พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 451

ฟ้องไม่เป็นธรรม   พึงรู้บุคคลผู้ถูกฟ้องไม่เป็นธรรม  พึงรู้บุคคลผู้ฟ้องเป็นธรรม

พึงรู้บุคคลผู้ถูกฟ้องเป็นธรรม  พึงรู้บุคคลผู้แน่นอน   พึงรู้บุคคลผู้ไม่แน่นอน

พึงรู้บุคคลผู้ควรต้องอาบัติ  พึงรู้บุคคลผู้ไม่ควรต้องอาบัติ  พึงรู้บุคคลผู้ถูกสงฆ์

ยกวัตร  พึงรู้บุคคลผู้ไม่ถูกสงฆ์ยกวัตร   พึงรู้บุคคลผู้ถูกนาสนะ   พึงรู้บุคคลผู้

ถูกนาสนะ   พึงรู้บุคคลผู้มีสังวาสเสมอกัน   พึงรู้บุคคลผู้มีสังวาสต่างกัน   พึงรู้

การงดปาติโมกข์   แล.

หมวด  ๑   จบ

 

หัวข้อประจำหมวด

[๙๔๒]   ก่ออาบัติและไม่ก่ออาบัติ   อาบัติและอนาบัติ   อาบัติเบาและ

อาบัติหนัก  อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติหาส่วนเหลือมิได้   อาบัติชั่วหยาบและ

ไม่ชั่วหยาบ    อาบัติทำคืนได้และทำคืนไม่ได้    อาบัติแสดงได้และแสดงไม่ได้

อาบัติทำอันตรายและไม่ทำอันตราย   อาบัติมีโทษและไม่มีโทษ   อาบัติเกิดแต่

การทำและไม่ทำ   อาบัติเกิดแต่การทำด้วยการไม่ได้ทำด้วย   อาบัติที่ต้องก่อน

และต้องหลังอันตราบัติ     อาบัติที่นับเข้าในจำนวนและไม่นับเข้าในจำนวน

บัญญัติและอนุบัญญัติ     อนุปันนบัญญัติ     สัพพัตถบัญญัติและปเทสบัญญัติ

สาธารณบัญญัติและอสาธารณบัญญัติ   เอกโตบัญญัติและอุภโตบัญญัติ   อาบัติ

ชั่วหยาบและไม่ชั่วหยาบ   อาบัติเกี่ยวกับคฤหัสถ์และไม่เกี่ยวกับคฤหัสถ์  อาบัติ

แน่นอนและไม่แน่นอน   บุคคลผู้ทำทีแรกและไม่ได้ทำทีแรก   ผู้ต้องอาบัติไม่

เป็นนิจ   ผู้ต้องอาบัติเนือง ๆ   โจทก์และจำเลย   ผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องเป็นธรรม

ผู้แน่นอนและแน่ไม่นอน  ผู้ควรต้องอาบัติและไม่ควรต้องอาบัติ   ผู้ถูกยกวัตร


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 452

และไม่ถูกยกวัตร  ผู้ถูกนาสนะและไม่ถูกนาสนะ  ผู้มีสังวาสเสมอกันและมีสังวาส

ต่างกัน  การงด  หัวข้อดังกล่าวนี้จัดเป็นหมวด ๑.

หัวข้อประจำหมวด  จบ

 

หมวด   ๒

ว่าด้วยสัญญาวิโมกข์เป็นต้น

[๙๔๓]  มีอยู่ อาบัติเป็นสัญญาวิโมกข์  มีอยู่  อาบัติมิใช่สัญญาวิโมกข์

มีอยู่   อาบัติของภิกษุผู้ได้สมาบัติ   มีอยู่   อาบัติของภิกษุผู้ไม่ได้สมาบัติ   มีอยู่

อาบัติเกี่ยวด้วยสัทธรรม   มีอยู่    อาบัติเกี่ยวด้วยบริขารของตน    มีอยู่    อาบัติ

เกี่ยวด้วยบริขารของผู้อื่น    มีอยู่    อาบัติเกี่ยวด้วยบุคคล    คือตนเอง    มีอยู่

อาบัติเกี่ยวด้วยบุคคลอื่น  มีอยู่   ภิกษุพูดจริงต้องอาบัติหนัก   มีอยู่    ภิกษุพูด

เท็จต้องอาบัติเบา  มีอยู่   ภิกษุพูดเท็จต้องอาบัติหนัก   มีอยู่    ภิกษุพูดจริงต้อง

อาบัติเบา  มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุอยู่บนแผ่นดินจงต้อง อยู่ในอากาศไม่ต้อง มีอยู่

อาบัติ   ภิกษุอยู่ในอากาศจึงต้อง  อยู่บนแผ่นดินไม่ต้อง  มีอยู่  อาบัติภิกษุออก

ไปจึงต้อง   เข้าไปไม่ต้อง   มีอยู่    อาบัติ    ภิกษุเข้าไปจึงต้อง   ออกไปไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุถือเอาจึงต้อง   มีอยู่   อาบัติ    ภิกษุไม่ถือเอาจึงต้อง   มีอยู่

อาบัติ   ภิกษุสมาทานจึงต้อง   มีอยู่   อาบัติ    ภิกษุไม่สมาทานจึงต้อง   มีอยู่

อาบัติ   ภิกษุทำจึงต้อง   มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุไม่ทำจึงต้อง  มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุ

ให้จึงต้อง  มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุไม่ให้จึงต้อง   มีอยู่   อาบัติ    ภิกษุรับจึงต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุไม่รับจึงต้อง  มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องเพราะบริโภค  มีอยู่


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 453

อาบัติ   ภิกษุต้องเพราะไม่บริโภค  มีอยู่   อาบัติ    ภิกษุต้องในกลางคืนไม่ต้อง

ในกลางวัน   มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องในกลางวัน   ไม่ต้องในกลางคืน   มีอยู่

อาบัติ   ภิกษุต้องเพราะอรุณขึ้น   มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องไม่ใช่เพราะอรุณขึ้น

มีอยู่   อาบัติภิกษุตัดจึงต้อง  มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุไม่ตัดจึงต้อง   มีอยู่   อาบัติ

ภิกษุปิดจึงต้อง  มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุไม่ปิดจึงต้อง  มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุทรงไว้

จึงต้อง  มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุไม่ทรงไว้จึงต้อง.

 

ว่าด้วยอุโบสถเป็นต้น

[๙๔๔]  อุโบสถมี  ๒  คืออุโบสถในวันสิบสี่  ๑  อุโบสถในวันสิบห้า  ๑

ปวารณามี  ๒  คือ    ปวารณาในวันสิบสี่ ๑    ปวารณาในวันสิบห้า  ๑

กรรมมี ๒ คือ  อปโลกนกรรม ๑  ญัตติกรรม ๑ กรรมแม้อื่นอีกมี ๒

คือ  ญัตติทุติยกรรม ๑  ญัตติจตุตถกรรม ๑

วัตถุแห่งกรรมมี  ๒    คือวัตถุแห่งอปโลกนกรรม ๑    วัตถุแห่งญัตติ-

กรรม ๑   วัตถุแห่งกรรมแม้อื่นอีกมี ๒  คือ  วัตถุแห่งญัตติทุติยกรรม ๑   วัตถุ

แห่งญัตติจตุตถกรรม ๑

โทษแห่งกรรมมี ๒  คือ  โทษแห่งอปโลกนกรรม ๑ โทษแห่งญัตติ-

กรรม ๑  โทษแห่งกรรมแม้อื่นอีกมี ๒ คือ  โทษแห่งญัตติทุติยกรรม  ๑  โทษ

แห่งญัตติจตุตถกรรม ๑

สมบัติแห่งกรรมมี ๒   คือ   สมบัติแห่งอปโลกนกรรม ๑   สมบัติแห่ง

ญัตติกรรม ๑   สมบัติแห่งกรรมแม้อื่นอีกมี ๒  คือ  สมบัติแห่งญัตติทุติยกรรม

๑  สมบัติแห่งญัตติจตุตถกรรม ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 454

ภูมิของภิกษุนานาสังวาสมี ๒  คือ  ตนเองทำตนให้มีสังวาสต่างกัน ๑

สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันยกภิกษุนั้นเสีย  เพราะไม่เห็นอาบัติ  เพราะไม่ทำคืนอาบัติ

หรือเพราะไม่สละทิฏฐิ  ๑

ภูมิของภิกษุสมานสังวาสมี ๒ คือ ตนเองทำตนให้มีสังวาสเสมอกัน ๑

สงฆ์พร้อมเพรียงกันเรียกภิกษุนั้นผู้ถูกยกวัตร   เพราะไม่เห็นอาบัติ    เพราะไม่

ทำคืนอาบัติ   หรือเพราะไม่สละทิฏฐิ   เข้าหมู่  ๑.

ว่าด้วยปาราชิกเป็นต้น

[๙๔๕]  ปาราชิกมี  ๒  คือ   ของภิกษุ ๑  ของภิกษุณี ๑

สังฆาทิเสสมี ๒  คือ  ของภิกษุ  ๑  ของภิกษุณี  ๑

ถุลลัจจัยมี ๒  คือ  ของภิกษุ ๑  ของภิกษุณี ๑

ปาจิตตีย์มี  ๒  คือ  ของภิกษุ  ๑  ของภิกษุณี  ๑

ปาฏิเทสนียะมี ๒   คือ  ของภิกษุ ๑  ของภิกษุณี ๑

ทุกกฏมี  ๒   คือ  ของภิกษุ ๑  ของภิกษุณี ๑

ทุพภาสิตมี ๒  คือ  ของภิกษุ ๑  ของภิกษุณี ๑

อาบัติของภิกษุมี ๗  ของภิกษุณีก็มี ๗

กองอาบัติของภิกษุมี  ๗  ของภิกษุณีก็มี ๗

สงฆ์แตกกันด้วยอาการ ๒   คือ   ด้วยกรรม ๑  ด้วย ให้จับสลาก ๑.

ว่าด้วยบุคคล

[๙๘๖]  บุคคล ๒ พวก สงฆ์ไม่พึงอุปสมบท คือ  ผู้มีกาลบกพร่อง  ๑

ผู้มีอวัยวะบกพร่อง  ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 455

บุคคลแม้อื่นอีก ๒ พวก   สงฆ์ไม่พึงอุปสมบท  คือ  ผู้มีวัตถุวิบัติ ๑

ผู้มีการกระทำเสียหาย  ๑

บุคคลแม้อื่นอีก ๒ พวก  สงฆ์ไม่พึงอุปสมบท  คือ  ผู้ไม่บริบูรณ์  ๑

ผู้บริบูรณ์  แต่ไม่อุปสมบท  ๑

ไม่ควรอาศัยบุคคล  ๒  พวกอยู่   คือ  ผู้อลัชชี  ๑  ผู้พาล ๑

ไม่ควรให้นิสัย  แก่บุคคล ๒ พวก  คือ  ผู้อลัชชี ๑  ผู้ลัชชีแต่ไม่ขอ ๑

ควรให้นิสัย  แก่บุคคล ๒ พวก  คือ  ผู้โง่ ๑   ผู้ลัชชีแต่ขอ  ๑

บุคคล ๒ พวก  ไม่ควรต้องอาบัติ  คือ พระพุทธเจ้า ๑  พระปัจเจก-

พุทธเจ้า ๑

บุคคล ๒ พวก  รวมต้องอาบัติ   คือ  ภิกษุ ๑  ภิกษุณี ๑

บุคคล ๒ พวก  ไม่ควรแกล้งต้องอาบัติ   คือ  ภิกษุชั้นอริยบุคคล  ๑

ภิกษุณีชั้นอริยบุคคล ๑

บุคคล ๒ พวก  ควรแกล้งต้องอาบัติ  คือ  ภิกษุปุถุชน  ๑    ภิกษุณี

ปุถุชน ๑

บุคคล  ๒  พวก    ไม่ควรแกล้งประพฤติล่วงวัตถุเป็นไปกับด้วยโทษ

คือ  ภิกษุชั้นอริยบุคคล ๑  ภิกษุณีชั้นอริยบุคคล ๑

บุคคล ๒ พวก  ควรแกล้งประพฤติล่วงวัตถุเป็นไปกับด้วยโทษ   คือ

ภิกษุปุถุชน ๑  ภิกษุณีปุถุชน ๑.

 

ว่าด้วยคัดค้านเป็นต้น

[๙๔๗]  การคัดค้านมี ๒ คือ  คัดค้านด้วยกาย ๑  คัดค้านด้วยวาจา ๑

การขับออกจากหมู่มี  ๒  คือ  มีอยู่  บุคคลยังไม่ถึงการขับออก  ถ้าสงฆ์

ขับบุคคลนั้นออก  บางคนเป็นอันขับออกดีแล้ว ๑  บางคนเป็นอันขับออกไม่ดี ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 456

การเรียกเข้าหมู่มี ๒   คือ   มีอยู่   บุคคลยังไม่ถึงการเรียกเข้าหมู่    ถ้า

สงฆ์เรียกบุคคลนั้นเข้าหมู่  บางคนเป็นอันเรียกเข้าหมู่ดีแล้ว  ๑  บางคนเป็นอัน

เรียกเข้าหมู่ไม่ดี ๑

ปฏิญญามี ๒  คือ  ปฏิญญาด้วยกาย ๑  ปฏิญญาด้วยวาจา ๑

การรับ มี ๒  คือ  รับด้วยกาย ๑  รับด้วยของเนื่องด้วยกาย ๑

การห้ามมี ๒  คือ  ห้ามด้วยกาย ๑  ห้ามด้วยวาจา ๑

การลบล้างมี ๒   คือ   ลบล้างสิกขา ๑   ลบล้างโภคะ ๑

โจทมี ๒   คือ   โจทด้วยกาย  ๑  โจทด้วยวาจา ๑.

 

ว่าด้วยความกังวลเป็นต้น

[๙๔๘]  กฐินมีปลิโพธ ๒ คือ ปลิโพธในอาวาส ๑ ปลิโพธในจีวร ๑

กฐินไม่มีปลิโพธ ๒ คือ ไม่มีปลิโพธในอาวาส ๑ ไม่มีปลิโพธในจีวร ๑

จีวรมี ๒  คือ  คหบดีจีวร ๑  บังสุกุลจีวร ๑

บาตรมี ๒   คือ   บาตรเหล็ก ๑   บาตรดิน ๑

เชิงบาตรมี ๒  คือ  เชิงบาตรทำด้วยดีบุก ๑   เชิงบาตรทำด้วยตะกั่ว  ๑

อธิษฐานบาตรมี ๒  คือ  อธิษฐานด้วยกาย ๑  อธิษฐานด้วยวาจา ๑

อธิษฐานจีวรมี ๒  คือ  อธิษฐานด้วยกาย ๑  อธิษฐานด้วยวาจา  ๑

วิกัปมี ๒  คือ  วิกัปต่อหน้า ๑  วิกัปลับหลัง ๑

วินัยมี ๒  คือ  วินัยของภิกษุ  ๑  วินัยของภิกษุณี  ๑

อรรถที่สำเร็จในวินัยมี ๒  คือ  ข้อบัญญัติ ๑  ข้ออนุโลมบัญญัติ ๑

วินัยมีความขัดเกลา  ๒   คือ   กำจัดสิ่งไม่ควรด้วยอริยมรรค ๑   ความ

ทำพอประมาณในสิ่งที่ควร ๑.


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 457

ว่าด้วยต้องอาบัติด้วยอาการ  ๒  อย่างเป็นต้น

[๙๔๙]   ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ  ๒   คือ   ต้องด้วยกาย  ๑    ต้อง

ด้วยวาจา ๑

ภิกษุออกจากอาบัติด้วยอาการ  ๒  คือ ออกด้วยกาย  ๑  ออกด้วยวาจา ๑

ปริวาสมี ๒  คือ  ปฎิจฉันนปริวาส ๑   อัปปฏิจฉันนปริวาส ๑

ปริวาสแม้อย่างอื่นมีอีก ๒  คือ  สุทธันตปริวาส ๑  สโมธานปริวาส ๑

มานัตมี ๒  คือ  ปฎิจฉันนมานัต ๑  อัปปฏิจฉันนมานัต  ๑

มานัตแม้อย่างอื่นมีอีก ๒  คือ   ปักขมานัต ๑   สโมธานมานัต ๑

รัตติเฉทของบุคคล ๒  คือ  ของปริวาสิกภิกษุ ๑    ของมานัตจาริก-

ภิกษุ ๑.

 

ว่าด้วยไม่เอื้อเฟื้อเป็นต้น

[๙๕๐]   ความไม่เอื้อเฟื้อมี  ๒    คือ   ไม่เอื้อเฟื้อต่อบุคคล  ๑    ไม่

เอื้อเฟื้อต่อธรรม ๑

เกลือมี ๒ ชนิด   คือ   เกลือเกิดแต่กำเนิด ๑   เกลือแต่น้ำต่าง  ๑

เกลือแม้อื่นอีก  ๒ ชนิด   คือ   เกลือทะเล ๑   เกลือดำ ๑

เกลือแม้อื่นอีก ๒ ชนิด   คือ   เกลือสินเธาว์ ๑   เกลือดินโปร่ง ๑

เกลือเเม้อื่นอีก ๒ ชนิด   คือ   เกลือโรมกะ ๑   เกลือปักขัลลกะ ๑

บริโภคมี ๒  คือ  บริโภคภายใน ๑   บริโภคภายนอก ๑

ด่ามี  ๒   คือ   ด่าอย่างคนเลว   ๑  ด่าอย่างผู้ดี  ๑

ส่อเสียดด้วยอาการ ๒ คือ  เพื่อทำตนให้เป็นที่รัก  ๑  เพื่อมุ่งทำลาย  ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 458

ภิกษุร่วมฉันเป็นหมู่ด้วยอาการ ๒  คือ   เพราะเขานิมนต์ ๑    เพราะ.

ขอเขา ๑

วัน เข้าพรรษามี  ๒  คือ  วันเข้าพรรษาต้น  ๑   วันเข้าพรรษาหลัง ๑

งดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรมมี ๒  งดปาติโมกข์เป็นธรรมมี ๒.

 

ว่าด้วยบุคคลพาลและบัณฑิต

[๙๕๑]  บุคคลพาลมี ๒  คือ  ผู้รับภาระที่ยังไม่มาถึง ๑  ผู้ไม่รับภาระ

ที่มาถึงแล้ว  ๑

บุคคลบัณฑิตมี ๒  คือ   ผู้ไม่รับภาระที่ยังไม่มาถึง ๑  ผู้รับภาระที่มา

ถึงแล้ว  ๑

บุคคลพาลแม้อื่นอีก ๒  คือ  ผู้สำคัญว่าควรในสิ่งที่ไม่ควร ๑  ผู้สำคัญ

ว่าไม่ควรในสิ่งที่ควร  ๑

บุคคลบัณฑิตมี ๒  คือ   ผู้สำคัญว่าไม่ควรในสิ่งที่ไม่ควร ๑   ผู้สำคัญ

ว่าควรในสิ่งควร  ๑

บุคคลพาลแม้อื่นอีก ๒  คือ   ผู้สำคัญในอนาบัติว่าเป็นอาบัติ    ๑    ผู้

สำคัญในอาบัติว่าเป็นอนาบัติ  ๑

บุคคลบัณฑิตมี  ๒  คือ  ผู้สำคัญในอาบัติว่าเป็นอาบัติ  ๑    ผู้สำคัญ

ในอนาบัติว่าเป็นอนาบัติ  ๑

บุคคลพาลแม้อื่นอีก  ๒  คือ   ผู้สำคัญในอธรรมว่าเป็นธรรม  ๑    ผู้

สำคัญในธรรมว่าเป็นอธรรม  ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 459

บุคคลบัณฑิตมี  ๒  คือ  ผู้สำคัญในอธรรมว่าเป็นอธรรม   ๑  ผู้สำคัญ

ในธรรมว่าเป็นธรรม  ๑

บุคคลพาลแม้อื่นอีก ๒  คือ   ผู้สำคัญในสภาพมิใช่วินัยว่าเป็นวินัย ๑

ผู้สำคัญในวินัยว่าสภาพมิใช่วินัย ๑

บุคคลบัณฑิตมี ๒  คือ  ผู้สำคัญในสภาพมิใช่วินัยว่าสภาพมิใช่วินัย ๑

ผู้สำคัญในวินัยว่าวินัย ๑.

 

ว่าด้วยอาสวะ

[๙๕๒]   อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคล ๒ พวก  คือ  ผู้ประพฤติ

รังเกียจสิ่งที่ไม่ควรประพฤติรังเกียจ ๑   ผู้ไม่พระพฤติรังเกียจสิ่งที่ควรประพฤติ

รังเกียจ ๑

อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล  ๒  พวก    คือ   ผู้ไม่พระพฤติ

รังเกียจสิ่งที่ไม่ควรประพฤติรังเกียจ   ๑      ผู้ประพฤติรังเกียจสิ่งที่ควรประพฤติ

รังเกียจ ๑

อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลแม้อื่นอีก ๒ พวก  คือ  ผู้สำคัญใน

สิ่งไม่ควรว่าควร ๑   ผู้สำคัญในสิ่งที่ควรว่าไม่ควร ๑

อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล  ๒  พวก    คือ    ผู้สำคัญในสิ่ง

ไม่ควรว่าไม่ควร ๑   ผู้สำคัญในสิ่งที่ควรว่าควร  ๑

อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลแม้อื่นอีก  ๒ พวก    คือ    ผู้สำคัญ

ในอนาบัติว่าเป็นอาบัติ ๑  ผู้สำคัญในอาบัติว่าเป็นอนาบัติ ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 460

อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ พวก  คือ  ผู้สำคัญในอนาบัติ

ว่าเป็นอนาบัติ ๑  ผู้สำคัญในอาบัติว่าเป็นอาบัติ ๑

อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลแม้อื่นอีก  ๒  พวก   คือ   ผู้สำคัญ

ในอธรรมว่าเป็นธรรม ๑  ผู้สำคัญในธรรมว่าเป็นอธรรม ๑

อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ พวก  คือ  ผู้สำคัญในอธรรม

ว่าเป็นอธรรม ๑  ผู้สำคัญในธรรมว่าเป็นธรรม ๑

อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลแม้อื่นอีก  ๒  พวก   คือ   ผู้สำคัญ

ในสภาพมิใช่วินัยว่าวินัย ๑   ผู้สำคัญในวินัยว่าสภาพมิใช่วินัย  ๑

อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ พวก  คือ   ผู้สำคัญในสภาพ

มิใช่วินัยว่าสภาพมิใช่วินัย ๑  ผู้สำคัญในวินัยว่าวินัย ๑.

หมวด ๒  จบ

 

หัวข้อประจำหมวด

[๙๕๓]  สัญญา  ๑  ศรัทธา  ๑   สัทธรรม

๑   บริขาร    ๑    บุคคล    ๑    จริง   ๑    ภูมิ    ๑

ออกไป ๑  ถือเอา  ๑  สมาทาน  ๑  ทำ  ๑   ให้  ๑

รับ  ๑ บริโภค  ๑    กลางคืน  ๑   อรุณ ๑   ตัด  ๑

ปกปิด  ๑   ทรงไว้  ๑   อุโบสถ  ๑   ปวารณา  ๑

กรรม  ๑    กรรมอื่นอีก   ๑   วัตถุ   ๑   วัตถุอื่น

อีก   ๑    โทษ  ๑    โทษอื่นอีก   ๒    สมบัติสอง

อย่าง  ๑  นานาสังวาสก์  ๑   สมานสังวาสก์  ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 461

ปาราชิก   ๑      สังฆาทิเสส  ๑    ถุลลัจจัย  ๑

ปาจิตตีย์  ๑        ปาฏิเทสนียะ  ๑       ทุกกฏ  ๑

ทุพภาสิต ๑  อาบัติเจ็ด  ๑    กองอาบัติเจ็ด  ๑

สงฆ์แตกกัน   ๑  อุปสมบท ๑   อุปสมบทอีก

สอง ๑ ไม่อาศัยอยู่  ๑ ไม่ให้ ๑  อภัพบุคคล ๑

ภัพบุคคล ๑   แกล้ง  ๑    มีโทษ  ๑   คัดค้าน  ๑

ขับออกจากหมู่ ๑  เรียกเข้าหมู่ ๑ ปฏิญญา  ๑

รับ ๑   ห้าม ๑     ลบล้าง ๑   โจท ๑   กฐิน

๒ อย่าง  ๑   จีวร  ๑   บาตร  ๑   เชิงบาตร ๑

อธิษฐาน ๒ อย่าง  ๑  วิกัป  ๒  วินัย  ๑  อรรถ

ที่สำเร็จในวินัย ๑  ความขัดเกลา ๑   ต้อง  ๑

ออก ๑  ปริวาส ๒  อย่าง  ๑ มานัต  ๒  อย่าง ๑

รัตติเฉท  ๑  ไม่เอื้อเฟื้อ  ๑  เกลือ  ๒  ชนิด  ๑

เกลืออื่นอีก  ๓   ชนิด    บริโภค  ๑    ด่า   ๑

ล่อเสียด  ๑  ฉันหมู่  ๑   วันจำพรรษา ๑   งด

ปาติโมกข์  ๑ ภาระ  ๑ สมควร  ๑  อนาบัติ ๑

อธรรม ๑  วินัย      อาสวะ   ๑.

หัวข้อประจำหมวด  จบ


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 462

หมวดที่  ๓

ว่าด้วยพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระชนม์อยู่เป็นต้น

[๙๕๔]  มีอยู่  อาบัติ   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์  ภิกษุ

จึงต้อง   เมื่อปรินิพพานแล้ว   ไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ    เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว     ภิกษุจึงต้อง

เมื่อยังทรงพระชนม์  ไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์ก็ดี  ปรินิพพาน

แล้วก็ดี   ภิกษุต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องในกาล   หาต้องในเวลาวิกาลไม่

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องในเวลาวิกาล   หาต้องในกาลไม่

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องในกาล   และในเวลาวิกาล

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องในกลางคืน  หาต้องในกลางวันไม่

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องในกลางวัน    หาต้องในกลางคืนไม่

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องในกลางคืน   และกลางวัน

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุมีพรรษา ๑๐  จึงต้อง  มีพรรษาหย่อน  ๑๐ ไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุมีพรรษาหย่อน ๑๐ จึงต้อง  มีพรรษา  ๑๐ ไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุมีพรรษา  ๑๐  และมีพรรษาหย่อน ๑๐ ก็ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุมีพรรษา ๕ จึงต้อง  มีพรรษาหย่อน ๕ ไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุมีพรรษาหย่อน ๕ จึงต้อง  มีพรรษา ๕ ไม่ต้อง

มีอยู่  อาบัติ   ภิกษุมีพรรษา ๕   และมีพรรษาหย่อน ๕ ก็ต้อง


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 463

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุมีจิตเป็นกุศล  จึงต้อง  มีจิตเป็นอกุศลไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ  ภิกษุมีจิตเป็นอกุศล  จึงต้อง  มีจิตเป็นกุศลไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ  ภิกษุมีจิตเป็นอัพยากฤต  จึงต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุพรั่งพร้อมด้วยสุขเวทนา  จึงต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุพรั่งพร้อมด้วยทุกขเวทนา  จึงต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุพรั่งพร้อมด้วยอทุกขมสุขเวทนา  จึงต้อง.

 

ว่าด้วยวัตถุแห่งการโจทเป็นต้น

[๙๕๕]   วัตถุแห่งการโจทมี  ๓   คือ   เห็น ๑   ได้ยิน ๑   รังเกียจ ๑

การให้จับสลากมี ๓   คือ  ปกปิด ๑  เปิดเผย  ๑  กระซิบที่หู  ๑

ข้อห้ามมี  ๓  คือ  ความมักมาก  ๑  ความไม่สันโดษ ๑ ความไม่ขัดเกลา ๑

ข้ออนุญาตมี ๓ คือ ความมักน้อย  ๑  ความสันโดษ  ๑ ความขัดเกลา  ๑

ข้อห้ามแม้อื่นอีก  ๓  คือ  ความมักมาก ๑  ความไม่สันโดษ ๑  ความ

ไม่รู้จักประมาณ  ๑

ข้ออนุญาตมี ๓  คือ   ความมักน้อย  ๑  ความสันโดษ  ๑  ความรู้จัก

ประมาณ ๑

บัญญัติมี ๓  คือ  บัญญัติ ๑  อนุบัญญัติ   ๑   อนุปันนบัญญัติ  ๑

บัญญัติแม้อื่นอีก  ๓    คือ    สัพพัตถบัญญัติ  ๑    ปเทสบัญญัติ  ๑

สาธารณบัญญัติ  ๑

บัญญัติที่แม้อื่นอีก ๓    คือ    อสาธารณบัญญัติ  ๑    เอกโตบัญญัติ  ๑

อุภโตบัญญัติ ๑.


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 464

ว่าด้วยภิกษุโง่และฉลาดเป็นต้น

[๙๕๖]  มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุเป็นผู้โง่   จึงต้อง  เป็นผู้ฉลาดไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุเป็นผู้ฉลาด  จึงต้อง  เป็นผู้โง่ไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุเป็นผู้ทั้งโง่ทั้งฉลาด  จึงต้อง

มีอยู่   อาบัติ  ภิกษุต้องในกาฬปักษ์  ไม่ต้องในชุณหปักษ์

มีอยู่  อาบัติ  ภิกษุต้องในชุณหปักษ์  ไม่ต้องในกาฬปักษ์

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องทั้งในกาฬปักษ์  และชุณหปักษ์

มีอยู่   การเข้าพรรษาย่อมควรในกาฬปักษ์  หาควรในชุณหปักษ์ไม่

มีอยู่   ปวารณาในวันมหาปวารณา    ย่อมควรในชุณหปักษ์    หาควร

ในกาฬปักษ์ไม่

มีอยู่   สังฆกิจที่เหลือ   ย่อมควรทั้งในกาฬปักษ์และชุณหปักษ์

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุย่อมต้องในฤดูหนาว    ไม่ต้องในฤดูร้อนและใน

ฤดูฝน

มีอยู่   อาบัติ  ภิกษุย่อมต้องในฤดูร้อน    ไม่ต้องในฤดูหนาวและใน

ฤดูฝน

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุย่อมต้องในฤดูฝน    ไม่ต้องในฤดูร้อนและในฤดู

หนาว

มีอยู่   อาบัติ   สงฆ์ต้อง  คณะ  และบุคคล  ไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   คณะต้อง  สงฆ์  และบุคคล  ไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   บุคคลต้อง  สงฆ์  และคณะ  ไม่ต้อง


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 465

มีอยู่   สังฆอุโบสถและสังฆปวารณา    ควรแก่สงฆ์     ไม่ควรแก่คณะ

และบุคคล

มีอยู่   คณะอุโบสถ   และคณะปวารณา  ควรแก่คณะ  ไม่ควรแก่สงฆ์

และบุคคล

มีอยู่   อธิษฐานอุโบสถ   และอธิษฐานปวารณา   ควรแก่บุคคล  ไม่

ควรแก่สงฆ์   และคณะ.

 

ว่าด้วยการปิดเป็นต้น

[๙๕๗]  การปิดมี ๓  คือ  ปิดวัตถุ  ไม่ปิดอาบัติ  ๑  ปิดอาบัติ  ไม่

ปิดวัตถุ  ๑  ปิดทั้งวัตถุและอาบัติ ๑

เครื่องปกปิดมี  ๓  คือ  เครื่องปกปิด  คือ  เรือนไฟ ๑  เครื่องปกปิด

คือ  น้ำ ๑  เครื่องปกปิด  คือ   ผ้า ๑

สิ่งที่กำบังไม่เปิดเผยนำไปมี ๓ คือ  มาตุคาม  กำบังไม่เปิดเผยนำไป ๑

มนต์ของพวกพราหมณ์กำบังไม่เปิดเผยนำไป  ๑     มิจฉาทิฏฐิกำบังไม่เปิดเผย

นำไป ๑

สิ่งที่เปิดเผยไม่กำบังจึงรุ่งเรืองมี  ๓  คือ   ดวงจันทร์เปิดเผย  ไม่กำบัง

จึงรุ่งเรื่อง  ๑     ดวงอาทิตย์เปิดเผยไม่กำบังจึงรุ่งเรื่อง  ๑    ธรรมวินัยอันพระ-

ตถาคตเจ้าประกาศแล้วเปิดเผยไม่กำบังจึงรุ่งเรือง ๑

การให้ถือเสนาสนะมี  ๓   คือ  ให้ถือในวันเข้าพรรษาต้น   ๑   ให้ถือ

ในวันเข้าพรรษาหลัง ๑  ให้ถือพ้นระหว่างนั้น   ๑.


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 466

ว่าด้วยอาพาธเป็นต้น

[๙๕๘]   มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุอาพาธ  จึงต้อง  ไม่อาพาธ  ไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ  ภิกษุไม่อาพาธ  จึงต้อง  อาพาธไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุอาพาธและไม่อาพาธก็ต้อง.

 

ว่าด้วยงดปาติโมกข์เป็นต้น

[๙๕๙]   การงดปาติโมกข์  ไม่เป็นธรรมมี ๓  การงดปาติโมกข์  เป็น

ธรรมมี ๓

ปริวาสมี  ๓  คือ  ปฏิฉันนปริวาส ๑  อัปปฏิฉันนปริวาส  ๑     สุทธันต-

ปริวาส ๑

มานัตมี ๓ คือ ปฏิฉันนมานัต  ๑ อัปปฏิฉันนมานัต  ๑  ปักขมานัต  ๑

รัตติเฉทของภิกษุผู้อยู่ปริวาสมี ๓ คือ อยู่ร่วม ๑ อยู่ปราศ ๑ ไม่บอก  ๑.

 

ว่าด้วยต้องอาบัติภายในเป็นต้น

[๙๖๐]  มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องภายใน  ไม่ต้องภายนอก

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องภายนอก  ไม่ต้องภายใน

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องทั้งภายในทั้งภายนอก

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องภายในสีมา  ไม่ต้องภายนอกสีมา

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องภายนอกสีมา  ไม่ต้องภายในสีมา

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องภายในสีมา   ทั้งภายนอกสีมา  ๖


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 467

ว่าด้วยต้องอาบัติด้วยอาการ  ๓  อย่างเป็นต้น

[๙๖๑]   ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๓  อย่าง    คือ    ต้องด้วยกาย  ๑

ต้องด้วยวาจา ๑   ต้องด้วยกายวาจา ๑

ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการแม้อื่นอีก  ๓  คือ  ต้องในท่ามกลางสงฆ์  ๑

ต้องในท่ามกลางคณะ ๑  ต้องในสำนักบุคคล ๑

ภิกษุออกจากอาบัติด้วยอาการ ๓ คือ  ออกด้วยกาย  ๑  ออกด้วยวาจา ๑

ออกด้วยกายวาจา ๑

ภิกษุออกจากอาบัติด้วยอาการแม้อื่นอีก ๓ คือ  ออกในท่ามกลางสงฆ์

๑  ออกในท่ามกลางคณะ ๑  ออกในสำนักบุคคล ๑

ให้อมูฬหวินัยไม่เป็นธรรมมี ๓  ให้อมูฬหวินัยเป็นธรรมมี ๓.

ว่าด้วยข้อที่สงฆ์จำนงเป็นต้น

[๙๖๒]  ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓  สงฆ์จำนงอยู่   พึงลงตัชชนียกรรม

คือเป็นผู้ก่อความบาดหมาง  ก่อความทะเลาะ  ก่อความวิวาท  ก่อความอื้อฉาว

ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑  เป็นพาลไม่ฉลาด  มีอาบัติมาก  มีมรรยาทไม่สมควร ๑

เป็นผู้คลุกคลีกับคฤหัสถ์  ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร  ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓  สงฆ์จำนงอยู่   พึงลงนิยสกรรม  คือ  เป็น

ผู้ก่อความบาดหมาง  ก่อความทะเลาะ   ก่อความวิวาท   ก่อความอื้อฉาว   ก่อ

อธิกรณ์ในสงฆ์ ๑   เป็นพาล  ไม่ฉลาด  มีอาบัติมาก   มีมรรยาทไม่สมควร ๑

เป็นผู้คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 468

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓  สงฆ์จำนงอยู่   พึงลงปัพพาชนียกรรม  คือ

เป็นผู้ก่อความบาดหมาง   ก่อความทะเลาะ    ก่อความวิวาท   ก่อความอื้อฉาว

ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑  เป็นพาล   ไม่ฉลาด   มีอาบัติมาก   มีมรรยาทไม่สมควร

๑  เป็นผู้ประทุษร้ายสกุล   มีความประพฤติเลวทราม ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์  ๓ สงฆ์จำนงอยู่    พึงลงปฏิสารณียกรรม   คือ

เป็นผู้ก่อความบาดหมาง   ก่อความทะเลาะ   ก่อความวิวาท   ก่อความอื้อฉาว

ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑  เป็นพาล  ไม่ฉลาด  มีอาบัติมาก  มีมรรยาทไม่สมควร ๑

ด่าบริภาษคฤหัสถ์ ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์  ๓   สงฆ์จำนงอยู่   พึงลงอุกเขปนียกรรม  ฐาน

ไม่เห็นอาบัติ   คือ   เป็นผู้ก่อความบาดหมาง  ก่อความทะเลาะ   ก่อความวิวาท

ก่อความอื้อฉาว  ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑   เป็นพาล  ไม่ฉลาด  มีอาบัติมาก   มี

มรรยาทไม่สมควร ๑   ต้องอาบัติแล้วไม่ปรารถนาจะเห็นอาบัติ ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓   สงฆ์จำนงอยู่   พึงลงอุกเขปนียกรรม  ฐาน

ไม่ทำคืนอาบัติ   คือ  เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ  ก่อความวิวาท

ก่อความอื้อฉาว  ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑  เป็นพาล   ไม่ฉลาด   มีอาบัติมาก   มี

มรรยาทไม่สมควร  ๑   ต้องอาบัติแล้วไม่ปรารถนาจะทำคืนอาบัติ  ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์  ๓   สงฆ์จำนงอยู่   พึงลงอุกเขปนียกรรม  ฐาน

ไม่สละคืนทิฏฐิอันเลวทราม  คือ   เป็นผู้ก่อความบาดหมาง  ก่อความทะเลาะ

ก่อความวิวาท  ก่อความอื้อฉาว   ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑   เป็นพาล   ไม่ฉลาด

มีอาบัติมาก  มีมรรยาทไม่สมควร ๑ ไม่ปรารถนาจะสละคืนทิฏฐิอันเลวทราม ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 469

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓  สงฆ์จำนงอยู่  พึงตั้งใจจับให้มั่น คือ  เป็น

ผู้ก่อความบาดหมาง  ก่อความทะเลาะ   ก่อความวิวาท   ก่อความอื้อฉาว   ก่อ

อธิกรณ์ในสงฆ์ ๑  เป็นพาล  ไม่ฉลาด   มีอาบัติมาก   มีมรรยาทไม่สมควร ๑

คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓  สงฆ์พึงลงโทษ  คือ   เป็นอลัชชี ๑   เป็น

พาล ๑  ไม่เป็นปกตัตตะ ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓  สงฆ์พึงลงโทษ  คือ   เป็นผู้มีศีล

วิบัติในอธิศีล ๑   เป็นผู้มีอาจารวิบัติในอัธยาจาร ๑    เป็นผู้มีทิฏฐิวิบัติในอติ-

ทิฏฐิ ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ เป็นผู้ประกอบ

ด้วยการเล่นทางกาย  ๑   เป็นผู้ประกอบด้วยการเล่นทางวาจา ๑  เป็นผู้ประกอบ

ด้วยการเล่นทางกายและวาจา ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก  ๓  สงฆ์พึงลงโทษ คือ  เป็นผู้ประกอบ

ด้วยอนาจารทางกาย  ๑   เป็นผู้ประกอบด้วยอนาจารทางวาจา ๑  เป็นผู้ประกอบ

ด้วยอนาจารทั้งทางกายและวาจา  ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ เป็นผู้ประกอบ

ด้วยการลบล้างทางกาย ๑    เป็นผู้ประกอบด้วยการลบล้างทางวาจา ๑    เป็นผู้

ประกอบด้วยการลบล้างทางกายและวาจา ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓ สงฆ์พึงลงโทษ คือ เป็นผู้ประกอบ

ด้วยมิจฉาชีพทางกาย ๑ เป็นผู้ประกอบด้วยมิจฉาชีพทางวาจา  ๑ เป็นผู้ประกอบ

ด้วยมิจฉาชีพทั้งกายและวาจา ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 470

ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓   สงฆ์พึงลงโทษ   คือ   ต้องอาบัติ

ถูกสงฆ์ลงโทษแล้ว  ทำการอุปสมบท ๑  ให้นิสัย ๑  ให้สามเณรอุปัฏฐาก ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓  สงฆ์พึงลงโทษ  คือ  สงฆ์ลงโทษ

เพราะอาบัติใดต้องอาบัตินั้น   ๑  ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน  ๑   ต้องอาบัติอันเลว

ทรามกว่านั้น ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๓   สงฆ์พึงลงโทษ  คือ   พูดติพระ-

พุทธเจ้า ๑  พูดติพระธรรม ๑  พูดติพระสงฆ์ ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓  งดอุโบสถ ณ ท่ามกลางสงฆ์  สงฆ์พึงกำจัด

เสียว่า   อย่าเลย   ภิกษุ   เธออย่าก่อความบาดหมาง  ความทะเลาะ   ความแก่ง

แย่ง   ความวิวาท   แล้วทำอุโบสถ   คือ   เป็นอลัชชี ๑   เป็นพาล ๑   ไม่เป็น

ปกตัตตะ ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ งดปวารณา  ณ  ท่ามกลางสงฆ์  สงฆ์พึงกำจัด

เสียว่า   อย่าเลย   ภิกษุ   เธออย่าก่อความบาดหมาง  ความทะเลาะ   ความแก่ง-

แย่ง   ความวิวาท   แล้วทำปวารณา   คือ   เป็นอลัชชี ๑   เป็นพาล ๑   ไม่เป็น

ปกตัตตะ ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์  ๓   สงฆ์ไม่พึงให้สังฆสมมติอะไร ๆ  คือ  เป็น

อลัชชี ๑  เป็นพาล  ๑    ไม่เป็นปกตัตตะ ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓  สงฆ์ไม่พึงกล่าว  คือ  เป็นอลัชชี ๑  เป็น

พาล ๑  ไม่เป็นปกตัตตะ ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์  ๓     สงฆ์ไม่พึงแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งหัวหน้า

อะไร   คือ   เป็นอลัชชี ๑   เป็นพาล ๑   ไม่เป็นปกตัตตะ ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 471

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ ภิกษุทั้งหลายไม่พึงอาศัยอยู่ คือ เป็นอลัชชี ๑

เป็นพาล ๑  ไม่เป็นปกตัตตะ  ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ ไม่พึงให้นิสัย คือ เป็นอลัชชี ๑ เป็นพาล ๑

ไม่เป็นปกตัตตะ  ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓  จะให้ทำโอกาส  คือ  เป็นอลัชชี ๑  เป็น-

พาล ๑  ไม่เป็นปกตัตตะ  ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓  ไม่พึงเชื่อถือคำให้การ  คือ  เป็นอลัชชี ๑

เป็นพาล ๑  ไม่เป็นปกตัตตะ  ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ อันใคร ๆ ไม่พึงถามวินัย คือ เป็นอลัชชี  ๑

เป็นพาล ๑  ไม่เป็นปกตัตตะ ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓  ไม่พึงถามวินัย  คือ   เป็นอลัชชี ๑   เป็น

พาล ๑  ไม่เป็นปกตัตตะ ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓  อันภิกษุทั้งหลายไม่พึงตอบวินัย  คือ  เป็น

อลัชชี ๑  เป็นพาล ๑  ไม่เป็นปกตัตตะ ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓  ไม่พึงตอบวินัย  คือ  เป็นอลัชชี ๑   เป็น

พาล ๑  ไม่เป็นปกตัตตะ  ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓   อันภิกษุทั้งหลายไม่พึงให้คำซักถาม   คือ

เป็นอลัชชี ๑  เป็นพาล ๑  ไม่เป็นปกตัตตะ  ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓   อันภิกษุทั้งหลายไม่พึงสนทนาวินัยด้วยกัน

คือ   เป็นอลัชชี ๑  เป็นพาล ๑  ไม่เป็นปกตัตตะ  ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 472

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓  ไม่พึงให้กุลบุตรอุปสมบท    ไม่พึงให้นิสัย

ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก  คือ  เป็นอลัชชี ๑  เป็นพาล ๑   ไม่เป็นปกตัตตะ  ๑.

 

ว่าด้วยอุโบสถเป็นต้น

[๙๖๓]  อุโบสถมี ๓   คือ   อุโบสถวันสิบสี่ ๑   อุโบสถวันสิบห้า ๑

อุโบสถสามัคคี ๑

อุโบสถแม้อื่นอีก ๓   คือ   สังฆอุโบสถ ๑    คณอุโบสถ ๑   ปุคคล

อุโบสถ ๑

อุโบสถแม้อื่นอีก ๓  คือ  สุตตุทเทส  ๑  ปาริสุทธิอุโบสถ ๑   อธิษ-

ฐานอุโบสถ ๑

ปวารณามี ๓  คือ  ปวารณาวันสิบสี่ ๑  ปวารณาวันสิบห้า  ๑  ปวาร-

ณาสามัคคี ๑

ปวารณาแม้อื่นอีก ๓  คือ  สังฆปวารณา  ๑  คณปวารณา ๑   ปุคคล

ปวารณา ๑

ปวารณาแม้อื่นอีก ๓  คือ   ปวารณา  ๓  หน  ๑   ปวารณา ๒  หน ๑

ปวารณามีพรรษาเท่ากัน  ๑

บุคคลไปอบายไปนรกมี ๓  คือ  ไม่เป็นพรหมจารี  แต่ปฏิญญาว่าเป็น

พรหมจารี ไม่ละปฏิญญาข้อนี้  ๑ โจทพรหมจารีผู้บริสุทธิ์  ผู้ประพฤติพรหมจรรย์

บริสุทธิ์   ด้วยอพรหมจรรย์อันไม่มีมูล ๑   มีปกติกล่าวอย่างนี้  มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า

กามทั้งหลายไม่มีโทษ   ถึงความเป็นผู้หมกมุ่นในกามทั้งหลาย  ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 473

อกุศลมูลมี ๓  คือ  อกุศลมูล คือ โลภะ ๑  อกุศลมูล   คือ โทสะ ๑

อกุศลมูล  คือ  โมหะ  ๑

กุศลมูลมี  ๓  คือ  กุศลมูล  คือ  อโลภะ ๑  กุศลมูล คือ อโทสะ ๑

กุศลมูล  คือ  อโมหะ  ๑

ทุจริตมี  ๓  คือ  กายทุจริต ๑  วจีทุจริต ๑  มโนทุจริต ๑

สุจริตมี ๓  คือ  กายสุจริต  ๑  วจีสุจริต  ๑  มโนสุจริต ๑

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติโภชนะ ๓   ในสกุล   เพราะทรงอาศัย

อำนาจประโยชน์ ๓  คือ  เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก  เพื่ออยู่ผาสุกแห่งภิกษุผู้มีศีล

เป็นที่รัก  ๑  เพื่อประสงค์ว่าพวกมักมากอย่าอาศัยฝักฝ่ายทำลายสงฆ์ ๑  เพื่อทรง

อนุเคราะห์สกุล ๑

พระเทวทัตมีจิตอันอสัทธรรม ๓ อย่าง  ครอบงำย่ำยี  จึงเกิดในอบาย

ตกนรกชั่วกัลป์  ช่วยเหลือไม่ได้  คือความปรารถนาลามก ๑  ความมีมิตรชั่ว ๑

พอบรรลุคุณวิเศษเพียงขั้นต่ำก็เลิกเสียในระหว่าง  ๑

สมมติมี ๓   คือ   สมมติไม้เท้า ๑    สมมติสาแหรก ๑    สมมติไม้เท้า

และสาแหรก  ๑

เขียงรองเท้าที่ตั้งอยู่ประจำเลื่อนไปมาไม่ได้มี  ๓   คือ  เขียงรองเท้าถ่าย

วัจจะ ๑   เขียงรองเท้าถ่ายปัสสาวะ ๑   เขียงรองเท้าสำหรับชำระ ๑

สิ่งของสำหรับถูเท้ามี ๓  คือ  ก้อนกรวด  ๑  กระเบื้องถ้วย ๑  ฟองน้ำ

ทะเล  ๑.

หมวด  ๓  จบ


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 474

หัวข้อประหมวด

[๙๖๔]  ทรงพระชนม์   ๑     กาล  ๑

กลางคืน ๑  พรรษาสิบ ๑ พรรษาห้า ๑ กุศล

จิต  ๑   เวทนา   ๑    วัตถุแห่งการโจท ๑  สลาก

๑  ข้อห้าม ๒  อย่าง ๑  ข้อบัญญัติ  ๑  ข้อ

บัญญัติอื่นอีก ๒  อย่าง  ๑  โง่  ๑  กาฬปักษ์  ๑

ควร  ๑    ฤดูหนาว ๑   สงฆ์   ๑    แก่สงฆ์  ๑

การปิด  ๑  เครื่องปกปิด  ๑  สิ่งกำบัง  ๑  สิ่ง

เปิดเผย  ๑  เสนาสนะ  ๑  อาพาธ ๑  ปาติโมกข์

๑  ปริวาร  ๑  มานัต ๑  ปริวาสิกภิกษุ  ๑

ภายใน  ๑  ภายในสีมา  ๑  ต้องอาบัติ   ต้อง

อาบัติอีก  ๑   ออกจากอาบัติ  ๑ ออกจากอาบัติ

อื่นอีก  ๑  อมูฬหวินัย ๒  อย่าง ๑  ตัชชนียกรรม

๑  นิยสกรรม ๑  ปัพพาชนียกรรม  ๑ ปฏิสารณี-

ยกรรม ๑   ไม่เห็นอาบัติ  ๑     ไม่ทำคืนอาบัติ ๑

ไม่สละคืนทิฏฐิ  ๑   จับให้มั่น  ๑    กรรม ๑

อธิศีล  ๑  คะนอง ๑  อนาจาร ๑  ลบล้าง ๑

อาชีวะ ๑  ต้องอาบัติ ๑  ต้องอาบัติเช่นนั้น  ๑

พูดติ  ๑ งดอุโบสถ  ๑  งดปวารณา ๑  สมมติ

๑   กล่าวว่า  ๑    หัวหน้า  ๑    ไม่อาศัยอยู่  ๑

ไม่ให้นิสัย  ๑  ไม่ทำโอกาส  ๑  ไม่ทำการไต่


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 475

สวน  ๑  ไม่ถาม ๒ อย่าง ๑ ไม่ตอบ ๒  อย่าง

๑    แม้ซักถามก็ไม่พึงให้  ๑     สนทนา  ๑

อุปสมบท ๑ นิสัย  ๑  ให้สามเณรอุปัฏฐาก

อุโบสถ ๓ หมวด ๓ อย่าง ๑     ปวารณา ๓

หมวด ๔  อย่าง  ๑  เกิดในอุบาย   ๑  อกุศล ๑

กุศล  ๑  ทุจริต ๑  สุจริต ๑   โภชนะ ๓ อย่าง

๑   อสัทธรรม  ๑    สมมติ  ๑       เขียงรองเท้า ๑

สิ่งของถูเท้า ๑    หัวข้อตามที่กล่าวนี้รวมอยู่

ในหมวด ๓.

หัวข้อประจำหมวด  จบ

 

หมวด  ๔

ว่าด้วยต้องและออกจากอาบัติเป็นต้น

[๙๖๕]  มีอยู่  อาบัติ  ภิกษุต้องด้วยวาจาของตน  ออกด้วยวาจาของผู้อื่น

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องด้วยวาจาของผู้อื่น   ออกด้วยวาจาของตน

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องด้วยวาจาของตน  ออกด้วยวาจาของตน

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องด้วยวาจาของผู้อื่น   ออกด้วยวาจาของผู้อื่น

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องด้วยกาย  ออกด้วยวาจา

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องด้วยวาจา   ออกด้วยกาย

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องด้วยกาย   ออกด้วยกาย


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 476

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องด้วยวาจา   ออกด้วยวาจา

มีอยู่  อาบัติ   ภิกษุหลับแล้ว   จึงต้อง  ตื่นแล้ว   จึงออก

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุตื่นแล้ว   จึงต้อง   หลับแล้ว   จึงออก

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุหลับแล้ว   จึงต้อง   หลับแล้ว   จึงออก

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุตื่นแล้ว   จึงต้อง   ตื่นแล้ว   จึงออก

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุไม่ตั้งใจ  จึงต้อง  ตั้งใจ  จึงออก

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุตั้งใจ  จึงต้อง  ไม่ตั้งใจ  จึงออก

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุไม่ตั้งใจ  จึงต้อง  ไม่ตั้งใจ  จึงออก

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุตั้งใจ  จึงต้อง  ตั้งใจ  จึงออก

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องอยู่   จึงแสดง   แสดงอยู่   จึงต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องอยู่   จึงออก  ออกอยู่   จึงต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องด้วยกรรม   ออกด้วยสิ่งมิใช่กรรม

มีอยู่  อาบัติ   ภิกษุต้องด้วยสิ่งมิใช่กรรม  ออกด้วยกรรม

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องด้วยกรรม  ออกด้วยกรรม

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องด้วยสิ่งมิใช่กรรม   ออกด้วยสิ่งมิใช่กรรม.

 

ว่าด้วยอนริยโวหารเป็นต้น

[๙๖๖]  โวหารอันไม่ประเสริฐ มี ๔ คือ ความกล่าวในสิ่งที่ไม่เห็นว่า

เห็น ๑    ความกล่าวในสิ่งที่ไม่ได้ยินว่าได้ยิน ๑    ความกล่าวในสิ่งที่ไม่ทราบ

ว่าทราบ ๑   ความกล่าวในสิ่งที่ไม่รู้ว่ารู้   ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 477

โวหารอันประเสริฐ  มี ๔ คือ  ความกล่าวในสิ่งที่ไม่เห็นว่าไม่เห็น ๑

ความกล่าวในสิ่งที่ไม่ได้ยินว่าไม่ได้ยิน ๑ ความกล่าวในสิ่งที่ไม่ทราบว่าไม่ทราบ

๑  ความกล่าวในสิ่งที่ไม่รู้ว่าไม่รู้  ๑

โวหารอันไม่ประเสริฐแม้อื่นอีก ๔  คือ  ความกล่าวในสิ่งที่เห็นว่าไม่

เห็น ๑  ความกล่าวในสิ่งที่ได้ยินว่าไม่ได้ยิน ๑   ความกล่าวในสิ่งที่ทราบว่าไม่

ทราบ ๑  ความกล่าวในสิ่งที่รู้ว่าไม่รู้  ๑

โวหารอันประเสริฐ  มี ๔   คือ ความกล่าวในสิ่งที่เห็นว่าเห็น ๑ ความ

กล่าวในสิ่งที่ได้ยินว่าได้ยิน ๑  ความกล่าวในสิ่งที่ทราบว่าทราบ ๑  ความกล่าว

ในสิ่งที่รู้ว่ารู้  ๑

ปาราชิกของภิกษุ  ทั่วไปกับภิกษุณี  มี  ๔

ปาราชิกของภิกษุณี  ไม่ทั่วไปกับภิกษุ  มี ๔

บริขารมี ๔   คือ   มีอยู่    บริขารควรรักษา   คุ้มครอง   นับว่าเป็น

สมบัติของเรา  ควรใช้สอย ๑  มีอยู่   บริขารควรรักษา  คุ้มครอง   แต่ไม่นับ

ว่าเป็นสมบัติของเรา   ควรใช้สอย ๑   มีอยู่   บริขารรักษา  คุ้มครอง  แต่ไม่นับ

ว่าเป็นสมบัติของเรา  ไม่ควรใช้สอย ๑   มีอยู่     บริขารไม่ควรรักษา   ไม่ควร

คุ้มครอง  ไม่นับว่าเป็นสมบัติของเรา  ไม่ควรใช้สอย ๑.

 

ว่าด้วยต้องและออกจากอาบัติเป็นต้น

[๙๖๗]  มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องต่อหน้า   ออกลับหลัง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องลับหลัง  ออกต่อหน้า

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องต่อหน้า   ออกต้อหน้า

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องลับหลัง    ออกลับหลัง


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 478

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุไม่รู้อยู่   จึงต้อง   รู้อยู่   จึงออก

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุรู้อยู่   จึงต้อง  ไม่รู้อยู่   จึงออก

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุรู้อยู่   จึงต้อง   รู้อยู่   จึงออก

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุไม่รู้อยู่   จึงต้อง  ไม่รู้อยู่   จึงออก.

 

ว่าด้วยต้องอาบัติเป็นต้น

[๙๖๘]   ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๔   คือ  ต้องด้วยกาย ๑  ต้องด้วย

วาจา ๑   ต้องด้วยกายและวาจา ๑   ต้องด้วยกรรมวาจา ๑

ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการแม้อื่นอีก ๔  คือ   ในท่ามกลางสงฆ์ ๑  ใน

ท่ามกลางคณะ ๑   ในสำนักบุคคล ๑   เพราะเพศเปลี่ยนแปลง  ๑

ภิกษุออกจากอาบัติด้วยอาการ ๔    คือ    ออกด้วยกาย ๑    ออกด้วย

วาจา ๑   ออกด้วยกายด้วยวาจา ๑   ออกด้วยกรรมวาจา ๑

ภิกษุออกจากอาบัติด้วยอาการแม้อื่นอีก  ๔  คือ   ในท่ามกลางสงฆ์ ๑

ในท่ามกลางคณะ ๑    ในสำนักบุคคล  ๑   เพราะเพศเปลี่ยนแปลง ๑

ภิกษุละเพศอันเป็นเพศเดิม  ตั้งอยู่ในเพศสตรี  อันเกิด ณ ภายหลัง

พร้อมกับการได้เพศใหม่  วิญญัติย่อมระงับไป  บัญญัติย่อมดับไป

ภิกษุณีละเพศสตรีอันเป็นเพศเดิม  ตั้งอยู่ในเพศบุรุษอันเกิด ณ ภาย-

หลัง  พร้อมกับการได้เพศใหม่  วิญญัติย่อมระงับไป  บัญญัติย่อมดับไป

การโจทมี ๔   คือ   โจทด้วยศีลวิบัติ ๑   โจทด้วยอาจารวิบัติ  ๑  โจท

ด้วยทิฏฐิวิบัติ ๑  โจทด้วยอาชีววิบัติ  ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 479

ปริวาสมี  ๔  คือ  ปฏิจฉันนปริวาส ๑   อัปปฏิจฉันนปริวาส ๑   สุท-

ธันตปริวาส ๑  สโมธานปริวาส ๑

มานัตมี  ๔  คือ  ปฏิจฉันนมานัต ๑  อัปปฏิจฉันนมานัต  ๑  ปักขมา-

นัต  ๑  สโมธานมานัต  ๑

รัตติเฉทของมานัตตจาริกภิกษุมี  ๔ คือ  อยู่ร่วม  ๑  อยู่ปราศ ๑   ไม่

บอก ๑  ประพฤติในคณะอันหย่อน  ๑

พระบัญญัติที่ทรงยกขึ้นแสดงเองมี  ๔

ของที่รับประเคนไว้ฉันมี  ๘  คือ  ยาวกาลิก ๑  ยามกาลิก ๑  สัตตาห-

กาลิก ๑   ยาวชีวิก ๑

ยามหาวิกัฏ มี ๔   คือ   คูถ ๑   มูตร ๑   เถ้า ๑   ดิน ๑

กรรมมี ๔ คือ  อปโลกนกรรม  ๑  ญัตติกรรม ๑  ญัตติทุติยกรรม ๑

ญัตติจตุตถกรรม ๑

กรรมแม้อื่นอีก  ๔   คือ    กรรมเป็นวรรคโดยอธรรม  ๑    กรรม

พร้อมเพรียงโดยอธรรม ๑    กรรมเป็นวรรคโดยธรรม ๑   กรรมพร้อมเพรียง

โดยธรรม ๑

วิบัติมี ๔  คือ  ศีลวิบัติ  ๑  อาจารวิบัติ  ๑ ทิฏฐิวิบัติ ๑  อาชีววิบัติ ๑

อธิกรณ์มี  ๔   คือ  วิวาทาธิกรณ์ ๑    อนุวาทาธิกรณ์ ๑    อาปัตตา-

ธิกรณ์ ๑  กิจจาธิกรณ์ ๑

ผู้ประทุษร้ายบริษัทมี   ๔  คือ  ภิกษุผู้ทุศีล    มีธรรมทราม    เป็นผู้

ประทุษร้ายบริษัท ๑  ภิกษุณีผู้ทุศีล  มีธรรมทราม  เป็นผู้ประทุษร้ายบริษัท  ๑

อุบาสกผู้ทุศีล   มีธรรมทราม    เป็นผู้ประทุษร้ายบริษัท  ๑    อุบายสิกาผู้ทุศีล

มีธรรมทราม  เป็นผู้ประทุษร้ายบริษัท ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 480

ผู้งามในบริษัทมี  ๔   คือ  ภิกษุผู้มีศีล    มีธรรมงาม    เป็นผู้งามใน

บริษัท  ๑  ภิกษุณีผู้มีศีล   มีธรรมงาม   เป็นผู้งามในบริษัท ๑  อุบาสกผู้มีศีล

มีธรรมงาม  เป็นผู้งามในบริษัท ๑   อุบาสิกาผู้มีศีล   มีธรรมงาม   เป็นผู้งาม

ในบริษัท  ๑.

 

ว่าด้วยพระอาคันตุกะเป็นต้น

[๙๖๙]  มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุอาคันตุกะต้อง  ภิกษุเจ้าถิ่น  ไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุเจ้าถิ่นต้อง  ภิกษุอาคันตุกะ  ไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุอาคันตุกะและภิกษุเจ้าถิ่น   ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุอาคันตุกะ   และภิกษุเจ้าถิ่น  ไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุผู้เตรียมไป  ต้อง  ภิกษุเจ้าถิ่น  ไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุเจ้าถิ่น  ต้อง  ภิกษุผู้เตรียมไป  ไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุผู้เตรียมไป   และภิกษุเจ้าถิ่น   ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุผู้เตรียมไป   และภิกษุเจ้าถิ่น  ไม่ต้อง.

 

ว่าด้วยสิกขาบทมีวัตถุต่างกันเป็นต้น

[๙๗๐]  ความที่สิกขาบท   มีวัตถุต่างกัน   มีอยู่    ความที่สิกขาบทมี

อาบัติต่างกัน  ไม่มี

ความที่สิกขาบทมีอาบัติต่างกันมีอยู่  ความที่สิกขาบทมีวัตถุต่างกัน  ไม่มี

ความที่สิกขาบทมีวัตถุต่างกัน    และมีอาบัติต่างกัน  มีอยู่

ความที่สิกขาบทมีวัตถุต่างกัน   และมีอาบัติต่างกัน   ไม่มีเลย


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 481

ความที่สิกขาบทมีวัตถุเป็นสภาคกัน    มีอยู่    ความที่สิกขาบทมีอาบัติ

เป็นสภาคกัน    ไม่มี

ความที่สิกขาบทมีอาบัติเป็นสภาคกัน   มีอยู่    ความที่สิกขาบทมีวัตถุ

เป็นสภาคกัน   ไม่มี

ความที่สิกขาบทมีวัตถุเป็นสภาคกัน  และมีอาบัติเป็นสภาคกัน  มีอยู่

ความที่สิกขาบทมีวัตถุเป็นสภาคกัน และมีอาบัติเป็นสภาคกัน ไม่มีเลย.

 

ว่าด้วยพระอุปัชฌาย์ต้องอาบัติเป็นต้น

[๙๗๑]  มีอยู่   อาบัติ   พระอุปัชฌาย์ต้อง  สัทธิวิหาริกไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   สัทธิวิหาริกต้อง  พระอุปัชฌาย์  ไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ  พระอุปัชฌาย์และสัทธิวิหาริก  ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   พระอุปัชฌาย์และสัทธิวิหาริก  ไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   พระอาจารย์ต้อง  อันเตวาสิกไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   อันเตวาสิกต้อง  พระอาจารย์ไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   พระอาจารย์และอันเตวาสิกต้อง

มีอยู่   อาบัติ   พระอาจารย์และอันเตวาสิกไม่ต้อง.

 

ว่าด้วยปัจจัยแห่งการขาดพรรษาเป็นต้น

[๙๗๒]  การขาดพรรษาไม่ต้องอาบัติมีปัจจัย  ๔  คือ  สงฆ์แตกกัน ๑

มีพวกภิกษุประสงค์จะทำลายสงฆ์  ๑    มีอันตรายแก่ชีวิต  ๑    มีอันตรายแก่

พรหมจรรย์ ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 482

วจีทุจริตมี  ๔  คือ  พูดเท็จ ๑  พูดส่อเสียด ๑  พูดคำหยาบ ๑  พูด

เพ้อเจ้อ   ๑

วจีสุจริตมี  ๔  คือ  พูดจริง  ๑   พูดไม่ส่อเสียด  ๑    พูดคำสุภาพ ๑

พูดพอประมาณ  ๑.

 

ว่าด้วยถือเอาทรัพย์เป็นต้น

[๙๗๓]  มีอยู่   ภิกษุถือเอาทรัพย์เอง  ต้องอาบัติหนัก  ใช้ผู้อื่น  ต้อง

อาบัติเบา

มีอยู่   ภิกษุถือเอาทรัพย์เอง  ต้องอาบัติเบา  ใช้ผู้อื่น  ต้องอาบัติหนัก

มีอยู่   ภิกษุถือเอาทรัพย์เองก็ดี  ใช้ผู้อื่นก็ดี   ต้องอาบัติหนัก

มีอยู่  ภิกษุถือเอาทรัพย์เองก็ดี   ใช้ผู้อื่นก็ดี  ต้องอาบัติเบา

มีอยู่   บุคคลควรอภิวาท  แต่ไม่ควรลุกรับ

มีอยู่   บุคคลควรลุกรับ  แต่ไม่ควรอภิวาท

มีอยู่   บุคคลควรอภิวาทและควรลุกรับ

มีอยู่   บุคคลไม่ควรอภิวาทและไม่ควรลุกรับ

มีอยู่   บุคคลควรแก่อาสนะ   แต่ไม่ควรอภิวาท

มีอยู่   บุคคลควรอภิวาท   แต่ไม่ควรแก่อาสนะ

มีอยู่   บุคคลควรแก่อาสนะและอภิวาท

มีอยู่   บุคคลไม่ควรแก่อาสนะและไม่ควรอภิวาท.

 

ว่าด้วยต้องอาบัติในกาลเป็นต้น

[๙๗๔]  มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องในกาล  ไม่ต้องในเวลาวิกาล

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องในเวลาวิกาล  ไม่ต้องในกาล


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 483

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องในกาลและในเวลาวิกาล

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุไม่ต้องในกาล   และไม่ต้องในเวลาวิกาล

มีอยู่   กาลิกที่รับประเคนแล้ว   ควรในกาล  ไม่ควรในเวลาวิกาล

มีอยู่   กาลิกที่รับประเคนแล้ว   ควรในเวลาวิกาล  ไม่ควรในกาล

มีอยู่   กาลิกที่รับประเคนแล้ว   ควรในกาลและในเวลาวิกาล

มีอยู่   กาลิกที่รับประเคนแล้ว   ไม่ควรในกาลและในเวลาวิกาล

มีอยู่   อาบัติ  ภิกษุต้องในปัจจันติมชนบท  ไม่ต้องในมัชฌิมชนบท

มีอยู่   อาบัติ  ภิกษุต้องในมัชฌิมชนบท  ไม่ต้องในปัจจันติมชนบท

มีอยู่   อาบัติ  ภิกษุต้องในปัจจันติมชนบทและมัชฌิมชนบท

มีอยู่   อาบัติ  ภิกษุไม่ต้องในปัจจันติมชนบทและมัชฌิมชนบท

มีอยู่   วัตถุ  ย่อมควรในปัจจันติมชนบท  ไม่ควรในมัชฌิมชนบท

มีอยู่   วัตถุ  ย่อมควรในมัชฌิมชนบท  ไม่ควรในปัจจันติมชนบท

มีอยู่   วัตถุ  ย่อมควรในปัจจันติมชนบทและมัชฌิมชนบท

มีอยู่   วัตถุ  ย่อมไม่ควรในปัจจันติมชนบทและมัชฌิมชนบท

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องในภายใน  ไม่ต้องในภายนอก

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องในภายนอก  ไม่ต้องในภายใน

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องภายในและภายนอก

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุไม่ต้องภายในและภายนอก

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องภายในสีมา  ไม่ต้องภายนอกสีมา

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องภายนอกสีมา  ไม่ต้องภายในสีมา

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องภายในสีมาและภายนอกสีมา


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 484

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุไม่ต้องภายในสีมาและภายนอกสีมา

มีอยู่   อาบัติ  ภิกษุต้องในบ้าน  ไม่ต้องในป่า

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องในป่า  ไม่ต้องในบ้าน

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุต้องในบ้านและในป่า

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุไม่ต้องในบ้านและในป่า.

 

ว่าด้วยการโจทเป็นต้น

[๙๗๕]  การโจทมี ๔  คือ  โจทชี้วัตถุ  ๑  โจทชี้อาบัติ ๑  โจทห้าม

สังวาส ๑  โจทห้ามสามีจิกรรม ๑

กิจเบื้องต้นมี ๔

ความพร้อมพรั่งถึงที่แล้วมี ๔

อาบัติปาจิตตีย์มีเหตุมิใช่อย่างอื่นมี ๔

สมมติภิกษุมี ๔

ถึงอคติมี ๔ คือ  ถึงฉันทาคติ ๑  ถึงโทสาคติ ๑  ถึงโมหาคติ ๑  ถึง

ภยาคติ ๑  ไม่ถึงอคติมี  ๔  คือ  ไม่ถึงฉันทาคติ  ๑  ไม่ถึงโทสาคติ ๑  ไม่ถึง

โมหาคติ ๑  ไม่ถึงภยาคติ ๑

ภิกษุอลัชชีประกอบด้วยองค์  ๔   ย่อมทำลายสงฆ์  คือ  ถึงฉันทาคติ ๑

ถึงโทสาคติ ๑   ถึงโมหาคติ ๑   ถึงภยาคติ  ๑

ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักประกอบด้วยองค์ ๔  ย่อมสมานสงฆ์ผู้แตกกันแล้ว

ให้สามัคคี  คือไม่ถึงฉันทาคติ  ๑  ไม่ถึงโทสาคติ  ๑  ไม่ถึงโมหาคติ  ๑  ไม่ถึง

ภยาคติ ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์  ๔  อันภิกษุไม่ควรถามวินัย คือ ถึงฉันทาคติ ๑

ถึงโทสาคติ ๑   ถึงโมหาคติ ๑   ถึงภยาคติ ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 485

อันภิกษุประกอบด้วยองค์  ๔  ไม่ควรถามวินัย   คือ   ถึงฉันทาคติ ๑

ถึงโทสาคติ ๑  ถึงโมหาคติ ๑  ถึงภยาคติ ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์  ๔  อันภิกษุไม่พึงตอบวินัย คือ ถึงฉันทาคติ  ๑

ถึงโทสาคติ ๑  ถึงโมหาคติ ๑  ถึงภยาคติ  ๑

อันภิกษุประกอบด้วยองค์  ๔   ไม่พึงตอบวินัย   คือ  ถึงฉันทาคติ  ๑

ถึงโทสาคติ  ๑  ถึงโมหาคติ ๑  ถึงภยาคติ ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๔    ไม่พึงให้คำซักถามคือ    ถึงฉันทาคติ  ๑

ถึงโทสาคติ ๑  ถึงโมหาคติ ๑  ถึงภยาคติ ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์  ๔  ไม่พึงสนทนาวินัยด้วย คือ ถึงฉันทาคติ ๑

ถึงโทสาคติ ๑  ถึงโมหาคติ ๑  ถึงภยาคติ ๑.

 

ว่าด้วยภิกษุอาพาธต้องอาบัติเป็นต้น

[๙๗๖]  มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุอาพาธต้อง  ไม่อาพาธไม่ต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุไม่อาพาธต้อง  อาพาธ  ไม่ต้อง

มีอยู่     อาบัติ   ภิกษุอาพาธก็ดี  ไม่อาพาธก็ดี   ย่อมต้อง

มีอยู่   อาบัติ   ภิกษุอาพาธก็ดี  ไม่อาพาธก็ดี  ไม่ต้อง.

 

ว่าด้วยงดปาติโมกข์

[๙๗๗]  งดปาติโมกข์    ไม่ประกอบด้วยธรรมมี  ๔    งดปาติโมกข์

ประกอบด้วยธรรมมี  ๔.

หมวด  ๔  จบ


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 486

หัวข้อประจำหมวด

[๙๗๘] วาจาของตน ๑  กาย  ๑ หลับ  ๑

ไม่ตั้งใจ ๑   ต้องอาบัติ  ๑    กรรม ๑   โวหาร

๔ อย่าง  ๑   ปาราชิกของภิกษุ ๑    ปาราชิก

ของภิกษุณี  ๑ บริขาร ๑   ต่อหน้า ๑   ไม่รู้ ๑

กาย ๑    ท่ามกลาง  ๑  ออกจากอาบัติ  ๒  อย่าง

๑   ได้เพศใหม่ ๑  โจท  ๑  ปริวาส ๑  มานัต  ๑

รัตติเฉทของมานัตตจาริกภิกษุ  ๑  พระบัญญัติ

ที่ทรงยกขึ้นแสดงเอง  ๑  กาลิกที่รับประเคน

๑    ยามหาวิกัฏ  ๑    กรรม  ๑    กรรมอีก  ๑

วิบัติ  ๑      อธิกรณ์  ๑    ทุศีล ๑    โสภณ  ๑

อาคันตุกภิกษุ  ๑  คมิกภิกษุ  ๑  ความที่

สิกขาบทมีวัตถุต่างกัน ๑   ความที่สิกขาบท

เป็นสภาคกัน   ๑    อุปัชฌาย์  ๑    อาจารย์  ๑

ปัจจัย   ๑   วจีทุจริต  ๑   วจีสุจริต  ๑   ถือเอา

ทรัพย์   ๑    บุคคลควรอภิวาท  ๑   บุคคลควร

แก่อาสนะ ๑   กาล  ๑   ควร  ๑   ปัจจันติม-

ชนบท  ๑  ควรในปัจจันติมชนบท ๑  ภายใน  ๑

ภายในสีมา  ๑ บ้าน ๑  โจท ๑   กิจเบื้องต้น  ๑

ความพร้อมพรั่งถึงที่แล้ว  ๑  อาบัติปาจิตตีย์

มีเหตุมิใช่อื่น  ๑  สมมติ  ๑  อคติ  ๑  ไม่ถึง


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 487

อคติ ๑  อลัชชี  ๑ มีศีลเป็นที่รัก  ๑  ควรถาม

๒ อย่าง  ๑  ควรตอบ ๒ อย่าง ๑  ซักถาม  ๑

สนทนา  ๑  อาพาธ ๑   งดปาติโมกข์  ๑.

หัวข้อประจำหมวด  ๔  จบ

 

หมวด  ๕

ว่าด้วยอาบัติเป็นต้น

[๙๗๙]  อาบัติมี ๕  กองอาบัติมี ๕  วินีตวัตถุมี ๕   อนันตริยกรรม

มี ๕  บุคคลที่แน่นอนมี  ๕  อาบัติมีการตัดเป็นวินัยกรรมมี  ๕  ต้องอาบัติด้วย

อาการ ๕   อาบัติมี ๕   เพราะมุสาวาทเป็นปัจจัย

ภิกษุไม่เข้ากรรมด้วยอาการ ๕  คือ  ตนเองไม่ทำกรรม  ๑   ไม่เชิญ

ภิกษุอื่น ๑    ไม่ให้ฉันทะหรือปาริสุทธิ ๑  เมื่อสงฆ์ทำกรรมย่อมคัดค้าน ๑  เมื่อ

สงฆ์ทำกรรมเสร็จแล้ว   เห็นว่าไม่เป็นธรรม ๑

ภิกษุเข้ากรรมด้วยอาการ ๕  คือ  ตนเองทำกรรม ๑  เชิญภิกษุอื่น  ๑

ให้ฉันทะหรือปาริสุทธิ  ๑  เมื่อสงฆ์ทำกรรม  ไม่คัดค้าน  ๑  เมื่อสงฆ์ทำกรรท

เสร็จแล้ว  เห็นว่าเป็นธรรม  ๑

ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาต  กิจ ๕ อย่างควร   คือไม่บอกลาเที่ยวไป  ๑

ฉันเป็นหมู่ได้  ๑  ฉันโภชนะทีหลังได้  ๑  ความไม่ต้องคำนึง ๑   ความไม่ต้อง

กำหนดหมาย ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 488

ภิกษุประกอบด้วยองค์  ๕    จะเป็นภิกษุเลวทรามก็ดี    จะเป็นภิกษุมี

ธรรมอันไม่กำริบก็ดี    ย่อมถูกระแวง    ถูกรังเกียจ   คือ   มีหญิงแพศยาเป็น

โคจร ๑   มีหญิงหม้ายเป็นโคจร ๑    มีสาวเทื้อเป็นโคจร  ๑   มีบัณเฑาะก์เป็น

โคจร ๑  มีภิกษุณีเป็นโคจร ๑

น้ำมันมี  ๕  คือ  น้ำมันงา  ๑   น้ำมันเมล็ดพันธุ์ผักกาด  ๑   น้ำมัน

มะซาง ๑  น้ำมันละหุ่ง  ๑  น้ำมันเปลวสัตว์  ๑

น้ำมันเปลวสัตว์มี  ๕    คือ   น้ำมันเปลวหมี  ๑    น้ำมันเปลวปลา  ๑

น้ำมันเปลวปลาฉลาม ๑  น้ำมันเปลวหมู  ๑  น้ำมันเปลวลา  ๑

ความเสื่อมมี  ๕  คือ  ความเสื่อมญาติ  ๑   ความเสื่อมโภคสมบัติ  ๑

ความเสื่อม คือ โรค ๑  ความเสื่อมศีล  ๑  ความเสื่อมทางทิฏฐิ  คือ เห็นผิด  ๑

ความถึงพร้อมมี  ๕  คือ  ความถึงพร้อมแห่งญาติ ๑   ความถึงพร้อม

แห่งโภคสมบัติ  ๑    ความถึงพร้อมแห่งความไม่มีโรค ๑    ความถึงพร้อมแห่ง

ศีล ๑   ความถึงพร้อมแห่งความเห็นชอบ ๑

นิสัยระงับจากพระอุปัชฌาย์มี  ๕  คือ   พระอุปัชฌาย์หลีกไป ๑  สึก ๑

ถึงมรณภาพ ๑  ไปเข้ารีตเดียรถีย์    ส่งบังคับ ๑

บุคคล ๕ จำพวกไม่ควรให้อุปสมบท คือ มีกาลบกพร่อง ๑ มีอวัยวะ

บกพร่อง ๑  มีวัตถุวิบัติ  ๑  มีความกระทำเสียหาย ๑  ไม่บริบูรณ์  ๑

ผ้าบังสุกุลมี  ๕  คือ  ผ้าตกที่ป่าช้า  ๑  ผ้าตกที่ตลาด  ๑  ผ้าหนูกัด  ๑

ผ้าปลวกกัด ๑  ผ้าถูกไฟไหม้  ๑

ผ้าบังสุกุลแม้อื่นอีก ๕  คือ   ผ้าที่วัวกัด ๑   ผ้าที่แพะกัด ๑   ผ้าที่ห่ม-

สถูป  ๑  ผ้าที่เขาทิ้งในที่อภิเษก  ๑  ผ้าที่เขานำไปสู่ป่าช้าแล้วนำกลับมา  ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 489

อวหารมี  ๕  คือ  เถยยาวหาร ๑  ปสัยหาวหาร ๑  ปริกัปปาวหาร ๑

ปฏิจฉันนาวหาร ๑  กุสาวหาร ๑

มหาโจรที่มีปรากฏอยู่ในโลก  มี ๕

ภัณฑะที่ไม่ควรจ่าย  มี  ๕

ภัณฑะที่ไม่ควรแบ่ง  มี ๕

อาบัติที่เกิดแต่กาย   มิใช่วาจา   มิใช่จิต   มี ๕

อาบัติที่เกิดแต่กายและวาจา   มิใช่จิต   มี ๕

อาบัติที่เป็นเทสนาคามินี  มี ๕

สงฆ์มี ๕  ปาติโมกขุเทศ  มี ๒

ในชนบทชายแดนทุกแห่ง    คณะมีพระวินัยธรเป็นที่ ๕    ให้กุลบุตร

อุปสมบทได้

การกรานกฐินมีอานิสงส์ ๕  กรรมมี ๕

อาบัติที่เป็นยาวตติยกา  มี  ๕

ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นไม่ให้  ด้วยอาการ ๕  ต้องอาบัติปาราชิก

ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นไม่ให้  ด้วยอาการ ๕  ต้องอาบัติถุลลัจจัย

ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นไม่ให้   ด้วยอาการ ๕  ต้องอาบัติทุกกฏ

ภิกษุไม่ควรบริโภคอกัปปิยวัตถุ  ๕  คือ ของที่เขาไม่ให้  ๑ ไม่ทราบ ๑

เป็นอกัปปิยะ ๑  ยังไม่ได้รับประเคน  ๑  ไม่ทำให้เป็นเดน  ๑

ภิกษุควรบริโภคกัปปิยวัตถุ  ๕  คือ  ของที่เขาให้   ๑    ทราบแล้ว  ๑

เป็นกัปปิยะ  ๑  รับประเคนแล้ว  ๑  ทำให้เป็นเดน  ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 490

การให้ไม่จัดเป็นบุญ  แต่โลกสมมติว่าเป็นบุญมี  ๕  คือ  ให้น้ำเมา  ๑

ให้มหรสพ  ๑  ให้สตรี ๑  ให้โคผู้  ๑  ให้จิตรกรรม ๑

สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว     บรรเทาได้ยากมี ๕   คือ   ราคะบังเกิดแล้วบรรเทา

ได้ยาก ๑  โทสะบังเกิดแล้วบรรเทาได้ยาก  ๑  โมหะบังเกิดแล้วบรรเทาได้ยาก ๑

ปฏิภาณบังเกิดแล้วบรรเทาได้ยาก ๑   จิตที่คิดจะไปบังเกิดแล้วบรรเทาได้ยาก ๑

การกวาดมีอานิสงส์ ๕    คือ    จิตของตนเลื่อมใส ๑    จิตของผู้อื่น

เลื่อมใส ๑   เทวดาชื่นชม ๑   สั่งสมกรรมที่เป็นไปเพื่อให้เกิดความเลื่อมใส  ๑

เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก   ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ๑

การกวาดมีอานิสงส์แม้อื่นอีก ๕   คือ   จิตของตนเลื่อมใส ๑   จิตของ

ผู้อื่นเลื่อมใส  ๑  เทวดาชื่นชม  ๑   เป็นอันทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดา  ๑

ชุมชนมีในภายหลังถือเป็นทิฏฐานุคติ  ๑

 

ว่าด้วยองคคุณของพระวินัยธร

[๙๘๐]  พระวินัยธรประกอบด้วยองค์  ๕  นับว่าเป็นผู้เขลา  คือ   ไม่

กำหนดที่สุดถ้อยคำของตน  ๑  ไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่น  ๑   ไม่กำหนด

ที่สุดถ้อยคำของตน    ไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่นแล้วปรับอาบัติ ๑    ย่อม

ปรับอาบัติโดยไม่เป็นธรรม ๑   ย่อมปรับอาบัติไม่ตามปฏิญญา ๑

วินัยธรประกอบด้วยองค์  ๕  นับว่าเป็นผู้ฉลาด   คือ  กำหนดที่สุด

ถ้อยคำของตน  ๑  กำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่น  ๑  กำหนดที่สุดถ้อยคำของตน

ทั้งกำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่นแล้วปรับอาบัติ  ๑  ย่อมปรับอาบัติตามธรรม  ๑

ย่อมปรับอาบัติตามปฏิญญา ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 491

พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก  ๕  นับว่าเป็นคนเขลาคือ    ไม่

รู้จักอาบัติ  ๑  ไม่รู้จักมูลของอาบัติ  ๑   ไม่รู้จักเหตุเกิดอาบัติ  ๑   ไม่รู้จักการ

ระงับอาบัติ  ๑  ไม่รู้จักทางระงับอาบัติ  ๑

พระวินัยธรประกอบด้วยองค์  ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด  คือ  รู้จักอาบัติ ๑

รู้จักมูลของอาบัติ ๑    รู้จักเหตุเกิดอาบัติ  ๑    รู้จักการระงับอาบัติ  ๑   รู้จักทาง

ระงับอาบัติ ๑

พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก  ๕  นับว่าเป็นผู้เขลา คือ ไม่รู้จัก

อธิกรณ์ ๑  ไม่รู้จักมูลของอธิกรณ์  ๑  ไม่รู้จักเหตุเกิดของอธิกรณ์ ๑  ไม่รู้จัก

ความระงับของอธิกรณ์ ๑  ไม่รู้จักข้อปฏิบัติอันให้ถึงความระงับแห่งอธิกรณ์ ๑

พระวินัยธรประกอบด้วยองค์  ๕  นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ รู้จักอธิกรณ์

รู้จักมูลของอธิกรณ์  ๑     รู้จักเหตุเกิดของอธิกรณ์  ๑     รู้จักความระงับของ

อธิกรณ์ ๑  รู้จักข้อปฏิบัติอันให้ถึงความระงับแห่งอธิกรณ์ ๑

พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก  ๕   นับว่าเป็นผู้เขลา  คือ  ไม่

รู้จักวัตถุ  ๑   ไม่รู้จักเหตุเป็นเค้ามูล  ๑  ไม่รู้จักบัญญัติ  ๑  ไม่รู้จักอนุบัญญัติ  ๑

ไม่รู้จักทางแห่งถ้อยคำอันเข้าอนุสนธิกันได้  ๑

พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕  นับว่าเป็นผู้ฉลาด  คือ  รู้จักวัตถุ  ๑

รู้จักเหตุเป็นเค้ามูล  ๑   รู้จักบัญญัติ  ๑  รู้จักอนุบัญญัติ ๑    รู้จักทางแห่งถ้อยคำ

อันเข้าอนุสนธิกันได้  ๑

พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕   นับว่าเป็นผู้เขลา   คือ ไม่

รู้จักบัญญัติ  ๑  ไม่รู้จักตั้งบัญญัติ  ๑  ไม่ฉลาดในเบื้องต้น  ๑  ไม่ฉลาดในเบื้องปลาย ๑

ไม่รู้จักกาล ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 492

พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕  นับว่าเป็นรู้ฉลาด  คือ  รู้จักญัตติ ๑

รู้จับตั้งญัตติ ๑  ฉลาดในเบื้องต้น  ๑   ฉลาดในเบื้องปลาย ๑   รู้จักกาล  ๑

พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕  นับว่าเป็นผู้เขลา  คือ ไม่

อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ ไม่รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ ไม่รู้จักอาบัติมีส่วน

เหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ ไม่รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑

ไม่ยึดถือ  ไม่ใส่ใจ  ไม่ใคร่ครวญถ้อยคำที่สืบต่อจากอาจารย์ให้ดี ๑

พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕  นับว่าเป็นผู้ฉลาด  คือ   รู้จักอาบัติ

และมิใช่อาบัติ ๑   รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑   รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและ

อาบัติไม่มีส่วนเหลือ  ๑    รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑    ยึดถือ

ใส่ใจใคร่ครวญถ้อยคำที่สืบต่อจากอาจารย์ด้วยดี ๑

พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕  นับว่าเป็นผู้เขลา  คือ  ไม่

รู้จักอาบัติและมิใช่อาบัติ  ๑   ไม่รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑   ไม่รู้จักอาบัติ

มีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑   ไม่รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่ว-

หยาบ ๑   จำปาติโมกข์ทั้งสองไม่ได้โดยพิสดาร    จำแนกไม่ถูกต้อง    สวดไม่

คล่องแคล่ว  วินิจฉัยไม่ถูกต้อง  โดยสูตร  โดยอนุพยัญชนะ ๑

พระวินิยธรประกอบด้วยองค์ ๕   นับว่าเป็นผู้ฉลาด  คือ  รู้จักอาบัติ

และมิใช่อาบัติ ๑  รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑  รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติ

ไม่มีส่วนเหลือ ๑    รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑    จำปาติโมกข์

ทั้งสองได้ดีโดยพิสดาร   จำแนกถูกต้อง   สวดได้คล่องแคล่ว   วินิจฉัยถูกต้องดี

โดยสูตร  โดยอนุพยัญชนะ


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 493

พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕  นับว่าเป็นผู้เขลา  คือ  ไม่

รู้จักอาบัติและมิใช่อาบัติ ๑  ไม่รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑  ไม่รู้จักอาบัติมี

ส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑    ไม่รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่ว-

หยาบ ๑  ไม่ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์  ๑

พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕  นับว่าเป็นผู้ฉลาด   คือ   รู้จักอาบัติ

และไม่ใช่อาบัติ  ๑   รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑  รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและ

อาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑   รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑   ฉลาดใน

การวินิจฉัยอธิกรณ์ ๑.

 

ว่าด้วยภิกษุอยู่ป่าเป็นต้น

[๙๘๑]   ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามี ๕    คือ    เพราะเป็นผู้เขลา   เพราะเป็นผู้

งมงายจึงอยู่ป่า ๑  เป็นผู้ปรารถนาลามก  ถูกความปรารถนาครอบงำ  จึงอยู่ป่า ๑

เพราะมัวเมา    เพราะจิตฟุ้งซ่าน    จึงอยู่ป่า  ๑     เพราะเข้าใจว่า    พระพุทธเจ้า

และพระสาวกของพระพุทธเจ้าสรรเสริญ   จึงอยู่ป่า ๑ เพราะอาศัยความมักน้อย

สันโดษ   ขัดเกลา  ความเงียบสงัด   และเพราะอาศัยความเป็นแห่งการอยู่ป่ามี

ประโยชน์ด้วยความปฏิบัติตามนี้   จึงอยู่ป่า ๑

ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตมี ๕

ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลมี ๕

ภิกษุผู้ถืออยู่โคนไม้มี ๕

ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าช้ามี ๕

ภิกษุผู้ถืออยู่กลางแจ้งมี ๕


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 494

ภิกษุผู้ถือผ้าสามผืนมี  ๕

ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับมี  ๕

ภิกษุผู้ถือการนั่งมี  ๕

ภิกษุผู้ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่จัดไว้มี  ๕

ภิกษุผู้ถือนั่งฉัน  ณ  อาสนะแห่งเดียวมี ๕

ภิกษุผู้ถือการห้ามภัตรที่เขานำมาถวายเมื่อภายหลังมี ๕

ภิกษุผู้ถือการฉันเพราะในบาตรมี  ๕  คือ เพราะเป็นผู้เขลา  เพราะเป็น

ผู้งมงาย    จึงถือการฉันเฉพาะในบาตร ๑     เป็นผู้ปรารถนาลามก    ถูกความ

ปรารถนาครอบงำ   จึงถือการฉันเฉพาะในบาตร ๑    เพราะมัวเมา    เพราะจิต

ฟุ้งซ่าน   จึงถือการฉันเฉพาะในบาตร ๑   เพราะเข้าใจว่า   พระพุทธเจ้า    และ

พระสาวกของพระพุทธเจ้าสรรเสริญ    จึงถือการฉันเฉพาะในบาตร ๑   เพราะ

อาศัยความมักน้อย   สันโดษ   ขัดเกลา   ความเงียบสงัด  และเพราะอาศัยความ

เป็นแห่งการฉันเฉพาะในบาตรมีประโยชน์ด้วยความปฏิบัติตามนี้  จึงถือการฉัน

เฉพาะในบาตร ๑.

 

ว่าด้วยองค์ของภิกษุผู้ต้องถือนิสัย

[๙๘๒]  ภิกษุประกอบด้วยองค์  ๕  จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้  คือ  ไม่รู้

อุโบสถ  ๑   ไม่รู้อุโบสถกรรม ๑    ไม่รู้ปาติโมกข์  ๑   ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ  ๑

มีพรรษาหย่อนห้า ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕   ไม่ต้องถือนิสัยอยู่   คือ   รู้อุโบสถ  ๑   รู้

อุโบสถกรรม ๑  รู้ปาติโมกข์ ๑   รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑   มีพรรษาห้า   หรือมี

พรรษาเกินห้า ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 495

ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕   จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้  คือ  ไม่รู้

ปวารณา ๑  ไม่รู้ปวารณากรรม ๑  ไม่รู้ปาติโมกข์ ๑   ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ  ๑

มีพรรษาหย่อนห้า ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕  ไม่ต้องถือนิสัยอยู่    คือ   รู้ปวารณา ๑  รู้

ปวารณากรรม ๑   รู้ปาติโมกข์ ๑   รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑   มีพรรษาห้า   หรือมี

พรรษาเกินห้า  ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก  ๕   จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้  คือ  ไม่รู้

อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑  ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑  ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือ

และอาบัติไม่มีส่วนเหลือ  ๑    ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑     มี

พรรษาหย่อนห้า ๑

ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕  ไม่ต้องถือนิสัยอยู่    คือ   รู้อาบัติและมิใช่

อาบัติ ๑  รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑  รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วน

เหลือ ๑  รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑  มีพรรษาห้า  หรือมีพรรษา

เกินห้า  ๑

ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕  จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้  คือ ไม่รู้อุโบสถ ๑

ไม่รู้อุโบสถกรรม  ๑  ไม่รู้ปาติโมกข์  ๑    ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ  ๑    มีพรรษา

หย่อนห้า ๑

ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕  ไม่ต้องถือนิสัยอยู่   คือ  รู้อุโบสถ  ๑  รู้

อุโบสถกรรม ๑   รู้ปาติโมกข์ ๑   รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑    มีพรรษาห้า    หรือมี

พรรษาเกินห้า  ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 496

ภิกษุณีประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕  จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้  คือ  ไม่

รู้ปวารณา ๑  ไม่รู้ปวารณากรรม ๑  ไม่รู้ปาติโมกข์  ๑  ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑

มีพรรษาหย่อนห้า ๑

ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕   ไม่ต้องถือนิสัย   คือ   รู้ปวารณา ๑   รู้

ปวารณากรรม ๑  รู้ปาติโมกข์ ๑   รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑   มีพรรษา ๕   หรือมี

พรรษาเกินห้า  ๑

ภิกษุณีประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕  จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้  ศีล  ไม่

รู้อาบัติและมิใช่อาบัติ  ๑    ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑    ไม่รู้อาบัติมีส่วน

เหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ  ๑    ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑

มีพรรษาหย่อนห้า ๑

ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕  ไม่ต้องถือนิสัยอยู่   คือ  รู้อาบัติและมิใช่

อาบัติ  ๑  รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑  รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วน

เหลือ ๑  รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑  มีพรรษาห้า   หรือมีพรรษา

เกินห้า ๑

 

โทษในกรรมไม่น่าเสื่อมใสเป็นต้น

[๙๘๓]  กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใสมีโทษ  ๕   คือ    ตนเองก็ติเตียนตน ๑

ผู้รู้ทั้งหลายใคร่ครวญแล้วก็ติเตียน ๑   กิตติศัพท์อันทรามย่อมขจรไป ๑  หลง-

ไหลทำกาละ ๑     เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก  ย่อมเข้าถึงอบาย  ทุคติ

วินิบาต   นรก ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 497

กรรมที่น่าเลื่อมใสมีคุณ  ๕  คือ   ตนเองก็ไม่ติเตียนตน  ๑  ผู้รู้ทั้งหลาย

ใคร่ครวญแล้วก็สรรเสริญ ๑    กิตติศัพท์อันดีย่อมขจรไป  ๑     ไม่หลงใหลทำ

กาละ ๑   เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก   ย่อมเข้าถึงสุคติ   โลกสวรรค์ ๑

กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใส    มีโทษแม้อื่นอีก ๕    คือ    ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส

ย่อมไม่เลื่อมใส ๑  คนบางคนพวกที่เลื่อมใสแล้ว   ย่อมเป็นอย่างอื่นไป  ๑  เขา

ไม่เป็นอันทำคำสอนของพระศาสดา  ๑    หมู่ชนมีในภายหลัง     ย่อมถือเป็น

ทิฏฐานุคติ ๑   จิตของเขาไม่เลื่อมใส ๑

กรรมที่น่าเลื่อมใสมีคุณ ๕  คือ   ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส    ย่อมเลื่อมใส ๑

ผู้ที่เลื่อมใสแล้วย่อมเลื่อมใสยิ่งขึ้นไป  ๑  เขาเป็นอันทำคำสอนของพระศาสดา  ๑

หมู่ชนมีในภายหลัง   ย่อมถือเป็นทิฏฐานุคติ ๑   จิตของเขาย่อมเลื่อมใส ๑

ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูลมีโทษ  ๕  คือ ต้องอาบัติเพราะไม่บอกลาเที่ยวไป

๑  ต้องอาบัติเพราะนั่งในที่ลับ  ๑ ต้องอาบัติเพราะอาสนะกำบัง ๑  แสดงธรรมแก่

มาตุคามด้วยวาจาเกิน ๕ -๖ คำ  ต้องอาบัติ  ๑   เป็นผู้มากด้วยความดำริในกาม

อยู่  ๑

ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูล   คลุกคลีอยู่ในตระกูลเกินเวลา  มีโทษ ๕   คือ

เห็นมาตุคามเนือง ๆ  ๑   เมื่อมีการเห็นก็มีการเกี่ยวข้อง  ๑   เมื่อมีการเกี่ยวข้อง

ก็ต้องคุ้นเคย ๑   เมื่อมีความคุ้นเคยก็มีจิตกำหนัด  ๑   เมื่อมีจิตกำหนัด   ก็หวัง

ข้อนี้ได้   คือ   เธอจักไม่ยินดีพระพฤติพรหมจรรย์   หรือจักต้องอาบัติที่เศร้า-

หมองอย่างใดอย่างหนึ่ง  หรือจักบอกลาสิกขาเวียนมาเพื่อเป็นคฤหัสถ์  ๑


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 498

ว่าด้วยพืชและผลไม้

[๙๘๔]  พืชมี ๕ ชนิด  คือ  พืชเกิดจากเงา  ๑  พืชเกิดจากต้น ๑ พืช

เกิดจากข้อ  ๑   พืชเกิดจากยอด ๑   พืชเกิดจากเมล็ด ๑

ผลไม้ที่ควรบริโภคด้วยวิธีอันควรแก่สมณะมี ๕ คือ  จี้ด้วยไฟ ๑ กรีด

ด้วยศัสตรา ๑  จิกด้วยเล็บ  ๑  ไม่มีเมล็ด  ๑ เขาปล้อนเมล็ดออกแล้วเป็นที่ห้า  ๑.

 

ว่าด้วยวิสุทธิ  ๕

[๙๘๕]  วิสุทธิมี ๕ คือ  ภิกษุแสดงนิทานแล้ว   นอกนั้นพึงสวดด้วย

สุตบท  นี้เป็นวิสุทธิข้อที่  ๑

แสดงนิทาน   แสดงปาราชิก ๔  แล้ว    นอกนั้นพึงสวดด้วยสุตบท   นี้

เป็นวิสุทธิข้อที่ ๒

แสดงนิทาน   แสดงปาราชิก ๔ แสดงสังฆาทิเสส ๑๓ แล้ว     นอกนั้น

พึงสวดด้วยสุตบท  นี้เป็นวิสุทธิข้อที่ ๓

แสดงนิทาน    แสดงปาราชิก ๔ แสดงสังฆาทิเสส ๑๓  แสดงอนิยต  ๒

แล้ว   นอกนั้นพึงสวดด้วยสุตบท  นี้เป็นวิสุทธิข้อที่  ๔

สวดโดยพิสดารอย่างเดียว   เป็นวิสุทธิข้อที่  ๕

วิสุทธิแม้อื่นอีก ๕ คือ  สุตตุทเทศ ๑  ปาริสุทธิอุโบสถ ๑  อธิษฐาน

อุโบสถ ๑  สามัคคีอุโบสถ ๑  ปวารณาเป็นที่ห้า  ๑.

 

ว่าด้วยอานิสงส์การทรงวินัยเป็นต้น

[๙๘๖]  การทรงวินัยมีอานิสงส์ ๕  คือ กองศีลของตนเป็นอันคุ้มครอง

รักษาดีแล้ว  ๑   ผู้ที่ถูกความรังเกียจครอบงำย่อมหวนระลึกได้  ๑   กล้าพูดใน


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 499

ท่ามกลางสงฆ์ ๑   ข่มด้วยดีซึ่งข้าศึกโดยสหธรรม  ๑   เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความตั้ง

มั่นแห่งพระสัทธรรม ๑

การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม  มี ๕

การงดปาติโมกข์เป็นธรรม  มี ๕.

หมวด ๕  จบ

 

หัวข้อประจำหมวด

[๙๘๗]  อาบัติ  ๑  กองอาบัติ   ๑  วินีต

วัตถุ ๑  อนันตริยกรรม  ๑  บุคคล  ๑  อาบัติมี

อันตัดเป็นวินัยกรรม  ๑ ต้องอาบัติ ๑  ปัจจัย ๑

ไม่เข้ากรรม  ๑  เข้ากรรม  ๑  กิจควร  ๑  ภิกษุ

ถูกระแวง  ๑  น้ำมัน  ๑  เปลวมัน  ๑  ความเสื่อม

๑  ความเจริญ ๑   ความระงับ  ๑ บุคคลไม่ควร

อุปสมบท  ๑ ผ้าบังสุกุลที่ตก ณ  ป่าช้า  ๑  ผ้า

บังสุกุลที่โคกัด ๑  การลัก ๑ โจร ๑  สิ่งของ

ไม่ควรจ่าย  ๑  สิ่งของไม่ควรแบ่ง  ๑   อาบัติ

เกิดแต่กาย  ๑   เกิดแต่กายและวาจา ๑    เป็น

เทสนาคามินี  ๑    สงฆ์ ๑  ปาติโมกขุทเทศ ๑

ปัจจันติมชนบท  ๑  อานิสงส์กฐิน  ๑  กรรม  ๑

อาบัติเป็นยาวตติยกา ๑  ปาราชิก  ๑  ถุลลัจจัย

๑  ทุกกฏ   ๑  ของเป็นอกัปปิยะ  ๑  ของเป็น


พระวินัยปิฎก ปริวาร เล่ม ๘ - หน้าที่ 500

กัปปิยะ ๑  สิ่งที่ให้แล้วไม่เป็นบุญ  ๑  สิ่งที่

บรรเทาได้ยาก  ๑  การกวาด ๑  การกวาดอย่าง

อื่นอีก ๑ ถ้อยคำ ๑  อาบัติ ๑  อธิกรณ์  ๑  วัตถุ  ๑

ญัตติ  ๑  อาบัติและมิใช่อาบัติ   ๑  ปาติโมกข์

ทั้งสอง  ๑  อาบัติเบาและอาบัติเป็นที่แปด  ๑

จงทราบฝ่ายดำและฝ่ายขาวดังข้างต้นนี้   อยู่

ป่า ๑  ถือเที่ยวบิณฑบาต  ๑ ทรงผ้าบังสุกุล ๑

อยู่โคนไม้   อยู่ป่าช้า  ๑  อยู่ที่แจ้ง ๑    ทรงผ้า

๓ ผืน  ๑  ถือเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับแถว  ๑

ถือการนั่ง ๑  ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่จัดไว้ ๑

ถือนั่งฉัน  ณ  อาสนะแห่งเดียว  ๑  ถือการห้าม

ภัตรที่ถวายทีหลัง ๑ ถือฉันข้าวในบาตร  ๑

อุโบสถ ๑ ปวารณา  ๑ อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑

บทฝ่ายดำและฝ่ายขวาดังข้างต้นนี้  สำหรับ

ภิกษุณีก็เหมือนกัน  กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใส  ๑

กรรมที่น่าเลื่อมใส  ๑   กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใส

และน่าเลื่อมใสอื่นอีก ๒ อย่าง  ภิกษุเข้าไป

สู่สกุล  ๑  ภิกษุคลุกคลีอยู่เกินเวลา  ๑ พืช  ๑

ผลไม้ควรแก่สมณะ ๑ วิสุทธิ ๑  วิสุทธิแม้อื่น

อีก ๑ อานิสงส์การทรงพระวินัย  ๑ งดปาติ-


หน้าที่ 401-450
หน้าที่ 501-550