ

ศีรษะ.  ภิกษุนั้นคิดว่า   บัดนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่พึ่งของเรา ไม่มีผู้อื่น

แล้ว ได้มาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งที่เลือดไหล.  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

นี่อะไร ภิกษุ จึงกราบทูลเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น.  ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส

กะภิกษุนั้นว่า   อย่าคิดไปเลย   ภิกษุ  เราห้ามเธอถึงเหตุนั้นแล้วทรงปลอบภิกษุ

นั้น.

ก็บางคราวพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไปยังชันตุคามในวังสมฤคทาย

วันด้านปาจีน   กับพระเมฆิยเถระ.   แม้ ณ ที่นั้นพระเมฆิยะไปบิณฑบาต ใน

ชันตุคาม    เห็นสวนมะม่วงน่าประทับใจ ณ  ฝั่งแม่น้ำ   กราบทูลว่า  ข้าแต่พระ-

ผู้มีพระภาคเจ้า   ขอพระองค์ทรงรับบาตรและจีวรของพระองค์ไปเถิด   ข้าพระ-

องค์จะบำเพ็ญสมณธรรมที่สวนมะม่วงนั้นแม้ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามถึง

๓ ครั้ง  ก็ไปจนได้  ครั้นถูกอกุศลวิตกครอบงำ  จึงกลับมากราบทูลเหตุที่เกิดขึ้นนั้น

ให้ทรงทราบ.   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะพระเมฆิยะว่า   เรากำหนดรู้เหตุนี้แก่

เธอแล้วยังได้ห้ามเธอไว้   แล้วได้เสด็จไปยังพระนครสาวัตถี   โดยลำดับ.

ณ  พระนครสาวัตถีนั้น      พระผู้มีพระภาคเจ้าแวดล้อมด้วยหมู่ภิกษุ

ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์อันบวรที่ปูไว้  ณ  บริเวณคันธกุฎี   ตรัสเรียกภิกษุทั้ง


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 85

หลายว่า   ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราเป็นผู้แก่  ภิกษุบางรูปเมื่อเราบอกว่าเราไป

ตามทางนี้กันเถิด   ได้ไปเสียทางอื่น   บางรูปวางบาตรและจีวรของเราไว้บนพื้น

พวกเธอจงเลือกภิกษุรูปหนึ่ง    เป็นอุปฐากประจำของเรา.     ภิกษุทั้งหลายเกิด

ธรรมสังเวช  ลำดับนั้น  ท่านพระสารีบุตรลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ตั้งความปรารถนาไว้

กะพระองค์  บำเพ็ญบารมีตลอดอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป ธรรมดาอุปฐากมีปัญญา

มากเช่นข้าพระองค์สมควรมิใช่หรือ  ข้าพระองค์จักอุปฐากพระองค์ดังนี้.  พระผู้

มีพระภาคเจ้าทรงห้ามพระสารีบุตรว่า  อย่าเลย  สารีบุตร  เธออยู่ในทิศใด   ทิศ

นั้นไม่ว่างเปล่าทีเดียว     โอวาทของเธอเช่นเดียวกับโอวาทของพระพุทธเจ้าทั้ง

หลาย    เธอไม่ต้องทำหน้าที่อุปฐากเรา.    พระมหาสาวก ๘๐  รูป    เริ่มแต่พระ

มหาโมคคัลลานะเป็นต้นได้ลุกขึ้นโดยทำนองเดียวกัน.   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

ห้ามพระสาวกเหล่านั้นทั้งหมด.   แต่พระอานนนเถระ  นั่งนิ่งทีเดียว.

ลำดับนั้น  ภิกษุทั้งหลายกล่าวกะพระอานนทเถระนั้นอย่างนี้ว่า   ท่าน

อานนท์ หมู่ภิกษุกราบทูลขอคำแหน่งอุปฐาก  แม้ท่านก็จงกราบทูลขอบ้างดังนี้.

พระอานนทเถระนั้นกล่าวว่า  ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย  ชื่อว่าการอุปฐากที่กราบทูล

ขอแล้วได้มาจะเป็นเช่นไร   พระศาสดาไม่ทรงเห็นเราดอกหรือ   หากพระองค์

จักพอพระทัย จักทรงบอกว่า อานนท์ จงอุปฐากเราดังนี้. ทีนั้น พระผู้มีพระภาค-

เจ้าตรัสว่า   ดูกรภิกษุทั้งหลาย    อานนท์ไม่ควรให้ผู้อื่นส่งเสริมจักรู้ด้วยตนเอง

แล้วอุปฐากเรา.   แต่นั้น ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ท่านพระอานนท์ลุกขึ้นเถิด   จง

กราบทูลขอตำแหน่งอุปฐากกะพระทศพล.     พระเถระลุกขึ้นกราบทูลขอพร ๘

ประการคือ  ข้อห้าม ๔  ข้อ  ข้อขอร้อง ๔ ข้อ.

พึงทราบข้อห้าม ๔ ข้อ.  พระอานนทเถระกราบทูลว่า      ข้าแต่พระ-

องค์ผู้เจริญ  หากพระผู้มีพระภาคเจ้า   จักไม่ประทานจีวรอันประณีตที่พระองค์


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 86

ได้มาแก่ข้าพระองค์   จักไม่ประทานบิณฑบาต   จักไม่ให้อยู่ในคันธกุฎีเดียวกัน

รับนิมนต์แล้วจักไม่ไปร่วมกันด้วยประการฉะนี้     ข้าพระองค์จักอุปฐากพระผู้มี

พระภาคเจ้าดังนี้   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   ดูกรอานนท์  ก็เธอเห็นโทษ

อะไรในข้อนี้   กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  หากข้าพระองค์จักได้สิ่งเหล่านี้

จักมีผู้กล่าวหาแก่ข้าพระองค์ว่า     พระอานนท์ใช้จีวรอันประณีตที่พระทศพลได้

แล้ว  ฉันบิณฑบา   อยู่ในคันธกุฎีเดียวกัน ไปสู่ที่นิมนต์ร่วมกัน  เมื่อได้ลาภนี้

จึงอุปุฐากพระตถาคต    เมื่ออุปฐากอย่างนี้จะหนักหนาอะไร.   พระอานนทเถระ

กราบทูลขอข้อห้าม ๔ ข้อ   เหล่านี้.

พึงทราบข้อขอร้อง ๔ ข้อ.    พระอานนทเถระ    กราบทูลว่า    ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ หากพระผู้มีพระภาคเจ้าจักเสด็จไปสู่ที่นิมนต์ที่ข้าพระองค์รับไว้

หากข้าพระองค์จักได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าในขณะที่บริษัทมาจากภายนอกแคว้น

ภายนอกชนบทเพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ามาถึงแล้ว   ขณะใดความสงสัยเกิดขึ้น

แก่ข้าพระองค์   ขณะนั้นข้าพระองค์จักได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า   พระผู้มี

พระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมข้อใดลับหลังข้าพระองค์  ครั้นเสด็จกลับมาแล้ว  จัก

ทรงแสดงธรรมข้อนั้นแก่ข้าพระองค์   ด้วยประการฉะนี้    ข้าพระองค์จักอุปฐาก

พระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้      เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   อานนท์   เธอเห็น

อานิสงส์อะไรในข้อนี้    กราบทูลว่า   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ   กุลบุตรทั้งหลายผู้

มีศรัทธาในพระศาสนานี้     เมื่อไม่ได้โอกาสของพระผู้มีพระภาคเจ้า   ย่อมกล่าว

กะข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ วันพรุ่งนี้โปรดรับภิกษาในเรือน

ของพวกกระผมพร้อมด้วยพระผู้มีพระภาคเจ้า     ดังนี้   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจักไม่เสด็จไป  ณ  ที่นั้น     ข้าพระพุทธเจ้าจักไม่ได้

โอกาสเพื่อชี้แจงกะบริษัทในขณะที่เขาปรารถนาและเพื่อบันเทาความสงสัย

จักมีผู้กล่าวว่า     อะไรกันพระอานนท์     อุปฐากพระทศพล      แม้เพียงเท่านี้


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 87

พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ทรงทำการอนุเคราะห์แก่พระอานนท์     ดังนี้   อนึ่ง

ชนทั้งหลายจักถามข้าพระพุทธเจ้าลับหลังพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่ท่านพระ

อานนท์   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงคาถานี้  สูตรนี้   ชาดกนี้ในที่ไหน  ดังนี้

หากข้าพระองค์จักชี้แจงข้อนั้นไม่ได้   จักมีผู้กล่าวว่าแม้เพียงเท่านี้   ท่านก็ยังไม่รู้

ท่านไม่ละพระผู้มีพระภาคเจ้าดุจเงาเที่ยวไปตลอดกาลนาน      เพราะเหตุไรดังนี้

ด้วยเหตุนั้น   ข้าพระองค์ปรารถนาจะกล่าวธรรมแม้ที่พระองค์ทรงแสดงลับหลัง

อีกครั้ง.   พระอานนท์กราบทูลขอข้อขอร้อง  ๔  ข้อนี้.

แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทรงประทานแก่พระอานนท์นั้น.      พระ-

อานนท์ครั้นรับพร  ๘  ประการเหล่านี้แล้วก็ได้เป็นอุปฐากประจำด้วยประการ

ฉะนี้.  พระอานนท์บรรลุผลแห่งบารมีที่บำเพ็ญมาตลอด   แสนกัปเพื่อตำแหน่ง

นั้น.    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บัดนี้ภิกษุอานนท์ผู้เป็น

อุปฐากของเราได้เป็นอุปฐากผู้เลิศดังนี้          หมายถึงความที่พระอานนท์นี้เป็น

อุปฐากประจำนั้น.   นี้เป็นการกำหนดอุปฐาก.

การกำหนดบิดามีความง่ายอยู่แล้ว.

บทว่า วิหาร  ปาวิสิ   ความว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปสู่วิหาร

เพราะเหตุอะไร     นัยว่า     พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสดังนั้นแล้วทรงดำริว่า

เราบรรลุถึงที่สุดอันหาระหว่างมิได้แล้วยังไม่ได้   กล่าวถึงวงศ์ของพระพุทธเจ้า

ทั้งหลาย   ๗  พระองค์เลย     ก็เมื่อเราเข้าไปยังวิหาร     ภิกษุเหล่านี้ได้ปรารภถึง

บุพเพนิวาสญาณโดยประมาณอันยิ่งแล้วจักกล่าวถึงคุณ   เมื่อเป็นเช่นนั้น เรามา

กล่าวถึงพุทธวงศ์อันหาระหว่างมิได้   ให้ภิกษุทั้งหลายบรรลุถึงที่สุดแล้ว จักแสดง

ดังนี้  ทรงให้โอกาสภิกษุทั้งหลายสนทนากันจึงเสด็จลุกจากอาสนะเข้าสู่พระวิหาร.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแบบอันใดไว้  วาระ  ๙  เหล่านี้มาแล้วในแบบแผนนั้น คือ

กำหนดกัป  กำหนดชาติ  กำหนดโคตร กำหนดอายุ  กำหนดการตรัสรู้  กำหนด


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 88

คู่สาวก    กำหนดการประชุมสาวก   กำหนดอุปฐาก   กำหนดบิดา.    วาระหลาย

อย่างยังไม่มาถึงแต่จะนำมาแสดง.

จริงอยู่   เมื่อบุตรสมควรแก่ตระกูลและวงศ์หนึ่งของพระโพธิสัตว์

ทั้งปวงเกิดแล้ว ควรออกบวชนี้แลเป็นวงศ์ นี้เป็นประเพณี. ถามว่าเพราะเหตุไร

ตอบว่า   เพราะว่าตั้งแต่การหยั่งลงสู่ครรภ์ของมารดาของพระโพธิสัตว์ผู้เป็น

พระสัพพัญญูทั้งหลายมีปาฏิหาริย์หลายอย่างดังได้กล่าวแล้วในตอนก่อน     ผิว่า

เมืองเกิดบิดามารดาภรรยาบุตรของพระโพธิสัตว์เหล่านั้นไม่พึงปรากฏ      เมือง

เกิดบิดาบุตรของบุคคลนี้ก็ไม่ปรากฏ.

ผู้นี้เห็นจะเป็นเทวดา  ท้าวสักกะมารหรือพรหม และสำคัญว่าปาฏิหาริย์

เช่นนี้ของเทวดาทั้งหลายไม่น่าอัศจรรย์       พึงสำคัญถึงปาฏิหาริย์อันไม่ควรฟัง

ไม่ควรเชื่อ.     แต่นั้นการตรัสรู้ไม่พึงมี     เมื่อไม่มีการตรัสรู้     การอุบัติของ

พระพุทธเจ้าก็ไม่มีประโยชน์  คำสอนก็ไม่นำให้พ้นไปจากทุกข์     เพราะฉะนั้น

เมื่อบุตรสมควรแก่ตระกูลและวงศ์ของพระโพธิสัตว์ทั้งปวงเกิด     ควรออกบวช

นี้แลเป็นวงศ์  นี้เป็นประเพณี.  เพราะฉะนั้น  ควรนำวาระหลาย ๆ อย่างมาแสดง

ด้วยสามารถแห่งบุตรเป็นต้น.

ในสัมพหุลวาระพึงทราบ    บุตรทั้ง   ๗  ตามลำดับของพระพุทธเจ้า ๗

พระองค์เหล่านี้ก่อน  คือ

สมวัตตักขันธะ   อตุละ   สุปปพุทธะ   อุตตระ   สัตถวาหะ

วิชิตเสนะ  ราหุลเป็นที่  ๗,  ในบรรดาบุตรเหล่านั้น   เมื่อเจ้าชายราหุลประสูติ

พวกราชบุรุษนำหนังสือบอกข่าว      มาวางไว้บนพระหัตถ์ของพระมหาบุรุษ.

ลำดับนั้น    ความสิเนหาในพระโอรสทำให้พระวรกายทุกส่วนของพระมหาบุรุษ

ซาบซ่าน.    พระมหาบุรุษดำริว่า    เมื่อบุตรเกิดเพียงคนเดียว    ความสิเนหา

ในบุตรยังเป็นถึงเพียงนี้      ถ้าเราจักมีบุตรกว่า  ๑,๐๐๐  คน      ในบุตรเหล่านั้น


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 89

เมื่อคนหนึ่งเกิดความผูกพันด้วยสิเนหาเพิ่มมากขึ้นอย่างนี้     หัวใจจักแตกสลาย

เป็นแท้  เพราะเหตุนั้น   พระองค์จึงตรัสว่า ห่วงเกิดแล้ว  เครื่องผูกพันเกิด

แล้ว.  ในวันนั้นเองพระมหาบุรุษทรงสละราชสมบัติออกทรงผนวช.  ในการเกิด

บุตรของพระโพธิสัตว์ทุกองค์มีนัยนี้แล  นี้ การกำหนดบุตร

บุตรแม้ทั้ง  ๗  เหล่านั้น    ได้มีมารดาเหล่านี้คือ

พระนางสุตตนา พระนางสัพพกามา  พระนางสุจิตตา  พระ-

นางโรจนี  พระนางรุจจตินี   พระนางสุนันทา และพระนางพิมพาเป็น

องค์ที่ ๗.    ก็พระนางพิมพาเทวี    เมื่อราหุลกุมารประสูติ    ได้ปรากฏชื่อว่า

ราหุลมารดา.  นี้  การกำหนดภรรยา.

ก็พระโพธิสัตว์ ๒  องค์นี้คือ    พระวิปัสสี   พระกกุสันธะ  เสด็จขึ้น

รถเทียมด้วยม้าอาชาไนย    เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์.   พระโพธิสัตว์ ๒ องค์

คือ  พระสิขี    พระโกนาคมนะ     ประทับบนคอช้างประเสริฐออกทรงผนวช.

พระเวสสภูโพธิสัตว์ประทับนั่งบนวอทองออกทรงผนวช.    พระกัสสปะประทับ

นั่งบนพื้นมหาปราสาท     ยังอานาปานจตุตถฌานให้เกิด      ออกจากฌานแล้ว

การทำฌานนั้นให้เป็นบาท  ทรงอธิษฐานว่า  ปราสาทจงไปหยั่งลง ณ โพธิมณฑล

ปราสาทไปทางอากาศแล้วหยั่งลง ณ โพธิมณฑล.       แม้พระมหาบุรุษลงจาก

ปราสาทนั้น   ประทับบนพื้นทรงอธิษฐานว่า    ปราสาทจงไปตั้งอยู่  ณ  ที่เดิม.

ปราสาทนั้นก็ต้องอยู่ในที่เดิม.  แม้พระมหาบุรุษก็ทรงประกอบความเพียรตลอด

๗ วัน ประทับนั่ง ณ โพธิบัลลังก์ได้ตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ.  ก็พระโพธิสัตว์

ของเราทั้งหลาย  เสด็จประทับม้ากัณฐกะออกทรงผนวช.   นี้    การกำหนดยาน.

วิหารของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี  ตั้งอยู่ในเนื้อที่ประมาณ

โยชน์หนึ่ง.   ของพระสิขี  ๓  คาวุต.   ของพระเวสสภูกึ่งโยชน์  ของพระกกุสันธะ

คาวุตหนึ่ง   ของพระโกนาคมนะกึ่งคาวุต   ของพระกัสสปะ ๒๐  อุสภะ.  วิหาร


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 90

ของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราตั้งอยู่ในเนื้อที่ ๑๖ กรีส    โดยวัดตามปกติ  ๘  กรีส

โดยวัดของหลวง.  นี้  การกำหนดพระวิหาร.

เศรษฐีทั้งหลายให้ช่างทำอิฐทองคำ   ยาว ๑ ศอก   กว้าง ๑ คืบ   สูง

๘  นิ้ว  ปูโดยส่วนขวางแล้ว ซื้อสร้างที่อยู่ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า

วิปัสสี.   ปูด้วยผาลไม้เส้าทองคำซื้อถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า  สิขี.

ให้ช่างทำเท้าช้างทองคำปูโดยขวาง      ซื้อถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า

เวสสภู.   ปูด้วยอิฐทองคำ    ตามนัยที่กล่าวแล้ว    ซื้อถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า

พระนามว่า   กกุสันธ.  ปูด้วยเต่าทองคำ   ตามนัยกล่าวแล้ว  ซื้อถวายแด่พระ

ผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า   โกนาคมนะ.    ปูด้วยทองแท่ง   ซื้อถวายแด่พระผู้มี

พระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ.    และปูโดยขวางแห่งกหาปณะอันมีเครื่องหมาย

ซื้อถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย.  นี้  กำหนดในการถือพื้นที่สร้าง

วิหาร.

อุปฐากผู้ที่ซื้อพื้นที่ทำให้เป็นวิหารถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม

ว่าวิปัสสีนั้น  ชื่อปุนัพพสุมิตตะ.  ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนานว่า สิขี  ชื่อ

สิริวัฑฒ์.    ถวายพระเวสสภู ชื่อ โสตถิยะ.     ถวายพระกกุสันธะ ชื่อ อัจจุตะ.

ถวายพระโกนาคมนะ  ชื่อ อุคคะ.   ถวายพระกัสสปะ ชื่อ สุมนะ.   ถวายพระผู้มี

พระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย  ชื่อ  สุทัตตะ.       ก็อุปฐากเหล่านั้นทั้งหมดได้เป็น

เศรษฐีคหบดีมหาศาล.  นี้   กำหนดอุปัฏฐาก.

ยังมีสถานที่อื่นอีก  ๔ แห่ง.  อันเป็นสถานที่ที่จะเว้นเสียมิได้  คือ  โพธิ

บัลลังก์ของพระพุทธเจ้าทั้งหมด   เว้นไม่ได้ย่อมมีในที่เดียวเท่านั้น.   การแสดง

พระธรรมจักรในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน  เว้นไม่ได้เลย.    การเหยียบพระบาท

ครั้งแรก  ณ  ประตูสังกัสสนคร   ตอนเสด็จลงจากเทวโลก  เว้นไม่ได้เลย.   ที่ตั้ง

เท้าเตียง  ๔  ที่ในพระคันธกุฏี   ในเชตวันมหาวิหาร   เว้นไม่ได้ทีเดียว.  ก็แต่ว่า


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 91

วิหารมีเล็กบ้างใหญ่บ้าง.   แม้วิหารก็เว้นไม่ได้.   แต่นครเว้นได้.    กาลใดนคร

อยู่ด้านปาจีน  กาลนั้นวิหารอยู่ด้านปัจฉิม.   กาลใดนครอยู่ด้านทักษิณ กาลนั้น

วิหารอยู่ด้านอุดร.      กาลใดนครอยู่ด้านปัจฉิม     กาลนั้นวิหารอยู่ด้านปาจีน.

กาลใดนครอยู่ด้านอุดร กาลนั้นวิหารอยู่ด้านทักษิณ.   ก็บัดนี้  นครอยู่ด้านอุดร

วิหารอยู่ด้านทักษิณ.   อนึ่ง พระพุทธเจ้าทุกพระองค์มีความต่างกันอยู่ ๕ อย่าง

คือ ต่างกันโดยอายุ ต่างกันโดยประมาณ ต่างกันโดยตระกูล ต่างกัน

โดยความเพียร ต่างกันโดยรัศมี.

พระพุทธเจ้าบางพระองค์มีพระชนมายุยืน บางพระองค์มีพระชนมายุน้อย

ชื่อว่าต่างกันโดยอายุ.   เป็นความจริงอย่างนั้น  พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร

ได้มีพระชนมายุประมาณแสนปี.     พระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเราได้มีพระ

ชนมายุประมาณ ๑๐๐ ปี.     พระพุทธเจ้าบางพระองค์สูง    บางพระองค์เตี้ย

ชื่อว่าต่างกันโดยประมาณ.   เป็นความจริงอย่างนั้น   พระทีปังกร  สูง  ๘๐ ศอก

พระสุมนะ สูง ๙๐ ศอก   แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย  สูง ๑๘ ศอก.

บางพระองค์ทรงอุบัติในตระกูลกษัตริย์บางพระองค์ทรงอุบัติในตระกูลพราหมณ์

ชื่อว่าต่างกันโดยตระกูล. ความเพียรของบางพระองค์มีเวลาสั้น เช่น พระผู้มีพระ

ภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ    ของบางพระองค์ยาวนานดั่งเช่นพระผู้มีพระภาคเจ้า

ของเราทั้งหลาย ชื่อว่าต่างกันโดยความเพียร.  พระรัศมีจากพระวรกายของพระ

ผู้มีพระภาคเจ้า  พระนามว่า  สุมังคละ  ประมาณ หมื่นโลกธาตุ.   ของพระผู้มี

พระภาคเจ้าของเราประมาณวาหนึ่งโดยรอบ ชื่อว่าต่างกันโดยรัศมี     ในความ

ต่างกันนั้น  ต่างกันโดยรัศมีเกี่ยวกับพระพุทธประสงค์.    พระพุทธเจ้าพระองค์

ใดทรงมีพระประสงค์เท่าใด     รัศมีจากพระวรกายของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ย่อมแผ่ไปเท่านั้น.         รัศมีจากพระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า

สุมังคละย่อมแผ่ไป  หมื่นโลกธาตุเป็นนิจ   ดังนี้ได้เป็นพระพุทธประสงค์.   แต่


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 92

ชื่อว่าความต่างกันในคุณ คือ การตรัสรู้ไม่มี.  โบราณกบัณฑิตแสดงเรื่องอื่นอีก

เช่นกำหนดสหชาต  และกำหนดนักษัตรของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย.

บุคคลและสิ่งที่เกิดร่วมกับพระสัพพัญญูโพธิสัตว์ ๗ เหล่านี้  คือ ราหุล-

มารดา  พระอานนทเถร  พระฉันนะ ม้ากัณฐกะ หม้อขุมทรัพย์  ต้นมหาโพธิ

พระกาฬุทายี.      อนึ่ง  พระมหาบุรุษทรงปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระมารดา

เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์  ทรงแสดงพระธรรมจักร  ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์

ในฤกษ์อุตตราสาฬหะ   ประสูติ    ตรัสรู้    และปรินิพพาน    โดยฤกษ์วิสาขะ.

ประชุมพระสาวก   และทรงปลงอายุสังขารโดยฤกษ์มาฆะ.   เสด็จลงจากเทวโลก

โดยฤกษ์อัสสยุชะ  พึงนำมาแสดงเพียงเท่านี้.   นี้    กำหนดหลายวาระ.

บัดนี้ พึงทราบความในบทว่า  อถโข เตส ภิกฺขูน  เป็นต้น    ภิกษุ

เหล่านั้นเกิดความประหลาดใจยิ่งนักว่า   ท่านผู้มีอายุ    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

กล่าวถึงการเข้าสู่ปฏิสนธิตั้งแต่จุติ    การส่งญาณย้อนหลังตั้งแต่ปฏิสนธิไปถึงจุติ

อันเป็นทางของบุพเพนิวาส  อันนี้หนักมาก   ดุจทรงชี้รอยเท้าบนอากาศ   แล้ว

จึงกล่าวว่า   ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย น่าอัศจรรย์จริง   เมื่อจะแสดงเหตุแม้อื่นอีกจึง

กล่าวว่า  ยตฺร  หิ  นาม    ตถาคโต  ดังนี้

บทว่า ยตฺร หิ  นาม  เป็นนิบาตใช้ในความว่าน่าอัศจรรย์.  อธิบายว่า

พระตถาคต  พระองค์ใดเล่า.  ในบทว่า  ฉินฺนปปญฺเจ  นี้   ความว่า กิเลส ๓

อย่างเหล่านี้ คือ ตัณหา มานะ ทิฐิ ชื่อธรรมทำให้เนินช้า. บทว่า ฉินฺนวฏุเม นี้

ท่านกล่าววัฏฏะคือกุศลกรรมและอกุศลกรรม ว่า วฏุมะ.บทว่า ปริยาทินฺนวฏฺเฏ

เป็นไวพจน์ของบทว่า ฉินฺนวฏฺเมนั้น  นั่นแล. อธิบายว่าควบคุมวัฏฏะ คือกรรม

ทั้งหมดได้แล้ว.   บทว่า  สพฺพทุกฺขวีติวตฺเต   ได้แก่   ล่วงทุกข์  กล่าวคือ

วิปากวัฏฏะ  ทั้งหมด.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 93

บทว่า อนุสฺสริสฺสติ นี้เป็นคำกล่าวถึงอนาคต   ด้วยอานาจของนิบาต

ว่า  ยตฺรหิ  ดังนี้.   ก็ในบทนี้พึงทราบอธิบายด้วยสามารถแห่งอดีต   จริงอยู่

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นแล้ว       ไม่ใช่จัก

ระลึกถึงในบัดนี้.

บทว่า  เอวสีลา  ความว่า มีศีลอย่างนี้โดย มรรคศีล ผลศีล  โลกิยศีล

โลกุตตรศีล.   บทว่า   เอวธมฺมา  ความว่า   ธรรมเป็นฝ่ายสมาธินั่นแล   ท่าน

ประสงค์ในบทนี้. อธิบายว่า มี้สมาธิอย่างนี้โดยมรรคสมาธิ ผลสมาธิ โลกิยสมาธิ

โลกุตตรสมาธิ.   บทว่า เอวปญฺา   ความว่า มีปัญญาอย่างนี้ด้วยสามารถแห่ง

มรรคปัญญา   เป็นต้น.

บทว่า เอววิหารี  อธิบายว่า หากมีปัญหาว่า  ก็ในบทนี้   เพราะธรรม

ฝ่ายสมาธิท่านยึดถือในภายหลังเป็นอันยึดถือวิหารธรรมด้วย  เพราะเหตุไร  จึง

ยึดถือธรรมที่ยึดถืออยู่แล้วอีกเล่า.   ตอบว่า นี้ไม่ใช่เป็นการยึดถือ.   เพราะบทนี้

ท่านกล่าวเพื่อแสดงถึงนิโรธสมาบัติ.  เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้น

ได้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่คือนิโรธสมาบัติ   พึงทราบความในบทนี้อย่างนี้.

บทว่า  เอว  วิมุตฺตา    ความว่า ความพ้นในบทนี้มี ๕ อย่าง   คือ

พ้นด้วยข่มไว้  (วิกขัมภนวิมุตติ)    พ้นชั่วคราว  (ตทังควิมุตติ)    พ้นเด็ดขาด

(สมุจเฉทวิมุตติ)    พ้นอย่างสงบ (ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ)    พ้นออกไป (นิสสรณ-

วิมุตติ).  ในวิมุตติเหล่านั้น    สมาบัติ ๘ จัดเป็นวิกขัมภนวิมุตติ  เพราะพ้นจาก

นิวรณ์เป็นต้นที่ข่มไว้ได้เอง.     อนุปัสสนา ๗ มี    อนิจจานุปสัสนา  เป็นต้น

จัดเป็น ตทังควิมุตติ   เพราะกำหนดด้วยสามารถเป็นข้าศึกของธรรมนั้น ๆ เอง

เพราะพ้นจากนิจจสัญญาเป็นต้น เหล่านั้น.  อริยมรรค   จัดเป็นสมุจเฉทวิมุตติ

เพราะพ้นจากกิเลสที่ตัดขาดแล้วเอง.  สามัญญผล ๔  จัดเป็นปฏิปัสสัทธิวิมุตติ

เพราะเกิดขึ้นในที่สุดแห่งการสงบของกิเลสด้วยอานุภาพมรรค.  นิพพานจัดเป็น


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 94

นิสสรณวิมุตติ เพราะพ้นคือเพราะปราศจากคือ เพราะตั้งอยู่ไกลจากกิเลสทั้งปวง

เพราะเหตุนั้นพึงทราบเนื้อความในบทนี้ว่า       พ้นแล้วอย่างนี้ด้วยสามารถแห่ง

วิมุตติ ๕ เหล่านี้.

บทว่า ปฏิสลฺลานา วุฏฺิโต   ความว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออก

จากความเป็นผู้ประทับอยู่พระองค์เดียว.   ถามว่า  สืบเนื่องกันอย่างไรจากบทว่า

อิโต  โส ภิกฺขเว ดังนี้.   ตอบว่า ก็พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มด้วย

สองบทเหล่านี้ว่า   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ตถาคตได้แทงตลอดธรรมธาตุนี้  และว่า

แม้ทวยเทพก็พากันกราบทูลความนี้แก่ตถาคตดังนี้.   ในบททั้งสองนั้น  พระผู้มี

พระภาคเจ้าทรงแสดงบทกราบทูลของเทวดา   จักใคร่ครวญถึงโกลาหลของเทว-

จารึกในตอนจบพระสูตร.   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภเทศนานี้ด้วยสามารถ

การสืบเนื่องจากบทธรรมธาตุ.

ในบทเหล่านั้น  พึงทราบ ๑๑ บท เป็นต้นว่า ขตฺติโย ชาติยา โดยนัย

ที่กล่าวไว้แล้วในนิทานกัณฑ์. บทว่า วิปัสสี ในบทเป็นต้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย

พระโพธิสัตว์พระนามว่าวิปัสสี  เป็นชื่อของพระโพธิสัตว์องค์นั้น.  อนึ่ง ท่านได้

ชื่อนั้น   เพราะเป็นผู้ฉลาดในการเห็นเนื้อความหลาย ๆ อย่าง.

บทว่า โพธิสตฺโต  คือสัตว์ผู้ฉลาด สัตว์ผู้ตรัสรู้. อีกอย่างหนึ่ง  สัตว์ผู้

ฝักใฝ่คือมีใจจดจ่ออยู่ในมรรค ๔ กล่าวคือ  โพธิ  ชื่อว่า โพธิสัตว์.  ในบทว่า

สโต สมฺปชาโน นี้  บทว่า สโต คือสตินั้นเอง. บทว่า สมฺปชาโน คือญาณ

อธิบายว่า  พระโพธิสัตว์ทรงกระทำสติให้มั่น   กำหนดด้วยญาณเสด็จลงสู่พระ-

ครรภ์ของพระมารดา.  บทว่า โอกฺกมิ ท่านแสดงความที่พระโพธิสัตว์เสด็จลง

ด้วยบทนี้ในบาลีไม่ได้แสดงถึงลำดับแห่งการก้าวลง    ก็เพราะลำดับแห่งการก้าว

นั้น   ท่านยกขึ้นสู่อรรถกถา  ฉะนั้น พึงทราบอย่างนี้.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 95

จริงอยู่ พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ทรงบำเพ็ญบารมี  ๓๐ ทัศ ทรงบริจาค

มหาบริจาค  ๕     ทรงบรรลุที่สุดแห่งญาตัตถจริยา   โลกัตถจริยา   พุทธจริยา

ทรงดารงอยู่ในอัตภาพที่  ๓   เช่นพระเวสสันดร     ทรงให้มหาทาน  ๗  ครั้ง

ทรงยังแผ่นดินให้หวั่นไหว ๗ ครั้ง    ทรงกระทำกาละแล้วทรงอุบัติในภพดุสิต

ในวาระแห่งจิตที่ ๒   แม้พระโพธิสัตว์พระนามว่าวิปัสสี    ก็ทรงกระทำกาละ

เหมือนอย่างนั้นทรงอุบัติในสวรรค์ชั้นดุสิต    ทรงประดิษฐานอยู่ในสวรรค์ชั้น

ดุสิตนั้นตลอด ๕๗ โกฏิปี ยิ่งด้วย ๖ ล้านปี. ก็ในกาลอื่น พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย

ทรงอุบัติในเทวโลกที่สัตว์มีอายุยืน    ย่อมไม่ดำรงอยู่ตราบเท่าอายุนั้น.    เพราะ

เหตุไร.  เพราะทำบารมีให้เต็มได้ยากในที่นั้น.  พระโพธิสัตว์เหล่านั้น  กระทำ

อธิมุตตกาลกิริยา     จึงบังเกิดในถิ่นของมนุษย์นั้นแล.      ก็บารมีทั้งหลายของ

พระวิปัสสีโพธิสัตว์นั้น     สามารถจะยังพระสัพพัญญุตญาณให้เกิดโดยอัตภาพ

เดียวในบัดนี้ได้ ฉันใด  ในครั้งนั้น  พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้ดำรงอยู่ในสวรรค์ชั้น

ดุสิตนั้นตราบเท่าอายุเพราะบารมีเต็มแล้วด้วยประการทั้งปวง ฉันนั้น.    ก็พวก

เทวดาจักจุติโดย ๗ วัน    ด้วยการคำนวณของพวกมนุษย์ ดังนั้น  บุพนิมิต ๕

ย่อมเกิดขึ้น คือ ดอกไม้เหี่ยว   ผ้าเศร้าหมอง   เหงื่อไหลจากรักแร้ทั้งสอง  ผิว

พรรณหมอง  เทวดาไม่ตั้งอยู่ในเทวอาสน์.

ในบทเหล่านั้น บทว่า มาลา ได้แก่ดอกไม้ที่ประดับในวันถือปฏิสนธิ.

นัยว่าดอกไม้เหล่านั้นไม่เหี่ยวมาตลอด ๕๗ โกฏิปี ยิ่งด้วย ๖ ล้านปี  แต่ในตอน

นั้นเหี่ยว.   แม้ในผ้าทั้งหลายก็มีนัยนี้แหละ.   ก็ตลอดกาลประมาณเท่านี้   พวก

เทวดา ไม่รู้สึกหนาว ไม่รู้สึกร้อน.  ในกาลนั้นเหงื่อไหลจากสรีระ เป็นหยด ๆ

ตลอดกาลประมาณเท่านี้ในสรีระของเทวดาเหล่านั้น     ย่อมไม่ปรากฏวรรณต่าง

กันด้วยสามารถฟันหักและผมหงอก  เป็นต้น.    เทพธิดาปรากฏเหมือนมีอายุ

๑๖ เทพบุตร  ปรากฏเหมือนมีอายุ  ๒๐.  แต่ในเวลาตาย  อัตภาพของเทพบุตร


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 96

เหล่านั้นทรุดโทรม.   อนึ่ง ตลอดกาลประมาณเท่านี้   เทพบุตรเหล่านั้น  ไม่มี

ความกระสันในเทวโลก.   แต่ในเวลาจะตาย  หายใจไม่ออกกระสับกระส่าย  ไม่

ยินดี  ในอาสนะของตน.

ก็บุพนิมิต  ๕  เหล่านี้     ย่อมปรากฏแก่เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่เท่านั้นไม่

ปรากฏแก่เทวดาทั้งปวง      เหมือนนิมิตมีอุกกาบาตแผ่นดินไหวและจันทคราส

เป็นต้น   ย่อมปรากฏแก่พระราชาและอำมาตย์ของพระราชาเป็นต้น  ผู้มีบุญมาก

เท่านั้น    ไม่ปรากฏแก่คนทั้งปวง ฉะนั้น.  เหมือนอย่างมีนักโหราศาสตร์ ย่อมรู้

บุพนนิมิต  ในมนุษย์ทั้งหลาย  คนทั้งปวงไม่รู้ ฉันใด  ทวยเทพทั้งปวงย่อมไม่รู้

แม้นิมิตเหล่านั้น     แต่บัณฑิตเท่านั้นรู้ได้ฉันนั้น.    เทพบุตรเหล่าใดเกิดใน

เทวโลกนั้นด้วยกุศลกรรมน้อย   เมื่อเทพบุตรเหล่านั้นเกิด   เขากลัวว่า บัดนี้ใคร

จะรู้พวกเราเกิดที่ไหน  เทพบุตรที่มีบุญมากย่อมไม่กลัวว่า   พวกเราอาศัยทาน

ที่เราให้   ศีลที่เรารักษา  ภาวนาที่เราเจริญ  จักเสวยสมบัติในเทวโลกเบื้องบน.

แม้พระโพธิสัตว์พระนามว่าวิปัสสี    ทรงเห็นบุพนิมิตเหล่านั้นแล้วไม่

ทรงกลัวว่า  บัดนี้เราจักเป็นพระพุทธเจ้าในอัตภาพถัดไป.  เมื่อเป็นเช่นนั้นเมื่อ

นิมิตเหล่านั้น  ปรากฏแก่พระองค์ ทวยเทพในหมื่นจักรวาฬพากันมาประชุมทูล

วิงวอนว่า  ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมี ๑๐ มิได้ทรงปรารถนา

สักกสมบัติ   มารสมบัติ   พรหมสมบัติ   สมบัติพระเจ้าจักรพรรดิ   แต่พระองค์

ทรงปรารถนาความเป็นพุทธะ    ทรงบำเพ็ญเพื่อถอนสัตว์ออกจากโลก   บัดนี้

กาลนั้นมาถึงพระองค์แล้ว   เป็นสมัยเพื่อความเป็นพุทธะแล้ว.

ลำดับนั้น  พระมหาสัตว์มิได้ทรงรับปฏิญญาของเทวดาเหล่านั้น   ทรง

ตรวจดูมหาวิโลกนะ  ๕ ประการ ด้วยสามารถทรงกำหนด  กาล  ทวีป  ประเทศ

ตระกูล  และอายุของพระมารดา. ในมหาวิโลกนะ ๕ นั้น พระมหาสัตว์ทรงตรวจ

ดูกาลก่อนว่า   ถึงเวลาหรือยัง.   กาลเมื่ออายุของสัตว์เจริญมากกว่าแสนปี    ก็ยัง


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 97

ไม่ใช่กาล.   ถามว่าเพราะเหตุไร.  ตอบว่า  เพราะในกาลนั้น  ชาติชราและมรณะ

จะไม่ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลาย.     ชื่อว่าพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

อันจะทำให้พ้นจากพระไตรลักษณ์ก็จะไม่มี.   เมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลาย  ตรัสว่า

ทุกฺข   อนิจฺจ  อนตฺตา   ดังนี้    สัตว์ทั้งหลายก็จะพูดว่า  พระพุทธเจ้าตรัสอะไร

แล้วไม่สำคัญเพื่อจะฟัง เพื่อจะเชื่อ. แต่นั้นก็จะไม่มีการตรัสรู้  เมื่อไม่มีการตรัสรู้.

คำสอนก็จะไม่นำสัตว์ให้ออกจากทุกข์   เพราะฉะนั้น   จึงไม่ใช่กาล    แม้กาลเมื่อ

สัตว์มีอายุถอยลงไปกว่า ๑๐๐  ปี  ก็ไม่ใช่กาล.   ถามว่าเพราะเหตุไร     ตอบว่า

เพราะในกาลนั้น    สัตว์ทั้งหลายมีกิเลสหนา.     โอวาทที่ให้แก่สัตว์ที่มีกิเลสหนา

ย่อมไม่ดำรงอยู่ในฐานะเป็นโอวาท เหมือนไม้เท้าขีดลงไปในน้ำย่อมหายไปทันที

เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่กาล.    กาลเมื่ออายุสัตว์ตั้งแต่แสนปี ลงมาถึง ๑๐๐  ปี ชื่อ

ว่ากาล.  ก็ในกาลนั้น.   มนุษย์ทั้งหลายมีอายุ ๘๐,๐๐๐  ปี.  ครั้งนั้น พระมหาสัตว์

ทรงเห็นว่าถึงกาลที่ควรจะเกิดแล้ว.  จากนั้น  พระมหาสัตว์ทรงตรวจดูทวีปทรง

เห็นทวีป ๔ พร้อมด้วยบริวาร   ทรงเห็นว่าใน ๓ ทวีป  พระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ไม่บังเกิด     บังเกิดในชมพูทวีปแห่งเดียว.    ชมพูทวีปเป็นทวีปให้ประมาณ

๑๐,๐๐๐ โยชน์ ทรงตรวจดูประเทศต่อไปว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมบังเกิดใน

ประเทศไหนหนอ    ทรงเห็นมัชฌิมประเทศ.   ท่านกล่าวถึงมัชฌิมประเทศไว้

ในวินัยโดยนัยเป็นต้นว่า   ด้านทิศตะวันออกมีนิคมชื่อกชังคละ  ประเทศนั้นโดย

ส่วนยาวประมาณ  ๓๐๐  โยชน์  โดยส่วนกว้างประมาณ ๑๕๐ โยชน์   โดยรอบ

ประมาณ   ๙๐๐  โยชน์.  จริงอยู่   ในประเทศนั้น  พระพุทธเจ้าทั้งหลาย  พระปัจ-

เจกพุทธะทั้งหลาย   พระอัครสาวก  พระมหาสาวก  ๘๐   พระเจ้าจักรพรรดิและ

กษัตริย์  พราหมณ์  คหบดี เศรษฐี   ผู้มีศักดิ์ใหญ่เหล่าอื่นย่อมเกิด.  อนึ่ง  ใน

ประเทศนี้มีนครชื่อพันธุมดี  พระมหาสัตว์ทรงตัดสินพระทัยว่า  เราควรไปเกิด

ในนครนั้น.    จากนั้นทรงตรวจดูตระกูล    ทรงเห็นตระกูลแล้วว่า    ธรรมดา


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 98

พระพุทธเจ้าทั้งหลาย   ย่อมบังเกิดในตระกูลที่ชาวโลกยกย่อง     ก็บัดนี้  ตระกูล

กษัตริย์อันชาวโลกยกย่องแล้ว   เราจักเกิดในตระกูลนั้น    พระราชาพระนามว่า

พันธุมจักเป็นพระบิดาของเรา ดังนี้.     จากนั้น   ทรงตรวจดูมารดา   ทรงเห็น

แล้วว่า   ธรรมดาพระพุทธมารดาไม่เป็นหญิงเหลาะแหละ     ไม่เป็นนักเลงสุรา

บำเพ็ญบารมีมาแล้วถึง แสนกัป  ตั้งแต่เกิดมาศีล  ๕ ไม่ขาด   ก็หญิง  เช่นพระ-

นางพันธุมดีเทวีนี้จักเป็นมารดาของเรา ดังนี้.   ทรงรำพึงว่า พระนางพันธุมดีเทวี

จะมีพระชนมายุเท่าไร  ทรงเห็นแล้วจักมีพระชนมายุ ๗ วัน ต่อจาก ๑๐  เดือน.

พระโพธิสัตว์ทรงตรวจดูมหาวิโลกนะ ๕  นี้ตรัสว่า     ดูกรผู้นิรทุกข์

ทั้งหลาย เป็นกาลอันสมควรของเราเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว   เมื่อจะทรง

ทำการสงเคราะห์แก่ทวยเทพประทานปฏิญญา   ว่าพวกท่านจงพากันกลับไปเถิด

ทรงส่งเทวดาเหล่านั้นแล้ว   แวดล้อมด้วยเทวดาชั้นดุสิตเสด็จเข้าไปยังสวน

นันทวันในดุสิตเทวโลก.     แม้ในเทวโลกทั้งหมดก็มีสวนนันทวันเหมือนกัน.

เหล่าเทวดาพากันทูลเตือนว่า   ขอพระองค์จงจุติจากเทวโลกนี้ไปสู่มนุษยสุคติ

เถิด แล้วทูลให้ระลึกถึงโอกาสที่ทรงบำเพ็ญกุศลกรรมมาในกาลก่อน.   พระโพธิ-

สัตว์นั้นแวดล้อมไปด้วยเหล่าเทวดาผู้ให้ระลึกถึงกุศลอย่างนี้   เสด็จไปอยู่ในสวน

นันทวันนั้นทรงจุติแล้ว.  ก็ครั้นจุติอย่างนี้แล้วย่อมรู้ว่า  เราจุติ  ไม่รู้จุติจิตแม้ถือ

ปฏิสนธิแล้วจึงรู้   แต่ไม่รู้ปฏิสนธิจิตอีกนั้นแหละ   แต่รู้อย่างนี้ว่าเราถือปฏิสนธิ

ในที่นี้นั่นเอง.       แต่พระเถระบางพวกกล่าวว่า   ควรได้การนึกคิดโดยปริยาย

พระโพธิสัตว์จักรู้วารจิตที่สองที่สาม.

แต่พระมหาสิวเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกกล่าวว่า  ปฏิสนธิของพระมหา-

สัตว์ไม่เหมือนปฏิสนธิของสัตว์อื่น     ด้วยว่าสติสัมปชัญญะของพระมหาสัตว์

เหล่านั้นถึงที่สุดแล้ว     แต่เพราะไม่สามารถกระทำจิตดวงนั้นด้วยจิตดวงนั้นได้

ฉะนั้น จึงไม่รู้จุติจิต  แต่ในขณะจุตินั่นเองย่อมรู้ว่าเราจุติไม่รู้ปฏิสนธิจิต  รู้เพียง


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 99

ว่าเราได้ถือปฏิสนธิ  ณ  ที่โน้นดังนี้.     ในกาลนั้นหมื่นโลกธาตุย่อมหวั่นไหว.

พระโพธิสัตว์มีสติสัมปชัญญะอย่างนี้    เสด็จลงสู่ครรภ์มารดาทรงถือปฏิสนธิด้วย

มหาวิบากจิต   เช่นกับกุศลจิตอันเป็นอสังขาริกะ   สหรคตด้วยโสมนัส   สัมปยุต

ด้วยญาณอันเป็นส่วนเบื้องต้น  แห่งเมตตาในปฏิสนธิจิต ๑๙ ดวง.  อนึ่ง พระ-

มหาสิวเถระยังกล่าวว่า   จิตลหรคตด้วยอุเบกขา.   พระโพธิสัตว์แม้พระองค์นั้น

ก็ได้ถือปฏิสนธิด้วยอุฤกษ์อุตตราสาฬหะในวันเพ็ญเดือน ๘ เหมือนพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าของเราทั้งหลายฉะนั้น.

ได้ยินว่า ในครั้งนั้นจำเดิมแต่วันที่  ๗  แห่งอาสาฬหะบูรณมี พระมารดา

ของพระโพธิสัตว์ทรงเล่นนักขัตตกีฬา     ทรงประดับด้วยดอกไม้และของหอม

เป็นต้น     ไม่มีการดื่มสุราเสด็จลุกแต่เข้าในวันที่ ๗ ทรงสรงสนานด้วยน้ำหอม

ทรงตกแต่งด้วยเครื่องประดับทุกชนิด   เสวยพระกระยาหารเลิศ   ทรงอธิษฐาน

องค์อุโบสถ   เสด็จเข้าสู่ห้องสิริบรรทมเหนือพระสิริไสยาศน์     ทรงเข้าสู่นิทรา

ได้ทอดพระเนตรเห็นพระสุบินนี้.

ในพระสุบินนั้นว่า     ท้าวมหาราชทั้ง  ๔ ได้ยกพระพุทธมารดาพร้อม

ด้วยพระที่นำไปยังสระอโนดาด ให้สรงสนาน ให้ทรงนุ่งห่มด้วยผ้าทิพย์ ให้ทรง

ลูบไล้ด้วยของหอมทิพย์ ประดับ ดอกไม้ทิพย์  ไม่ไกลจากนั้นมีภูเขาเงิน ภายใน

ภูเขาเงินนั้นมีวิมานทอง     ให้พระพุทธมารดาหันพระเศียรไปทางทิศปาจีน

บรรทม  ณ วิมานทองนั้น.

ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เป็นช้างเผือกผ่อง  ไม่ไกลจากนั้นมีภูเขาทองลูก

หนึ่ง  พระโพธิสัตว์เสด็จไปที่ภูเขาทอง  นั้นแล้วเสด็จลงจากภูเขาทอง  เสด็จขึ้น

ภูเขาเงินแล้วเสด็จเข้าไปยังวิมานทอง   กระทำประทักษิณพระมารดาแล้วได้เป็น

คล้ายแหวกพระปรัศเบื้องขวาเสด็จเข้าไปสู่พระครรภ์.  ทันทีนั้น  พระเทวีทรงตื่น

กราบทูลพระสุบินนั้นแด่พระราชา.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 100

ครั้นสว่างแล้ว พระราชารับสั่งให้เรียกหัวหน้าพราหมณ์ประมาณ ๖๔ คน

ให้ลาดอาสนะอันมีค่ามากบนพื้นฉาบด้วยของเขียว กระทำมงคลสักการะด้วยข้าว

ตอกเป็นต้น      เมื่อพราหมณ์ทั้งหลายนั่ง ณ  ที่นั้นแล้ว  ทรงนำถาดทองถาดเงิน

อันเต็มไปด้วยข้าวปายาสอย่างดี  ปรุงด้วยเนยใสน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดครอบด้วย

ถาดทองถาดเงินอีกทีถวาย.   ทรงให้พราหมณ์เหล่านั้นอิ่มเอิบด้วยวัตถุอย่างอื่น

มีผ้าใหม่แม่โคแดงและทานเป็นต้น.   พระราชาตรัสบอกพระสุบินนั้นแก่พรา-

หมณ์เหล่านั้น     ผู้เอิบอิ่มด้วยสิ่งปรารถนาทั้งปวงแล้วรับสั่งถามว่า    พระสุบิน

นั้นจักเป็นอย่างไร.  พวกพราหมณ์กราบทูลว่า  ขอเดชะข้าแต่มหาราช  พระองค์

อย่าทรงพระวิตกเลย   พระเทวีทรงพระครรภ์แล้ว  พระเจ้าข้า   อนึ่ง พระครรภ์

นั้นเป็นบุรุษไม่ใช่สตรี  พระองค์จักมีพระโอรส   พระโอรสนั้นหากครองเรือน

จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ   ประกอบด้วยธรรม   เป็นธรรมราชา   หากออกบวช

จักเป็นพระพุทธเจ้าผู้เปิดโลก.    พึงทราบลำดับการพรรณนาเนื้อความในบทนี้

ว่า  พระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์พระมารดาดังนี้ก่อน.     บทว่า  อยเมตฺถ

ธมฺมตา  ความว่า ข้อนี้ เป็นธรรมดาในการเสด็จลงสู่พระครรภ์พระมารดานี้.

ท่านอธิบายว่านี้เป็นความเป็นจริง  นี้เป็นความแน่นอนดังนี้.

ชื่อว่านิยามนี้มี ๕ อย่าง คือ กรรมนิยาม   อุตุนิยาม  พีชนิยาม  จิตต-

นิยาม  ธรรมนิยาม.  ในนิยามทั้ง ๕ นั้น     การให้ผลแห่งกุศลที่น่าปรารถนา

การให้ผลแห่งอกุศลที่ไม่น่าปรารถนา  นี้ชื่อกรรมนิยาม.  เพื่อแสดงกรรมนิยาม

นั้นควรกล่าวถึงเรื่องในคาถาว่า น อนฺตลิกฺเข  ดังนี้เป็นต้น. มีเรื่องเล่าว่า  หญิง

คนหนึ่งทะเลาะกับสามีประสงค์จะผูกคอตาย จึงสอดคอเข้าไปในบ่วงเชือก. บุรุษ

คนหนึ่งลับมีดอยู่เห็นหญิงนั้นประสงค์จะตัดเชือก      จึงวิ่งไปปลอบหญิงนั้นว่า

น้องอย่ากลัว  น้องอย่ากลัว.  เชือกกลายเป็นอสรพิษรัดคอหญิงอยู่.     บุรุษนั้น

กลัวรีบหนีไป.  หญิงนั้นตาย ณ  ที่นั้นเอง.   ควรแสดงถึงเรื่องทั้งหลายเป็นต้น

อย่างนี้ในที่นี้.


หน้าที่ 1-50
หน้าที่ 101-150