พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 351

ปลิโพธ  (ความกังวล)   ๑๐  อย่างนั้น

คือ อาวาส ๑  ตระกูล  ๑  ลาภ  (คือปัจจัยสี่)

๑   คณะ   (คือหมู่)  ๑   การงาน   (คือการ

ก่อสร้าง)  เป็นที่คำรบห้า  ๑  อัทธานะ  (คือ

เดินทางไกล)  ๑  ญูาติ  ๑  อาพาธ  ๑  คัณฐะ

(คือการเรียนปริยัติ)  ๑  อิทธิฤทธิ์ ๑.

กุลบุตรผู้ตัดปลิโพธได้อย่างนั้นแล้ว   จึงควรเรียนกรรมฐาน.

 

[กรรมฐาน  ๒  พร้อมทั้งอธิบาย]

กรรมฐานนั้น  มีอยู่ ๒ อย่าง  คือ   สัพพัตถกกัมมัฏฐาน  (กรรมฐาน

มีประโยชน์ในกุศลธรรมทั้งปวง)   ๑    ปาริหาริยกัมมัฏฐาน    (กรรมฐานควร

บริหารรักษา) ๑.  บรรดากรรมฐาน  ๒  อย่างนั้น  ที่ชื่อว่า  สัพพัตถกกมมัฏฐาน

ได้แก่   เมตตา   (ที่เจริญไป)   ในหมู่ภิกษุเป็นต้น   และมรณัสสติ   (การระลึก

ถึงความตาย).   พระอาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า  อสุภสัญญา  บ้าง.   จริงอยู่  ภิกษุ

ผู้จะเจริญกรรมฐาน    ครั้งแรกต้องตัดปลิโพธเสียก่อน    แล้วจึงเจริญเมตตาไป

ในหมู่ภิกษุผู้อยู่ในสีมา,     ลำดับนั้น     พึงเจริญไปในเหล่าเทวดาผู้อยู่ในสีมา,

ถัดจากนั้นพึงเจริญไปในอิสรชนในโคจรคาม,     ต่อจากนั้นพึงเจริญไปในเหล่า

สรรพสัตว์กระทั่งถึงขาวบานในโคจรคามนั้น.   แท้จริง  ภิกษุนั้น  ทำพวกชน

ผู้อยู่ร่วมกันให้เกิดมีจิตอ่อนโยน   เพราะเมตตาในหมู่ภิกษุ.    เวลานั้น   เธอจะ

มีความอยู่เป็นสุข.   เธอย่อมเป็นผู้อันเหล่าเทวดาผู้มีจิตอ่อนโยน   เพราะเมตตา

ในเหล่าเทวดาผู้อยู่ในสีมาจัดการอารักขาไว้เป็นอย่างดี      ด้วยการรักษาที่ชอบ

ธรรม.   ทั้งเป็นผู้อันอิสรชนทั้งหลาย   ผู้มีจิตสันดานอ่อนโยน   เพราะเมตตา

ในอิสรชนในโคจรคาม   จัดรักษาระแวดระวังไว้อย่างดี   ด้วยการรักษาที่ชอบ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 352

ธรรม.  และเป็นผู้อันชาวบ้านเหล่านั้นผู้มีจิตถูกอบรมให้เลื่อมใส  เพราะเมตตา

ในพวกชาวบ้านในโคจรคามนั้น     ไม่ดูหมิ่นเที่ยวไป.     เป็นผู้เที่ยวไปไม่ถูก

อะไร ๆ   กระทบกระทั่งในที่ทุกสถาน   เพราะเมตตาในเหล่าสรรพสัตว์.   อนึ่ง

เธอเมื่อคิดว่า   เราจะต้องตายแน่แท้  ด้วยมรณัสสติ  ละการแสวงหาที่ไม่สมควร

เสีย   เป็นผู้มีความสลดใจเจริญสูงขึ้นเป็นลำดับ   ย่อมเป็นผู้มีความประพฤติไม่

ย่อหย่อน.   ตัณหาย่อมไม่เกิดขึ้น แม้ในอารมณ์ที่เป็นทิพย์   เพราะอสุภสัญญา.

เพราะเหตุนั้น    คุณธรรมทั้ง ๓   (คือ   เมตตา ๑  มรณัสสติ ๑  อสุภสัญญา ๑)

นั้น    ของภิกษุนั้น   ท่านเรียกว่า   สัพพัตถกกัมมัฏฐาน    เพราะทำอธิบายว่า

เป็นกรรมฐานอันกุลบุตรพึงปรารถนา  คือ  พึงต้องการในที่ทุกสถาน   เพราะ

เป็นธรรมมีอุปการะมาก  และเพราะความเป็นปทัฏฐาน   แห่งการหมั่นประกอบ

เนือง ๆ   ซึ่งความเพียร  ตามที่ประสงค์ไป   โดยนัยดังพรรณนามาฉะนี้.

ก็บรรดาอารมณ์ ๓๘ ประการ    กรรมฐานใด    ที่คล้อยตามจริตของ

กุลบุตรใด    กรรมฐานนั้น    ท่านเรียกว่า    ปารหาริยกรรมฐาน    เพราะเป็น

กรรมฐานที่กุลบุตรนั้น   ควรบริหารไว้เป็นนิตย์  โดยนัยตามที่กล่าวแล้วนั่นเอง

แต่ในตติยปาราชิกนี้     อานาปานกรรมฐานนี้แล     ท่านเรียกว่า     ปาริหาริย-

กรรมฐาน.  ในอธิการว่าด้วยอานาปานกัมมัฏฐานนี้  มีความสังเขปเท่านี้.  ส่วน

ความพิสดารนักศึกษาผู้ต้องการกถาว่าด้วยการชำระศีลให้หมดจด    และกถาว่า

ด้วยการตัดปลิโพธ  พึงถือเอาจากปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรคเถิด.

 

[ควรเรียนกรรมฐานในสำนักพุทธโอรสกระทั่งถึงท่านผู้ได้ฌาน]

อนึ่ง  กุลบุตรผู้มีศีลบริสุทธิ์   และตัดปลิโพธได้แล้วอย่างนั้น    เมื่อจะ

เรียนกรรมฐานนี้   ควรเรียนเอาในสำนักพุทธบุตร   ผู้ให้จตุตถฌานเกิดขึ้นด้วย

กรรมฐานนี้แล   แล้วเจริญวิปัสสนา  ได้บรรลุความเป็นพระอรหันต์.   เมื่อไม่


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 353

ได้พระขีณาสพนั้น   ควรเรียนเอาในสำนักพระอนาคามี   เมื่อไม่ได้แม้พระ-

อนาคามีนั้น  ก็ควรเรียนเอาในสำนักพระสกทาคามี   เมื่อไม่ได้แม้พระสกทาคามี

นั้น    ก็ควรเรียนเอาในสำนักพระโสดาบัน,     เมื่อไม่ได้แม้พระโสดาบันนั้น   ก็

ควรเรียนเอาในสำนักของท่านผู้ได้จตุตถฌาน     ซึ่งมีอานาปานะเป็นอารมณ์,

เมื่อไม่ได้ท่านผู้ได้จตุตถฌานแม้นั้น      ก็ควรเรียนเอาในสำนักของพระวินิจ-

ฉยาจารย์   ผู้ไม่เลอะเลือนทั้งในบาลีและอรรถกถา.     จริงอยู่     พระอริยบุคคล

ทั้งหลายมีพระอรหันต์เป็นต้น   ย่อมบอกเฉพาะมรรคที่ตนได้บรรลุแล้วเท่านั้น.

ส่วนพระวินิจฉยาจารย์นี้เป็นผู้ไม่เลอะเลือน     กำหนดอารมณ์เป็นที่สบายและ

ไม่สบาย  ในอารมณ์ทั้งปวงแล้วจึงบอกให้   เหมือนผู้นำไปสู่ทางช้างใหญ่   ใน

ป่าที่รกชัฏฉะนั้น.

 

[กรรมฐานมีสนธิคือที่ต่อ  ๕ อย่าง]

ในอธิการว่าด้วยการเรียนกรรมฐานนั้น  มีอนุบุพพีกถาดังต่อไปนี้:-

ภิกษุนั้นควรเป็นผู้มีความพระพฤติเบา   สมบูรณ์ด้วยวินัยและมรรยาทเข้าไปหา

อาจารย์ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว   พึงเรียนกรรมฐาน   มีสนธิ ๕ ในสำนักของ

อาจารย์นั้น  ผู้มีจิตอันตนให้ยินดี  ด้วยวัตรและข้อปฏิบัติ.   ในคำว่า  กรรมฐาน

มีสนธิ ๕ นั้น  สนธิมี ๕ อย่างเหล่านี้   คือ  อุคคหะ  การเรียน ๑  ปริปุจฉา

การสอบถาม ๑  อุปัฏฐานะ  ความปรากฏ ๑   อัปปนา  ความแน่นแฟ้น  ๑

ลักษณะ  ความกำหนดหมาย ๑.

ในอุคคหะเป็นต้นนั้น   การเรียนกรรมฐาน   ชื่อว่า   อุคคหะ.   การ

สอบถามกรรมฐาน    ชื่อว่า   ปริปุจฉา.    ความปรากฏแห่งกรรมฐาน   ชื่อว่า

อุปัฏฐานะ.    ความแน่วแน่แห่งกรรมฐาน   ชื่อว่า    อัปปนา.    ลักษณะแห่ง

กรรมฐาน  ชื่อว่า  ลักษณะ.  มีคำอธิบายว่า  ความใคร่ครวญแห่งสภาพกรรม-


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 354

ฐานว่า  กรรมฐานนี้    มีลักษณะอย่างนั้น.   ภิกษุเมื่อเรียนกรรมฐาน   ซึ่งมีสนธิ

๕ อย่างนี้   แม้ตนเองก็ไม่ลำบาก   ทั้งไม่ต้องรบกวนอาจารย์ให้ลำบาก.   เพราะ

ฉะนั้น   ควรเรียนอาจารย์ให้บอกแต่น้อย   สาธยายตลอดเวลาเป็นอันมาก  ครั้น

เรียนกรรมฐาน   ซึ่งมีสนธิ ๕ อย่างนั้นแล้ว   ถ้าในอาวาสนั้น   มีเสนาสนะเป็น

ต้นเป็นที่สบายไซร้  ควรอยู่ในอาวาสนั้นนั่นแล  ถ้าในอาวาสนั้น  ไม่มีเสนาสนะ

เป็นที่สบายไซร้  ควรบอกลาอาจารย์  ถ้าเป็นผู้มีปัญญาอ่อน   ควรไปสิ้นระยะ-

โยชน์หนึ่งเป็นอย่างยิ่ง   ถ้าเป็นผู้มีปัญญากล้าก็ควรไปแม้ไกล    (กว่านั้น)   ได้

แล้วเข้าไปยังเสนาสนะที่ประกอบด้วยองค์แห่งเสนาสนะ ๕  อย่าง  เว้นเสนาสนะ

ที่มีโทษ ๑๘ อย่าง  แล้วพักอยู่ในเสนาสนะนั้น     ตัดปลิโพธหยุมหยิมเสีย   ฉัน-

ภัตตาหารเสร็จแล้ว     บรรเทาความเมาอาหาร    ทำจิตให้ร่าเริง  ด้วยการอนุสรณ์

ถึงคุณพระรัตนตรัย  ไม่หลงลืมกรรมฐานแม้บทหนึ่ง  แต่ที่เรียนเอาจากอาจารย์

พึงมนสิการอานาปานัสสติกรรมฐานนี้.    ในวิสัยแห่งตติยปาราชิกนี้      มีความ

สังเขปเท่านี้.   ส่วนความพิสดาร  นักศึกษาผู้ต้องการกถามรรคนี้   พึงถือเอาจาก

ปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรคเถิด.

 

[วิธีมนสิการอานาปานัสสติกรรมฐาน  ๘   อย่าง]

ก็ในคำที่ข้าพเจ้ากล่าวว่า    พึงมนสิการอานาปานัสสติกรรมฐานนี้   มี

มนสิการวิธีดังต่อไปนี้:-   คือ  การนับ   การตามผูก   การถูกต้อง   การหยุด

ไว้  การกำหนด   การเปลี่ยนแปลง   ความหมดจด   และการเห็นธรรมเหล่านั้น

แจ่มแจ้ง.

การนับนั่นแล  ชื่อว่า  คณนา.  การกำหนดตามไปชื่อว่า อนุพันธนา.

ฐานที่ลมถูกต้อง   ชื่อว่า   ผุสนา.  ความแน่วแน่ชื่อว่า   ฐปนา.  ความเห็น

เห็นแจ้ง ชื่อว่า สัลลักขณา.   มรรค  ชื่อว่า  วิวัฏฏนา.  ผลชื่อว่า  ปาริสุทธิ.

การพิจารณา  ชื่อว่า  เตสัญจ  ปฏิปัสสนา.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 355

[อธิบายวิธีนับลมหายใจเข้าออก]

บรรดามนสิการวิธี     มีการนับเป็นต้นนั้น     กุลบุตรผู้เริ่มบำเพ็ญนี้

ควรมนสิการกรรมฐานนี้โดยการนับก่อน.   และเมื่อจะนับไม่ควรหยุดนับต่ำกว่า

๕ ไม่ควรนับให้เกินกว่า  ๑๐  ไม่ควรแสดง     (การนับ)     ให้ขาดในระหว่าง.

เพราะเมื่อหยุดนับต่ำกว่า  ๕  จิตตุปบาทย่อมดิ้นรนในโอกาสดับแคบ    ดุจฝูงโค

ที่รวมขังไว้ในคอกที่คับแคบฉะนั้น.    เมื่อนับเกินกว่า  ๑๐  ไป     จิตตุปบาทก็

พะวงยู่ด้วยการนับเท่านั้น.   เมื่อแสดง   (การนับ)   ให้ขาดในระหว่าง   จิตย่อม

หวั่นไปว่า  กรรมฐานของเราถึงที่สุดหรือไม่หนอ.    เพราะฉะนั้น   ต้องเว้นโทษ

เหล่านี้เสียแล้ว    จึงค่อยนับ.    เมื่อจะนับ    ครั้งแรก    ควรนับโดยวิธีนับช้า  ๆ

คือนับอย่างวิธีคนตวงข้าวเปลือก.    จริงอยู่   คนตวงข้าวเปลือก   ตวงเต็มทะนาน

แล้วบอกว่า  ๑  จึงเทลง     เมื่อตวงเต็มอีก   พบหยากเยื่อบางอย่าง  เก็บมันทิ้งเสีย

จึงบอกว่า ๑-๑. ในคำว่า ๒-๒ เป็นต้น  ก็นัยนี้.  กุลบุตรแม้นี้   ก็ฉันนั้นเหมือน

กัน    บรรดาลมหายใจเข้าและหายใจออก    ส่วนใดปรากฏ    พึงจับเอาส่วนนั้น

แล้วพึงกำหนด    ลมที่กำลังผ่านไป ๆ ตั้งแต่ต้นว่า ๑-๑ ไป     จนถึงว่า ๑.๑๐

เมื่อกุลบุตรนั้นนับอยู่โดยวิธีอย่างนี้   ลมอัสสาสะปัสสาสะ    ที่กำลังผ่านออกและ

ผ่านเข้า   ย่อมปรากฏ.

ลำดับนั้น    กุลบุตรนี้ควรละวิธีนับช้า ๆ คือนับอย่างวิธีคนตวงข้าว

เปลือกนั้นเสีย    แล้วพึงนับโดยวิธีเร็ว ๆ คือนับอย่างวิธีนายโคบาล.     แท้จริง

นายโคบาลผู้ฉลาด   เอาก้อนกรวดใส่พก   มือถือเชือกและไม้ตะพูดไปสู่คอกแต่

เช้าตรู่    ตีโคที่หลังแล้ว    นั่งอยู่บนเสาลิ่มสลัก   นับแม่โคตัวมาถึงประตูแล้ว  ๆ

ใส่ก้อนกรวดลงไปว่า  ๑-๒  เป็นต้น.     ฝูงโคที่อยู่ลำบากในโอกาสที่คับแคบ

ตลอดราตรี  ๓  ยาม   เมื่อออก    (จากคอก)    เบียดเสียดกันและกันรีบออกเป็น


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 356

หมู่ ๆ.   นายโคบาลนั้น    ย่อมนับอย่างรวดเร็วทีเดียวว่า  ๓ - ๔- ๕- ๑๐   เป็นต้น.

แม้เมื่อกุลบุตรนี้    นับอยู่โดยนัยก่อนอย่างว่ามาแล้วนี้   ลมอัสสาสะและปัสสาสะ

ย่อมปรากฏสัญจรไปมา   อย่างรวดเร็ว.   ลำดับนั้นเธอรู้อยู่ว่า   ลมอัสสาสะและ

ปัสสาสะ  ย่อมสัญจรไปมา   อย่างรวดเร็ว   แล้วไม่ถือเอาลมภายในและภายนอก

พึ่งกำหนดเฉพาะลมที่มาถึงช่อง ๆ เท่านั้น   นับอย่างเร็ว ๆ ทีเดียวว่า

๑ - ๒ - ๓ - ๔ - ๕ -

๑ - ๒ - ๓ - ๔ - ๕ - ๖

๑ - ๒ - ๓ - ๔ - ๕ - ๖ - ๗

๑ - ๒ - ๓ - ๔ - ๕ - ๖ - ๗ - ๘

๑ - ๒ - ๓ - ๔ - ๕ - ๖ - ๗ - ๘ - ๙

๑ - ๒ - ๓ - ๔ - ๕ - ๖ - ๗ - ๘ - ๙ -  ๑๐

เพราะว่าในกรรมฐานที่เนื่องด้วยการนับ  จิตย่อมมีอารมณ์เป็นหนึ่งได้

ด้วยกำลังแห่งการนับเท่านั้น   ดุจการหยุดเรือไว้ในกระแสน้ำเชี่ยว   ด้วยอำนาจ

ที่เอาถ่อค้ำไว้ฉะนั้น.   เมื่อเธอนับอยู่เร็ว ๆ อย่างนี้กรรมฐานย่อมปรากฏเป็นดุจ

ว่า  ดำเนินไปไม่ขาดสาย.  เวลานั้น  ครั้นเธอรู้ว่า  กรรมฐานดำเนินไปไม่ขาด

สาย   แล้ว    อย่ากำหนดลมทั้งภายในและภายนอก   พึงนับเร็ว ๆ ตามนัยก่อน

นั่นแล.   เมื่อเธอส่งจิตเข้าไปพร้อมกับลมที่เข้าไปภายใน   ฐานภายใน   ถูกลม

กระทบแล้ว  ย่อมเป็นเหมือนเต็มด้วยมันข้นฉะนั้น.  เมื่อนำจิตออกมาพร้อมกับ

ลมที่ออกมาภายนอก  จิตย่อมส่ายไปในอารมณ์มากหลายในภายนอก.  แต่ภาวนา

ย่อมสำเร็จแก่ผู้ตั้งสติไว้   ในโอกาสที่ลมถูกต้อง   เจริญอยู่เท่านั้น.    เพราะเหตุ

นั้น    ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า   อย่ากำหนดลมทั้งภายในและภายนอก  พึงนับเร็ว ๆ

ตามนัยก่อนนั่นแล.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 357

ถามว่า   จะพึงนับลมอัสสาสะและปัสสาสะนั่น     นานเท่าไร ?

แก้ว่า   พึงนับไปจนกว่าสติที่เว้นจากการนับ   จะตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์

คือลมอัสสาสะและปัสสาสะ.    เพราะว่าการนับ    ก็เพื่อจะตัดวิตกที่พล่านไปใน

ภานอก   แล้วตั้งสติไว้ในอารมณ์   คือ   ลมอัสสาสะและปัสสาสะ..เท่านั้น.

[อธิบายเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุดลมหายใจเข้าออก]

พระโยคาวจร    ครั้นมนสิการโดยการนับอย่างนั้นแล้ว     พึงมนสิการ

โดยการตามผูก.     กิริยาที่หยุดพักการนับ     แล้วส่งสติไปตามลมอัสสาสะและ

ปัสสาสะติดต่อกันไป   ชื่อว่าการตามผูก.   ก็แลการส่งสติไปตามนั้น.  หาใช่ด้วย

อำนาจการไปตามเบื้องต้น  ท่ามกลาง   และที่สุด   (แห่งลมอัสสาสะ)   ไม่.  จริง

อยู่   นาภี  (สะดือ)  เป็นเบื้องต้นแห่งลมออกไปภายนอก    หทัย   (หัวใจ)   เป็น

ท่ามกลาง   นาสิก   (จมูก)   เป็นที่สุด   ปลายนาสิก   เป็นเบื้องต้น    แห่งลมเข้า

ไปภายใน  หทัย  เป็นท่ามกลาง  นาภี  เป็นที่สุด.    ก็เมื่อพระโยคาวจรนั้น  ไป

ตามเบื้องต้น   ท่ามกลาง   และที่สุด   (แห่งลมอัสสาสะและปัสสาสะ)  นั้น   จิต

ที่ถึงความฟุ้งซ่าน  ย่อมเป็นไปเพื่อความกระวนกระวาย  และเพื่อความหวั่นไหว.

เหมือนอย่างที่ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวไว้ว่า    เมื่อพระโยคาวจรส่ง

สติไปตามเบื้องต้น   ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจว่า   กายก็ดี  จิตก็ดี  ย่อม

ความระส่ำระสาย  หวั่นไหว  และดิ้นรน  เพราะจิตถึงความฟุ้งซ่านไปภายใน

เมื่อพระโยคาวจรส่งสติไปตามเบื้องต้น     ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจออก

กายก็ดี   จิตก็ดี   ย่อมมีความระส่ำระสาย   หวั่นไหว   และดิ้นรน   เพราะจิตถึง

ความฟ้งซ่านไปภายนอก*.  เพราะฉะนั้น     พระโยคาวจร   เมื่อมนสิการโดยการ

ตามถูก   ไม่พึงมนสิการด้วยอำนาจแห่งเบื้องต้น     ท่ามกลางและที่สุด    อนึ่งแล

*  ขุ.  ปฏิ.  ๓๑/๒๙.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 358

พึงมนสิการด้วยอำนาจการถูกต้อง     และด้วยอำนาจการหยุดไว้   เพราะว่าไม่มี

การมนสิการเป็นแผนกหนึ่ง  ด้วยอำนาจแห่งการถูกต้องและหยุดไว้  เหมือนกับ

ด้วยอำนาจแห่งการนับและการตามผูก.      แต่พระโยคาวจรเมื่อนับอยู่ในฐานที่

ลมถูกต้องแล้ว ๆ  นั่นแหละชื่อว่ามนสิการด้วยการนับและการถูกต้อง.  พระโย-

คาวจร   เมื่อหยุดพักการนับในฐานะที่ลมถูกต้องแล้ว ๆ นั้นนั่นแล    ใช้สติตาม

ผูกลมอัสสาสะและปัสสาสะนั้น    และตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจอัปปนา    ท่านเรียกว่า

มนสิการด้วยการตามผูก   การถูกต้องและการหยุดไว้.    ใจความนี้นั้นพึงทราบ

ด้วยข้ออุปมาเหมือนคนง่อยและคนรักษาประตู     ที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถา

และด้วยข้ออุปมาเหมือนเลื่อยที่ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวไว้ในปฏิ-

สัมภิทา.

 

[ข้ออุปมาเหมือนคนง่อยโล้ชิงช้า]

บรรดาข้ออุปมา  ๓  อย่างนั้น    ข้ออุปมาเหมือนคนง่อยโล้ชิงช้ามีดังท่อ

ไปนี้:-    เปรียบเหมือนคนง่อยไกวชิงช้า      ให้แก่ มารดาและบุตรผู้เล่นชิงช้าอยู่

แล้วนั่งอยู่ที่โคนเสาชิงช้าในที่นั้นนั่นเอง   เมื่อกระดานชิงช้าไกวไปอยู่โดยลำดับ

ย่อมเห็นที่สุดทั้งสองข้างและตรงกลาง     แต่มิได้ขวนขวายเพื่อจะดูที่สุดทั้งสอง

ข้างและตรงกลาง   แม้ฉันใด   ภิกษุนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน   ยืนที่ใกล้โคนเสาอัน

เข้าไปผูกไว้ด้วยอำนาจสติแล้วโล้ชิงช้าคือลมหายใจเข้าและหายใจออก     นั่งอยู่

ด้วยสติ    ในนิมิตนั้นนั่นเอง    ส่งสติไปตามเบื้องต้น     ท่ามกลางและที่สุดแห่ง

ลมหายใจเข้าและหายใจออก    ในฐานะที่ลมถูกต้องแล้ว    ซึ่งพัดผ่านมาและผ่าน

อยู่โดยลำดับ  และตั้งจิตเฉยไว้ในนิมิตนั้น  และไม่ขวนขวายเพื่อจะแลดูลมเหล่า

นั้น.   นี้เป็นข้ออุปมาเหมือนตนง่อย.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 359

[ข้ออุปมาเหมือนคนรักษาประตู]

ส่วนข้ออุปมาเหมือนคนรักษาประตูมีดังต่อไปนี้ :-   คนรักษาประตูจะ

ไม่สอบสวนบุรุษทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกพระนครว่า    ท่านเป็นใคร  ?

มาแต่ไหน  จะไปไหน ?   หรือว่า   ในมือของท่านมีอะไร ความจริง  พวก

มนุษย์ผู้เดินไปทั้งภายในและภายนอกพระนครเหล่านั้นไม่ใช่หน้าที่ของคนรักษา

ประตูนั้น   แต่เขาย่อมสอบสวนเฉพาะคนผู้มาถึงประตูแล้ว  ๆ เท่านั้น    แม้ฉัน

ใด    ลมเข้าไปข้างในและลมที่ออกไปข้างนอก    ย่อมไม่เป็นหน้าที่ของภิกษุนี้

ฉันนั้นเหมือนกัน   จะเป็นหน้าที่ก็เฉพาะแต่ลมที่มาถึงช่องแล้ว ๆ  เท่านั้น.   นี้

เป็นข้ออุปมาเหมือนคนรักษาประตู.

 

[การกำหนดลมหายใจเปรียบเหมือนเลื่อย]

ส่วนข้ออุปมาเหมือนเลื่อย  ควรทราบจำเดิมแต่ต้นไป.  สมดังคำที่ท่าน

พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร   กล่าวไว้ว่า

นิมิต  ลมหายใจเข้า   และลมหายใจ

ออก  มิใช่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว  และ

เมื่อบุคคลไม่รู้ธรรมทั้ง  ๓ ประการ   ย่อมไม่

ได้ภาวนา  (ภาวนาย่อมไม่สำเร็จ).  นิมิต  ลม

หายใจเข้าและลมหายใจออก    มิใช่เป็น

อารมณ์แต่งจิตดวงเดียว  และเมื่อบุคคลรู้ซึ่ง

ธรรม ๓ ประการ  ย่อมได้ภาวนา.

ถามว่า   ธรรม ๓ ประการเหล่านี้     จะไม่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว

และธรรม ๓  ประการเหล่านี้   จะไม่ปรากฏก็หามิได้   จิตจะไม่ถึงความฟุ้งซ่าน

ประธาน   (ความเพียร)   ย่อมปรากฏ    แลพระโยคาวจรจะทำประโยคให้สำเร็จ

ได้บรรลุคุณวิเศษอย่างไร.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 360

แก้ว่า   เปรียบเหมือนต้นไม้ที่เขาวางไว้บนภาคพื้นที่เรียบเสมอ   บุรุษ

เอาเลื่อยเลื่อยต้นไม้นั้น     สติของบุรุษ    ย่อมปรากฏ     ด้วยอำนาจแห่งฟันเลื่อย

ที่ถูกต้นไม้    และเขาย่อมไม่ได้ใฝ่ใจถึงฟันเลื่อยที่ผ่านมาหรือผ่านไป    ทั้งฟัน

เลื่อยที่ผ่านมาหรือผ่านไป    จะไม่ปรากฏก็หามิได้   ประธาน    (ความเพียรใน

การตัดต้นไม้)   ย่อมปรากฏ   และเขาย่อมให้ประโยค    (กิริยาที่ตัดต้นไม้นั้น)

สำเร็จได้*.    นิมิตคือสติเป็นเครื่องเข้าไปผูกไว้    เปรียบเหมือนต้นไม้ที่เขาวาง

ไว้บนภาคพื้นที่เรียบเสมอ.    ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก     เปรียบเหมือน

ฟันเลื่อย.   ภิกษุนั่นตั้งสติไว้มั่น   ที่ปลายจมูกหรือที่ริมผีปาก   ย่อมไม่ใฝ่ใจถึง

ลมหายใจเข้าและหายใจออกที่ผ่านมาหรือที่ผ่านไป       ลมหายใจเข้าและลมหาย

ใจออกที่ผ่านมาหรือผ่านไป   จะไม่ปรากฏก็หามิได้  ประธาน   ย่อมปรากฏ

และภิกษุนั้นย่อมให้ประโยคสำเร็จได้  ทั้งบรรลุคุณพิเศษด้วย  เหมือนบุรุษตั้ง

สติไว้  ด้วยอำนาจแห่งฟันเลื่อยซึ่งถูกต้นไม้  เขาย่อมไม่ได้ใฝ่ใจถึงฟันเลื่อยที่

ผ่านมาหรือที่ผ่านไป   ทั้งฟันเลื่อยที่ผ่านมาหรือผ่านไป   จะไม่ปรากฏก็หามิได้

ประธานย่อมปรากฏ  และเขาย่อมทำประโยคให้สำเร็จได้  ฉะนั้น.  คำว่า

ประธาน  ความว่า  ประธานเป็นไฉน  กายก็ดี  จิตก็ดี  ของภิกษุผู้ปรารภความ

เพียรย่อมควรแก่การงานนี้เป็นประธาน.  ประโยค  เป็นไฉน ภิกษุผู้ปรารภ

ความเพียร  ย่อมละอุปกิเลสได้  วิตกย่อมสงบไปนี้เป็นประโยค. คุณพิเศษ

เป็นไฉน ภิกษุผู้ปรารภความเพียร  ย่อมละสังโยชน์ได้  อนุสัยย่อมหมดสิ้น

ไปนี้เป็นคุณพิเศษ.  ธรรม  ๓  ประการเหล่านี้  ย่อมไม่เป็นอารมณ์แห่งจิต

ดวงเดียว   และธรรม  ๓ ประการเหล่านี้    จะไม่ปรากฏก็หามิได้,    จิตย่อมไม่ถึง

ความฟุ้งซ่าน,    ประธาน   (ความเพียร)   ย่อมปรากฏ,    และพระโยคาวจร   ทำ

ให้ประโยค   (การหมั่นประกอบภาวนา)   สำเร็จได้   ทั้งได้บรรลุคุณพิเศษด้วย.

*  บาลีที่มาเดิม  มีศัพท์ว่า  วิเสสมธิจฺฉติ.  ขุ.  ปฏิ.  ๓๑/๒๕๗.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 361

ภิกษุใด    เจริญอานาปานัสสติให้

บริบูรณ์ดี    อบรมมาโดยลำดับ    ตามที่พระ

พุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว,    ภิกษุนั้นย่อมทำ

โลกนี้ให้สว่างได้   เหมือนพระจันทร์พ้นแล้ว

จากหมอก   ฉะนั้น แล.*

ข้อนี้อุปมาเหมือนเลื่อย.

ก็ในข้ออุปมาเหมือนเลื่อยนี้  พึงทราบว่า  เหตุเพียงไม่ใฝ่ใจด้วยอำนาจ

สมหายใจเข้าและลมหายใจออก  ที่ผ่านมาแล้ว ๆ  เท่านั้น  เป็นประโยชน์แก่

ภิกษุนั้น.  กรรมฐานนี้เมื่อภิกษุบางรูป  มนสิการนิมิต  ย่อมเกิดขึ้นโดยไม่

ชักช้าเลย และฐปนา  กล่าวคืออัปปนา  ซึ่งประกอบด้วยองค์ฌานที่เหลือ  ก็

ย่อมสำเร็จ.  แก่สำหรับภิกษุบางรูปมีจำเดิมแต่เวลามนสิการโดยอำนาจการนับ

นั่นแล  คือตั้งแต่เวลาทำไว้ในใจด้วยอำนาจการนับ  เมื่อความกระวนกระวาย

ทางกายสงบไป  ด้วยอำนาจลมหายใจเข้าและหายใจออกที่หยาบดับไปโดย

ลำดับ  กายก็ดี  จิตก็ดี  ย่อมเป็นของเบา  ร่างกายย่อมเป็นดุจถึงอาการลอยขึ้น

ไปในอากาศเหมือนภิกษุผู้มีกายกระสับกระส่าย  เมื่อนั่งลงบนเตียงหรือตั่ง

เตียงและตั่งย่อมโอนเอน  คดงอไป  เครื่องปูลาดย่อมย่นเป็นเกลียวแต่เมื่อ

เธอมีกายไม่กระสับกระส่าย  นั่นลง  เตียงและตั่งย่อมไม่โอนเอน  ไม่คดงอ

เครื่องปูลาดก็ไม่ย่นเป็นเกลียวเตียงตั่งเป็นเหมือนเต็มด้วยปุยนุ่นเพราะ

เหตุไร เพราะเหตุว่า  กายไม่กระสับกระส่าย  ย่อมเป็นของเบาฉะนั้น.  เมื่อ

ลมอัสสาสะและปัสสาสะที่หยาบดับไปแล้ว  จิตของภิกษุนั้นมีนิมิต  คือ  ลม

ดับไปแล้ว  จิตดวงต่อ  ๆ  ไป  ซึ่งมีอารมณ์คือนิมิตที่ละเอียดจนละเอียดกว่าจิต

*  ขุ.  ปฏิ.  ๓๑/๒๕๗-๒๕๘.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 362

ถามว่า   จิตควงต่อ ๆ ไป   ย่อมเป็นไปอย่างไร ?

แก้ว่า   เปรียบเหมือนบุรุษ   พึงเอาชี่เหล็กท่อนใหญ่ตีกังสดาล   ด้วย

การตีเพียงครั้งเดียว  เสียงดัง    พึงเกิดขึ้น,     จิตของบุรุษนั้น    ซึ่งมีเสียงดัง

(หยาบ)    เป็นอารมณ์    พึงเป็นไป,     เมื่อเสียงดังดับไป    ต่อจากนั้นภายหลัง

จิตซึ่งมีเสียงละเอียดเป็นอารมณ์    พึงเป็นไป,     แม้เมื่อจิตซึ่งมีนิมิต    คือเสียง

ละเอียดเป็นอารมณ์นั้นดับไปแล้ว    จิตดวงต่อ ๆ ไป    ซึ่งมีอารมณ์คือนิมิตที่

ละเอียดจนละเอียดกว่าจิต   ซึ่งมีนิมิต   คือเสียงละเอียด   เป็นอารมณ์นั้น    ย่อม

เป็นไปทีเดียว  ฉันใด,    จิตซึ่งมีนิมิตคือลมอัสสาสะและปัสสาสะเป็นอารมณ์นั้น

บัณฑิตพึงทราบว่า     ย่อมเป็นไปฉันนั้น.     แม้ข้อนี้สมจริงดังคำที่พระธรรม

เสนาบดีสารีบุตรกล่าวไว้ว่า   เปรียบเหมือนบุคคลตีกังสดาล    (เสียงดังคือเสียง

หยาบ   ย่อมกระจายไปก่อน)*  ดังนี้  เป็นต้น.  ควรให้พิสดาร.  เหมือนอย่างว่า

กรรมฐานเหล่าอื่น  ย่อมปรากฏชัดในชั้นสูง ๆ ขึ้นไป  ฉันใดอานาปานัสสติ

กรรมฐานนี้จะเป็นฉันนั้น  ก็หามิได้.  แต่อานาปานัสสติกรรมฐานนี้  เมื่อภิกษุ

เจริญ ๆ ในชั้นสูงขึ้นไป    ย่อมถึงความเป็นของละเอียด    คือจะไม่ถึงแม้ความ

ปรากฏ.    ก็เมื่อกรรมฐานนั้น    ไม่ปรากฏอยู่อย่างนั้น    ภิกษุนั้นไม่ควรลุกขึ้น

จากอาสนะ  ตบท่อนหนังไปเสีย.  ไม่ควรลุกขึ้น  ด้วยคิดว่า  จะพึงทำอย่างไร ?

เราจักถามพระอาจารย์     หรือว่า     บัดนี้กรรมฐานของเราเสื่อมแล้ว.     จริงอยู่

เมื่อเธอให้อิริยาบถกำเริบเดินไป     กรรมฐานย่อมปรากฏเป็นของใหม่ ๆ เรื่อย

ไปเพราะเหตุนั้น  ควรนั่งอยู่ตามเติมนั่นแหละ  นำกรรมฐานมาจากที่ถูกต้อง

ตามปกติ.

*  ขุ.  ปฏิ.  ๓๑/๒๗๙.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 363

[อุบายเป็นเหตุนำอานาปานัสสติกรรมฐานมา]

ในอธิการว่าด้วยอานาปานัสสติกรรรมฐานนั้น  มีอุบายเป็นเครื่องนำมา

ดังต่อไปนี้:-

จริงอยู่   ภิกษุนั้น   รู้ว่ากรรมฐานไม่ปรากฏ   ควรพิจารณาสำเหนียก

อย่างนี้ว่า   ชื่อว่า   ลมหายใจเข้าและหายใจออกนี้     มีอยู่ในที่ไหน ?    ไม่มีใน

ที่ไหน     ของใครมี ?   ของใครไม่มี ?

ภายหลัง  เมื่อภิกษุนั้น  พิจารณาดูอยู่อย่างนี้   ก็รู้ได้ว่า   ลมหายใจเข้า

และหายใจออกนี้   (ของทารกผู้อยู่)   ภายในท้องของมารดา   ไม่มี     พวกชนผู้

ดำน้ำก็ไม่มี.   พวกอสัญญีสัตว์  คนตายแล้ว    ผู้เข้าจตุตถฌาน   ท่านผู้พร้อม

เพรียงด้วยรูปภพและอรูปภพ   ท่านเข้านิโรธ   ก็ไม่มีเหมือนกัน   แล้วพึงตัก-

เตือนตนด้วยตนเองอย่างนี้ว่า  แน่ะบัณฑิต !   ตัวเธอไม่ใช่ผู้อยู่ในท้องของมารดา

ไม่ใช่ผู้ดำน้ำ    ไม่ใช่เป็นอสัญญีสัตว์     ไม่ใช่คนตาย     ไม่ใช่ผู้เข้าจตุตถฌาน

ไม่ใช่ผู้พร้อมเพรียง   ด้วยรูปภพ   และอรูปภพ   ไม่ใช่ผู้เข้านิโรธ   มิใช่หรือ  ?

ตัวเธอยังมีลมหายใจเข้าและหายใจออกอยู่แท้  ๆ,      แต่ตัวเธอก็ไม่สามารถจะ

กำหนดได้   เพราะยังมีปัญญาอ่อน.

ภายหลัง  เธอนั้น  ควรตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจที่ลมถูกต้องโดยปกตินั่นเอง

ให้มนสิการเป็นไป.   จริงอยู่   ลมหายใจเข้าและหายใจออกนี้   กระทบโครงจมูก

ของผู้มีจมูกยาวผ่านไปกระทบริมฝีปากข้างบนของผู้มีจมูกสั้นผ่านไป.  เพราะ

ฉะนั้น    เธอนั่น    จึงควรตั้งนิมิตไว้ว่า    ลมหายใจเข้าและหายใจออก    ย่อม

กระทบฐานชื่อนี้.   ความจริง   พระผู้มีพระภาคเจ้า   ทรงอาศัยอำนาจประโยชน์

นี้แล    จึงตรัสว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !  เราไม่กล่าวการเจริญอานาปานัสสติ

แก่ภิกษุผู้หลงลืมสติ  ไม่รู้สึกตัวอยู่.*

*  ม. อุป.  ๑๔/๑๙๖-๗.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 364

จริงอยู่   กรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง   ย่อมสำเร็จแก่ผู้มีสติ    มีความรู้

ตัวเท่านั้น   แม้ก็จริง,   ถึงกระนั้น  กรรมฐานอย่างอื่น   นอกจากอานาปานัสสติ

กรรมฐานนี้    ย่อมปรากฏได้แก่ผู้ที่มนสิการอยู่.    แต่อานาปานัสสติกรรมฐานนี้

เป็นภาระหนัก    เจริญสำเร็จได้ยาก    ทั้งเป็นภูมิแห่งมนสิการ    ของมหาบุรุษ

ทั้งหลาย    คือ    พระพุทธเจ้า      พระปัจเจกพุทธเจ้า     และพุทธบุตรเท่านั้น,

ไม่ใช่เป็นกรรมฐานต่ำต้อย,    ทั้งมิได้เป็นกรรมฐานที่สัตว์ผู้ต่ำต้อยซ่องเสพ,

เป็นกรรมฐานสงบและละเอียด      โดยประการที่มหาบุรุษทั้งหลายย่อมทำไว้ใน

ใจ ;   เพราะฉะนั้นในอานาปานัสสติกรรมฐานนี้  จำต้องปรารถนาสติและปัญญา

อันมีกำลัง.    เหมือนอย่างว่า    ในเวลาชุนผ้าสาฎกเนื้อเกลี้ยง    แม้เข็มก็จำต้อง

ปรารถนาอย่างเล็กแม้ด้ายซึ่งร้อยในบ่วงเข็ม   ก็จำต้องปรารถนาเส้นละเอียด

กว่านั้น   ฉันใด,   ในเวลาเจริญกรรมฐานนี้  ซึ่งเป็นเช่นกับผ้าสาฎกเนื้อเกลี้ยง

ก็ฉันนั้นเหมือนกัน     สติมีส่วนเปรียบด้วยเข็มก็ดี    ปัญญาที่สัมปยุตด้วยสตินั้น

มีส่วนเปรียบด้วยด้ายร้อยบ่วงเข็มก็ดี   จำต้องปรารถนาให้มีกำลัง.

ก็แล    ภิกษุผู้ประกอบด้วยสติและปัญญานั้นแล้ว  ไม่จำต้องแสวงหา

ลมหายในเข้าและหายในออกนั้น  นอกจากโอกาสที่ลมถูกต้องโดยปกติ.  เปรียบ

เหมือนชาวนาไถนาแล้วปล่อยพวกโคถึก   ให้บ่ายหน้าไปสู่ที่หากิน   แล้วพึงนั่ง

พักที่ร่มไม้,   คราวนั้นพวกโคถึกเหล่านั้นของเขาก็เข้าดงไป  โดยเร็ว.  ชาวนา

ผู้ฉลาด  ประสงค์จะจับโคถึกเหล่านั้นมาเทียมไถอีก      จะไม่เดินคามรอยเท้าโค

ถึกเหล่านั้นเข้าไปยังดง,   โดยที่แท้     เขาจะ ถือเอาเชือกและประตักเดินตรงไป

ยังท่าน้ำซึ่งโคถึกเหล่านั้นลงทีเดียว    นั่งหรือนอนคอยอยู่.    เวลานั้นเขาได้เห็น

โคเหล่านั้น     ซึ่งเที่ยวไปสิ้นทั้งวัน     แล้วลงไปสู่ท่าน้าดื่มอาบและกินน้ำแล้ว

ขึ้นมายืนอยู่   จึงเอาเชือกผูกแล้วเอาประตักทิ่มแทง   นำไปเทียม  (ไถ)  ทำการ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 365

งานอีก   ฉันใด    ภิกษุนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน    ไม่จำต้องแสวงหาลมหายใจเข้า

และหายใจออก   นอกจากโอกาสที่ลมถูกต้องโดยปกติ    แต่พึงถือเอาเชือก   คือ

สติ    และประตักคือปัญญาแล้ว    ตั้งจิตไว้ในโอกาสที่ลมถูกต้องโดยปกติ    ยัง

มนสิการให้เป็นไป.  เพราะว่า  เมื่อเธอมนสิการอยู่อย่างนั้น    ต่อกาลไม่นานเลย

ลมหายใจเข้าและหายใจออกนั้น    จะปรากฏดุจพวกโคปรากฏที่ท่าลงดื่มฉะนั้น.

ในลำดับนั้น   เธอพึงเอาเชือกคือสติผูกประกอบไว้ในที่นั้นนั่นแหละ   แล้วแทง

ด้วยประตักคือปัญญาตามประกอบกรรมฐานอีก.     เมื่อเธอหมั่นประกอบอยู่

อย่างนั้น   ต่อกาลไม่นานเลย   นิมิตจะปรากฏ.

อาจารย์บางพวกกล่าวไว้ว่า     ก็นิมิตนี้นั้น     ย่อมไม่เป็นเช่นเดียวกัน

แก่พระโยคาวจรทุกรูป.   อนึ่งแล   นิมิตนั้น  ย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรบางรูป

ดุจปุยนุ่น   ดุจปุยฝ้าย   และดุจสายลม   ให้เกิดสุขสัมผัส.

ส่วนวินิจฉัยในอรรถกถา   มีดังต่อไปนี้ :-    จริงอยู่    นิมิตนี้    ย่อม

ปรากฏแก่พระโยคาวจรบางรูป   ดุจดวงดาว   ดุจพวงแก้วมณี    และดุจพวงแก้ว

มุกดา   บางรูปปรากฏเป็นของมีสัมผัสหยาบ  ดุจเมล็ดฝ้าย  และดุจเสี้ยนไม้แก่น,

บางรูปปรากฏเป็นของสายสังวาลที่ยาว    ดุจพวงแห่งดอกคำ     และดุจเปลวควัน

ไฟปางรูปดุจใยแมลงมุมที่กว้าง   ดุจช่อกลีบเมฆ   ดุจดอกปทุม    ดุจล้อรถ

ดุจมณฑลจันทร์   และดุจมณฑลพระอาทิตย์   ฉะนั้น.

ก็แล   กรรมฐานนี้นั้นเป็นอันเดียวกันแท้ ๆ   แต่ปรากฏโดยความต่าง

กัน   เพราะมีสัญญาต่างกัน   เหมือนบรรดาภิกษุหลายรูปด้วยกัน   นั่งสาธยาย

พระสูตรอยู่   เมื่อภิกษุรูปหนึ่ง   พูดว่า   พระสูตรนี้   ย่อมปรากฏแก่พวกท่าน

เป็นเช่นไร้ ?   รูปหนึ่งพูดว่า   ย่อมปรากฏแก่ผม  เป็นเหมือนแม่น้ำไหลตกจาก

ภูเขาใหญ่,   อีกรูปอื่น  พูดว่า  ย่อมปรากฏแก่ผม  เป็นเหมือนแนวป่าแห่งหนึ่ง,


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 366

รูปอื่นพูดว่า   ย่อมปรากฏแก่ผม   เป็นเหมือนรุกชาติที่เพียบพร้อมด้วยภาระคือ

ผลไม้   ซึ่งมีร่มเงาเย็น   สมบูรณ์ด้วยกิ่ง.   จริงอยู่    พระสูตรของเธอเหล่านั้น

ก็เป็นสูตรเดียวกันนั่นเอง   แต่ปรากฏโดยความเป็นของต่างกัน   เพราะมีสัญญา

ต่างกัน ฉะนั้น.  ความจริง  กรรมฐานนี้   เกิดแต่สัญญา  มีสัญญาเป็นต้นเหตุ

มีสัญญาเป็นแดนเกิด ;    เพราะฉะนั้น  พึงทราบว่า  ย่อมปรากฏโดยความต่างกัน

เพราะมีสัญญาต่างกัน.

[ธรรม ๓ อย่างมีบริบูรณ์กรรมฐานจึงถึงอัปปนา]

ก็   บรรดาลมหายใจเข้า  หายใจออก  และนิมิตนี้    จิตที่มีลมหายใจเข้า

เป็นอารมณ์  ก็อย่างหนึ่งต่างหาก  จิตที่มีลมหายใจออกเป็นอารมณ์  ก็อย่างหนึ่ง

จิตที่มีนิมิตเป็นอารมณ์   ก็อย่างหนึ่ง.   จริงอยู่   กรรมฐานของภิกษุผู้ไม่มีธรรม

๓  อย่างนั้น    ย่อมไม่ถึงอัปปนา    ไม่ถึงอุปจาระ.    ส่วนกรรมฐานของภิกษุผู้มี

ธรรม ๓ อย่างนี้     ย่อมถึงอัปปนาและอุปจาระด้วย.    สมจริงดังคำที่ท่านพระ-

ธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวไว้ว่า

นิมิต  ลมหายใจเข้า  และลมหายใจ

ออก  มิใช่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียวและ

เมื่อภิกษุไม่รู้ธรรม  ๓  ประการ     ย่อมไม่ได้

ภาวนา (ย่อมไม่สำเร็จ)นิมิต ลมหายใจเข้า

และลมหายใจออก   มิใช่เป็นอารมณ์แห่งจิต

ดวงเดียวและเมื่อภิกษุรู้ซึ่งธรรม ๓ ประการ

ย่อมได้ภาวนา.*

พระอาจารย์ทั้งหลาย   ผู้กล่าวทีฆนิกาย   ได้กล่าวไว้อย่างนี้ก่อนว่า   ก็

เมื่อนิมิตปรากฏแล้วอย่างนั้น    ภิกษุนั้นควรไปสำนักของอาจารย์    แล้วบอกว่า

* ขุ.  ปฏิ.  ๓๑/๒๕๗.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 367

นิมิตชื่อเห็นปานนี้   ย่อมปรากฏแก่ผมขอรับ     ส่วนอาจารย์ไม่ควรพูดว่า   นั่น

เป็นนิมิต  หรือว่า  ไม่ใช่นิมิต  ควรพูดว่า  ย่อมเป็นอย่างนั้นละ  คุณ !   แล้ว

พึงพูดว่า   คุณจงมนสิการบ่อย  ๆ.   จริงอยู่เมื่ออาจารย์พูดว่า   เป็นนิมิต   เธอ

จะพึงถึงความถอยหลัง,   เมื่ออาจารย์พูดว่า  ไม่ใช่นิมิต  เธอก็จะเป็นผู้หมดหวัง

จมอยู่,   เพราะเหตุนั้น   ไม่ควรพูดแม้ทั้งสองอย่างนั้น.     ควรประกอบเธอนั้น

ไว้ในมนสิการนั่นแล.      ส่วนอาจารย์ทั้งหลายผู้กล่าวมัชฌิมนิกายได้กล่าวไว้ว่า

เธอ   อันอาจารย์พึงพูดว่า   นี้เป็นนิมิต   คุณ !   ขอให้คุณจงมนสิการกรรมฐาน

บ่อย  ๆ  เถิดสัตบุรุษ !

ภายหลัง   เธอรูปนั้น    พึงตั้งจิตไว้ในนิมิตนั่นเอง.   จำเดิมแต่ปฏิภาค-

นิมิตเกิดขึ้นนี้     ภาวนานี้ของเธอรูปนั้น       ย่อมมีได้ด้วยอำนาจการตั้งไว้ด้วย

ประการอย่างนี้.   สมจริงดังคำที่พระโบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า

พระโยคีผู้เป็นธีรชน     เมื่อตั้งจิตไว้

ในนิมิต  เจริญลมหายใจเข้า และหายใจออก

ซึ่งมีอาการต่าง ๆ อยู่ชื่อว่า   ย่อมผูกจิตของ

ตนไว้.

จำเดิมตั้งแต่นิมิตปรากฏ     โดยนัยดังกล่าวแล้วนั้น     นิวรณ์ทั้งหลาย

ย่อมเป็นอันพระโยคีนั้นข่มได้โดยแท้   กิเลสทั้งหลาย  สงบนิ่ง   สติเข้าไปตั้งมั่น

ทีเดียว  จิตก็ตั้งมั่น เช่นกัน.

[จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิด้วยองค์]

จริงอยู่   จิตนี้    ย่อมชื่อว่าเป็นธรรมชาติตั้งมั่น     ด้วยองค์ ๒ คือ  ด้วย

การละนิวรณ์ในอุปจารภูมิ     หรือด้วยความปรากฏแห่งองค์ในปฏิลาภภูมิ.

บรรดาภูมิ  ๒  อย่างนั้น   ที่ชื่อว่า   อุปจารภูมิ  ได้แก่   อุปจารสมาธิ.   ที่ชื่อว่า

ปฏิลาภภูมิ  ได้แก่   อัปปนาสมาธิ.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 368

ถามว่า   สมาธิทั้งสองนั้น   มีการทำต่างกันอย่างไร ?

แก้ว่า     อุปจารสมาธิ      แล่นไปในกุศลวิถีแล้ว  ก็หยั่งลงสู่ภวังค์.

อัปปนาสมาธิ     เมื่อพระโยคีนั่งแนบสนิทตลอดทั้งวัน     แล่นไปในกุศลวิถีแม้

ตลอดทั้งวัน   ก็ไม่หยั่งลงสู่ภวังค์.    บรรดาสมาธิ  ๒  อย่างเหล่านี้    จิตย่อมเป็น

ธรรมชาติตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิ   เพราะนิมิตปรากฏ.   ภายหลัง   ภิกษุนี้ไม่พึง

มนสิการนิมิตนั้นโดยสี      ทั้งไม่พึงพิจารณาโดยลักษณะ.        ก็อีกอย่างหนึ่งแล

เธออย่าประมาท  ควรรักษานิมิตไว้  ดุจพระมเหสีของกษัตริย์   ทรงรักษาครรภ์

แห่งพระเจ้าจักรพรรดิ       และดุจชาวนารักษารวงแห่งข้าวสาลีและข้าวเหนียว

ฉะนั้น.   จริงอยู่   นิมิตที่รักษาไว้ได้   ย่อมจะอำนวยผลแก่เธอ.

เมื่อพระโยคีรักษานิมิตไว้ได้   จะไม่

มีความเสื่อม    จากอุปจารฌานที่ตนได้แล้ว

เมื่อไม่มีการอารักขา  (นิมิต)   ฌานที่ตนได้

แล้ว ๆ  ก็จะพินาศไป  ฉะนี้แล.

[อุบายสำหรับรักษาอานาปานัสสติกรรมฐานไม่ให้เสื่อม]

ในอธิการแห่งอานาปานัสสติกรรมฐานนั้น    มีอุบายสำหรับรักษาดัง

ต่อไปนี้:-      ภิกษุนั้น    ควรเว้นอสัปปายะ  ๗  อย่างเหล่านี้   คือ  อาวาส  ๑

โคจร  ๑  การสนทนา  ๑   บุคคล  ๑   โภชนะ  ๑   ฤดู  ๑   อิริยาบถ  ๑   แล้ว

เสพสัปปายะ  ๗  อย่างเหล่านั้นนั่นแล  มนสิการนิมิตนั้นบ่อย ๆ.

พระโยคีนั้น    ครั้นทำนิมิตให้มั่นคงด้วยการเสพสัปปายะอย่างนั้นแล้ว

ควรรอคอยความเจริญงอกงามไพบูลย์  บำเพ็ญความเพียรไม่ละทิ้งอัปปนาโกศล

๑๐  อย่างเหล่านั้น  คือ  ทำวัตถุให้สละสลวย  ๑  ประคองอินทรีย์ให้เป็นไปเสมอ ๑

ฉลาดในนิมิต  ๑  ข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม  ๑  ประคองจิตในสมัยที่ควรประคอง ๑


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 369

ปลอบจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรปลอบจิตให้ร่าเริง   ๑      เพ่งดูจิตในสมัยที่ควร

เพ่งดู  ๑  เว้นบุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น   ๑   เสพบุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น  ๑  น้อมไปใน

สมาธินั้น ๑.

เมื่อพระโยคีนั้นหมั่นประกอบโดยนัยดังกล่าวมาอย่างนี้อยู่  มโนทวารา-

วัชชนะ     ซึ่งมีนิมิตเป็นอารมณ์     ตัดภวังค์แล้วก็เกิดขึ้นขณะที่ควรกล่าวว่า

อัปปนา  จักเกิดขึ้นในบัดนี้.   ก็เมื่อมโนทวาราวัชชนะนั้นดับไป   บรรดาชวนะ

ทั้งหลาย  ๔  หรือ ๕ ควง   ยึดเอาอารมณ์นั้นนั่นแลแล่นไป   ซึ่งชวนะดวงแรก

ชื่อบริกรรม  ที่  ๒  ชื่ออุปจาระ  ที่  ๓  ชื่ออนุโลม  ที่ ๔   ชื่อโคตรภู  ที่  ๕  ชื่อ

อัปปนาจิต  อีกอย่างหนึ่ง  ควงแรกเรียกว่าบริกรรมและอุปจาระ   ที่   ๒  เรียกว่า

อนุโลม   ที่  ๓  เรียกว่า   โคตรภู   ที่  ๔  เรียกว่า   อัปปนาจิต.   จริงอยู่   ชวนะ

ดวงที่  ๔ เท่านั้น  บางทีที่  ๕  ย่อมเป็นไป*  ไม่ถึงดวงที่  ๖  หรือที่  ๗  เพราะ

อาสันนภวังค์   (ภวังค์ใกล้อัปปนา)  ตกไป.

ส่วนพระโคทัตตเถระ    ผู้ชำนาญอภิธรรม    กล่าวไว้ว่า    กุศลธรรม

ทั้งหลาย   ย่อมเป็นธรรมมีกำลัง  โดยอาเสวนปัจจัย   เพราะฉะนั้น   ชวนะย่อม

ถึงที่  ๖  หรือที่  ๗.  คำนั้นถูกคัดค้านในอรรถกถาทั้งหลาย.  ในชวนจิตเหล่านั้น

จิตที่เป็นบุรพภาค    เป็นกามาวจร    ส่วนอัปปนาจิตเป็นรูปาวจร.    ปฐมฌาน

ซึ่งละองค์  ๕  ประกอบด้วยองค์  ๕  สมบูรณ์ด้วยลักษณะ   ๑๐   มีความงาม  ๓

ย่อมเป็นอันพระโยคีนี้บรรลุแล้ว    โดยนัยดังกล่าวมาฉะนี้.     เธอยังองค์ฌาน

ทั้งหลาย   มีวิตกเป็นต้นให้สงบราบดาบในอารมณ์นั้นนั่นเอง   ย่อมบรรลุฌาน

ที่  ๒    ที่  ๓   และที่  ๔.   และด้วยเหตุมีประมาณเพียงนี้    เธอย่อมเป็นผู้ถึงที่สุด

แห่งภาวนา   ด้วยอำนาจแห่งการหยุดไว้.   ในอธิการนี้   มีสังเขปกถาเท่านี้  ส่วน

*  โยชนา  ๑/๓๓๘  แก้  อปฺเปติ  เป็น  ปวตฺตติ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 370

นักศึกษาผู้ต้องการความพิสดาร  พึงถือเอาจากปกรณ์วิเสส ชื่อวิสุทธิมรรคเถิด.

ส่วนในกายานุปัสสนานี้   ภิกษุผู้บรรลุจตุตถฌานแล้วอย่างนั้น   มีความ

ประสงค์ที่จะเจริญกรรมฐาน  ด้วยอำนาจการกำหนดและการเปลี่ยนแปลง  แล้ว

บรรลุความหมดจด    กระทำฌานนั้นนั่นแล     ให้ถึงความชำนิชำนาญ    (วสี)

ด้วยอาการ ๕ อย่าง   กล่าวคือ  อาวัชชนะ  การรำพึง  สมาปัชชนะ  การเช้า

อธิฏฐานะ  การทั้งใจ  วุฏฐานะ  การออก  และ ปัจจเวกขณะ  การพิจารณา

แล้ว กำหนด  รูปและอรูปว่า  รูป  มีอรูปเป็นหัวหน้า  หรืออรูป   มีรูปเป็นหัวหน้า

แล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนา.

ถามว่า   เริ่มตั้งวิปัสสนาอย่างไร ?

แก้ว่า   จริงอยู่   พระโยคีนั้น   ครั้นออกจากฌานแล้วกำหนดองค์ฌาน

ย่อมเห็นหทัยวัตถุ   ซึ่งเป็นที่อาศัยแห่งองค์ฌานเหล่านั้น   ย่อมเห็นภูตรูป   ซึ่ง

เป็นที่อาศัยแห่งหทัยวัตถุนั้น    และย่อมเห็นกรัชกายแม้ทั้งสิ้น    ซึ่งเป็นที่อาศัย

แห่งภูตรูปเหล่านั้น.   ในลำดับแห่งการเห็นนั้น   เธอย่อมกำหนดรูปและอรูปว่า

องค์ฌานจัดเป็นอรูป,  (หทัย)  วัตถุเป็นต้นจัดเป็นรูป.   อีกอย่างหนึ่ง  เธอนั้น

ครั้นออกจากสมาบัติแล้ว   กำหนดภูตรูปทั้ง ๔ ด้วยอำนาจปฐวีธาตุเป็นต้น ใน

บรรดาส่วนทั้งหลายมีผมเป็นอาทิ  และรูปซึ่งอาศัยภูตรูปนั้น  ย่อมเห็นวิญญาณ

พร้อมทั้งสัมปยุตธรรมซึ่งมีรูปตามที่ตนกำหนดแล้วเป็นอารมณ์   หรือมีรูปวัตถุ

และทวารตามที่ตนกำหนดแล้วเป็นอารมณ์.     ลำดับนั้น     เธอย่อมกำหนดว่า

ภูตรูปเป็นต้น  จัดเป็นรูปวิญญาณที่มีสัมปยุตธรรม  จัดเป็นอรูป. อีกอย่างหนึ่ง

เธอครั้นออกจากสมาบัติแล้ว     ย่อมเห็นว่า    กรัชกายและจิตเป็นที่เกิดขึ้นแห่ง

ลมอัสสาสะและปัสสาสะ.    เหมือนอย่างว่า    เมื่อสูบของช่างทองยังสูบอยู่    ลม

ย่อมสัญจรไปมา   เพราะอาศัยการสูบ   และความพยายามอันเกิดจากการสูบนั้น


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 371

ของบุรุษ   ฉันใด,    ลมหายใจเข้าและหายใจออก    ย่อมเข้าออก    เพราะอาศัย

กายและจิตฉันนั้นเหมือนกันแล.  ลำดับนั้น  เธอกำหนดลมหายใจเข้าหายใจออก

และกายว่า    เป็นรูป,   กำหนดจิตนั้นและธรรมที่สัมปยุตด้วยจิตว่า   เป็นอรูป.

ครั้น เธอกำหนดนามรูปด้วยอาการอย่างนั้นแล้ว   ย่อมแสวงหาปัจจัยแห่งนามรูป

นั้น.  และเธอเมื่อแสวงหาอยู่   ก็ได้เห็นปัจจัยมีอวิชชาและตัณหาเป็นต้นนั้นแล้ว

ย่อมข้ามความสงสัยปรารภความเป็นไปแห่งนามรูปในกาลทั้ง  ๓  เสียได้.

เธอนั้น  ข้ามความสงสัยได้แล้ว   ยกไตรลักษณ์ขึ้นด้วยอำนาจพิจารณา

กลาป   ละวิปัสสนูปกิเลส  ๑๐  อย่าง   มีโอภาสเป็นต้น    ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในส่วน

เบื้องต้น    ด้วยอุทยัพพยานุปัสสนา   (การพิจารณาเห็นความเกิดและความดับ)

กำหนดปฏิปทาญาณที่พ้นจากอุปกิเลสว่า    เป็นมรรค    ละความเกิดเสีย    ถึง

ภังคานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความดับ)   เบื่อหน่ายคลายกำหนัดพ้นไปใน

สรรพสังขาร   ซึ่งปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว   ด้วยพิจารณาเห็นความดับ

ติดต่อกันไป   ได้บรรลุอริยมรรคทั้ง  ๔  ตามลำดับ   แล้วตั้งอยู่ในพระอรหัตผล

ถึงที่สุดแห่งปัจจเวกขณญาณ  ๑๙ อย่าง   เป็นอัครทักขิไณยแห่งโลก   พร้อมทั้ง

เทวดา.    ก็การเจริญอานาปานัสสติสมาธิ     ของภิกษุผู้ประกอบในอานาปาน-

กรรมฐานนั้น    ตั้งต้นแต่การนับ   จนถึงมรรคผลเป็นที่สุด   จบบริบูรณ์เพียง

เท่านี้แล.

นี้พรรณนาปฐมจตุกกะโดยอาการทุกอย่าง

ก็เพราะใน  ๓  จตุกกะนอกนี้      ขึ้นชื่อว่านัยแห่งการเจริญกรรมราน

แผนกหนึ่งย่อมไม่มี,   เพราะฉะนั้น  ผู้ศึกษาควรทราบเนื้อความแห่ง ๓ จตุกกะ

เหล่านั้น  โดยนัยแห่งการพรรณนาตามบทนั่น แล.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 372

บทว่า   ปีติปฏิสเวที   ความว่า   เธอย่อมสำเหนียกว่า    เราจักทำปีติ

ให้รู้แจ้ง   คือทำให้ปรากฏหายใจเข้า   หายใจออก.    บรรดาปีติและสุขเหล่านั้น

ปีติ   ย่อมเป็นอันภิกษุรู้แจ้งแล้วโดยอาการ ๒ อย่าง  คือ  โดยอารมณ์  และโดย

ความไม่งมงาย.

ถามว่า   ปีติ   ย่อมเป็นอันภิกษุรู้แจ้งแล้ว   โดยอารมณ์อย่างไร ?

แก้ว่า  ภิกษุนั้นย่อมเข้าฌานทั้ง  ๒  (ปฐมฌานและทุติยฌาน)  ซึ่งมีปีติ,

ปีติชื่อว่าเป็นอันภิกษุนั้นรู้แจ้งแล้วโดยอารมณ์     ด้วยการได้ฌานในขณะเข้า

สมาบัติ   เพราะอารมณ์เป็นธรรมชาติอันภิกษุนั้นรู้แจ้งแล้ว.

ถามว่า   ปีติ   ย่อมเป็นอันภิกษุรู้แจ้งแล้วโดยความไม่งมงายอย่างไร ?

แก้ว่า   ภิกษุนั้นเข้าฌานทั้ง  ๒  ซึ่งมีปีติ ออกจากฌานแล้วย่อมพิจารณา

ปีติที่สัมปยุตด้วยฌาน   โดยความสิ้น  ความเสื่อมปีติชื่อว่าเป็นอันภิกษุรูปนั้น

รู้แจ้งแล้ว  โดยความไม่งมงาย   เพราะแทงตลอดลักษณะ  ในขณะแห่งวิปัสสนา.

ข้อนี้    สมจริงดังคำที่ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร   กล่าวไว้ในปฏิสัมภิทาว่า

เมื่อภิกษุรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว    ไม่ฟุ้งซ่าน    ด้วยอำนาจลมหายใจเข้ายาว

สติย่อมทั้งมั่น,    ปีตินั้น  ย่อมเป็นอันเธอนั้นรู้แจ้งแล้ว  ด้วยสตินั้น  ด้วยญาณ

นั้น,   เมื่อภิกษุรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว    ไม่ฟุ้งซ่าน    ด้วยอำนาจลมหายใจ

ออกยาว   สติย่อมตั้งมั่น,   ปีตินั้น  ย่อมเป็นอันเธอรู้แจ้งแล้ว   ด้วยสตินั้น ด้วย

ญาณนั้น,   เมื่อภิกษุรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว  ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจลมหายใจ

เข้าสั้น  สติย่อมตั้งมัน,   ปีตินั้น    ย่อมเป็นอันเธอนั้นรู้แจ้งแล้ว   ด้วยสตินั้น

ด้วยญาณนั้น,    เมื่อภิกษุรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน    ด้วยอำนาจลม

หายใจออกสั้น  สติย่อมตั้งมั่น,   ปีตินั้นย่อมเป็นอันเธอนั้นรู้แจ้งแล้ว  ด้วยสตินั้น

ด้วยญาณนั้น,   เมื่อภิกษุรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว    ไม่ฟุ้งซ่าน    ด้วยอำนาจ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 373

ความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวง      หายใจเข้าและหายใจออก      สติย่อมตั้งมั่น

ปีตินั้น    ย่อมเป็นอันเธอนั้นรู้แจ้งแล้ว   ด้วยสตินั้น   ด้วยญาณนั้น,    เมื่อภิกษุ

รู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว   ไม่ฟุ้งซ่าน   ด้วยอำนาจความเป็นผู้ระงับกายสังขาร

หายใจเข้าและหายใจออก  สติย่อมตั้งมั่น,   ปีตินั้น    ย่อมเป็นอันเธอนั้นรู้แจ้งแล้ว

ด้วยสตินั้น    ด้วยญาณนั้นเมื่อรำพึงถึง  ปีตินั้น    ย่อมเป็นอันเธอนั้นรู้แจ้งแล้ว,

เมื่อรู้   เมื่อเห็น   เมื่อพิจารณา    เมื่ออธิษฐานจิต    เมื่อน้อมใจไปด้วยศรัทธา

เมื่อประคองความเพียร    เมื่อเข้าไปตั้งสติไว้    เมื่อตั้งจิตไว้มั่น    เมื่อรู้ชัดด้วย

ปัญญา   เมื่อรู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง   เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้   เมื่อ

ละธรรมที่ควรละ   เมื่อเจริญธรรมที่ควรเจริญ   เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำ

ให้แจ้ง  ปีตินั้น   ย่อมเป็นอันเธอนั้นรู้แจ้งแล้ว,   ปีตินั้น  เป็นอันภิกษุรู้แจ้งแล้ว

ด้วยอาการอย่างนี้*.

แม้บทที่เหลือ  ก็พึงทราบโดยเนื้อความตามนัยนี้นั่นแล.   แต่ในสองบท

นี้มีความสักว่าแปลกกัน  ดังต่อไปนี้ :-    พึงทราบความเป็นผู้รู้แจ้งสุข    ด้วย

อำนาจแห่งฌาน  ๓,   พึงทราบความเป็นผู้รู้แจ้งจิตสังขาร   ด้วยอำนาจแห่งฌาน

ทั้ง ๔.  ขันธ์  ๒  มีเวทนาเป็นต้น   ชื่อว่าจิตสังขาร.   ก็บรรดาสองบทนี้  ใน

สุขปฏิสังเวทิบท    ท่านพระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทา    เพื่อแสดงภูมิ

แห่งวิปัสสนาว่า  คำว่า  สุข  ได้แก่สุข  ๒  อย่า ง  คือ  กายิกสุข ๑  เจตสิกสุข  ๑.

สองบทว่า   ปสฺสมฺภย   จิตฺตสงฺขาร  ความว่า  ระงับ  คือดับจิต-

สังขารที่หยาบ ๆ   เสีย.    ความคับจิตสังขารนั้น    พึงทราบโดยพิสดารตามนัย

ดังที่กล่าวแล้วในกายสังขารนั้นแหละ.

อีกอย่างหนึ่ง  บรรดาบทเหล่านี้   ในปีติบท  ท่านกล่าวเวทนาไว้ด้วย

ปีติเป็นประธานในสุขปฏิสังเวทิบท  ท่านกล่าวเวทนาไว้โดยสรุปทีเดียว,   ใน

*  ขุ.  ปฏิ.  ๓๑/ ๒๘๑-๒.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 374

จิตสังขารบททั้งสอง    เป็นอันท่านกล่าวเวทนาที่สัมปยุตด้วยสัญญาไว้    เพราะ

พระบาลีว่า   สัญญาและเวทนา    เป็นเจตสิก    ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต   เป็น

จิตสังขาร*   ดังนี้.   จตุกกะนี้   บัณฑิตพึงทราบว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส

โดยเวทนานุปัสสนานัย   ด้วยประการอย่างนี้.

แม้ในจตุกกะที่  ๓  มีวินิจฉัยดังนี้:-     บัณฑิตพึงทราบความเป็นผู้รู้

แจ้งจิต   ด้วยอำนาจแห่งฌาน ๔.

สองบทว่า   อภิปฺปโมทย  จิตฺต   ความว่า    ภิกษุย่อมสำเหนียกว่า

เราจักยังจิตให้บันเทิง   คือให้ร่าเริง   ได้แก่    ให้เบิกบานหายใจเข้าหายใจออก.

ในสองบทนั้น    ความบันเทิง    ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๒ อย่างคือ ด้วยอำนาจ

สมาธิ   และด้วยอำนาจวิปัสสนา.

ถามว่า   ความบันเทิง   ย่อมมีได้ด้วยอำนาจสมาธิอย่างไร ?

แก้ว่า    ภิกษุย่อมเข้าฌานทั้ง ๒ (ปฐมฌานและทุติยฌาน)    ซึ่งมีปีติ.

เธอนั้นย่อมให้จิตรื่นเริง  ด้วยปีติที่สัมปยุต   ในขณะแห่งสมาบัติ.

ถามว่า   ความบันเทิง   ย่อมมีได้ด้วยอำนาจวิปัสสนาอย่างไร ?

แก้ว่า   ภิกษุครั้นเข้าฌานทั้ง  ๒  ซึ่งมีปีติ    ออกจากฌานแล้วพิจารณา

อยู่ซึ่งปีติที่สัมปยุตด้วยฌาน  โดยความสิ้น  ความเสื่อม.  เธอทำปีติสัมปยุตด้วย

ฌานให้เป็นอารมณ์   ในขณะแห่งวิปัสสนาอย่างนั้นแล้ว   ให้จิตรื่นเริง   บันเทิง

อยู่.    ผู้ปฏิบัติอย่างนั้น     ท่านเรียกว่าย่อมสำเหนียกว่า    เราจักยังจิตให้บันเทิง

หายใจเข้าหายใจออก.

สองบทว่า   สมาทห   จิตฺต   ความว่า   ดำรงจิตไว้เสมอ  คือ  ทั้งจิต

ไว้เสมอในอารมณ์   ด้วยอำนาจแห่งฌานมีปฐมฌานเป็นต้น.    ก็หรือว่า    เมื่อ

เธอเข้าฌานเหล่านั้นแล้วออกจากฌาน       พิจารณาอยู่ซึ่งจิตที่สัมปยุตด้วยฌาน

*  ขุ. ปฏิ.  ๓๑/๒๘๓-๔.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 375

โดยความสิ้น    ความเสื่อม    ความที่จิตมีอารมณ์เดียวชั่วขณะ    (ขณิกสมาธิ)

ย่อมเกิดขึ้น     เพราะการแทงตลอดลักษณะ     ในขณะแห่งวิปัสสนา     ภิกษุผู้

ดำรงจิตไว้เสมอ    คือตั้งจิตไว้เสมอในอารมณ์    แม้ด้วยอำนาจแห่งความที่จิตมี

อารมณ์เดียวชั่วขณะ   ซึ่งเกิดขึ้นแล้วอย่างนั้น   ท่านก็เรียกว่า  ย่อมสำเหนียกว่า

เราจักตั้งจิตไว้มั่น   หายใจเข้าหายใจออก.

สองบทว่า   วิโมจย   จิตฺต   ความว่า    เมื่อเปลื้อง   เมื่อปล่อยจิตให้

พ้นจากนิวรณ์ทั้งหลาย     ด้วยปฐมฌาน  คือ  เมื่อเปลื้อง     ปล่อยจิตให้พ้นจาก

วิตกวิจาร      ด้วยทุติยฌาน      จากปีติด้วยตติยฌาน      จากสุขและทุกข์ด้วย

จตุตถฌาน.     ก็หรือว่า     เธอเข้าฌานเหล่านั้นแล้วออกมาพิจารณาอยู่ซึ่งจิตที่

สัมปยุตด้วยฌาน  โดยความสิ้น   ความเสื่อม    ในขณะแห่งวิปัสสนา   เธอนั้น

เปลื้อง  คือ  ปล่อยจิตให้พ้น จากนิจจสัญญา  (ความสำคัญว่าเที่ยง)  ด้วยอนิจจานุ

ปัสสนา   (ความพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง)    เปลื้อง  คือ  ปล่อยจิตให้พ้นจากสุข

สัญญา   (ความสำคัญว่าเป็นสุข)   ด้วยทุกขานุปัสสนา  (ความพิจารณาเห็นว่า

เป็นทุกข์)   จากอัตตสัญญา    (ความสำคัญว่าเป็นตัวตน)   ด้วยอนัตตานุปัสสนา

(ความพิจารณาเห็นว่าไม่ใช่ตัวตน)    จากนันทิ    (ความเพลิดเพลิน)     ด้วย

นิพพิทานุปัสสนา   (ความพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย)    จากราคะ    (ความ

กำหนัด)     ด้วยวิราคานุปัสสนา    (ความพิจารณาเห็นธรรมเครื่องคลายความ

กำหนัด)  จากสมุทัย   (ตัณหาที่ยังทุกข์ให้เกิด)  ด้วยนิโรธานุปัสสนา  (ความ

พิจารณาเห็นธรรมเป็นเครื่องคับ)     จากอาทาน     (ความยึดถือ)     ด้วยปฏิ-

นิสสัคคานุปัสสนา  (ความพิจารณาเห็นธรรมเป็นเครื่องสละคืนซึ่งอุปธิ)   หาย

ใจเข้าและหายใจออกอยู่.   เพราะเหตุนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้า  จึงตรัสว่า   ย่อม

สำเหนียกว่า   เราจักปล่อยจิตหายใจเข้า   หายใจออก.   จตุกกะนี้    บัณฑิตพึง

ทราบว่า   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยอำนาจแห่งจิตตานุปัสสนาอย่างนี้.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 376

ส่วนในจตุกกะที่  ๔  มีวินิจฉัยดังนี้ :-    ในบทว่า  อนิจฺจานุปสฺสี   นี้

พึงทราบ  อนิจจัง   (ของไม่เทียง)   พึงทราบ   อนิจจตา   (ความเป็นของไม่

เที่ยง)  พึงทราบ  อนิจจตานุปัสสนา   (การพิจารณาเห็นของไม่เที่ยง)   พึง

ทราบ   อนิจจานุปัสสี   (ผู้พิจารณาเห็นของไม่เที่ยง)   เสียก่อน.

ในลักษณะ  ๔  อย่าง  มีอนิจจังเป็นต้นนั้น  ที่ชื่อว่า   อนิจจัง  ได้แก่

เบญจขันธ์   เพราะเหตุไร ?   เพราะเหตุว่า   เบญจขันธ์มีความเกิดขึ้น    มีความ

เสื่อมไป   และมีความเป็นไปโดยประการอื่น.

ที่ชื่อว่า  อนิจจตา  ได้แก่   ข้อที่เบญจขันธ์เหล่านั้นนั่นเอง  มีความ

เกิดขึ้น   มีความเสื่อมไป   และมีความเป็นไปโดยอาการอื่น   หรือมีแล้ว   กลับ

ไม่มี   อธิบายว่า   เบญจขันธ์เหล่านั้น   เกิดขึ้นแล้ว   ไม่ตั้งอยู่โดยอาการนั้นนั่น

แล   แตกดับเพราะความแตกดับไปชั่วขณะ.

ที่ชื่อว่า  อนิจจานุปัสสนา  ได้แก่   การพิจารณาเห็นในเบญจขันธ์

ทั้งหลาย   มีรูปเป็นต้นว่า   ไม่เที่ยง   ด้วยอำนาจแห่งความเป็นของไม่เที่ยงนั้น.

ที่ชื่อว่า อนิจจานุปัสสี  ได้แก่ พระโยคาวจรผู้ประกอบด้วยอนุปัสสนา

นั้น.   เพราะเหตุนั้น  พระโยคาวจรผู้เป็นแล้วอย่างนั้นหายใจเข้า  และหายใจออก

อยู่   บัณฑิตพึงทราบในอธิการนี้ว่า   ย่อมสำเหนียกว่า    เราจักพิจารณาเห็นว่า

ไม่เที่ยง   หายใจเข้า   หายใจออก.

ส่วนวิราคะ  ในบทว่า  วิราคานุปัสสี   นี้  มี  ๒  อย่าง  คือ   ขยวิราคะ

คลายความกำหนัด    คือความสิ้นไป  ๑  อัจจันตวิราคะ     คลายความกำหนัด

โดยส่วนเดียว  ๑  บรรดาราคะ  ๒  อย่างนั้น  ความแตกดับไปชั่วขณะแห่งสังขาร

ทั้งหลาย  ชื่อ  ว่า  ขยวิราคะ.  พระนิพพาน  ชื่อว่า  อัจจันตวิราคะ.  วิปัสสนา

และมรรคที่เป็นไปด้วยอำนาจแห่งการเห็นวิราคะทั้ง  ๒  อย่างนั้น      ชื่อว่า

วิราคานุปัสสนา   (การพิจารณาเห็นการคลายความกำหนัด).   พระโยคาวจร


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 377

เป็นผู้ประกอบด้วยอนุปัสสนาแม้ทั้ง ๒   อย่างนั้น     หายใจเข้าและหายใจออกอยู่

บัณฑิตพึงทราบว่า     ย่อมสำเหนียกว่า      เราจักพิจารณาเห็นวิราคะหายใจเข้า

หายใจออก.  แม้ในบทว่า  นิโรธานุปัสสี   ก็มีนัยเหมือนกันนี้.

ปฏินิสสัคคะ      (ความสละคืนอุปธิ)     แม้ในบทว่า     ปฏินิสฺ-

สคฺคานุปสฺสี    นี้ก็มี  ๒   อย่างคือ  ปริจจาคปฏินิสสัคคะ   ความสละคืน

คือความเสียสละ  ๑  ปักขันทนปฏินิสสัคคะ   ความสละคืน  คือความแล่นไป

๑. การพิจารณาเห็น  คือความสละคืนนั่นเอง  ชื่อว่า   ปฏินิสสัคคานุปัสสนา.

คำว่า  ปฏินิสสัคคานุปัสสนา  นั่น    เป็นชื่อแห่งวิปัสสนาและมรรค.    จริง

อยู่   วิปัสสนา   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า  การสละคืน  คือการละ   เพราะ

ย่อมละกิเลสทั้งหลายพร้อมทั้งขันธาภิสังขาร    ด้วยอำนาจตทังคปหาน    และว่า

การสละคืนคือการแล่นไปเพราะย่อมแล่นไปในพระนิพพาน    ซึ่งผิดจากสังขาร

นั้น     เหตุที่น้อมไปในพระนิพพานนั้น     เพราะเห็นโทษแห่งสังขตธรรม.

มรรคพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า    การสละคืน   คือการละ    เพราะย่อมละ

กิเลสพร้อมทั้งขันธาภิสังขาร   ด้วยสามารถสมุจเฉทปหาน   และว่า   การสละคืน

คือการแล่นไป   . เพราะย่อมแล่นไปในพระนิพพาน    ด้วยการกระทำให้เป็น

อารมณ์.   ก็   วิปัสสนาญาณและมรรคญาณแม้ทั้ง  ๒   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส

เรียกว่า   อนุปัสสนา  เพราะเล็งเห็นญาณต้น  ๆ  ในภายหลัง.    ภิกษุเป็นผู้

ประกอบด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา  ทั้ง  ๒  อย่างนั้น     หายใจเข้าและหายใจออก

อยู่    บัณฑิตพึงทราบว่า   สำเหนียกอยู่ว่า     เราจักเป็นผู้มีปกติเล็งเห็นญาณชื่อ

ปฏินิสสัคคะ   ในภายหลัง  หายใจเข้า   หายใจออก   ดังนี้.

คำว่า   เอว   ภาวโตความว่า  เจริญแล้วด้วยอาการอย่างนี้  คือด้วย

อาการ ๑๖  อย่าง.   คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

กถาว่าด้วยอานาปรานัสสติสมาธิ  จบ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 378

ประชุมสงฆ์ทรงบัญญัติตติยปาราชิกสิกขาบท

ก็   ในคำว่า   อถโข   ภควา   เป็นต้น    มีความสังเขปดังต่อไปนี้:-

พระผู้มีพระภาคเจ้า   ครั้นทรงปลอบภิกษุทั้งหลายให้เบาใจ   ด้วยอานาปานัสสติ-

สมาธิกถา   อย่างนี้แล้ว    ในลำดับนั้น    ตรัสให้ประชุมภิกษุสงฆ์    เพราะเกิด

เรื่องที่ภิกษุทั้งหลายปลงชีวิตกันและกัน     อันเป็นเหตุก่อให้เกิดผล     และเป็น

เหตุเริ่มแรกแห่งการบัญญัติตติยปาราชิกสิกขาบทนี้แล้ว    ตรัสสอบถามและทรง

ติเตียนแล้ว   เพราะในการปลงชีวิตนั้น    การปลงชีวิตตนเอง     และการใช้ให้

มิคลัณฑิกสมณกุตก์ปลงชีวิตตน   ย่อมไม่เป็นวัตถุแห่งปาราชิก ;   ฉะนั้น   จึง

ทรงเว้นการปลงชีวิต ๒ อย่างนั้นเสีย   ทรงถือเอาการปลงชีวิตกันและกัน   อัน

เป็นวัตถุแห่งปาราชิกอย่างเดียว  ทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบท  ตรัสพระพุทธพจน์

มีคำว่า  อนึ่ง   ภิกษุใด  แกล้งพรากกายมนุษย์จากชีวิต ดังนี้  เป็นต้น.*

ก็ในพระบาลีนี้  พระผู้มีพระภาคเจ้า   ไม่ตรัสว่า   โมฆปุริสา   ตรัสว่า  เต

ภิกฺขู   เพราะภิกษุเหล่านั้น    เจือด้วยพระอริยบุคคล.

[ภิกษุฉัพพัคดีย์พรรณนาคุณแห่งความตาย]

ครั้งเมื่อตติยปาราชิก  อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติทำให้มั่นด้วย

อำนาจแห่งความขาดมูล    ด้วยประการฉะนั้นแล้ว    เรื่องพรรณนาคุณแห่งความ

ตายแม้อื่นอีก   ก็ได้เกิดขึ้น   เพื่อประโยชน์แก่อนุบัญญัติ.    เมื่อแสดงความเกิด

ขึ้นแห่งเรื่องนั้น   ท่านพระอุบาลีเถระ   จึงกล่าวว่า   เอวญฺจิท   ถควตา  เป็น

อาทิ.

*  วิ.  มหา.   ๑/๑๓๔.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 379

บรรดาบทเหล่านั้น  บทว่า   ปฏิพทฺธจิตฺตา   มีความว่า    ผู้มีจิตรัก

ใคร่ด้วยฉันทราคะ   อธิบายว่า   เป็นผู้มีความรักมาก   คือมีความเพ่งเล็ง.

สองบทว่า  มรณวณฺณ  สวณฺเณม มีความว่า  เราจะชี้โทษในความ

เป็นอยู่   แล้วพรรณนาคุณ   คือแสดงอานิสงส์แห่งความตาย .

ในบทว่า  กตกลฺยาโณ  เป็นอาทิ  มีเนื้อความเฉพาะบทดังต่อไปนี้:-

กรรมอันงาม    คือสะอาดอันท่านทำแล้ว ;     เพราะเหตุนั้นท่านย่อมเป็นผู้ชื่อว่า

มีกรรมงามอันทำแล้วแล.    อนึ่ง   กุศล   คือกรรมอันหาโทษมิได้   อันท่านทำ

แล้ว ;   เพราะเหตุนั้น   ท่านชื่อว่าผู้มีกุศลอันทำแล้ว.   ความเป็นผู้ขลาด  กล่าว

คือความกลัวอันใด     ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลาย     ในเมื่อมรณกาลมาถึงเข้า.

เครื่องต้านทาน    คือกรรมเครื่องป้องกัน    จากความเป็นผู้ขลาดนั้นอันท่านทำ

แล้ว,     เพราะเหตุนั้น     ท่านชื่อว่าผู้มีเครื่องต้านทานจากความเป็นผู้ขลาดอัน

กระทำแล้ว.   กรรมที่เป็นบาป   คือลามกอันท่านมิได้ทำแล้ว ;    เพราะเหตุนั้น

ท่านชื่อว่าผู้ไม่ได้ทำบาป.   กรรมของผู้ละโมบ    คือกรรมทารุณ   ได้แก่กรรม

เครื่องเป็นผู้ทุศีล   อันท่านมิได้ทำไว้ ;     เพราะเหตุนั้น   ท่านชื่อว่าผู้มีได้ทำกรรม

ของผู้ละโมบ .  กรรมหยาบช้า   คือกรรมเลวทรามเป็นที่หนาขึ้นแห่งกิเลสมีโลภะ

เป็นต้น   อันท่านมิได้ทำไว้ ;     เพราะเหตุนั้น    ท่านชื่อว่า   ผู้มิได้ทำกรรมที่

หยาบช้า.   คำว่า   ท่านมีกรรมงามได้ทำแล้ว   เป็นต้นนี้   เราทั้งหลายย่อมกล่าว

เพราะเหตุไร ?   เพราะกรรมงามแม้ทุกประการอันท่านทำแล้ว       กรรมอันเป็น

บาปแม้ทุกประการอันท่านมิได้ทำแล้ว ;    เพราะเหตุนั้น   เราทั้งหลาย   จึงกล่าว

กะท่านว่าจะประโยชน์อะไรของท่าน  ด้วยชีวิตอันชื่อว่าเลวทรามคือต่ำช้าเพราะ

ถูกโรคครอบงำ   อันชื่อว่าเป็นทุกข์   เพราะมากไปด้วยทุกข์นี้,    ความตายของ

ท่านประเสริฐกว่าความเป็นอยู่.   เพราะฉะนั้น   จึงมีอธิบายว่า    ความตายของ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 380

ท่าน  ดีกว่าความเป็นอยู่.  เพราะเหตุไร ?   เพราะเหตุว่า  ท่านเป็นผู้ทำกาละแล้ว

คือมีกาละอันทำแล้ว     อธิบายว่าทำกาลกิริยา     คือตายแล้วจากโลกนี้    ต่อจาก

ตายเพราะกายแตก   จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  และท่านเข้าถึงแล้วอย่างนั้น  จัก

เอิบอิ่ม พรั่งพร้อมด้วยกามคุณ  ๕  คือส่วนแห่งวัตถุกาม  ๕   มีรูปเป็นที่น่าชอบใจ

เป็นต้น   อันเป็นทิพย์ซึ่งเกิดขึ้นในเทวโลกนั้น   ยังอัตภาพให้เที่ยวไป ;   อธิบาย

ว่า   จักเป็นผู้ประกอบพร้อม   คือถึงความพรั่งพร้อม  (ด้วยกามคุณ ๕  คือส่วน

แห่งวัตถุกาม  ๕  อันเป็นทิพย์ซึ่งเกิดขึ้นในเทวโลกนั้น)   จักเที่ยวไปข้างนี้และ

ข้างนี้   คือจักอยู่   หรือจักอภิรมย์.

บทว่า   อสปฺปายานิ    ความว่า    โภชนาหารเหล่าใด    ยังตนให้ถึง

ความสิ้นไปแห่งชีวิตอย่างเร็วพลัน   โภชนาหารเหล่านั้น    จักว่าไม่เกื้อกูล   คือ

ไม่ทำความเจริญให้.

[อธิบายสัญจิจจศัพท์]

ศัพท์ว่า     สญฺจิจฺจ     นี้   เป็นศัพท์หนุนสัญจิจจบท   ที่พระผู้มี-

พระภาคเจ้าตรัสแล้ว  ในมาติกาว่า   สญฺจิจฺจ   มนุสฺสวิคฺคห  ศัพท์ว่า  ส

ในบทว่า   สญฺจิจฺจ   นั้นเป็นอุปสรรค .   คำว่า   สญฺจิจฺจ   นี้    เป็นคำบ่งถึง

บุพกาลกิริยา รวมกับ   ส   อุปสรรคนั้น.   ใจความแห่งบทว่า   สญฺจิจฺจ   นั้น

ว่า   จงใจ   คือแกล้ง.   ก็ภิกษุใดแกล้งปลง,     ภิกษุนั้นเป็นผู้รู้อยู่   คือรู้พร้อมอยู่

และการปลงนั้นของภิกษุนั้น    เป็นความแกล้ง    คือฝ่าฝืนละเมิด ;   เพราะเหตุ

นั้น    เพื่อจะไม่ทำความเอื้อเฟื้อในพยัญชนะ    แสดงแต่ใจความเท่านั้น      ท่าน

พระอุบาลีเถระ   จึงกล่าวบทภาชนะแห่งบทว่า  สญฺจิจฺจ    นั้น   อย่างนี้ว่า   รู้อยู่

รู้พร้อมอยู่   แกล้ง   คือฝ่าฝืนละเมิด.

บรรดาบทเหล่นั้น  บทว่า  ชานนฺโต   คือ  รู้อยู่ว่า  สัตว์มีปราณ.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 381

บทว่า  สญฺชานนฺโต   คือ   รู้พร้อมอยู่ว่า   เราจะปลงเสียจากชีวิต.

อธิบายว่า  รู้อยู่พร้อมกับอาการที่รู้ว่า  สัตว์มีปราณนั้นนั่นเอง.

บทว่า  เจจฺจ   ความว่า   จงใจ   คือ  ปักใจ   ด้วยอำนาจเจตนาจะฆ่า.

บทว่า  อภิวิตริตฺวา   ความว่า   ส่งจิตที่หมดความระแวงสงสัยไปย่ำยี

ด้วยอำนาจความพยาบาท.

ด้วยบทว่า   วิติกฺกโม  มีคำอธิบายที่ท่านกล่าวไว้ว่า  ความล่วงละเมิด

แห่งจิตหรือบุคคล     ซึ่งเป็นไปแล้วอย่างนั้น     นี้เป็นความอธิบายสุดยอดแห่ง

สัญจิจจ  ศัพท์.

[อธิบายปฐมจิตของมนุษย์ผู้เริ่มลงสู่ครรภ์]

บัดนี้   ท่านพระอุบาลีเถระ     กล่าวคำเป็นต้นว่า    ชื่อว่ากายมนุษย์

เพื่อจะแสดงอัตภาพของมนุษย์  ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้   ในคำว่า  ปลงกาย

มนุษย์เสียจากความเป็นอยู่   นี้    ตั้งแต่แรก.

บรรดาบทเหล่านั้น      หลายบทว่า   (ปฐมจิต)   อันใด   (เกิดขึ้นแล้ว)

ในท้องแห่งมารดา  ท่านพระอุบาลีเถระกล่าว  เพื่อแสดงอัตภาพอันละเอียดที่สุด

ด้วยอำนาจแห่งเหล่าสัตว์ผู้นอนในครรภ์.   ปฏิสนธิจิต   ชื่อจิตดวงแรก.   บทว่า

ผุดขึ้น  ได้แก่เกิด.   คำว่า   วิญญาณดวงแรก  มีปรากฏ   นี้   เป็นคำไข   ของ

คำว่า    จิตดวงแรก    ที่ผุดขึ้น    นั้นนั่นแหละ.    บรรดาคำเหล่านี้     ด้วยคำว่า

จิตดวงแรก   (ที่ผุดขึ้น)   ในท้องมารดา   นั่นแหละ   เป็นอันท่านแสดงปฏิสนธิ

ของสัตว์ผู้มีขันธ์  ๕  แม้ทั้งสิ้น.   เพราะเหตุนั้น  กายมนุษย์อันเป็นที่แรกที่สุดนี้

คือ   จิตดวงแรกนั้น  ๑   อรูปขันธ์  ๓   ที่เกี่ยวเกาะด้วยจิตนั้น  ๑   กลลรูปที่เกิด

พร้อมกับจิตนั้น  ๑.   บรรดาอรูปขันธ์    และกลลรูปแห่งจิตดวงแรกนั้น   รูป

๓  ถ้วน  ด้วยอำนาจแห่งกาย  ๑๐  วัตถุ  ๑๐  และภาวะ  ๑๐  แห่งสตรีและบุรุษ,


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 382

รูป ๒๐  ด้วยอำนาจแห่งกาย   ๑๐    และวัตถุ  ๑๐  แห่งพวกกะเทย   ชื่อว่ากลลรูป.

บรรดาสตรี   บุรุษ    และกะเทยนั้น   กลลรูปของสตรีและบุรุษ    มีขนาดเท่า

หยาดน้ำมันงาที่ช้อนขึ้นด้วยปลายข้างหนึ่ง   แห่งขนแกะแรกเกิด     เป็นของใส

กระจ่าง   จริงอยู่   ในอรรถกถาท่านกล่าวคำนี้ว่า

หยาดน้ำมันงา  หรือสัปปิใส  ไม่ขุ่น

มัว  ฉันใดรูปมีส่วนเปรียบด้วยสี  ฉันนั้น

เรียกว่ากลลรูป.

อัตภาพของสัตว์มีอายุ ๑๒๐   ปีตามปกติ     ที่ถึงความเติบโตโดยลำดับ

ในระหว่างนี้   คือตั้งต้นแต่เป็นวัตถุเล็กนิดอย่างนั้น   จนถึงเวลาตาย  นี้   ชื่อว่า

กายมนุษย์.

สองบทว่า     ปลงเสียจากชีวิต     ความว่า     พึงพรากเสียจากชีวิต

ด้วยการนาบ   และรีด   หรือด้วยการวางยา   ในกาลที่ยังเป็นกลละก็ดี  หรือด้วย

ความพยายามที่เหมาะแก่รูปนั้น ๆ    ในกาลถัดจากเป็นกลละนั้นไปก็ดี.    ก็ขึ้น

ชื่อว่าปลงเสียจากชีวิต   โดยความ   ก็คือการเข้าไปตัดอินทรีย์   คือชีวิตเสียนั่น

เอง ;    เพราะฉะนั้น   ในวาระจำแนกบทแห่งสองบทว่า   ปลงเสียจากชีวิต   นั้น

ท่าน  (พระอุบาลี)  จึงกล่าวว่า   เข้าไปตัด    คือเข้าไปบั่นอินทรีย์   คือชีวิตเสีย

(ไขความว่า)  ทำความสืบต่อให้ขาดสาย.   เมื่อเข้าไปตัด   และเข้าไปบั่นความ

สืบต่อเชื้อสาย   แห่งอินทรีย์คือชีวิตเสีย   ท่านกล่าวว่า   ย่อมเข้าไปตัด   เข้าไป

บั่นอินทรีย์  คือชีวิตเสีย   ในบทภาชนะนั้น.   เนื้อความนี้นั้น   ท่านแสดงด้วย

บทว่า  ทำความสืบต่อให้ขาดสาย.

บทว่า  ให้ขาดสาย  คือพรากเสีย.  ในบทว่า  อินทรีย์  คือชีวิต  นั้น

อินทรีย์คือชีวิต   มี ๒ อย่าง  คือ   รูปชีวิตินทรีย์  ๑  อรูปชีวิตินทรีย์ ๑.   ใน


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 383

๒ อย่างนั้น   ในอรูปชีวิตินทรีย์   ไม่มีความพยายาม   ใคร ๆ ไม่สามารถปลง

อรูปชีวิตินทรีย์นั้นได้.   แต่ในรูปชีวิตินทรีย์  มี,   บุคคลอาจปลงได้.   ก็เมื่อ

ปลงรูปชีวิตินทรีย์นั้น  ชื่อว่า  ปลงอรูปชีวิตินทรีย์ด้วย.  จริงอยู่  อรูปชีวิตินทรีย์

นั้น     ย่อมดับพร้อมกับรูปชีวิตินทรีย์นั้นนั่นเอง    เพราะมีพฤติการณ์เนื่องด้วย

รูปชีวิตินทรีย์นั้น.

ถามว่า  ก็เมื่อปลงชีวิตินทรีย์นั้น  ย่อมปลงที่เป็นอดีต  หรือเป็นอนาคต

หรือปัจจุบัน

ตอบว่า  ไม่ใช่อดีต   ไม่ใช่อนาคต.  ก็ในชีวิตินทรีย์  ๒  ประการนั้น

ประการหนึ่งดับไปแล้ว   ประการหนึ่งยังไม่เกิดขึ้น ;   เพราะฉะนั้น  ชื่อว่าไม่มี

ทั้ง ๒ ประการ     เพราะเป็นสิ่งที่ไม่มี      ความพยายามจึงไม่มี ;     เพราะความ

พยายามไม่มี   จึงไม่อาจปลงได้   แม้ประการหนึ่ง.    จริงอยู่   แม้คำนี้ท่านพระ-

ธรรมเสนาบดีสารีบุตรก็ได้กล่าวไว้ว่า   สัตว์เป็นอยู่แล้ว   ในขณะจิตที่เป็นอดีต

ไม่ใช่กำลังเป็นอยู่     ไม่ใช่จักเป็นอยู่,     จักเป็นอยู่     ในขณะจิตที่เป็นอนาคต

ไม่ใช่เป็นอยู่แล้ว  ไม่ใช่กำลังเป็นอยู่,    กำลังเป็นอยู่  ในขณะจิตที่เป็นปัจจุบัน

ไม่ใช่เป็นอยู่แล้ว   ไม่ใช่จักเป็นอยู่*     เพราะฉะนั้น    ชีวิตย่อมเป็นอยู่ ในขณะ

จิตใด,    ความพยายามเป็นของสมควรในขณะจิตนั้น ;    เพราะเหตุนั้น   บุคคล

ชื่อว่าย่อมปลงชีวิตินทรีย์ที่เป็นปัจจุบัน.

[ชีวิตินทรีย์ปัจจุบันมี   ๓ ขณะ]

ก็ขึ้นชื่อว่า  ชีวิตินทรีย์ที่เป็นปัจจุบันนี้  มี  ๓  อย่าง คือขณปัจจุบัน  ๑

สันตติปัจจุบัน  ๑   อัทธาปัจจุบัน  ๑.  ใน  ๓ อย่างนั้น   ปัจจุบันที่พร้อมเพรียง

ด้วยความเกิด   ความเสื่อมและความสลาย   ชื่อขณปัจจุบัน,   ใครๆไม่สามารถ

*  ขุ.  มหา.  ๒๙/๔๘.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 384

จะปลงขณปัจจุบันนั้นได้.   เพราะเหตุไร ?   เพราะเหตุว่า    ดับไปเองทีเดียว.

(ขณะจิต)    ชั่ว ๗ - ๘ ชวนวาระ    ที่เป็นไปด้วยอำนาจสภาคสันตติแล้วดับไป

ชื่อสันตติปัจจุบัน,   เมื่อบุคคลมาจากที่ร้อน   เข้าสู่ห้องน้อยแล้วนั่ง   อันธการ

ยังมี   เพียงใด   หรือว่าเมื่อบุคคลมาจากที่เย็น   นั่งในห้องน้อย   ฤดูที่มีอยู่ก่อน

ยังไม่ระงับไปด้วยความปรากฏแห่งฤดูที่เป็นวิสภาคกันเพียงใด,      ในระหว่างนี้

ท่านเรียกว่า  สันตติปัจจุบัน  เพียงนั้น.  ส่วนตั้งแต่ปฏิสนธิไปจนถึงจุติ  นี้ชื่อ

ว่าอัทธาปัจจุบัน.      บุคคลอาจปลงหมวดสองแห่งชีวิตินทรีย์ที่เป็นสันตติ

ปัจจุบัน   และอัทธาปัจจุบันนั้นได้บ้าง.   ถามว่า  อาจปลง   ได้อย่างไร   แก้ว่า

จริงอยู่   เมื่อบุคคลทำความพยายามในหมวด  ๒  แห่งสันตติปัจจุบัน  และอัทธา-

ปัจจุบันนั้น.  หมวดแห่งรูป  ๑๐  ประการ  ซึ่งกำหนดด้วยชีวิต  ได้ความพยายาม

แล้วเมื่อดับ      ย่อมเป็นปัจจัยแห่งสันดานที่ทุรพล       มีกำลังเสื่อมสิ้นไปแล้ว,

ต่อจากนั้น    สันตติปัจจุบันหรืออัทธาปัจจุบัน    ยังไม่ทันถึงกาล ที่กำหนดไว้

ย่อมดับไปในระหว่างเทียว    ด้วยประการใด,    บุคคลอาจปลงแม้ซึ่งหมวดสอง

แห่งชีวิตินทรีย์ที่เป็นสันตติปัจจุบัน  และอัทธาปัจจุบันนั้นได้บ้าง  ด้วยประการ

นั้น.  เพราะเหตุนั้น  บัณฑิตพึงทราบสันนิษฐานว่า  คำว่า  ทำความสืบต่อให้

ขาดสาย   นี้   ท่านกล่าวหมายเอาหมวดสองปัจจุบันนั่นเอง.

ก็แล   เพื่อประกาศเนื้อความนั้น    ควรทราบปาณะ,   ควรทราบปาณาติ-

บาต,    ควรทราบปาณาติปาตี,   ควรทราบประโยคแห่งปาณาติบาต.

บรรดาปาณะเป็นต้น เหล่านั้น  ที่ชื่อว่า  ปาณะ  โดยโวหารได้แก่สัตว์

โดยปรมัตถ์    ได้แก่ชีวิตินทรีย์.   จริงอยู่    บุคคลผู้ยังชีวิตินทรีย์ให้ตกล่วงไป

ท่านกล่าวว่า   ยังสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป.   ชีวิตินทรีย์นั้น    มีประการดังกล่าว

แล้วนั้นแล.    ปาณาติบาตนั้น    คือ    บุคคลยังประโยคอันเข้าไปตัดเสีย    ซึ่ง


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 385

ชีวิตินทรีย์  ให้ตั้งขึ้นด้วยเจตนาใด  เจตนานั้น  ชื่อว่า  วธกเจตนา  ท่านเรียกว่า

ปาณาติบาต  (เจตนาธรรมเป็นเหตุล้างผลาญชีวิตสัตว์มีปราณ).  บุคคลผู้พร้อม

เพรียงด้วยเจตนาดังกล่าวแล้ว   พึงเห็นว่า   ผู้ล้างผลาญสัตว์มีปราณ.

[ประโยคแห่งการฆ่า ๖ อย่าง]

ที่ชื่อว่า  ประโยคแห่งปาณาติบาตนั้น  ได้แก่  ประโยคแห่งปาณาติบาท

๖ อย่าง  คือ   สาหัตถิกประโยค  ๑   อาณัตติกประโยค  ๑    นิสสัคคิย-

ประโยค ๑  ถาวรประโยค  ๑  วิชชามยประโยค  ๑   อิทธิมยประโยค  ๑.

บรรดาประโยคเหล่านั้น   การประหารด้วยกาย   หรือของที่เนื่องด้วยกาย   แห่ง

บุคคลผู้ฆ่าให้ตายเอง   ชื่อว่า  สาหัตถิกประโยค.  การสั่งบังคับว่า   ท่านจง

แทงหรือประหารให้ตาย     ด้วยวิธีอย่างนั้น     ของบุคคลผู้ใช้คนอื่น     ชื่อว่า

อาณัตติกประโยค.  การซัดเครื่องประหารมีลูกศร  หอกยนต์และหินเป็นต้น

ไป   ด้วยกาย     หรือของที่เนืองด้วยกาย   แห่งบุคคลผู้มุ่งหมายจะฆ่าบุคคลซึ่งอยู่

ในที่ไกล  ชื่อว่า  นิสสัคคิยประโยค.  การขุดหลุมพรางวางกระดานหก   วาง

(เครื่องประหาร)   ไว้ใกล้   และการจัดยา   (พิษ)    แห่งบุคคลผู้มุ่งหมายจะฆ่า

ด้วยเครื่องมืออันไม่เคลื่อนที่   ชื่อว่า   ถาวรประโยค.   ประโยคแม้ทั้ง ๘ นั้น

จักมีแจงโดยพิสดารในอรรถกถาแห่งบาลีข้างหน้านั่นแล.  ส่วนวิชชามยประโยค

และอิทธิมยประโยค     ไม่ได้มาในบาลี.    พึงทราบประโยคทั้ง  ๒  นั้นอย่างนี้

ก็โดยสังเขป   การร่ายมนต์เพื่อจะให้เขาตาย   ชื่อว่า   วิชชามยประโยค.   แต่

ในอรรถกถาทั้งหลาย  ท่านแสดงวิชชามยประโยคไว้อย่างนี้ว่า  วิชชามยประโยค

เป็นไฉน ?   พวกหมออาถรรพณ์   ย่อมประกอบอาถรรพณ์   เมื่อเมืองถูกล้อม

หรือเมื่อสงความเข้าประชิตกันย่อมก่อความจัญไร  ความอุบาทว์  โรค  ความไข้

ให้เกิดขึ้นในพวกปัจจามิตรผู้เป็นข้าศึก    ย่อมทำให้เป็นโรคจุกเสียด    ให้เป็น


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 386

โรคป่วง  เพื่อจะป้องกัน,   พวกหมออาถรรพณ์ย่อมประกอบอาถรรพณ์อย่านี้

พวกทรงวิชาคุณ   ร่ายเวทแล้ว    เมื่อเมืองถูกล้อมหรือ    ฯ ล ฯ   ย่อมให้เป็น

โรคป่วง     ดังนี้แล้ว     กล่าวเรื่องเป็นอันมากของตนทั้งหลายที่ถูกพวกหมอ

อาถรรพณ์   และพวกทรงวิชาคุณฆ่าเสีย   จะมีประโยชน์อะไรด้วยเรื่องเหล่านั้น

ก็ลักษณะในวิชชามยประโยคนี้     มีดังนี้:-    คือการร่ายมนต์เพื่อจะให้เขาตาย

ชื่อว่า  วิชชามยประโยค.  การประกอบฤทธิ์อันเกิดแต่ผลแห่งกรรม   ชื่อว่า

อิทธิมยประโยค.  จริงอยู่   ขึ้นชื่อว่าฤทธิ์อันเกิดแต่ผลแห่งกรรมนี้  มีมากอย่าง

เป็นต้นว่า   ฤทธิ์นาคของพวกนาค   ฤทธิ์สุบรรณของพวกสุบรรณ   ฤทธิ์ยักษ์

ของพวกยักษ์  เทวฤทธิ์ของพวกเทพ  ราชฤทธิ์ของพวกพระราชา.  บรรดาฤทธิ์

นาค  เป็นต้นนั้น   พึงทราบฤทธิ์นาคของพวกนาค  ซึ่งมีพิษในขณะเห็น   ขบ

กัดและถูกต้อง    ขณะทำการเบียดเบียนสัตว์อื่น    เพราะเห็น    ขบกัดถูกต้อง

พึงทราบฤทธิ์สุบรรณของพวกสุบรรณ     ในการฉุดนาคยาวประมาณ  ๑๓๒  วา

ขึ้นจากมหาสมุทร.    ส่วนพวกยักษ์เมื่อมาไม่ปรากฏ    เมื่อประหารก็ไม่ปรากฏ,

แต่สัตว์ที่พวกยักษ์เหล่านั้นประหารแล้วย่อมตายในที่นั้นนั่นเอง   พึงทราบฤทธิ์

ยักษ์ของพวกยักษ์เหล่านั้น  ในเพราะเหตุนั้น  พึงทราบเทวฤทธิ์ในเพราะความ

ตายของพวกกุมภัณฑ์   ที่ท้าวเวสสุวรรณมองดูด้วยนัยนาวุธ   ในกาลก่อน   แต่

กาลเป็นพระโสดาบัน   และในเพราะฤทธานุภาพของตน ๆ  แห่งพวกเทวดา

เหล่าอื่น.    พึงทราบราชฤทธิ์    ในเพราะความเหาะไปได้    ในอากาศเป็นต้น

ของพระเจ้าจักรพรรดิพร้อมทั้งบริษัท    ในเพราะความแผ่พระราชอำนาจไป

เป็นต้น    ในที่โยชน์หนึ่ง   ทั้งเบื้องต่ำและเบื้องบนของพระเจ้าอโศก   และใน

เพราะการฆ่าเสียซึ่งกุฎุมพีชื่อว่าจูฬสุมนะด้วยการตอกเขี้ยวแห่งจอมนระชาว

สิงหลพระนามว่าปิตุราช  ดังนี้แล.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 387

ส่วนพระอาจารย์บางพวก    แสดงพระสูตรทั้งหลายเป็นต้นว่า    ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย !  เรื่องอื่นยังมีอยู่อีก   สมณะหรือพราหมณ์   ผู้มีฤทธิ์   ถึงความ

เป็นผู้มีความชำนาญแห่งจิต      ย่อมเป็นผู้เพ่งเล็งทารกที่อยู่ในท้องของหญิงอื่น

ด้วยใจอันลามกว่า   ทำไฉนหนอ   หญิงคนนี้ไม่พึงตลอดทารกที่อยู่ในท้องนั้น

โดยความสวัสดี    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย       แม้อย่างนี้ก็เป็นการเบียดเบียนสัตว์ที่

อยู่ในครรภ์   ดังนี้  แล้วกล่าวถึงกรรม    คือการเบียดเบียนสัตว์อื่น    แม้ด้วย

ภาวนามยฤทธิ์และปรารถนาความพินาศไปแห่งฤทธิ์   พร้อมกับการเบียดเบียน

สัตว์อื่นเหมือนการแตกแห่งหม้อน้ำ     ที่เขาโยนขึ้นไปบนเรือนที่ถูกไฟไหม้

ฉะนั้น.   คำที่กล่าวมานั้น   เป็นแค่เพียงความปรารถนาของเกจิอาจารย์เหล่านั้น

เท่านั้น.    เพราะเหตุไร  ?.    เพราะไม่สมด้วย    กุสลัตติกะ    เวทนัตติกะ

วิตักกัตติกะ   และปริตตัตติกะ,   ข้อนี้อย่างไร ?.   ก็ชื่อว่าภาวนามยฤทธิ์นี้

ในกุสลัทติกะ  เป็นทั้งกุศลด้วย  เป็นทั้งอัพยากฤตด้วยปาณาติบาตเป็นอกุศล,

ในเวทนัตติกะ    สัมปยุตด้วยอทุกขมสุข ;      ปาณาติบาตสัมปยุตด้วยทุกข์    ใน

วิตักกัตติกะ  เป็นอวิตักกอวิจาร,   ปาณาติบาตเป็นสวิตักกสวิจาระ,   ในปริต-

ตัตติกะเป็นมหัคคตะปาณาติบาต   เป็นปริตตะ

[อธิบายวัตถุที่เป็นเครื่องประหาร]

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า   สตฺถหารก   วาสฺส   ปริเยเสยฺย    นี้ดัง

ต่อไปนี้:-    เครื่องประหารใด   ย่อมนำเสีย ;   เหตุนั้น   เครื่องประหารนั้น

ชื่อว่า   สิ่งนำเสีย.   ถามว่า   นำเสียซึ่งอะไร ?   ตอบว่า   นำเสียซึ่งชีวิต.   อีก

อย่างหนึ่ง   เครื่องประหารใด   อันบุคคลพึงนำไป เหตุนั้น  เครื่องประหารนั้น

ชื่อว่าสิ่งอันบุคคลพึงนำไป   อธิบายว่า ;    เครื่องประหารอันบุคคลพึงจัดเตรียม

ไว้   ศัสตรานั้นด้วย   เป็นสิ่งนำเสียด้วย ;    เหตุนั้น   ชื่อศัสตราอันนำเสีย.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 388

บทว่า  อสฺส  ได้แก่   กายของมนุษย์.

บทว่า  ปริเยเสยฺย  มีความว่า  พึงทำโดยประการที่ตนจะได้. อธิบาย

ว่า  พึงจัดเตรียมไว้.  ด้วยคำว่า   สตฺถหารก   สตฺถหารก  วาสฺส  ปริเยเสยฺย

นี้    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถาวรประโยค.   เมื่อจะถือเอาเนื้อความแม้โดย

ประการอื่นจากนี้แล้ว  ภิกษุจะพึงเป็นปาราชิกด้วยเหตุสักว่า ศัสตราอันตนแสวง

หามาแล้วเท่านั้น.   อันที่จริง   ข้อนั้นไม่ถูก    แต่ในพระบาลี   ท่านพระอุบาลี

เถระ   ไม่เอื้อเฟื้อพยัญชนะทั้งปวง    เพื่อจะแสดงเฉพาะศัสตราที่สงเคราะห์เข้า

ในถาวรประโยค  ในคำว่า  สตฺถหารก   นี้  เท่านั้น   จึงกล่าวไว้ในบทภาชนะ

ว่า  อสึ   วา   ฯ เป ฯ    รชฺช  วา  ดังนี้.  บรรดาเครื่องประหารเหล่านั้น  เครื่อง

ประหารที่มีดมชนิดใดชนิดหนึ่ง      ซึ่งนอกจากที่กล่าวแล้ว      พึงทราบว่า

เป็นศัสตรา.   และพึงทราบว่า   สงเคราะห์ไม้ค้อน   ก้อนหิน    ยาพิษและเชือก

เข้าเป็นศัสตราด้วย   เพราะเป็นเครื่องผลาญชีวิตให้พินาศ.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า  มรณวณฺณ วา  นี้   ดังต่อไปนี้:-  ภิกษุ

แม้แสดงโทษในความเป็นอยู่   โดยนัยมีคำว่า   จะมีประโยชน์อะไร   ด้วยความ

เป็นอยู่อันชั่วช้าลามกเช่นนี้   ของท่านผู้ไม่ได้เพื่อบริโภคโภชนะอันดี  ดังนี้เป็น

ต้น    แม้กล่าวสรรเสริญคุณแห่งความตาย    โดยนัยมีคำว่า   อุบาสก !  ท่านแล

เป็นผู้ทำกรรมงามไว้แล้ว  ฯลฯ  บาปท่านไม่ได้ทำเลย  ความตายของท่านดีกว่า

ความเป็นอยู่    ท่านทำกาละจากอัตภาพนี้แล้ว  ฯลฯ  จักยังตนให้เที่ยวไป    คือ

จักมีนางอัปสรแวดล้อม  ถึงความสุข  อยู่ในสวนนันทวัน ดังนี้   เป็นต้น   ชื่อว่า

พรรณนาคุณแห่งความตายทีเดียว.  ฉะนั้น   ท่านพระอุบาลีเถระ   จึงกล่าวบท-

ภาชนะแยกออกเป็น  ๒  ส่วนว่า    ชี้โทษในความเป็นอยู่   ๑    สรรเสริญคุณใน

ความตาย  ๑.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 389

คำว่า  มรณาย   วา   สมาทเปยฺย   มีความว่า  พึงแนะนำให้ฉวย

เอาอุบาย   เพื่อประโยชน์แก่ความตาย.   ส่วนคำว่า   ท่านจงตกบ่อตายหรือว่าจง

ตกเหวตาย   เป็นต้น   แม้ที่พระอุบาลีเถรมิได้กล่าวไว้    ในคำมีอาทิว่า   สตฺถ

วา  อาหร   ดังนี้   ทั้งหมด   ก็พึงทราบว่า   ท่านกล่าวไว้แล้วโดยใจความนั้น

เอง   เพราะเป็นคำซึ่งมีนัยดังกล่าวแล้วข้างหน้า.   จริงอยู่    ใคร ๆ ก็ไม่สามารถ

กล่าวคำชักชวนทุกอย่างโดยสิ้นเชิงได้.

บทว่า  อิติ   จิตฺตมโน   มีความว่า   เธอมีจิตอย่างนี้   มีใจอย่างนั้น

อธิบายว่า   เธอมีจิตหมายความตาย   มีใจหมายความตายดังกล่าวแล้วในคำนี้ว่า

ความตายของท่านดีกว่าความเป็นอยู่  ก็เพราะในบทว่า  จิตฺตมโน นี้   มนศัพท์

ท่านกล่าวแล้ว    เพื่อแสดงใจความแห่งจิตตศัพท์    แต่จิตและใจ    แม้ทั้ง ๒  นี้

โดยใจความ   ก็เป็นอันเดียวกันนั่นเอง ;    เพราะฉะนั้น    เพื่อแสดงความไม่ต่าง

กัน   โดยใจความแห่งจิตและใจนั้น   ท่านพระอุบาลีเถระจึงกล่าวไว้ว่า   ธรรม-

ชาติอันใด  เป็นจิต  ธรรมชาติอันนั้น ก็คือใจ,   ธรรมชาติอันใดเป็นใจ  ธรรม-

ชาติอันนั้น  ก็คือจิต.  ส่วนเนื้อความยังไม่ได้กล่าวก่อน  แม้เพราะถอนอิติศัพท์

ออกเสีย.  อิติศัพท์  พึงชักมาด้วยอำนาจเป็นเจ้าหน้าที่ในบทว่า  จิตฺดสงฺกปฺโป

นี้.

จริงอยู่   บทว่า   จิตฺตสงฺกปฺโป  นี้   แม้ไม่ได้ตรัสอย่างนี้ว่า   อิติ-

จิตฺตสงฺกปฺโป  ก็พึงทราบว่า  เป็นอันตรัสแล้วโดยความเป็นเจ้าหน้าที่นั่นเอง.

จริงอย่างนั้น เมื่อท่านจะแสดงเฉพาะเนื้อความนั้น   แห่งบทว่า  จิตฺตสงฺกปฺโป

นั้น  จึงกล่าวว่าคำว่า  มรณสญฺี  (มีความหมายในอันตาย)  เป็นอาทิ.  แต่คำ

ว่า  สงฺกปฺโป   นี้   ในบทว่า  จิตฺตสงฺกปฺโป  นั้น  มิได้เป็นชื่อของวิตก อันที่

แท้   คำนั้นเป็นคำเรียกกรรมเพียงการจัดแจง    และการจัดแจงนั้นย่อมถึงความ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 390

สงเคราะห์ด้วยความหมาย   ความจงใจ   และความประสงค์ในอรรถนี้ ;     เพราะ

เหตุนั้น    ผู้ศึกษาพึงเห็นเนื้อความอย่างนี้ว่า    ชื่อว่าผู้มีจิตตสังกัปปะ    เพราะ

อรรถวิเคราะห์ว่า  เธอมีความจัดแจงแปลก   คือมีประการต่าง ๆ.   จริงอย่างนั้น

แม้บทภาชนะแห่งบทว่า   จิตฺตสงฺกปฺโป   นั้น   ท่านพระอุบาลีเถระ  ก็กล่าว

ด้วยอำนาจแห่งความหมาย    ความจงใจ    และความประสงค์.   แต่ในอธิการนี้

วิตก  พึงทราบว่า   เป็นความประสงค์.

สองบทว่า   อุจฺจาวเจหิ   อากาเรหิ   มีความว่า   ด้วยอุบายทั้งหลาย

ที่ใหญ่และใหญ่โดยลำดับ.      บรรดาการพรรณนาคุณความตายและการชักชวน

ในความตายเหล่านั้น  ในการพรรณนาคุณความตายก่อน   อวจาการตา   พึง

ทราบ  ด้วยอำนาจการชี้โทษในความเป็นอยู่   อุจฺจาการตา   พึงทราบ  ด้วย

อำนาจการสรรเสริญคุณแห่งความตาย.  ส่วนในการชักชวน  อุจฺจาการตา  พึง

ทราบ    ด้วยอำนาจการชักชวนในความตาย    เพราะเหตุทั้งหลาย    มีกำมือและ

ปรบเข่าเป็นต้น    อวจาการตา   พึงทราบ   ด้วยอำนาจการใส่ยาพิษเข้าในเล็บ

มือ   ของบุคคลผู้บริโภคร่วมกัน   แล้วชักชวนในความตายเป็นต้น.

ในคำว่า   โสพฺเภ  วา  นรเก  วา  ปปาเต  วา   นี้มีวินิจฉัยดังนี้:-

บ่อที่ลึก  ซึ่งมีตลิ่งชันโดยรอบชื่อว่า  โสพภะ.  ที่ชื่อว่า  นรก  ได้ แก่  ชอก

ใหญ่ที่เกิดเองโดยแท้   ในเมื่อพื้นดินแตกระแหงในที่นั้น ๆ อันเป็นที่ซึ่งช้างตก

ไปบ้าง  พวกโจรแอบซ่อนอยู่บ้าง.   ที่ชื่อว่า   ปปาตะ   ได้แก่   ประเทศที่ขาด

แหว่งข้างเดียว  ในระหว่างภูเขา   หรือในระหว่างบนบก.

สองบทว่า   ปุริเม   อุปาทาย   ความว่า   ทรงเทียบเคียงบุคลผู้เสพ

เมถุนธรรมและผู้ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้    แล้วต้องอาบัติปาราชิก.   คำ

ที่เหลือ   ปรากฏชัดแล้วแล   เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในก่อน    และเพราะมีเนื้อ

ความตื้น   ฉะนี้แล.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 391

[อธิบายมาติกาในบทภาชนีย์]

ท่านพระอุบาลีเถระ     ครั้นจำแนกสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง

อุเทศไว้แล้วตามลำดับบทอย่างนี้    บัดนี้    เมื่อจะตั้งมาติกาแสดงมนุสสวิคคห-

ปาราชิกโดยพิสดารไว้   โดยนัยมีอาทิว่า  สาม  อธิฏฺาย   ดังนี้อีก  เพื่อให้

ภิกษุทั้งหลายถือเอานัยโดยอาการทุกอย่าง  และเพื่อป้องกันโอกาสของปาปบุคคล

ทั้งหลายในอนาคต   เพราะเหตุว่า   มนุสสวิคคหปาราชิก   พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงแสดงในบทภาชนีย์ในหนหลัง   โดยสังเขปเท่านั้น   ไม่ได้ทรงยกอาบัติขึ้น

ปรับแล้ววางแบบแผนไว้โดยพิสดาร    และภิกษุทั้งหลาย    ไม่สามารถจะถือเอา

นัยไว้โดยอาการทั้งปวง ในเนื้อความที่ทรงแสดงไว้โดยสังเขป ทั้งแม้ปาปบุคคล

ทั้งหลายในอนาคต   ก็มีโอกาส   จึงกล่าวคำว่า   สามนฺติ  สย  หนติ   ดังนี้

เป็นต้น.  ในคำเหล่านั้น   มีถ้อยคำสำหรับวินิจฉัยพร้อมด้วยการพรรณนาบทที

ยังไม่ง่าย   ดังต่อไปนี้:-

บทว่า  กาเยน  ความว่า ด้วยมือ  เท้า กำมือ หรือเข่า  หรือด้วยอวัยวะ

น้อยใหญ่   อย่างใดอย่างหนึ่ง.

บทว่า  กายปฏิพทฺเธน  ความว่า   ด้วยเครื่องประหารมีดาบเป็นต้น

ที่ไม่พ้นจากกาย.

บทว่า  นิสฺสคฺคิเยน  ความว่า   ด้วยเครื่องประหารมีลูกศรและหอก

เป็นต้น     ที่พ้นจากกาย    หรือจากของที่เนื่องด้วยกาย    ด้วยลำดับแห่งคำเพียง

เท่านี้    ประโยคทั้ง  ๒  คือ    สาหัตถิกประโยคและนิสสัคคิยประโยคเป็นอันท่าน

กล่าวแล้ว.   ในประโยคทั้ง  ๒  นั้น     แต่ละประโยคมี  ๒ อย่าง   โดยจำแนกเป็น

ประโยคเจาะจงและไม่เจาะจง.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 392

บรรดาประโยคเจาะจงและไม่เจาะจงนั้น    พึงทราบวินิจฉัยในประโยค

เจาะจง  ดังต่อไปนี้:-    ภิกษุประหารเจาะจงผู้ใด   ด้วยการตายของผู้นั้นนั่นแล

ภิกษุนั้นย่อมถูกกรรมผูกพัน.  ในประโยกที่ไม่เจาะจงอย่างนี้ว่า  ผู้ใดผู้หนึ่ง  จง

ตาย   ดังนี้    ด้วยการตายของผู้ใดผู้หนึ่ง    เพราะการประหารเป็นปัจจัย   ภิกษุ

ย่อมถูกกรรมผูกพัน.  ทั้ง ๒ ประโยคผู้ถูกประหารจะตายในขณะพอถูกประหาร

หรือจะตายในภายหลังด้วยโรคนั้นก็ตามที  ภิกษุย่อมถูกกรรมผูกพันในขณะที่ผู้

ตายถูกประหารนั่นเอง.    แต่เมื่อภิกษุให้ประหารด้วยความประสงค์เพื่อการตาย

เมื่อผู้ถูกประหารไม่ตายด้วยการประหารนั้น     จึงให้การประหารด้วยจิตดวงอื่น

ต่อไป   ถ้าผู้ถูกประหารตายด้วยการประหารครั้งแรก   แม้ในภายหลัง   ภิกษุถูก

กรรมผูกพันในเวลาประหารครั้งแรกเท่านั้น     ถ้าตายด้วยการประหารครั้งที่  ๒

ไม่มีปาณาติบาต.   แม้เมื่อผู้ถูกประหารตายด้วยการประหารทั้ง ๒  ครั้ง    ภิกษุก็

ถูกกรรมผูกพันแท้      ด้วยการประหารครั้งแรกนั่นเอง.      เมื่อไม่ตายด้วยการ

ประหารทั้ง    ๒  คราวก็ไม่มีปาณาติเหมือนกัน.     ในการที่คนแม้มากให้

การประหารแก่บุคคลผู้เดียว   ก็นัยนี้    ถึงในการที่คนมากคนให้การประหารแม้

นั้น    ผู้ถูกประหารตายด้วยการประหารของผู้ใด  กรรมพันธ์  ย่อมมีแก่ผู้นั้นเท่า

นั้น  ฉะนี้แล.

[ภิกษุฆ่าพ่อแม่เป็นต้นเป็นอนันตริยกรรมและปาราชิก]

อนึ่ง  ในอธิการแห่งตติยปาราชิกนี้   เพื่อความฉลาดในกรรมและอาบัติ

พึงทราบแม้หมวด  ๔  ว่าด้วยเรื่องแพะ.   จริงอยู่   ภิกษุรูปใด   สำรวจดูแพะซึ่ง

นอนอยู่ในที่แห่งหนึ่ง    ด้วยคิดในใจว่า    เราจักมาฆ่าในเวลากลางคืน.    และ

มารดาหรือบิดาของภิกษุนั้นหรือพระอรหันต์ห่มผ้ากาสาวะสีเหลือง    แล้ว นอน

อยู่ในโอกาสที่แพะนอน.  เธอเวลากลางคืน  ทำในในว่า  เราจะฆ่าแพะให้


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 393

ตาย   ดังนี้    จึงฆ่ามารดาบิดาหรือพระอรหันต์ตาย.    เพราะมีเจตนาอยู่ว่า   เรา

จะฆ่าวัตถุนี้ให้ตาย    เธอจึงเป็นผู้ฆ่าด้วย    ถูกต้องอนันตริยกรรมด้วย    ต้อง

ปาราชิกด้วย.    มีคนอาคันตุกะอื่นบางคนนอนอยู่.    เธอทำในใจว่า    เราจะฆ่า

แพะให้ตาย  จึงฆ่าคนอาคันตุกะนั้นตาย   จัดเป็นฆาตกรด้วย   ต้องปาราชิกด้วย

แต่ไม่ถูกต้องอนันตริยกรรม.    มียักษ์หรือเปรตนอนอยู่.     เธอนั้นทำในใจว่า

เราจะฆ่าแพะให้ทาย   จึงฆ่ายักษ์หรือเปรตนั้นตาย,   เป็นเฉพาะฆาตกร   ไม่ถูก

ต้องอนันตริยกรรมและไม่ต้องปาราชิก  แต่เป็นถุลลัจจัย. ไม่มีใคร ๆ  อื่นนอน

อยู่    มีแต่แพะเท่านั้น.   เธอฆ่าแพะตัวนั้นตาย   เป็นฆาตกรด้วย  ต้องปาจิตตีย์

ด้วย.  ภิกษุใดทำในใจว่า   เราจะฆ่ามารดาบิดาและพระอรหันต์  คนใดคนหนึ่ง

ให้ตาย    ดังนี้แล้ว    ก็ฆ่าบรรดาท่านเหล่านั้นนั่นแหละ    คนใดคนหนึ่งให้ตาย

ภิกษุนั้น  เป็นฆาตกรด้วย  ถูกต้องอนันตริยกรรมด้วย  ต้องปาราชิกด้วย.  เธอ

ทำในใจว่า   เราจักฆ่ามารดาบิดาและพระอรหันต์เหล่านั้นนั่นแหละ   คนใดคน

หนึ่งให้ตาย     แล้วก็ฆ่าอาคันตุกะคนอื่นตาย     หรือฆ่ายักษ์เปรตหรือแพะตาย.

ผู้ศึกษาหญิงทราบ   (อาบัติคือปาราชิก   ถุลลัจจัยและปาจิตตีย์)   โดยนัยดังกล่าว

แล้วในก่อนนั่นแล.    แต่โนวิสัยแห่งการฆ่าสัตว์มีอาคันตุกะเป็นต้นนี้     เจตนา

ย่อมเป็นของทารุณ   แล.

[ภิกษุฆ่าพ่อแม่เป็นต้นในกองฟางไม่ต้องปาราชิก]

ในวิสัยแห่งตติยปาราชิกนี้   ผู้ศึกษาควรทราบเรื่องทั้งหลายแม้เหล่าอื่น

มีกองฟางเป็นต้น.   จริงอยู่   ภิกษุใด   ทำในใจว่า   เราจักเช็คดาบหรือที่เปื้อนT

เลือด    แล้วสอดเข้าไปในกองฟาง    ฆ่ามารดาก็ดี    บิดาก็ดี    พระอรหันต์ก็ดี

คนอาคันตุกะก็ดี   ยักษ์ก็ดี  เปรตก็ดี   สัตว์ดิรัจฉานก็ดี   ซึ่งนอนอยู่ในกองฟาง

นั้นตาย   ภิกษุนั้น    ด้วยอำนาจแห่งโวหาร   เรียกว่า   ฆาตกร   ได้   แต่เพราะ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 394

ไม่มีวธกเจตนา   เธอจึงไม่ถูกต้องกรรม  ทั้งไม่ต้องอาบัติ.  ส่วนภิกษุใด   เมื่อ

กำลังสอด  (ดาบหรือหอกนั้น)  เข้าไปด้วยอาการอย่างนั้น   กำหนดได้ว่าสัมผัส

กับร่างกาย   ก็สอดเข้าไปฆ่าให้ตายด้วยคิดว่า    ชะรอยจะมีสัตว์อยู่ภายโนจงตาย

เสียเถอะ.  กรรมพันธ์   (ข้อผูกพันทางกรรม)  และอาบัติของเธอนั้น   พึงทราบ

โดยสมควรแก่เรื่องเหล่านั้น.   เมื่อภิกษุสอด   (ดาบหรือหอกนั้น )    เข้าไปเพื่อ

เก็บไว้ในกองฟางนั้นก็ดี     โยนเข้าไปที่พุ่มไม้ป่าเป็นต้น ก็ดี   ก็นัยนี้.

[ภิกษุฆ่าพ่อในสนามรบเป็นทั้งปาราชิกและปิตุฆาต]

ภิกษุใด   คิดว่า  เราจะฆ่าโจรให้ตาย  แล้วก็ฆ่าบิดาซึ่งกำลังเดินไปด้วย

เพศเหมือนโจรตาย  ภิกษุนั้น  ย่อมถูกต้องอนันตริยกรรมด้วย  เป็นปาราชิกด้วย.

ส่วนภิกษุใด   เห็นนักรบคนอื่นและบิดาซึ่งกำลังทำงาน   (การรบ)   อยู่ในเสนา

ฝ่ายข้าศึก   จึงยิงลูกศรไปเฉพาะตัวนักรบ   ด้วยติดในใจว่า   ลูกศรแทงนักรบ

คนนั้นแล้วจักแทงบิดาของเรา.   ภิกษุรูปนั้น   ย่อมชื่อว่าเป็นปิติฆาตก์   (ผู้ฆ่า

บิดา)   ในเมื่อลูกศรพุ่งไปตามความประสงค์.    เธอคิดอยู่ในใจว่า    เมื่อนักรบ

ถูกลูกศรแทงแล้ว   บิดาของเราก็จักหนีไป    ดังนี้แล้วจึงยิงลูกศรไป    ลูกศรไม่

พุ่งไปตามความประสงค์   กลับทำให้บิดาตาย   เธอรูปนั้น  ท่านเรียก  ปิตุฆาตก์

(ผู้ฆ่าบิดา)    ด้วยอำนาจแห่งโวหาร    แต่ไม่เป็นอนันตริยกรรม    ด้วยประการ

ฉะนี้แล.

บทว่า  อธิฏฺิหิตฺวา  ได้แก่   ยืนอยู่ในที่ใกล้.   บทว่า   อาณาเปติ

ได้แก่  ภิกษุผู้สั่ง  สั่งเจาะตัวหรือไม่เจาะตัว.  บรรดาการสั่งเจาะตัวไม่เจาะตัวนั้น

ครั้นหมู่เสนาฝ่ายข้าศึก    ปรากฏขึ้นเฉพาะแล้ว    เมื่อภิกษุผู้สั่ง    สั่งไม่เจาะตัว

เลยว่า   เธอจงแทงอย่างนี้    จงประหารอย่างนั้น   จงฆ่าอย่างนี้   เป็นปาณาติบาต

แก่เธอทั้ง  ๒ รูป   มีประมาณเท่าจำนวนข้าศึกที่ภิกษุผู้รับสั่งฆ่า.    บรรดาภิกษุ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 395

ผู้สั่งและผู้รับสั่งนั้น   ถ้าภิกษุผู้สั่งมีมารดาและบิดาอยู่ด้วย,     เธอผู้สั่ง   ย่อมต้อง

อนันตริยกรรมด้วย,    ถ้ามีพระอรหันต์อยู่ด้วย,    เธอแม้ทั้ง ๒ รูป   ย่อมต้อง

อนันตริยกรรมด้วย.  ถ้าภิกษุผู้รับสั่งเท่านั้นมีมารดาและบิดาอยู่  (ในสนามรบ),

ภิกษุผู้รับสั่งเท่านั้นแล  ย่อมต้องอนันตริยกรรม.  แต่เมื่อภิกษุผู้สั่ง  สั่งเจาะตัวว่า

เธอจงแทง   จงประหารจงฆ่านักรบคนนั้น  ผู้สั่ง  ต่ำ  มีเสื้อสีแดง   มีเสื้อสีเขียว

ซึ่งนั่งอยู่บนคอช้าง  (หรือ)  นั่งอยู่ตรงกลาง   (หลังช้าง),   ถ้าภิกษุผู้รับสั่งนั้น

ฆ่านักรบคนนั้นนั่นเอง,     เป็นปาณาติบาตแม้ด้วยกันทั้ง ๒ รูป,    และในเรื่อง

แห่งอนันตริยกรรม   ย่อมต้องอนันตริยกรรมด้วยกันทั้ง  ๒ รูป.    ถ้าภิกษุผู้รับ

สั่งฆ่าคนอื่นตาย,     ปาณาติบาต     ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สั่ง.   อาณัตติกประโยค

ย่อมเป็นอันท่านกล่าวไว้แล้ว  ด้วยคำว่า  อธิฏฺหิตฺวา  อาณาเปติ  เป็นต้นนั่น.

[ฐานะ ๕  และ  ๖  พร้อมทั้งอรรถาธิบาย]

โนอาณัตติกประโยคนั้น :-

ผู้พิจารณาที่ฉลาด    พึงสอบสวน

ฐานะ ๕  ประการ  คือ  วัตถุ  กาล  โอกาส

อาวุธ     และอิริยาบถ     แล้วพึงทรงไว้ซึ่ง

อรรถคดี.

อีกนัยหนึ่ง:-

เหตุทำให้การสั่งแน่นอน (สำเร็จได้)

มี  ๖ อย่างนี้  คือ วัตถุ  กาล  โอกาส  อาวุธ

อิริยาบถ  และกิริยาพิเศษ.

บรรดาฐานะมีวัตถุเป็นต้นนั้น  ฐานะว่า  วัตถุ  ได้แก่   สัตว์ที่จะพึง

ถูกฆ่าให้ตาย.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 396

ฐานะว่า   กาล   ได้แก่   กาลมีกาลเช้าและเย็นเป็นต้น      และกาลมีวัย

เป็นหนุ่มสาวมีเรี่ยวแรงและมีความเพียรเป็นต้น.

ฐานะว่า   โอกาส   ได้แก่    สถานทีมีอาทิอย่างนี้   คือ    บ้าน   ป่า

ประตูเรือน   ท่ามกลางเรือน   ถนน   รถ   หรือทาง  ๓  แพร่ง.

ฐานะว่า   อาวุธ ได้แก่  อาวุธมีอาทิอย่างนั้น คือ ดาบ ลูกศร หรือหอก.

ฐานะว่า   อิริยาบถ   ได้แก่    อิริยาบถมีอาทิอย่างนี้   คือ   การเดิน

หรือนั่ง  ของผู้ที่จะพึงถูกฆ่าให้ตาย.

ฐานะว่า   กิริยาพิเศษ  ได้แก่   กิริยาที่ทำมีอาทิอย่างนี้  คือ  แทง  ตัด

ทำลาย   ถลกหนังศีรษะทำให้เกลี้ยงเหมือนสังข์*.

[อธิบายวัตถุที่จะพึงถูกฆ่า]

ก็ถ้าหากว่า    ภิกษุผู้รับสั่งทำให้วัตถุพลาดไป    ไพล่ไปฆ่าคนอื่นจาก

บุคคลที่ผู้สั่ง     สั่งให้ฆ่า,    หรือถูกสั่งว่า    ท่านจงประหารข้างหน้าฆ่าให้ตาย

ไพล่ไปประหารข้างหลัง   หรือข้าง ๆ   หรือที่อวัยวะแห่งใดแห่งหนึ่งให้ตายไป,

ข้อผูกพันทางกรรมย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สั่ง,     ข้อผูกพันทางกรรม   ย่อมมีแก่ภิกษุ

ผู้รับสั่งเท่านั้น.  อีกอย่างหนึ่ง  ภิกษุผู้รับสั่ง  ไม่ทำวัตถุให้พลาดไป   ฆ่าผู้นั้น

ตายตามที่สั่งไว้.    ข้อผูกพันทางกรรม    ย่อมมีแก่เธอทั้ง  ๒  รูป   คือ   แก่ผู้สั่ง

ในขณะที่สั่ง   ผู้รับสั่งในขณะที่ประหาร.   ก็ในเรื่องวัตถุนี้    ความแปลกกันแห่ง

กรรมและความแปลกกันแห่งอาบัติ     ย่อมมี     เพราะความแปลกกันแห่งวัตถุ.

บัณฑิตพึงทราบความถูกที่หมาย  และผิดที่หมาย  ในวัตถุอย่างนี้ก่อน.

*  ความหมายของศัพท์นี้   ในสารัตถทีปนี   ๒/๔๐๕   อธิบายไว้ว่า ต้องตัดหนังออก  (จากศีรษะ)

กำหนดเพียงหมวกหู   และหลุมคอ  แล้วเอาก้อนกรวดขัดกะโหลกศีรษะให้มีสีขาวเหมือนสังข์.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 397

[อธิบายกาลที่สั่งให้ทำการฆ่า]

ส่วนในกาล  มีวินิจฉัยดังนี้:-   ภิกษุรูปใดได้รับคำสั่งว่า  ท่านจงฆ่า

ให้ตายในเวลาเช้า  ไม่กำหนดว่า  วันนี้  หรือพรุ่งนี้ภิกษุผู้รับสั่งนั้น  ฆ่าเขา

ตายเวลาเช้า   ในกาลใดกาลหนึ่ง   ความผิดที่หมาย  ย่อมไม่มี.   ส่วนภิกษุรูปใด

ได้รับสั่งว่า   ท่านจงฆ่าให้ตายในเวลาเช้าวันนี้,    ภิกษุผู้รับสั่งนั้น    ฆ่าเขาตาย

ในเวลาเที่ยงวัน  หรือเวลาเย็น  หรือเวลาเช้าพรุ่งนี้,   ย่อมผิดที่หมาย,    สำหรับ

ภิกษุผู้สั่ง   ไม่มีความผูกพันทางกรรม.    แม้ในเมื่อภิกษุพยายามจะฆ่าให้ตายใน

เวลาเช้า   แต่กลายเป็นเที่ยงวันไป    ก็มีนัยเหมือนกัน.    บัณฑิตพึงทราบความ

ถูกที่หมายและผิดที่หมาย   ในประเภทแห่งกาลทั้งปวงโดยนัยนี้.

[อธิบายโอกาสที่สั่งให้ทำการฆ่า]

แม้ในโอกาส    มีวินิจฉัยดังนี้:-    ภิกษุรูปใด   ถูกสั่งว่า   ท่านจงฆ่า

บุคคลนั่น  ผู้ยืนอยู่ในบ้านให้ตายแต่ภิกษุผู้รับสั่งนั้น   ฆ่าบุคคลนั้นตายในที่

ใดที่หนึ่ง.   ย่อมไม่ผิดที่หมาย.   ส่วนภิกษุรูปใดถูกสั่งกำหนดไว้ว่า   จงฆ่าให้ตาย

ในบ้านเท่านั้น,    แต่ภิกษุผู้รับสั่งนั้นฆ่าเขาตายในป่า,    อนึ่ง   เธอถูกสั่งว่า   จง

ฆ่าให้ตายในป่า,    แต่เธอฆ่าเขาตายในบ้าน,    ถูกสั่งว่า    จงฆ่าให้ตายที่ประตู

ภายในบ้าน  ฆ่าเขาตายตรงท่ามกลางเรือน,     ย่อมผิดที่หมาย.   บัณฑิตพึงทราบ

ความถูกที่หมายและผิดที่หมายในความต่างกันแห่งโอกาสทั้งปวง   โดยนัยนี้.

[อธิบายอาวุธที่เป็นเครื่องมือใช่ให้ฆ่า]

แม้ในอาวุธ  มีวินิจฉัยดังนี้:-   ภิกษุรูปใด   ถูกสั่งว่าท่านจงเอาอาวุธ

ฆ่าให้ตาย   ไม่ได้กำหนดไว้ว่า   ดาบ   หรือลูกศรภิกษุผู้รับสั่งนั้น    เอาอาวุธ

ชนิดใดชนิดหนึ่งฆ่าให้ตาย,    ย่อมไม่ผิดที่หมาย.    ส่วนภิกษุรูปใด   ถูกสั่งว่า

จงใช้ดาบฆ่า    แต่ภิกษุผู้รับสั่งนั้น    ใช้ลูกศรฆ่า,    หรือถูกสั่งว่า   จงใช้ดาบ


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 398

เล่มนี้ฆ่า    ผู้รับสั่งใช้ดาบเล่มอื่นฆ่า    หรือถูกสั่งว่า   จงเอาคมดาบเล่มเดียวนี้

เท่านั้นฆ่า   แต่ภิกษุผู้รับสั่ง   ใช้คมคาบนอกนี้หรือใช้ฝ่ามือ   หรือใช้จะงอยปาก

หรือใช้ด้ามกระบี่ฆ่า.    ย่อมผิด ที่หมาย.    บัณฑิตพึงทราบความถูกที่หมายและ

ผิดที่หมายในความแตกต่างกันแห่งอาวุธทั้งปวง   โดยนัยนี้.

[อธิบายอิริยาบถที่สั่งให้ทำการฆ่า]

ส่วนในอิริยาบถ  มีวินิจฉัยดังนี้:-    ภิกษุรูปใด   ถูกสั่งว่า  ท่านจง

ฆ่าบุคคลผู้นั่น    ซึ่งกำลังเดินให้ตาย,     แต่แม้ถ้าภิกษุผู้รับสั่งนั้น      ฆ่าบุคคลผู้

กำลังเดินไปตาย   ย่อมไม่ผิดที่หมาย.    เมื่อภิกษุผู้สั่ง  สั่งว่า   ท่านจงฆ่าบุคคล

ผู้กำลังเดินอยู่เท่านั้น   ให้ตาย  แต่ถ้าภิกษุผู้รับสั่ง   ฆ่าบุคคลผู้นั่งอยู่ตาย.   หรือ

ภิกษุผู้สั่ง   สั่งว่า   ท่านจงฆ่าบุคคลผู้นั่งอยู่เท่านั้น     ให้ตาย,   แต่ภิกษุผู้รับสั่ง

ฆ่าบุคคลผู้กำลังเดินไปตาย,   ย่อมผิดที่หมาย.  บัณฑิตพึงทราบความถูกที่หมาย

และผิดที่หมาย   ในความต่างแห่งอิริยาบถทั้งปวง   โดยนัยนี้.

[อธิบายกิริยาพิเศษที่สั่งให้ทำการฆ่า]

แม้ในกิริยาพิเศษ   มีวินิจฉัยดังนี้:-   ภิกษุรูปใด   ถูกสั่งว่า   ท่านจง

แทงให้ตาย   ภิกษุผู้รับสั่งนั้น   แทงให้ตาย,    ย่อมไม่ผิดที่หมาย.   ส่วนภิกษุรูปใด

ถูกสั่งว่า   จงแทงให้ตาย,    แต่ภิกษุผู้รับสั่งนั้น  ตัด  (ฟัน)  ให้ตายเทียว,   ย่อม

ผิดที่หมาย.   บัณฑิตพึงทราบความถูกที่หมายและผิดที่หมาย    ในความต่างกัน

แห่งกิริยาพิเศษทั้งปวง   โดยนัยนี้.

ส่วนภิกษุรูปใด  สั่ง  ไม่กำหนด  ด้วยอำนาจเพศว่า  ท่านจงฆ่าคนผู้ที่

สูง ต่ำ  ดำ ขาว  ผอม  อ้วน  ให้ตาย,    และภิกษุผู้รับสั่ง   ฆ่าคนใดคนหนึ่ง

เช่นนั้นตาย,   ย่อมไม่ผิดที่หมาย.   เป็นปาราชิกด้วยกันทั้ง ๒ รูป.    แต่ถ้าภิกษุ

ผู้สั่งนั้น   สั่งหมายเอาตนเอง,   และภิกษุผู้รับสั่ง    ฆ่าภิกษุผู้สั่งนั้นเองตาย   ด้วย


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 399

คิดว่า  ท่านผู้สั่งนี้แหละ  เป็นเช่นนี้สำหรับภิกษุผู้สั่ง   เป็นทุกกฏภิกษุผู้ฆ่า

เป็นปาราชิก.   ภิกษุผู้สั่ง   สั่งหมายเอาตนเอง,    ภิกษุผู้รับสั่งนอกนี้    ฆ่าคนอื่น

เช่นนั้นตาย ;   ภิกษุผู้สั่งย่อมพ้น (จากอาบัติ)เป็นปาราชิกแก่ภิกษุผู้ฆ่าเท่านั้น.

ถามว่า   เพราะเหตุไร ?   แก้ว่า  เพราะไม่ได้กำหนดโอกาสไว้.   แต่ถ้าภิกษุผู้สั่ง

แม้เมื่อสั่งหมายเอาตนเองก็กำหนดโอกาสไว้ว่า    ท่านจงฆ่าบุคคลชื่อเห็นปานนี้

ซึ่งนั่งอยู่บนอาสนะพระเถระ    หรือบนอาสนะพระมัชฌิมะ    ในที่พักกลางคืน

หรือที่พักกลางวัน  ชื่อโน้น ให้ตาย,   แต่ในโอกาสนั้น   มีภิกษุรูปอื่นนั่งแทนอยู่,

ถ้าภิกษุผู้รับสั่ง  ฆ่าภิกษุผู้ที่มานั่งอยู่นั้นตายภิกษุผู้ฆ่า   ย่อมไม่พ้น (จากอาบัติ)

แน่,   ภิกษุผู้สั่ง   ก็ไม่พ้น.   ถามว่า  เพราะเหตุไร ?   แก้ว่า   เพราะได้กำหนด

โอกาสไว้.   แต่ถ้าภิกษุผู้รับสั่ง   ฆ่าเขาตาย   เว้นจากโอกาสที่กำหนดไว้   ภิกษุ

ผู้สั่ง   ย่อมพ้น    (จากอาบัติ),    นัยดังอธิบายมานี้     พระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้

เป็นหลักฐานดี   ในมหาอรรถกถา,    เพราะฉะนั้น    ความไม่เอื้อเฟื้อในนัยนี้

บัณฑิตจึงไม่ควรทำ  ฉะนี้แล.

อาณัตติกปโยคกถา  ด้วยอำนาจมาติกาว่าอธิฏฐาย  จบ

 

กถาว่าด้วยการสั่งทูต

บัดนี้   พึงทราบวินิจฉัยใน  ๔  วาระมีว่า   ภิกฺขุ  ภิกฺขุ     อาณาเปติ

เป็นต้น    ที่พระอุบาลีเถระกล่าวไว้   เพื่อแสดงไขบทมาติกาว่า   ทูเตน  นี้.

ข้อว่า  โส  ต  มญฺมาโน   ความว่า   ภิกษุรูปใด   อันภิกษุผู้สั่ง

บอกว่า  บุคคลชื่อนี้ภิกษุผู้รับสั่งรูปนั้น  เข้าใจว่าบุคคลนั้นแน่   จึงปลงบุคคล

นั้นนั่นเองเสียจากชีวิต    เป็นปาราชิกด้วยกันทั้ง ๒ รูป.


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 400

ข้อว่า  ต  มญฺมาโน  อญฺ  ความว่า  ภิกษุผู้รับสั่ง  เข้าใจบุคคล

ที่ภิกษุผู้สั่ง   สั่งให้ปลงเสียจากชีวิต    แต่ไพล่ไปปลงบุคคลอื่นเช่นนั้นจากชีวิต

เสีย,   ภิกษุผู้เป็นต้นเดิมไม่เป็นอาบัติ.

ข้อว่า  อญฺ   มญฺมาโน   ตความว่า  ภิกษุรูปใด  อันภิกษุผู้สั่ง

สั่งไว้แล้ว,    เธอเห็นบุคคลผู้เป็นสหายที่มีกำลังของภิกษุผู้สั่งนั้น    ซึ่ง ยืนอยู่ใน

ที่ใกล้    จึงคิดว่า  บุคคลผู้นี้    ย่อมขู่ด้วยกำลังของภิกษุผู้สั่งนี้,   เราจะปลงบุคคล

นี้จากชีวิตเสียก่อน  เมื่อจะประหาร   เข้าใจว่าเป็นบุคคลที่สั่งให้ฆ่านอกนี้แน่นอน

ซึ่งเปลี่ยนกันมายืนอยู่ในที่นั้นแทนว่า  เป็นสหาย   จึงได้ปลงเสียจากชีวิตเป็น

ปาราชิกด้วยกันทั้ง ๒ รูป.

ข้อว่า  อญฺ   มญฺมาโน    อญฺ    ความว่า   ภิกษุผู้รับสั่ง   คิด

โดยนัยก่อนนั่นแหละว่า    เราจะปลงบุคคลผู้เป็นสหายคนนี้    ของภิกษุผู้สั่งนั้น

จากชีวิตเสียก่อน   แล้วก็ปลงบุคคลผู้เป็นสหายนั่นแลจากชีวิต   เป็นปาราชิกแก่

ภิกษุผู้รับสั่งนั้นเท่านั้น.

[อาณัตติกประโยคเรื่องสั่งทูตต่อ]

ในคำเป็นต้นว่า   อิตฺถนฺนามสฺส   ปาวท  ในนิเทสวารแห่งบทว่า

ด้วยการนำคำสั่งสืบ ๆ  กันมาแห่งทูต    มีวินิจฉัยดังนี้:-    พึงเห็นว่าอาจารย์

รูปหนึ่ง  อันเตวาสิก  ๓  รูป  มีชื่อว่า  พุทธรักขิต  ธรรมรักขิต  และสังฆรักขิต.

บรรดาบทเหล่านั้น    คำว่า  ภิกฺขุ  ภิกฺขุ  อาณาเปติ  ความว่า

อาจารย์มีความประสงค์จะให้ฆ่าบุคคลบางคน    จึงบอกเนื้อความนั้น    แล้วสั่ง

พระพุทธรักขิต.

สองบทว่า    อิตฺถนฺนามสฺส    ปาวท    ความว่า    (อาจารย์สั่งว่า)

ดูก่อนพุทธรักขิต !   คุณจงไปบอกเนื้อความนั่นแก่พระธรรมรักขิต.


หน้าที่ 301-350
หน้าที่ 401-450