พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 951

ชื่อว่า   ย่อมถึงความลำเอียงเพราะหลง.    เมื่อไม่อาจจะทิ้งเพราะกลัวภิกษุ

ผู้รับรูปิยะ  ชื่อว่าย่อมถึงความลำเอียงเพราะกลัว.    ภิกษุผู้ไม่กระทำอย่างนี้

บัณฑิตพึงทราบว่า  ย่อมไม่ถึงความลำเอียงเพราะชอบกัน  ฯลฯ  ย่อมไม่ถึง

ความลำเอียงเพราะกลัว.

สองบทว่า  อนิมิตฺต   กตฺวา  ได้แก่ ไม่กระทำให้มีที่หมาย.   อธิบายว่า

ภิกษุผู้ทิ้งรูปิยะนั้น  หลับตาแล้ว  ไม่เหลียวดูดุจคูถคือไม่กำหนดหมายที่ตก

พึงทิ้งให้ตกไปในแม่น้ำ   ในเหว   หรือในพุ่มไม้.    ในรูปิยะแม้อันภิกษุ

พึงรังเกียจอย่างนี้    พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสบอกการบริโภคใช้สอย  แก่

ภิกษุทั้งหลายโดยปริยาย.  ก็การบริโภคปัจจัยที่เกิดขึ้นจากรูปิยะนั้น   ย่อม

ไม่สมควรแก่ภิกษุผู้รับรูปิยะ   โดยปริยายไร ๆ เลย.    ก็การบริโภคปัจจัย

ที่เกิดขึ้นนี้  ไม่ควรแก่ภิกษุผู้รับรูปิยะนั่น  ฉันใด. ปัจจัยที่เกิดขึ้น  เพราะ

การอวดอุตริมนุสธรรมอันไม่มีจริงก็ดี    เพราะกุลทูสกกรรมก็ดี    เพราะ

การหลอกลวงเป็นต้นก็ดี  ย่อมไม่ควรแก่ภิกษุนั้น  และแก่ภิกษุอื่น ฉันนั้น

ถึงปัจจัยที่เกิดขึ้นโดยธรรมโดยสม่ำเสมอ    ยังไม่ได้พิจารณา    จะบริโภค

ก็ไม่ควร.

[อธิบายการบริโภคปัจจัยมี  ๔ อย่าง]

จริงอยู่   การบริโภค  มี ๔ อย่าง  คือ  ไถยบริโภค (บริโภคอย่าง

ขโมย ) ๑  อิณบริโภค (บริโภคอย่างเป็นหนี้ ) ๑  ทายัชชบริโภค (บริโภค

อย่างเป็นผู้รับมรดก) ๑  สามีบริโภค (บริโภคอย่างเป็นเจ้าของ)  ๑.  บรรดา

การบริโภค ๔ อย่างนั้น          การบริโภคของภิกษุผู้ทุศีลซึ่งนั่งบริโภคอยู่

แม้ในท่ามกลางสงฆ์   ชื่อว่า    ไถยบริโภค.    การบริโภคไม่พิจารณาของ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 952

ภิกษุผู้มีศีล   ชื่อว่า   อิณบริโภค.  เพราะฉะนั้น   ภิกษุผู้มีศีลพึงพิจารณา

จีวรทุกขณะที่บริโภคใช้สอย   บิณฑบาตพึงพิจารณาทุก ๆ คำกลืน.  เมื่อ

ไม่อาจอย่างนั้น   พึงพิจารณาในกาลก่อนฉัน   หลังฉัน   ยามต้น    ยามกลาง

และยามสุดท้าย.  หากเมื่อเธอไม่ทันพิจารณาอรุณขึ้นย่อมตั้งอยู่ในฐานะ

บริโภคหนี้.  แม้เสนาสนะ    ก็พึงพิจารณาทุก ๆ ขณะที่ใช้สอย .   ความมี

สติเป็นปัจจัยทั้งในขณะรับทั้งในขณะบริโภคเภสัช    ย่อมควร.     แม้เมื่อ

เป็นอย่างนั้น   ก็เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ทำสติในการรับ  ไม่ทำในการบริโภค

อย่างเดียว.    แต่ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ไม่ทำสติในการรับ    ทำแต่ในเวลา

บริโภค.

ก็สุทธิมี ๔  อย่าง    คือ   เทสนาสุทธิ   (หมดจดด้วยการแสดง)  ๑

สังวรสุทธิ (หมดจดด้วยสังวร)  ๑  ปริยิฎฐิสุทธิ  (หมดจดด้วยการแสวงหา) ๑

ปัจจเวกขณสุทธิ  (หมดจดด้วยการพิจารณา) ๑.   บรรดาสุทธิ  ๔  อย่างนั้น

ปาฎิโมกขสังวรศีล  ชื่อว่าเทสนาสุทธิ.  ก็ปาฎิโมกขสังวรศีลนั้น   ท่านเรียก

ว่า  เทสนาสุทธิ   เพราะบริสุทธิ์ด้วยการแสดง.  อินทรียสังวรศีล   ชื่อว่า

สังวรสุทธิ.    ก็อินทรียสังวรศีลนั้น      ท่านเรียกว่า    สังวรสุทธิ   เพราะ

บริสุทธิ์ด้วยสังวร    คือ    การตั้งจิตอธิษฐานว่า     เราจักไม่ทำอย่างนี้อีก

เท่านั้น.  อาชีวปริสุทธิศีล  ชื่อว่า  ปริยิฎฐิสุทธิ.   ก็อาชีวปาริสุทธิศีลนั้น

ท่านเรียกว่า     ปริยิฎฐิสุทธิ    เพรา.่เป็นความบริสุทธิ์ด้วยการแสวงหา

ของภิกษุผู้ละอเนสนาแล้วยังปัจจัยทั้งหลายให้เกิดขึ้นโดยธรรม    โดยสม่ำ

เสมอ.   ปัจจัยบริโภคสันนิสสิตศีล    ชื่อว่า    ปัจจเวกขณสุทธิ.    จริงอยู่

ปัจจัยบริโภคสันนิสสิตศีลนั้น     ท่านเรียกว่า    ปัจจเวกขณสุทธิ    เพราะ

๑-๒.  ในที่อื่น  ๆ  เป็น  ปริเยฏฐิสุทธิ.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 953

บริสุทธิ์ด้วยการพิจารณาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยนัยมีอาทิว่า  ภิกษุ

ย่อมพิจารณาโดยแบบคายแล้วเสพจีวร   ดังนี้.   เพราะเหตุนั้น   ข้าพเจ้าจึง

กล่าวว่า     แต่ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ไม่ทำสติในการรับ       ทำแต่ในการ

บริโภค.  การบริโภคปัจจัยของพระเสขะ ๗ จำพวก  ชื่อว่า ทายัชชบริโภค.

จริงอยู่   พระเสขะ ๗ จำพวกนั้น  เป็นพระโอรสของพระผู้มีพระภาคเจ้า;

เพราะฉะนั้น  จึงเป็นทายาทแห่งปัจจัยอันเป็นของพระพุทธบิดา บริโภคอยู่

ซึ่งปัจจัยเหล่านั้น.

ถามว่า  ก็พระเสขะเหล่านั้น   บริโภคปัจจัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า

หรือบริโภคปัจจัยของพวกคฤหัสถ์ ?

ตอบว่า  ปัจจัยเหล่านั้น   แม้อันพวกคฤหัสถ์ถวาย   ก็จริง.  แต่ชื่อว่า

เป็นของพระผู้มีพระภาคเจ้า        เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไว้

เพราะฉะนั้น  บัณฑิตพึงทราบว่า   พระเสขะเหล่านั้น    บริโภคปัจจัยของ

พระผู้มีพระภาคเจ้า.   ก็ธรรมทายาทสูตร   เป็นเครื่องสาธกในการบริโภค

ปัจจัยของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้.

การบริโภค  ของพระขีณาสพทั้งหลาย   ชื่อว่า สามีบริโภค.  จริงอยู่

พระขีณาสพทั้งหลายเหล่านั้น        ชื่อว่าเป็นเจ้าของบริโภคเพราะล่วงความ

เป็นทาสแห่งตัณหาได้แล้ว.   บรรดาการบริโภคทั้ง   ๔  นี้   สามีบริโภคและ

ทายัชชบริโภค  ย่อมควรแม้แก่ภิกษุทุกจำพวก.  อิณบริโภค    ไม่สมควร

เลย.  ในไถยบริโภค  ไม่มีคำจะพูดถึงเลย.

[อธิบายว่าการบริโภคอีก  ๔ อย่าง]

การบริโภคแม้อื่นอีก  ๔   คือ  ลัชชีบริโภค  อลัชชีบริโภค  ธัมมิย-

บริโภค   อธัมมิยบริโภค.   บรรดาการบริโภค  ๔  อย่างนั้น    การบริโภค


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 954

ของอลัชชีภิกษุร่วมกับลัชชีภิกษุ    สมควร.    ไม่พึงปรับอาบัติเธอ.   การ

บริโภคของลัชชีภิกษุร่วมกับอลัชชีภิกษุ   ย่อมควรตลอดเวลาที่เธอยังไม่รู้.

เพราะว่าธรรมดาภิกษุผู้เป็นอลัชชีมาแต่แรกไม่มี.    เพราะฉะนั้น     พึงว่า

กล่าวเธอในเวลาทราบว่าเธอเป็นอลัชชีว่า    ท่านทำการละเมิดในกายทวาร

และวจีทวาร,    การทำนั้น    ไม่สมควรเลย,     ท่านอย่าได้กระทำอย่างนี้.

ถ้าเธอไม่เอื้อเฟื้อยังคงกระทำอยู่อีก,   ถ้ายังขืนทำการบริโภคร่วมกับอลัชชี

นั้นแม้เธอก็กลายเป็นอลัชชีไปด้วย.   ฝ่ายภิกษุใด  กระทำการบริโภค

ร่วมกับอลัชชี    ผู้ซึ่งเป็นภาระของตน,     แม้ภิกษุนั้น    อันภิกษุอื่นเห็น

พึงห้าม,   ถ้าเธอไม่ยอมงดเว้น,     ภิกษุแม้รูปนี้     ก็เป็นอลัชชีเหมือนกัน.

อลัชชีภิกษุแม้รูปเดียว    ย่อมทำให้ภิกษุเป็นอลัชชีได้แม้ตั้งร้อยรูปอย่างนี้.

ชื่อว่าอาบัติในการบริโภคร่วมกันระหว่างอลัชชีกับอลัชชี   ย่อมไม่มี.  การ

บริโภคร่วมระหว่างลัชชีกับลัชชี  เป็นเช่นเดียวกับขัตติยกุมารสองพระองค์

เสวยร่วมกันในสุวรรณภาชน์.     การบริโภคเป็นธรรม   และไม่เป็นธรรม

ผู้ศึกษาพึงทราบด้วยอำนาจแห่งปัจจัยนั่นแล.

ในการบริโภคเป็นธรรม    และไม่เป็นธรรมนั้น   พึงทราบวินิจฉัย

ดังต่อไปนี้:-

ถ้าแม้บุคคลก็เป็นอลัชชี  แม้บิณฑบาตไม่เป็นธรรม,   น่ารังเกียจ

ทั้ง ๒ ฝ่าย.   บุคคลเป็นอลัชชี    แต่บิณฑบาตเป็นธรรม,    ภิกษุทั้งหลาย

รังเกียจบุคคลแล้ว ไม่พึงรับบิณฑบาต.  แต่ในมหาปัจจรี  ท่านกล่าวไว้ว่า

คนทุศีล   ได้อุเทศภัตเป็นต้นจากสงฆ์แล้ว   ถวายแก่สงฆ์นั่นแล.    อุเทศ-

ภัตเป็นต้นนี้   ย่อมควร  เพราะเป็นไปตามที่เขาถวายนั่นเอง.    บุคคลเป็น


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 955

ลัชชี    บิณฑบาตไม่เป็นธรรม,    บิณฑบาตน่ารังเกียจ    ไม่ควรรับเอา.

บุคคลเป็นลัชชี  แม้บิณฑบาตก็เป็นธรรม ย่อมสมควร.

[อธิบายการยกย่องและการบริโภคอีกอย่างละ ๒]

ยังมีการยกย่อง ๒ อย่าง    และการบริโภค  ๒ อย่างอีก   คือ   การ

ยกย่องลัชชี  ๑    การยกย่องอลัชชี ๑     ธรรมบริโภค  ๑    อามิสบริโภค  ๑,

ในการยกย่องและการบริโภคนั้น   การยกย่องลัชชี    แก่อลัชชี   สมควร.

เธอไม่ควรถูกปรับอาบัติ.  ก็ถ้าว่า   ลัชชียกย่องอลัชชี    ย่อมเชื้อเชิญด้วย

อนุโมทนา  เชื้อเชิญด้วยธรรมกถา   อุปถัมภ์ในสกุลทั้งหลาย,   แม้อลัชชี

นอกนี้   ก็กล่าวสรรเสริญเธอในบริษัทว่า   อาจารย์ของพวกเราย่อมเป็นผู้

เช่นนี้และเช่นนี้,   ภิกษุนี้  บัณฑิตพึงทราบว่า   ย่อมทำพระศาสนาให้เสื่อม

ลง  คือ ให้อันตรธานไป.

ก็บรรดาธรรมบริโภคและอามิสบริโภค  ในบุคคลใด  อามิสบริโภค

สมควร,   ในบุคคลนั้น  แม้ธรรมบริโภค  ก็สมควร.  ท่านกล่าวไว้ (ใน

อรรถกถาทั้งหลาย) ว่า  ก็คัมภีร์ใด  ตั้งอยู่ในสุดท้าย   จักฉิบทายไป  โดย

กาลล่วงไปแห่งบุคคลนั้น,          จะเรียนเอาคัมภีร์นั้นเพื่ออนุเคราะห์ธรรม

ควรอยู่.  ในการอนุเคราะห์ธรรมนั้น  มีเรื่องต่อไปนี้:-

[เรื่องเรียนคัณฐะจากคนเลวเพื่ออนุเคราะห์ธรรม]

ได้ยินว่า  ในยุคมหาภัย   ได้มีภิกษุผู้ชำนาญมหานิเทศเพียงรูปเดียว

เท่านั้น.  ครั้งนั้น  พระอุปัชฌะของพระติสสเถระ   ผู้ทรงนิกาย   ๔ ชื่อว่า

มหาติปิฎกเถระ  กล่าวกะพระมหารักขิตเถระว่า  อาวุโสมหารักขิต !   เธอ

จงเรียนเอามหานิเทศในสำนักแห่งภิกษุนั่นเถิด.  เธอเรียนว่า   ได้ทราบว่า

ท่านรูปนี้เลวทราม   ขอรับ  !  กระผมจักไม่เรียนเอา.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 956

อุปัชฌาย์.  เรียนไว้เถิดคุณ  !  ฉันจักนั่งใกล้ ๆ เธอ.

พระเถระ.  ดีละ   ขอรับ !   เมื่อท่านนั่งอยู่ด้วย   กระผมจักเรียนเอา

แล้วเริ่มเรียนติดต่อกันทั้งกลางคืนกลางวัน   วันสุดท้ายเห็นสตรีภายใต้เตียง

แล้ว  เรียนว่า   ท่านขอรับ  !     กระผมได้สดับมาก่อนแล้วทีเดียว,    ถ้าว่า

กระผมพึงรู้อย่างนี้     จะไม่พึงเรียนธรรมในสำนักคนเช่นนี้เลย.     ก็พระ-

มหาเถระเป็นอันมาก     ได้เรียนเอาในสำนักของพระเถระนั้นแล้ว      ได้

ประดิษฐานมหานิเทศไว้สืบมา.

อันทองและเงินแม้ทั้งหมด   ผู้ศึกษาพึงทราบว่า   ถึงการสงเคราะห์

ว่ารูปิยะทั้งนั้น  ในคำว่า รูปิเย  รูปิยสญฺี  นี้.

สองบทว่า  รูปิเย เวมติโก   มีความว่า   เกิดมีความสงสัย   โดยนัย

เป็นต้นว่า  เป็นทองคำ  หรือทองเหลือง*หนอ

สองบทว่า  รูปิเย  อรูปิยสญฺี  ความว่า  มีความสำคัญในทองคำ

เป็นต้นว่า  เป็นทองเหลืองเป็นต้น .

อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ใคร่ในบุญทั้งหลาย  มีนางสนมของพระราชา

เป็นต้น      ถวายเงินและทองใส่ไว้ในภัต      ของควรเคี้ยว      ของหอมและ

กำยานเป็นต้น,       ถวายแผ่นผ้าเล็ก ๆ รวมกับกหาปณะที่ขอดไว้ที่ชายผ้า

เป็นต้นต้นนั่นแหละ    แก่ภิกษุทั้งหลายผู้เที่ยวบิณฑบาตผ้า,     ภิกษุทั้งหลาย

รับเอาด้วยสำคัญว่าภัตตาหารเป็นต้น  หรือสำคัญว่าผ้ภิกษุนี้  พึงทราบว่า

ผู้มีความสำคัญในรูปิยะว่ามิใ ช่รูปิยะ  รันเอารูปิยะด้วยอาการอย่างนี้.

แต่ภิกษุผู้รับ       พึงกำหนดให้ดีว่า      วัตถุนี้เราได้ในเรือนหลังนี้

วิมติ  ขรปตฺตนฺติ  ขรสงฺขาต   สุวรฺณปฏิรูปก  วตฺถุ  แปลว่า  ที่ชื่อว่า  ขรปัตตะ  ได้แก่  วัตถุ

ที่นับว่าแข็ง  เทียมทองคำ.  -ผู้ชำระ.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 957

เพราะว่า     ผู้ที่ถวายของด้วยไม่มีสติ      ได้สติแล้วจะกลับมา (ทวงถาม).

ลำดับนั้น    ภิกษุพึงบอกเขาว่า  ท่านจงตรวจดูห่อผ้าของท่าน ดังนี้.   บท

ที่เหลือในสิกขาบทนี้   มีอรรถตื้นทั้งนั้น.

บรรดาสมุฏฐานเป็นต้น   สิกขาบทนี้   มีสมุฏฐาน  ๖  บางคราวเป็น

กิริยา  เพราะต้องด้วยการรับ  บางคราวเป็นอกิริยา   เพราะไม่ทำการห้าม

จริงอยู่  รูปิยสิกขาบท  อัญญวาทกสิกขาบท  และอุปัสสุติสิกขาบท  ทั้ง ๓

มีกำหนดอย่างเดียวกัน     เป็นโนสัญญาวิโมกข์   อจิตตกะ  ปัณณัตติวัชชะ

กายกรรม   วจีกรรม   มีจิต ๓    มีเวทนา ๓  ฉะนี้แล.

รูปิยสิกขาบทที่  ๘  จบ

โกสิยวรรค  สิกขาบทที่  ๙

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

[๑๐๙]  โดยสมัยนั้น   พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่  ณ พระ-

เชตวัน     อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี   เขตพระนครสาวัตถี   ครั้งนั้น

พระฉัพพัคคีย์ถึงความซื้อขายด้วยรูปิยะ   มีประการต่าง ๆ  ชาวบ้านพากัน

เพ่งโทษ  ติเตียน  โพนทะนาว่า    ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร

จึงได้ถึงความซื้อขายด้วยรูปิยะมีประการต่าง ๆ เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภค

กามเล่า

ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ   ติเตียน   โพนทะนา

อยู่   บรรดาผู้ที่เป็นผู้มักน้อย    สันโดษ   มีความละอาย   มีความรังเกียจ

ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า  ไฉนพระฉัพพัคคีย์จงได้


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 958

ถึงการซื้อขายด้วยรูปิยะมีประการต่าง ๆ เล่า       แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่

พระผู้มีพระภาคเจ้า

ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์  ในเพราะ

เหตุเป็นเค้ามูลนั้น      ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น     แล้วทรงสอบถามพระ-

ฉัพพัคคีย์ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ข่าวว่า   พวกเธอถึงการซื้อขายด้วย

รูปิยะมีประการต่าง ๆ  จริงหรือ

พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า  จริง  พระพุทธเจ้าข้า

ทรงติเตียน

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนว่า   ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย   การ

กระทำของพวกเธอนั่น    ไม่เหมาะ    ไม่สม   ไม่ควร   ไม่ใช่กิจของ

สมณะ   ใช้ไม่ได้   ไม่ควรทำ     ไฉนพวกเธอจึงได้ถึงการซื้อขายด้วย

รูปิยะมีประการต่าง ๆ  เล่า    การกระทำของพวกเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อ

ด้วยความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส      หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่ง

ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว    โดยที่แท้   การกระทำของพวกเธอนั่น  เป็น

ไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส   และเพื่อความเป็น

อย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว

ทรงบัญญัติสิกขาบท

ครั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยาย

ดังนี้แล้ว   ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก  ความเป็นคนบำรุงยาก


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 959

ควานเป็นคนมักมาก   ความเป็นคนไม่สันโดษ   ความคลุกคลี   ความ

เกียจคร้าน     ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย     ความเป็นคนบำรุง

ง่าย   ความมักน้อย  ความสันโดษ  ความขัดเกลา  ความกำจัด  อาการ

ที่น่าเลื่อมใส  การไม่สะสม  การปรารภความเพียร  โดยอเนกปริยาย

ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น      ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น  แก่

ภิกษุทั้งหลาย   แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เพราะเหตุนั้นแล   เราจักบัญญัติสิกขาบท

แก่ภิกษุทั้งหลาย  อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ  คือ  เพื่อความ

รับว่าดีแห่งสงฆ์  ๑   เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์  ๑   เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อ-

ยาก  ๑   เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก     เพื่อป้องกันอาสวะ

อันจะบังเกิดในปัจจุบัน  ๑    เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑

เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑    เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง

ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว  ๑   เพื่อความตั้งมั่นเเห่งพระสัทธรรม ๑  เพื่อ

ถือตามพระวินัย  ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย       ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง

อย่างนี้    ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ

๓๘.  ๙.  อนึ่ง      ภิกษุใดถึงความซื้อขายด้วยรูปิยะมีประการต่าง ๆ

เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

เรื่องพระฉัพพัคคีย์  จบ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 960

สิกขาบทวิภังค์

[๑๑๐]  บทว่า อนึ่ง...ใด  ความว่า  ผู้ใด  คือ  ผู้เช่นใด  มีการ

งานอย่างใด   มีชาติอย่างใด  มีชื่ออย่างใด  มีโคตรอย่างใด  มีปกติอย่างใด

มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด  มีอารมณ์อย่างใด   เป็นเถระก็ตาม   เป็นนวกะ

ก็ตาม   เป็นมัชฌิมะก็ตาม  นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  อนึ่ง...ใด.

บทว่า  ภิกษุ  ความว่า  ที่ชื่อว่า   ภิกษุ  เพราะอรรถว่า  เป็นผู้ขอ

ชื่อว่า ภิกษุ  เพราะอรรถว่า ประพฤติภิกขาจริยวัตร ชื่อว่า ภิกษุ เพราะ-

อรรถว่า  ทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว  ชื่อว่า ภิกษุ  โดยสมญา ชื่อว่า ภิกษุ

โดยปฏิญญา   ชื่อว่า ภิกษุ    เพราะอรรถว่า  เป็นเอหิภิกษุ   ชื่อว่า ภิกษุ

เพราะอรรถว่า เป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะ-

อรรถว่า เป็นผู้เจริญ     ชื่อว่า ภิกษุ  เพราะอรรถว่า  มีสารธรรม   ชื่อว่า

ภิกษุ  เพราะอรรถว่า  เป็นพระเสขะ  ชื่อว่า  ภิกษุ  เพราะอรรถว่า  เป็น

พระอเสขะ   ชื่อว่า  ภิกษุ  เพราะอรรถว่า   เป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียงกัน

อุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม  อันไม่กำเริบ   ควรแก่ฐานะ   บรรดา

ภิกษุเหล่านั้น       ภิกษุที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถ-

กรรม   อันไม่กำเริบ   ควรแก่ฐานะ  นี้ชื่อว่า  ภิกษุ   ที่ทรงประสงค์ใน

อรรถนี้

ที่ชื่อว่า   มีประการต่างๆ  คือ  เป็นรูปพรรณบ้าง ไม่เป็นรูปพรรณ

บ้าง  เป็นทั้งรูปพรรณและมิใช่รูปพรรณบ้าง

ที่ชื่อว่า เป็นทั้งรูปพรรณ ได้แก่ เครื่องประดับศีรษะ  เครื่องประดับ

คอ  เครื่องประดับมือ  เครื่องประดับเท้า   เครื่องประดับสะเอว.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 961

ที่ชื่อว่า ไม่เป็นรูปพรรณ  คือ  ที่เรียกกันว่าเป็นแท่ง

ที่ชื่อว่า  เป็นทั้งรูปพรรณและมิใช่รูปพรรณ ได้แก่  ของ ๒ อย่าง

นั้น

ที่ชื่อว่า  รูปิยะ    ได้แก่   ทองคำ  กหาปณะ  มาสกที่ทำด้วยโลหะ

มาสกที่ทำด้วยไม้  มาสกที่ทำด้วยครั้ง  ซึ่งใช้เป็นมาตราสำหรับแลกเปลี่ยน

ซื้อขายกันได้.

บทว่า   ถึงความซื้อขาย  คือ  เอาของที่เป็นรูปพรรณซื้อของที่เป็น

รูปพรรณ  เป็นนิสสัคคีย์

เอาของที่เป็นรูปพรรณ    ซื้อของที่ยังไม่เป็นรูปพรรณ    เป็นนิส-

สัคคีย์

เอาของที่เป็นรูปพรรณ       ซื้อของที่เป็นทั้งรูปพรรณและมิใช่รูป-

พรรณ   เป็นนิสสัคคีย์

เอาของที่ยังไม่เป็นรูปพรรณ  ซื้อของที่เป็นรูปพรรณ   เป็นนิสสัคคีย์

เอาของที่ยังไม่เป็นรูปพรรณ        ซื้อของที่ยังไม่เป็นรูปพรรณเป็น

นิสสัคคีย์

เอาของที่ยังไม่เป็นรูปพรรณ       ซื้อของที่เป็นทั้งรูปพรรณและมิใช่

รูปพรรณ  เป็นนิสสัคคีย์

เอาของที่เป็นทั้งรูปพรรณและมิใช่รูปพรรณ       ซื้อของที่เป็นรูป-

พรรณ  เป็นนิสสัคคีย์

เอาของที่เป็นทั้งรูปพรรณและมิใช่รูปพรรณ       ซื้อของที่มิใช่รูป-

พรรณ   เป็นนิสสัคคีย์


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 962

เอาของที่เป็นทั้งรูปพรรณและมิใช่รูปพรรณ   ซื้อของที่เป็นทั้งรูป-

พรรณเละมิใช่รูปพรรณ   เป็นนิสสัคคีย์

ของที่ซื้อขายด้วยรูปิยะ  ซึ่งเป็นนิสัคคีย์นั้น  ต้องเสียสละในท่าม

กลางสงฆ์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็แลภิกษุพึงเสียสละของนั้น  อย่างนี้:-

 

วิธีเสียสละของที่ซื้อขายด้วยรูปิยะ

ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์   ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า   กราบเท้า

ภิกษุผู้แก่พรรษากว่า  นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ  กล่าวอย่างนี้ว่า:-

ท่านเจ้าข้า    ข้าพเจ้าถึงความซื้อขายด้วยรูปิยะมีประการต่าง ๆ

ของสิ่งนี้ของข้าพเจ้า  เป็นของจำจะสละ  ข้าพเจ้าสละของสิ่งนี้แก่

สงฆ์

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

ถ้าคนทำการวัด   หรืออุบาสกเดินมาในสถานที่เสียสละนั้น    พึงบอกเขาว่า

ท่านจงรู้ของสิ่งนี้  ถ้าเขาถามว่า  จะให้ผมนำของสิ่งนี้ไปหาอะไรมา   อย่า

บอกว่า    จงนำของสิ่งนี้หรือของสิ่งนี้มา    ควรบอกแต่ของที่เป็นกัปปิยะ

เช่นเนยใส  น้ำมัน   น้ำผึ้ง   หรือน้ำอ้อย   ถ้าเขานำของสิ่งนั้นไป   แลก

ของที่เป็นกัปปิยะมาถวาย   เว้นภิกษุผู้ซื้อขายด้วยรูปิยะ   ภิกษุนอกนั้นฉัน

ได้ทุกรูป  ถ้าได้อย่างนี้  นั่นเป็นการดี   ถ้าไม่ได้   พึงบอกเขาว่า   โปรด

ช่วยทั้งของสิ่งนี้   ถ้าเขาทิ้งให้   นั่นเป็นการดี   ถ้าเขาไม่ทิ้งให้  พึงสมมติ

ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์  ๕  ให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 963

องค์  ๕  ของภิกษุผู้ทิ้งรูปิยะ

องค์ ๕    นั้น    คือ   ๑.  ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความชอบพอ

๒.   ไม่ถึงความลำเอียงเพราะเกลียดชัง         ๓.   ไม่ถึงความลำเอียงเพราะ

งมงาย     ๔.   ไม่ถึงความลำเอียงเพราะกลัว   และ   ๕.   รู้จักว่าทำอย่างไร

เป็นอันทิ้ง  หรือไม่เป็นอันทิ้ง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็แลสงฆ์พึงสมมติภิกษุนั้น  อย่างนี้:-

 

วิธีสมมติภิกษุผู้ทิ้งรูปิยะ

พึงขอภิกษุให้รับตกลงก่อน  ครั้นแล้วภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ  พึง

ประกาศให้สงฆ์กราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา  ว่าดังนี้:-

คำสมมติ

ท่านเจ้าข้า   ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า    ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์

ถึงที่แล้ว  สงฆ์พึงสมมติภิกษุมีชื่อนี้ให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ   นี้เป็นญัตติ

ท่านเจ้าข้า    ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า    สงฆ์สมมติภิกษุมีชื่อนี้ให้

เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ   การสมมติภิกษุมีชื่อนี้ให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ    ชอบแก่ท่าน

ผู้ใด  ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง  ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด  ท่านผู้นั้นพึงพูด

ภิกษุมีชื่อนี้     สงฆ์สมมติให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะแล้ว     ชอบแก่สงฆ์

เหตุนั้นจึงนิ่ง  ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้

ภิกษุผู้รับสมมติแล้วนั้น      พึงทิ้งอย่าหมายที่ตก    ถ้าทิ้งหมายที่ตก

ต้องอาบัติทุกกฏ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 964

บทภาชนีย์

[๑๑๑]  รูปิยะ  ภิกษุสำคัญว่าเป็นรูปิยะ  ซื้อขายรูปิยะ  เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

รูปิยะ    ภิกษุสงสัย    ซื้อขายรูปิยะ    เป็นนิสสัคคีย์    ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์

รูปิยะ    ภิกษุสำคัญว่ามิใช่รูปิยะ    ซื้อขายรูปิยะ  เป็นนิสสัคคีย์   ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์

ติกนิสสัคคิยปาจิตตีย์

มิใช่รูปิยะ   ภิกษุสำคัญว่าเป็นรูปิยะ    ซื้อขายรูปิยะ   เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

มิใช่รูปิยะ    ภิกษุสงสัย   ซื้อขายรูปิยะ   เป็นนิสสัคคีย์   ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์

มิใช่รูปิยะ   ภิกษุสำคัญว่ามิใช่รูปิยะ   ซื้อขายรูปิยะ    เป็นนิสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ทุกกฏ

มิใช่รูปิยะ    ภิกษุสำคัญว่าเป็นรูปิยะ...  ต้องอาบัติทุกกฏ

มิใช่รูปิยะ     ภิกษุสงสัย...  ต้องอาบัติทุกกฏ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 965

ไม่ต้องอาบัติ

มิใช่รูปิยะ   ภิกษุสำคัญว่ามิใช่รูปิยะ...  ไม่ต้องอาบัติ

 

อนาปัตติวาร

[๑๑๒]  ภิกษุวิกลจริต  ๑  ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑  ไม่ต้องอาบัติแล.

โกสิยวรรค  สิกขาบทที่  ๙  จบ

โกสิยวรรคที่  ๒  สิกขาบทที่  ๙

พรรณนารูปิยสัพโยหารสิกขาบท

รูปิยสัพโยหารสิกขาบทว่า  เตน   สมเยน    เป็นต้น     ข้าพเจ้าจะ

กล่าวต่อไป:-  ในรูปิยสัพโยหารสิกขาบทนั้น  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-

บทว่า  นานปฺปการก   ได้แก่ มีประการมิใช่น้อย    ด้วยอำนาจรูปิยะ

ที่ทำ (เป็นรูปภัณฑ์) และมิได้ทำ (เป็นรูปภัณฑ์) เป็นต้น .

บทว่า รูปิยสพฺโยหาร  ได้แก่ การแลกเปลี่ยนด้วยทองและเงิน.

บทว่า สมาปชฺชนฺติ    มีความว่า   พวกภิกษุฉัพพัคคีย์มองไม่เห็น

โทษในการแลกเปลี่ยนด้วยทองและเงินที่คนรับไว้แล้ว      เพราะพระผู้มี-

พระภาคเจ้าทรงห้ามการรับอย่างเดียว     จึงกระทำ  (การแลกเปลี่ยนด้วย

รูปิยะ).

ในคำว่า   สีสุปค   เป็นต้น   มีวินิจฉัยดังนี้:-   ทองเงินรูปภัณฑ์

๑-๒.  บาลีและโยชนาเป็น  รูปิยสังโวหารสิกขาบท.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 966

ที่ชื่อว่าสีสูปคะ  เพราะอรรถว่า ประดับศีรษะ.  ก็ในคัมภีร์ทั้งหลายเขียนไว้

ว่า สีสูปก  ก็มี.  คำว่า  สีสูปก  นี้     เป็นชื่อของเครื่องประดับศีรษะชนิด

ใดชนิดหนึ่ง.  ในบททั้งปวงก็นัยนี้.

ในบทว่า  กเตน   กต    เป็นต้นนี้    บัณฑิตพึงทราบการซื้อขายด้วย

รูปิยะล้วน ๆ  เท่านั้น.

ข้าพเจ้า     จักกล่าววินิจฉัยในบทว่า  รูปิเย    รูปิยสญฺี    เป็นต้น

ต่อไป:-      บรรดาวัตถุที่กล่าวแล้วในสิกขาบทก่อน     เมื่อภิกษุซื้อขาย

นิสสัคคิยวัตถุด้วยนิสสัคคิยวัตถุ   เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์  ด้วยสิกขาบทก่อน

ในเพราะการรับมูลค่า,      ในเพราะการซื้อขายของอื่น ๆ เป็นนิสสัคคิย-

ปาจิตตีย์ด้วยสิกขาบทนี้แล.    แต่เมื่อซื้อขายทุกกฏวัตถุ    หรือกัปปิยวัตถุ

ด้วยนิสสัคคิยวัตถุ  ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน.

[ว่าด้วยการซื้อขายรูปิยะด้วยรูปิยะเป็นต้น]

จริงอยู่  ผู้ศึกษาพึงทราบติกะว่า   ภิกษุมีความสำคัญในรูปิยะว่าเป็น

รูปิยะ  ซื้อขายสิ่งที่มิใช่รูปิยะ  เป็นต้น นี้  เป็นอีกติกะหนึ่ง  ซึ่งแม้มิได้

ตรัสไว้  เพราะอนุโลมแก่ติกะที่สองที่ตรัสไว้ว่า   ภิกษุมีความสำคัญในสิ่ง

ที่มิใช่รูปิยะว่าเป็นรูปิยะ  ซื้อขายรูปิยะ  เป็นต้นนี้.  แท้จริง    ภิกษุซื้อขาย

รูปิยะของผู้อื่นด้วยสิ่งมิใช่รูปิยะของตนก็ดี        ซื้อขายสิ่งที่มิใช่รูปิยะของ

ผู้อื่นด้วยรูปิยะของตนก็ดี  แม้โดยการซื้อขายทั้งสองประการ ก็จัดเป็น

ทำการซื้อขายด้วยรูปิยะเหมือนกัน.  เพราะฉะนั้น  ในบาลี  จึงตรัสไว้ติกะ

เดียวเท่านั้น  ในฝ่ายรูปิยะข้างเดียวฉะนี้แล.

ก็เมื่อภิกษุซื้อขายวัตถุแห่งนิสสัคคีย์      ด้วยวัตถุแห่งทุกกฏ     เป็น


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 967

ทุกกฏด้วยสิกขาบทก่อน   ในเพราะการรับมูลค่า.   เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

ด้วยสิกขาบทนี้  ในเพราะแลกเปลี่ยนในภายหลัง   เพราะซื้อขายของหนัก.

เมื่อซื้อขายทุกกฏวัตถุนั่นแหละ     หรือกัปปิยวัตถุ      ด้วยวัตถุแห่งทุกกฏ

เป็นทุกกฏด้วยสิกขาบทก่อน   ในเพราะการรับมูลค่า,   เป็นทุกกฏเช่นกัน

ด้วยสิกขาบทนี้    แม้ในเพราะแลกเปลี่ยนภายหลัง.   เพราะเหตุไร ?   เพราะ

ซื้อขายด้วยอกัปปิยวัตถุ.

ส่วนในอรรถกถาอันธกะ  ท่านกล่าวว่า   ถ้าภิกษุถึงการซื้อขายเป็น

นิสสัคคิยปาจิตตีย์   คำนั้น    ท่านกล่าวไว้ไม่ชอบ.  เพราะเหตุไร เพราะ

ชื่อว่าการซื้อขาย    นอกจากการให้และการรับ ไม่มี. และกยวิกกยสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาการแลกเปลี่ยนกัปปิยวัตถุด้วยกัปปิยวัตถุ

เท่านั้น.   ก็แลการแลกเปลี่ยนนั้นนอกจากพวกสหธรรมิก.

สิกขาบทนี้    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาการซื้อขายรูปิยะ  และ

สิ่งมิใช่รูปิยะด้วยรูปิยะ  และการซื้อขายรูปิยะด้วยสิ่งมิใช่รูปิยะ,   ส่วนการ

ซื้อขายวัตถุแห่งทุกกฏด้วยวัตถุแห่งทุกกฏ   มิได้ตรัสไว้ในบาลีในสิกขาบท

นี้  (และ)    มิได้ตรัสไว้ในบาลีในกยวิกกสิกขาบทนั้นเลย.    ก็ในการซื้อ

ขายวัตถุแห่งทุกกฏ      ด้วยวัตถุแห่งทุกกฏนี้     ไม่ควรจะ  (เป็นอนาบัติ).

เพราะฉะนั้น  พวกอาจารย์ผู้รู้พระประสงค์แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า   จึงได้

กล่าวคำว่า  ในเพราะรับวัตถุแห่งทุกกฏ  เป็นทุกกฏ  ฉันใด, แม้ในเพราะ

ซื้อขายวัตถุแห่งทุกกฏนั้น  ด้วยวัตถุแห่งทุกกฏนั้นนั่นแล  เป็นทุกกฏ  ก็

ชอบแล้ว  ฉันนั้นเหมือนกัน.

อนึ่ง  เมื่อภิกษุซื้อขายวัตถุนิสสัคคีย์   ด้วยกัปปิยวัตถุ   เป็นอนาบัติ

ด้วยสิกขาบทก่อนในเพราะการรับมูลค่า,     เป็นนิสสัคคีย์ปาจิตตีย์   ด้วย


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 968

สิกขาบทนี้     ในเพราะแลกเปลี่ยนภายหลัง.    สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าตรัสไว้ว่า    ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งมิใช่รูปิยะว่าไม่ใช่รูปิยะ    ซื้อ

ขายรูปิยะ     เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.    เมื่อภิกษุซื้อขายวัตถุแห่งทุกกฏด้วย

กัปปิยวัตถุนั้นนั่นแหละ   ไม่เป็นอาบัติ    เหมือนอย่างนั้น   ในเพราะการ

รับมูลค่า,    เป็นทุกกฏด้วยสิกขาบทนี้   ในเพราะการแลกเปลี่ยนภายหลัง.

เพราะเหตุไร เพราะซื้อขายสิ่งเป็นอกัปปิยะ.

อนึ่ง เมื่อภิกษุแลกเปลี่ยนกัปปิยวัตถุ    ด้วยกัปปิยวัตถุ    นอกจาก

พวกสหธรรมิก  ไม่เป็นอาบัติ  ด้วยสิกขาบทก่อน ในเพราะการรับมูลค่า.

เป็นนิสสัคคียปาจิตตีย์ด้วยวิกกยสิกขาบทข้างหน้า  เพราะการแลกเปลี่ยน

ภายหลัง.     เมื่อภิกษุถือเอาพ้นการซื้อขายไป     ไม่เป็นอาบัติ    แม้โดย

สิกขาบทข้างหน้า. (แต่) เป็นทุกกฏแก่ภิกษุผู้ประกอบการหาผลกำไร.

[อธิบายปัตตจตุกกะเป็นอุทาหรณ์]

อนึ่ง  ผู้ศึกษาพึงทราบปัตตจตุกกะนี้     อันแสดงถึงความที่รูปิยสัพ-

โยหารสิกขาบทนี้หนัก.   ความพิสดารว่า   ภิกษุใด   รับเอารูปิยะ   แล้ว

จ้างให้ขุดแร่เหล็กขึ้นด้วยรูปิยะนั้น,    ให้ช่างเหล็กถลุงแร่เหล็กนั้น    แล้ว

ให้ทำบาตรด้วยโลหะนั้น.  บาตรนี้  ชื่อว่า   เป็นมหาอกัปปิยะ   ภิกษุนั้น

ไม่อาจทำให้เป็นกัปปิยะได้ด้วยอุบายไร ๆ.   ก็ถ้าว่า   ทำลายบาตรนั้นแล้ว

ให้ช่างทำกระถาง.   แม้กระถางนั้นก็เป็นอกัปปิยะ.   ให้กระทำมีด   แม้ไม้

สีพื้นที่ตัดด้วยมีดนั้น     ก็เป็นอกัปปิยะ.   ให้กระทำเบ็ด    แม้ปลาที่เขาให้

ตายด้วยเบ็ดนั้น  ก็เป็นอกัปปิยะ.   ภิกษุให้ช่างเผาตัวมีดให้ร้อนแล้ว    แช่

น้ำ  หรือนมสดให้ร้อน.  แม้น้ำและนมสดนั้น  ก็เป็นอกัปปิยะเช่นกัน.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 969

ในมหาปัจจรี  ท่านกล่าวว่า  ก็ภิกษุใด   รับรูปิยะแล้วซื้อบาตรด้วย

รูปิยะนั้น,    แม้บาตรนี้ของภิกษุนั้น    ก็เป็นอกัปปิยะ    ไม่สมควรแม้แก่

สหธรรมิกทั้ง ๕.  แต่ภิกษุนั้นอาจทำบาตรนั้น    ให้เป็นกัปปิยะได้.   จริง

อยู่   บาตรนั้น   จะเป็นกัปปิยะได้   ต่อเมื่อให้มูลค่าแก่เจ้าของมูลค่า    และ

เมื่อให้บาตรแก่เจ้าของบาตร.   ภิกษุจะให้กัปปิยภัณฑ์แล้วรับเอาไปใช้สอย

สมควรอยู่.

ฝ่ายภิกษุใด       ให้รับเอารูปิยะไว้แล้วไปยังตระกูลช่างเหล็กกับด้วย

กัปปิยการก   เห็นบาตรแล้วพูดว่า   บาตรนี้    เราชอบใจ.  และกัปปิยการก

ให้รูปิยะนั้นแล้ว  ให้ช่างเหล็กตกลง.  แม้บาตรใบนี้ อันภิกษุนั้นถือเอา

โดยกัปปิยโวหาร     เป็นเช่นกับบาตรใบที่   ๒ นั่นเอง     จัด เป็นอกัปปิยะ

เหมือนกัน  เพราะภิกษุรับมูลค่า.

ถามว่า   เพราะเหตุไร   จึงไม่ควรแก่สหธรรมิกที่เหลือ ?

แก้ว่า   เพราะไม่เสียสละมูลค่า.

อนึ่ง  ภิกษุใด  ไม่รับรูปิยะไปยังตระกูลช่างเหล็ก  พร้อมกับกัปปิย-

การกที่ทายกส่งมาว่า   ท่านจงซื้อบาตรถวายพระเถระ  เห็นบาตรแล้ว   ให้

กัปปิยการกจ่ายกหาปณะว่า  เธอจงรับเอากหาปณะเหล่านี้แล้ว   ให้บาตรนี้

แล้วได้ถือเอาไป.   บาตรนี้  ไม่ควรแก่ภิกษุรูปนี้เท่านั้น   เพราะจัดการไม่

ชอบ,   แต่ควรแก่ภิกษุเหล่าอื่น   เพราะไม่ได้รับมูลค่า.

ได้ทราบว่า   อุปัชฌาย์ของพระมหาสุมเถระ   มีชื่อว่าอนุรุทธเถระ.

ท่านบรรจุบาตรเห็นปานนี้ของตนให้เต็ม    ด้วยเนยใสแล้ว    สละแก่สงฆ์.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 970

พวกสัทธิวิหาริกแม้ของพระจุลนาคเถระผู้ทรงไตรปิฏก         ก็ได้มีบาตร

เช่นนั้นเหมือนกัน.  พระเถระสั่งให้บรรจุบาตรนั้นให้เต็ม  ด้วยเนยใสแล้ว

ให้เสียสละแก่สงฆ์   ดังนี้แล.   นี้ชื่ออกัปปิยปัตตจตุกกะ.   ก็ถ้าว่า   ภิกษุ

ไม่รับรูปิยะไปสู่ตระกูล แห่งช่างเหล็ก    พร้อมด้วยกัปปิยการกที่ทายกส่งมา

ว่า   เธอจงซื้อบาตรถวายพระเถระ    เห็นบาตรแล้วกล่าวว่า    บาตรนี้เรา

ชอบใจ   หรือว่า   เราจักเอาบาตรนี้,   และกัปปิยการกจ่ายรูปิยะนั้นให้แล้ว

ให้ช่างเหล็กยินยอมตกลง.    บาตรนี้สมควรทุกอย่าง    ควรแก่การบริโภค

แม้เเห่งพระพุทธทั้งหลาย.

สองบทว่า อรูปิเย  รูปิยสญฺี   ได้แก่  มีความสำคัญในทองเหลือง

เป็นต้น   ว่าเป็นทองคำเป็นต้น.

สองบทว่า   อาปตฺติ  ทุกฺกฏสฺส  มีความว่า  ถ้าภิกษุซื้อขายสิ่งที่มิใช่

รูปิยะ..   ด้วยสิ่งที่มิใช่รูปิยะ   ซึ่งมีความสำคัญว่าเป็นรูปิยะนั้น   เป็นอาบัติ

ทุกกฏ.   ในภิกษุผู้มีความสงสัย   ก็มีนัยอย่างนี้.   แต่ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุ

มีความสำคัญว่ามิใช่รูปิยะ    แม้กระทำการซื้อขาย     กับด้วย สหธรรมิก ๕

ว่า  ท่านจงถือเอาสิ่งนี้แล้วให้สิ่งนี้.  คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้น.

สิกขาบทนี้   มีสมุฏฐาน ๖    เป็นกิริยา    โนสัญญาวิโมกข์    เป็น

อจิตตกะ  ปัณณัตติวัชชะ   กายกรรม    วจีกรรม   มีจิต  ๓   มีเวทนา ๓

ดังนี้แล.

รูปิยสัพโยหาร  สิกขาบทที่  ๙  จบ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 971

โกสิยวรรค  สิกขาบทที่  ๑๐

เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร

[๑๑๓]  โดยสมัยนั้น  พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับ อยู่ ณ พระ-

เชตวัน   อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี    เขตพระนครสาวัตถี    ครั้งนั้น

ท่านพระอุปนันทศากยบุตร   เป็นผู้ชำนาญทำจีวรกรรม   เธอเอาผ้าเก่า ๆ

ทำผ้าสังฆาฏิย้อมแต่งดีแล้วใช้ห่ม

ขณะนั้นแล  ปริพาชกผู้หนึ่งห่มผ้ามีราคามาก   เข้าไปหาท่านพระ-

อุปนันทศากยบุตรถึงสำนัก     ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้กะท่านพระอุปนันท-

ศากยบุตรว่า   ผ้าสังฆาฏิผืนนี้ของท่านงามแท้  จงแลกกันกับผ้าของข้าพเจ้า

เถิด

ท่านพระอุปนันทศากยบุตรกล่าวว่า  ท่านจงรู้เอาเองเถิด

ปริพาชกตอบสนองว่า  ข้าพเจ้ารู้   ขอรับ

ท่านพระอุปนันทศากยบุตรตอบว่า   ตกลง  ขอรับ   แล้วได้ให้ไป

จึงปริพาชกนั้น  ได้ห่มผ้าสังฆาฏิผืนนั้น  ไปสู่ปริพาชการาม

พวกปริพาชกพากันรุมถามปริพาชกผู้นั้นว่า   สังฆาฏิผืนนี้ของท่าน

ช่างงามจริง   ท่านได้มาแต่ไหน

ปริพาชกผู้นั้นตอบว่า  ผมเอาผ้าของผมผืนนั้นแลกเปลี่ยนมา

พวกปริพาชกกล่าวว่า  ผ้าสังฆาฏิของท่านผืนนี้จักอยู่ได้สักกี่วัน   ผ้า

ของท่านผืนนั้นแหละดีกว่า

ปริพาชกผู้นั้นเห็นจริงว่า  ปริพาชกทั้งหลายพูดถูกต้อง   ผ้าสังฆาฎิ

ของเราผืนนี้     จักอยู่ได้สักกี่วัน     ผ้าผืนนั้นของเราดีกว่า    แล้วเข้าไปหา


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 972

ท่านพระอุปนันทศากยบุตรถึงสำนัก     ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้กะท่านพระ-

อุปนันทศากยบุตรว่า    โปรดนำผ้าสังฆาฎิของท่านไป    โปรดคืนผ้าของ

ผมมา

ท่านพระอุปนันทศากยบุตรพูดว่า ข้าพเจ้าได้บอกท่านแล้วมิใช่หรือ

ว่า   จงรู้เอาเองเถิด  ข้าพเจ้าจักไม่คืนให้

ปริพาชกนั้น   จึงเพ่งโทษ    ติเตียน   โพนทะนาขึ้นในทันใดนั้นแล

ว่า  ธรรมดาคฤหัสถ์ก็ยังคืนให้แก่คฤหัสถ์ผู้เดือดร้อน   ก็นี่บรรพชิตจักไม่

คืนให้แก่บรรพชิตด้วยกันเทียวหรือ

ภิกษุทั้งหลายได้ยินปริพาชกนั้นเพ่งโทษ   ติเตียน   โพนทะนาอยู่

บรรดาผู้ที่เป็นผู้มักน้อย   สันโดษ  มีความละอาย  มีความรังเกียจ   ผู้ใคร่

ต่อสิกขา  ต่างก็เพ่งโทษ  ติเตียน  โพนทะนาว่า  ไฉนท่านพระอุปนันท -

ศากยบุตร  จึงได้ถึงการแลกเปลี่ยนกับปริพาชกเล่า  แล้วกราบทูลเรื่องนั้น

แด่พระะผู้มีพระภาคเจ้า

ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

ลำดับนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์  ในเพราะ

เหตุเป็นเค้ามูลนั้น      ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น      แล้วทรงสอบถามท่าน

พระอุปนันทศากยบุตรว่า    ดูก่อนอุปนันทะ    ข่าวว่า    เธอถึงการแลก

เปลี่ยนกันปริพาชก  จริงหรือ

ท่านพระอุปนันทศากยบุตรทูลรับว่า  จริง  พระพุทธเจ้าข้า

ทรงติเตียน

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนว่า    ดูก่อนโมฆบุรุษ    การกระทำ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 973

ของเธอนั่น     ไม่เหมาะ   ไม่สม    ไม่ควร   ไม่ใช่กิจของสมณะ   ใช้

ไม่ได้    ไม่ควรทำ     ไฉนเธอจึงได้ถึงการแลกเปลี่ยนกับปริพาชกเล่า

การกระทำของเธอนั่น    ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่

เลื่อมใส   หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว     โดยที่

แท้  การกระทำของเธอนั่น   เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชมชนที่

ยังไม่เลื่อมใส     และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใส

แล้ว

ทรงบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนท่านพระอุปนันทศากยบุตร       โดย

อเนกปริยายดังนี้แล้ว    ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก   ความเป็น

คนบำรุงยาก  ความเป็นคนมักมาก   ความเป็นคนไม่สันโดษ    ความ

คลุกคลี  ความเกียจคร้าน  ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย   ความ

เป็นคนบำรุงง่าย  ความมักน้อย  ความสันโดษ  ความขัดเกลา  ความ

กำจัด     อาการที่น่าเลื่อมใส     การไม่สะสม    การปรารภความเพียร

โดยอเนกปริยาย   ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น  ที่เหมาะสม

แก่เรื่องนั้น     แก่ภิกษุทั้งหลาย   แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เพราะเหตุนั้นแล   เราจักบัญญัติสิกขาบท

แก่ภิกษุทั้งหลาย  อาศัยอำนาจประโยชน์  ๑๐  ประการ  คือ  เพื่อความ

รับว่าดีแห่งสงฆ์  ๑   เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์  ๑   เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อ-

ยาก  ๑    เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑     เพื่อป้องกันอาสวะ

อันจะบังเกิดในปัจจุบัน  ๑  เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต  ๑


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 974

เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส  ๑     เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง

ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว  ๑        เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑

เพื่อถือตามพระวินัย ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง

อย่างนี้   ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ

๓๙.  ๑๐.    อนึ่ง...ภิกษุใดถึงการแลกเปลี่ยนมีประการต่าง ๆ  เป็น

นิสสัคคิยปาจิตตีย์.

เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร  จบ

สิกขาบทวิภังค์

[๑๑๔]  บทว่า อนึ่ง...ใด   ความว่า  ผู้ใด  คือ  ผู้เช่นใด   มีการ

งานอย่างใด   มีชาติอย่างใด  มีชื่ออย่างใด  มีโคตรอย่างใด  มีปกติอย่างใด

มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด   มีอารมณ์อย่างใด    เป็นเถระก็ตาม   เป็นนวกะ

ก็ตาม  เป็นมัชฌิมะก็ตาม  นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อนึ่ง. . .ใด.

บทว่า ภิกษุ  ความว่า  ที่ชื่อว่า  ภิกษุ  เพราะอรรถว่า    เป็นผู้ขอ

ชื่อว่า ภิกษุ  เพราะอรรถว่า ประพฤติภิกขาจริยวัตร ชื่อว่า ภิกษุ เพราะ-

อรรถว่า  ทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว   ชื่อว่า ภิกษุ  โดยสมญา ชื่อว่า ภิกษุ

โดยปฏิญญา  ชื่อว่า  ภิกษุ    เพราะอรรถว่า  เป็นเอหิภิกษุ   ชื่อว่า  ภิกษุ

เพราะอรรถว่า     เป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์     ชื่อว่า   ภิกษุ

เพราะอรรถว่า  มีสารธรรม   ชื่อว่า  ภิกษุ    เพราะอรรถว่า   เป็นพระเสขะ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 975

ชื่อว่า  ภิกษุ    เพราะอรรถว่า  เป็นอเสขะ  ชื่อว่า  ภิกษุ    เพราะอรรถว่า

เป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม      อันไม่

กำเริบ  ควรแก่ฐานะ   บรรดาภิกษุเหล่านั้น    ภิกษุที่สงฆ์พร้อมเพรียงกัน

อุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม  อันไม่กำเริบ   ควรแก่ฐานะ   นี้ชื่อว่า

ภิกษุ  ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้

ที่ชื่อว่า  มีประการต่าง  ๆ    ได้แก่  จีวร    บิณฑบาต   เสนาสนะ

และเภสัชบริขารอันเป็นปัจจัยของภิกษุไข้   โดยที่สุด    แม้ก้อนฝุ่น    ไม้

ชำระฟัน    ด้ายชายผ้า.

บทว่า   ถึงการแลกเปลี่ยน  คือ  ภิกษุพูดเป็นเชิงบังคับว่า   จงให้

ของสิ่งนี้ด้วยของสิ่งนี้    จงนำของสิ่งนี้มาด้วยของสิ่งนี้     จงแลกเปลี่ยนของ

สิ่งนี้ด้วยของสิ่งนี้   จงจ่ายของสิ่งนี้ด้วยของสิ่งนี้   ดังนี้เป็นต้น    ต้องอาบัติ

ทุกกฏ  ในเวลาที่แลกแล้ว    คือของ ๆ ตนไปอยู่ในมือของคนอื่น    และ

เปลี่ยนแล้ว    คือของ ๆ คนอื่นมาอยู่ในมือของตน    เป็นนิสสัคคีย์    คือ

เป็นของจำต้องเสียสละแก่สงฆ์  คณะ  หรือบุคคล

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็แลภิกษุพึงเสียสละของสิ่งนั้น  อย่างนี้:-

วิธีเสียสละ

เสียสละแก่สงฆ์

ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์  ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า    กราบเท้า

ภิกษุผู้แก่พรรษากว่า  นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ  กล่าวอย่างนี้ว่า

ท่านเจ้าข้า   ข้าพเจ้าได้ถึงการแลกเปลี่ยนมีประการต่าง ๆ   ของ

สิ่งนี้ของข้าพเจ้าเป็นของจำจะสละ  ข้าพเจ้าสละของสิ่งนี้แก่สงฆ์


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 976

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนของที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา  ว่าดังนี้:-

ท่านเจ้าข้า     ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า      ของสิ่งนี้ของภิกษุมีชื่อนี้

เป็นของจำจะสละ    เธอสละแล้วแก่สงฆ์   ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์

ถึงที่แล้ว  สงฆ์พึงให้ของสิ่งนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้

เสียสละแก่คณะ

ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป       ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า  นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ  กล่าวอย่างนี้ว่า

ท่านเจ้าข้า  ข้าพเจ้าได้ถึงการแลกเปลี่ยนมีประการต่าง  ๆ  ของ

สิ่งนี้ของข้าพเจ้าเป็นของจำจะสละ         ข้าพเจ้าสละของสิ่งนี้แก่ท่าน

ทั้งหลาย

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ

พึงคืนของที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา  ว่าดังนี้:-

ท่านทั้งหลาย    ขอจงฟังข้าพเจ้า    ของสิ่งนี้ของภิกษุมีชื่อนี้เป็น

ของจำจะสละ   เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย     ถ้าความพร้อมพรั่งของ

ท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว   ท่านทั้งหลายพึงให้ของสิ่งนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.

เสียสละแก่บุคคล

ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง    ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า  นั่ง

กระโหย่งเท้าประณมมือ  กล่าวอย่างนี้ว่า

ท่าน    ข้าพเจ้าได้ถึงการแลกเปลี่ยนมีประการต่าง  ๆ    ของสิ่งนี้

ของข้าพเจ้าเป็นของจำจะสละ  ข้าพเจ้าสละของสิ่งนี้แก่ท่าน

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ    ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น    พึงรับอาบัติ

พึงคืนของที่เสียสละให้ด้วยคำว่า   ข้าพเจ้าให้ของสิ่งนี้แก่ท่าน  ดังนี้.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 977

บทภาชนีย์

ติกนิสสัคคิยปาจิตตีย์

[๑๑๕]  แลกเปลี่ยน     ภิกษุสำคัญว่าแลกเปลี่ยน     เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

แลกเปลี่ยน  ภิกษุสงสัย  เป็นนิสสัคคีย์   ต้องอาบัติปาจิตตีย์

แลกเปลี่ยน   ภิกษุสำคัญว่าไม่ได้เเลกเปลี่ยน   เป็นนิสสัคคีย์   ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์

ทุกกฏ

ไม่ได้แลกเปลี่ยน  ภิกษุสำคัญว่าแลกเปลี่ยน  ต้องอาบัติทุกกฏ

ไม่ได้แลกเปลี่ยน  ภิกษุสงสัย  ต้องอาบัติทุกกฏ

ไม่ต้องอาบัติ

ไม่ได้เเลกเปลี่ยน   ภิกษุสำคัญว่าไม่ได้เเลกเปลี่ยน  ไม่ต้องอาบัติ.

อนาปัตติวาร

[๑๑๖]   ภิกษุถามราคา  ๑   ภิกษุบอกแก่กัปปิยการกว่า    ของสิ่งนี้

ของเรามีอยู่     แต่เราต้องการของสิ่งนี้และของสิ่งนี้    ดังนี้  ๑       ภิกษุวิกล-

จริต   ๑  ภิกษุอาทิกัมมิกะ  ๑   ไม่ต้องอาบัติแล.

โกสิยวรรค  สิกขาบทที่  ๑๐  จบ

นิสสัคคิยปาจิตตีย์  วรรคที่ ๒  จบ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 978

หัวข้อประจำเรื่อง

๑.   โกสิยสิกขาบท                             ว่าด้วยการทำสันถัตเจือด้วยไหม

๒.  สุทธกาฬกสิกขาบท                     ว่าด้วยการทำสันถัตแห่งขนเจียมดำ

ล้วน

๓.   เทวภาคสิกขาบท                         ว่าด้วยการทำสันถัตแห่งขนเจียมดำ

ล้วน ๒ ส่วน

๔.  ฉัพพัสสสิกขาบท                         ว่าด้วยการทรงสันถัตไว้ให้ได้ ๖ ฝน

๕.   นิสีทนสันถตสิกขาบท                ว่าด้วยการทำสันถัตสำหรับนั่ง

๖.  เอฬกโลมสิกขาบท                       ว่าด้วยการรับขนเจียม

๗.  เอฬกโลมโธวาปนสิกขาบท         ว่าด้วยการซักขนเจียม

๘.   รูปิยอุคคหสิกขาบท                    ว่าด้วยการรับทองเงิน

๙.   รูปิยสังโวหารสิกขาบท               ว่าด้วยกายซื้อขายด้วยรูปิยะ   มี

ประการต่าง ๆ

๑๐.   กยวิกกยสิกขาบท                     ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนมีประการต่าง  ๆ

 

โกสิยวรรคที่  ๒  สิกขาบทที่  ๑๐

พรรณนากวิกกยสิกขาบท

กยวิกกยสิกขาบทว่า   เตน  สนเยน    เป็นต้น     ข้าพเจ้าจะกล่าว

ต่อไป:-  ในกยวิกกยสิกขาบทนั้น  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-

คำว่า  กตีหิปิ  ตฺยาย    คือ  สังฆาฎิผืนนี้     ของท่านจักอยู่ได้กี่วัน.

ในบทว่า กตีหิปิ  นี้  หิ  ศัพท์  เป็นปทปูรณะ  ปิ   ศัพท์เป็นไปในความ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 979

ตำหนิ.   อธิบายว่า   สังฆาฎิของท่านผืนนี้ชำรุด   จักอยู่ได้สักกี่วัน,   อีก

อย่างหนึ่ง  ปาฐะว่า   กติหปิ    ตฺยาย   ก็มี.    บรรดาบทเหล่านั้น      บทว่า

กติห  คือ   สิ้นวัน เท่าไร.   มีคำอธิบายว่า    ตลอดสักกี่วัน.    บทที่เหลือ

มีนัยดังกล่าวแล้วเหมือนกัน.   คำว่า  กตีหิปิ   มฺยาย  นี้     ก็พึงทราบโดย

นัยนี้เหมือนกัน.

ในคำว่า  คิหึปิ  น  คิหิสฺส นี้  ศัพท์ว่า  น  เป็นนิบาต   ลงในอรรถ

แห่งนามศัพท์.     มีคำอธิบายว่า    ธรรมดาว่าแม้คฤหัสถ์    ก็ยังคืนให้แก่

คฤหัสถ์.

บทว่า  นานปฺปการก  คือ  มีอย่างมิใช่น้อย   ด้วยอำนาจแห่งกัป-

ปิยภัณฑ์    มีจีวรเป็นต้น.    เพราะเหตุนั้นแล    ในบทภาชนะแห่งบทว่า

นานปฺปการ นั้น    ท่านจึงทรงแสดงเฉพาะกัปปิยภัณฑ์ตั้งต้นแต่จีวร    มี

ด้ายชายผ้าเป็นที่สุด.  จริงอยู่   การแลกเปลี่ยนด้วยอกัปปิยภัณฑ์ย่อมไม่ถึง

การสงเคราะห์เข้าในการซื้อขาย.

[อธิบายการซื้อและขายที่ทำให้เป็นอาบัติ]

บทว่า  กยวิกฺกย    ได้แก่  การซื้อและการขาย.       ภิกษุเมื่อถือเอา

กัปปิยภัณฑ์ของคนอื่นโดยนัยเป็นต้นว่า   ท่านจงให้สิ่งนี้ด้วยสิ่งนี้    ชื่อว่า

ย่อมถึงการซื้อเมื่อให้กัปปิยภัณฑ์ของตน  ชื่อว่าย่อมถึงการขาย.

บทว่า  อชฺฌาจรติ   คือ   ย่อมประพฤติข่มขู่.    อธิบายว่า    ย่อม

กล่าววาจาล่วงเกิน.

ข้อว่า   ยโต  กยิตญฺจ  โหติ  วิกฺกีตญฺจ   มีความว่า ในเวลาทำภัณฑะ

ของผู้อื่นให้อยู่ในมือของตน   ชื่อว่าซื้อ   และในเวลาทำภัณฑะของตนให้


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 980

อยู่ในมือของผู้อื่น   ชื่อว่าขาย.    แต่ด้วยบทนี้     ในบาลีท่านแสดงภัณฑะ

ของตนก่อน  โดยอนุรูปแก่คำว่า  อิม  เป็นต้น.

บทว่า นิสฺสชฺชิตพฺพ   มีความว่า   พึงสละกัปปิยภัณฑ์   ที่รับเอา

จากมือของคนอื่น  ด้วยอำนาจแห่งการซื้อขายอย่างนี้. ก็การซื้อขายอย่างนี้

กับพวกคฤหัสถ์   และนักบวชที่เหลือ    เว้นสหธรรมิกทั้ง ๕    โดยที่สุด

แม้กับมารดาบิดา  ก็ไม่ควร.

วินิจฉัยในการซื้อขายนั้นดังต่อไปนี้:-     ผ้ากับผ้าก็ตาม   อาหารกับ

อาหารก็ตาม     จงยกไว้,      ภิกษุกล่าวถึงกัปปิยภัณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งว่า

ท่านจงให้สิ่งนี้   ด้วยสิ่งนี้   เป็นทุกกฏ.   ภิกษุกล่าวอย่างนั้นแล้วให้ภัณฑะ

ของตนแม้เเก่มารดาก็เป็นทุกกฏ.  ภิกษุอันมารดากล่าวว่า  ท่านจงให้สิ่งนี้

ด้วยสิ่งนี้   หรือกล่าวว่า  ท่านจงให้สิ่งนี้    ฉันจักให้สิ่งนี้แก่ท่าน   แล้วถือ

เอาภัณฑะแม้ของมารดาเพื่อตนก็เป็นทุกกฏ.   เมื่อภัณฑะของตนถึงมือของ

คนอื่น  และเมื่อภัณฑะของคนอื่นถึงมือของตน   เป็นนิสสัคคีย์.   แต่เมื่อ

ภิกษุกล่าวกะมารดาหรือบิดาว่า  ท่านจงให้สิ่งนี้    ไม่เป็นการออกปากขอ.

เมื่อภิกษุกล่าวว่า   ท่านจงถือเอาสิ่งนี้     ไม่เป็นการยังสัทธาไทยให้ตกไป.

เมื่อภิกษุพูดกะผู้มิใช่ญาติว่า  ท่านจงให้สิ่งนี้   เป็นการออกปากขอ,   เมื่อ

พูดว่า   ท่านจงถือเอาสิ่งนี้   เป็นการยังสัทธาไทยให้ตกไป.   เมื่อภิกษุถึง

การซื้อขายว่า  ท่านจงให้สิ่งนี้   ด้วยสิ่งนี้    เป็นนิสสัคคีย์.   เพราะฉะนั้น

อันภิกษุผู้จะแลกเปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์    พึงแลกเปลี่ยนกับมารดาบิดาให้พ้น

การซื้อขาย   กับพวกคนผู้มิใช่ญาติให้พ้นอาบัติ  ๓  ตัว.

[อธิบายวิธีการแลกเปลี่ยนกัปปิยภัณฑ์]

ในกัปปิยภัณฑ์นั้น    มีวิธีการแลกเปลี่ยนดังต่อไปนี้:-   ภิกษุมีข้าว -


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 981

สารเป็นเสบียงทาง.   เธอเห็นบุรุษถือข้าวสุกในระหว่างทางแล้วพูดว่า   เรา

มีข้าวสาร,    และเราไม่มีความต้องการด้วยข้าวสารนี้    แต่มีความต้องการ

ด้วยข้าวสุก  ดังนี้.   บุรุษรับเอาข้าวสารแล้วถวายข้าวสุก  ควรอยู่.  ไม่เป็น

อาบัติทั้ง ๓  ตัว.   ชั้นที่สุด   แม้เพียงสักว่านิมิตกรรมก็ไม่เป็น.   เพราะ-

เหตุไร ?   เพราะมีมูลเหตุ.   และพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนี้ไว้ข้างหน้า

นั่นแลว่า   ภิกษุพูดว่า   เรามีสิ่งนี้แต่มีความต้องการด้วยสิ่งนี้และสิ่งนี้

ดังนี้.

อนึ่ง  ภิกษุใด   ไม่กระทำอย่างนี้   แลกเปลี่ยนว่า   ท่านจงให้สิ่งนี้

ด้วยสิ่งนี้   เป็นอาบัติตามวัตถุแท้.   ภิกษุเห็นคนกินเดนกล่าวว่า   เธอจง

กินข้าวสุกนี้แล้ว    นำน้ำย้อมหรือฟืนมาให้  แล้วให้  (ข้าวสุก).      เป็น

นิสสัคคีย์หลายตัวตามจำนวนสะเก็ดน้ำย้อมและจำนวนฟืน.    ภิกษุกล่าวว่า

พวกท่านบริโภคข้าวสุกนี้แล้ว    จงทำกิจชื่อนี้   แล้วใช้พวกช่างศิลป์มีช่าง

แกะสลักงาเป็นต้น      ให้ทำบริขารนั้น ๆ บรรดาบริขารมีธมกรกเป็นต้น

หรือใช้พวกช่างย้อมให้ซักผ้า,   เป็นอาบัติตามวัตถุทีเดียว.   ภิกษุให้พวก

ช่างกัลบกปลงผมให้พวกกรรมกรทำนวกรรม,   เป็นอาบัติตามวัตถุเหมือน

กัน.    ก็ถ้าภิกษุไม่กล่าวว่า    พวกท่านบริโภคอาหารนี้แล้ว      จงทำกิจนี้

กล่าวว่า    เธอจงบริโภคอาหารนี้,    เธอบริโภคแล้ว, (หรือ) จักบริโภค,

จงช่วยทำกิจชื่อนี้   ย่อมสมควร.   ก็ในการให้ทำบริขารเป็นต้นนี้    ภัณฑะ

ของผู้อื่นที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน  ชื่อว่าอันภิกษุพึงสละ   ย่อมไม่มี

ในการซักผ้าหรือในการปลงผม  หรือในนวกรรม  มีการถางพื้นที่เป็นต้น

แม้ก็จริง,     ถึงอย่างนั้น    เพราะท่านกล่าวไว้หนักแน่นในมหาอรรถกถา

ใคร ๆ ไม่อาจคัดค้านคำนั้นได้;    เพราะฉะนั้น      ภิกษุพึงแสดงปาจิตตีย์


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 982

ในเพราะการจ้างซักผ้าเป็นต้นแม้นี้      เหมือนแสดงปาจิตตีย์    ในเพราะ

นิสสัคคิยวัตถุ  ที่ตนใช้สอยแล้ว  หรือเสียหายแล้วฉะนั้น.

[อธิบายอนาปัตติวาร]

ในคำว่า  กยวิกฺกเย  กยวิกฺกยสญฺี   เป็นต้น   ผู้ศึกษาพึงทราบใจ

ความอย่างนี้ว่า  ภิกษุใด  ถึงการซื้อขาย,   ภิกษุนั้นจงเป็นผู้มีความสำคัญ

ในการซื้อขายนั้นว่าเป็นการซื้อขาย  หรือมีความสงสัย   หรือมีความสำคัญ

ว่าไม่ใช่การซื้อชายก็ตามที     เป็นนิสสัคคียปาจิตตีย์ทั้งนั้น.     ในจูฬติกะ

เป็นทุกกฏเหมือนกันทั้ง ๒ บท.

สองบทว่า  อคฺฆ   ปุจฺฉติ  มีความว่า  ภิกษุถามว่า  บาตรของท่านนี้

ราคาเท่าไร ?   แต่เมื่อเจ้าของบาตรกล่าวว่า    ราคาเท่านี้    ถ้ากัปปิยภัณฑ์

ของภิกษุนั้นมีราคามากและภิกษุตอบอุบาสกนั้นไปอย่างนี้ว่า   อุบาสก  !

วัตถุของเรานี้มีราคามาก,     ท่านจงให้บาตรของท่านแก่คนอื่นเถิด.    ฝ่าย

อุบาสกได้ยินคำนั้น   กล่าวว่า   ผมจะแถมกระถางอื่นให้อีก   จะรับเอาไว้

ก็ควร.     ของนั้นตกไปในลักษณะที่ตรัสไว้ว่า   เรามีสิ่งนี้    เป็นต้น.   ถ้า

บาตรนั้นมีราคาแพง,    สิ่งของของภิกษุมีราคาถูก,    และเจ้าของบาตรไม่

รู้ว่าของนั้นราคาถูกภิกษุอย่าพึงรับเอาบาตร.  พึงบอกว่า   ของของเรา

มีราคาถูก. จริงอยู่  เมื่อภิกษุกล่าวหลอกลวงว่า มีราคามากรับเอา (บาตร)

ไป     จะถึงความเป็นผู้อันพระวินัยธรพึงให้ตีราคาสูงของแล้วปรับอาบัติ.

ถ้าเจ้าของบาตรกล่าวว่า  ช่างเถอะ  ขอรับ !  ที่เหลือจักเป็นบุญแก่ผม  แล้ว

ถวาย   ควรอยู่.

สองบทว่า  กปฺปิยการกสฺส  อาจิกฺขติ   มีความว่า   ภิกษุทำคนอื่น


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 983

เว้นคนที่ตนรับภัณฑะจากมือ   โดยที่สุดแม้เป็นบุตร   หรือพี่น้องชายของ

เขา    ให้เป็นกัปปิยการกแล้วบอกว่า    เธอจงเอาสิ่งนี้ด้วย    สิ่งนี้ ให้ด้วย.

ถ้าบุตรหรือพี่น้องชายนั้น  เป็นคนฉลาดคัดเลือกต่อรองซ้ำ ๆ ซาก ๆ แล้ว

จึงรับเอา,   ภิกษุพึงยืนนิ่งอยู่.    ถ้าเขาเป็นคนไม่ฉลาด   ไม่รู้จักจะถือเอา

พ่อค้า   จะลวงเขาภิกษุพึงบอกเขาว่า  เธออย่าเอา ดังนี้.

ในคำว่า   เรามีสิ่งนี้    เป็นต้น     มีวินิจฉัยดังนี้:-      ภิกษุกล่าวว่า

น้ำมัน    หรือเนยใสที่รับประเคนแล้วนี้     ของเรามีอยู่,   แต่เราต้องการของ

อื่นที่ยังไม่ได้ประเคน   ถ้าเขารับเอาน้ำมัน    หรือเนยใสนั้น  ให้น้ำมันหรือ

เนยใสอื่น.   อย่าพึงให้ตวงน้ำมันของตนก่อน.  เพราะเหตุไร เพราะ

ยังมีน้ำมันที่เหลืออยู่   ในทะนานน้ำมัน.  น้ำมันที่เหลือนั้น   จะพึงทำน้ำมัน

ที่ยังไม่ได้รับประเคน  ของภิกษุผู้ตวงในภายหลังให้เสียไป  ฉะนี้แล.   คำ

ที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้น.

สิกขาบทนี้   มีสมุฏฐาน ๖  เป็นกิริยา  โนสัญญาวิโมกข์  อจิตตกะ.

ปัณณัตติวัชชะ  กายกรรม  วจีกรรม  มีจิต ๓   มีเวทนา ๓  ดังนี้แล.

พรรณนากยวิกกยสิกจาบทที่ ๑๐  จบ

และจบวรรคที่  ๒


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 984

นิสัคคิยปาจิตตีย์  วรรคที่  ๓

ปัตตวรรค  สิกขาบทที่  ๑

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

[๑๑๗]  โดยสมัยนั้น  พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับ อยู่ ณ พระ-

เชตวัน   อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี   เขตพระนครสาวัตถี   ครั้งนั้น

พระฉัพพัคคีย์สั่งสมบาตรไว้เป็นอันมาก       ชาวบ้านพากันเที่ยวชมวิหาร

เห็นแล้วพากันเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า   ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระ-

ศากยบุตร  จึงได้สั่งสมบาตรไว้เป็นอันมาก  ท่านจักทำการขายบาตร หรือ

จักตั้งร้านขายภาชนะดินเผา

ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้น    เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาอยู่

บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย  สันโดษ  มีความละอาย   มีความรังเกียจ   ผู้ใคร่

ต่อสิกขา   ต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า   ไฉนพระฉัพพัคคีย์  จึงได้

ทรงอติเรกบาตรเล่า  แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์  ในเพราะ

เหตุเป็นเค้ามูลนั้น  ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น  แล้วทรงสอบถามพระ

ฉัพพัคคีย์ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ข่าวว่า  พวกเธอทรงอติเรกบาตร

จริงหรือ

พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า  จริง  พระพุทธเจ้าข้า

ทรงติเตียน

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า      ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย

การกระทำของพวกเธอนั่น  ไม่เหมาะ  ไม่สม   ไม่ควร  ไม่ใช่กิจของ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 985

สมณะ   ใช้ไม่ได้     ไม่ควรทำ    ไฉนพวกเธอจึงได้ทรงอติเรกบาตรเล่า

การกระทำของพวกเธอนั่น     ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่

ยังไม่เลื่อมใส  หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว  โดย

ที่แท้     การกระทำของพวกเธอนั่น     เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของ

ชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส  และเพื่อความเป็นอย่างอื่น  ของชนบางพวกที่

เลื่อมใสแล้ว

ทรงบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายดังนี้

แล้ว       ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก     ความเป็นคนบำรุงยาก

ความเป็นคนมักมาก  ความเป็นคนไม่สันโดษ  ความคลุกคลี  ความ

เกียจคร้าน   ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย  ความเป็นคนบำรุงง่าย

ความมักน้อย  ความสันโดษ  ความขัดเกลา   ความกำจัด  อาการที่

น่าเลื่อมใส   การไม่สะสม   การปรารภความเพียร   โดยอเนกปริยาย

ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น     ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น      แก่

ภิกษุทั้งหลาย   แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เพราะเหตุนั้นแล   เราจักบัญญัติสิกขาบท

แก่ภิกษุทั้งหลาย  อาศัยอำนาจประโยชน์  ๑๐  ประการ  คือ  เพื่อความ

รับว่าดีแห่งสงฆ์  ๑  เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์  ๑  เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อ-

ยาก  ๑  เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก  ๑   เพื่อป้องกันอาสวะ

อันจะบังเกิดในปัจจุบัน  ๑  เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต  ๑

เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส  ๑  เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 986

ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว  ๑  เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม  ๑  เพื่อ

ถือตามพระวินัย  ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง

อย่างนี้    ว่าดังนี้ :-

พระบัญญัติ

๔๐.   ๑.  อนึ่ง    ภิกษุใด   ทรงอติเรกบาตร  เป็นนิสสัคคิย-

ปาจิตตีย์.

ก็สิกขาบทนี้  ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุ

ทั้งหลาย   ด้วยประการฉะนี้.

เรื่องพระฉัพพัคคีย์  จบ

พระอนุบัญญัติ

เรื่องพระอานนท์

[๑๑๘]   ก็โดยสมัยนั้นแล   อติเรกบาตรเกิดขึ้นแก่ท่านพระอานนท์

มีอยู่    และท่านประสงค์จะถวายบาตรนั้นแก่ท่านพระสารีบุตร     แต่ท่าน

พระสารีบุตรอยู่ถึงเมืองสาเกต           ท่านพระอานนท์จึงมีความปริวิตกว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ว่า   ภิกษุไม่พึงทรงอติเรกบาตร

ก็นี่อติเรกบาตรบังเกิดแก่เรา     และเราก็ใคร่จะถวายแก่ท่านพระสารีบุตร

แต่ท่านอยู่ถึงเมืองสาเกต     เราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ     ครั้นแล้วท่าน

พระอานนท์  ได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 987

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า    ดูก่อนอานนท์   ยังอีกนานเท่าไร

สารีบุตรจึงจะกลับมา

พระอานนท์กราบทูลว่า     ท่านจะกลับมาในวันที่  ๙    หรือที่  ๑๐

พระพุทธเจ้าข้า

ลำดับนั้น     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำธรรมีกถา    ในเพราะ

เหตุเป็นเค้ามูลนั้น  ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น  แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เราอนุญาตให้ทรงอติเรกบาตรไว้ได้  ๑๐  วัน  เป็น

อย่างยิ่ง  อนึ่ง  พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้  ว่าดังนี้-

พระอนุบัญญัติ

๔๐.  ๑.  ก.  พึงทรงอติเรกบาตรไว้ได้  ๑๐  วัน  เป็นอย่างยิ่ง

ภิกษุให้ล่วงกำหนดนั้นไป     เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

เรื่องพระอานนท์  จบ

สิกขาบทวิภังค์

[๑๑๙]   บทว่า  ๑๐ วัน  เป็นอย่างยิ่ง คือ ทรงไว้ได้   ๑๐  วัน  เป็น

อย่างมาก

ที่ชื่อว่า อติเรกบาตร    ได้แก่   บาตรที่ยังมิได้อธิษฐาน   ยังไม่ได้

วิกัป

ที่ชื่อว่า บาตร  มี  ๒ อย่าง  คือ  บาตรเหล็ก  ๑  บาตรดินเผา  ๑

ขนาดของบาตร

บาตร  ๓ ขนาด   คือ     บาตรขนาดใหญ่  ๑    บาตรขนาดกลาง ๑

บาตรขนาดเล็ก  ๑


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 988

บาตรขนาดใหญ่    จุข้าวสุกแห่งข้าวสารกึ่งอาฬหก     ของเคี้ยวเท่า

ส่วนที่ ๔     กับข้าวพอสมควรแก่ข้าวสุกนั้น

บาตรขนาดกลาง      จุข้าวสุกแห่งข้าวสาร  ๑ นาฬี   ของเคี้ยวเท่าส่วน

ที่  ๔  กับข้าวพอสมควรแก่ข้างสุกนั้น

บาตรขนาดเล็ก   จุข้าวสุกแห่งข้าวสาร  ๑ ปัตถะ   ของเคี้ยวเท่าส่วน

ที่  ๔   กับข้าวพอสมควรแก่ข้าวสุกนั้น

ใหญ่กว่านั้นเป็นบาตรที่ใช้ไม่ได้  เล็กกว่านั้นเป็นบาตรที่ใช้ได้.

[๑๒๐]  คำว่า  ให้ล่วงกำหนดนั้นไป   เป็นนิสสัคคีย์   ความว่า

เมื่ออรุณที่  ๑๑  ขึ้นมา  บาตรนั้นเป็นนิสสัคคีย์   คือเป็นของจำต้องเสียสละ

แก่สงฆ์  คณะ  หรือบุคคล

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็แลภิกษุพึงเสียสละบาตรนั้น  อย่างนี้:-

วิธีเสียสละ

เสียสละแก่สงฆ์

[๑๒๑]  ภิกษุรูปนั้น    พึงเข้าไปหาสงฆ์   ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า   นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ  กล่าวอย่างนี้

ว่า:-

ท่านเจ้าข้า    บาตรใบนี้ของข้าพเจ้าล่วง  ๑๐  วัน  เป็นของจำจะ

สละ  ข้าพเจ้าสละบาตรใบนี้แก่สงฆ์

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ

พึงคืนบาตรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา  ว่าดังนี้:-

ท่านเจ้าข้า  ของสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า  บาตรใบนี้ของภิกษุมีชื่อนี้


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 989

เป็นของจำจะสละ  เธอสละแล้วแก่สงฆ์   ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์

ถึงที่แล้ว  สงฆ์พึงให้บาตรใบนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.

เสียสละแก่คณะ

[๑๒๒]   ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป     ห่มผ้าอุตราสงค์

เฉวียงบ่า    กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า     นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ

กล่าวอย่างนี้ว่า:-

ท่านเจ้าข้า  บาตรใบนี้ของข้าพเจ้า  ล่วง  ๑๐  วัน  เป็นของจำจะ

สละ  ข้าพเจ้าสละบาตรใบนี้แก่ท่านทั้งหลาย

ครั้นสละแล้ว    พึงแสดงอาบัติ     ภิกษุผู้ฉลาด   ผู้สามารถ   พึงรับ

อาบัติ   พึงคืนบาตรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา  ว่าดังนี้:-

ท่านทั้งหลาย      ขอจงฟังข้าพเจ้า      บาตรใบนี้ของภิกษุมีชื่อนี้

เป็นของจำจะสละ   เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย   ถ้าความพร้อมพรั่ง

ของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว  ท่านทั้งหลายพึงให้บาตรใบนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.

เสียสละแก่บุคคล

[๑๒๓]    ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง       ห่มผ้าอุตราสงค์

เฉวียงบ่า  นั่งกระโหย่งเท้าประนมมือ  กล่าวอย่างนี้ว่า

ท่านเจ้าข้า บาตรใบนี้ของข้าพเจ้า  ล่วง  ๑๐  วัน  เป็นของจำจะ

สละ  ข้าพเจ้าสละบาตรใบนี้แก่ท่าน

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ  ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น  พึงรับอาบัติ

พึงคืนบาตรที่เสียสละให้ด้วยคำว่า   ข้าพเจ้าให้บาตรใบนี้แก่ท่าน  ดังนี้.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 990

บทภาชนีย์

นิสสัคคิยปาจิตตีย์

[๑๒๔]     บาตรล่วง  ๑๐ วันแล้ว       ภิกษุสำคัญว่าล่วงแล้ว     เป็น

นิสสัคคีย์  ต้องอาบัติปาจิตตีย์

บาตรล่วง  ๑๐ วันแล้ว    ภิกษุสงสัย     เป็นนิสสัคคีย์   ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์

บาตรล่วง  ๑๐  วันแล้ว  ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ล่วง   เป็นนิสสัคคีย์  ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์

บาตรยังไม่ได้อธิษฐาน  ภิกษุสำคัญว่าอธิษฐานแล้ว   เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

บาตรยังไม่ได้วิกัป    ภิกษุสำคัญว่าวิกัปแล้ว    เป็นนิสสัคคีย์    ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์

บาตรยังไม่ได้สละ    ภิกษุสำคัญว่าสละแล้ว     เป็นนิสสัคคีย์    ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์

บาตรยังไม่หาย  ภิกษุสำคัญว่าหายแล้ว   เป็นนิสสัคคีย์     ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์

บาตรยังไม่ฉิบหาย  ภิกษุสำคัญว่าฉิบหายแล้ว   เป็นนิสสัคคีย์   ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์

บาตรยังไม่แตก    ภิกษุสำคัญว่าแตกแล้ว  เป็นนิสสัคคีย์    ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์

บาตรยังไม่ถูกชิงไป     ภิกษุสำคัญว่าถูกชิงไปแล้ว     เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 991

ทุกกฏ

[๑๒๕]   บาตรเป็นนิสสัคคีย์  ภิกษุยังไม่ได้เสียสละ..  บริโภค  ต้อง

อาบัติทุกกฏ

บาตรยังไม่ล่วง  ๑๐ วัน    ภิกษุสำคัญว่าล่วงแล้ว    บริโภค    ต้อง

อาบัติทุกกฏ

ไม่ต้องอาบัติ

บาตรยังไม่ล่วง ๑๐ วัน   ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ล่วง  บริโภค  ไม่ต้อง

อาบัติ.

อนาปัตติวาร

[๑๒๖]  ภิกษุอธิษฐาน  ๑  ภิกษุวิกัปไว้  ๑  ภิกษุสละให้ไป  ๑

บาตรหายไป  ๑  บาตรฉิบหาย  ๑  บาตรแตก  ๑  โจรชิงเอาไป  ๑   ภิกษุ

ถือวิสาสะ ๑  ในภายใน   ๑๐ วัน  ๑  ภิกษุวิกลจริต  ๑  ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑

ไม่ต้องอาบัติแล.

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

[๑๒๗]   ก็โดยสมัยนั้นเเล   พระฉัพพัคคีย์  ไม่ให้คืนบาตรที่เสียสละ

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า   พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     บาตรที่ภิกษุเสียสละแล้ว   สงฆ์  คณะ

หรือบุคคล  จะไม่คืนให้ไม่ได้  ภิกษุรูปใดไม่คืนให้  ต้องอาบัติทุกกฏ.

เรื่องพระฉัพพัคคีย์  จบ

ปัตตวรรคสิกขาบทที่  ๑  จบ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 992

นิสสัคคิยปาจิตตีย์  ปัตตวรรคที่  ๓  สิกขาบทที่  ๑

พรรณนาปัตตสิกขาบท

ปัตตสิกขาบทว่า  เตน  สมเยน  เป็นต้น   ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไป:-

ในปัตตสิกขาบทนั้น  มีวินิจฉัย   ดังต่อไปนี้:-

บทว่า  ปตฺตวณิชฺช  มีความว่า  พวกสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร

จักเที่ยวทำการขายบาตร       หรือออกร้านขายภาชนะดินในบ้านและนิคม

เป็นต้น.     ภาชนะท่านเรียกว่า     อามัตตะ  (ในคำว่า อามตฺติกาปณ).

ภาชนะเหล่านั้นเป็นสินค้าของชนเหล่าใด  ชนเหล่านั้น  ชื่อว่า อามัตติกา

(ผู้มีภาชนะเป็นสินค้า). ร้านตลาดของผู้มีภาชนะเป็นสินค้าเหล่านั้น ชื่อว่า

อามัตติกาปณะ.  อธิบายว่า  ร้านขายสินค้าของพวกช่างหม้อ.

[อธิบายขนาดบาตร  ๓-๙  ขนาด ]

หลายบทว่า    ตโย   ปตฺตสฺส   วณฺณา  ได้แก่     ขนาดแห่งบาตร

๓ ขนาด.

สองบทว่า  อฑฺฒาฬฺหโกทน   คณฺหติ    มีความว่า  ย่อมจุข้าวสุก

แห่งข้าวสาร  ๒  ทะนาน   โดยทะนานมคธ.  ในอันธกอรรถกถาท่านกล่าว

ว่า  ที่ชื่อว่า  ทะนานมคธ   มี ๑๒ ปละครึ่ง.  ในมหาอรรถกถาท่านกล่าว

ว่า  ในเกาะสิงหล  ทะนานตามปกติใหญ่  ทะนานของชาวทมิฬเล็กทะนาน

มคธ ได้ขนาด. ทะนานครั้ง โดยทะนานมคธนั้น  เป็นหนึ่งทะนานสิงหล.

บทว่า   จตุพฺภาคขาทนีย   มีความว่า     ของเคี้ยว    ประมาณเท่า

ส่วนที่  ๔   แห่งข้าวสุก.  ขาทนียะนั้น   พึงทราบด้วยสามารถแห่งแกง  ถั่วเขียว

พอหยิบด้วยมือได้.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 993

สองบทว่า  ตทุปิยญฺจ  พฺยญฺชน    มีความว่า   กับข้าวมีปลาเนื้อ

ผักดองผลไม้และหน่อไม้เป็นต้น  อันสมควรแก่ข้าวสุกนั้น.

ในบาตรนั้น  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-    พึงเอาข้าวสารแห่งข้าวสาลีเก่า

(ซึ่งเก็บไว้แรมปี)  ที่ไม่หัก  ซึ่งซ้อมบริสุทธิ์ดีแล้ว  ๒ ทะนานมคธ  หุง

ให้เป็นข้าวสุกด้วยข้าวสารเหล่านั้นไม่เช็ดน้ำ   ไม่เป็นข้าวท้องเล็น  ไม่แฉะ

ไม่เป็นก้อน   สละสลวยดี   เช่นกับกองดอกมะลิตูมในหม้อ   แล้วบรรจุลง

ในบาตรไม่ให้เหลือ   เพิ่มแกงถั่วที่ปรุงด้วยเครื่องปรุงทุกอย่าง  ไม่ข้นนัก

ไม่เหลวนัก  พอมือหยิบได้ลงไป  ประมาณเท่าส่วนที่  ๔  แห่งข้าวสุกนั้น.

แต่นั้น   จึงเพิ่มกับข้าวมีปลา  เนื้อเป็นต้น  ลงไปสมควรแก่คำข้าวเป็นคำๆ

จนเพียงพอกับคำข้าวเป็นอย่างยิ่ง.   ส่วนเนยใส   น้ำมัน   รสเปรียงและน้ำ

ข้าวเป็นต้น   ไม่ควรนับ.   เพราะของเหล่านั้น  มีคติอย่างข้าวสุกนั่นเทียว

ไม่อาจเพื่อจะลดลงและไม่อาจจะเพิ่มขึ้นได้.     อาหารที่บรรจุลงอย่างนี้แม้

ทั้งหมดนั่น    ถ้าตั้งอยู่เสมอแนวล่างแห่งขอบปากบาตร,    เมื่อเอาเส้นด้าย

หรือไม้ซีก (เสี้ยนตาล) ปาดไป  (ของในบาตรนี้ )  ถูกที่สุดภายใต้เส้นด้าย

หรือไม้ซีกนั้น(คือของในบาตรมีข้าวสุกทะนานครึ่งเป็นต้นนี้ถูกที่สุดเบื้อง

ล่างแห่งด้ายหรือเสี้ยนตาลของบุคคลผู้ตัดด้วยด้ายหรือเสี้ยนตาล),   บาตรนี้

ชื่อว่าบาตรขนาดใหญ่  (อย่างกลาง).       ถ้าของในบาตรนั้นพูนเป็นจอม

เลยแนว  (ขอบปากบาตร) นั้นขึ้นมาบาตรนี้ชื่อว่าบาตรขนาดใหญ่อย่าง

เล็ก.   ถ้าของในบาตรนั้น  ไม่ถึงแนวขอบ  (ปากบาตร)  พร่องอยู่ภายใน

เท่านั้น,   บาตรนี้   ชื่อว่า บาตรขนาดใหญ่อย่างใหญ่.

บทว่า   นาฬิโกทน    ได้แก่    ข้าวสุกแห่งข้าวสาร  ๑ ทะนานโดย

ทะนานมคธ.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 994

บทว่า  ปตฺโถทน ได้แก่  ข้าวสุกกึ่งทะนานโดยทะนานมคธ.  บทที่

เหลือ     พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.   แต่มีความแปลกกันในเหตุ

สักว่าชื่อ    ดังต่อไปนี้:-    ถ้าของมีข้าวสุก  ๑ ทะนานเป็นต้นแม้ทั้งหมด

ที่บรรจุลงแล้ว  อยู่เสมอแนวขอบล่าง  โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นเอง.  บาตรนี้

ชื่อว่า   บาตรขนาดกลาง  (อย่างกลาง).   ถ้าของพูนเป็นจอมเลยแนวขอบ

นั้นขึ้นมาบาตรนี้  ชื่อว่า    บาตรขนาดกลางอย่างเล็ก.    ถ้าไม่ถึงแนว

ขอบนั้นพร่องอยู่เพียงภายในเท่านั้นบาตรนี้ชื่อว่า   บาตรขนาดกลาง

อย่างใหญ่.

ถ้าของทั้งหมดมีข้าวสุกประมาณกึ่งทะนานเป็นต้น     ที่บรรจุลงแล้ว

อยู่เสมอแนวล่าง  (แห่งขอบปากบาตร),   บาตรนี้    ชื่อว่า  บาตรขนาดเล็ก

(อย่างกลาง).  ถ้าของพูนเป็นจอมเลยแนวขอบนั้นขึ้นมา,   บาตรนี้  ชื่อว่า

บาตรขนาดเล็กอย่างเล็ก.       ถ้าของไม่ถึงแนวขอบนั้นพร่องอยู่ภายในเท่า

นั้น,   บาตรนี้   ชื่อว่า  บาตรขนาดเล็กอย่างใหญ่.   ผู้ศึกษาพึงทราบบาตร

๙ ชนิดเหล่านี้   โดยประการดังกล่าวมาฉะนี้แล.

บรรดาบาตร ๙ ชนิดนั้น    บาตร ๒ ชนิด  คือ  บาตรขนาดใหญ่

อย่างใหญ่ ๑  บาตรเล็กอย่างเล็ก ๑  ไม่จัดเป็นบาตร (เป็นบาตรใช้ไม่ได้).

จริงอยู่   คำว่า  ใหญ่กว่านั้น ไม่ใช่บาตร  เล็กกว่านั้น  ไม่ใช่บาตร   นี้ตรัส

หมายเอาบาตร  ๒ ชนิดนั่น.  แท้จริง  บรรดาบาตร ๒ ชนิด  บาตรขนาด

ใหญ่อย่างใหญ่   คือใหญ่กว่านั้น   ตรัสว่า   ไม่ใช่บาตร    เพราะใหญ่กว่า

ขนาดใหญ่.   และบาตรขนาดเล็กอย่างเล็ก    คือ    เล็กกว่านั้น      ตรัสว่า

ไม่ใช่บาตร  เพราะเล็กกว่าขนาดเล็ก.   เพราะฉะนั้น   บาตรเหล่านี้   ควร


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 995

ใช้สอยอย่างใช้สอยภาชนะ    ไม่ควรอธิษฐาน   ไม่ควรวิกัป.    ส่วนบาตร

๗ ชนิดนอกนี้  พึงอธิษฐานหรือวิกัปไว้ใช้เถิด.

เมื่อภิกษุไม่กระทำอย่างนี้     ให้บาตรนั้นล่วง  ๑๐ วันไป      เป็น

นิสสัคคิยปาจิตตีย์    คือ   เมื่อภิกษุให้บาตรแม้ทั้ง ๗ ชนิด     ล่วงกาลมี

๑๐ วันเป็นอย่างยิ่งไป   เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์   แล.

ข้อว่า  นิสฺสคฺคิย  ปตฺต  อนิสฺสชฺชิตฺวา   ปริภุญฺชติ  พึงทราบ

ความว่า    เป็นทุกกฏ   ทุก ๆ ประโยคอย่างนี้  คือ  เมื่อภิกษุดื่มยาคูแล้ว

ล้างบาตร  เป็นทุกกฏ.  เมื่อฉันของควรเคี้ยว  ฉันภัตตาหารแล้วล้างบาตร

เป็นทุกกฏ.

[อธิบายบาตรที่ควรอธิษฐานและวิกัป]

ก็ในคำว่า   อนาปตฺติ  อนฺโตทสาห  อธิฏฺเติ   วิกปฺเปติ   นี้  ผู้ศึกษา

พึงทราบแม้บาตรที่ได้ประมาณเป็นบาตรควรอธิษฐานและวิกัป     โดยนัย

ดังจะกล่าวอย่างนี้:-

บาตรเหล็ก  ระบมแล้วด้วยการระบม  ๕ ไฟ    บาตรดินระบมแล้ว

ด้วยการระบม ๒ ไฟ  จึงควรอธิษฐาน.  บาตรทั้ง  ๒  ชนิด  เมื่อให้มูลค่า

ที่ควรให้แล้วนั่นแล    ถ้าระบมยังหย่อนอยู่แม้เพียงหนึ่งไฟหรือยังไม่ได้ให้

มูลค่าแม้เพียงกากณิกหนึ่ง    ไม่ควรอธิษฐาน.     ถ้าเจ้าของบาตรกล่าวว่า

ท่านจงให้ในเวลาท่านมีมูลค่า    ท่านจงอธิษฐานใช้สอยเถิด   ดังนี้    ก็ยัง

ไม่ควรอธิษฐานแท้.   เพราะว่า   ยังไม่ถึงการนับว่าเป็นบาตร   เพราะการ

ระบมยังหย่อนอยู่,   ยังไม่ถึงความเป็นบาตรของตน    ยังเป็นของผู้อื่นอยู่

ทีเดียว    เพราะมูลค่าทั้งหมด    หรือส่วนหนึ่งยังไม่ได้ให้;    เพราะฉะนั้น


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 996

เมื่อระบม   และเมื่อให้มูลค่าเสร็จแล้วนั่นแล     จึงเป็นบาตรควรอธิษฐาน

บาตรใบที่ควรอธิษฐานเท่านั้น  จึงควรวิกัป.  บาตรนั้น    จะมาถึงมือแล้ว

ก็ตาม  ยังไม่มาถึงก็ตาม  ควรอธิษฐาน  หรือควรวิกัปไว้เสีย.

ก็ถ้าว่า    ช่างบาตรได้มูลค่าแล้ว       หรือเป็นผู้ประสงค์จะถวายเอง

กล่าวว่า  ท่านขอรับ !  ผมจักทำบาตรถวายท่าน  ระบมแล้วในวันชื่อโน้น

จัก เก็บไว้   และภิกษุให้ล่วง ๑๐ วันไป   จากวันที่ช่างบาตรนั้นกำหนดไว้

เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.  ก็ถ้าว่า  ช่างบาตรกล่าวว่า    ผมจักทำบาตรถวาย

ท่าน   ระบมแล้วจักส่งข่าวมาให้ทราบ    แล้วทำเหมือนอย่างนั้น,    ส่วน

ภิกษุผู้ที่ช่างบาตรนั้นวานไปไม่บอกแก่ภิกษุนั้น, ภิกษุอื่นเห็น  หรือได้ยิน

จึงบอกว่า    ท่านขอรับ  !   บาตรของท่านเสร็จแล้ว,    การบอกของภิกษุ

นั่นไม่เป็นประมาณ.  แต่ในเวลาที่ภิกษุซึ่งช่างบาตรนั้นวานนั่นแหละบอก,

เมื่อภิกษุให้ล่วง  ๑๐  วันไปจำเดิมแต่วันที่ได้ยินคำบอกกล่าวของภิกษุนั้น

เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.    ถ้าช่างบาตรกล่าวว่า     ผมจักทำบาตรถวายท่าน

ระบมแล้วจักส่งไปในมือของภิกษุบางรูป  แล้วกระทำตามพูดนั้นแต่ภิกษุ

ผู้รับบาตรมาเก็บไว้ในบริเวณของตนแล้วไม่บอกแก่เธอ    ภิกษุอื่นบางรูป

กล่าวว่า  ท่านขอรับ  !  บาตรที่ได้มาใหม่สวยดีบ้างไหม  ?    เธอกล่าวว่า

คุณ  !  บาตรที่ไหนกัน ?   ภิกษุบางรูปนั้นกล่าวว่า   ช่างบาตรส่งมาในมือ

ของภิกษุชื่อนี้.  ถ้อยคำของภิกษุแม้นี้ก็ไม่เป็นประมาณ.  แต่ในเวลาที่ภิกษุ

นั้นให้บาตร,     เมื่อเธอให้ล่วง ๑๐ วันไปนับแต่วันที่ได้บาตรมา     เป็น

นิสสัคคิยปาจิตตีย์.  เพราะฉะนั้น  อย่าให้ล่วง  ๑๐ วัน    พึงอธิษฐานหรือ

พึงวิกัปเสีย.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 997

[อธิบายการอธิษฐานบาตร]

บรรดาการอธิษฐานและวิกัปนั้น    อธิษฐานบาตรมี ๒ คือ อธิษฐาน

ด้วยกายอย่าง  ๑    อธิษฐานด้วยวาจาอย่าง  ๑.    ภิกษุเมื่อจะอธิษฐานด้วย

อำนาจแห่งการอธิษฐาน ๒ อย่างนั้น    พึงปัจจุทธรณ์บาตรเก่าที่ตั้งอยู่ต่อ

หน้าหรือในที่ลับหลังอย่างนี้ว่า  อิม  ปตฺต  ปจฺจุทฺธรามิ   แปลว่า ข้าพเจ้า

ถอนบาตรใบนี้   หรือว่า  เอต  ปตฺต ปจฺจุทฺธรามิ  แปลว่า  ข้าพเจ้าถอน

บาตรใบนั่น      หรือให้แก่ภิกษุอื่นแล้ว     เอามือลูบคลำบาตรใหม่ที่ตั้งอยู่

ในที่แห่งใดแห่งหนึ่งแล้ว        ทำความคำนึงด้วยใจ        แล้วทำกายวิการ

อธิษฐานด้วยกาย  หรือเปล่งวาจา  แล้วอธิษฐานด้วยวาจาว่า   อิม  ปตฺต

อธิฏฺามิ  แปลว่า  ข้าพเจ้าอธิษฐานบาตรใบนี้.

ในอธิษฐานวิสัยนั้น  อธิษฐานมี ๒ อย่าง.  ถ้าบาตรอยู่ในหัตถบาส

พึงเปล่งวาจาว่า  อิม  ปตฺต   อธิฏฺามิ   ข้าพเจ้าอธิษฐานบาตรใบนี้.  ถ้า

บาตรนั้นอยู่ภายในห้องก็ดี    ที่ปราสาทชั้นบนก็ดี    ในวิหารใกล้เคียงก็ดี

ภิกษุพึงกำหนดสถานที่บาตรตั้งอยู่  แล้วพึงเปล่งวาจาว่า  เอต  ปตฺต  อธิฏฺ-

ามิ  ข้าพเจ้าอธิษฐานบาตรใบนั่น.  ก็ภิกษุผู้อธิษฐานแม้อธิษฐานรูปเดียว

ก็ควร.   แม้จะอธิษฐานในสำนักของภิกษุอื่น    ก็ควร.   การอธิษฐานใน

สำนักของภิกษุอื่นมีอานิสงส์ดังต่อไปนี้:-  ถ้าเธอเกิดความเคลือบแคลงว่า

บาตร  เราอธิษฐานแล้วหรือไม่หนอ    ดังนี้,    อีกรูปหนึ่งจักเตือนให้นึก

ได้ตัดความสงสัยเสีย.  ถ้าภิกษุบางรูปได้บาตรมา  ๑๐ ใบ  ตนเองประสงค์

จะใช้สอยทั้งหมดทีเดียว,     อย่าพึงอธิษฐานทั้งหมด.    อธิษฐานบาตรใบ

หนึ่งแล้ววันรุ่งขึ้นปัจจุทธรณ์บาตรนั้นแล้วพึงอธิษฐานใบใหม่.  โดยอุบาย

นี้อาจจะได้บริหาร (การคุ้มครอง) ตั้ง  ๑๐๐  ปี.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 998

[ว่าด้วยการขาดอธิษฐานของบาตร]

ถามว่า    การขาดอธิษฐาน     พึงมีแก่ภิกษุผู้ไม่ประมาทอย่างนี้ได้

หรือ  ?

ตอบว่า  พึงมีได้.

หากว่า    ภิกษุนี้ให้บาตรแก่ภิกษุอื่นก็ดี     หมุนไปผิดก็ดี    บอก

ลาสิกขาก็ดี  กระทำกาละเสียก็ดี   เพศของเธอกลับก็ดี    ปัจจุทธรณ์เสียก็ดี

บาตรมีช่องทะลุก็ดี    บาตรย่อมขาดอธิษฐาน.    และคำนี้แม้พระอาจารย์

ทั้งหลายก็ได้กล่าวไว้ว่า

การขาดอธิษฐาน  ย่อมมีได้ด้วยการให้  ๑  หมุน

ไปผิด  ๑    ลาสิกขา  ๑     กระทำกาลกิริยา  ๑   เพศ

กลับ   ๑  ปัจจุทธรณ์  (ถอน)   ๑  เป็นที่  ๗  กับช่องทะลุ  ๑

ดังนี้.

แม้เพราะโจรลักและการถือเอาโดยวิสาสะ      บาตรก็ขาดอธิษฐาน

เหมือนกัน.   บาตรจะขาดอธิษฐานด้วยช่องทะลุประมาณเท่าไร  ?   จะขาด

อธิษฐานด้วยช่องทะลุพอเมล็ดข้าวฟ่างลอดออกได้   และลอดเข้าได้.

จริงอยู่    บรรดาธัญชาติ  ๗  ชนิด     เมล็ดข้าวฟ่างนี้    เป็นเมล็ด

ธัญชาติอย่างเล็ก.    เมื่อช่องนั้นอุดให้กลับ เป็นปกติด้วยผงเหล็ก     หรือ

ด้วยหมุดแล้วพึงอธิษฐานบาตรนั้นใหม่ภายใน  ๑๐ วัน.

ในการอธิษฐานที่ตรัสไว้ในคำว่า  อนฺโตทสาห  อธิฏฺเติ   วิกปฺเปติ

นี้   มีวินิจฉัยเพียงเท่านี้ก่อน.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 999

[ว่าด้วยการวิกัปบาตร]

ก็ในการวิกัป   มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-     วิกัปมี ๒ อย่าง    คือวิกัป

ต่อหน้าอย่าง ๑   วิกัปลับหลังอย่าง  ๑.    วิกัปต่อหน้าเป็นอย่างไร ?    คือ

ภิกษุพึงรู้ว่าบาตรมีใบเดียวหรือหลายใบ      และวางไว้ใกล้หรือมิได้วางไว้

ใกล้  แล้วกล่าวว่า   อิม    ปตฺต  ซึ่งบาตรนี้   หรือว่า  อิเม  ปตฺเต  ซึ่ง

บาตรเหล่านี้  ก็ดี  ว่า  เอต   ปตฺต   ซึ่งบาตรนั่น  หรือว่า   เอเต  ปตฺเต

ซึ่งบาตรเหล่านั้น   ก็ดี   แล้วกล่าวว่า   ตุยฺห   วิกปฺเปมิ    ข้าพเจ้าวิกัปแก่

ท่าน    นี้ชื่อว่าวิกัปต่อหน้าอย่าง  ๑.   ด้วยวิธีวิกัปเพียงเท่านี้จะเก็บไว้ควร

อยู่.   แต่จะใช้สอย    จะจำหน่าย    หรือจะอธิษฐานไม่สมควร.    แต่เมื่อ

ภิกษุผู้รับวิกัปกล่าวอย่างนี้ว่า  มยฺห   สนฺตก  ปริภุญฺช    วา  วิสฺสชฺเชหิ

วา  ยถาปจฺจย  วา  กโรหิ   บาตรนี้ของข้าพเจ้า    ท่านจงใช้สอย    จง

จำหน่าย    หรือจงกระทำตามปัจจัยก็ตาม  ดังนี้     ชื่อว่าถอน.    จำเดิมแต่

นั้น  แม้การใช้สอยเป็นต้นควรอยู่.

อีกนัยหนึ่ง   ภิกษุทราบว่าบาตรมีใบเดียวหรือหลายใบ   และวางไว้

ใกล้หรือมิได้วางไว้ใกล้อย่างนั้นเหมือนกัน    แล้วกล่าวว่า  อิม   ปตฺต  ซึ่ง

บาตรนี้   หรือว่า  อิเม  ปตฺเต  ซึ่งบาตรทั้งหลายเหล่านี้   ก็ดี  ว่า   เอต

ปตฺต  ซึ่งบาตรนั่น  หรือว่า   เอเต   ปตฺเต    ซึ่งบาตรทั้งหลายเหล่านั่น

ก็ดี    ในสำนักของภิกษุนั้นนั่นแหละ    แล้วระบุชื่อแห่งบรรดาสหธรรมิก

ทั้ง ๕ รูปใดรูปหนึ่ง  คือ  ท่านใดท่านหนึ่ง  ที่ตนชอบใจแล้วพึงกล่าวว่า

ติสฺสสฺส    ภิกฺขุโน   วิกปฺเปมิ    ข้าพเจ้าวิกัปแก่ภิกษุชื่อว่าติสสะ    ดังนี้

ก็ดี  ว่า  ติสฺสาย   ภิกฺขุนิยา...   ติสฺสาย   สิกฺขมานาย...    ติสฺสสฺส

สามเณรสฺส...  ติสฺสาย  สามเณริยา   วิกปฺเปมิ   ข้าพเจ้าวิกัปแก่ภิกษุณี


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 1000

ชื่อติสสา...  แก่สิกขมานาชื่อติสสา...  แก่สามเณรชื่อติสสะ...    แก่สามเณรี

ชื่อติสสา ดังนี้  ก็ดี  นี้ชื่อว่าวิกัปต่อหน้า   แม้อีกอย่างหนึ่ง.  ด้วยคำเพียง

เท่านี้   จะเก็บไว้  สมควรอยู่แต่บรรดากิจมีการบริโภคเป็นต้น   แม้กิจ

อย่างหนึ่งก็ไม่ควร.  แต่เมื่อภิกษุผู้รับวิกัปนั้นกล่าวว่า  ติสฺสสฺส   ภิกขุโน

สนฺตก  ฯปฯ ติสฺสาย  สามเณริยา  สนฺตก  ปริภุญฺชา   วา   วิสฺสชฺเชหิ

วา  ยถาปจฺจย   วา  กโรหิ  บาตรนี้    ของภิกษุชื่อติสสะ  ฯลฯ   ของ

สามเณรีชื่อติสสา  ท่านจงใช้สอยก็ตาม  จงจำหน่ายก็ตาม   จงกระทำตาม

ปัจจัยก็ตาม  ดังนี้แล้ว   ชื่อว่าถอน.  จำเดิมแต่นั้น  แม้การบริโภคเป็นต้น

ก็สมควร.

วิกัปลับหลังเป็นอย่างไร ?    คือ   ภิกษุทราบว่าบาตรมีใบเดียวหรือ

หลายใบ   และว่าวางไว้ใกล้   หรือมิได้วางไว้ใกล้อย่างนั้นนั่นแลแล้วกล่าว

ว่า   อิม  ปตฺต   ซึ่งบาตรนี้   หรือว่า  อิเม ปตฺเต  ซึ่งบาตรเหล่านี้   ก็ดี

ว่า  เอต   ปตฺต   ซึ่งบาตรนั่น  หรือว่า  เอเต  ปตฺเต  ซึ่งบาตรเหล่านั้น

ก็ดี   แล้วกล่าวว่า  ตุยห    วิกปฺปนตฺถาย   ทมฺมิ   ข้าพเจ้าให้แก่ท่านเพื่อ

ต้องการวิกัป   ดังนี้.

ภิกษุผู้รับวิกัปนั้น     พึงถามเธอว่า    ใครเป็นมิตรหรือเป็นเพื่อน

เห็นกันของท่าน.  ลำดับนั้น  ภิกษุผู้วิกัปนอกนี้  พึงกล่าวว่า  ติสฺโส  ภิกฺขุ

ภิกษุชื่อว่าติสสะ ฯ ล ฯ   หรือว่า  ติสฺสา  สามเณรี    สามเณรีชื่อว่าติสสา

โดยนัยก่อนนั่นแล.    ภิกษุนั้น   พึง่กล่าวอีกว่า  อห  ติสฺสสฺส   ภิกฺขุโน

ทมฺมิ  ฯเปฯ  หรือว่า  ติสฺสาย  สามเณริยา  ทมฺมิ  ข้าพเจ้าให้แก่ภิกษุ

ชื่อติสสะ    ฯ ล ฯ   หรือว่า    ข้าพเจ้าให้แก่สามเณรีชื่อติสสา.    นี้ชื่อว่า

วิกัปลับหลัง.  ด้วยการวิกัปเพียงเท่านี้จะเก็บไว้   ควรอยู่แต่บรรดากิจมี


หน้าที่ 901-950
หน้าที่ 1001-1050