พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 901

เสียสละแก่คณะ

ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป       ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า  นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ  กล่าวอย่างนี้ว่า

ท่านเจ้าข้า     สันถัตผืนนี้ของข้าพเจ้า    ให้ทำหย่อนกว่า   ๖ ฝน

เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ   เป็นของจำจะสละ   ข้าพเจ้าสละสันถัตผืนนี้

แก่ท่านทั้งหลาย

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนสันถัตที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา  ว่าดังนี้:-

ท่านทั้งหลาย     ขอจงฟังข้าพเจ้า    สันถัตผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้

เป็นของจำจะสละ   เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย   ถ้าความพร้อมพรั่ง

ของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว       ท่านทั้งหลายพึงให้สันถัตผืนนี้แก่ภิกษุมี

ชื่อนี้

เสียสละแก่บุคคล

ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง  ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า  นั่ง

กระโหย่งเท้าประณมมือ  กล่าวอย่างนี้ว่า

ท่าน  สันถัตผืนนี้ของข้าพเจ้า   ให้ทำหย่อนกว่า ๖ ฝน   เว้นไว้

แต่ภิกษุได้สมมติ   เป็นของจำจะสละ   ข้าพเจ้าสละสันถัตผืนนี้แก่ท่าน

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ    ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น    พึงรับอาบัติ

พึงคืนสันถัตที่เสียสละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้สันถัตผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 902

บทภาชนีย์

จตุกกนิสสัคคิยปาจิตตีย์

[๘๙]    สันถัตตนทำค้างไว้   ภิกษุทำต่อให้สำเร็จเอง   เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

สันถัตตนทำค้างไว้    ภิกษุใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ   เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

สันถัตคนอื่นทำค้างไว้    ภิกษุทำต่อให้สำเร็จเอง     เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

สันถัตคนอื่นทำค้างไว้    ภิกษุใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ   เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

อนาปัตติวาร

[๙๐]  ครบ  ๖  ฝนแล้วภิกษุทำใหม่   ๑      เกิน ๖ ฝนแล้วภิกษุทำ

ใหม่ ๑  ภิกษุทำเองก็ดี   ใช้ผู้อื่นทำก็ดี   เพื่อใช้เป็นของอื่น  ๑   ภิกษุได้

สันถัตที่คนอื่นทำไว้แล้ว   ใช้สอย  ๑   ภิกษุทำเป็นเพดานก็ดี   เป็นเครื่อง

ลาดพื้นก็ดี     เป็นม่านก็ดี    เป็นเปลือกฟูกก็ดี    เป็นเปลือกหมอนก็ดี  ๑

ภิกษุได้สมมติ  ๑   ภิกษุวิกลจริต  ๑  ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑  ไม่ต้องอาบัติแล.

โกสิยวรรค สิกขาบทที่  ๔  จบ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 903

โกสิยวรรคที่  ๒  สิกขาบทที่  ๔

พรรณนาฉัพพัสสสิกขาบท

ฉัพพัสสสิกขาบทว่า   เตน   สมเยน   เป็นต้น    ข้าพเจ้าจะกล่าว

ต่อไป:-

สองบทว่า  อูทหนฺติปิ  อุมฺมิหนฺติปิ      มีรูปความที่ท่านกล่าวไว้ว่า

พวกเด็ก ๆ ถ่ายอุจจาระรดบ้าง     ถ่ายปัสสาวะรดบ้าง     เบื้องบนสันถัต

ทั้งหลาย.

พระปุสสเทวเถระกล่าวว่า    ภิกษุผู้ได้รับสมมติอย่างนี้ว่า     สันถัต

สมมิตสงฆ์ให้แล้วแก่ภิกษุชื่อนี้    ย่อมได้เพื่อทำสันถัตในที่ที่ตนไปถึงตลอด

เวลาที่โรคยังไม่หาย.     ถ้าเธอหายโรคแล้ว    กลับอาพาธอีกด้วยพยาธิเดิม

นั่นแล,    บริหาร  (การคุ้มครอง)   นั้นนั่นแลยังอยู่,      ไม่มีกิจที่จะต้อง

สมมติอีก.

ส่วนพระอุปติสสเถระกล่าวว่า   อาพาธนั้นกำเริบขึ้นหรืออาพาธอื่น

ก็ตามที,    เธอได้ชื่อว่า    เป็นผู้อาพาธ     คราวเดียว    ก็เป็นอันได้แล้ว

นั่นเที่ยว,   ไม่มีกิจที่จะต้องสมมติใหม่.

ข้อว่า  โอเรน  เจ   ฉนฺน   วสฺสาน  ได้แก่   ส่วนร่วมใน   คือ

ภายใน. แต่ในบทภาชนะ  เพื่อจะแสดงแต่เพียงสังขยา  จึงตรัสว่า  ยังหย่อน

๖  ปี.

ข้อว่า  อนาปตฺติ    ฉพฺพสฺสานิ   กโรติ   มีความว่า  ย่อมทำสันถัต

ในเวลาครบ ๖ ปีบริบูรณ์.   แม้ในบทที่  ๒     พึงเห็นใจความอย่างนี้ว่า

ทำในเวลาเกิน  ๖ ฝนไป.   ความจริง  ภิกษุนั้นจะทำคลอด ๖  ปี หามิได้


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 904

แล.  คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้น.   สมุฏฐานเป็นต้น    ก็เป็นเหมือนโกสิย-

สิกขาบทนั่นแล,    แต่สิกขาบทนี้เป็นทั้งกิริยาและอกิริยาแล.

พรรณนาฉัพพัสสสิกขาบทที่  ๔  จบ

โกสิยวรรค  สิกขาบทที่  ๕

เรื่องพระอุปเสนวังคันตบุตร

[๙๑]  โดยสมัยนั้น     พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่  ณ พระ-

เชตวัน  อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี   เขตพระนครสาวัตถี    ครั้งนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เรา

ปรารถนาจะหลีกออกเร้นอยู่ตลอดไตรมาส     ใคร ๆ อย่าเข้าไปหาเรา

นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาตเข้ารูปให้รูปเดียว.

ภิกษุเหล่านั้นรับพระพุทธาณัติแล้ว     ไม่มีใครไปเฝ้าพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าในพระวิหารนี้เลย  นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาตเข้าไปถวายรูปเดียว

โดยแท้    ถึงอย่างนั้น    สงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถีก็ยังตั้งกติกากันไว้ว่า

อาวุโสทั้งหลาย   พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์จะเสด็จหลีกออกเร้นอยู่

ตลอดไตรมาส       ใคร ๆ ไม่พึงเข้าไปเฝ้าพระองค์    นอกจากภิกษุผู้นำ

บิณฑบาตเข้าไปถวายรูปเดียว     ภิกษุรูปใดเข้าไปเฝ้าพระองค์    ต้องให้

แสดงอาบัติปาจิตตีย์.

[๙๒]  ครั้งนั้น  ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตกับภิกษุบริษัทเข้าไป

เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ        ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า  นั่ง  ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 905

พุทธประเพณี

อันการที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย     ทรงปราศรัยกับพระ-

อาคันตุกะทั้งหลายนี้   นั่นเป็นพุทธประเพณี

ขณะนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรว่า

ดูก่อนอุปเสน  พวกเธอพอทนได้   พอให้อัตภาพเป็นไปได้หรือ   พวก

เธอเดินทางมาโดยได้รับความลำบากน้อยหรือ

ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรกราบทูลว่า  พอทนได้  พอให้อัตภาพ

เป็นไปได้ พระพุทธเจ้าข้า  อนึ่ง พวกข้าพระพุทธเจ้าเดินทางมาโดยได้รับ

ความลำบากเล็กน้อย  พระพุทธเจ้าข้า

ก็แลขณะนั้น        ภิกษุสัทธิวิหาริกของท่านพระอุปเสนวังคันตบุตร

นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่างพระผู้มีพระภาคเจ้า     จึงพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามภิกษุ

รูปนั้นว่า  ดูก่อนภิกษุ    ผ้าบังสุกุลเป็นที่พอใจของเธอหรือ

ภิกษุรูปนั้นกราบทูลว่า    ผ้าบังสุกุล   มิได้เป็นที่พอใจของข้าพระ-

พุทธเจ้าเลย   พระพุทธเจ้าข้า

ภ.    ก็ทำไมเธอจึงได้ทรงผ้าบังสุกุลเล่า  ภิกษุ

ภิ.    พระอุปัชฌายะของข้าพระพุทธเจ้าทรงผ้าบังสุกุล       ข้าพระ-

พุทธเจ้าจึงต้องทรงผ้าบังสุกุลอย่างนั้นบ้าง  พระพุทธเจ้าข้า

ลำดับนั้นแล   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามท่านพระอุปเสนวังคันต-

บุตรว่า   ดูก่อนอุปเสน     บริษัทของเธอนี้น่าเลื่อมใสนัก    เธอแนะนำ

บริษัทอย่างไร

ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรกราบทูลว่า   พระพุทธเจ้าข้า   ผู้ใดขอ

อุปสมบทต่อข้าพระพุทธเจ้า   ข้าพระพุทธเจ้าบอกกะเขาอย่างนี้ว่า   อาวุโส


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 906

ฉันเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร    ถือบิณฑบาตเป็นวัตร    ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร

ถ้าท่านจักถืออยู่ป่าเป็นวัตร  ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร

บ้าง     ฉันก็จักให้ท่านอุปสมบทตามประสงค์    ถ้าเขารับคำของข้าพระ-

พุทธเจ้า   ๆ  จึงให้เขาอุปสมมท     ถ้าเขาไม่รับคำของข้าพระพุทธเจ้า  ๆ

ก็ไม่ให้เขาอุปสมบท  ภิกษุใดขอนิสัยต่อข้าพระพุทธเจ้า ๆ บอกกะภิกษุนั้น

อย่างนี้ว่า   อาวุโส    เราเป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร    ถือบิณฑบาตเป็นวัตร

ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร   ถ้าท่านจักถืออยู่ป่าเป็นวัตร  ถือบิณฑบาตเป็นวัตร

ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรบ้างได้     เราก็จักให้นิสัยแก่ท่านตามความประสงค์

ถ้าภิกษุนั้นรับคำของข้าพระพุทธเจ้า  ๆ  จึงจะให้นิสัย    ถ้าภิกษุนั้นรับคำ

ของข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้    ข้าพระพุทธเจ้าก็ไม่ให้นิสัย      ข้าพระพุทธเจ้า

แนะนำบริษัทอย่างนี้แล  พระพุทธเจ้าข้า

ภ.  ดีแล้ว  ดีแล้ว  อุปเสน  เธอแนะนำบริษัทได้ดีจริง ๆ   เออ

ก็เธอรู้กติกาของสงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถีไหม  อุปเสน

อุ.  ไม่ทราบเกล้า ฯ  พระพุทธเจ้าข้า

ภ.   ดูก่อนอุปเสน   สงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถี     ตั้งกติกากันไว้

ว่า  ท่านทั้งหลาย  พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์จะเสด็จหลีกออก

เร้นอยู่ตลอดไตรมาส  ใคร ๆ    อย่าเข้าไปเฝ้าพระองค์  นอกจากภิกษุ

ผู้นำบิณฑบาตเข้าไปถวายรูปเดียว  ภิกษุใดเข้าไปเฝ้าพระองค์  ต้องให้

แสดงอาบัติปาจิตตีย์

อุ.  พระสงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถี  จักทราบทั่วกันตามกติกาของ

ตน    พวกข้าพระพุทธเจ้าจักไม่แต่งตั้งสิกขาบทที่พระองค์มิได้ทรงบัญญัติ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 907

และจักไม่เพิกถอนสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้         จักสมาทานประพฤติใน

สิกขาบทตามที่ทรงบัญญัติไว้

ภ.  ดีแล้ว   ดีแล้ว  อุปเสน   ไม่ควรแต่งตั้งสิกขาบทที่เรายังมิได้

บัญญัติ    หรือว่าไม่ควรเพิกถอนสิกขาบทที่เราบัญญัติ     ควรสมาทาน

ประพฤติในสิกขาบทตามที่เราได้บัญญัติไว้      เราอนุญาตให้พวกภิกษุ

ผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร   ถือบิณฑบาตเป็นวัตร  ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร

เข้าหาเราได้ตามสะดวก

เวลานั้น  ภิกษุหลายรูปกำลังรออยู่ที่นอกซุ้มประตูพระวิหาร   ด้วย

ตั้งใจว่า     พวกเราจักให้ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรแสดงอาบัติปาจิตตีย์

ครั้นท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรกับภิกษุบริษัทลุกจากอาสนะ  ถวายบังคม

พระผู้มีพระภาคเจ้าทำประทักษิณหลีกไปแล้ว       จึงภิกษุเหล่านั้นได้ถาม

ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรดังนี้ว่า   อาวุโส    อุปเสน   ท่านทราบกติกา

ของสงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถีไหม

ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรตอบว่า   อาวุโสทั้งหลาย  แม้พระผู้มี-

พระภาคเจ้าก็รับสั่งถามกระผมอย่างนี้ว่า   ดูก่อนอุปเสน   เธอทราบกติกา

ของสงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถีไหม  กระผมกราบทูลว่า  ไม่ทราบเกล้า ฯ

พระพุทธเจ้าข้า   พระองค์รับสั่งต่อไปว่า  ดูก่อนอุปเสน  สงฆ์ในพระนคร

สาวัตถีได้ทั้งกติกากันไว้ว่า    อาวุโสทั้งหลาย   พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระ-

ประสงค์จะเสด็จหลีกออกเร้นอยู่ตลอดไตรมาส            ใคร ๆ อย่าเข้าเฝ้า

พระองค์    นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาตเข้าไปถวายรูปเดียว    ภิกษุใดเข้า

เฝ้าพระองค์  ต้องให้แสดงอาบัติปาจิตตีย์   กระผมกราบทูลว่า   พระสงฆ์

ในเขตพระนครสาวัตถีจักทราบทั่วกันตามกติกาของตน       พวกข้าพระ-


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 908

พุทธเจ้าจักไม่แต่งตั้งสิกขาบทที่พระองค์มิได้ทรงบัญญัติ     และจักไม่เพิก

ถอนสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้  จักสมาทานประพฤติในสิกขาบทตามที่ทรง

บัญญัติไว้   ดังนี้   พระผู้มีพระภาคเจ้าเลยทรงอนุญาตให้บรรดาภิกษุผู้ถือ

การอยู่ป่าเป็นวัตร    ถือบิณฑบาตเป็นวัตร  ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร  เข้า

เฝ้าได้ตามสะดวก  ดังนี้

ภิกษุเหล่านั้นเห็นจริงด้วยในทันใดนั้นว่า  ท่านพระอุปเสนวังคันต-

บุตรพูดถูกต้องจริงแท้        พระสงฆ์ไม่ควรแต่งตั้งสิกขาบทที่ยังมิได้ทรง

บัญญัติ     หรือไม่ควรเพิกถอนสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้     ควรสมาทาน

ประพฤติในสิกกาบทตามที่ทรงบัญญัติไว้.

[๙๓]  ภิกษุทั้งหลายได้ทราบข่าวว่า         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

อนุญาตให้ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร    ถือบิณฑบาตเป็นวัตร    ทรงผ้า

บังสุกุลเป็นวัตร   เข้าเฝ้าได้ตามสะดวก   ภิกษุเหล่านั้นปรารถนาจะเข้าเฝ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ต่างละทิ้งสันถัตพากันสมาทานอารัญญิกธุดงค์ บิณฑ-

ปาติกธุดงค์  ปังสุกูลิกธุดงค์

หลังจากนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุเป็นอันมาก  เสด็จ

เที่ยวประพาสตามเสนาสนะ   ได้ทอดพระเนตรเห็นสันถัตซึ่งถูกทอดทิ้งไว้

ในที่นั้น  ๆ    ครั้นแล้วรับสั่งถามภิกษุทั้งหลายว่า     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

สันถัตเหล่านี้ของใคร   ถูกทอดทิ้งไว้ในที่นั้น ๆ

จึงภิกษุเหล่านั้น  ได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

ทรงบัญญัติสิกขาบท

ลำดับนั้นแล  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำธรรมีกถา  ในเพราะเหตุ

เป็นเค้ามูลนั้น    ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น    แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 909

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เพราะเหตุนั้นแล   เราจักบัญญัติสิกขาบท

แก่ภิกษุทั้งหลาย  อาศัยอำนาจประโยชน์  ๑๐ ประการ  คือ เพื่อความ

รับว่าดีแห่งสงฆ์  ๑  เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์  ๑    เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อ

ยาก  ๑   เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑  เพื่อป้องกันอาสวะ

อันจะบังเกิดในปัจจุบัน   ๑    เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑

เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส  ๑    เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง

ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑   เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม  ๑  เพื่อ

ถือตามพระวินัย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง

อย่างนี้:-

พระบัญญัติ

๓๔.  ๕.   อนึ่ง  ภิกษุผู้ให้ทำสันถัตสำหรับนั่ง  พึงถือเอาคืบสุคต

โดยรอบแห่งสันถัตว่า  เพื่อทำให้เสียสี  ถ้าภิกษุไม่ถือเอาคืบสุคตโดย

รอบแห่งสันถัตเก่า ให้ทำสันถัตสำหรับนั่งใหม่   เป็นนิสสัคคีย์ปาจิตตีย์.

เรื่องพระอุปเสนวังคันตบุตร  จบ

สิกขาบทวิภังค์

[๙๔]    ที่ชื่อว่า  สำหรับนั่ง  ตรัสหมายผ้ามีชาย.

ที่ชื่อว่า  สันถัต  ได้แก่   ผ้ารองนั่งที่เขาหล่อ  ไม่ใช่ทอ.

บทว่า  ผู้ให้ทำ  คือ    ทำเองก็ตาม  ให้เขาทำก็ตาม.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 910

ที่ชื่อว่า  สันถัตเก่า   คือ   ที่แม้นุ่ง*  แล้วคราวเดียว   แม้ห่ม*    แล้ว

คราวเดียว.

คำว่า พึงถือเอาคืบสุคตโดยรอบ...เพื่อทำให้เสียสี  คือ  ตัดกลม ๆ

หรือสี่เหลี่ยมแล้วลาดในเอกเทศหนึ่ง  หรือชีออกปนหล่อเพื่อความทน

คำว่า  ถ้าภิกษุไม่ถือเอาคืบสุคตโดยรอบแห่งสันถัตเก่า  ความว่า

ไม่ถือเอาสันถัตเก่า ๑  คืบสุคตโดยรอบแล้ว     ทำเองก็ตาม   ใช้ให้เขาทำ

ก็ตาม  ซึ่งสันถัตสำหรับนั่งใหม่  เป็นทุกกฏในประโยคที่ทำ  เป็นนิสสัคคีย์

ด้วยได้สันถัตมา  ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ก็แลภิกษุพึงเสียสละสันถัตสำหรับนั่งนั้น

อย่างนี้:-

วิธีเสียสละ

เสียสละแก่สงฆ์

ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์  ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า    กราบเท้า

ภิกษุผู้แก่พรรษากว่า  นั่งกระโหย่งเท้าประนมมือ  กล่าวอย่างนี้ว่า

ท่านเจ้าข้า  สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้ของข้าพเจ้า    ไม่ได้ถือเอาคืบ

สุคตโดยรอบแห่งสันถัตเก่าให้ทำแล้ว    เป็นของจำจะสละ    ข้าพเจ้า

สละสันถัตสำหรับนั่งผืนนี้แก่สงฆ์

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนสันถัตสำหรับนั่งที่เสียสละ  ด้วยญัตติกรรมวาจา  ว่าดังนี้:-

*-*        เห็นจะหลงมาจากจีวรเก่าในสิกขาบทที่  ๔  แห่งจีวรวรรค.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 911

ท่านเจ้าข้า   ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า    สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้ของ

ภิกษุมีชื่อนี้  เป็นของจำจะสละ  เธอสละแล้วแก่สงฆ์  ถ้าความพร้อม

พรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว  สงฆ์พึงให้สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้

เสียสละแก่คณะ

ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป       ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่านั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-

ท่านเจ้าข้า   สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้ของข้าพเจ้า  ไม่ได้ถือเอาคืบ

สุคตโดยรอบแห่งสันถัตเก่า  ให้ทำแล้ว    เป็นของจำจะสละ    ข้าพเจ้า

สละสันถัตสำหรับนั่งผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ  ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนสันถัตสำหรับนั่งที่เสียสละให้  ด้วยญัตติกรรมวาจา  ว่าดังนี้:-

ท่านทั้งหลาย  ขอจงฟังข้าพเจ้า  สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้ของภิกษุ

มีชื่อนี้เป็นของจำสละ   เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย   ถ้าความพร้อม

พรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว      ท่านทั้งหลายพึงให้สันถัตสำหรับนั่ง

ผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้

เสียสละแก่บุคคล

ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง        ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ  กล่าวอย่างนี้ว่า:-

ท่าน  สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้ของข้าพเจ้า    ไม่ได้ถือเอาคืบสุคต

โดยรอบแห่งสันถัตเก่า  ให้ทำแล้ว  เป็นของจำสละ ข้าพเจ้าสละ

สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้แก่ท่าน


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 912

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ    ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น    พึงรับอาบัติ

พึงคืนสันถัตสำหรับนั่งที่เสียสละให้ด้วยคำว่า     ข้าพเจ้าให้สันถัตสำหรับ

นั่งผืนนี้แก่ท่าน   ดังนี้.

บทภาชนีย์

จตุกกนิสสัคคิยปาจิตตีย์

[๙๕]   สันถัตสำหรับนั่ง      ตนทำค้างไว้   ภิกษุทำต่อให้สำเร็จเอง

เป็นนิสสัคคีย์  ต้องอาบัติปาจิตตีย์

สันถัตสำหรับนั่ง  ตนทำค้างไว้  ภิกษุใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ   เป็น

นิสสัคคีย์   ต้องอาบัติปาจิตตีย์

สันถัตสำหรับนั่ง   คนอื่นทำค้างไว้    ภิกษุทำต่อให้สำเร็จเอง  เป็น

นิสสัคคีย์  ต้องอาบัติปาจิตตีย์

สันถัตสำหรับนั่ง     คนอื่นทำค้างไว้    ภิกษุใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ

เป็นนิสสัคคีย์  ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ทุกกฏ

ภิกษุทำเองก็ดี  ใช้ผู้อื่นทำก็ดี    เพื่อใช้เป็นของอื่น  ต้องอาบัติทุกกฏ.

อนาปัตติวาร

[๙๖]   ภิกษุถือเอาสันถัตเก่าหนึ่งคืบสุคตโดยรอบแล้วทำ  ๑    ภิกษุ

ไม่ได้ถือเอาแต่น้อยแล้วทำ  ๑       ภิกษุหาไม่ได้     ไม่ถือเอาเลยแล้วทำ  ๑

ภิกษุได้สันถัตที่คนอื่นทำไว้แล้ว   ใช้สอย  ๑  ภิกษุทำเป็นเพดานก็ดี   เป็น


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 913

เครื่องลาดพื้นก็ดี   เป็นม่านก็ดี  เป็นเปลือกฟูกก็ดี  เป็นปลอกหมอนก็ดี ๑

ภิกษุวิกลจริต  ๑   ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑  ไม่ต้องอาบัติแล.

โกสิยวรรค  สิกขาบทที่  ๕  จบ

โกสิยวรรคที่  ๒  สิกขาบทที่  ๕

พรรณนานิสีทนสันถตสิกขาบท

นิสีทนสันถตสิกขาบทว่า   เตน  สมเยน  เป็นต้น   ข้าพเจ้าจะกล่าว

ต่อไป:-   ในนิสีทนสันถตสิกขาบทนั้น   มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-

สองบทว่า  อิจฺฉามห   ภิกฺขเว   ความว่า  ได้ยินว่า   พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าไม่ทอดพระเนตรเห็นสัตว์ที่ควรให้ตรัสรู้ไร ๆ เลย     ตลอดภายใน

ไตรมาสนั้น;     เพราะเหตุนั้น     จึงตรัสอย่างนี้.     แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น

พระองค์ก็จะต้องทรงกระทำพระธรรมเทศนา        ด้วยสามารถแห่งตันติ-

ประเพณี.

อนึ่ง  เพราะพระองค์ได้ทรงมีรำพึงอย่างนี้ว่า    เมื่อเราให้ทำโอกาส

หลีกเร้นอยู่  ภิกษุทั้งหลายจักกระทำกติกาวัตรอันไม่เป็นธรรม,   อุปเสนะ

จักทำลายกติกาวัตรอันไม่เป็นธรรมนั้น,     เราจักเลื่อมใส  (ขอบใจ)  เธอ

แล้วอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายเฝ้า,   แต่นั้น   พวกภิกษุผู้ประสงค์จะเยี่ยมเรา

เป็นอันมากจักสมาทานธุดงค์ทั้งหลาย     และเราจักบัญญัติสิกขาบท  เพราะ

สันถัตที่ภิกษุเหล่านั้นละทิ้งเป็นปัจจัย.   ฉะนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส

อย่างนั้น.   ก็ในการหลีกเร้นนี้    มีอานิสงส์มากอย่างนี้แล.

ข้อว่า  สปริโส   เยน  ภควา   เตนูปสงฺกมิ   มีความว่า   ได้ยินว่า

พระเถระได้รับการตำหนิในขันธกสิกขาบทนี้ว่า       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  !


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 914

ภิกษุผู้มีพรรษาหย่อน ๑๐    ไม่พึงให้กุลบุตรบวช,    ภิกษุใดพึงให้บวช,

ภิกษุนั้นต้องทุกกฏ   โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า   ดูก่อนโมฆบุรุษ !   อย่างไร

กันน๊ะ    เธอยังเป็นผู้ที่คนอื่นควรโอวาทควรพร่ำสอน     จักสำคัญเพื่อจะ

โอวาท    เพื่อจะพร่ำสอนผู้อื่น    จึงคิดว่า     พระศาสดาทรงอาศัยบริษัท

ของเราได้ทรงประทานการตำหนิแก่เราบัดนี้   เรานั้นจักยังพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าให้เปล่งพระสุรเสียงดุจพรหม         ด้วยพระพักตร์อันบริบูรณ์ด้วย

อาการทุกอย่าง    มีสิริดังพระจันทร์เพ็ญนั้นนั่นแล     แล้วจักให้ประทาน

สาธุการ    เพราะอาศัยบริษัทนั่นแหละ    เป็นกุลบุตรผู้มีหทัยงามเดินทาง

ล่วงไปได้ ๑๐๐ กว่าโยชน์     ได้แนะนำบริษัท     เป็นผู้อันภิกษุประมาณ

๕๐๐  รูปแวดล้อมแล้ว  จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าอีก.  เพราะเหตุนั้น

พระธรรมสังคีติกาจารย์จงกล่าวว่า   สปริโส  เยน  ภควา  เตนูปสงฺกมิ

เป็นต้น.   จริงอยู่   ใคร ๆ  ไม่อาจจะให้พระพุทธเจ้าทั้งหลายโปรดปราน

ได้โดยประการอื่นนอกจากวัตรสมบัติ.

ข้อว่า  ภควโต   อวิทูเร    นิสินฺโน   มีความว่า    ภิกษุนั้นเป็นผู้

หมดความระแวง    เพราะเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยวัตรสมบัติ    จึงนั่งในที่ไม่ไกล

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ดุจสีหะนั่งอยู่ใกล้ถ้ำแห่งภูเขาทองฉะนั้น.

บทว่า   เอตทโวจ   คือ  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนี้    เพื่อยก

เรื่องราวขึ้น.

ข้อว่า  มนาปานิ  เต  ภิกฺขุ  ปสุกูลานิ    ความว่า   ดูก่อนภิกษุ  !

ผ้าบังสุกุลเหล่านี้เป็นที่ชอบใจของเธอหรือ คือ  เธอถือตามความชอบใจ

ตามความพอใจของตนหรือ  ?


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 915

ด้วยคำว่า  น โข  เม   ภนฺเต  มนาปานิ  นี้    ภิกษุนั้นย่อมแสดง

ว่า    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ     ข้าพระพุทธเจ้ามิได้ถือตามความชอบใจตาม

ความพอใจของตน  คือ  ข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ถูกอุปัชฌาย์ให้ถือดุจบุคคล

ถูกบังคับให้ถือด้วยการบีบคอ   และด้วยการตีที่กระหม่อมฉะนั้น.

บทว่า  ปญฺายิสฺสติ  มีความว่า   จักเป็นผู้ปรากฏ   คือ  เป็นผู้มี

ชื่อเสียง.  มีคำอธิบายว่า  จักปรากฏในกติกานั้น.

ข้อว่า  น  มย  อปฺปญฺตฺต  ปญฺาเปสฺสาม   มีความว่า    เรา

ทั้งหลายชื่อว่าเป็นสาวก       จักไม่บัญญัติข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรง

บัญญัติไว้.  จริงอยู่  วิสัย   คือการบัญญัติสิกขาบทที่มิได้ทรงบัญญัติ  หรือ

การถอนสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว โดยนัยว่า  ปาจิตตีย์  ทุกกฏ  เป็นต้น

นี้เป็นพุทธวิสัย.

ด้วยบทว่า  สมาทาย  นี้    พระอุปเสนะ   แสดงว่า    เราทั้งหลาย

จักสมาทานสิกขาบทนั้น  ๆ  แล้วรับว่า  ดีละ  โดยดี  ดังนี้แล้วจักศึกษาใน

สิกขาบททั้งปวง   ตามที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้.   พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงมีพระหฤทัยโปรดปรานแล้ว   ได้ทรงกระทำสาธุการแม้อีก   แก่พระ-

อุปเสนะนั้นว่า ดีละ  ดีละ.

บทสนธิว่า    อนุญฺาตาวโส   ตัดบทว่า   อนุญฺาต    อาวุโส

แปลว่า  (ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย !    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแล้ว).

บทว่า  ปิหนฺตา  แปลว่า  กระหยิ่มอยู่.

สองบทว่า  สนฺถตานิ  อุชฺฌิตฺวา  มีความว่า   ละทิ้งสันถัตทั้งปวง

แล้ว  เพราะเป็นผู้มีความสำคัญในสันถัตว่า  เป็นจีวรผืนที่ ๕.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 916

ข้อว่า  ธมฺมึ  กถ  กตฺวา  ภิกฺขู  อามนฺเตสิ  มีความว่า  พระ-

ผู้มีพระภาคเจ้า   ทอดพระเนตรเห็นสันถัตทั้งหลายเกลื่อนกลาด   แล้วทรง

ดำริว่า  ไม่มีเหตุในการที่จะยังศรัทธาไทยให้ตกไป,   เราจักแสดงอุบายใน

การใช้สอย     แก่ภิกษุเหล่านั้น   แล้วทรงกระทำธรรมีกถาตรัสเตือนภิกษุ

ทั้งหลาย.

ข้อว่า  สกึ  นิวตฺถปิ  สกึ  ปารุตปิ   ได้แก่    นั่งและนอนแล้ว

ครั้งเดียว.

บทว่า  สามนฺตา  มีความว่า    พึงถือเอาโดยประการที่ที่ตนตัดเอา

เป็นวงกลม หรือเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสจากชายข้างหนึ่ง จะมีประมาณคืบหนึ่ง.

แต่ภิกษุเมื่อจะลาดพึงลาดลงในเอกเทศ       หรือชีออกแล้วลาดให้ผสมกัน

โดยนัยดังกล่าวในบาลีนั่นเทียว.     สันถัตที่ภิกษุหล่อแล้วอย่างนี้    จะเป็น

ของมั่นคงยิ่งขึ้น.  คำทีเหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.   สมุฏฐานเป็นต้น   แห่ง

สิกขาบทนี้       เป็นเช่นเดียวกับเทวภาคสิกขาบท     เพราะเป็นทั้งกิริยา

ฉะนี้แล.

นิสีทนสันถตสิกขาบทที่  ๕  จบ

 

ก็ในสันถัต  ๕ ชนิดเหล่านี้   สันถัต ๓  ชนิดข้างต้น  ผู้ศึกษาพึงทราบ

ว่า    กระทำวินัยกรรมแล้วได้มา   ไม่ควรใช้สอย๒ ชนิดข้างหลังทำ

วินัยกรรมแล้วได้มา  จะใช้สอย   ควรอยู่.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 917

โกสิยวรรค  สิกขาบทที่  ๖

เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง

[๙๗]   โดยสมัยนั้น      พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่  ณ พระ-

เชตวัน   อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี   เขตพระนครสาวัตถี     ครั้งนั้น

ภิกษุรูปหนึ่งเดินทางไปสู่พระนครสาวัตถี    แถบโกศลชนบท     ขนเจียม

เกิดขึ้นแก่เธอในระหว่างทาง      จึงภิกษุนั้นได้ผ้าเอาผ้าอุตราสงค์ห่อขนเจียม

เหล่านั้นเดินไป

ชาวบ้านเห็นภิกษุนั้นแล้วพูดสัพยอกว่า  ท่านเจ้าข้า  ท่านซื้อขนเจียม

มาด้วยราคาเท่าไร   กำไรจักมีสักเท่าไร

ภิกษุรูปนั้นถูกชาวบ้านพูดสัพยอกได้เป็นผู้เก้อ         ครั้นเธอไปถึง

พระนครสาวัตถีแล้ว   ทั้ง   ๆ ที่ยืนอยู่นั่นแล  ได้โยนขนเจียมเหล่านั้น  ลง

ภิกษุทั้งหลายจึงถามภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า    อาวุโส   ทำไมท่านจึงโยน

ขนเจียมเหล่านั้นลงทั้ง ๆ ที่ยังยืนอยู่เล่า

ภิกษุรูปนั้นตอบว่า ก็เพราะผมถูกชาวบ้านพูดสัพยอก  เหตุขนเจียม

เหล่านี้ขอรับ

ภิกษุทั้งหลายถามว่า  อาวุโส   ก็ท่านนำขนเจียมเหล่านี้มาจากที่ไกล

เท่าไรเล่า

ภิกษุรูปนั้นตอบว่า  เกินกว่า ๓ โยชน์  ขอรับ

บรรดาภิกษุผู้มักน้อย     สันโดษ    มีความละอาย     มีความรังเกียจ

ผู้ใคร่ต่อสิกขา  ต่างก็เพ่งโทษ   ติเตียน  โพนทะนาว่า  ไฉนภิกษุจึงได้นำ

ขนเจียมมาไกลเกิน  ๓โยชน์  แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 918

ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์  ในเพราะ

เหตุเป็นเค้ามูลนั้น   ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น   แล้วทรงสอบถามภิกษุรูปนั้น

ว่า  ดูก่อนภิกษุ  ข่าวว่า  เธอนำขนเจียมมาไกลเกิน  ๓ โยชน์ จริงหรือ

ภิกษุรูปนั้นทูลว่า  จริง  พระพุทธเจ้าข้า

ทรงติเตียน

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า  ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำ

ของเธอนั่น  ไม่เหมาะ  ไม่สม   ไม่ควร   ไม่ใช่กิจสมณะ   ใช้ไม่ได้

ไม่ควรทำ     ไฉนเธอจึงได้นำขนเจียมมาไกลเกิน  ๓โยชน์   การกระทำ

ของเธอนั่น   ไม่เป็นเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส  หรือ

เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขอองชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว  โดยที่แท้   การกระทำ

ของเธอนั่น      เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส

และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว

ทรงบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนภิกษุรูปนั้น    โดยอเนกปริยาย   ดังนี้

แล้ว      ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก      ความเป็นคนบำรุงยาก

ความเป็นคนมักมาก       ความเป็นคนไม่สันโดษ       ความคลุกคลี

ความเกียจคร้าน    ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย    ความเป็นคน

บำรุงง่าย   ความมักน้อย   ความสันโดษ   ความขัดเกลา  ความกำจัด


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 919

อาการที่น่าเลื่อมใส     การไม่สะสม  การปรารภความเพียร   โดยอเนก

ปริยาย  ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น  ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น

แก่ภิกษุทั้งหลายแล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เพราะเหตุนั้นแล  เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่

ภิกษุทั้งหลาย    อาศัยอำนาจประโยชน์  ๑๐  ประการ   คือ   เพื่อความ

รับว่าดีแห่งสงฆ์  ๑   เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์  ๑   เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อ-

ยาก ๑   เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก  ๑    เพื่อป้องกันอาสวะ

อันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑       เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต  ๑

เพื่อความเลื่อมใสของชุนชนที่ยังไม่เลื่อมใส  ๑    เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง

ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว  ๑        เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม  ๑

เพื่อถือตามพระวินัย  ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย       ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง

อย่างนี้  ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ

๓๕.  ๖.  อนึ่ง  ขนเจียมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้เดินทางไกล  ภิกษุต้อง

การพึงรับได้  ครั้นรับแล้ว   เมื่อคนถือไม่มี   พึงถือไปด้วยมือของตนเอง

ตลอดระยะทาง  ๓ โยชน์เป็นอย่างมาก  ถ้าเธอถือเอาไปยิ่งกว่านั้น  แม้

คนถือไม่มี   เป็นนิสสัคคีย์ปาจิตตีย์.

เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง  จบ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 920

สิกขาบทวิภังค์

[๙๘]  บทว่า  แก่ภิกษุผู้เดินทางไกล  ได้แก่  ภิกษุเดินทาง.

บทว่า  ขนเจียมเกิดขึ้น    คือ    เกิดขึ้นแต่สงฆ์ก็ตาม     แต่คณะ

ก็ตาม   แต่ญาติก็ตาม   แต่มิตรก็ตาม   แต่ที่บังสุกุลก็ตาม     แต่ทรัพย์ของ

ตนก็ตาม.

บทว่า  ต้องการ  คือ  เมื่อปรารถนา  ก็พึงรับได้.

คำว่า  ครั้นรับแล้ว  พึงถือไปด้วยมือของตนเอง  ตลอดระยะทาง

๓โยชน์เป็นอย่างมาก    คือ   นำไปด้วยมือของตนเองได้    ชั่วระยะทาง

๓ โยชน์เป็นอย่างไกล.

บทว่า  เมื่อคนถือไม่มี   ความว่า   คนอื่น   คือสตรี   หรือบุรุษ

คฤหัสถ์  หรือบรรพชิต  สักคนหนึ่ง  เป็นผู้ช่วยถือไปไม่มี.

คำว่า  ถ้าเธอถือเอาไปยิ่งกว่านั้น  แม้คนถือไม่มี  อธิบายว่า  เธอ

ก้าวเกิน  ๓ โยชน์   เท้าแรกต้องอาบัติทุกกฏ   เท้าที่สอง   ขนเจียมเหล่านั้น

เป็นนิสสัคคีย์   เธอยืนอยู่ภายในระยะ ๓ โยชน์    โยนขนเจียมลงนอกระยะ

๓ โยชน์ก็เป็นนิสสัคคีย์     ซ่อนไว้ในยานพาหนะก็ตาม     ในห่อถุงก็ตาม

ของคนอื่น    ซึ่งเขาไม่รู้  ให้ล่วง ๓ โยชน์ไป   ก็เป็นนิสสัคคีย์  คือเป็นของ

จำต้องเสียสละแก่สงฆ์  คณะ  หรือบุคคล

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็แลภิกษุพึงเสียสละขนเจียมนั้นอย่างนี้:-

วิธีเสียสละ

เสียสละแก่สงฆ์

ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์   ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า   กราบเท้า

ภิกษุผู้แก่พรรษากว่า  นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ  กล่าวอย่างนี้ว่า


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 921

ท่านเจ้าข้า       ขนเจียมเหล่านี้ของข้าพเจ้าให้ล่วงเลย  ๓ โยชน์

เป็นของจำจะสละ  ข้าพเจ้าสละขนเจียมเหล่านี้ แก่สงฆ์

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ  ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนขนเจียมที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา  ว่าดังนี้:-

ท่านเจ้าข้า    ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า    ขนเจียมเหล่านี้ของภิกษุนี้

ชื่อนี้   เป็นของจำจะสละ  เธอสละแล้วแก่สงฆ์   ถ้าความพร้อมพรั่งของ

สงฆ์ถึงที่แล้ว  สงฆ์พึงให้ขนเจียมเหล่านี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้

เสียสละแก่คณะ

ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป       ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

กราบเท้าภิกษุผู้แก่กว่า   นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ   กล่าวอย่างนี้ว่า:-

ท่านเจ้าข้า     ขนเจียมเหล่านี้ของข้าพเจ้าให้ล่วง ๓ โยชน์   เป็น

ของจำจะสละ  ข้าพเจ้าสละขนเจียมเหล่านี้แก่ท่านทั้งหลาย

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด  ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนขนเจียมที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา  ว่าดังนี้:-

ท่านทั้งหลาย  ขอจงฟังข้าพเจ้า   ขนเจียมเหล่านี้ของภิกษุมีชื่อนี้

เป็นของจำจะสละ   เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย   ถ้าความพร้อมพรั่ง

ของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว   ท่านทั้งหลายพึงให้ขนเจียมเหล่านี้แก่ภิกษุ

มีชื่อนี้

เสียสละแก่บุคคล

ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง  ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า  นั่ง

กระโหย่งเท้าประณมมือ  กล่าวอย่างนี้ว่า:-


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 922

ท่าน    ขนเจียมเหล่านี้ของข้าพเจ้าให้ล่วงเลย  ๓ โยชน์    เป็น

ของจำจะสละ  ข้าพเจ้าสละขนเจียมเหล่านี้แก่ท่าน

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้รับเสียสละนั้นพึงรับอาบัติ  พึง

คืนขนเจียมที่เสียสละให้ด้วยคำว่า      ข้าพเจ้าให้ขนเจียมเหล่านี้   แก่ท่าน

ดังนี้.

บทภาชนีย์

ติกนิสสัคคิยปาจิตตีย์

[ ๙๙]    เกิน ๓ โยชน์     ภิกษุสำคัญว่าเกิน    เดินเลย ๓ โยชน์ไป

เป็นนิสสัคคีย์  ต้องอาบัติปาจิตตีย์

เกิน ๓  โยชน์    ภิกษุสงสัย   เดินเลย  ๓ โยชน์ไป   เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

เกิน  ๓ โยชน์   ภิกษุสำคัญว่าหย่อน   เดินเลย  ๓ โยชน์ไป    เป็น

นิสสัคคีย์  ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ทุกกฏ

หย่อน ๓ โยชน์    ภิกษุสำคัญว่าเกิน...ต้องอาบัติทุกกฏ

หย่อน ๓  โยชน์  ภิกษุสงสัย...ต้องอาบัติทุกกฏ

ไม่ต้องอาบัติ

หย่อน ๓ โยชน์  ภิกษุสำคัญว่าหย่อน...ไม่ต้องอาบัติ.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 923

อนาปัตติวาร

[๑๐๐]  ภิกษุถือไปเพียงระยะ ๓ โยชน์  ๑   ภิกษุถือไปหย่อนระยะ

๓ โยชน์ ๑  ภิกษุถือไปก็ดี   ถือกลับมาก็ดี  เพียงระยะ ๓ โยชน์ ๑  ภิกษุ

ถือไปเพียง ๓ โยชน์  แล้วพักแรมเสีย   รุ่งขึ้นต่อจากนั้นไปอีก  ๑   ขนเจียม

ถูกโจรชิงไปแล้ว   ภิกษุได้คืนมา  ถือไปอีก  ๑    ขนเจียมที่สละแล้ว   ภิกษุ

ได้คืนมา  ถือไปอีก  ๑  ภิกษุให้คนอื่นช่วยถือไป  ๑   ขนเจียมที่ทำเป็นสิ่ง

ของแล้วภิกษุถือไป  ๑    ภิกษุวิกลจริต  ๑    ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑    ไม่ต้อง

อาบัติแล.

โกสิยวรรค  สิกขาบทที่  ๖  จบ

โกสิยวรรคที่  ๒  สิกขาบทที่  ๖

พรรณนาเอฬกโลมสิกขาบท

เอฬกโลมสิกขาบทว่า  เตน  สมเยน    เป็นต้น    ข้าพเจ้าจะกล่าว

ต่อไป:-    ในเอฬกโลมสิกขาบทนั้น  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-

บทว่า   อุปฺผณฺเฑสุ     มีความว่า    พวกชาวบ้านกล่าวคำสัพยอก

เป็นต้นว่า  ท่านขอรับ (ขนเจียมนี้)  ท่านซื้อมาด้วยราคาเท่าไร่  ?

สองบทว่า   ิตโกว  อาสุมฺภิ   มีความว่า   พวกชาวบ้านขนมัดฟืน

แบกใหญ่มาจากป่าเหน็ดเหนื่อยแล้วโยนลงไป ทั้ง ๆ ที่ยืนอยู่ฉันใด  ภิกษุนี้

ได้โยน  (ขนเจียม) ให้ตกลงไปฉันนั้น.

บทว่า  สหคฺถา  แปลว่า  ด้วยมือตนเอง.   มีคำอธิบายว่า   นำไป

ด้วยตนเอง.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 924

สองบทว่า พหิติโยชน  ปาเตติ   มีความว่า   โยนออกไปภายนอก

๓ โยชน์.   เมื่อขนเจียมจะตกไปโดยไม่มีอันตราย    พอพ้นจากมือ    เป็น

นิสสัคคีย์ยปาจิตตีย์มากตัวตามจำนวนเส้นขน.         ถ้าขนเจียมที่โยนไปนั้น

กระทบที่ต้นไม้ หรือเสาในภายนอก ๓ โยชน์แล้วตกลงภายใน (๓ โยชน์)

อีก  ยังไม่ต้องอาบัติ.   ถ้าห่อขนเจียม   ตกลงฟื้นหยุดแล้วกลิ้งไป   กลับ

เข้ามาภายใน ( ๓ โยชน์) อีก   เป็นอาบัติแท้.

ภิกษุยืนข้างในเอามือ  หรือเท้า    หรือไม้เท้ากลิ้งไป,   ห่อขนเจียม

จะหยุด  หรือไม่หยุดก็ตาม    กลิ้งออกไป,   เป็นอาบัติเหมือนกัน.   ภิกษุ

วางไว้ด้วยตั้งใจว่า     คนอื่นจักนำไป,    แม้เมื่อคนนั้นนำขนเจียมไปเป็น

อาบัติเหมือนกัน.   ขนเจียมที่ภิกษุวางไว้ด้วยจิตบริสุทธิ์ลมพัดไปหรือคนอื่น

ให้ตกไป  ในภายนอกโดยธรรมดาของตน  เป็นอาบัติเหมือนกัน   เพราะ

ภิกษุมีอุตสาหะ   และเพราะสิกขาบทเป็นอจิตตกะ.    แต่ในกุรุนทีเป็นต้น

ท่านกล่าวอนาบัติไว้  ในเพราะขนเจียมที่ถูกลมพัดไป   หรือบุคคลอื่นให้

ตกไปภายนอกนี้,    อนาบัติที่ท่านกล่าวไว้นั้น     ไม่สมด้วยบาลีแห่งอนา-

ปัตติวาร.

ภิกษุกระทำห่อทั้งสองข้างให้เนื่องเป็นอันเดียวกัน      เมื่อวางไว้ให้

ห่อหนึ่งอยู่ภายในเขตแดน    อีกห่อหนึ่งให้อยู่ในภายนอกเขตแดน,     ยัง

รักษาอยู่ก่อน.     แม้ในหาบที่เนื่องเป็นอัน เดียวกัน     ก็มีนัยเหมือนกันนี้.

แต่ถ้าว่าขนเจียมเป็นเพียงแต่ภิกษุวางไว้ที่ปลายหาบมิได้ผูกเลย,     ย่อมคุ้ม

อาบัติไม่ได้.    เมื่อภิกษุสับเปลี่ยนแม้ขนเจียมที่เนื่องเป็นอันเดียวกันไปวาง

ไว้แทน  ก็เป็นอาบัติเหมือนกัน.

ในคำว่า   อญฺสฺส  ยาเน  วา   นี้   มีวินิจฉัยดังนี้:-  ภิกษุวางไว้บน


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 925

ยาน   หรือบนหลังช้างเป็นต้น   ซึ่งกำลังไป   ด้วยตั้งใจว่า   เมื่อเจ้าของเขา

ไม่รู้เลย  มันจักนำไปเองเมื่อยานนั้น  ล่วงเลย  ๓ โยชน์  ไปเป็นอาบัติ

ทันที.  แม้ในยานที่จอดอยู่   ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน.    ก็ถ้าว่า   ภิกษุวาง

ขนเจียมไว้บนยาน  หรือบนหลังช้างเป็นต้นที่ไม่ไป  แล้วขึ้นขับขี่ไป  หรือ

ไปเตือนภายใต้ (ให้ไป) หรือเรียกให้ (จอดอยู่) ติดตามไปไม่เป็นอาบัติ

เพราะพระบาลีว่า    ภิกษุให้คนอื่นช่วยนำไป.    แต่ในกุรุนทีเป็นต้นท่าน

กล่าวว่า  เป็นอาบัติ.  คำนั้นไม่สมด้วยคำนี้ว่า   ภิกษุให้คนอื่นช่วยนำไป.

ก็ในอทินนาทานเป็นอาบัติในเพราะสุงกฆาฏ (ตระบัดภาษี).       แท้จริง

อาบัติใด    ในอทินนาทานนั้น,   อาบัตินั้น      เป็นอนาบัติในสิกขาบทนี้,

อาบัติใดในสิกขาบทนี้อาบัตินั้น  เป็นอนาบัติในอทินนาทานนั้น.

ภิกษุไปถึงสถานที่นั้นส่งใจไปอื่น   หรือถูกพวกโจรเป็นต้นรบกวน

เลยไปเสียก็ดีเป็นอาบัติเหมือนกัน .  พึงทราบจำนวนอาบัติ ตามจำนวน

เส้นขนในฐานะทั้งปวง.

หลายบทว่า  ติโยชน  วาสาธิปฺปาโย   คนฺตฺวา   ตโต   ปร  หรติ   มี

ความว่า   ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้นำไป   แม้ตั้งร้อยโยชน์อย่างนี้   คือเพราะ

ไม่ได้อุเทศและปริปุจฉาเป็นต้น     ในที่ที่คนไปแล้ว   ภิกษุจึงไปในที่อื่นต่อ

จากที่นั้นไปในที่อื่นแม้จากที่นั้น.

สองบทว่า  อจฺฉินฺน   ปฏิลภิตฺวา   มีความว่า  พวกโจรชิงเอาขนเจียม

นั้นไป   รู้ว่าไม่มีประโยชน์แล้วคืนให้,   ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้นำขนเจียม

นั้นไป.

สองบทว่า นิสฺสฏฺ   ปฏิลภิตฺวา  มีความว่า   ได้ขนเจียมที่ทำวินัย-

กรรมแล้วคืนมา.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 926

บทว่า กตภณฺฑ    มีความว่า    ขนเจียมที่เขาทำเป็นสิ่งของ   มีผ้า

กัมพล   พรม  และสันถัตเป็นต้น     อย่างใดอย่างหนึ่งโดยที่สุดแม้เพียงมัด

ด้วยเส้นด้าย.   อนึ่ง  ภิกษุใด  สอดขนเจียมลงในระหว่างถลกบาตรบาง ๆ

ก็ดี  ในหลืบผ้ารัดเข่า  ผ้าอังสะ  และประคดเอวเป็นต้นก็ดี  ในฝักมีด  เพื่อ

ป้องกันสนิมกรรไกรเป็นต้นก็ดี   โดยที่สุดอาพาธเป็นลม   ยอนขนเจียมไว้

แม้ในช่องหูแล้วเดินไปเป็นอาบัติแก่ภิกษุนั้นเหมือนกัน,   แต่ขนเจียมที่มัด

ด้วยด้ายใส่ไว้  (ในระหว่างรองเท้าและถลกบาตรเป็นต้น)   ย่อมตั้งอยู่ใน

ฐานะแห่งขนเจียมที่ทำเป็นสิ่งของ.    ภิกษุทำให้เป็นช้องผมแล้วนำไปนี้

ชื่อว่าทางเลี่ยงเก็บ,   เป็นอาบัติเหมือนกัน.   คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้น.

บรรดาสมุฏฐานเป็นต้น    เอฬกโลมสิกขาบทนี้     ชื่อว่าเอฬกโลม-

สมุฏฐาน (มีขนเจียมเป็นสมุฏฐาน)  ย่อมเกิดขึ้น   ทางกาย  ๑  ทางกายกับ

จิต ๑  เป็นกิริยา  โนสัญญาวิโมกข์   อจิตตกะ  ปัณณัตติวัชชะ  กายกรรม

มีจิต ๓ มีเวทนา ๓  ดังนี้แล.

เอฬกโลมสิกขาบทที่  ๖  จบ

โกสิยวรรค  สิกขาบทที่  ๗

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

[๑๐๑]   โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่   ณ นิโคร-

ธาราม  เขตพระนครกบิลพัสดุ์  แถบสักกชนบท ครั้งนั้น  พระฉัพพัคคีย์

ใช้ภิกษุณีซักบ้าง   ย้อมบ้าง   สางบ้าง   ซึ่งขนเจียม   ภิกษุณีทั้งหลายมัว


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 927

สาละวนซัก  ย้อม  สาง  ขนเจียมอยู่  จึงละเลยอุเทศ  ปริปุจฉา   อธิศีล

อธิจิต  อธิปัญญา

ครั้งนั้นแล    พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี    เสด็จเข้าเฝ้าพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า  ณ  พุทธสำนัก     ครั้นถวายบังคมแล้ว    ได้ประทับยืน ณ ที่ควร

ส่วนข้างหนึ่ง

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามพระมหาปชาบดีโคตมีเถรีผู้ประทับอยู่

ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแลว่า   ดุก่อนพระโคตมี    พวกภิกษุณียังเป็นผู้ไม่

ประมาท  มีความเพียร  มีตนส่งไปแล้วอยู่หรือ

พระนางกราบทูลว่า    พระพุทธเจ้าข้า    ความไม่ประมาทของพวก

ภิกษุณีจักมีแต่ไหน     เพราะพระผู้เป็นเจ้าเหล่าฉัพพัคคีย์ใช้ภิกษุณีซักบ้าง

ย้อมบ้าง  สางบ้าง  ซึ่งขนเจียม  ภิกษุณีทั้งหลายมัวสาละวนซัก  ย้อม  สาง

ขนเจียมอยู่   จึงละเลยอุเทศ  ปริปุจฉา  อธิศีล  อธิจิต   อธิปัญญา

ครั้นนั้น    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงให้พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี

สมาทาน    อาจหาญ    ร่าเริง    ด้วยธรรมีกถาแล้ว     พระนางถวายบังคม

พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทำประทักษิณ  หลีกไปแล้ว

ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

ลำดับนั้นแล    พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์    ใน

เพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น     ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น     แล้วทรงสอบถาม

พระฉัพพัคคีย์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ข่าวว่า  พวกเธอใช้ภิกษุณีซักบ้าง

ย้อมบ้าง   สางบ้าง  ซึ่งขนเจียมจริงหรือ

พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า  จริง  พระพุทธเจ้าข้า


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 928

พ.   เขาเป็นญาติของพวกเธอ  หรือมิใช่ญาติ

ฉ.  มิใช่ญาติ  พระพุทธเจ้าข้า

ทรงติเตียน

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนว่า   ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย    การ

กระทำของพวกเธอนั่น   ไม่เหมาะ    ไม่สม    ไม่ควร   ไม่ใช่กิจของ

สมณะ  ใช้ไม่ได้     ไม่ควรทำ   ภิกษุผู้มิใช่ญาติ   ย่อมไม่รู้การกระทำที่

สมควรหรือไม่สมควร    อาการที่น่าเลื่อมใสหรือไม่น่าเลื่อมใส    ของ

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   เมื่อเป็นเช่นนั้น   พวกเธอยังใช้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ

ให้ซักบ้าง  ย้อมบ้าง   สางบ้าง   ซึ่งขนเจียมได้  การกระทำของพวก

เธอนั้น   ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส   หรือ

เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว   โดยที่แท้  การกระทำ

ของพวกเธอนั่น  เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส

และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว

ทรงบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายดังนี้

แล้ว       ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก     ความเป็นคนบำรุงยาก

ความเป็นคนมักมาก   ความเป็นคนไม่สันโดษ   ความคลุกคลี   ความ

เกียจคร้าน     ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย    ความเป็นคนบำรุง

ง่าย   ความมักน้อย   ความสันโดษ  ความขัดเกลา  ความกำจัด  อาการ

ที่น่าเลื่อมใส    การไม่สะสม  การปรารภความเพียร  โดยอเนกปริยาย


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 929

ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น     ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น    แก่

ภิกษุทั้งหลาย   แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เพราะเหตุนั้นแล   เราจักบัญญัติสิกขาบท

แก่ภิกษุทั้งหลาย   อาศัยอำนาจประโยชน์  ๑๐  ประการ  คือ  เพื่อความ

รับว่าดีแห่งสงฆ์  ๑   เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์  ๑   เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อ-

ยาก  ๑   เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑    เพื่อป้องกันอาสวะ

อันจะบังเกิดในปัจจุบัน  ๑     เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต  ๑

เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส  ๑      เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง

ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว   ๑         เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม  ๑

เพื่อถือตามพระวินัย  ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง

อย่างนี้  ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ

๓๖.   ๗.  อนึ่ง   ภิกษุใด   ยังภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ให้ซักก็ดี  ให้

ย้อมก็ดี   ให้สางก็ดี   ซึ่งขนเจียม   เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

เรื่องพระฉัพพัคคีย์  จบ

สิกขาบทวิภังค์

[๑๐๒]    บทว่า  อนึ่ง...ใด  ความว่า   ผู้ใด  คือ  ผู้เช่นใด  มีการ

งานอย่างใด  มีชาติอย่างใด   มีชื่ออย่างใด  มีโคตรอย่างใด  มีปกติอย่างใด

มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด  มีอารมณ์อย่างใด   เป็นเถระก็ตาม   เป็นนวกะ

ก็ตาม  เป็นมัชฌิมะก็ตาม   นี้พระผู้มีพระภาคเจ้า   ตรัสว่า อนึ่ง...ใด.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 930

บทว่า  ภิกษุ  ความว่า  ที่ชื่อว่า  ภิกษุ  เพราะอรรถว่า   เป็นผู้ขอ

ชื่อว่า ภิกษุ  เพราะอรรถว่า ประพฤติภิกขาจริยวัตร ชื่อว่า  ภิกษุ  เพราะ

อรรถว่า  ทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว  ชื่อว่า ภิกษุ  โดยสมญา ชื่อว่า ภิกษุ

โดยปฏิญญา  ชื่อว่า  ภิกษุ   เพราะอรรถว่า  เป็นเอหิภิกษุ  ชื่อว่า  ภิกษุ

เพราะอรรถว่า  เป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะ-

อรรถว่า  เป็นผู้เจริญ   ชื่อว่า   ภิกษุ  เพราะอรรถว่า  มีสารธรรม  ชื่อว่า

ภิกษุ  เพราะอรรถว่า  เป็นพระเสขะ   ชื่อว่า ภิกษุ   เพราะอรรถว่า  เป็น

พระอเสขะ  ชื่อว่า  ภิกษุ  เพราะอรรถว่า   เป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียงกัน

อุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม   อันไม่กำเริบ   ควรแก่ฐานะ   บรรดา

ภิกษุเหล่านั้น    ภิกษุที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตตถ-

กรรม  อันไม่กำเริบ  ควรแก่ฐานะ   นี้   ชื่อว่า  ภิกษุ   ที่ทรงประสงค์ใน

อรรถนี้

ที่ชื่อว่า  ผู้มิใช่ญาติ   คือ    ไม่ใช่คนเนื่องถึงกัน     ทางมารดาก็ดี

ทางบิดาก็ดี   ตลอด ๗  ชั่วอายุของบุรพชนก

ที่ชื่อว่า ภิกษุณี   ได้แก่ สตรีผู้อุปสมบทแล้วในสงฆ์  ๒  ฝ่าย

ภิกษุสั่งว่า   จงซัก     ต้องอาบัติทุกกฏ    ขนเจียมที่ซักแล้ว    เป็น

นิสสัคคีย์

ภิกษุสั่งว่า  จงย้อม    ต้องอาบัติทุกกฏ    ขนเจียมที่ย้อมแล้ว    เป็น

นิสสัคคีย์

ภิกษุสั่งว่า  จงสาง   ต้องอาบัติทุกกฏ    ขนเจียมที่สางแล้ว     เป็น

นิสสัคคีย์  คือ  เป็นของจำต้องเสียสละะแก่สงฆ์  คณะ  หรือบุศคล

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็แลภิกษุพึงเสียสละขนเจียมนั้นอย่างนี้:-


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 931

วิธีเสียสละ

เสียสละแก่สงฆ์

ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์   ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า   กราบเท้า

ภิกษุผู้แก่พรรษากว่า  นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ  กล่าวอย่างนี้ว่า

ท่านเจ้าข้า   ขนเจียมเหล่านี้ของข้าพเจ้า   ใช้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ

ซักแล้ว    เป็นของจำจะสละ  ข้าพเจ้าสละขนเจียมเหล่านี้แก่สงฆ์

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด   ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนขนเจียมที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา  ว่าดังนี้:-

ท่านเจ้าข้า    ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า    ขนเจียมเหล่านี้ของภิกษุมี

ชื่อนี้     เป็นของจำจะสละ   เธอสละแล้วแก่สงฆ์   ถ้าความพร้อมพรั่ง

ของสงฆ์ถึงที่แล้ว   สงฆ์พึงให้ขนเจียมเหล่านี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.

เสียสละแก่คณะ

ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป  ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า  กราบ-

เท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า   นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ   กล่าวอย่างนี้ว่า:-

ท่านเจ้าข้า  ขนเจียมเหล่านี้ของข้าพเจ้า    ใช้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ

ซักแล้ว       เป็นของจำจะสละ     ข้าพเจ้าสละขนเจียมเหล่านี้แก่ท่าน

ทั้งหลาย

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด   ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

พึงคืนขนเจียมที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา  ว่าดังนี้:-

ท่านทั้งหลาย   ขอจงฟังข้าพเจ้า  ขนเจียมเหล่านี้ของภิกษุมีชื่อนี้

เป็นของจำจะสละ  เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย   ถ้าความพร้อมพรั่ง


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 932

ของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว  ท่านทั้งหลายพึงให้ขนเจียมเหล่านี้แก่ภิกษุ

มีชื่อนี้.

เสียสละแก่บุคคล

ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง  ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่ง

กระโหย่งเท้าประณมมือ  กล่าวอย่างนี้ว่า:-

ท่าน  ขนเจียมเหล่านี้ของข้าพเจ้า  ใช้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติซักแล้ว

เป็นของจำจะสละ  ข้าพเจ้าสละขนเจียมเหล่านี้แก่ท่าน

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ    ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น    พึงรับอาบัติ

พึงคืนขนเจียมที่เสียสละให้ด้วยคำว่า   ข้าพเจ้าให้ขนเจียมเหล่านี้แก่ท่าน

ดังนี้.

บทภาชนีย์

สำคัญว่ามิใช่ญาติ  จตุกกะ  ๑

[๑๐๓]   ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ    ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ   ให้ซัก   ซึ่งขน

เจียมเป็นนิสสัคคีย์   ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ    ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ   ให้ซัก   ให้ย้อม   ซึ่ง

ขนเจียม  ต้องอาบัติทุกกฏ  กับนิสสัคคีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ    ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ   ให้ซัก     ให้สาง    ซึ่ง

ขนเจียม  ต้องอาบัติทุกกฏ  กับนิสสัคคีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ  ให้ซัก  ให้ย้อม ให้สาง

ซึ่งขนเจียม   ต้องอาบัติทุกกฏ  ๒  ตัว  กับนิสสัคคีย์


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 933

สำคัญว่ามิใช่ญาติ  จตุกกะ  ๒

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ    ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ   ให้ย้อม    ซึ่งขนเจียม

เป็นนิสสัคคีย์  ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ   ให้ย้อม   ให้สาง    ซึ่ง

ขนเจียม    ต้องอาบัติทุกกฏ  กันนิสสัคคีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ   ให้ย้อม   ให้ซัก    ซึ่ง

ขนเจียม  ต้องอาบัติทุกกฏ   กับนิสสัคคีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ   ให้ย้อม   ให้สาง   ให้

ซัก  ซึ่งขนเจียม  ต้องอาบัติทุกกฏ  ๒  ตัว  กับนิสสัคคีย์

สำคัญว่ามิใช่ญาติ  จตุกกะ  ๓

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ    ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ  ให้สาง  ซึ่งขนเจียม

เป็นนิสสัคคีย์  ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ   ให้สาง   ให้ซัก   ซึ่ง

ขนเจียม  ต้องอาบัติทุกกฏ  กับนิสสัคคีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ   ให้สาง   ให้ย้อม   ซึ่ง

ขนเจียม   ต้องอาบัติทุกกฏ   กับนิสสัคคีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ  ให้สาง  ให้ซัก  ให้ย้อม

ซึ่งขนเจียม   ต้องอาบัติทุกกฏ  ๒  ตัว  กับนิสสัคคีย์

สงสัย   จตุกกะ

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสงสัย  ให้ซัก  ซึ่งขนเจียม   เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 934

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสงสัย  ให้ซัก  ให้ย้อม  ซึ่งขนเจียม  ต้อง

อาบัติทุกกฏ   กับนิสสัคคีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสงสัย  ให้ชัก  ให้สาง  ซึ่งขนเจียม   ต้อง

อาบัติทุกกฏ  กับนิสสัคคีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสงสัย  ให้ซัก  ให้ย้อม  ให้สาง  ซึ่งขนเจียม

ต้องอาบัติทุกกฏ  ๒  ตัว     กับนิสสัคคีย์

สงสัย  จตุกกะ ๒

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสงสัย   ให้ย้อม  ซึ่งขนเจียม  เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ    ภิกษุสงสัย  ให้ย้อม  ให้สาง  ซึ่งขนเจียม     ต้อง

อาบัติทุกกฏ   กับนิสสัคคีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสงสัย  ให้ย้อม  ให้ซัก  ซึ่งขนเจียม    ต้อง

อาบัติทุกกฏ  กับนิสสัคคีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสงสัย  ให้ย้อม  ให้สาง ให้ซัก  ซึ่งขนเจียม

ต้องอาบัติทุกกฏ  ๒  ตัว   กับนิสสัคคีย์

สงสัย  จตุกกะ ๓

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสงสัย  ให้สาง  ซึ่งขนเจียม   เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสงสัย  ให้สาง  ให้ซัก  ซึ่งขนเจียม    ต้อง

อาบัติทุกกฏ  กับนิสสัคคีย์


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 935

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสงสัย   ให้สาง  ให้ย้อม  ซึ่งขนเจียม  ต้อง

อาบัติทุกกฏ  กับนิสสัคคีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสงสัย    ให้สาง  ให้ซัก  ให้ย้อม   ซึ่งขนเจียม

ต้องอาบัติทุกกฏ  ๒ ตัว  กับนิสสัคคีย์

สำคัญว่าเป็นญาติ  จตุกกะ  ๑

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ    ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ    ให้ซัก    ซึ่งขนเจียม

เป็นนิสสัคคีย์   ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ    ให้ซัก    ให้ย้อม   ซึ่ง

ขนเจียม  ต้องอาบัติทุกกฏ  กับนิสสัคคีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ   ให้ซัก   ให้สาง    ซึ่ง

ขนเจียม   ต้องอาบัติทุกกฏ  กับนิสสัคคีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ   ให้ซัก  ให้ย้อม  ไห้สาง

ซึ่งขนเจียม  ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว   กับนิสสัคคีย์

สำคัญว่าเป็นญาติ  จตุกกะ  ๒

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ    ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ    ให้ย้อม    ซึ่งขนเจียม

เป็นนิสสัคคีย์    ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ    ให้ย้อม   ให้สาง   ซึ่ง

ขนเจียม   ต้องอาบัติทุกกฏ    กับนิสสัคคีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ  ให้ย้อม  ให้ซัก   ซึ่งขน

เจียม  ต้องอาบัติทุกกฏ  กับนิสสัคคีย์


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 936

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ  ให้ย้อม  ให้สาง ให้ซัก

ซึ่งขนเจียม   ต้องอาบัติทุกกฏ  ๒ ตัว   กับนิสสัคคีย์

สำคัญว่าเป็นญาติ  จตุกกะ  ๓

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ   ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ  ให้สาง  ซึ่งขนเจียม  เป็น

นิสสัคคีย์  ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ     ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ   ให้สาง   ให้ซัก   ซึ่ง

ขนเจียม  ต้องอาบัติทุกกฏ  กับนิสสัคคีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ    ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ    ให้สาง   ให้ย้อม   ซึ่ง

ขนเจียม  ต้องอาบัติทุกกฏ   กับนิสสัคคีย์

ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ  ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ  ให้สาง  ให้ซัก ให้ย้อม

ซึ่งขนเจียม  ต้องอาบัติทุกกฏ  ๒  ตัว  กับนิสสัคคีย์

ทุกกฏ

ภิกษุ   ใช้ภิกษุณี  ซักขนเจียมของภิกษุอื่น  ต้องอาบัติทุกกฏ

ภิกษุ   ใช้ภิกษุณีผู้อุปสมบทแต่สงฆ์ฝ่ายเดียวซัก  ต้องอาบัติทุกกฏ

ภิกษุณีผู้เป็นญาติ   ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ...ต้องอาบัติทุกกฏ

ภิกษุณีผู้เป็นญาติ  ภิกษุสงสัย...ต้องอาบัติทุกกฏ

 

ไม่ต้องอาบัติ

ภิกษุณีผู้เป็นญาติ   ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ...ไม่ต้องอาบัติ.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 937

อนาปัตติวาร

[๑๐๔]    ภิกษุณีผู้เป็นญาติซักให้เอง  ๑  ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติเป็นผู้ช่วย

เหลือ  ๑  ภิกษุไม่ได้บอกใช้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติซักให้เอง  ๑   ภิกษุใช้ให้ซัก

ขนเจียม   ที่ทำเป็นสิ่งของแล้วแต่ยังไม่ได้ใช้  ๑    ใช้สิกขมานาซัก ๑    ใช้

สามเณรีซัก  ๑  ภิกษุวิกลจริต  ๑  ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑  ไม่ต้องอาบัติแล.

โกสิยวรรค  สิกขาบทที่  ๗  จบ

โกสิยวรรคที่  ๒  สิกขาบทที่  ๗

พรรณาเอฬกโลมโธวาปนสิกขาบท

เอฬกโลมโธวาปนสิกขาบทว่า  เตน  สมเยน  เป็นต้น    ข้าพเจ้าจะ

กล่าวต่อไป:-

บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า  ริญฺจนฺติ   แปลว่า   ย่อมละทิ้ง    คือ

ย่อมสละเสีย.   มีคำอธิบายว่า  ย่อมไม่อาจเพื่อจะประกอบเนือง ๆ.

คำที่เหลือในเอฬกโลมโธวาปนสิกขาบทนี้        พร้อมทั้งสมุฏฐาน

เป็นต้น   มีนัยดังกล่าวแล้วในปุราณจีวรสิกขาบทนั่นแล.

เอฬกโลมโธวาปนสิกขายบทที่  ๗  จบ

โกสิยวรรค  สิกขาบทที่  ๘

เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร

[๑๐๕]  โดยสมัยนั้น   พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่  ณ พระ-

เวฬุวัน  อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต  เขตพระนครราชคฤห์


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 938

ครั้งนั้นท่านพระอุปนันทศากยบุตร  เป็นกุลุปกะของสกุลหนึ่ง  รับภัตตาหาร

อยู่เป็นประจำ  ของเคี้ยวของฉันอันใดที่เกิดขึ้นในสกุลนั้น  เขาย่อมแบ่งส่วน

ไว้ถวายท่านพระอุปนันทศากยบุตร     เย็นวันหนึ่งในสกุลนั้นมีเนื้อเกิดขึ้น

เขาจึงแบ่งส่วนเนื้อนั้นไว้ถวายท่านพระอุปนันทศากยบุตร     เด็กของสกุล

นั้นตื่นขึ้นในเวลาเช้ามืด  ร้องอ้อนวอนว่า  จงให้เนื้อแก่ข้าพเจ้า  บุรุษผู้สามี

จึงสั่งภรรยาว่า     จงให้ส่วนของพระแก่เด็ก     เราจักซื้อของอื่นถวายท่าน

ครั้นแล้วเวลาเช้าท่านอุปนันทศายบุตร   นุ่งอันตรวาสกแล้ว  ถือบาตรจีวร

เข้าไปสู่สกุลนั้น  แล้วนั่งบนอาสนะที่เขาจัดถวาย

ทันใด   บุรุษนั้นเข้าไปหาท่านพระอุปนันทศากยบุตร    กราบแล้ว

นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง   ได้กราบเรียนว่า  ท่านเจ้าข้า   เมื่อเย็นวานนี้มี

มีเนื้อเกิดขึ้น    ผมได้เก็บไว้ถวายพระคุณเจ้าส่วนหนึ่ง     จากนั้นเด็กคนนี้

ตื่นขึ้นแต่เช้ามืดร้องอ้อนวอนว่า    จงให้เนื้อแก่ข้าพเจ้า    ผมจึงได้ให้เนื้อ

ส่วนของพระคุณเจ้าแก่เด็ก       พระคุณเจ้าจะให้ผมจัดหาอะไรมาถวายด้วย

ทรัพย์กหาปณะหนึ่ง  ขอรับ

ท่านพระอุปนันทศากยบุตรถามว่า   เธอบริจาคทรัพย์กหาปณะหนึ่ง

แก่เราแล้วหรือ

บุ.   ขอรับ   ผมบริจาคแล้ว

อุ.   เธอจงให้กหาปณะนั้นแหละแก่เรา

บุรุษนั้นได้ถวายกหาปณะแก่ท่านพระอุปนันทศากยบุตร  ในทันใด

นั้นเองแล้วเพ่งโทษ    ติเตียน    โพนทะนาว่า    พระสมณะเชื้อสายพระ-

ศากบุตรเหล่านี้   รับรูปิยะเหมือนพวกเรา


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 939

ภิกษุทั้งหลายได้ยินบุรุษนั้นเพ่งโทษ  ติเตียน  โพนทะนาอยู่ บรรดา

ภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย  สันโดษ  มีความละอาย   มีความรังเกียจ   ผู้ใคร่ต่อ

สิกขา  ต่างก็เพ่งโทษ   ติเตียน    โพนทะนาว่า   ไฉนท่านพระอุปนันท-

ศากยบุตรจึงได้รับรูปิยะเล่า  แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์  ในเพราะ

เหตุเป็นเค้ามูลนั้น      ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น      แล้วทรงสอบถามท่าน

พระอุปนันทศากยบุตรว่า  ดูก่อนอุปนันทะ   ข่าวว่าเธอรับรูปิยะจริงหรือ

ท่านพระอุปนันทศากยบุตรทูลรับว่า  จริง  พระพุทธเจ้าข้า

ทรงติเตียน

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนว่า    ดูก่อนโมฆบุรุษ      การกระทำ

ของเธอนั่น  ไม่เหมาะ  ไม่สม ไม่ควร   ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้

ไม่ควรทำ  ไฉนเธอจึงได้รับรูปิยะเล่า  การกระทำของเธอนั่น  ไมเป็น

ไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส  หรือเพื่อความเลื่อมใส

ยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว  โดยที่แท้  การกระทำของเธอนั่น    เป็นไป

เพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส      และเพื่อความเป็น

อย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว

ทรงบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ทรงติเตียนท่านพระอุปนันทศากยบุตร   โดย

อเนกปริยายดังนี้แล้ว    ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก   ความเป็น

คนบำรุงยาก  ความเป็นคนมักมาก    ความเป็นคนไม่สันโดษ    ความ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 940

คลุกคลี   ความเกียจคร้าน    ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย   ความ

เป็นคนบำรุงง่าย  ความมักน้อย  ความสันโดษ  ความขัดเกลา   ความ

กำจัด  อาการที่น่าเลื่อมใส    การไม่สะสม   การปรารภความเพียร  โดย

อเนกปริยาย       ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น     ที่เหมาะสม

แก่เรื่องนั้น    แก่ภิกษุทั้งหลาย    แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เพราะเหตุนั้นแล    เราจักบัญญัติสิกขาบท

แก่ภิกษุทั้งหลาย   อาศัยอำนาจประโยชน์  ๑๐ ประการ  คือ  เพื่อความ

รับว่าดีแห่งสงฆ์   ๑   เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑   เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อ-

ยาก  ๑    เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก  ๑    เพื่อป้องกันอาสวะ

อันจะบังเกิดในปัจจุบัน  ๑    เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต  ๑

เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส  ๑     เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง

ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑        เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม  ๑

เพื่อถือตามพระวินัย  ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย       ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง

อย่างนี้ ว่าดังนี้ :-

พระบัญญัติ

๓๗.  ๘.  อนึ่ง  ภิกษุใด  รับก็ดี  ให้รับก็ดี  ซึ่งทอง  เงิน  หรือ

ยินดีทอง   เงิน   อันเขาเก็บไว้ให้   เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร  จบ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 941

สิกขาบทวิภังค์

[๑๐๖]    บทวา  อนึ่ง...ใด  ความวา  ผู้ใด  คือ   ผู้เช่นใด   มีการ

งานอย่างใด   มีชาติอย่างใด  มีชื่ออย่างใด  มีโคตรอย่างใด  มีปกติอย่างใด

มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด  มีอารมณ์อย่างใด  เป็นเถระก็ตาม  เป็นนวกะก็ตาม

เป็นมัชฌิมะก็ตาม  นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  อนึ่ง...ใด.

บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้ขอ ชื่อว่า

ภิกษุ  เพราะอรรถว่า  พระพฤติภิกขาจริยวัตร ชื่อว่า  ภิกษุ เพราะอรรถว่า

ทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว  ชื่อว่า ภิกษุ  โดยสมญา   ชื่อว่า   ภิกษุ   โดย

ปฏิญญา  ชื่อว่า ภิกษุ  เพราะอรรถว่าเป็นเอหิภิกษุ  ชื่อว่า ภิกษุ  เพราะ

อรรถว่า  เป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์    ชื่อว่า   ภิกษุ   เพราะ

อรรถว่า  เป็นผู้เจริญ   ชื่อว่า  ภิกษุ  เพราะอรรถว่า  มีสารธรรม ชื่อว่า

ภิกษุ  เพราะอรรถว่า  เป็นพระเสขะ  ชื่อว่า  ภิกษุ  เพราะอรรถว่า  เป็น

พระอเสขะ   ชื่อว่า  ภิกษุ   เพราะอรรถว่า  เป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียงกัน

อุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม  อันไม่กำเริบควรแก่ฐานะ  บรรดาภิกษุ

เหล่านั้น         ภิกษุที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม

อันไม่กำเริบ  ควรแก่ฐานะ  นี้ชื่อว่า  ภิกษุ  ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้

ที่ชื่อว่า  ทอง   ตรัสหมายทองคำ

ที่ชื่อว่า  เงิน  ได้แก่   กหาปณะ  มาสกที่ทำด้วยโลหะ  มาสกที่ทำ

ด้วยไม้    มาสกที่ทำด้วยครั้ง    ซึ่งใช้เป็นมาตราสำหรับแลกเปลี่ยนซื้อขาย

กันได้.

บทว่า  รับ   คือ  รับเอง  เป็นนิสสัคคีย์.

บทว่า  ให้รับ  คือ  ให้คนอื่นรับแทน  เป็นนิสสัคคีย์.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 942

บทว่า  หรือยินดีทองเงินอันเขาเก็บไว้ให้     ความว่า   หรือยินดี

ทองเงินที่เขาเก็บไว้ให้ด้วยบอกว่า     ของนี้จงเป็นของพระคุณเจ้า     ดังนี้

เป็นต้น  เป็นนิสสัคคีย์  ทอง   เงิน  ที่เป็นนิสสัคคีย์    ต้องเสียสละในท่าม

กลางสงฆ์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ก็แลภิกษุพึงเสียสละรูปิยะนั้น   อย่างนี้:-

วิธีเสียสละรูปิยะ

ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์  ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า   กราบ

เท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า   นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ   กล่าวอย่างนี้ว่า

ท่านเจ้าข้า   ข้าพเจ้ารับรูปิยะไว้แล้ว      ของนี้ของข้าพเจ้า   เป็น

ของจำจะสละ   ข้าพเจ้าสละรูปิยะนี้แก่สงฆ์

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ   ภิกษุผู้ฉลาด   ผู้สามารถ  พึงรับอาบัติ

ถ้าคนผู้ทำการวัด   หรืออุบาสก   เดินมาในสถานที่เสียสละนั้น    พึงบอก

เขาว่า   ท่านจงรู้ของสิ่งนี้   ถ้าเขาถามว่า    จะให้ผมนำของสิ่งนี้ไปหาอะไร

มา   อย่าบอกว่า    จงนำของสิ่งนี้หรือของสิ่งนี้มา    ควรบอกแต่ของที่เป็น

กัปปิยะ  เช่น  เนยใส น้ำมัน    น้ำผึ้ง  หรือน้ำอ้อย    ถ้าเขานำรูปิยะนั้น

ไปแลกของที่เป็นกัปปิยะมาถวาย   เว้นภิกษุผู้รับรูปิยะ  ภิกษุนอกนั้นฉันได้

ทุกรูป  ถ้าได้อย่างนี้    นั่นเป็นการดี   ถ้าไม่ได้พึงบอกเขาว่า  โปรดช่วย

ทิ้งของนี้     ถ้าเขาทิ้งให้   นั่นเป็นการดี    ถ้าเขาไม่ทิ้งให้   พึงสมมติภิกษุ

ผู้ประกอบด้วยองค์  ๕   ให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 943

องค์  ๕  ของภิกษุผู้ทิ้งรูปิยะ

องค์  ๕  นั้น  คือ  ๑.ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความชอบพอ ๒. ไม่

ถึงความลำเอียงเพราะเกลียดชัง  ๓. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะงมงาย    ๔. ไม่

ถึงความลำเอียงเพราะกลัว   และ   ๕.  รู้จักว่าทำอย่างไรเป็นอันทิ้งหรือไม่

เป็นอันทิ้ง

ก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็แลสงฆ์พึงสมมติภิกษุนั้น  อย่างนี้:-

วิธีสมมติภิกษุผู้ทิ้งรูปิยะ

พึงขอภิกษุให้รับตกลงก่อน     ครั้นแล้วภิกษุผู้ฉลาด      ผู้สามารถ

พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา  ว่าดังนี้:-

คำสมมติ

ท่านเจ้าข้า   ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า   ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์

ถึงที่แล้ว  สงฆ์พึงสมมติภิกษุมีชื่อนี้ให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ  นี่เป็นญัตติ

ท่านเจ้าข้า  ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า  สงฆ์สมมติภิกษุมีชื่อนี้ให้เป็น

ผู้ทิ้งรูปิยะ  การสมมติภิกษุมีชื่อนี้ให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ   ชอบแก่ท่านผู้ใด

ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง  ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด  ท่านผู้นั้นพึงพูด

ภิกษุมีชื่อนี้     สงฆ์สมมติให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะแล้ว    ชอบแก่สงฆ์

เหตุนั้นจงนิ่ง   ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้

ภิกษุผู้รับสมมติแล้วนั้น  พึงทิ้งอย่าหมายที่ตก   ถ้าทิ้งหมายที่ตก

ต้องอาบัติทุกกฏ.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 944

บทภาชนีย์

ติกนิสสัคคิยปาจิตตีย์

[๑๐๗]  รูปิยะ  ภิกษุสำคัญว่าเป็นรูปิยะ   รับรูปิยะ   เป็นนิสสัคคีย์

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

รูปิย ะ  ภิกษุสงสัย   รับรูปิยะ   เป็นนิสสัคคีย์    ต้องอาบัติปาจิตตีย์

รูปิยะ   ภิกษุสำคัญว่ามิใช่รูปิยะ   รับรูปิยะ    เป็นนิสสัคคีย์    ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์

ทุกกฏ

ไม่ใช่รูปิยะ   ภิกษุสำคัญว่าเป็นรูปิยะ   ต้องอาบัติทุกกฏ

ไม่ใช่รูปิยะ  ภิกษุสงสัย...ต้องอาบัติทุกกฏ

ไม่ต้องอาบัติ

ไม่ใช่รูปิยะ   ภิกษุสำคัญว่าไม่ใช่รูปิยะ... ไม่ต้องอาบัติ.

อนาปัตติวาร

[๑๐๘]  ทองเงินตกอยู่ภายในวัดก็ดี  ภายในที่อยู่ก็ดี   ภิกษุหยิบยก

เองก็ดี  ใช้ให้หยิบยกก็ดี   แล้วเก็บไว้ด้วยตั้งใจว่า   เป็นของผู้ใด   ผู้นั้น

จักนำไปดังนี้  ๑   ภิกษุวิกลจริต  ๑  ภิกษุอาทิกัมมิกะ  ๑  ไม่ต้องอาบัติแล.

โกสิยวรรค  สิกขาบทที่  ๘  จบ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 945

โกสิยวรรคที่  ๒   สิกขาบทที่  ๘

พรรณนารูปิยสิกขาบท

รูปิยสิกขาบทว่า   เตน  สมเยน  เป็นต้น    ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไป:-

ในรูปิยสิกขาบทนั้น  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-

บทว่า   ปฏิวึโส  แปลว่า  ส่วน.

ในบทว่า  ชาตรูปรชต   นี้   คำว่า    ชาตรูป  เป็นชื่อแห่งทองคำ.

ก็เพราะทองคำนั้นเป็นเช่นกับพระฉวีวรรณแห่งพระตถาคต;   เพราะฉะนั้น

ท่านจึงกล่าวไว้ในบทภาชนะว่า     ท่านเรียกพระฉวีวรรณของพระศาสดา.

เนื้อความแห่งบทภาชนะนั้นว่า     โลหะพิเศษมีสีเหมือนพระฉวีวรรณของ

ของพระศาสดา  นี้ชื่อว่า  ชาตรูป (ทองคำธรรมชาติ ). ส่วนเงินท่านเรียก

ว่า  รูปิยะ.  ในคำทั้งหลายว่า  สังข์   ศิลา  ประพาฬ เงิน  ทอง  เป็นต้น.

แต่ในสิกขาบทนี้   ท่านประสงค์เอากหาปณะเป็นต้นอย่างใดอย่างอย่างหนึ่ง

ที่ให้ถึงการซื้อขายได้. เพราะเหตุนั้นนั่นแล ในบทภาชนะแห่งบทว่า รชต

นั้น   ท่านจึงกล่าวคำว่า  กหาปณะ  โลหมาสก  ดังนี้   เป็นต้น.

[อธิบายวัตถุแห่งนิสสัคคีย์และทุกกฏ]

บรรดาบทว่า     กหาปณะ    เป็นต้นนั้น     กหาปณะที่เขาทำด้วย

ทองคำก็ดี  ทำด้วยเงินก็ดี  กหาปณะธรรมดาก็ดี  ชื่อว่า กหาปณะ.

มาสกที่ทำด้วยแร่ทองแดงเป็นต้น  ชื่อว่า  โลหมาสก.

มาสกที่ทำด้วยไม้แก่นก็ดี  ด้วยข้อไม้ไผ่ก็ดี  โดยที่สุดแม้มาสกที่เขา

ทำด้วยใบตาลสลักเป็นรูป  ก็ชื่อว่า  มาสกไม้.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 946

มาสกที่เขาทำด้วยครั่งก็ดี   ด้วยยางก็ดี    ดุนให้เกิดรูปขึ้น    ชื่อว่า

มาสกยาง.

ก็ด้วยบทว่า  เย   โวหาร  คจฺฉนฺติ  นี้     ท่านสงเคราะห์เอามาสก

ทั้งหมดที่ใช้เป็นมาตราซื้อขายในชนบท ในเวลาซื้อขายกัน     โดยที่สุดทำ

ด้วยกระดูกบ้าง  ทำด้วยหนังบ้าง ทำด้วยเมล็ดผลไม้บ้าง  ดุนให้เป็นรูปบ้าง

มิได้ดุนให้เป็นรูปบ้าง. วัตถุทั้ง  ๔  อย่าง คือ  เงิน ทอง  ทั้งหมดนี้อย่างนี้

(และ)  มาสกทอง  มาสกเงิน  มีประเภทดังกล่าวแล้วแม้ทั้งหมด  จัดเป็น

วัตถุแห่งนิสสัคคีย์, วัตถุนี้   คือ มุกดา มณี ไพฑูรย์ สังข์  ศิลา ประพาฬ

ทับทิม  บุพราคัม  ธัญชาติ ๗ ชนิด ทาสหญิง ทาสชาย นาไร่   สวนดอกไม้

สวนผลไม้เป็นต้น   จัดเป็นวัตถุแห่งทุกกฏ. วัตถุนี้   คือ  ด้าย ผาลไถ ผืนผ้า

ฝ้ายอปรัณชาติมีอเนกประการ  และเภสัช  มีเนยใส  เนยข้น  น้ำมัน   น้ำผึ้ง

น้ำอ้อยงบเป็นต้น  จัดเป็นกัปปิยวัตถุ.

บรรดานิสสัคคิยวัตถุและทุกกฏวัตถุนั้น     ภิกษุจะรับนิสสัคคิยวัตถุ

เพื่อประโยชน์ตนเอง    หรือเพื่อประโยชน์แก่สงฆ์    คณะบุคคลและเจดีย์

เป็นต้น    ย่อมไม่ควร,   เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์  แก่ภิกษุผู้รับเพื่อประโยชน์

แก่ตนเอง.      เป็นทุกกฏแก่ภิกษุผู้รับเพื่อประโยชน์แก่สิ่งที่เหลือ     เป็น

ทุกกฏอย่างเดียว  แก่ภิกษุผู้รับทุกกฏวัตถุ  เพื่อประโยชน์ทุกอย่าง, ไม่เป็น

อาบัติในกัปปิยวัตถุ.  เป็นปาจิตตีย์ด้วยอำนาจที่มาในรัตนสิกขาบทข้างหน้า

แก่ภิกษุผู้รับวัตถุมีเงินเป็นต้นแม้ทั้งหมด        ด้วยหน้าที่แห่งภัณฑาคาริก

เพื่อต้องการจะเก็บไว้.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 947

[ว่าด้วยการรับ  การใช้ให้รับ  และวิธีปฏิบัติในรูปิยะ]

บทว่า   อุคฺคณฺเหยฺย  แปลว่า  พึงถือเอา.  ก็เพราะเมื่อภิกษุรับเอา

จึงต้องอาบัติฉะนั้น    ในบทภาชนะแห่งบทว่า   อุคฺคณฺเหยฺย  นั้น  ท่าน

จึงกล่าวว่า  ภิกษุรับเอง   เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.   แม้ในบทที่เหลือ   ก็มี

นัยอย่างนี้ .

ในการรับเองและใช้ให้รับนั้น    มีวินิจฉัยดังนี้:-

เป็นอาบัติตัวเดียวแก่ภิกษุผู้รับเอง   หรือใช้ให้รับวัตถุสิ่งเดียว   ใน

บรรดาภัณฑะ คือ  ทองเงิน  ทั้งกหาปณะ  และมาสก.  ถ้าแม้นว่า  ภิกษุ

รับเอง  หรือใช้ให้รับตั้งพันอย่างรวมกันเป็นอาบัติมากตามจำนวนวัตถุ.

แต่ในมหาปัจจรีและกุรุนที    กล่าวรวมกันว่า    เป็นอาบัติ     โดยนับรูป

ในถุงที่ผูกไว้หย่อน ๆ   หรือในภาชนะที่บรรจุไว้หลวม ๆ.   ส่วนในถุงที่

ผูกไว้แน่น  หรือในภาชนะที่บรรจุแน่น  เป็นอาบัติตัวเดียวเท่านั้น.

ส่วนในการยินดีเงินทองที่เขาเก็บไว้    มีวินิจฉัยดังนี้:-    เมื่อเขา

กล่าวว่า     นี้เป็นของพระผู้เป็นเจ้า     ถ้าแม้นภิกษุยินดีด้วยจิต    เป็นผู้

ใคร่เพื่อจะรับเอาด้วยกายหรือวาจา,     แต่ปฏิเสธว่า    นี้ไม่ควร    ไม่เป็น

อาบัติ.   แม้ไม่ห้ามด้วยกายและวาจา  เป็นผู้มีจิตบริสุทธิ์  ไม่ยินดีด้วยคิดว่า

นี้ไม่ควรแก่เรา    ไม่เป็นอาบัติเหมือนกัน.    จริงอยู่     บรรดาไตรทวาร

อันภิกษุห้ามแล้วด้วยทวารใดทวารหนึ่ง   ย่อมเป็นอันห้ามแล้วแท้.   แต่ถ้า

ไม่ห้ามด้วยกายและวาจา     รับอยู่ด้วยจิต    ย่อมต้องอาบัติ      ในกายทวาร

และวจีทวาร  มีการไม่กระทำเป็นสมุฏฐาน  เพราะไม่กระทำการห้ามที่ตน

พึงกระทำด้วยกายและวาจา.   แต่   ชื่อว่า   อาบัติ   ทางมโนทวาร   ไม่มี.

บุคคลคนเดียววางเงินทองตั้งร้อยตั้งพันไว้ใกล้เท้า  ด้วยกล่าวว่า นี้  จงเป็น


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 948

ของท่าน.  ภิกษุห้ามว่า  นี้ไม่ควร.  อุบาสกพูดว่า   กระผมสละถวายท่าน

แล้ว  ก็ไป  มีคนอื่นมาที่นั้น   ถามว่า  นี้อะไร  ขอรับ  !    ภิกษุพึงบอก

คำที่อุบาสกนั้น    และคนพูดกัน.    ถ้าเขาพูดว่า    ผมจักเก็บให้   ขอรับ !

ท่านจงแสดงที่เก็บ.  ภิกษุพึงขึ้นไปยังปราสาทถึงชั้น  ๗  แล้วพึงบอกว่า นี้ที่

เก็บ.  แต่อย่าพึงบอกว่า  จงเก็บไว้ในที่นี้.    อกัปปิยวัตถุ  (มีทองและเงิน

เป็นต้น )    ย่อมเป็นอันอาศัยวัตถุที่เป็นกัปปิยะและอกัปปิยะ    ตั้งอยู่ด้วย

คำบอกมีประมาณเท่านี้,   พึงปิดประตูแล้วอยู่รักษา.

ถ้าว่า      อุบาสกถือเอาบาตรและจีวรซึ่งเป็นของจะขายบางอย่างมา,

เมื่อเขากล่าวว่า    ท่านจักรับสิ่งนี้ไหม    ขอรับ !     พึงกล่าวว่า    อุบาสก

พวกเรามีความต้องการสิ่งนี้     และวัตถุชื่อเห็นปานนี้     ก็มีอยู่,    แต่ไม่มี

กัปปิยการก.    ถ้าเขาพูดว่า    ผมจักเป็นกัปปิยการก,    ขอท่านโปรดเปิด

ประตูให้เถิด    พึงเปิดประตูแล้ว   กล่าวว่า   ตั้งอยู่ในโอกาสโน้น.   และ

อย่าพึงกล่าวว่า     ท่านจงถือเอาสิ่งนี้.     แม้อย่างนี้     อกัปปิยวัตถุก็เป็น

อันอาศัยวัตถุที่เป็นกัปปิยะและอกัปปิยะตั้งอยู่เหมือนกัน.       ถ้าเขาถือเอา

กหาปณะนั้นแล้ว  ถวายกัปปิยภัณฑ์แก่เธอควรอยู่.  ถ้าเขาถือเอาเกินไป

พึงบอกเขาว่า  พวกเราจักไม่เอาภัณฑะของท่านจงเก็บเสีย.

ในคำว่า  สงฺฆมชฺเฌ   นิสฺสชฺชิตพฺพ   นี้    พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่

ตรัสว่าพึงสละ    แก่สงฆ์   หรือแก่คณะ   หรือแก่บุคคล   ก็เพราะธรรมดา

ว่ารูปิยะเป็นอกัปปิยะ (เป็นของไม่สมควร).

อนึ่ง  เพราะรูปิยะนั้น     เป็นเพียงแต่ภิกษุรับไว้เท่านั้น      เธอไม่

ได้จ่ายหากัปปิยภัณฑ์อะไรด้วยรูปิยะนั้น;    ฉะนั้น    เพื่อทรงแสดงการใช้

สอยโดยอุบาย    จึงตรัสว่า  พึงสละในท่ามกลางแห่งสงฆ์.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 949

ข้อว่า     กปฺปิย  อาจิกฺขิตพฺพ  สปฺปิ  วา   มีความว่า   พึงบอก

อย่างนี้ว่า  อุบาสก  เนยใส  หรือน้ำมัน    ย่อมควรแก่บรรพชิตทั้งหลาย.

[ปัจจัยที่ได้จากรูปิยะที่ภิกษุรับ  ไม่ควรแก่เธอผู้รับ]

ข้อว่า   รูปิยปฏิคฺคาหก   เปตฺวา  สพฺเพเหว  ปริภุญฺชิตพฺพ

มีความว่า     ภิกษุทั้งหมดพึงแจกกันบริโภค.     ภิกษุผู้รับรูปิยะไม่พึงรับ

ส่วนแบ่ง.  แม้ได้ส่วนที่ถึงแก่พวกภิกษุอื่นหรืออารามิกชนแล้ว  จะบริโภค

ก็ไม่ควร.    โดยที่สุด  เนยใส  หรือน้ำมันนั้น     อันดิรัจฉานมีลิงเป็นต้น

ลักเอาไปจากส่วนแบ่งนั้น       วางไว้ในป่า      หรือที่หล่นจากมือของสัตว์

เหล่านั้น   ยังเป็นของอันดิรัจฉานหวงแหนก็ดี    เป็นของบังสุกุลก็ดี   ไม่

สมควรทั้งนั้น.   แม้จะอบเสนาสนะ   ด้วยน้ำอ้อยที่นำมาจากส่วนแบ่งนั้น

ก็ไม่ควร.    จะตามประทีปด้วยเนยใส    หรือน้ำมันแล้วนอนก็ดี   กระทำ

กสิณบริกรรมก็ดี    สอนหนังสือก็ดี   ด้วยแสงสว่างแห่งประทีป   ไม่ควร.

อนึ่ง  จะทาแผลที่ร่างกายด้วยน้ำมัน    น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น    จากส่วน

แบ่งนั้น  ก็ไม่ควรเหมือนกัน.

คนทั้งหลาย    เอาวัตถุนั้น     จ่ายหาเตียงและตั่งเป็นต้นก็ดี    สร้าง

อุโบสถาคารก็ดี  สร้างโรงฉันก็ดี    จะบริโภคใช้สอย  ก็ไม่ควร.   แม้ร่มเงา

(แห่งโรงฉัน เป็นต้น)  อันแผ่ไปอยู่ตามเขตของเรือน   ก็ไม่ควร.    ร่มเงา

ที่เลยเขตไป      ควรอยู่     เพราะเป็นของจรมา.     จะเดินไปตามทางก็ดี

สะพานก็ดี  เรือก็ดี  แพก็ดี  ที่เขาจำหน่ายวัตถุนั้นสร้างไว้ไม่ควร. จะดื่ม

หรือใช้สอยน้ำที่เอ่อขึ้นเต็มปริ่มสระโบกขรณี      ซึ่งเขาให้ขุดด้วยวัตถุนั้น

ก็ไม่ควร.  แต่ว่า  เมื่อน้ำภายใน  (สระ)  ไม่มี    น้ำที่ไหลมาใหม่   หรือ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 950

น้ำฝนไหลเข้าไป      สมควรอยู่.     แม้น้ำที่มาใหม่ซึ่งซื้อมาพร้อมกับสระ

โบกขรณีที่ซื้อมา (ด้วยวัตถุนั้น  ) ก็ไม่ควร.

สงฆ์ตั้งวัตถุนั้นเป็นของฝาก   (เก็บดอกผล)   บริโภคปัจจัย      แม้

ปัจจัยเหล่านั้น       ก็ไม่ควรแก่เธอ.       แม้อารามซึ่งเป็นที่อันสงฆ์รับไว้

(ด้วยวัตถุนั้น  )  ก็ไม่ควรเพื่อบริโภคใช้สอย.  ถ้าพื้นดินก็ดี   พืชก็ดี  เป็น

อกัปปิยะ,    จะใช้สอยพื้นดิน    จะบริโภคผลไม้ไม่ควรทั้งนั้น.   ถ้าภิกษุ

ซื้อพื้นดินอย่างเดียว   เพาะปลูกพืชอื่น,   จะบริโภคผล   ควรอยู่.   ถ้าพืช

ภิกษุซื้อมาปลูกลงในพื้นดินอันเป็นกัปปิยะ  จะบริโภคผล  ไม่ควร. จะนั่ง

หรือนอนบนพื้นดิน  ควรอยู่.

ข้อว่า  สเจ    โส   ฉฑฺเฑติ   มีความว่า  เขาโยนทิ้งไป  ที่แห่งใด

แห่งหนึ่ง.   ถ้าแม้นเขาไม่ทิ้ง  หรือถือเอาไปเสียเอง,   ไม่พึงห้ามเขา

ข้อว่า  โน   เจ  ฉฑฺเฑติ   มีความว่า  ถ้าเขาไม่ถือเอาไป   และไม่

ทิ้งให้  หลีกไปตามความปรารถนา  ด้วยใส่ใจว่า  ประโยชน์อะไรของเรา

ด้วยการขวนขวายนี้ลำดับนั้น   สงฆ์พึงสมมติภิกษุผู้มีลักษณะตามที่พระ-

ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเเล้ว   ให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ.

[ว่าด้วยองค์แห่งภิกษุผู้ทิ้งรูปิยะ]

ในคำว่า  โย  น  ฉนฺทาคตึ     เป็นต้น    มีวินิจฉัยดังนี้:-   ภิกษุผู้

กระทำวัตถุนั้นเพื่อตน    หรือยกตนขึ้นอ้าง     ด้วยอำนาจแห่งความโลภ

ชื่อว่า    ย่อมถึงความลำเอียงเพราะชอบกัน.    เมื่อรุกรานผู้อื่นด้วยอำนาจ

แห่งโทสะว่า  ภิกษุนี้ไม่รู้แม่บทเลย   ไม่รู้วินัย  ชื่อว่า ย่อมถึงความ  ลำเอียง

เพราะโทสะ.    เมื่อถึงความเป็นผู้พลั้งเผลอและหลงลืมสติด้วยอำนาจโมหะ


หน้าที่ 851-900
หน้าที่ 951-1000